พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ดูแลผู้สูงอายุ

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวดีเกี่ยวกับแวดวงสาธารณสุขไทยกันมาบ้างแล้ว กับโครงการที่ทางรัฐบาลกำลังเร่งผลักดันเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่นให้ดียิ่งขึ้น โดยล่าสุดมีประกาศว่า รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง อย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพมากขึ้นกว่าเดิมครับ

รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

โครงการนี้นับเป็นก้าวสำคัญ เพราะจะเข้ามาช่วยลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) โดยอาสาพยาบาลชุมชน หรือ “อสพ.” จะทำหน้าที่เปรียบเสมือนด่านหน้าเชิงรุกที่เข้าไปดูแลถึงบ้านผู้ป่วยโดยตรง ซึ่งการทำงานจะประสานพลังร่วมกับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่เราคุ้นเคยกันเป็นอย่างดีอยู่แล้วครับ

รายละเอียดการทำงานของ อสพ. 10,000 คน

การเข้ามามีบทบาทของ อสพ. ในครั้งนี้ จะมุ่งเน้นไปที่ 4 กลุ่มเป้าหมายหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุ/ผู้ป่วยติดเตียง, ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs), แม่และเด็ก และผู้ป่วยจิตเวชหรือยาเสพติด โดยอาสาสมัคร 1 คน จะรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยประมาณ 24 ราย มีแผนการเยี่ยมบ้านอย่างชัดเจนสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เพื่อตรวจวัดสัญญาณชีพ ทำแผล และติดตามอาการเบื้องต้น ซึ่งโครงการ รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ครั้งนี้ จะช่วยให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาที่ต่อเนื่องได้มากขึ้นครับ

  • คัดกรองโรคเบื้องต้น: ตรวจวัดอาการและประเมินสุขภาพ
  • หัตถการพื้นฐาน: ทำแผลและป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียง
  • ติดตามยา: ดูแลเรื่องการกินยาอย่างเคร่งครัดในกลุ่ม NCDs
  • ประสานงาน: ส่งต่อข้อมูลไปยังโรงพยาบาลได้รวดเร็วขึ้น

สำหรับใครที่สนใจ ทางภาครัฐจะเปิดรับสมัครในช่วงไตรมาสที่ 3-4 ของปี 2569 ผ่านช่องทางแอปฯ หมอพร้อม โดยเปิดโอกาสทั้งผู้ที่จบปริญญาตรีด้านสุขภาพ สาขาอื่นๆ และพยาบาลเกษียณอายุไม่เกิน 70 ปี เพื่อเข้ารับการอบรมให้พร้อมทำหน้าที่ดูแลคนในชุมชนอย่างมืออาชีพ ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันว่าการจ้างงานครั้งนี้จะไม่กระทบต่อ Care Giver เดิมอย่างแน่นอนครับ

ในความคิดเห็นของผม นี่ถือเป็นกลไกที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะช่วยเรื่องสุขภาพแล้ว ยังเป็นการเปิดโอกาสการจ้างงานให้กับคนในชุมชนมีทักษะติดตัวไปตลอด หากโครงการนี้ดำเนินไปได้ด้วยดี สังคมผู้สูงอายุไทยเราจะมีความมั่นคงทางสุขภาพมากขึ้นแน่นอนครับ

ที่มา – รัฐบาลเตรียมผลิตอาสาพยาบาลชุมชน 10,000 คน ทำงานร่วมกับ อสม. ดูแลผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง

รัฐบาลเตือน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ หลอกลงทะเบียนไทยช่วยไทยพลัส

ช่วงนี้ใครที่กำลังเฝ้ารอการลงทะเบียนโครงการดีๆ อย่าง “ไทยช่วยไทยพลัส” ต้องฟังทางนี้ให้ดีเลยครับ เพราะตอนนี้มีกลุ่มมิจฉาชีพแฝงตัวอยู่เยอะมากที่หวังจะฉวยโอกาสจากความต้องการสิทธิ์ของประชาชน ด้วยการส่ง SMS หรือข้อความแปลกปลอมเข้ามาหลอกให้เรากดลิงก์ นี่คือสิ่งที่รัฐบาลเตือน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ ฉวยโอกาสส่งลิงก์ผ่าน SMS หลอกลงทะเบียนรับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” เพื่อให้ทุกคนปลอดภัยและได้รับสิทธิ์อย่างถูกต้องครับ

รัฐบาลเตือน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ ฉวยโอกาสส่งลิงก์ผ่าน SMS หลอกลงทะเบียนรับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส”

การลงทะเบียนโครงการรัฐทุกโครงการโดยเฉพาะโครงการที่มีคนสนใจเยอะอย่างไทยช่วยไทยพลัส มักจะเป็นเป้าหมายของเหล่ามิจฉาชีพที่ชอบส่งข้อความผ่านทาง SMS หรือไลน์ส่วนตัว โดยอ้างว่าให้คลิกลิงก์เพื่อลงทะเบียนรับสิทธิ์ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วรัฐบาลเตือน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ ฉวยโอกาสส่งลิงก์ผ่าน SMS หลอกลงทะเบียนรับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส” อย่างเด็ดขาด เพราะช่องทางเดียวที่ปลอดภัยและเป็นทางการที่สุดคือการลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” เท่านั้นครับ

