พลังงาน

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ได้ให้สัมภาษณ์อย่างน่าสนใจเมื่อวันที่ 25 มีนาคม 2569 ที่รัฐสภา โดยชี้ว่าการบริหารจัดการพลังงานต้องบูรณาการทุกกระทรวงเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

นายยศชนัน เปิดเผยในการประชุมสภาครั้งแรกว่าพรรคเพื่อไทยเตรียมเสนอญัตติเพื่อความพร้อมในการบริหารพลังงาน ซึ่งเป็นประเด็นที่พรรคได้หารือกันมานาน การพูดคุยในสภาวันนี้จะเป็นการหารืออย่างเป็นทางการ โดยเน้นมาตรการเร่งด่วนและการทำงานเชิงพื้นที่ เพื่อรวบรวมข้อมูลและบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ

ที่สำคัญ เขาย้ำว่าวิกฤตพลังงานไม่ใช่เรื่องของกระทรวงพลังงานเพียงแห่งเดียว แต่ต้องอาศัยการประสานงานจากทุกกระทรวง ไม่ว่าจะเป็นระยะสั้น กลาง หรือยาว บรรยากาศในพรรคร่วมรัฐบาลมีการพูดคุยอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมให้ว่าที่รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง

เหตุใดจึงต้องปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ

“ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เพราะปัญหานี้เชื่อมโยงกับปัจจัย 4 ที่สำคัญของประชาชน ท่ามกลางงบประมาณที่จำกัด การบริหารต้องแบบบูรณาการเพื่อประโยชน์สูงสุด เขาเปรียบว่าปัญหานี้มีหลายมิติ เริ่มจากความเดือดร้อนเร่งด่วน แล้วกระจายไปยังประเด็นอื่นๆ หากไม่ปรับโครงสร้าง อาจแก้ปัญหาได้เพียงชั่วคราว

  • ปัญหาวิกฤตน้ำมันที่กระทบราคาน้ำมันแพง
  • การพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศมากเกินไป
  • โครงสร้างพื้นฐานพลังงานที่ล้าสมัย
  • ขาดการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐ
  • จำเป็นต้องส่งเสริมพลังงานทดแทน เช่น โซลาร์ ลม และไฮโดรเจน

นอกจากนี้ ในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล นายยศชนันยืนยันว่าไม่กังวลเรื่องวิกฤตจะกระทบรัฐบาลใหม่ เพราะเมื่อรับผิดชอบแล้วต้องจัดการให้ดีที่สุด

ความคืบหน้าส่งชื่อว่าที่ รมต. พรรคเพื่อไทย

อีกประเด็นสำคัญคือการเตรียมทีมรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทยได้ส่งชื่อว่าที่รัฐมนตรีตรวจสอบคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กำกับดูแลกระทรวงพลังงานและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง นี่แสดงถึงความพร้อมของพรรคในการรับมือวิกฤตพลังงานทันทีที่เข้ารับตำแหน่ง

การปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ในยุคที่ราคาน้ำมันผันผวนจากปัจจัยโลก เช่น สงครามยูเครนและปัญหาซัปพลายเชน ทำให้ไทยต้องเร่งปฏิรูป พรรคเพื่อไทยมีแผนชัดเจนในการลดการพึ่งพาน้ำมันฟอสซิล ส่งเสริมรถ EV และโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนให้ประชาชนในระยะยาว

จากมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การปรับโครงสร้างดังกล่าวจะช่วยให้ไทยก้าวสู่พลังงานยั่งยืน ลดการปล่อยคาร์บอน และแข่งขันได้ในเศรษฐกิจโลก นายยศชนันยังชี้ว่าการทำงานร่วมกันระหว่างพรรคร่วมรัฐบาลจะเป็นกุญแจสำคัญ

สุดท้ายแล้ว “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ ถือเป็นวิสัยทัศน์ที่ตอบโจทย์อนาคต หากรัฐบาลใหม่ดำเนินการได้จริง ประชาชนจะได้รับประโยชน์โดยตรง ลองคิดดูสิครับ ถ้าเรามีระบบพลังงานที่แข็งแกร่ง ราคาน้ำมันไม่ผันผวน เศรษฐกิจก็จะเติบโตได้แน่นอน

ติดตามข่าวสารการเมืองและพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลดีๆ กันนะครับ!

