พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

กรมการขนส่งทางบก เปิดทำใบขับขี่รถสาธารณะ นอกเวลาราชการ เฉพาะวันเสาร์

เชื่อว่าหลายคนที่มีแพลนอยากประกอบอาชีพขับรถรับจ้าง หรือกำลังทำงานเป็นไรเดอร์และขับรถผ่านแอปพลิเคชันอยู่ คงจะกำลังมองหาโอกาสในการทำใบขับขี่ให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ติดปัญหาเรื่องเวลาในวันธรรมดา ล่าสุดมีข่าวดีมาฝากครับ เพราะทาง กรมการขนส่งทางบก เปิดทำใบขับขี่รถสาธารณะ นอกเวลาราชการ เฉพาะวันเสาร์ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชนโดยเฉพาะเลยครับ

รายละเอียดการเปิดทำใบขับขี่รถสาธารณะ นอกเวลาราชการ เฉพาะวันเสาร์

โครงการนี้จัดขึ้นเพื่อรองรับผู้ที่ต้องการความสะดวกในการดำเนินการ ไม่ว่าจะเป็นการทำใบอนุญาตขับรถสาธารณะครั้งแรก หรือการต่ออายุ ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 13 มิถุนายน ถึง 1 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้น โดยจะเปิดให้บริการในทุกวันเสาร์ เวลา 08.30 – 15.30 น. ณ สำนักงานขนส่งกรุงเทพมหานครพื้นที่ 1 – 5 นั่นเองครับ

เงื่อนไขการใช้บริการ กรมการขนส่งทางบก เปิดทำใบขับขี่รถสาธารณะ นอกเวลาราชการ เฉพาะวันเสาร์

สำหรับใครที่สนใจ อย่าลืมตรวจสอบเงื่อนไขให้ดีก่อนเดินทางไปนะครับ สิ่งสำคัญที่สุดคือคุณต้องผ่านการอบรม e-Learning จากเว็บไซต์ dlt-elearning.com มาก่อนล่วงหน้า เพราะถ้ายังไม่ได้อบรมไป อาจจะเสียเวลาได้ครับ นอกจากนี้เอกสารที่ต้องเตรียมให้พร้อม ได้แก่:

  • บัตรประชาชนตัวจริง
  • ใบรับรองแพทย์ (ที่ออกไม่เกิน 1 เดือน)
  • ใบอนุญาตขับรถส่วนบุคคล (ถ้าทำใหม่ต้องเหลืออายุเกิน 2 เดือน หรือเป็นใบขับขี่ตลอดชีพ)
  • ผลการอบรม e-Learning
  • ใบอนุญาตขับรถสาธารณะเดิม (กรณีมาต่ออายุ)

ในส่วนของค่าธรรมเนียมนั้น รถยนต์สาธารณะอยู่ที่ 305 บาท และรถจักรยานยนต์สาธารณะอยู่ที่ 155 บาท หากใครต้องการทำบัตรเหลืองสำหรับขับรถแท็กซี่ อย่าลืมเตรียมรูปถ่ายขนาด 3 นิ้ว เป็นเสื้อคอปกสีพื้น จำนวน 3 รูปไปด้วยนะครับ โดยมีค่าธรรมเนียมบัตรเพียง 25 บาทเท่านั้น

ผมมองว่าการที่ กรมการขนส่งทางบก เปิดทำใบขับขี่รถสาธารณะ นอกเวลาราชการ เฉพาะวันเสาร์ แบบนี้ เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดภาระให้กับคนที่ต้องทำงานประจำในวันจันทร์-ศุกร์ ให้สามารถมาดำเนินการให้ถูกต้องตามกฎหมายได้ง่ายขึ้น การมีใบขับขี่ที่ถูกต้องนอกจากจะช่วยให้เราประกอบอาชีพได้อย่างสบายใจไร้กังวลเรื่องการถูกจับกุมแล้ว ยังเป็นการสร้างมาตรฐานความปลอดภัยให้กับผู้โดยสารอีกด้วย ใครที่รู้ตัวว่าใบขับขี่ใกล้หมดอายุ หรือกำลังจะเริ่มต้นอาชีพนี้ รีบจองคิวและเตรียมเอกสารให้พร้อมตั้งแต่วันนี้เลยนะครับ

ที่มา – กรมการขนส่งทางบก เปิดทำใบขับขี่รถสาธารณะ นอกเวลาราชการ เฉพาะวันเสาร์ เริ่ม 13 มิ.ย.

