พรรคเพื่อไทย

เพื่อไทยมั่นใจ “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

“วิสุทธิ์” เชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจ “แพทองธาร ชินวัตร” หวังดีกับบ้านเมือง-ไม่มีเจตนาร้าย ย้ำพรรคเพื่อไทยไม่กังวล เชื่อไม่มีปัญหา กำชับ สส. ทำหน้าที่อยู่ในสภา เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกฯ แล้ว

วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และประธาน สส.พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์กรณี น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม จะเดินทางไปร่วมไต่สวนคดีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ในวันพรุ่งนี้ 21 สิงหาคม 2568 เวลา 10.30 น. ว่า ทุกอย่างต้องว่าไปตามกระบวนการ น.ส.แพทองธาร มีทีมกฎหมายอยู่แล้ว เชื่อว่าชี้แจงได้ พรรคเพื่อไทยไม่ได้กังวลใจในเรื่องนี้

วิสุทธิ์ ไชยณรุณ
วิสุทธิ์ ไชยณรุณ

เมื่อถามว่าจะมี สส. เดินทางไปให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ที่ศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นายวิสุทธิ์ ตอบว่าไม่มี เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่เป็นองค์ประชุมในสภาฯ ส่วนทีมงานนายกรัฐมนตรีจะมีใครไปบ้างนั้นตนไม่ทราบ แต่เชื่อว่ามีทีมกฎหมายไปให้ข้อมูลอยู่แล้ว ที่ผ่านมาเราเจอนายกรัฐมนตรีที่สภาฯ ได้ให้กำลังใจกันอยู่แล้ว เชื่อว่าไม่มีปัญหา และในที่ประชุมพรรคเพื่อไทย เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีคนถามว่าต้องไปหรือไม่ ตนได้บอกไปว่าไม่ให้ไป เพราะ สส. ต้องทำหน้าที่อยู่ในสภาฯ เพราะการทำงานในสภาฯ ก็เท่ากับการเป็นกำลังให้นายกรัฐมนตรีอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อกรณีมีการปล่อยข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป นายวิสุทธิ์ เผยว่า เราไม่ได้คิดถึงประเด็นนี้ เราเชื่อมั่นความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรีที่หวังดีกับบ้านเมือง ไม่มีเจตนาร้าย และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม.

พรรคเพื่อไทยเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” ทำเพื่อบ้านเมือง

จากกรณีที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ต้องเข้าร่วมไต่สวนคดีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีความกังวลแต่อย่างใด และเชื่อมั่นในทีมกฎหมายของนายกรัฐมนตรีว่าจะสามารถชี้แจงข้อเท็จจริงได้ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำว่า สส. ทุกคนควรทำหน้าที่ของตนเองในสภา ซึ่งถือเป็นการสนับสนุนนายกรัฐมนตรีอีกทางหนึ่งด้วย

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ว่า พรรคไม่ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว เนื่องจากทุกคนเชื่อมั่นในการทำงานและความหวังดีของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่มีต่อบ้านเมือง และเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันมีความผันผวนและเต็มไปด้วยข่าวลือมากมาย การที่พรรคเพื่อไทยออกมาแสดงความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญถึงความมั่นคงและความเป็นเอกภาพภายในพรรค การสนับสนุนและให้กำลังใจซึ่งกันและกันในสถานการณ์ที่ท้าทายเช่นนี้ จะเป็นพลังสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่ทุกฝ่ายต้องเคารพในกระบวนการยุติธรรม และให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เพื่อให้ความจริงปรากฏและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้ จะเป็นเกราะป้องกันที่สำคัญที่สุดในการเผชิญกับข่าวลือและการใส่ร้ายต่างๆ

การที่ สส. ทุกคนทำหน้าที่ของตนเองอย่างเต็มที่ในสภา ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าพรรคเพื่อไทยกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง

ดังนั้น การที่พรรคเพื่อไทยไม่กังวลและยังคงเชื่อมั่นใน “นายกฯ อิ๊งค์” จึงเป็นสัญญาณที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพรรค ซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ท้ายที่สุดแล้ว การทำงานเพื่อส่วนรวมและการยึดมั่นในหลักการที่ถูกต้อง จะเป็นสิ่งที่นำพาประเทศชาติและพรรคการเมืองไปสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน

ที่มา – เพื่อไทยไม่กังวล ยังเชื่อมั่น “นายกฯ อิ๊งค์” บริสุทธิ์ใจ-หวังดีกับบ้านเมือง

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. นี้!

“ภูมิธรรม” ไม่ทราบใครไปกับ “แพทองธาร ชินวัตร” ในวันที่ 21 ส.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล คดีคลิปเสียงสนทนากับ “ฮุน เซน” ส่วนกรณีหมายจับ “อดิศร” เหตุไม่ไปฟังคำพิพากษา ว่าไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 14.15 น. วันที่ 20 สิงหาคม 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล ถึงกรณีที่ นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ไม่ไปฟังคำพิพากษาในคดีแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อความไม่สงบในการชุมนุมขับไล่รัฐบาล นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 9 เมษายน 2552 ในวันนี้ ทำให้ศาลออกหมายจับ ว่า ตนยังไม่ทราบเรื่องนี้ เนื่องจากเพิ่งกลับมาจากการแถลงจับยาเสพติดที่ จ.เชียงใหม่ แต่กรณีของนายอดิศร มีเอกสิทธิ์คุ้มครองอยู่แล้วในฐานะที่เป็น สส. ยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมาย อะไรที่มีปัญหา กฎหมายว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น

แพทองธาร ชินวัตร
แพทองธาร ชินวัตร

นอกจากนี้ นายภูมิธรรม ยังกล่าวถึงกรณีศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคล กรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภาของกัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 จะมีใครเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีบ้าง ว่า “ยังไม่ทราบเลย ยังไม่ได้คุยกันเลย”

