พรรคไทยสร้างไทย

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ปัญหาความมั่นคงชายแดนไทย-กัมพูชา ย้ำสถานการณ์คุกรุ่น มั่นใจหากพรรคไทยสร้างไทยเป็นรัฐบาล แก้ได้ทันที

วันที่ 2 ธันวาคม 2568 พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) เปิดเผยถึงแนวคิดด้านความมั่นคงและบทบาททางการเมืองร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ว่า การผสานเจตจำนงทางการเมืองกับองค์ความรู้ด้านความมั่นคงที่สั่งสมมา จะช่วยผลักดันประชาธิปไตยให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และตอบโจทย์ปัญหาความมั่นคงที่ประเทศกำลังเผชิญ กลุ่มสวัสดีคนไทยต้องการผลักดันนโยบายให้ลงสู่พื้นที่และเกิดผลจริง ซึ่งจังหวะทางการเมืองในปัจจุบันเปิดโอกาสให้เข้ามามีส่วนร่วมกับพรรคไทยสร้างไทย ตนจะนำประสบการณ์ที่เคยเป็นเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) มาประยุกต์ใช้ เพราะขณะนี้ประเทศกำลังอยู่ในสถานการณ์ความมั่นคงที่คุกรุ่นมาหลายเดือน ทั้งกรณีพิพาทไทย–กัมพูชา ปัญหาสแกมเมอร์ข้ามชาติ และภัยพิบัติอย่างสถานการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ล้วนต้องการการแก้ไขอย่างเป็นระบบ

ทั้งนี้ หากพรรคไทยสร้างไทยได้โอกาสเป็นรัฐบาล สามารถเดินหน้าจัดการปัญหาเหล่านี้ได้ทันที โดยเฉพาะยุทธศาสตร์ “สถาปนาความมั่นคงชายแดน” ที่มีพันธกิจ 4 ประการ คือ การจัดระบบข่าวกรองชายแดน, การจัดกองกำลังและการลาดตระเวนรับมือเหตุฉุกเฉิน, การจัดระเบียบความมั่นคงชายแดนเพื่อควบคุมและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ รวมถึงการจัดการปัญหาคนไร้สัญชาติ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน แผนงานเหล่านี้มีเจ้าภาพชัดเจน ทั้ง สมช. หน่วยงานด้านทหาร และหน่วยงานความมั่นคงอื่น แต่ที่ผ่านมาไม่ถูกหยิบมาใช้ทั้งที่สามารถดำเนินการได้ทันทีภายในหนึ่งสัปดาห์หลังเข้ารับอำนาจรัฐ

ขณะเดียวกัน พล.ท.ภราดร ยืนยันด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมหยิบประเด็นด้านความมั่นคงมาเป็นนโยบายสำคัญ โดยเฉพาะกรณีพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ใช้แนวทางสันติวิธี เน้นการพูดคุยสันติภาพและการสร้างพื้นที่ปลอดภัยเป็นหัวใจของการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน ตนได้พูดคุย คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมหารือแนวทางปรับนโยบายระหว่างกลุ่มสวัสดีคนไทยกับพรรคไทยสร้างไทยให้สอดคล้องกัน โดยตนจะมุ่งเน้นด้านความมั่นคง ขณะที่พรรคไทยสร้างไทยจะดูแลนโยบายในมิติอื่น เพื่อให้เกิดนโยบายร่วมที่สามารถผลักดันสู่การปฏิบัติได้จริงหากพรรคได้เป็นรัฐบาล

พล.ท.ภราดร ระบุในช่วงท้ายว่า หากพรรคไทยสร้างไทยได้อำนาจรัฐ จะเห็นความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านความมั่นคง เพราะเชื่อมั่นว่าจะสามารถทำให้ฝ่ายนโยบายและฝ่ายประจำทำงานสอดประสานกัน ซึ่งเป็นปัญหาที่รัฐบาลที่ผ่านมาไม่สามารถแก้ได้ ส่งผลให้การแก้ไขปัญหาความมั่นคงล่าช้าและไม่ตอบโจทย์ประชาชน.

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน

พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงพรรคไทยสร้างไทย ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ปัญหาต่างๆ มีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกันมากขึ้น การมีนโยบายและพันธกิจที่ชัดเจนจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ได้ให้ความสำคัญกับประเด็นด้านความมั่นคง และพร้อมที่จะนำนโยบายต่างๆ ไปสู่การปฏิบัติจริง หากได้รับความไว้วางใจจากประชาชน การที่พรรคมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถและประสบการณ์อย่าง พล.ท.ภราดร จะช่วยให้การดำเนินงานด้านความมั่นคงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4 พันธกิจหลัก แก้ปัญหาความมั่นคงชายแดน ที่ต้องจับตา

การที่ พล.ท.ภราดร ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา การจัดระบบข่าวกรอง การจัดกองกำลัง การจัดระเบียบชายแดน และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน จะเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประเทศ

  • การจัดระบบข่าวกรองชายแดน: เพิ่มประสิทธิภาพในการเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์
  • การจัดกองกำลังและการลาดตระเวน: พร้อมรับมือกับเหตุการณ์ฉุกเฉินและภัยคุกคาม
  • การจัดระเบียบความมั่นคงชายแดน: ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและรักษาความสงบ
  • การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน: ส่งเสริมความร่วมมือและความเข้าใจอันดี

“พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจและควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง การแก้ไขปัญหาความมั่นคงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนนั้น ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงการดำเนินงานของภาครัฐเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประชาชนกับเจ้าหน้าที่รัฐเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหา จะช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

นอกจากนี้ การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ชายแดนก็เป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การสร้างงาน สร้างรายได้ และพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน จะช่วยลดปัจจัยเสี่ยงที่อาจนำไปสู่ปัญหาความมั่นคง การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมการท่องเที่ยว และการสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนและสร้างโอกาสให้กับประชาชน

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนจึงต้องดำเนินการอย่างรอบด้านและบูรณาการ โดยคำนึงถึงทั้งมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และการเมือง การมีนโยบายและแผนงานที่ชัดเจน การดำเนินงานอย่างโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน จะเป็นปัจจัยสำคัญที่จะนำไปสู่ความสำเร็จ