รู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก

กระแสความตื่นเต้นของการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 กำลังพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แฟนบอลทั่วประเทศต่างตั้งตารอที่จะเชียร์ทีมโปรดลงสนาม แต่ท่ามกลางความสุขเหล่านี้ มิจฉาชีพก็ไม่เคยหยุดนิ่งและพร้อมที่จะฉวยโอกาสจากความใจร้อนหรือความตื่นเต้นของแฟนบอลเสมอ วันนี้เราจึงต้องมารู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก หลอกเล่นพนันออนไลน์–ส่งลิงก์เถื่อนดูบอลกันก่อนที่จะสายเกินไป

รู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก หลอกเล่นพนันออนไลน์–ส่งลิงก์เถื่อนดูบอล

หลายคนอาจเคยได้รับข้อความเชิญชวนผ่านโซเชียลมีเดีย หรือเห็นโฆษณาที่อ้างว่าเป็นการดูบอลฟรีความละเอียดสูง แต่เบื้องหลังเหล่านั้นอาจแฝงไปด้วยมัลแวร์ที่พร้อมจะดูดข้อมูลทางการเงินของคุณ รัฐบาลได้ออกมาแจ้งเตือนอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะการแพร่ระบาดของเว็บพนันออนไลน์และการหลอกขายตั๋วปลอม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอันดับต้นๆ ที่แฟนบอลต้องระวัง

วิธีป้องกันตัวจากกลโกงของมิจฉาชีพ

เพื่อให้การเชียร์บอลโลกของคุณเป็นไปอย่างปลอดภัย เรามีหลักการง่ายๆ ที่เรียกว่า 4 ไม่ เพื่อให้คุณมั่นใจและปลอดภัยจากมิจฉาชีพ ดังนี้:

  • ไม่กดลิงก์: ห้ามกดลิงก์แปลกปลอมที่ได้รับผ่าน SMS หรือข้อความส่วนตัวเด็ดขาด เพราะนั่นอาจคือช่องทางในการติดตั้งไวรัส
  • ไม่เชื่อ: อย่าหลงเชื่อคำโฆษณาที่ดูดีเกินจริง เช่น ดูบอลฟรีไม่มีโฆษณา หรือการทายผลบอลเพื่อรับรางวัลใหญ่
  • ไม่รีบ: ก่อนตัดสินใจโอนเงินไม่ว่ากรณีใดๆ ตั้งสติให้มั่นและตรวจสอบที่มาของเพจหรือร้านค้าให้ชัดเจน
  • ไม่โอนเงิน: อย่าโอนเงินไปยังบัญชีส่วนบุคคลที่ไม่น่าเชื่อถือ หรือบัญชีที่มาจากการชักชวนให้เล่นพนันออนไลน์

นอกจากนี้ ในช่วงการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ทางภาครัฐได้ร่วมมือกับศูนย์ AOC สายด่วน 1441 ในการปิดกั้น URL ที่ผิดกฎหมายไปแล้วนับแสนรายการ เพื่อป้องกันไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง การเชียร์บอลให้สนุกและปลอดภัยที่สุด คือการเลือกรับชมผ่านช่องทางที่ได้รับสิทธิ์ถ่ายทอดสดอย่างเป็นทางการเท่านั้น

หากคุณพบเบาะแสหรือสงสัยว่าตัวเองกำลังถูกหลอกลวง อย่าลังเลที่จะแจ้งสายด่วน 1441 ทันที การรู้เท่าทันกลโกงจะช่วยให้แฟนบอลไทยทุกคนสามารถสนุกกับการแข่งขันฟุตบอลโลก 2026 ได้อย่างสบายใจโดยไม่ต้องกังวลเรื่องเงินในกระเป๋าหายครับ

ที่มา – รู้ทันก่อนสูญเงิน! เตือนแฟนบอลไทย ระวังมิจฉาชีพช่วงบอลโลก หลอกเล่นพนันออนไลน์–ส่งลิงก์เถื่อนดูบอล

รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นข่าวดีในช่วงนี้กันบ้างแล้วนะครับ กับตัวเลขการท่องเที่ยวไทยที่ถือว่าฟื้นตัวได้อย่างแข็งแกร่งสุดๆ โดยล่าสุดทางภาครัฐได้ออกมาเปิดเผยว่า รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งต้องบอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะกลับมาทำผลงานได้ดีขนาดนี้ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจโลกที่ยังมีความผันผวนอยู่ครับ

รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

ถ้าย้อนดูตัวเลขในช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา จะเห็นว่ามีนักท่องเที่ยวจากทั่วทุกมุมโลกเดินทางเข้ามายังประเทศไทยกว่า 2.35 ล้านคน ซึ่งถือเป็นการขยายตัวถึงร้อยละ 3.54 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว สร้างรายได้เข้าสู่ประเทศมหาศาลกว่า 1 แสนล้านบาท สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยยังคงเป็นจุดหมายปลายทางอันดับต้นๆ ที่ใครๆ ก็อยากมาเยือน

ส่องพฤติกรรมนักท่องเที่ยวและแนวโน้มการเดินทาง

สำหรับ 5 อันดับแรกของนักท่องเที่ยวที่เดินทางเข้ามามากที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีจนถึงเดือนมิถุนายน ประกอบด้วย จีน, มาเลเซีย, อินเดีย, รัสเซีย และเกาหลีใต้ โดยรวมแล้วสร้างรายได้สะสมไปแล้วมากกว่า 701,358 ล้านบาท นอกจากนี้ รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท ทำให้เห็นว่ากลยุทธ์การกระตุ้นการท่องเที่ยวของเรามาถูกทางแล้วครับ

แม้ว่าจะมีปัจจัยลบรอบด้าน เช่น ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนการเดินทางและการขนส่ง แต่รัฐบาลก็ไม่นิ่งนอนใจ โดยมีการปรับนโยบายให้ทันสมัยขึ้น ดังนี้:

  • เน้นการท่องเที่ยวระยะใกล้ที่เดินทางสะดวกและประหยัดค่าใช้จ่าย
  • ยกระดับอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ความยั่งยืน (Sustainability)
  • เน้นการสร้างประสบการณ์ใหม่ๆ แทนการท่องเที่ยวแบบเดิมๆ
  • ควบคุมงบประมาณและปรับโครงสร้างการตลาดให้สอดคล้องกับพฤติกรรมโลก

ในมุมมองของผม แม้ว่าคนจะเริ่มประหยัดค่าใช้จ่ายมากขึ้น แต่เสน่ห์ของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นเรื่องอาหาร วัฒนธรรม และอัธยาศัยของคนไทย ก็ยังคงเป็นแม่เหล็กดึงดูดใจได้ดีเยี่ยม หากเราสามารถรักษาคุณภาพและมาตรฐานการบริการให้ดีอย่างต่อเนื่อง เชื่อได้เลยว่าเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวทั้งปีจะเป็นไปตามที่ตั้งไว้แน่นอนครับ

หากคุณเป็นผู้ประกอบการหรือคนในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ตอนนี้คือช่วงเวลาสำคัญที่จะต้องเตรียมตัวปรับตัวให้เข้ากับนักท่องเที่ยวกลุ่มใหม่ๆ ที่เน้นความยั่งยืนมากขึ้น อย่าลืมติดตามข่าวสารเพื่อให้ก้าวทันสถานการณ์โลกอยู่เสมอนะครับ แล้วคุณล่ะครับคิดว่าอะไรคือเสน่ห์ที่ทำให้ต่างชาติยังคงเลือกมาเที่ยวไทยไม่ขาดสาย? คอมเมนต์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้เลย!

ที่มา – รัฐบาลปลื้ม ยอดต่างชาติเที่ยวไทยยังแกร่ง ครึ่งปีแรก สร้างรายได้แล้วกว่า 7 แสนล้านบาท

ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวคราวที่น่าสนใจเกี่ยวกับการใช้สิทธิรักษาพยาบาลมาฝากกันครับ โดยเฉพาะใครที่ใช้สิทธิประกันสังคมและกังวลเรื่องการรับยาต่อเนื่อง วันนี้เราจะมาเจาะลึกประเด็นที่ว่า ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน หลังจากที่มีกระแสข่าวผู้ประกันตนได้รับยาไม่ครบจนเกิดความลำบากครับ

ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน จริงหรือ?