เมื่อถามถึงกรณีวันที่ 19 สิงหาคม 2568 นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปที่พรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นวันประชุม สส.ของพรรค นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ตนทำงานอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลทั้งวัน เมื่อถามว่าขณะนี้ยังมีความกังวลอะไรหรือไม่ในเรื่องการเมืองที่กำลังจะเริ่มร้อนแรง นายภูมิธรรม ตอบว่า “ก็ยังไม่รู้สึกว่าจะร้อน”

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงเป็นที่จับตามองของประชาชนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับอดีตนายกรัฐมนตรีและบุคคลสำคัญทางการเมืองต่างๆ ล่าสุดประเด็นที่ได้รับความสนใจคือกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานบุคคลในคดีที่เกี่ยวข้องกับคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งกำหนดขึ้นในวันที่ 21 สิงหาคม 2568

นายภูมิธรรม เวชยชัย ได้ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ รวมถึงกรณีของนายอดิศร เพียงเกษ และการเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณ ชินวัตร โดยยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่รู้สึกถึงความร้อนแรงทางการเมือง

ประเด็นที่น่าสนใจ: ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค.นี้

การนัดไต่สวนพยานบุคคลของศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ถือเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันได้ หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าผลการไต่สวนจะเป็นอย่างไรและจะมีผลต่อการตัดสินใจของศาลรัฐธรรมนูญในอนาคตหรือไม่

นอกจากนี้ กรณีที่นายภูมิธรรมกล่าวว่ายังไม่ทราบว่าใครจะเดินทางไปกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ในวันดังกล่าว ก็ยิ่งทำให้เกิดความสนใจมากยิ่งขึ้น เนื่องจากอาจมีบุคคลสำคัญทางการเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้เดินทางไปด้วย

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การติดตามข่าวสารและข้อมูลต่างๆ อย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและสามารถวิเคราะห์ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นได้

การที่นายภูมิธรรมออกมาให้สัมภาษณ์ในประเด็นต่างๆ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างรอบคอบและระมัดระวัง อย่างไรก็ตาม ประชาชนยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อทำความเข้าใจและประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

มาร่วมกันติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกประเด็นสำคัญทางการเมืองที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนคดีนายกฯ 21 ส.ค. “ภูมิธรรม” ไม่รู้ใครไปกับ “แพทองธาร”

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

เกิดอะไรขึ้นที่พรรคเพื่อไทย? วันที่ 19 สิงหาคม 2568 มีเรื่องราวให้จับตามองมากมาย เริ่มต้นที่ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” ยกเลิกการเข้าร่วมประชุมพรรคแบบกะทันหัน ทำเอา ส.ส. และมวลชนที่เตรียมมาอวยพรวันเกิดล่วงหน้าต้องผิดหวังไปตามๆ กัน แต่ที่น่าสนใจคือการปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางมายังพรรคเพื่อไทย ท่ามกลางความสนใจของสื่อมวลชน

เดิมที ส.ส.พรรคเพื่อไทยเตรียมจัดงานเล็กๆ เพื่ออวยพรวันเกิดล่วงหน้าให้กับ น.ส.แพทองธาร ในวันที่ 21 สิงหาคม แต่เมื่อเจ้าตัวยกเลิกการเข้าร่วม มวลชนที่ทราบข่าวและเดินทางมาพร้อมดอกไม้และของขวัญก็ต้องผิดหวังไปด้วยเช่นกัน

ไฮไลท์อยู่ที่การเดินทางมาถึงของ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่เดินทางเข้ามายังพรรคเพื่อไทย และเดินทางกลับในเวลา 16.10 น. โดยไม่ได้ให้สัมภาษณ์ใดๆ กับสื่อมวลชนมากนัก เมื่อผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงภารกิจในการมาพรรคเพื่อไทยในวันนี้ นายทักษิณตอบเพียงสั้นๆ ว่า “มาเจอแขก เจอเพื่อน เจอฝูง” เมื่อถามถึงกรณีที่ศาลอาญาจะพิพากษาคดี 112 ในวันที่ 22 สิงหาคมนี้ นายทักษิณกล่าวสั้นๆ ว่า “เรื่องศาลใครเขาพูดกัน” กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างมากในแวดวงการเมือง

“ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบตอบศาล! อิงค์ยกเลิก

ในส่วนของความเคลื่อนไหวอื่นๆ ภายในพรรค นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรคเพื่อไทย ได้เดินทางเข้าร่วมประชุมพรรค โดยให้สัมภาษณ์ว่าการเดินทางมาในครั้งนี้เป็นเรื่องปกติ ไม่ได้มีวาระพิเศษใดๆ เมื่อถูกถามถึงกระแสข่าวที่ชื่อของตนเองถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี นายชัยเกษมตอบว่าพรรคเพื่อไทยยังไงก็ต่อได้อยู่แล้ว

สถานการณ์ภายในพรรคเพื่อไทยในวันนี้เต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ การยกเลิกการเข้าร่วมประชุมของ น.ส.แพทองธาร การปรากฏตัวของ นายทักษิณ ชินวัตร และท่าทีของนายชัยเกษม นิติสิริ ล้วนเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ทำไมการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย ถึงเป็นที่สนใจ?