วิธีป้องกันตัวเองให้ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ

เพื่อให้ทุกคนรู้เท่าทันกลโกง เรามาดูวิธีป้องกันตัวเองเบื้องต้นกันครับ

  • อย่ากดลิงก์จาก SMS หรือข้อความที่ไม่รู้จักเด็ดขาด ทางหน่วยงานรัฐไม่มีนโยบายส่งลิงก์ผ่านช่องทางเหล่านี้
  • ตรวจสอบบัญชีโซเชียลมีเดียให้แน่ใจว่าต้องมีเครื่องหมายยืนยันตัวตน (Verified)
  • ห้ามให้ข้อมูลส่วนตัวเด็ดขาด เช่น เลขบัตรประชาชน หรือรหัส OTP

หากคุณพบข้อความที่เร่งให้รีบกดลิงก์หรืออ้างว่าจะหมดเวลา ให้ตั้งสติไว้ก่อนเลยว่านั่นคือกลลวงครับ การรักษาทรัพย์สินและข้อมูลส่วนตัวของเราเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุด และหากใครพบเห็นความผิดปกติสามารถแจ้งได้ที่สายด่วน AOC 1441 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง หรือแจ้งความออนไลน์ได้ที่เว็บไซต์ตำรวจครับ สุดท้ายนี้ อยากขอฝากให้ทุกคนตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งข่าวทางการเท่านั้น อย่าหลงเชื่อข่าวลือที่แชร์ต่อๆ กันมา เพื่อป้องกันไม่ให้เราตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงครั้งนี้ครับ

ที่มา – รัฐบาลเตือน อย่าหลงเชื่อมิจฉาชีพ ฉวยโอกาสส่งลิงก์ผ่าน SMS หลอกลงทะเบียนรับสิทธิ “ไทยช่วยไทยพลัส”

รุกปราบแอปฯ เงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ

ในยุคที่การเข้าถึงแหล่งเงินเป็นเรื่องง่ายผ่านสมาร์ทโฟน ทำให้มิจฉาชีพหันมาใช้ช่องทางออนไลน์ในการหลอกลวงประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะการระบาดของแอปพลิเคชันเงินกู้ที่คิดดอกเบี้ยมหาโหด ล่าสุดมีการเปิดเผยว่ารัฐบาลได้เร่งเครื่อง รุกปราบแอปฯ เงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด อย่างจริงจัง เพื่อตัดวงจรการทุจริตและปกป้องเงินในกระเป๋าของพี่น้องประชาชน

มาตรการเด็ดขาด: รุกปราบแอปฯ เงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด

ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา รัฐบาลร่วมกับธนาคารแห่งประเทศไทยและกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้เดินหน้ากวาดล้างแอปพลิเคชันและเว็บไซต์เงินกู้ที่ไม่มีใบอนุญาตจำนวนกว่า 1,500 รายการ การดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการแก้ปัญหาเชิงรุกเพื่อให้แน่ใจว่าประชาชนจะไม่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มมิจฉาชีพที่มักใช้คำโฆษณาชวนเชื่อที่เกินจริง ไม่ว่าจะเป็นคำว่า “กู้ง่าย ได้เร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ไม่ต้องมีหลักประกัน” ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนเป็นกับดักที่ออกแบบมาเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนบุคคลและทรัพย์สินของท่าน

วิธีสังเกตและป้องกันตัวจากการรุกปราบแอปฯ เงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด

การป้องกันตัวเองเป็นสิ่งสำคัญที่สุดครับ ก่อนที่ท่านจะกดตกลงขอสินเชื่อออนไลน์ผ่านแอปฯ เหล่านั้น โปรดใช้ความระมัดระวังด้วยวิธีดังต่อไปนี้:

  • ตรวจสอบรายชื่อแอปฯ ที่ได้รับอนุญาตจากธนาคารแห่งประเทศไทย โดยกดค้นหาคำว่า “เช็กแอปเงินกู้”
  • ระวังการขอให้โอนเงิน “ค่าธรรมเนียม” หรือ “เงินมัดจำ” ก่อนได้รับสินเชื่อ เพราะบริษัทสินเชื่อถูกกฎหมายไม่มีนโยบายการโอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัว
  • สังเกตความผิดปกติของข้อความที่ส่งมาทางข้อความหรือโซเชียลมีเดียที่เน้นย้ำเรื่องการอนุมัติไวแม้ติดแบล็กลิสต์

หากท่านเผลอหลงเชื่อหรือตกเป็นเหยื่อแล้ว อย่าเพิ่งตื่นตระหนกครับ ท่านสามารถแจ้งระงับบัญชีธนาคารได้ทันทีตลอด 24 ชั่วโมง ผ่านศูนย์ AOC 1441 การแจ้งเหตุที่รวดเร็วจะช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถติดตามและอายัดเงินได้ทันท่วงทีมากยิ่งขึ้นครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากไว้ว่า “ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ โดยเฉพาะเรื่องเงิน” การกู้เงินควรทำผ่านสถาบันการเงินที่น่าเชื่อถือและมีใบอนุญาตถูกต้องเท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าดอกเบี้ยจะเป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และที่สำคัญที่สุดคือข้อมูลส่วนตัวของท่านจะไม่หลุดไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพครับ ขอให้ตรวจสอบให้ดีก่อนคลิกทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยในทรัพย์สินของท่านเอง