หลายคนอาจจะตกใจกับข่าวที่แชร์กันในโซเชียลมีเดียว่าผู้ประกันตนรายหนึ่งต้องเดินทางมาโรงพยาบาลถึง 7 รอบเพื่อให้ได้รับยาต้านไวรัสให้ครบตามสั่ง แต่ล่าสุดทางสำนักงานประกันสังคมได้ออกมาชี้แจงชัดเจนแล้วว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้มาจากเรื่องยาขาดแคลนระดับประเทศ แต่คาดว่าเป็นปัญหาจากการบริหารจัดการภายในของบางโรงพยาบาลเท่านั้นครับ

รายละเอียดการตรวจสอบ ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว ยาต้านไวรัส HIV ไม่ขาดแคลน

จากการตรวจสอบอย่างละเอียด พบว่าโดยปกติแล้วการจัดสรรยาในระบบประกันสังคมนั้นยังคงดำเนินไปได้ด้วยดีครับ ไม่มีการขาดแคลนยาอย่างที่เป็นข่าวลือ การที่ผู้ป่วยบางรายได้รับยาไม่ครบอาจเกิดจากความผิดพลาดในระบบการจัดการของสถานพยาบาลคู่สัญญาในบางแห่ง ซึ่งทางรัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจและกำลังเร่งปรับปรุงแก้ไขจุดนี้อยู่ เพื่อให้ผู้ป่วยทุกคนได้รับยาอย่างต่อเนื่องและปลอดภัยที่สุดครับ

  • หากท่านพบปัญหาการรับยา สามารถติดต่อสอบถามโดยตรงได้ที่ สำนักจัดระบบบริการทางการแพทย์กลุ่มงานยา โทร 02-956-2500
  • ไม่ต้องกังวลเรื่องการขาดแคลนยา เพราะระบบยังคงจัดส่งยาได้ตามปกติ
  • รัฐบาลยืนยันในการลดการตีตราและเลือกปฏิบัติ เพื่อให้ผู้ติดเชื้อใช้ชีวิตได้อย่างมั่นใจ

รัฐบาลไทยยืนยันเสมอครับว่าจะเดินหน้ารณรงค์ยับยั้งการแพร่ระบาดของเชื้อ HIV และดูแลผู้ป่วยทุกคนอย่างเท่าเทียม ผ่านทั้งสิทธิประกันสังคมและกองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าทุกคนจะเข้าถึงการรักษาที่ดีที่สุด หากใครมีความกังวลหรือต้องการความช่วยเหลือเพิ่มเติม อย่าลังเลที่จะประสานงานกับหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงนะครับ เพื่อสิทธิประโยชน์ของตัวท่านเอง

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาตรวจสอบรวดเร็วแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดความตื่นตระหนกและสร้างความมั่นใจให้กับผู้ป่วยว่าพวกเขาจะยังคงได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ขอเป็นกำลังใจให้ทุกคนที่กำลังต่อสู้และดูแลสุขภาพตัวเองอยู่ครับ

ที่มา – ประกันสังคมตรวจสอบแล้ว “ยาต้านไวรัส HIV” ไม่ขาดแคลน คาดเกิดจากการบริหารจัดการจ่ายยา

ข่าวดี อิมครานิบ 100 ยามะเร็งพระราชทาน กระจายถึงมือผู้ป่วยบัตรทอง

เชื่อว่านี่เป็นข่าวที่สร้างรอยยิ้มและความหวังให้กับผู้ป่วยหลายคนเลยครับ เมื่อมีการประกาศข่าวดีเรื่อง ข่าวดี อิมครานิบ 100 ยามะเร็งพระราชทาน ที่ล่าสุดได้ส่งมอบล็อตแรกให้กับองค์การเภสัชกรรมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เตรียมพร้อมกระจายสู่โรงพยาบาลทั่วประเทศเพื่อช่วยกลุ่มผู้ป่วยสิทธิบัตรทองให้เข้าถึงยารักษาโรคได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมยิ่งขึ้น