การเดินทางมายังพรรคเพื่อไทยของนายทักษิณในครั้งนี้ แม้จะไม่มีการเปิดเผยถึงวาระที่ชัดเจน แต่ก็เป็นที่จับตาของสื่อมวลชนและนักวิเคราะห์การเมือง ด้วยเหตุผลหลายประการดังนี้:

  • สถานการณ์การเมืองที่กำลังเปลี่ยนแปลง: ในช่วงเวลาที่การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ลงตัว การปรากฏตัวของนายทักษิณ ย่อมถูกตีความว่าอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนและกำหนดทิศทางของพรรคเพื่อแก้ไขกับวิกฤตการเมือง
  • คดีความที่ยังคงอยู่: คำถามเกี่ยวกับการพิจารณาคดีมาตรา 112 ที่นายทักษิณถูกดำเนินคดี เป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ การที่นายทักษิณไม่ตอบคำถามดังกล่าว ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและข้อถกเถียง
  • สัญญาณทางการเมือง: การปรากฏตัวของนายทักษิณ อาจเป็นการส่งสัญญาณถึงความมั่นใจและการกลับมามีบทบาททางการเมืองอีกครั้ง แม้จะไม่ได้แสดงออกอย่างเปิดเผย

ไม่ว่าการมาของ “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทยกับเกี่ยวข้องกับอะไร การเคลื่อนไหวของอดีตนายกรัฐมนตรีผู้นี้ยังคงเป็นที่สนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองไทย และอาจนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในอนาคต

โดยรวมแล้วสถานการณ์ที่พรรคเพื่อไทยในวันนี้แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความซับซ้อนของการเมืองไทย การตัดสินใจและการกระทำของบุคคลสำคัญอย่าง น.ส.แพทองธาร และนายทักษิณ ชินวัตร จะมีผลกระทบอย่างมากต่อพรรคเพื่อไทยและอนาคตของประเทศ

ดังนั้นการจับตาดูความเคลื่อนไหวของพรรคเพื่อไทยอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจถึงทิศทางของการเมืองไทยและเตรียมพร้อมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

ที่มา – “ทักษิณ” เข้าเพื่อไทย อุบบอกเรื่องไปศาล-“อิ๊งค์” ยกเลิกเข้าประชุม มวลชนอดเบิร์ธเดย์

เลขาฯ สมช. แจงศาล รธน. 21 ส.ค. จริงหรือ?

เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. จริงหรือ?

“ฉัตรชัย บางชวด” เลขาธิการ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ นัดไต่สวนพยาน 21 ส.ค. นี้ “หมอพรหมินทร์” บอกรอ “นายกฯ แพทองธาร” ไปเองหรือไม่… เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด

เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 18 สิงหาคม 2568 นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาล กรณีศาลรัฐธรรมนูญเรียกไปไต่สวนในฐานะพยาน คดีคลิปเสียงสนทนาระหว่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ว่า ตนจะเดินทางไปศาลรัฐธรรมนูญเองในวันที่ 21 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวถามต่อไปว่าเตรียมคำชี้แจงอย่างไรไว้บ้าง นายฉัตรชัย กล่าวว่า ต้องรอฟังในวันนั้น

ประเด็นสำคัญอยู่ที่การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ ในครั้งนี้ จะมีผลต่อรูปคดีอย่างไร และจะมีการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก

ทางด้าน นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณี น.ส.แพทองธาร จะไปให้การต่อศาลรัฐธรรมนูญเองหรือไม่ ว่า “ให้รอถามนายกฯ เอง”

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกี่ยวกับ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้ค่อนข้างตึงเครียด การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความไม่แน่นอนมากยิ่งขึ้น หลายฝ่ายกำลังจับตาดูว่าการให้ข้อมูลของเลขาธิการ สมช. จะส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

  • ความสำคัญของพยานหลักฐาน: คลิปเสียงสนทนาที่ถูกนำมาใช้เป็นหลักฐานมีความน่าเชื่อถือมากน้อยแค่ไหน และจะสามารถนำมาใช้ในการพิจารณาคดีได้อย่างไร
  • บทบาทของศาลรัฐธรรมนูญ: การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลต่ออนาคตทางการเมืองของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร อย่างไร
  • ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: คดีนี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชาได้หรือไม่

การที่ “หมอพรหมินทร์” โยนให้ไปถาม “อิ๊งค์” เองว่าจะไปหรือไม่ ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยว่ามีความพยายามที่จะหลีกเลี่ยงการตอบคำถามหรือไม่ หรือว่ามีเหตุผลอื่นใดที่ทำให้ไม่สามารถให้ข้อมูลได้ในขณะนี้

การที่ เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. นี้ ถือเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์สำคัญที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจมีผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคตอันใกล้นี้ก็เป็นได้ ทุกฝ่ายจึงควรติดตามข่าวสารอย่างรอบคอบและวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถ่องแท้

การที่ศาลรัฐธรรมนูญเรียกเลขาธิการ สมช. ไปให้ข้อมูลแสดงให้เห็นว่าศาลให้ความสำคัญกับข้อมูลที่ได้รับ และต้องการพิจารณาคดีอย่างรอบด้านเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การที่เลขาธิการ สมช. เตรียมตัวเดินทางไปให้ข้อมูลด้วยตนเองก็แสดงให้เห็นถึงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรมและพร้อมที่จะให้ความร่วมมือในการให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดี

คดีนี้เป็นบทพิสูจน์สำคัญของกระบวนการยุติธรรมของไทยว่าจะสามารถดำเนินการได้อย่างโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การที่ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและติดตามการดำเนินคดีได้อย่างใกล้ชิดจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและส่งเสริมให้เกิดสังคมที่มีความยุติธรรมและเสมอภาค

ที่มา – เลขาฯ สมช. เตรียมแจงศาลรัฐธรรมนูญ 21 ส.ค. “หมอมิ้ง” โยนถาม “อิ๊งค์” ไปเองหรือไม่

เพื่อไทยไม่หวั่น! คดี “แพทองธาร” มั่นใจนายกฯ ไปต่อ

พรรคเพื่อไทยย้ำ ไม่กังวลคดี “แพทองธาร” ชินวัตร ศาลรัฐธรรมนูญนัดวินิจฉัย 29 ส.ค. นี้ มั่นใจในเจตนาดีของนายกฯ แม้ผลออกมาไม่เป็นคุณ ก็ยังมี “ชัยเกษม” เป็นตัวสำรอง ปิดทางพรรคร่วมรัฐบาลที่จะเข้ามาเปลี่ยนตัวนายกฯ

นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะประธานกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดอ่านคำวินิจฉัยคดี “แพทองธาร” ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี จากกรณีคลิปเสียงสนทนากับสมเด็จฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ในวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ว่า สส.เพื่อไทยทุกคนกำลังใจดี ไม่มีใครกังวลหรือหวั่นไหวต่อเรื่องนี้

“เราเชื่อมั่นว่าสิ่งที่นายกรัฐมนตรีได้พูดไปนั้น เป็นการรักษาผลประโยชน์ของบ้านเมือง และเป็นการประวิงเวลาเพื่อรักษาชีวิตคนไทยในกัมพูชาด้วยเจตนาบริสุทธิ์ เราเชื่อว่าจะได้รับความยุติธรรม และไม่จำเป็นต้องมีแผนสำรอง เพราะเรามั่นใจในเจตนาดีของนายกรัฐมนตรี” นายวิสุทธิ์ กล่าว

นายวิสุทธิ์ยังกล่าวอีกว่า หากเกิดอะไรขึ้น นายกรัฐมนตรีก็ยังคงเป็นของพรรคเพื่อไทย โดยมีนายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยรออยู่ ไม่ต้องกังวล คนอื่นต้องรอก่อน และไม่กลัวว่าจะมีการเปลี่ยนขั้ว เพราะทุกวันนี้ก็ยังอยู่กันได้ แม้ว่าเสียงในสภาฯ จะปริ่มน้ำก็ตาม

เมื่อถามถึงโอกาสที่อาจจะมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรีเป็นคนจากพรรคร่วมรัฐบาล นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ไม่มี วันนี้ พรุ่งนี้ ก็ยังยืนยัน” สิ่งที่เขากังวลมากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจของประเทศดีขึ้น ไม่ได้กังวลเรื่องตัวนายกรัฐมนตรี และหากมีการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี จะดึงพรรคภูมิใจไทยกลับมาร่วมรัฐบาลหรือไม่นั้น คงเป็นไปได้ยาก เพราะวันนี้ไม่ได้คิดถึงเรื่องการเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงประเด็นเรื่องคลิปสนทนาที่อาจจะทำให้ความเชื่อมั่นของนายกรัฐมนตรีลดลง จากผลสำรวจโพลที่ออกมา นายวิสุทธิ์ตอบว่า “ถึงจะมีโพลก็จริง แต่ประเทศไม่ได้เสียดินแดน ไม่ได้อ่อนแอ ความสามัคคีของคนในชาติเป็นเรื่องสำคัญ ที่จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่น และนานาชาติเชื่อมั่นประเทศไทย” เขาไม่อยากให้ไปฟังคนที่ปลุกกระแส หรือไม่ใช่สื่อจริงๆ เพราะจะทำให้ประเทศชาติบ้านเมืองเสียหาย

ส่วนการวิเคราะห์ที่ว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะรอดหรือไม่รอดคดี “แพทองธาร” ก็อยู่ต่อไปได้ยากนั้น นายวิสุทธิ์ยืนยันว่า “ไม่ยาก ทำไมต้องยาก ถ้าไม่ผิดจะกลัวอะไร อย่าไปสร้างกระแสให้วุ่นวาย ประเทศจะเดินหน้าได้ด้วยความรักความสามัคคี”

คดี “แพทองธาร”

เพื่อไทยมั่นใจ คดี “แพทองธาร” ไม่กระทบ

สถานการณ์ทางการเมืองตอนนี้อาจดูเหมือนมีความไม่แน่นอน แต่พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดและให้ความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อนายกรัฐมนตรี การที่พรรคกล้ายืนยันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต การมี “ชัยเกษม” เป็นตัวเลือกสำรอง ก็เป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่บ่งบอกถึงการเตรียมพร้อมสำหรับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น

การออกมาให้สัมภาษณ์ของนายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ แสดงให้เห็นถึงความหนักแน่นของพรรคเพื่อไทยในการสนับสนุนนายกรัฐมนตรี แม้จะมีความกังวลเกี่ยวกับคดี “แพทองธาร” แต่พรรคก็ยังคงเชื่อมั่นในเจตนาดีและความสามารถในการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรี

ที่มา – คดี “แพทองธาร” พื่อไทยไม่หวั่นไหว เชื่อนายกฯ ได้ไปต่อ แม้ผลเป็นลบยังมี “ชัยเกษม”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 รัฐบาลลุยต่อ

รองโฆษกเพื่อไทย ขอบคุณสภาฯ ผ่านร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ 2569 เตรียมเข้าสู่วุฒิสภา ยัน รัฐบาลลุยนโยบายสำคัญทันที หวังกัมพูชาร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด ย้ำ รัฐบาลยึดชีวิตประชาชนและอธิปไตยต้องมาก่อน

วันที่ 17 สิงหาคม 2568 น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตนต้องขอขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จาก สส.จากพรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรค ที่ร่วมกันผลักดันให้ร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ผ่านความเห็นชอบในวาระที่ 2 และวาระที่ 3 เพราะนี่คือการมองเห็นร่วมกันว่าร่างกฎหมายนี้คือหัวใจในการขับเคลื่อนนโยบายที่รัฐบาลได้ให้คำมั่นไว้กับประชาชน และขอขอบคุณพรรคฝ่ายค้านที่ได้ร่วมให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ตลอดทั้ง 3 วันที่มีการอภิปรายในสภาฯ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่างบประมาณไม่ใช่เรื่องของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของประชาชนทั้งประเทศ