ที่มา – รุกปราบแอปฯ เงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด รัฐบาลเตือนประชาชนอย่าหลงเชื่อ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์

วันนี้เรามา เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ กันครับ รัฐบาลไทยเดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะสแกมเมอร์ที่แฝงตัวในโลกออนไลน์ ตามข้อมูลจากศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 30 เมษายน 2569 หรือ 120 วันแรก พบคดีถึง 121,921 ราย มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 7,480 ล้านบาท! แม้ตัวเลขจะน่าตกใจ แต่ที่น่ายินดีคือยอดคดีเริ่มมีแนวโน้มลดลง สะท้อนผลจากการปิดกั้นเว็บผิดกฎหมาย โซเชียลมีเดีย และเพจมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง

ทำไมสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ ถึงสำคัญ? เพราะช่วยให้เราเข้าใจพฤติกรรมสแกมเมอร์ รู้จุดอ่อน และป้องกันตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการหลอกขายของปลอม ลูกโซ่ลงทุน หรือแฮกเกอร์โจมตีระบบ หากคุณเป็นคนชอบช้อปปิ้งออนไลน์หรือลงทุน ต้องอ่านให้จบเลยนะครับ

เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยข้อมูลล่าสุดเมื่อ 14 พฤษภาคม 2569 ทีม ACSC วิเคราะห์คดีทั้งหมด แบ่งรูปแบบการหลอกลวงออกเป็น 3 ประเภทหลัก ซึ่งแต่ละประเภทมีความรุนแรงและมูลค่าต่างกันไป เรามาดูรายละเอียดกัน

ประเภทที่ 1: หลอกลวงสินค้าและบริการ – คดีสูงสุดแต่ค่าเสียหายต่อคดีต่ำ

ประเภทนี้ครองแชมป์จำนวนคดีมากที่สุด 85,215 คดี หรือ 69.9% ของทั้งหมด มูลค่าความเสียหายรวมราว 1,340 ล้านบาท เฉลี่ยต่อคดี 15,727 บาท สแกมเมอร์มักใช้กลยุทธ์ขายของราคาถูกในช่วงเทศกาล เช่น เดือนมีนาคมพุ่งสูงสุด 22,908 คดี เสียหาย 353.3 ล้าน แต่เดือนเมษายนลดลงเหลือ 20,823 คดี (288.3 ล้าน) มาจากฤดูกาลและการเตือนภัยที่ได้ผล

  • ตัวอย่าง: ขายรองเท้าผ้าใบแบรนด์ดังราคาถูกเกินจริง ส่งของปลอมหรือไม่ส่งเลย
  • เคล็ดลับป้องกัน: เช็ครีวิวร้านค้า อย่ากดรีบซื้อ ใช้แพลตฟอร์มใหญ่ที่เชื่อถือได้

ประเภทที่ 2: หลอกลงทุน-ผลประโยชน์ – เสียหายหนักสุด 80.2%

แม้คดีน้อยกว่า แต่สร้างความเดือดร้อนมหาศาล 36,033 คดี (จากข้อมูลรวม) มูลค่า 5,997.7 ล้านบาท หรือ 80.2% ของทั้งหมด เฉลี่ยต่อคดี 166,449 บาท สูงกว่ารูปแบบแรก 10 เท่า! ดีใจที่แนวโน้มลดลงต่อเนื่อง จาก 10,146 คดีมกราคม เหลือ 6,642 คดีเมษายน ลด 34.5% ผลจาก ACSC, AOC และบังคับใช้กฎหมาย

  • ตัวอย่าง: ชวนลงทุนคริปโต ลูกโซ่ แอปลงทุนปลอม สัญญาผลตอบแทนสูงผิดปกติ
  • เคล็ดลับ: เช็ค SEC Check First ก่อนลงทุน อย่าเชื่อโฆษณาในโซเชียล

ประเภทที่ 3: โจมตีทางเทคนิค – น้อยแต่รุนแรงที่สุด

คดีน้อยสุด 673 คดี (0.55%) แต่เฉลี่ยเสียหายต่อคดีสูงสุด 211,686 บาท เดือนมีนาคมพุ่ง 385 คดี (87.7 ล้าน) จาก Phishing, Hacking ขนาดใหญ่ และ Ransomware ที่เรียกค่าไถ่แพง

  • ตัวอย่าง: ส่งลิงก์ปลอมให้กรอกรหัส ไวรัสล็อกข้อมูล
  • เคล็ดลับ: อย่ากดลิงก์ lạ ติดตั้งแอนตี้ไวรัส อัพเดทซอฟต์แวร์

จากสถิติ เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ เห็นได้ชัดว่ารัฐบาลประสบความสำเร็จในการลดคดีลงทุน แต่เรายังต้องระวังภัยเทคนิคที่กำลังขยายตัว สแกมเมอร์ฉลาดขึ้นใช้ AI และ deepfake มากขึ้นในอนาคต

คำเตือนจากรัฐบาล: อย่าหลงเชื่อลิงก์จากแอปหรือแพลตฟอร์มใดๆ อย่าโอนเงินให้คนอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ ติดต่อต้นสังกัดจริงก่อน เช็คบัญชีปลายทาง และใช้สติ “ไม่เชื่อ ไม่โอน” เสมอ!