ข่าวดี อิมครานิบ 100 ยามะเร็งพระราชทาน มอบโอกาสชีวิตให้ผู้ป่วย

โครงการนี้เกิดขึ้นจากพระกรุณาธิคุณของ ศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงพระราชทานยา “อิมครานิบ 100 (Imcranib 100)” จำนวน 690,000 เม็ด ให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ภายใต้ “โครงการยารักษาโรคมะเร็งเฉลิมพระเกียรติ 69 พรรษา” เพื่อให้ผู้ป่วยมะเร็งในระบบบัตรทองได้รับยาที่ดีและมีประสิทธิภาพ โดยไม่ต้องกังวลเรื่องภาระค่าใช้จ่าย

ศักยภาพของยา อิมครานิบ 100 ต่อการรักษาโรคมะเร็ง

สำหรับยามะเร็งมุ่งเป้าชนิดนี้ เป็นนวัตกรรมที่มีความแม่นยำสูง โดยออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ Tyrosine kinase ซึ่งช่วยควบคุมการเติบโตของเซลล์มะเร็งได้ดีเยี่ยมและมีผลข้างเคียงต่ำกว่าการทำเคมีบำบัดแบบเก่า ซึ่งยาดังกล่าวสามารถใช้รักษาโรคมะเร็งได้หลายชนิด ดังนี้:

  • โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวเรื้อรังชนิดซีเอ็มแอล (CML)
  • มะเร็งเม็ดเลือดขาวเฉียบพลันชนิดฟิลาเดลเฟียบวก (Ph+ ALL)
  • มะเร็งเนื้อเยื่อในระบบทางเดินอาหาร (GIST)
  • มะเร็งผิวหนังชนิดหายาก (DFSP)

ในปัจจุบัน องค์การเภสัชกรรมได้ดำเนินการรับยารุ่นแรกจากโรงงานผลิตเภสัชภัณฑ์ในพระดำริฯ มาเก็บรักษาภายใต้มาตรฐาน GDP อย่างเคร่งครัด เพื่อให้มั่นใจว่าตัวยาจะคงคุณภาพและความปลอดภัยไว้ได้สูงสุดจนถึงมือผู้ป่วยที่รอคอยอยู่ตามโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ นับว่าเป็นก้าวที่สำคัญมากในการลดความเหลื่อมล้ำทางสาธารณสุขไทย

ผมมองว่าโครงการนี้ไม่ใช่เพียงแค่การมอบยา 690,000 เม็ดเท่านั้น แต่คือการหยิบยื่น “โอกาส” และการยกระดับคุณภาพชีวิตให้แก่คนไทยอย่างแท้จริง การเข้าถึงเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยแบบนี้ถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ผู้ป่วยควรได้รับ หวังว่าในอนาคตจะมีนวัตกรรมดีๆ แบบนี้ออกมาช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่องนะครับ ใครที่มีสิทธิ์ในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า สามารถติดตามรายละเอียดการรับยาได้ที่โรงพยาบาลตามสิทธิ์ของท่านได้เลยครับ

ที่มา – ข่าวดี “อิมครานิบ 100” ยามะเร็งพระราชทานล็อตแรกส่งมอบองค์การเภสัชกรรมแล้ว เตรียมช่วยผู้ป่วยบัตรทอง

เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด ผิดฐานฉ้อโกง

เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด ผิดฐานฉ้อโกง

ในช่วงที่โครงการของรัฐออกมาเพื่อช่วยเหลือปากท้องพี่น้องประชาชนอย่างโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” หลายคนคงกำลังได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อบรรเทาภาระค่าใช้จ่าย แต่ทราบหรือไม่ว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงที่อาจทำให้คุณติดคุกได้ง่ายๆ โดยเฉพาะการนำสิทธิไปเปลี่ยนเป็นเงินสด ซึ่งทางภาครัฐได้ออกมาเตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด อย่างเด็ดขาด เพราะถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายร้ายแรง