“ดิฉันยืนยันว่างบประมาณปี 2569 ไม่ใช่เพียงตัวเลขในเอกสาร ไม่ใช่ตัวเลขที่ลอยอยู่ในอากาศ แต่คือพลังที่จะนำไปสู่การแก้ปัญหาปากท้อง ฟื้นฟูเศรษฐกิจ และวางรากฐานอนาคตของประเทศภายใต้ความท้าทายที่เรากำลังเผชิญ พรรคเพื่อไทยยืนยันความมุ่งมั่นที่จะใช้งบประมาณทุกบาททุกสตางค์อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และตอบโจทย์ชีวิตของประชาชนจริงๆ”

ทั้งนี้ หลังจากงบประมาณผ่านสภาผู้แทนราษฎรแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการพิจารณาของวุฒิสภา ตนเชื่อมั่นว่า วุฒิสภาจะเร่งรัดพิจารณา เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลนำงบประมาณไปขับเคลื่อนนโยบายโดยเร็วที่สุด โดยโครงการและนโยบายสำคัญๆ ที่จะใช้งบประมาณปี 2569 ในการขับเคลื่อน ได้แก่

  • นโยบาย 20 บาทตลอดสาย เพื่อทำให้การเดินทางสะดวก รวดเร็ว เข้าถึงได้ง่าย ลดค่าใช้จ่ายประชาชน ทำให้มีเงินเหลือในกระเป๋า
  • โครงการฟื้นฟูภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจชุมชน ตั้งเป้ารายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2569 ราว 2.8 ล้านล้านบาท โดยดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติราว 36 ล้านคน เพื่อสร้างรายได้ให้ท้องถิ่น ผู้ประกอบการ SMEs และภาคบริการ ผ่านการโปรโมท การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว และการจัดอีเวนต์ตลอดทั้งปี
  • การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณสุข เพื่อรองรับสังคมสูงวัย เพิ่มสิทธิประโยชน์ใหม่ ๆ และสร้างระบบการดูแลรักษาสุขภาพของคนไทยให้ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
  • งบจัดการภัยพิบัติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อให้ท้องถิ่นมีความพร้อมบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ แก้ปัญหาน้ำท่วม-น้ำแล้งเรื้อรัง ที่เป็นปัญหามายาวนาน และส่งผลต่อผลผลิตทางการเกษตร

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เริ่มมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรแล้วอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่

  • โครงการพัฒนาศักยภาพการผลิตข้าว ปีการผลิต 2568/69 จ่ายเงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท สูงสุด 10 ไร่ ครอบคลุมทั้งนาปีและนาปรัง เริ่มจ่ายงวดแรกตั้งแต่กันยายนนี้ โดยเงินทั้งหมดจะโอนตรงเข้าบัญชีเกษตรกร ลดความล่าช้าและต้นทุนธุรกรรม
  • การพยุงราคาลำไย รัฐบาลร่วมกับสมาคมโรงอบลำไยอบแห้งภาคเหนือ ตั้งจุดรับซื้อลำไยเกรด AA กิโลกรัมละ 13 บาท จนถึงวันที่ 20 สิงหาคม พร้อมเสนอ ครม. ออกมาตรการช่วยเหลือเสริม จ่ายไร่ละ 1,400 บาท เพื่อทดแทนรายได้

ทั้ง 2 มาตรการนี้มีเป้าหมายเดียวคือ ให้รายได้ถึงมือเกษตรกรอย่างรวดเร็ว และพรรคเพื่อไทยได้กำชับ สส.ของพรรคให้ติดตามสถานการณ์ จุดรับซื้อ และปริมาณการรับซื้ออย่างใกล้ชิด เพื่อนำข้อมูลสะท้อนกลับสู่รัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุด

“ดิฉันขอย้ำว่าพรรคเพื่อไทยและรัฐบาลจะทำงานอย่างเต็มกำลัง เพื่อแก้ไขปัญหาของพี่น้องประชาชนในทุกด้าน ทั้งเศรษฐกิจ ความมั่นคง และคุณภาพชีวิต สำหรับพรรคเพื่อไทย งบประมาณทุกบาทคือความหวัง และต้องถูกใช้เพื่อตอบโจทย์ชีวิตของประชาชน”

ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

ขณะเดียวกัน น.ส.ขัตติยา ยังกล่าวถึงหลังเหตุปะทะตามแนวชายแดนคลี่คลาย รัฐบาลได้ดำเนินการควบคู่ทั้งด้านความมั่นคง ด้านการทูต และการเยียวยาประชาชน โดยยึดหลักสูงสุดว่า ชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน อธิปไตย และบูรณภาพแห่งดินแดน ต้องมาก่อนสิ่งอื่นใด และทุกการดำเนินการจะยึดตามหลักสากลที่ทั่วโลกยอมรับ

ในการประชุม RBC ภาคตะวันออก ฝั่งจันทบุรี-ตราด เมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคมที่ผ่านมา ทั้งสองประเทศได้ยืนยันกรอบปฏิบัติ 13 ข้อ ตามที่ตกลงกันในเวที GBC เมื่อ 7 สิงหาคม 2568 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยประเทศไทยย้ำชัดว่าเราจะแก้ปัญหาโดยสันติวิธี ในกรอบทวิภาคี ภายใต้กติกาสากล พร้อมผลักดันวาระเพิ่มเติม 2 เรื่องสำคัญ คือ

1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด เพื่อคืนความปลอดภัยให้ชุมชนชายแดน

2. การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งที่ผ่านมาเรายังได้รับความร่วมมือจากกัมพูชาน้อยกว่าที่คาดหวัง

“พรรคเพื่อไทยหวังว่ากัมพูชาจะพิสูจน์ความจริงใจในการหารือรอบถัดไป ด้วยการสนับสนุนการเก็บกู้ทุ่นระเบิดอย่างเป็นรูปธรรม และการเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ให้เห็นผลชัดเจน”