ที่มา – “ยศชนัน” มองควรปรับโครงสร้างพลังงานทั้งระบบ เผยส่งชื่อว่าที่ รมต.เพื่อไทยตรวจคุณสมบัติครบแล้ว

“เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล

ในสถานการณ์วิกฤตพลังงานที่กำลังรุนแรงขึ้นทั่วโลก “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล โดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้ออกมาชี้แจงถึงปัญหาการขาดแคลนน้ำมันหน้าปั๊มที่เกิดขึ้น สาเหตุหลักมาจากสงครามในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนอย่างหนัก รัฐบาลต้องเผชิญกับความท้าทายในการบริหารจัดการพลังงานให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน

“เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล

นายเอกนิติ เน้นย้ำว่า การพยายามตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตร แม้จะเป็นมาตรการช่วยเหลือประชาชนในระยะสั้น แต่กลับนำไปสู่ปัญหาการกักตุนน้ำมัน เพราะประชาชนแห่ไปเติมน้ำมันก่อนราคาขึ้น ส่งผลให้ความต้องการน้ำมันดีเซลพุ่งสูงจาก 67 ล้านลิตรต่อวัน เป็น 80-100 ล้านลิตรต่อวัน ซึ่งเกินกำลังการกลั่นสูงสุดที่ 76 ล้านลิตรต่อวัน และระบบขนส่งไม่ทัน รัฐบาลจึงต้องยอมรับความจริงและปรับตัวตามกลไกตลาด

ปัญหานี้ไม่ใช่แค่น้ำมันขาด แต่เป็นวิกฤตซ้ำซ้อนที่ครอบคลุมก๊าซธรรมชาติและวัตถุดิบอื่นๆ สถานการณ์ยืดเยื้อและรุนแรงกว่าที่คาด ทำให้รัฐบาลต้องเร่งสั่งการแก้ไขหลายมาตรการ เพื่อให้ระบบจำหน่ายน้ำมันกลับสู่ภาวะปกติ

สาเหตุหลักที่ทำให้เกิดปัญหา “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล

จากคำชี้แจงของนายเอกนิติ มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้เกิดการขาดแคลนน้ำมัน ดังนี้

  • พฤติกรรมการกักตุน: ประชาชนคาดว่าราคาจะขึ้น จึงรีบไปเติมน้ำมันจำนวนมาก
  • ช่องทางการขนส่งจำกัด: รถบรรทุก รถไฟ เรือ และท่อขนส่งถูกจำกัดเวลา ไม่สามารถเร่งส่งได้ทันความต้องการที่พุ่งสูงกะทันหัน
  • ปั๊มยี่ห้อรองขาดแคลน: Jobber ไม่ได้รับน้ำมัน ส่งผลให้ผู้บริโภคแห่ไปปั๊มใหญ่
  • กลุ่มผู้ใช้น้ำมันพิเศษ: เรือประมงใช้น้ำมันเขียวหรือลักลอบจากมาเลเซีย แต่ตอนนี้ราคาต่างประเทศแพงกว่า จึงหันมาแย่งเติมที่ปั๊มปกติ

รัฐบาลได้ตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อปราบปรามการกักตุนและเอาเปรียบประชาชน พร้อมติดตามข้อมูลการผลิตน้ำมันจากบริษัทต่างๆ ทุกวัน เพื่อยืนยันว่าน้ำมันดิบมีเพียงพอ

แนวทางแก้ไขวิกฤตน้ำมันที่รัฐบาลสั่งการทันที

เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลน รัฐบาลมีมาตรการเร่งด่วน ดังนี้

  • ปรับลดสัดส่วนสำรองน้ำมันตามกฎหมายกลับมาเหลือ 1% เพื่อระบายน้ำมันจากคลังสู่หน้าปั๊ม
  • ยกเลิกข้อกำหนดเพิ่มสำรองน้ำมันที่ทำให้ผู้ค้าต้องเก็บสต็อก
  • ปลดล็อกให้รถขนส่งน้ำมันวิ่งได้ตลอด 24 ชั่วโมง
  • กำกับให้เรือประมงได้รับน้ำมันจากผู้ค้าโดยตรง ลดการแย่งซื้อที่ปั๊ม