การที่ พล.ท.ภราดร และพรรคไทยสร้างไทยให้ความสำคัญกับประเด็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีและแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจในปัญหาและความมุ่งมั่นในการแก้ไข หวังว่านโยบายและพันธกิจต่างๆ ที่นำเสนอ จะได้รับการพิจารณาและนำไปสู่การปฏิบัติจริง เพื่อสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับชายแดนไทย

ท้ายที่สุดแล้ว การแก้ไขปัญหาความมั่นคงชายแดนเป็นความรับผิดชอบของทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือประชาชน หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงจัง ก็จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้ และทำให้ชายแดนไทยเป็นพื้นที่ที่สงบสุข ปลอดภัย และเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน “พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน หวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะเกิดผลเป็นรูปธรรมในอนาคต

ที่มา – “พล.ท.ภราดร” ชู 4 พันธกิจแก้ความมั่นคงชายแดน หาก ทสท. เป็นรัฐบาลแก้ได้ทันที

หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย

“คุณหญิงสุดารัตน์” เตรียมเปิดตัว “พล.ท.ภราดร-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” สวมเสื้อพรรคไทยสร้างไทย พร้อมประกาศจุดยืนในวันจันทร์นี้ เป็นการเสริมทัพครั้งสำคัญของพรรค ก่อนการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

เมื่อวันที่ 30 พ.ย. 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันที่ 1 ธ.ค. ที่พรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) ถนนเทิดราชัน เขตดอนเมือง จะมีการจัดงานเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” พร้อมประกาศ “จุดยืนและคำมั่นสัญญาของพรรคไทยสร้างไทยเพื่อสร้างการเมืองสุจริตอย่างเป็นรูปธรรม” โดยคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรค และนายโภคิน พลกุล ประธานที่ปรึกษาและประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนประเทศ เป็นผู้นำในการแถลงครั้งนี้

ไฮไลท์สำคัญอยู่ที่เวทีเสวนา หัวข้อ “ร่วมสร้างการเมืองสุจริต เพื่ออนาคตประเทศไทย” ซึ่งนอกจากนายโภคินแล้ว ยังมีบุคคลสำคัญทางการเมืองเข้าร่วมมากมาย อาทิ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม ประธานสถาบันประชาธิปไตยสุจริต และอดีต สว. รวมถึงนายตวง อันทะไชย อดีต สว. และอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ร่วมเสวนา ตั้งแต่เวลา 09.30 – 12.30 น. การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคไทยสร้างไทยในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและสร้างการเมืองที่โปร่งใส

กิจกรรมครั้งนี้ ถือเป็นการเปิดตัว พล.ท.ภราดร นายดิเรกฤทธิ์ และนายตวง อย่างเป็นทางการในการร่วมงานกับพรรค ทสท. ซึ่งถือเป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคในด้านต่างๆ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านกฎหมาย และด้านการเมือง การที่พรรคได้บุคคลากรที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญเหล่านี้มาร่วมงาน ย่อมเป็นที่น่าจับตามอง

หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย

การเปิดตัวครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคไทยสร้างไทยในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง การดึงบุคคลที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์เข้ามาร่วมงานถือเป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ และเป็นการส่งสัญญาณไปยังคู่แข่งทางการเมืองว่าพรรคไทยสร้างไทยพร้อมที่จะแข่งขันอย่างเต็มที่

ทำไมการเปิดตัว “หญิงหน่อย” คว้า “เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” ถึงสำคัญ?

การตัดสินใจของ พล.ท.ภราดร, นายดิเรกฤทธิ์, และนายตวง ที่จะเข้าร่วมพรรคไทยสร้างไทยนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงการเมืองและราชการ พล.ท.ภราดร อดีตเลขาธิการ สมช. มีความเชี่ยวชาญด้านความมั่นคง, นายดิเรกฤทธิ์ มีความรู้ความสามารถด้านกฎหมายและการเมืองสุจริต, และนายตวง มีประสบการณ์ในด้านนิติบัญญัติ การรวมตัวของบุคคลเหล่านี้จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความแข็งแกร่งให้กับพรรคไทยสร้างไทย

  • พล.ท.ภราดร: เสริมความแข็งแกร่งด้านความมั่นคง
  • นายดิเรกฤทธิ์: ผลักดันการเมืองสุจริต
  • นายตวง: เพิ่มความเชี่ยวชาญด้านนิติบัญญัติ

นอกจากนี้ การที่ “คุณหญิงหน่อย” สามารถดึงดูดบุคคลเหล่านี้มาร่วมงานได้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความสามารถในการบริหารจัดการของหัวหน้าพรรค ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาพรรคไปสู่ความสำเร็จ

การเมืองไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การมีพรรคการเมืองที่มุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันและสร้างการเมืองที่สุจริตจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ และการเสริมทัพด้วยบุคคลากรที่มีคุณภาพ จะสามารถตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้หรือไม่ ต้องติดตามกันต่อไป

การเปิดตัว หญิงหน่อยเปิดตัว เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง เข้าไทยสร้างไทย ในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งครั้งที่จะมาถึง การมีบุคลากรที่มีความสามารถและประสบการณ์หลากหลาย จะช่วยให้พรรคสามารถนำเสนอแนวทางและนโยบายที่ครอบคลุมและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น

ที่มา – “หญิงหน่อย” เปิดตัว “เสธ.แมว-ดิเรกฤทธิ์-ตวง” เข้าไทยสร้างไทยพรุ่งนี้

หญิงหน่อย จี้เยียวยาน้ำท่วมตามจริง ชดเชยความเสียหาย!