สำหรับกรณีที่ทหารไทยบาดเจ็บจากทุ่นระเบิดสังหารบุคคลภายหลังข้อตกลงหยุดยิง รัฐบาลได้ดำเนินการประท้วงทางการทูตอย่างเป็นทางการ และมอบหมายให้กระทรวงการต่างประเทศจัดทำบันทึกหลักฐาน ส่งไปยังคณะกลไกภายใต้อนุสัญญาออตตาวาแล้วหลายฉบับ พร้อมทั้งนัดหมายพาคณะทูตประเทศภาคีลงพื้นที่

ส่วนด้านการเยียวยา รัฐบาลยังคงดำเนินมาตรการต่อเนื่อง ทั้งการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจ โดยกระทรวงสาธารณสุขตั้งคลินิกเคลื่อนที่และทีม MCATT ฟื้นฟูจิตใจประชาชน และเปิดสายด่วนสุขภาพจิต 1323 ให้คำปรึกษาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการช่วยเหลือค่าน้ำ-ค่าไฟสำหรับครัวเรือนและศูนย์พักพิงในพื้นที่ ที่ได้รับการงดเว้นช่วงเดือนกรกฎาคม-สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา

น.ส.ขัตติยา กล่าวต่อในส่วนความเสียหาย กระทรวงมหาดไทย โดย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กรมโยธาธิการและผังเมือง ตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคารใน 7 จังหวัดชายแดน เพื่อออกแบบมาตรฐานซ่อมเร่งด่วน ซึ่งขณะนี้ตรวจพบความเสียหายกว่า 300 หลังใน 4 จังหวัดหลัก คือ บุรีรัมย์ ศรีสะเกษ สุรินทร์ และอุบลราชธานี โดยมีการทยอยส่งมอบบ้านพักชั่วคราว (Prefab) ให้ครอบครัวที่บ้านเรือนเสียหายทั้งหลังแล้ว 11 หลัง และจะทยอยส่งมอบเพิ่มเติมตามผลการสำรวจและความพร้อมของพื้นที่.

การที่สภาฯ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 ถือเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ หวังว่าการพิจารณาในวุฒิสภาจะเป็นไปอย่างราบรื่นและรวดเร็ว เพื่อให้งบประมาณถูกนำไปใช้ประโยชน์แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ความสำคัญของการ ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569

การที่ สส. ทุกท่านร่วมกันพิจารณาและให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศไปข้างหน้า งบประมาณนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ที่รัฐบาลได้สัญญาไว้กับประชาชน

ที่มา – ขอบคุณสภาฯ ผ่านงบประมาณ 2569 จ่อเข้าสู่วุฒิสภา รัฐบาลพร้อมลุยนโยบายสำคัญทันที

เพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง

เพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง ท้าพรรคประชาชนเปิดข้อมูล

จากกรณีที่ ส.ส. พรรคประชาชนออกมาอ้างว่ามีบุคคลปริศนาติดต่อเพื่อแลกคะแนนเสียงโหวต ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย ล่าสุด น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาโต้ตอบถึงกรณีดังกล่าว โดยยืนยันว่าพรรคเพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง พร้อมท้าให้พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

น.ส.ขัตติยา กล่าวถึงกรณีที่ ส.ส.พรรคประชาชน อ้างว่ามีบุคคลปริศนาโทรศัพท์มาติดต่อเพื่อแลกคะแนนเสียงโหวตร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 และร่างพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจสถานบันเทิงครบวงจร พ.ศ. …. หรือ ร่างกฎหมายเอ็นเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ (Entertainment Complex) พร้อมเผยแพร่คลิปเสียงยาวกว่า 13 นาที โดยสื่อความหมายถึงการมอบเงิน 10 กิโลกรัม และโยงว่าเป็นผู้ใหญ่เหนือรัฐบาล โดยไม่ปฏิเสธว่ามีความเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย

น.ส.ขัตติยา ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เป็นความจริง และเป็นสิ่งที่สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อพรรคเพื่อไทย รวมทั้งรัฐบาล พรรคเพื่อไทย ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับการติดต่อดังกล่าว เรายินดีให้มีการตรวจสอบทุกมิติ และขอเรียกร้องให้ทาง สส.พรรคประชาชน รีบออกมาเปิดเผยชื่อ-นามสกุล เบอร์โทรศัพท์ หรือข้อมูลอื่นๆ ที่จะทำให้สามารถสืบไปถึงต้นตอของบุคคลปริศนาดังกล่าวตามที่มีการกล่าวอ้าง เพื่อให้กระบวนการตรวจสอบเดินหน้าได้จริง ไม่ปล่อยให้คลุมเครือทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง อีกทั้งในปัจจุบัน ประเทศเรามีกลไกมากมายที่จะสามารถทำให้ความจริงในเรื่องนี้กระจ่างชัดได้ สิ่งนี้จึงถือเป็นเรื่องน่าสงสัยว่าเพราะเหตุใดพรรคประชาชนจึงไม่เร่งรีบทำให้ความจริงปรากฏ และปล่อยให้เรื่องนี้อยู่ในความคลุมเครือ

พรรคเพื่อไทยยืนยันความบริสุทธิ์ใจ

รองโฆษกพรรคเพื่อไทยกล่าวอย่างหนักแน่นว่า พรรคพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบอย่างเต็มที่ และเชื่อมั่นว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองได้ นอกจากนี้ น.ส.ขัตติยายังตั้งคำถามถึงพฤติกรรมของพรรคประชาชนว่าเหตุใดจึงไม่เปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน เพื่อให้สังคมได้รับรู้ความจริง