สรุป insight: แม้เสียหายมหาศาล แต่การลดลงของคดีแสดงว่านโยบายรัฐบาลได้ผล ผู้ใช้อย่างเราต้องศึกษาและแชร์ข้อมูลเพื่อลดอาชญากรรมออนไลน์ให้เหลือศูนย์

CTA: ถ้าถูกหลอกหรือสงสัย รีบแจ้งศูนย์ ACSC ทางโทร 1441 หรือเว็บไซต์ www.acsc.or.th ปกป้องตัวเองและช่วยสังคมได้ทันที!

ที่มา – เปิดสถิติ 4 เดือนแรกปี 69 รัฐบาลปราบอาชญากรรมออนไลน์ พบ 1.2 แสนคดี เสียหาย 7.48 พันล้าน

รัฐบาลเผยมาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ประหยัด 40%

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามีข่าวดีจากรัฐบาลที่ช่วยให้ประเทศประหยัดพลังงานได้เยอะเลย โดยเฉพาะ มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ที่เริ่มใช้ตั้งแต่ 1 พฤษภาคม 2569 และผลลัพธ์ออกมาประหยัดค่าไฟฟ้าถึง 40% เลยทีเดียว! ในยุคที่ราคาน้ำมันและพลังงานผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง รัฐบาลเลยออกมาตรการนี้เพื่อบริหารจัดการพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คุณลองนึกภาพถนนมืดลงนิดหน่อยแต่ประหยัดเงินมหาศาลให้ประเทศ น่าสนใจใช่ไหมล่ะ?

มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน

มาตรการนี้มาจากคำสั่งของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ทุกหน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามนโยบายประหยัดพลังงานอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะกรมทางหลวงชนบท (ทช.) กระทรวงคมนาคม ที่รับผิดชอบถนนทางหลวงชนบท พวกเขาปรับลดการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีรถวิ่งน้อย เฉลี่ยแค่ 60 คันต่อชั่วโมง และที่สำคัญคือไม่กระทบความปลอดภัยของผู้ใช้ถนนเลยนะครับ เพราะได้ศึกษามาอย่างละเอียด จุดเสี่ยงอย่างทางโค้งหรือจุดตัดยังคงมีไฟสว่างเต็มที่

นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยเมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 ว่าทุกหน่วยงานทำตามมาตรการนี้ได้ดีมาก ส่งผลให้ประหยัดพลังงานเป็นรูปธรรมจริงๆ ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ

ผลสำเร็จของมาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน

ตั้งแต่เริ่มมาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนนเมื่อ 1 พ.ค. 69 ผลปรากฏว่าประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 40% สุดยอดไปเลย! นอกจากนี้ ทช. ยังมีแผนใหญ่คือเปลี่ยนหลอดไฟทั้งหมด 8 แสนดวงให้เป็นหลอด LED ซึ่งประหยัดไฟมากกว่าแบบเก่า 3-5 เท่า และใช้งานได้นานถึง 50,000 ชั่วโมง คาดว่าจะเสร็จสิ้นทั้งหมดในปี 2571 โดยจะทยอยเปลี่ยนทีละส่วน ไม่ให้กระทบการใช้งาน

ทำไมมาตรการนี้ถึงสำคัญ? เพราะไทยนำเข้าน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเป็นหลัก ถ้าประหยัดไฟได้เยอะ จะช่วยลดการพึ่งพาพลังงานนำเข้า ลดค่าใช้จ่ายแผ่นดิน และยังดีต่อสิ่งแวดล้อม ลดการปล่อยคาร์บอนด้วย ลองคิดดูสิ ถ้าทุกถนนใช้ไฟน้อยลง เงินที่ประหยัดได้เอาไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ได้อีกเพียบ

ประโยชน์ของหลอดไฟ LED ในมาตรการนี้

หลอด LED ไม่ใช่แค่ประหยัดไฟ แต่ยังมีข้อดีอีกมากมาย:

  • ประหยัดพลังงาน: ใช้ไฟน้อยกว่าหลอดเก่า 80% ทำให้ค่าไฟลดฮวบ
  • อายุการใช้งานยาว: ไม่ต้องเปลี่ยนบ่อย ลดต้นทุนซ่อมบำรุง
  • แสงสว่างดี: ให้แสงขาวสว่างเท่ากันหรือดีกว่า ไม่ทำให้ถนนมืด
  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม: ไม่มีสารปรอทเหมือนหลอดฟลูออเรสเซนต์
  • ควบคุมได้: สามารถติดตั้งระบบเซ็นเซอร์เปิด-ปิดอัตโนมัติตามแสงหรือการจราจร

เห็นไหมครับว่า มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ไม่ใช่แค่ลดไฟ แต่เป็นการอัพเกรดระบบไฟทั้งหมดให้ทันสมัย

ในมุมส่วนตัวผมคิดว่านี่เป็นตัวอย่างที่ดีของรัฐบาลที่คิดถึงอนาคตจริงๆ โดยเฉพาะในช่วงที่พลังงานโลกตึงเครียดแบบนี้ ถ้าทุกคนช่วยกันประหยัด เช่น ปิดไฟในบ้าน ปิดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่จำเป็น ก็จะช่วย國家ได้อีกเยอะ ลองสังเกตถนนใกล้บ้านคุณดูสิว่ามีการปรับเปลี่ยนยัง!