“สุดารัตน์” ลุยหาดใหญ่ ชี้ ประชาชนบอบช้ำหนัก ห่วงเรื่องสาธารณสุข ภาระหนี้สินของผู้ประสบภัย จี้รัฐบาลเยียวยาน้ำท่วมตามจริง เพราะความเสียหายเกิดจากรัฐบาลบริหารจัดการผิดพลาด

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยทีมงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา เพื่อให้กำลังใจประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยครั้งใหญ่ โดยคุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า “เหตุการณ์ครั้งนี้รุนแรงจนมีผู้เสียชีวิตเกินหลักร้อย ความสูญเสียครั้งนี้ใหญ่หลวงเกินกว่าจะนิ่งเฉยได้ พรรคไทยสร้างไทยขอส่งกำลังใจให้ทุกครอบครัว และจะลงพื้นที่ช่วยเหลืออย่างต่อเนื่องจนกว่าทุกคนจะกลับมายืนได้อีกครั้ง” แม้หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลงแล้ว แต่ยังไม่มีน้ำใช้ ไฟฟ้ามีบางจุด สำหรับความเสียหายที่เหลืออยู่นั้นถือว่าสาหัสมาก ทั้งบ้านเรือน ระบบสาธารณูปโภค เครื่องใช้ไฟฟ้า ยานพาหนะ รวมถึงสุขภาพกายใจของประชาชนที่ยังต้องการการเยียวยาอย่างเร่งด่วน

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ระบุต่อไปว่า สิ่งที่รัฐบาลต้องทำทันทีหลังจากนี้ คือการเร่งกอบกู้และช่วยเหลือประชาชนอย่างเป็นระบบ อย่าให้เหมือนที่ผ่านมา เพราะประชาชนต่างบ่นเป็นเสียงเดียวกันว่าต้องติดอยู่ในน้ำ หรือบนหลังคา อดข้าวอดน้ำนานถึง 3-4 วัน การบริหารสถานการณ์ฉุกเฉินของรัฐบาลชุดนี้จึงถือว่าสอบตก ประชาชนต้องพึ่งพาอาสาสมัครกู้ภัย จิตอาสา และกำลังทหารเป็นหลักในการช่วยชีวิต ไม่ใช่มหาดไทยที่เป็นหน่วยงานหลัก

สำหรับความผิดพลาดของรัฐบาล คงต้องรอการตรวจสอบหลังเหตุการณ์สงบ แต่ย้ำว่าสิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือการทุ่มเทสรรพกำลังทั้งหมดเพื่อช่วยชีวิตประชาชนก่อน พร้อมเสนอให้รัฐบาลเร่งเตรียมแผนจัดการหลังน้ำลดดังต่อไปนี้

1. งานด้านสาธารณสุขเป็นเรื่องสำคัญมาก เนื่องจากสงขลามีโรงพยาบาลทั้งหมด 5 แห่ง ต้องดูแลประชาชนกว่า 700,000 คน มีเตียงรวมกันประมาณ 2,000 เตียง แต่ขณะนี้โรงพยาบาลถูกน้ำท่วมเสียหาย 4 แห่ง คงเหลือที่ใช้การอย่างสมบูรณ์เพียงโรงพยาบาลสงขลานครินทร์แห่งเดียว ที่ต้องรองรับผู้ป่วยปกติทั่วทั้งจังหวัดและผู้ป่วยจากน้ำท่วม รัฐบาลต้องเร่งดูแลเรื่องบุคลากรให้เพียงพอ และสำหรับโรงพยาบาลที่ถูกน้ำท่วม ต้องเร่งจัดหาเครื่องมือที่เสียหายจากการถูกน้ำท่วมให้กลับมาใช้ได้อย่างปกติโดยเร็ว จากนั้นต้องเตรียมป้องกันไม่ให้เกิดโรคระบาดที่เกิดจากขยะที่กองเต็มเมือง รวมทั้งซากสัตว์ ยิ่งในขณะนี้ยังไม่มีน้ำประปาใช้ ที่สำคัญคือการดูแลสุขภาพจิตของผู้ประสบภัยที่ขณะนี้อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่มากเพราะสิ้นเนื้อประดาตัว

2. การดูแลด้านกายภาพ ทั้งระบบสาธารณูปโภค ไฟฟ้า ประปา การทำความสะอาดบ้านเรือน การซ่อมแซมบ้านเรือน พาหนะ และเครื่องใช้ไฟฟ้าให้กับผู้ประสบภัย

3. การดูแลเรื่องการเงินและหนี้ ให้กับผู้ประสบภัย ต้องหยุดต้นหยุดดอกเบี้ยให้กับผู้ประสบภัยอย่างน้อย 1 ปีทันที พร้อมเติมเงินใหม่ โดยให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ย 0% เป็นเวลา 1 ปี เพื่อซ่อมแซมร้านค้า และซื้ออุปกรณ์เพื่อเริ่มต้นอาชีพได้ใหม่ รวมทั้งเรื่องการชดเชยที่จะให้บ้านละ 9,000 บาทนั้นไม่เพียงพอต่อการซ่อมแซมโดยแน่นอน ขอให้จ่ายตามความเสียหายจริง เพราะความเสียหายเกิดจากความผิดพลาดในการบริหารจัดการของรัฐบาลเอง

ขณะเดียวกัน คุณหญิงสุดารัตน์ เผยด้วยว่า พรรคไทยสร้างไทยเตรียมเปิดอีก 2 โครงการช่วยเหลือเพิ่มเติมหลังน้ำลด คือ 1. “ไทยสร้างไทยมอบความอบอุ่นให้ผู้ประสบภัย” โดยมอบที่นอน-หมอน-ผ้าห่ม ซึ่งเป็นสิ่งของจำเป็นในขณะนี้ เพราะทุกอย่างแช่น้ำหมด และ 2. โครงการช่วยซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าและยานพาหนะ โดยร่วมมือกับวิทยาลัยเทคโนโลยีสงขลา เพื่อช่วยผู้ประสบภัย ลดภาระและค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมอุปกรณ์และยานพาหนะที่เสียหาย.

หญิงหน่อย จี้เยียวยาน้ำท่วมตามจริง

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งเยียวยาน้ำท่วมตามจริง โดยเน้นย้ำว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้น เกิดจากการบริหารจัดการที่ผิดพลาดของภาครัฐเอง การช่วยเหลือที่ล่าช้าและการเยียวยาที่ไม่เพียงพอต่อความเสียหายจริง ทำให้ประชาชนต้องเผชิญกับความยากลำบากแสนสาหัส

ทำไมต้องเยียวยาน้ำท่วมตามจริง?