“เรื่องนี้ถือเป็นความเสียหายที่เกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยโดยตรง แต่ขณะเดียวกันหากยังไม่มีการทำให้ความจริงปรากฏ ก็จะยิ่งส่งผลเสียต่อพรรคประชาชนเองด้วย เพราะตอนนี้ผู้คนเริ่มตั้งคำถามสำคัญว่าตกลงแล้วนี่คือการเมืองใหม่ของพรรคคนรุ่นใหม่ หรือเป็นการเมืองแบบเก่าๆ ของพรรคที่อ้างว่าเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่กันแน่ สถานการณ์ฝั่งรัฐบาลเวลานี้ มีการทำงานกับพรรคร่วมอย่างเป็นเอกภาพตามแนวนโยบาย ไม่มีเหตุผลใดต้องซื้อเสียงโหวตเพื่อผ่านร่างกฎหมายแต่อย่างใดค่ะ” น.ส.ขัตติยา กล่าว

ประเด็นสำคัญที่ น.ส.ขัตติยา เน้นย้ำคือ การทำงานของรัฐบาลในปัจจุบันเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ดังนั้น จึงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องใช้วิธีการซื้อเสียงเพื่อให้ร่างกฎหมายต่างๆ ผ่านสภาไปได้ พรรคเพื่อไทยมั่นใจในเสียงสนับสนุนที่มีอยู่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกฝ่ายเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ

นอกจากนี้ น.ส.ขัตติยายังกล่าวเสริมว่า การออกมากล่าวหาโดยไม่มีหลักฐานที่ชัดเจนเช่นนี้ เป็นการกระทำที่ไม่สร้างสรรค์ และอาจส่งผลเสียต่อบรรยากาศทางการเมืองโดยรวม พรรคเพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง เพราะมั่นใจในการทำงานอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้

โดยสรุปแล้ว พรรคเพื่อไทยได้ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องการซื้อเสียงอย่างแข็งขัน และพร้อมให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกวิถีทาง เพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง พร้อมกันนี้ ก็ได้ท้าทายให้พรรคประชาชนเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สังคมได้รับทราบความจริง และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่ความขัดแย้งในอนาคต เรื่องนี้จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป และสังคมก็คาดหวังว่าจะมีการเปิดเผยความจริงในเร็ววัน เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรม

การออกมาตอบโต้ของพรรคเพื่อไทยในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาชื่อเสียงและความน่าเชื่อถือของพรรค และเป็นการส่งสัญญาณไปยังทุกฝ่ายว่า พรรคพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับทุกข้อกล่าวหา และพร้อมที่จะพิสูจน์ความจริงให้ปรากฏต่อสาธารณชน พรรคเพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง แต่การที่พรรคประชาชนออกมากล่าวหาเช่นนี้ ก็ทำให้เกิดคำถามและความสงสัยในวงกว้าง ซึ่งจะต้องมีการพิสูจน์และชี้แจงให้ชัดเจนต่อไป

ที่มา – เพื่อไทยโต้คลิป “10 กิโลฯ” ไม่มีเหตุผลต้องซื้อเสียง ท้าพรรคประชาชนเปิดข้อมูล

“สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลเอง เพื่อไทยยันไม่มีแผนสำรอง

สถานการณ์ทางการเมืองกำลังร้อนแรง เมื่อนายสรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในฐานะเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ได้ออกมาเปิดเผยถึงความเคลื่อนไหวสำคัญที่กำลังจะเกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นัดไต่สวนนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้

ใจความสำคัญที่นายสรวงศ์เน้นย้ำคือ “นายกฯ อิ๊งค์” หรือ นางสาวแพทองธาร จะเดินทางไปศาลด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจและให้ความร่วมมือกับกระบวนการยุติธรรมอย่างเต็มที่ นายสรวงศ์ยังกล่าวเสริมว่า ได้มีการพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีแล้ว แต่ไม่ได้ลงลึกในรายละเอียดของคดี เนื่องจากมีทีมทนายความเป็นผู้ดูแลหลัก พรรคเพื่อไทยทำได้เพียงส่งกำลังใจให้นายกรัฐมนตรีเท่านั้น

“สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลด้วยตัวเอง ยันเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือเรื่องของแผนสำรอง หากเกิดสถานการณ์ไม่คาดฝันทางการเมืองขึ้น คำถามนี้ถูกถามไปยังนายสรวงศ์ ซึ่งได้รับคำตอบที่ชัดเจนว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรองใดๆ สำหรับสถานการณ์ดังกล่าว นายสรวงศ์แสดงความเชื่อมั่นในความบริสุทธิ์ใจของนายกรัฐมนตรี และกล่าวว่า “อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด” ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นและพร้อมเผชิญหน้ากับทุกสถานการณ์

อย่างไรก็ตาม นายสรวงศ์ยอมรับว่า สมาชิกพรรคเพื่อไทยมีความกังวลใจเช่นกัน เนื่องจากผลของการพิจารณาคดีอาจส่งผลกระทบต่อตำแหน่งนายกรัฐมนตรี แต่เขายืนยันหนักแน่นว่า นายกรัฐมนตรีจะไม่ลาออกจากตำแหน่งอย่างแน่นอน เป็นการยืนยันถึงความตั้งใจที่จะปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะสิ้นสุดกระบวนการทางกฎหมาย

ความพร้อมของแคนดิเดตนายกฯ สำรอง

ในส่วนของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีสำรองอย่างนายชัยเกษม นิติสิริ นายสรวงศ์กล่าวว่า นายชัยเกษมมีความพร้อมเสมอสำหรับการเป็นนายกรัฐมนตรี ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาและโอกาสที่เหมาะสมเท่านั้น เป็นการเปิดโอกาสให้พิจารณาถึงความเป็นไปได้ในอนาคต หากเกิดความจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลและพรรคเพื่อไทยกำลังเผชิญอยู่ การเดินทางไปศาลด้วยตัวเองของ “นายกฯ อิ๊งค์” เป็นการแสดงออกถึงความโปร่งใส และความตั้งใจที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง ท่ามกลางความกังวลของสมาชิกพรรค และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ พรรคเพื่อไทยยังคงยืนหยัดที่จะสนับสนุนนายกรัฐมนตรี และมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาของประเทศชาติต่อไป