ถ้าคุณอยากช่วยรัฐบาลประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ และครอบครัวรู้จักมาตรการดีๆ นี้กันเถอะ หรือคอมเมนต์บอกเราว่าคุณมีไอเดียประหยัดพลังงานอะไรบ้างนะครับ!

ที่มา – รัฐบาลเผย มาตรการลดใช้ไฟฟ้าแสงสว่างบนถนน ตั้งแต่ 1 พ.ค. 69 ประหยัดค่าไฟฟ้าได้ถึง 40 %

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026 เป็นข่าวร้อนที่สร้างความตื่นเต้นให้กับวงการท่องเที่ยวไทยเลยทีเดียว! งานนี้จัดขึ้นเพื่อโปรโมทเสน่ห์ไทยผ่านวัฒนธรรมป๊อปที่ทันสมัย ดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้มาไทยมากขึ้น โดยตั้งเป้า 1.2 ล้านคนในปี 2569 มาดูกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ณ สวนสาธารณะโยโยงิ กรุงโตเกียว รัฐบาลไทย โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการต่างประเทศ และพันธมิตรต่างๆ ร่วมจัดงาน Thai Festival Tokyo 2026 ครั้งที่ 26 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “Amazing Thailand: Thai Pop Culture Move” เน้นนำเสนอ Thai Pop Culture ที่ผสมผสานวัฒนธรรม ศิลปะ ดนตรี มวยไทย คราฟต์ และไลฟ์สไตล์ไทยร่วมสมัย ให้เข้ากับสไตล์นักท่องเที่ยวญี่ปุ่นรุ่นใหม่ที่ชอบอะไรแปลกใหม่ สดใส และสร้างสรรค์

ปีนี้พิเศษตรงที่ออกแบบพื้นที่แบบ “ซอยไทย” สีสันสดใส ทันสมัย แบ่งเป็น 5 โซนหลัก บวกเวทีกลาง เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้สัมผัสประสบการณ์ไทยแบบเต็มๆ

โซนกิจกรรมเด่นในงาน Thai Festival Tokyo 2026

  • SOI 1: TAT Experience Hub & Partner Zone – จุดให้ข้อมูลท่องเที่ยวไทยครบครัน พร้อมกิจกรรมร่วมกับสายการบินพันธมิตร ช่วยวางแผนทริปมาไทยง่ายๆ
  • SOI 2: Thai Craft & Textile Workshop by JUTATIP – เวิร์กช็อปทอผ้าไทย ถ่ายทอดภูมิปัญญาชาวบ้านและแนวคิดยั่งยืน สนุกและได้ของที่ระลึกกลับบ้าน
  • SOI 3: Thai Pop Culture Playground by TOMATO TWINS – ค้นหา “Your Thai Vibe” ผ่าน T-POP อาหารไทย ศิลปะ และ Wellness แบบไทยๆ ร่วมสมัยสุดคูล
  • SOI 4: Siam Si Experience – ประสบการณ์เซียมซีไทยจากวัดดัง ในสไตล์โมเดิร์น ลองเสี่ยงทายดวงแบบไทยแท้
  • SOI 5: Muay Thai Experience by LONGNUAMBOYZ – สัมผัสเสน่ห์มวยไทยผ่านแฟชั่นสตรีทและกิจกรรม互动 สนุกมันส์แบบไม่ต้องชกจริง
  • Main Stage: รถแห่ไทย – เวทีกลางโชว์ T-POP ดนตรี ศิลปะ และวัฒนธรรมไทยทั้งวัน ไม่มีเบื่อแน่นอน

“ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026 ครั้งนี้ ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการผลักดันไทยสู่ Global Cultural Destination ด้วย Soft Power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่าการบูรณาการทุกหน่วยงานจะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้ชาวญี่ปุ่นมาท่องเที่ยวไทยจริงๆ

งานนี้ไม่ใช่แค่งานเทศกาล แต่เป็นการเชื่อมโยงวัฒนธรรมไทยกับญี่ปุ่น สร้างภาพลักษณ์ไทยที่ทันสมัย เข้าถึงง่าย โดยเฉพาะ Illustration สีสันสดใสที่ดึงดูดคนรุ่นใหม่ หากคุณเป็นแฟน Thai Pop Culture อย่าง T-POP มวยไทย หรือคราฟต์ไทย งานนี้คือ天堂เลย!