การเยียวยาน้ำท่วมตามจริง ไม่ใช่แค่การให้เงินช่วยเหลือ แต่เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่เกิดขึ้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงกับประชาชนแต่ละราย และให้ความช่วยเหลืออย่างเหมาะสมและทันท่วงที เพื่อให้พวกเขาสามารถกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้อีกครั้ง

การช่วยเหลือควรครอบคลุมในทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นด้านที่อยู่อาศัย สุขภาพ การเงิน และสภาพจิตใจ การให้ความช่วยเหลือที่ครบวงจรเท่านั้น ที่จะช่วยให้ประชาชนสามารถฟื้นตัวจากภัยพิบัติครั้งนี้ได้อย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ รัฐบาลควรเร่งแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่ผิดพลาด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมซ้ำรอยอีกในอนาคต การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการวางแผนการจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่าการเยียวยาน้ำท่วมตามจริง เพียงอย่างเดียว

ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลจะต้องหันมาใส่ใจและแก้ไขปัญหาของประชาชนอย่างจริงจัง การเยียวยาน้ำท่วมตามจริง คือจุดเริ่มต้นของการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาจากประชาชนคืนมา

ที่มา – “หญิงหน่อย” จี้เยียวยาน้ำท่วมตามจริง เหตุความเสียหายเกิดจากรัฐบริหารจัดการผิดพลาด

ทสท. ลุยฉะเชิงเทรา รับเรื่องค้ามนุษย์

พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ลุยฉะเชิงเทรา รับเรื่องหญิงบกพร่องทางสติปัญญาถูกหลอกค้ามนุษย์ไปกัมพูชา กลายเป็นเหยื่อถูกใช้เปิด “บัญชีม้า” สร้างความเสียหายกว่า 1 ล้านบาท เรื่องราวนี้สะท้อนปัญหาการค้ามนุษย์ที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

ทสท. ลุยฉะเชิงเทรารับเรื่องหญิงบกพร่องทางปัญญาถูกหลอกค้ามนุษย์ไปกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา นายศรัณยู คงสวัสดิ์เกียรติ นายทะเบียนสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยนางสาวตรัยฉัตร ธนสารไตรภพ กรรมการบริหารพรรคฯ ได้ลงพื้นที่จังหวัดฉะเชิงเทรา เพื่อรับฟังเรื่องราวสุดสะเทือนใจจากครอบครัวหนึ่ง ครอบครัวของหญิงสาววัย 22 ปี ที่มีภาวะบกพร่องทางสติปัญญา หญิงสาวเคราะห์ร้ายรายนี้ตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์และแก๊งสแกมเมอร์ข้ามชาติ

จากการบอกเล่าของครอบครัว เหยื่อถูกกลุ่มคนร้ายหลอกลวงว่าจะพาไปทำงานในกรุงเทพฯ แต่ในความเป็นจริงกลับถูกพาไปเปิดบัญชีธนาคารหลายแห่งอย่างไม่เต็มใจ ก่อนจะถูกนำตัวข้ามชายแดนไปยังเมืองปอยเปต ประเทศกัมพูชา ผ่านช่องทางธรรมชาติที่ผิดกฎหมาย แม้ว่าจะมีรายงานว่าเหยื่อเคยถูกเจ้าหน้าที่ทหารจับกุมได้ในครั้งแรก แต่กลุ่มคนร้ายก็ยังสามารถพาเหยื่อข้ามแดนไปได้อีกครั้งอย่างน่าเหลือเชื่อ

ชีวิตที่กัมพูชาและความช่วยเหลือจากพรรคไทยสร้างไทย

เมื่อไปถึงกัมพูชา หญิงสาวถูกบังคับให้ทำงานเป็นคอลเซ็นเตอร์ แต่ด้วยข้อจำกัดทางสติปัญญา ทำให้เธอไม่สามารถทำงานได้ตามที่กลุ่มคนร้ายต้องการ เธอจึงถูกลดบทบาทไปเป็นแม่บ้านแทน และในที่สุด ครอบครัวของเธอถูกบังคับให้โอนเงินค่าไถ่ตัวจำนวน 9,000 บาท เพื่อแลกกับการปล่อยตัวให้กลับประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม ความโชคร้ายยังไม่จบสิ้น หลังจากที่หญิงสาวเดินทางกลับมาถึงประเทศไทยอย่างปลอดภัย ครอบครัวก็พบว่าบัญชีธนาคารที่เธอถูกบังคับให้เปิดนั้น ถูกนำไปใช้เป็น “บัญชีม้า” ในการทำธุรกรรมทางการเงินให้กับขบวนการสแกมเมอร์ ทำให้ชื่อของเธอปรากฏอยู่ในระบบตำรวจถึง 8 คดีอาชญากรรมทางออนไลน์ ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายรวมกันกว่า 1 ล้านบาท โดยที่เธอไม่มีส่วนรู้เห็นหรือยินยอมเลยแม้แต่น้อย พรรคไทยสร้างไทยจึงได้เร่งประสานไปยังผู้กำกับการ สภ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา เพื่อให้ผู้เสียหายสามารถเข้าขอคำปรึกษาทางคดี และหาแนวทางในการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองต่อไป

นายศรัณยูได้กล่าวเพิ่มเติมว่า เขาเรียกร้องให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดสระแก้วเข้ามาตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง เนื่องจากได้รับข้อมูลว่ามีประชาชนในพื้นที่เดียวกันอีกหลายรายที่ตกเป็นเหยื่อของขบวนการเหล่านี้ และยังมีรายงานว่าบางสถานีตำรวจในจังหวัดสระแก้วไม่ยอมรับแจ้งความคนหายจากครอบครัวของผู้เสียหาย ซึ่งถือเป็นการปฏิบัติหน้าที่ที่ไม่เพียงพอต่อการช่วยเหลือประชาชนที่ตกอยู่ในอันตราย

เรื่องราวนี้เป็นอุทาหรณ์สำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความโหดร้ายของขบวนการค้ามนุษย์ และความสำคัญของการเฝ้าระวังและการช่วยเหลือเหยื่ออย่างทันท่วงที หน่วยงานภาครัฐและภาคประชาชนต้องร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งเพื่อป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ให้หมดสิ้นไป

ที่มา – ทสท.ลุยฉะเชิงเทรารับเรื่องหญิงบกพร่องทางปัญญาถูกหลอกค้ามนุษย์ไปกัมพูชา

“สุดารัตน์” เปิดตัวสส.อีสาน ชูมาตรการปราบโกง

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน เตรียมพร้อมสู่สนามเลือกตั้ง ย้ำทำการเมืองสุจริต ให้สัญญาประชาคมกับประชาชน พรรคไทยสร้างไทยจะเดินหน้า 5 มาตรการปราบโกงอย่างจริงจัง