การที่พรรคเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง อาจถูกมองได้ทั้งในแง่ของความเชื่อมั่นในตัวนายกรัฐมนตรี และความประมาทเลินเล่อในการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การเมืองไทยมักมีเหตุการณ์พลิกผันอยู่เสมอ การมีแผนสำรองที่รัดกุม อาจเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยควรพิจารณาในอนาคต แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีความจำเป็นก็ตาม

ถึงแม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะมีความผันผวน แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ การรักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน และมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อประชาชน การตัดสินใจของ “นายกฯ อิ๊งค์” ที่จะไปศาลด้วยตัวเอง เป็นการแสดงความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม และเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาชนว่า รัฐบาลพร้อมที่จะถูกตรวจสอบ และพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง

สถานการณ์นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับรัฐบาล และพรรคเพื่อไทย ว่าจะสามารถก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้อย่างไร การตัดสินใจทุกอย่างต่อจากนี้ จะส่งผลอย่างมากต่ออนาคตทางการเมืองของพรรค และต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล.

ติดตามข่าวสารการเมืองอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว และร่วมกันวิเคราะห์สถานการณ์ที่กำลังเกิดขึ้น เพื่อให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของเรา

ที่มา – “สรวงศ์” เผย “นายกฯ อิ๊งค์” จะไปศาลด้วยตัวเอง ยันเพื่อไทยไม่มีแผนสำรอง

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ”อิ๊งค์” คว่ำงบฯ 69

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงร้อนแรง เมื่อพรรคร่วมรัฐบาลแสดงออกถึงความสามัคคี พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง นำ สส.ประชาชาติ (ปช.) เข้าให้กำลังใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์งบประมาณปี 2569 ที่กำลังถูกพิจารณาอย่างเข้มข้น

ประชาชาติตบเท้าให้กำลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตคว่ำงบฯ 69

น.ส.แพทองธาร หรือ “อิ๊งค์” ได้โพสต์ข้อความที่น่าสนใจในอินสตาแกรมส่วนตัว เป็นคำคมภาษาอังกฤษที่แปลเป็นไทยได้ว่า “ทุกสิ่งที่คุณทำจะย้อนกลับมาหาคุณ จงทำดี จงเป็นคนดี” และ “ความเมตตาไม่มีค่าใช้จ่าย” ซึ่งถูกตีความไปต่างๆ นานา ในขณะที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ยืนยันหนักแน่นว่า พรรคมีมติให้โหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569

ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นวันที่สาม บรรยากาศเป็นไปอย่างราบรื่น แม้จะมี สส.จากพรรคฝ่ายค้านออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้งบประมาณในหลายส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ทำไมพรรคประชาชาติถึงให้ความสำคัญกับเรื่องนี้?

พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง กล่าวภายหลังการเข้าพบ น.ส.แพทองธาร ว่าได้ไปให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านมีกำลังใจดี และยังฝากความคิดถึงและความห่วงใยไปยังประชาชน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรียังได้พูดคุยกับ สส.พรรคประชาชาติ แลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานสภาเศรษฐกิจ สังคม และวิถีชีวิตในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ อีกด้วย

ในส่วนของการพิจารณางบประมาณนั้น น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ให้เหตุผลว่า แม้ สส.พรรคประชาชนจะให้ข้อเสนอแนะเพื่อให้การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า แต่ฝ่ายรัฐบาลไม่ได้นำข้อเสนอแนะเหล่านั้นไปปรับปรุงเปลี่ยนแปลง ทำให้พรรคตัดสินใจที่จะโหวตคว่ำร่างงบประมาณในวาระสาม

ประเด็นที่น่าสนใจคือการอภิปรายของนายภัณฑิล น่วมเจิม สส.กทม. พรรค ปชน. ที่ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการใช้งบประมาณของสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ โดยมองว่าเป็นการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา และขัดต่อหลักคำสอนของพระพุทธเจ้า นอกจากนี้ น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรค ปชน. ยังได้อภิปรายถึงความไม่โปร่งใสในการใช้งบประมาณของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการบ้านพักข้าราชการตำรวจที่ใช้งบประมาณในการตกแต่งภายในสูงถึง 23.9 ล้านบาท

นอกจากเรื่องงบประมาณแล้ว ยังมีประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่น่าจับตามอง เช่น การสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แทนตำแหน่งที่ว่างลง และความคืบหน้าในการสอบสวนคดีฮั้วเลือก สว. โดยกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เตรียมที่จะออกหมายเรียกผู้สมัคร สว. อีก 1,200 คน เข้ามาให้ข้อมูลเพิ่มเติม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์การเมืองไทยยังคงมีความผันผวนและเต็มไปด้วยความท้าทาย การพิจารณางบประมาณปี 2569 เป็นเพียงหนึ่งในหลายประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การแสดงออกถึงความสามัคคีของพรรคร่วมรัฐบาล และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างเข้มข้นจากภาคส่วนต่างๆ เป็นสิ่งที่จำเป็นเพื่อให้การบริหารประเทศเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ท่าทีของพรรคประชาชาติในการให้กำลังใจนายกรัฐมนตรี และการตรวจสอบการใช้งบประมาณอย่างตรงไปตรงมา สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของ สส. ทุกคนในการลงมติร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญว่า พวกเขาจะสามารถทำหน้าที่ผู้แทนปวงชนได้อย่างสมศักดิ์ศรีหรือไม่ เพราะงบประมาณปี 2569 นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ที่มา – ประชาชาติตบเท้า ให้กําลังใจ “อิ๊งค์” เจ้าตัวบ่นคิดถึงประชาชน “ไหม” ยันโหวตควํ่างบฯ 69

Scroll to top