นอกจากนี้ ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทยหลังโควิด โดยตั้งเป้านักท่องเที่ยวญี่ปุ่น 1.2 ล้านคนในปี 2569 ซึ่งเป็นตลาดใหญ่และมีศักยภาพสูง ด้วยการนำเสนอประสบการณ์เชิงสร้างสรรค์ที่แตกต่างจากงานเทศกาลไทยทั่วไป

หากคุณกำลังวางแผนท่องเที่ยว ลองศึกษาข้อมูลจาก ททท. และจองตั๋วมาไทยเลย! ประเทศไทยพร้อมต้อนรับด้วยรอยยิ้มและวัฒนธรรมสุดเจ๋ง สนับสนุน Thai Soft Power ไปด้วยกันนะ

ที่มา – “ทีมไทยแลนด์” บุกโตเกียว เปิดคูหาในงาน Thai Festival Tokyo 2026

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังดื้อยา

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่อเฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70% นับเป็นสัญญาณเตือนภัยร้ายแรงต่อสุขภาพประชาชน รองโฆษกรัฐบาลได้ออกมาเผยข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนปัญหานี้อย่างชัดเจน โดยเรียกร้องให้ทุกคนใช้ยาปฏิชีวนะอย่างรับผิดชอบเพื่อหยุดยั้งวิกฤตนี้

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health

วันที่ 9 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาล โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข ได้ร่วมมือกับเครือข่ายโรงพยาบาล 141 แห่งจาก 77 จังหวัด ดำเนินการเฝ้าระวังเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพทางห้องปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ข้อมูลย้อนหลัง 10 ปี จาก พ.ศ. 2558 ถึง 2568 แสดงให้เห็นปัญหาที่น่ากังวล

แนวคิด ระบบสุขภาพ One Health เป็นกลยุทธ์สำคัญที่เชื่อมโยงสุขภาพของมนุษย์ สัตว์ และสิ่งแวดล้อมเข้าด้วยกัน เพื่อรับมือกับภัยคุกคามข้ามสายพันธุ์ เช่น การดื้อยาของเชื้อโรค ซึ่งหากไม่จัดการอาจนำไปสู่การระบาดใหญ่ในอนาคต

เชื้อดื้อยาในไทยพุ่งสูงเกิน 70%

เชื้อ Acinetobacter calcoaceticus-baumannii complex มีอัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ซึ่งเป็นยาต้านจุลชีพทางเลือกสุดท้าย สูงกว่า 70% และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผู้ป่วยที่ติดเชื้อนี้เสี่ยงสูงที่จะไม่มียารักษาได้ทันท่วงที ส่งผลให้อัตราการเสียชีวิตสูงขึ้น

เชื้อ Klebsiella pneumoniae แสดงแนวโน้มดื้อยากลุ่ม carbapenem เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง และดื้อยากลุ่ม third generation cephalosporin ถึง 35-45% ยากลุ่มนี้ใช้รักษาการติดเชื้อแบคทีเรียหลายชนิด หากดื้อยา จะกระทบการรักษาโรคติดเชื้อรุนแรงอย่างมาก

สำหรับเชื้อ E. coli อัตราการดื้อยากลุ่ม carbapenem ยังต่ำ แต่ดื้อยา ceftriaxone และ cefotaxime ในระดับสูง สะท้อนว่าปัญหาเชื้อดื้อยาไม่ได้จำกัดแค่โรงพยาบาล แต่แพร่สู่ชุมชนแล้ว

สาเหตุและผลกระทบของเชื้อดื้อยา

การดื้อยาเกิดจากการใช้ยาปฏิชีวนะผิดวิธี เช่น กินไม่ครบคอร์ส ซื้อยากินเอง หรือใช้ในปศุสัตว์มากเกินไป ส่งผลให้แบคทีเรียปรับตัวได้ ผลกระทบคือ ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น การรักษายากขึ้น และเสียชีวิตเพิ่ม โดยองค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่าเชื้อดื้อยาทำให้เสียชีวิตกว่า 700,000 คนต่อปีทั่วโลก และไทยก็เผชิญปัญหาคล้ายกัน

  • อัตรา Acinetobacter ดื้อยา carbapenem >70%
  • Klebsiella ดื้อยา third gen cephalosporin 35-45%
  • E. coli ดื้อยา ceftriaxone สูงต่อเนื่อง

คำแนะนำจากรัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health

รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่อให้ทุกภาคส่วนร่วมมือ โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเฝ้าระวังต่อเนื่อง สำหรับประชาชน:

  • กินยาปฏิชีวนะให้ครบตามแพทย์สั่ง แม้อาการดีขึ้น
  • ห้ามซื้อยากินเอง ห้ามหยุดยาเอง ห้ามแบ่งยา
  • ป้องกันการติดเชื้อด้วยล้างมือ สวมหน้ากาก
  • สนับสนุนการใช้ยาในสัตว์อย่างสมเหตุผล

การดำเนินงานภายใต้ One Health จะช่วยชะลอการแพร่กระจายเชื้อดื้อยา สร้างนโยบายสาธารณสุขที่ยั่งยืน