การแลกสิทธิเป็นเงินสดโดยไม่มีการซื้อขายสินค้าจริงนั้น ไม่ใช่แค่เรื่องของการผิดเงื่อนไขโครงการเพียงอย่างเดียว แต่ความผิดในครั้งนี้ร้ายแรงถึงขั้นถูกดำเนินคดีอาญาภายใต้ฐานความผิดฉ้อโกง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงสุดถึง 3 ปี หรือปรับสูงสุด 6 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 341 เลยทีเดียว ดังนั้นไม่ว่าคุณจะเป็นร้านค้าหน้าใหม่หรือประชาชนทั่วไป ต้องระวังให้ดีอย่าหลงเชื่อคำชักชวนของมิจฉาชีพที่อาจโพสต์เชิญชวนในโซเชียลมีเดีย

กฎเหล็กที่ต้องรู้ก่อนพลาดติดคุกจากการแลกเปลี่ยนสิทธิ

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นสำคัญ? เพราะรัฐบาลต้องการให้เงินช่วยเหลือตกถึงมือประชาชนและกระจายรายได้สู่ร้านค้ารายย่อยจริงๆ การที่ร้านค้าและประชาชนแอบดีลกันเพื่อแปลงสิทธิเป็นเงินสด จึงถือเป็นการทุจริตที่ทำลายกลไกของโครงการ เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด จึงเป็นสิ่งที่ต้องยึดถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบการกระทำความผิด มาตรการขั้นเด็ดขาดที่รัฐจะดำเนินการมีดังนี้:

  • ระงับการจ่ายเงินให้แก่ร้านค้าที่กระทำผิดทันที
  • ระงับสิทธิการเข้าร่วมโครงการรัฐอื่นๆ ทั้งหมดของบุคคลนั้น
  • ต้องชดใช้เงินคืนให้แก่รัฐเต็มจำนวน
  • ส่งรายชื่อผู้โพสต์เชิญชวนให้กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีดำเนินคดี

โครงการนี้มีจุดประสงค์หลักเพื่อช่วยให้พี่น้องคนไทยผ่านพ้นวิกฤตเศรษฐกิจและภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้น โดยรัฐช่วยจ่ายให้ถึง 60% และประชาชนช่วยสมทบเองเพียง 40% หากนำสิทธิมาทำผิดวัตถุประสงค์ นอกจากจะเสียโอกาสในการได้รับความช่วยเหลือในอนาคตแล้ว ยังอาจต้องเสียประวัติอาชญากรรมอีกด้วย

หากคุณพบเห็นพฤติกรรมเข้าข่ายทุจริต หรือพบการโกงในโครงการ เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่สายด่วนกรมค้าภายใน 1569 หรือติดต่อกระทรวงการคลังและสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ตลอด 24 ชั่วโมง การเป็นหูเป็นตาถือเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้โครงการของรัฐดำเนินต่อไปได้อย่างโปร่งใสและยั่งยืน พวกเราต้องช่วยกันรักษาโอกาสเหล่านี้ไว้ให้คนไทยทุกคน แทนที่จะกระทำผิดเพื่อหวังเงินสดเพียงช่วงสั้นๆ ครับ

ที่มา – เตือนห้ามนำสิทธิ “ไทยช่วยไทย พลัส” แลกเป็นเงินสด ผิดฐานฉ้อโกง คุก 3 ปี ปรับ 6 หมื่น

สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้

เชื่อว่าเพื่อนๆ ที่วางแผนจะเดินทางไปเที่ยวภูเก็ตคงจะเคยปวดหัวกับปัญหาแถวตม. ยาวเหยียดใช่ไหมครับ? ข่าวดีล่าสุดคือทางรัฐบาลและสนามบินภูเก็ตเตรียมแก้ปัญหานี้ให้จบสิ้น โดยการนำนวัตกรรมใหม่มาใช้เพื่อบรรเทาความแออัดของนักท่องเที่ยว

สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้

ล่าสุดมีการประกาศอย่างเป็นทางการว่า สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ เพื่อรองรับผู้โดยสารในช่วงที่มีเที่ยวบินหนาแน่น โดยระบบนี้จะเข้ามาช่วยลดระยะเวลาในการรอคอยให้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด ทำให้เพื่อนๆ มีเวลาเหลือไปนั่งชิลริมหาดได้มากขึ้นครับ

ทำไมการใช้ระบบอัตโนมัติถึงเป็นเรื่องสำคัญ?