วันที่ 13 พฤศจิกายน 2568 ที่จังหวัดอุดรธานี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมด้วยคุณยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ (จินนี่) และคณะทำงานพรรคไทยสร้างไทย ลงพื้นที่ภาคอีสาน โดยเริ่มต้นที่จังหวัดอุดรธานี เพื่อพบปะพี่น้องประชาชน รับฟังปัญหา และร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก พร้อมประกาศความพร้อมของพรรคในการสู้ศึกเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง

มุ่งสร้างการเมืองสุจริต

คุณหญิงสุดารัตน์ ย้ำเจตจำนงทางการเมืองของพรรคไทยสร้างไทยว่า พรรคมีความมุ่งมั่นในการ “สร้างการเมืองสุจริต” และจะเดินหน้าอย่างจริงจังในการปราบปรามการทุจริตทุกระดับ โดยประกาศต่อหน้าพี่น้องประชาชนชาวอีสาน ภาคประชาสังคม และภาคธุรกิจ “ดิฉันไม่โกง และจะไม่ปล่อยให้ใครโกง คนเลวต้องไม่มีที่ยืนในสังคมไทย ที่เดียวที่อยู่ได้คือ “คุก” พรรคไทยสร้างไทยขอให้สัญญาประชาคมว่า เราจะยืนหยัดต่อสู้กับคนเลว ด้วยความกล้าหาญและจริงจัง”

ชู 5 มาตรการปราบโกง

คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้ประกาศเจตนารมณ์สำคัญของพรรคไทยสร้างไทยในการ “ปราบโกง” และสร้างระบบธรรมาภิบาลใหม่ของประเทศ ผ่านนโยบายที่จับต้องได้ โดยพรรคไทยสร้างไทยเดินหน้าอย่างจริงจังในการ “ปราบทุจริต” ด้วยนโยบายการปฏิรูปประเทศเพื่อสร้างธรรมาภิบาลและต่อต้านการทุจริต โดยมี 5 มาตรการสำคัญดังนี้

1. เพิ่มโทษประหารชีวิต แก่ผู้กระทำการทุจริตระดับร้ายแรง โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่รัฐ นักการเมือง หรือผู้มีอำนาจที่ใช้อำนาจโดยมิชอบเพื่อแสวงหาประโยชน์

2. จัดทำและแก้ไขรัฐธรรมนูญ เพื่อสร้าง “อำนาจตรวจสอบภาคประชาชน” ให้ประชาชน 50,000 คน สามารถเสนอถอดถอนองค์กรอิสระ และศาลรัฐธรรมนูญได้

3. จัดตั้งองค์กรตรวจสอบการทุจริตภาคประชาชน ทำงานคู่ขนานกับ ป.ป.ช. และ สตง. มีสมาชิกประมาณ 70 คน จากตัวแทนองค์กรวิชาชีพและประชาชนทุกภูมิภาครวมทั้งกรุงเทพมหานคร ทำหน้าที่เสมือน “สภาประชาชน” ตรวจสอบและเสนอเรื่องต่อ ป.ป.ช. สมาชิกเลือกกันเองเป็นคณะกรรมการบริหาร 11 คน เพื่อดำเนินงานและประสานการตรวจสอบ หาก ป.ป.ช. และอัยการเห็นว่าต้องมีหลักฐานเพิ่มเติม ให้ส่งกลับมาตรวจสอบใหม่ และหากทั้งสองหน่วยงานไม่สั่งฟ้อง องค์กรภาคประชาชนฯ มีสิทธิฟ้องคดีเองได้

4. พักการใช้หรือระงับกฎหมายและระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการทำมาหากินของประชาชน ชั่วคราว 3–5 ปี พร้อมทั้งปรับปรุง ยกเลิก หรือแก้ไขกฎหมายที่ริดรอนเสรีภาพ และขัดขวางการประกอบอาชีพสุจริตของประชาชน

5. ลดขนาดของระบบราชการ อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านจำนวนหน่วยงานและจำนวนเจ้าหน้าที่ โดยดำเนินการอย่างเป็นขั้นตอน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ คล่องตัว และลดภาระงบประมาณของประเทศ

เปิดตัว ว่าที่ผู้สมัครสส.อุดร เขต4

ในการลงพื้นที่ คุณหญิงสุดารัตน์ ยังได้เปิดตัว ดร.บุญบารมี ราตรีวงค์ ว่าที่ผู้สมัคร สส. เขต 4 จังหวัดอุดรธานี ก่อนปิดท้ายด้วยการเยี่ยมชมศูนย์การเรียนรู้ “วนเกษตรทุ่งฝน” เพื่อส่งเสริมแนวทางเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรยั่งยืน

คุณหญิงสุดารัตน์ ได้เชิญชวนประชาชนทุกคนที่เห็นด้วยกับแนวทางและอุดมการณ์ของพรรคไทยสร้างไทย ร่วมกันเป็นพลังในการปราบโกง และขจัด “ทุนดำ” ที่กำลังกลืนกินประเทศอยู่ในขณะนี้ โดยเชิญชวนให้สมัครเป็นสมาชิกพรรคไทยสร้างไทย เพื่อร่วมเดินหน้าทำงาน สานต่ออุดมการณ์การเมืองสุจริต และเตรียมความพร้อมสู่การเลือกตั้งที่จะมาถึงอย่างเข้มแข็งและโปร่งใส

“สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน

5 มาตรการปราบโกง ที่ “สุดารัตน์” และพรรคไทยสร้างไทยให้คำมั่น

พรรคไทยสร้างไทยภายใต้การนำของคุณหญิงสุดารัตน์ มุ่งมั่นที่จะสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ การเปิดตัวผู้สมัคร สส. ภาคอีสานครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการนำเสนอนโยบายที่ชัดเจนและมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาทุจริตคอร์รัปชันอย่างจริงจัง 5 มาตรการที่ประกาศออกมา แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ดังนั้น หากคุณเห็นด้วยกับแนวทางของพรรคไทยสร้างไทย อย่าลังเลที่จะสนับสนุนและร่วมกันสร้างสังคมที่โปร่งใสและเป็นธรรม