ในฐานะประชาชน เราควรตระหนักและลงมือทำทันที การใช้ยาอย่างรับผิดชอบไม่เพียงปกป้องตัวเอง แต่ยังรักษาโลกให้ลูกหลานด้วย ลองเริ่มจากครั้งต่อไปที่เจ็บป่วย ปรึกษาแพทย์เสมอ และหลีกเลี่ยงการซื้อยาเอง สนับสนุนรัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เพื่ออนาคตที่ปลอดภัยยิ่งขึ้น

ที่มา – รัฐบาลชูระบบสุขภาพ One Health เฝ้าระวังภาวะดื้อยาทั้งระบบ หลังพบเชื้อดื้อยาพุ่งเกิน 70%

รัฐบาลรุกปราบลักลอบบุหรี่-บุหรี่ไฟฟ้า ยึด 409 ล้าน

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท ในช่วงเวลาตั้งแต่ตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 นับเป็นผลงานที่โดดเด่นในการบูรณาการกำลังจากหน่วยงานต่างๆ เพื่อสกัดกั้นสินค้าผิดกฎหมายเหล่านี้ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและรายได้ของรัฐ

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท

ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐบาลได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมศุลกากร กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมมือกันปราบปรามอย่างเข้มข้น โดยผลการปฏิบัติงานในปีงบประมาณ 2569 สามารถตรวจยึดของกลางได้มูลค่ารวมสูงถึง 409 ล้านบาท

สถิติการตรวจยึดของกลางที่สำคัญ

ผลการจับกุมมีดังนี้

  • บุหรี่ผิดกฎหมาย: 49,064,878 มวน มูลค่า 225 ล้านบาท
  • บุหรี่ไฟฟ้าและอุปกรณ์: 548,577 ชิ้น มูลค่า 71 ล้านบาท
  • ก๊าซไนตรัสออกไซด์ (ก๊าซหัวเราะ): 140,200 กระบอก มูลค่า 95 ล้านบาท
  • สารเอโทมิเดต: 28 กิโลกรัม มูลค่า 18 ล้านบาท

ตัวเลขเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปิดช่องโหว่ตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง

รูปแบบการลักลอบนำเข้าที่เปลี่ยนแปลงไป

ผู้กระทำผิดปรับวิธีการเพื่อหลบเลี่ยงการตรวจสอบ เช่น แยกชิ้นส่วนบุหรี่ไฟฟ้า (ตัวเครื่อง แบตเตอรี่ น้ำยา) แล้วสำแดงเท็จเป็นสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซุกซ่อนในตู้คอนเทนเนอร์สินค้าอุปโภค สำหรับบุหรี่มวน หันมาใช้ช่องทางออนไลน์และพัสดุไปรษณีย์ โดยใน 2 เดือนล่าสุด อายัดพัสดุจากภาคใต้กว่า 4,000 หีบห่อ

ตัวอย่างกรณีเด่นในเดือนเมษายน 2569:

  • ตรวจใบขนสินค้าจากจีน พบบุหรี่ไฟฟ้าครบชุด 52,000 ชิ้น และน้ำยา 100 แกลลอน มูลค่า 6 ล้านบาท
  • ยึดบุหรี่ไฟฟ้าจากพัสดุที่สำนักงานศุลกากรภาคที่ 4: 52,742 ชิ้น มูลค่า 15 ล้านบาท
  • จับผู้โดยสารที่สุวรรณภูมิจากญี่ปุ่น: บุหรี่ไฟฟ้า 21 เครื่อง ไส้ 165,600 มวน มูลค่า 9 แสนบาท
  • ยึดบุหรี่ต่างประเทศ 14,028 คอตตอน (2,805,520 มวน) มูลค่า 13 ล้านบาท

สารเสพติดรูปแบบใหม่ที่น่ากังวล

นอกจากนี้ ยังพบการลักลอบสารเอโทมิเดตจากอินเดีย 28 กก. ซึ่งนำมาผสมน้ำยาบุหรี่ไฟฟ้าเป็น “น้ำมันอวกาศ” หรือ “บุหรี่ซอมบี้” ส่งผลต่อระบบทางเดินหายใจ หัวใจ สมอง ส่วนก๊าซหัวเราะปรับบรรจุเป็นกระป๋องเล็ก ยึดได้ 135,936 กระบอก มูลค่า 24 ล้านบาทใน 4 เดือนแรกของปี

รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท ถือเป็นตัวอย่างของการทำงานเชิงรุกที่ประสบความสำเร็จ โดยบุหรี่ไฟฟ้าห้ามนำเข้า ครอบครอง จำหน่ายเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนมีโทษหนัก

รัฐบาลขอให้ประชาชนตระหนักถึงภัยร้ายจากสารเคมีเหล่านี้ และหลีกเลี่ยงการใช้หรือสนับสนุน หากพบเห็นการลักลอบ สามารถแจ้งกรมศุลกากรหรือตำรวจได้ทันที เพื่อช่วยกันปกป้องสังคมและสุขภาพของคนไทย การปราบปรามครั้งนี้ไม่เพียงยึดทรัพย์สินเถื่อน แต่ยังตัดวงจรอาชญากรรมที่กระทบความมั่นคงทางสังคมในระยะยาว

ที่มา – รัฐบาล รุกปราบพวกลักลอบนำเข้าบุหรี่ บุหรี่ไฟฟ้า ก๊าซหัวเราะ ยึดของกลางได้กว่า 409 ล้านบาท

ลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย 6,748 คดี

ในยุคที่การช้อปปิ้งออนไลน์บูมสุดๆ ผู้บริโภคอย่างเราต้องระวังตัวให้ดี เพราะผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายแพร่กระจายเต็มแพลตฟอร์ม ล่าสุดรัฐบาลประกาศผลงานเด็ด ลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ดำเนินคดี 6,748 คดี มูลค่าของกลาง 1,152 ล้าน บาท! มาดูกันว่ารัฐบาลทำอะไรบ้างเพื่อปกป้องเรา

ลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ดำเนินคดี 6,748 คดี มูลค่าของกลาง 1,152 ล้าน

วันที่ 3 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่ารัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการคุ้มครองผู้บริโภค โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่การซื้อขายออนไลน์เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่ก็มาพร้อมความเสี่ยงจากโฆษณาโอ้อวดเกินจริง การแอบอ้างสรรพคุณที่ไม่มีอยู่จริง ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้จดทะเบียน หรือแย่กว่านั้นคือลักลอบใช้สารอันตรายที่เป็นพิษต่อร่างกาย

เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ดำเนินมาตรการเชิงรุกแบบเข้มข้น ตั้งแต่ปี 2566 จนถึงปัจจุบัน สามารถปิดกั้นโฆษณาผิดกฎหมายได้มากถึง 121,494 รายการ ลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ดำเนินคดี 6,748 คดี ทลายแหล่งผลิตและจำหน่ายผิดกฎหมาย 576 แห่ง มูลค่าของกลางรวมกว่า 1,152 ล้านบาท ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ที่ทำให้ตลาดสะอาดขึ้น ผู้บริโภคปลอดภัยมากขึ้น

เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายอย่างไร

อย. ไม่ได้หยุดอยู่แค่การตรวจสอบแบบเก่าๆ แต่ก้าวหน้าด้วยการนำเทคโนโลยี AI และ API มาใช้ ร่วมมือกับแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ออนไลน์ 10 แห่ง ได้แก่ Lazada, Shopee, Grab, LINE MAN, LINE, Facebook, Instagram, Threads, TikTok และ Lemon8 ระบบ AI นี้จะตรวจจับและคัดกรองโฆษณากับผลิตภัณฑ์ต้องสงสัยแบบเรียลไทม์ โดยใช้ Blacklist Keywords กว่า 92,120 คำที่เป็นคำต้องห้าม

นอกจากนี้ ยังขยายเครือข่ายเฝ้าระวังผ่าน Rapid Report ครอบคลุม 76 จังหวัดทั่วประเทศ และ 3 สภาวิชาชีพ ทำให้การปิดกั้นโฆษณาและดำเนินคดีรวดเร็วทันใจ ลดช่องโหว่ที่มิจฉาชีพจะหลบซ่อนได้

ผู้บริโภคทำอะไรได้บ้างเพื่อป้องกันตัวเอง

ถึงรัฐบาลจะลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายแบบสุดกำลัง แต่เราก็ต้องช่วยตัวเองด้วยนะครับ ตรวจสอบเลขที่จดแจ้ง อย. บนฉลากทุกครั้งก่อนซื้อ อย่าหลงเชื่อรีวิวหรือโฆษณาที่สัญญาว่าจะผอมหุ่นดีขาวไวในชั่วข้ามคืน โดยเฉพาะอาหารเสริม ยา หรือเครื่องสำอางที่อ้างสรรพคุณรักษาโรค

  • เช็คเลข อย. ที่ เว็บไซต์ อย.
  • หลีกเลี่ยงสินค้าจากร้านค้าออนไลน์ที่ไม่มีที่อยู่ชัดเจน
  • ไม่ซื้อสินค้าที่ราคาถูกเกินจริงหรือโฆษณาเกินจริง
  • หากสงสัย สามารถร้องเรียนได้ 6 ช่องทางทันที

ช่องทางร้องเรียนที่สะดวก: สายด่วน อย. 1556, Line @FDAThai, Facebook: FDAThai, E-mail: [email protected], ตู้ ปณ. 1556, หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดใกล้บ้าน

การ ลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ดำเนินคดี 6,748 คดี มูลค่าของกลาง 1,152 ล้าน บาทนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือเครื่องพิสูจน์ว่ารัฐบาลจริงจังกับการปกป้องสุขภาพประชาชน ในอนาคตคาดว่าจะเข้มข้นยิ่งขึ้นด้วยเทคโนโลยีใหม่ๆ ผู้บริโภคอย่างเราจึงควรตื่นตัว รายงานทุกครั้งที่เจอสิ่งผิดปกติ เพื่อให้ตลาดออนไลน์ไทยสะอาดและปลอดภัยยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านเลือกซื้อสินค้าอย่างรอบคอบ ตรวจสอบให้ชัวร์ก่อนตังค์หลุดมือ สุขภาพดีอยู่กับเรานานๆ นะครับ!

ที่มา – ลุยปราบผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมาย ดำเนินคดี 6,748 คดี มูลค่าของกลาง 1,152 ล้าน

Scroll to top