การที่ สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ ถือเป็นการยกระดับมาตรฐานการบริการให้เทียบเท่าสากล ซึ่งนอกจากจะช่วยเรื่องความรวดเร็วแล้ว ยังเป็นการจัดการระบบการเดินทางที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยมีข้อดีที่น่าสนใจดังนี้:

  • ลดความพะวงเรื่องคนแน่นหน้าด่านตรวจคนเข้าเมือง
  • เพิ่มความแม่นยำในการตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสาร
  • ช่วยบริหารจัดการเวลาการเดินทางได้ดียิ่งขึ้นสำหรับนักท่องเที่ยว
  • ลดการสัมผัสและเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้แก่ผู้โดยสาร

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังได้ย้ำเตือนเรื่องนโยบายการให้บริการว่า ทุกขั้นตอนที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองเป็นไปตามมาตรฐานโปร่งใส และไม่มีนโยบายเรียกเก็บเงินเพิ่มเพื่อลัดคิวแต่อย่างใด ดังนั้นขอให้นักท่องเที่ยวทุกคนมั่นใจได้เลยว่า การเดินทางผ่าน สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้การท่องเที่ยวในภูเก็ตสะดวกสบายขึ้นอีกเยอะ

ส่วนตัวผมมองว่านี่เป็นการปรับตัวที่ทันต่อยุคสมัยมาก เพราะสนามบินภูเก็ตเปรียบเสมือนประตูหน้าด่านของไทย การมีระบบอัตโนมัติที่ดีจะช่วยสร้างความประทับใจตั้งแต่ก้าวแรกที่นักท่องเที่ยวมาถึง และหวังว่าระบบนี้จะขยายผลไปสู่สนามบินอื่นๆ ทั่วประเทศเพื่อรองรับจำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเพิ่มขึ้นในอนาคต

ที่มา – สนามบินภูเก็ตเตรียมเปิดใช้ช่องตรวจพาสปอร์ตอัตโนมัติ 13 มิ.ย. นี้ รองรับผู้โดยสารช่วงหนาแน่น

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

เป็นข่าวดีที่สร้างความอุ่นใจให้กับคนไทยไม่น้อยเลยครับ เมื่อล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาเผยผลการดำเนินงานปฏิบัติการเชิงรุกเพื่อกวาดล้างเครือข่ายค้ายาเสพติดทั่วประเทศ ในช่วงตลอดระยะเวลา 1 เดือน ตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 29 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ถือว่าน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ

สรุปผลปฏิบัติการรัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด

จากการบูรณาการความร่วมมือกันระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลได้ดำเนินการปิดล้อมและตรวจค้นจนสามารถทำลายเครือข่ายค้ายาเสพติดไปได้มากกว่า 1,611 เครือข่าย โดยมีผลการตรวจยึดของกลางและสถิติที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • ยาบ้ากว่า 128 ล้านเม็ด
  • ไอซ์จำนวน 9,225 กิโลกรัม
  • คีตามีน 434 กิโลกรัม
  • เฮโรอีน 140 กิโลกรัม
  • อาวุธปืน 322 กระบอก และระเบิด 1 ลูก

นอกจากของกลางเหล่านี้แล้ว ทางเจ้าหน้าที่ยังสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ถึง 19,406 คน และอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลค่ารวมกว่า 631 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการตัดวงจรทางการเงินของเครือข่ายยาเสพติดอย่างจริงจังครับ

รัฐบาลยังคงเน้นย้ำนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเข้มข้น โดยมองว่าการทำลายเครือข่ายตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงระดับผู้จำหน่ายในพื้นที่เป็นหัวใจสำคัญ เพื่อปกป้องเยาวชนและสังคมไทยให้ห่างไกลจากปัญหายาเสพติด การร่วมมือกันระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐกับประชาชนถือเป็นพลังสำคัญที่สุดในการจัดการกับปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปจากสังคมไทยอย่างถาวร

สุดท้ายนี้ หากทุกคนพบเห็นเบาะแสการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด อย่าได้นิ่งเฉยนะครับ สามารถแจ้งเหตุได้ที่สายด่วน 191 หรือ 1599 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งสถานีตำรวจในพื้นที่ใกล้บ้าน เพื่อร่วมกันส่งต่อสังคมที่ปลอดภัยให้กับลูกหลานไทยในอนาคตครับ