ที่มา – “สุดารัตน์” ควง “จินนี่” ลุยเปิดตัวผู้สมัครสส.ภาคอีสาน ชู 5 มาตรการปราบโกงให้สิ้นภายใน 6 เดือน

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

“สุดารัตน์” ชี้ ภัยทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย หว่านแจก-ซื้อเสียง ย้ำคนไทยต้องไม่เลือกนักการเมืองชั่ว จี้รัฐบาลเร่งปราบขบวนการฟอกเงิน หวั่นนำไปสู่ความพินาศทั้งระบบของชาติ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแทรกซึมของทุนดำและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปล้นเงินจากประชาชนไทยและทั่วโลก ผ่านการหลอกลวงออนไลน์และธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท และกำลังพยายามฟอกเงินผ่านการเมืองไทย เพื่อยึดประเทศอย่างเป็นระบบและก่ออาชญากรรมเหล่านี้

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในตอนหนึ่งว่า ด้วยเงินเพียง 20,000 ล้านบาท จากกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ซึ่งเป็นทุนดำที่ปล้นคนไทยไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางกลุ่ม ขบวนการเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองได้อย่างน่ากลัว ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกและปล้นเงินจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงมีการหลอกแรงงานไทยและต่างชาติเข้าไปทำงานในเครือข่าย มีการซ้อมทรมานและเสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนทั่วโลกเรียกกันว่าสแกมโบเดีย

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการปล้นนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการฟอกขาว หรือการฟอกเงิน (Money Laundering) ซึ่งประเทศไทยกลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรข้ามชาติ เนื่องจากระบบการตรวจสอบและกฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้ไทยกลายเป็นสวรรค์ของอาชญากร และเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของขบวนการสแกมเมอร์ทั่วภูมิภาค เมื่ออาชญากรเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงินในประเทศไทย ย่อมต้องจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจบางราย โดยเฉพาะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรือการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย จึงก่อให้เกิดขบวนการ “ทุนดำ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลครอบงำระบบการเมือง

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เผยต่อไปว่า กลุ่มทุนดำเหล่านี้ไม่ได้เพียงฟอกเงินผ่านช่องทางเดิม เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หมู่บ้านจัดสรร หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย สกุลเงินดิจิทัล หรือทองคำเท่านั้น ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งและกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง แต่ยังพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม คือการฟอกเงินผ่านกระบวนการทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง อาจมีการใช้เงินทุนดำเข้ามาซื้อเสียงและควบคุมพรรคการเมือง เพื่อยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีรายงานว่าขบวนการดังกล่าวเตรียมใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายหัวละ 50–70 ล้านบาท เพื่อซื้อตัวและซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ หายนะของประเทศจะมาถึงแน่ หากคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด เพราะเงินที่นำมาแจกนั้นคือเงินที่ปล้นจากคนไทยเอง ประชาชนสามารถรับเงินได้เพราะเป็นเงินของพวกเราที่ถูกปล้นไป แต่ต้องไม่กากบาทให้กับนักการเมืองชั่วที่เอาเงินสกปรกมาซื้ออำนาจ เพื่อกลับมาโกงชาติและประชาชนต่อไป

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้การคุ้มครองขบวนการเหล่านี้ โดยต้องสั่งอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินคดีอาญากับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและนานาชาติเพื่อสกัดเส้นทางทุนดำไม่ให้กลับมาทำลายประเทศอีก หากประเทศไทยไม่รีบดำเนินการอย่างจริงจัง ขบวนการทุนดำจะกลายเป็นผู้ครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ และระบบราชการไทยอย่างเบ็ดเสร็จ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่ความพังพินาศทั้งระบบของชาติ”

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเตือนถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในประเทศไทย นั่นคือ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย โดยขบวนการเหล่านี้กำลังใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และความอ่อนแอของระบบตรวจสอบ เพื่อฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะขบวนการเหล่านี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในระบบการเมือง และพร้อมที่จะใช้เงินสกปรกซื้ออำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

ทำไมต้องเร่งปราบปราม “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย?

การปล่อยให้ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย เป็นภัยเงียบที่กัดกินสังคมไทย จะนำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้น
  • ความเสื่อมถอยของระบบเศรษฐกิจ
  • ความไม่มั่นคงทางการเมือง

ดังนั้น การเร่งปราบปรามขบวนการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อต้านภัยร้ายนี้ โดยการไม่สนับสนุนนักการเมืองที่ซื้อเสียง และร่วมกันตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะสามารถป้องกันไม่ให้ขบวนการทุนดำเหล่านี้เข้ามายึดครองประเทศไทยได้

การตระหนักถึงภัยร้ายของทุนดำและสแกมเมอร์ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย ประชาชนต้องร่วมมือกันตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจและทำลายประเทศชาติของเรา

ที่มา – “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย จี้รัฐบาลเร่งปราบปราม

“หญิงหน่อย” จี้รัฐบาล ยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม

“คุณหญิงสุดารัตน์” ห่วงไฟใต้ลาม จี้ รัฐบาลเร่งแก้เชิงรุกปรับแผนด้านความมั่นคง แนะยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม เจ้าหน้าที่รัฐสูญเสียเท่าเทียมกรณีไทย-กัมพูชา