ที่มา – รัฐบาลกวาดล้างยาเสพติด 1 เดือน ยึดยาบ้า 128 ล้านเม็ด ไอซ์ 9 ตัน อายัดทรัพย์กว่า 631 ล้านบาท

บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง

เชื่อว่าเพื่อนๆ หลายคนคงได้รับข่าวดีเกี่ยวกับระบบสาธารณสุขของไทยกันบ้างแล้ว เมื่อล่าสุดทางบอร์ด สปสช. ได้ออกมาประกาศข่าวดีครั้งใหญ่ ด้วยการบอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา ให้กับผู้ป่วยที่ต้องการโอกาสในการมีชีวิตใหม่ งานนี้บอกเลยว่าเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับพี่น้องประชาชนได้มหาศาลเลยครับ

บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

หลายคนอาจจะสงสัยว่าการปรับเปลี่ยนครั้งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร คำตอบก็คือทางหน่วยงานได้นำงบประมาณที่ประหยัดได้จากการบริหารจัดการค่ายากดภูมิคุ้มกันมารวมใช้ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด โดยการปรับลดราคายาที่ลดลงตามท้องตลาด ทำให้เรามีงบส่วนเกินมาช่วยในส่วนของค่าผ่าตัดที่มีความซับซ้อนและมีราคาสูง ซึ่งแน่นอนว่าคุณภาพการรักษาและการดูแลผู้ป่วยจะยังคงมาตรฐานดีเยี่ยมเช่นเดิม

รายละเอียดการปรับเพิ่มอัตราจ่าย บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

สำหรับการเปลี่ยนแปลงในครั้งนี้ มีประเด็นสำคัญที่น่าสนใจหลายจุด เพื่อให้โรงพยาบาลสามารถเดินหน้าดูแลผู้ป่วยได้อย่างไม่มีสะดุด ดังนี้ครับ:

  • ค่าเตรียมตัวก่อนผ่าตัด: ปรับเพิ่มขึ้นทั้งผู้รับบริจาคและผู้บริจาค โดยผู้รับบริจาคจะได้รับสูงสุดถึง 40,000 บาทต่อราย
  • ค่าผ่าตัดเหมาจ่าย: มีการปรับอัตราให้สอดคล้องกับภาระจริง เช่น การเปลี่ยนหัวใจอยู่ที่ 600,000 บาท และปลูกถ่ายตับในเด็กอยู่ที่ 660,000 บาท
  • การคลาดแยกค่าผ่าตัดตับ: ในผู้ใหญ่มีการแยกค่าผ่าตัดตับจากผู้บริจาคและผู้รับเพื่อให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง
  • การดูแลภาวะแทรกซ้อน: เพิ่มการชดเชยค่ารักษากรณีติดเชื้อไซโตเมกาโลไวรัส (CMV) เพื่อให้โรงพยาบาลกล้าตัดสินใจรักษาได้ทันที

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐให้ความสำคัญกับการปรับอัตราจ่ายให้สะท้อนความเป็นจริงเช่นนี้ ถือเป็นการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับผู้ป่วยโรคตับระยะรุนแรงและผู้ป่วยหัวใจล้มเหลว เพราะเมื่อโรงพยาบาลไม่แบกรับภาระต้นทุนที่เกินจริง ก็จะสามารถให้บริการผู้ป่วยสิทธิบัตรทองได้อย่างเต็มที่และทั่วถึงมากขึ้น นี่คือตัวอย่างของการบริหารจัดการกองทุนสุขภาพที่น่าชื่นชมครับ

หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์แก่เพื่อนๆ ทุกคนที่สนใจหรือกำลังติดตามนโยบายด้านสุขภาพของไทยอยู่นะครับ สุดท้ายนี้ อย่าลืมดูแลสุขภาพให้ดีเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วยหนักกันนะครับ แต่ถ้าหากจำเป็นจริงๆ เชื่อมั่นได้เลยว่าระบบของเรากำลังพัฒนาให้ดีขึ้นในทุกๆ วัน

ที่มา – บอร์ด สปสช. ไฟเขียวเพิ่มอัตราจ่าย “ปลูกถ่ายตับ-เปลี่ยนหัวใจ” บัตรทอง เพิ่มโอกาสเข้าถึงการรักษา

Scroll to top