วันที่ 11 ตุลาคม 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย(ทสท.) กล่าวถึงสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า ตนมีความเป็นห่วงในพื้นที่ดังกล่าวที่ยังคงเกิดเหตุความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง ทั้งการปล้นทองและเหตุการณ์ก่อการร้ายที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน รวมถึงสร้างความหวาดวิตกต่อขวัญและกำลังใจของพี่น้องประชาชนในพื้นที่ดังกล่าว พรรคไทยสร้างไทยขอส่งกำลังใจไปยังพี่น้องประชาชนและเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจทุกนายที่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละ เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยของประเทศ ทั้งนี้ขอย้ำว่าพรรคจะทำหน้าที่เป็นปากเสียงแทนพี่น้องประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ เพื่อผลักดันให้รัฐบาลเร่งปรับแผนการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินเพื่อตอบโจทย์สถานการณ์จริงได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวต่อว่า พรรคขอเรียกร้องต่อรัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลและฟื้นฟูความมั่นคงในพื้นที่ดังกล่าว โดยเน้นการป้องกันเหตุรุนแรงไม่ให้เกิดซ้ำ พร้อมจัดระบบการเยียวยาที่เป็นธรรมและทั่วถึงแก่ทุกฝ่าย โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องเผชิญเหตุการณ์ความสูญเสียจากเหตุความไม่สงบที่ยืดเยื้อมายาวนาน ในโอกาสที่นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้เมื่อไม่นานมานี้ ตนขอเสนอให้รัฐบาลพิจารณาปรับเพิ่มอัตราการเยียวยาความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชนผู้บริสุทธิ์ รวมถึงเจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจที่ปฏิบัติหน้าที่ ให้มีความเท่าเทียมกับกรณีการสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย–กัมพูชา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเพิ่มขวัญกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหน้าที่และผู้ได้รับผลกระทบ ขอย้ำว่า ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลต้องเปลี่ยนแนวทางการแก้ไขปัญหาชายแดนใต้จากเชิงรับเป็นเชิงรุก เพื่อฟื้นฟูความสงบสุข ความมั่นคง และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนในพื้นที่ว่าทุกชีวิตมีคุณค่าและได้รับการดูแลอย่างเท่าเทียมจากรัฐอย่างแท้จริง

“หญิงหน่อย” จี้รัฐบาลยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม

สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ยังคงเป็นปัญหาที่ต้องการการแก้ไขอย่างเร่งด่วนและจริงจัง ไม่เพียงแต่ในด้านความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรงต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา เพื่อสร้างความเป็นธรรมและเป็นขวัญกำลังใจให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบ

ทำไมต้องยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียม?

การเยียวยาที่แตกต่างกันระหว่างกรณีชายแดนภาคใต้และชายแดนไทย-กัมพูชา สร้างความรู้สึกไม่เป็นธรรมให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งต้องเผชิญกับความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินมาอย่างยาวนาน การยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อ:

  • สร้างความเป็นธรรม: ทุกชีวิตมีค่าเท่าเทียมกัน ไม่ว่าความสูญเสียจะเกิดขึ้นในพื้นที่ใดก็ตาม
  • เพิ่มขวัญกำลังใจ: การเยียวยาที่เหมาะสมเป็นขวัญและกำลังใจที่สำคัญให้กับผู้ที่ได้รับผลกระทบและเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงาน
  • ฟื้นฟูความเชื่อมั่น: แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการดูแลประชาชนในทุกพื้นที่อย่างเท่าเทียม

การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องอาศัยความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วน การเยียวยาที่เป็นธรรมและทั่วถึงจะเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างรัฐและประชาชนในพื้นที่

การปรับปรุงแผนการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลควรพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบันและปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการเพิ่มมาตรการป้องกันเหตุร้ายและการสร้างความร่วมมือกับชุมชนในท้องถิ่น

นอกจากนี้ การส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในพื้นที่ก็เป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยแก้ไขปัญหาความไม่สงบในระยะยาว การสร้างงาน สร้างรายได้ และยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน จะช่วยลดความเหลื่อมล้ำและความไม่พอใจที่อาจเป็นสาเหตุของความขัดแย้ง

การแก้ไขปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องใช้เวลา แต่ด้วยความมุ่งมั่นและความร่วมมือจากทุกฝ่าย เราสามารถสร้างสันติสุขและความเจริญก้าวหน้าให้กับพื้นที่แห่งนี้ได้ การที่รัฐบาลหันมายกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมกับกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อมั่นและความปรองดองให้เกิดขึ้นในพื้นที่

รัฐบาลควรเร่งดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้สามารถกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขและมีความหวังในอนาคต

ที่มา – “หญิงหน่อย” จี้รัฐบาลยกเครื่องเยียวยาไฟใต้เท่าเทียมกรณีชายแดนไทย-กัมพูชา

ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาล ปมIOด้อยค่าแม่ทัพภาค 2

พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งชี้แจงกรณีที่มีปฏิบัติการ Information Operation (IO) โจมตีและด้อยค่า พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยตั้งคำถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเพิกเฉยต่อเรื่องนี้ ทั้งๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของชาติในระยะยาว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าอาจมีนัยยะแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง

นายปริเยศ อังกูรกิตติ โฆษกพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้กล่าวถึงกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการโจมตีและด้อยค่าบุคคลในกองทัพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 ซึ่งกำลังเป็นที่สนใจของสังคมอย่างมาก นายปริเยศเน้นย้ำว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เนื่องจากบุคคลที่ถูกโจมตีดำรงตำแหน่งสำคัญในกองทัพและมีความเกี่ยวข้องกับความมั่นคงของประเทศชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาชายแดน

ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาล ปมIOด้อยค่าแม่ทัพภาค 2

โฆษกพรรคไทยสร้างไทยจึงตั้งคำถามสำคัญถึงรัฐบาลว่า เหตุใดจึงเลือกที่จะนิ่งเฉยและเพิกเฉยต่อกระแสการบ่อนทำลายเช่นนี้ หรืออาจมีเหตุผลอื่นแอบแฝงที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกระทำดังกล่าว ไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลให้เร่งดำเนินการตรวจสอบเรื่องนี้อย่างจริงจัง

นายปริเยศยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ปฏิบัติการ IO ที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้เป็นการกระทำของกลุ่มบุคคลทั่วไป แต่มีความเป็นไปได้ที่จะได้รับการจัดตั้งหรือสนับสนุนจากทีมงานของบางพรรคการเมือง ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งตรวจสอบและจัดการกับเรื่องนี้อย่างจริงจัง หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป อาจสร้างความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศชาติ และท้ายที่สุดจะส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอง เนื่องจากประชาชนเริ่มตั้งข้อสงสัยตั้งแต่ที่นายกรัฐมนตรีเคยกล่าวพาดพิงถึงแม่ทัพภาคที่ 2 ในคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมาว่า ท่านเป็นฝ่ายตรงข้าม

ทำไมไทยสร้างไทยจึงต้องออกมาเรียกร้องประเด็นนี้?

การที่พรรคไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลในประเด็นนี้ แสดงให้เห็นถึงความกังวลต่อสถานการณ์ความมั่นคงของประเทศ และความโปร่งใสในการทำงานของรัฐบาล พรรคเชื่อว่าการปล่อยปละละเลยให้มีการโจมตีและด้อยค่าบุคคลสำคัญในกองทัพ จะส่งผลเสียต่อขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ และอาจนำไปสู่ความแตกแยกในสังคม

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลนิ่งเฉยต่อเรื่องนี้ อาจถูกมองว่าเป็นสัญญาณที่ไม่ดี และอาจทำให้ประชาชนขาดความเชื่อมั่นในการบริหารประเทศ

ส่วนในประเด็นทางการเมืองอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โฆษกพรรคไทยสร้างไทยได้ปฏิเสธที่จะให้ความเห็น โดยกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า รัฐบาลปัจจุบันได้หมดความชอบธรรมในการบริหารประเทศไปแล้วตั้งแต่ที่มีคลิปเสียงหลุดออกมา ดังนั้น ประชาชนจึงไม่ได้คาดหวังความรับผิดชอบใดๆ จากรัฐบาลและผู้นำชุดนี้อีกต่อไป

  • รัฐบาลต้องเร่งตรวจสอบที่มาของทีม IO ที่โจมตีแม่ทัพภาคที่ 2
  • รัฐบาลต้องแสดงความชัดเจนว่าจะไม่สนับสนุนการใช้ IO เพื่อโจมตีหรือด้อยค่าบุคคลใดๆ
  • รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าจะรักษาความมั่นคงของประเทศ

ในท้ายที่สุดแล้ว การที่รัฐบาลออกมาแสดงความรับผิดชอบและดำเนินการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และรักษาความมั่นคงของประเทศชาติได้ การที่พรรคไทยสร้างไทยจี้รัฐบาลให้ดำเนินการในเรื่องนี้ จึงเป็นสิ่งที่สมควรได้รับการพิจารณาอย่างจริงจัง

ที่มา – ไทยสร้างไทย บี้รัฐบาลเหตุใดเพิกเฉย IO ถล่มด้อยค่าแม่ทัพภาค 2 หรือมีนัยแอบแฝง

ไทยสร้างไทยหนุน ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก

พรรคไทยสร้างไทยออกแถลงการณ์สนับสนุนให้รัฐสภาไทยใช้อำนาจตามมาตรา 178 ของรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล และเปิดการเจรจาทวิภาคีเพื่อกำหนดเขตอธิปไตยของไทย โดยยึดหลักสากล ใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และยึดราชกิจจานุเบกษา 1 มิถุนายน 2516 อิงอนุสัญญาเจนีวา ทะเลอาณาเขต 29 เมษายน 2501 สำหรับพื้นที่ทางทะเล

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) ได้ออกแถลงการณ์เกี่ยวกับเรื่องนี้ โดยระบุว่า สืบเนื่องจากสถานการณ์การปะทะตามแนวชายแดนระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ซึ่งนำไปสู่ความเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนและทหาร พรรค ทสท. ได้พิจารณาสาระสำคัญของบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding: MOU) ฉบับที่ 43 ว่าด้วยแนวเขตทางบก และฉบับที่ 44 ว่าด้วยแนวเขตทางทะเล ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาแล้ว พบว่าประเด็นข้อถกเถียงและความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบต่อผลประโยชน์และอาณาเขตอธิปไตยของชาติทั้งทางบกและทางทะเลนั้น จำเป็นต้องดำเนินการให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ โดยรัฐสภาควรใช้อำนาจตามมาตรา 178 เพื่อยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล ทั้งสองฉบับ

พรรคฯ เสนอให้เปิดการเจรจาในรูปแบบทวิภาคี โดยกำหนดอาณาเขตอธิปไตยของไทยทางบกตามมาตรฐานสากล ด้วยการใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 ซึ่งแสดงรายละเอียดของสภาพภูมิประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับความเป็นจริง สำหรับพื้นที่ทางทะเล ให้ยึดพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ตามราชกิจจานุเบกษา ลงวันที่ 1 มิถุนายน 2516 ซึ่งอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยทะเลอาณาเขตและเขตต่อเนื่อง ที่จัดทำขึ้น ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ เมื่อวันที่ 29 เมษายน พ.ศ. 2501

ยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

พรรคไทยสร้างไทยย้ำว่า การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนระหว่างประเทศกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น ต้องยึดหลักมาตรฐานสากล โดยมีหลักกฎหมายระหว่างประเทศรองรับ และสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ เพื่อแสดงให้เห็นว่าไทยเป็นประเทศที่รักสงบ เคารพกติกา แต่ก็พร้อมตอบโต้ในรูปแบบที่เหมาะสม หากอีกฝ่ายไม่ยึดมั่นในหลักการดังกล่าว

ทำไมต้องยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก และ เขตทางทะเล

การที่พรรคไทยสร้างไทยออกมาเรียกร้องให้มีการยกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ การใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 178 เพื่อให้รัฐสภาเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นการดำเนินการที่โปร่งใสและเป็นไปตามหลักการประชาธิปไตย

นอกจากนี้ การเปิดเจรจาทวิภาคีโดยยึดหลักสากล จะช่วยให้การกำหนดแนวเขตแดนเป็นไปอย่างชัดเจนและเป็นธรรม โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทั้งสองฝ่าย การใช้แผนที่มาตราส่วน 1:50,000 สำหรับพื้นที่ทางบก และการอ้างอิงอนุสัญญาเจนีวาสำหรับพื้นที่ทางทะเล จะช่วยลดข้อพิพาทและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

การดำเนินการตามแนวทางที่พรรคไทยสร้างไทยเสนอ จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน และส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค การแก้ไขปัญหาแนวเขตแดนโดยยึดหลักกฎหมายและมาตรฐานสากล จะเป็นรากฐานที่มั่นคงสำหรับการพัฒนาและความร่วมมือระหว่างประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศไทย ดังนั้น รัฐสภาควรพิจารณาเรื่องนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาแนวเขตแดน จะช่วยให้เราสามารถก้าวข้ามความท้าทายและสร้างอนาคตที่ดีกว่าสำหรับประเทศของเรา

ที่มา – ไทยสร้างไทย หนุน สภาฯ พิจารณายกเลิก MOU 43-44 เขตทางบก เขตทางทะเล

Scroll to top