นอกจากนี้ ยังเตรียมให้ราคาน้ำมันดีเซลลอยตัวตามตลาดโลก โดยเทียบกับราคาในภูมิภาคอย่างมาเลเซีย ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและภาษีสรรพสามิตช่วยลดภาระประชาชน พร้อมปราบปรามการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้า โดยมีนางศุภจี สุธรรมพันธ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ดูแลด้านนี้

มาตรการระยะยาวเพื่อรับมือความผันผวนราคาน้ำมัน

สำหรับระยะยาว รัฐบาลมุ่งผลักดันพลังงานทางเลือก เช่น ไบโอดีเซล เอทานอล น้ำมันปาล์ม การประหยัดพลังงาน และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) สำหรับผลิตไฟฟ้า โครงการ “เศรษฐกิจสีเขียว พลัส” จะเน้น Solar Farm, Solar ลอยน้ำ และ Solar Rooftop โดยมีสิทธิลดหย่อนภาษีและระบบซื้อคืนไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนพลังงานและเพิ่มขีดความสามารถแข่งขันของประเทศ

วิกฤตนี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่า “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล จริงๆ การบอกความจริงและช่วยกันปรับตัวตามตลาดโลกคือทางออกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ขนส่ง อุตสาหกรรม และเกษตรกร

สุดท้ายนี้ ผู้บริโภคควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และปรับพฤติกรรมการใช้พลังงานให้ประหยัดมากขึ้น เพื่อช่วย國家ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปด้วยกัน หากสนใจข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับราคาน้ำมันและพลังงานทางเลือก สามารถติดตามบล็อกของเราได้เลย!

ที่มา – “เอกนิติ” แจงฝืนกลไกตลาดด้วยการตรึงราคาไม่ได้ผล ต้องบอกความจริงประชาชน

“สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่

วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นกระแสในโซเชียลกันหน่อยนะครับ “สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนหลังจากท่าน สว.ปฏิมา จีระแพทย์ อภิปรายในสภาเรื่องผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลางต่อไทย หลายคนเข้าใจผิดว่าท่านกำลังล้อเลียนหรืออะไร แต่จริงๆ แล้วเจตนาดีมากเลยครับ หวังให้ทุกคนตระหนักและเตรียมตัวรับมือหากเกิดวิกฤตจริงๆ

“สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่

เมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2567 เวลา 11.20 น. ที่รัฐสภา สว.ปฏิมา ได้แถลงชี้แจงอย่างชัดเจนเกี่ยวกับการอภิปรายวาระเร่งด่วน เรื่องปัญหาที่ไทยอาจได้รับผลกระทบจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง ท่านแนะนำให้ประชาชนหันมาปลูกผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เพื่อความมั่นคงทางอาหาร หลังจากมีกระแสวิจารณ์ในโลกออนไลน์ ท่านยืนยันว่าไม่มีเจตนาทำให้ใครเข้าใจผิด แต่เป็นการกระตุ้นให้ทุกคนตระหนักถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจริง

ท่านเล่าว่า ถ้าลองนึกย้อนไปสมัยโควิด-19 ทุกคนจำได้ใช่ไหมครับ? คนเมืองที่อยู่คอนโดในกรุงเทพฯ ลำบากสุดๆ แม้มีเงินแต่ซื้ออาหารไม่ได้เพราะล็อกดาวน์ แต่คนต่างจังหวัดที่มีที่ดินนิดหน่อย สามารถปลูกผักกินเอง เลี้ยงไก่มีไข่กิน เลี้ยงปลาในบ่อ ได้อยู่รอดสบายๆ นี่แหละคือบทเรียนที่ท่านอยากให้เราเรียนรู้ เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานหรือสงครามที่อาจทำให้ไม่มีน้ำมัน ไม่มีไฟฟ้า

เจตนาดีเพื่อประชาชนตระหนักวิกฤตสงคราม

“สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ โดยชี้ว่า เจตนาหลักคืออยากให้ประชาชนตระหนัก หากเกิดวิกฤตสงครามจริง เราจะเอาตัวรอดยังไง? ตอนนี้เศรษฐกิจโลกปั่นป่วน น้ำมันแพง อาหารแพง การพึ่งพาตัวเองจึงสำคัญมาก ท่านไม่ได้บอกให้ทุกคนเลิกทำงานหาเงินนะครับ แต่เป็นการเสริมสร้างความยั่งยืนให้ชีวิต

เศรษฐกิจพอเพียงคือทางออกหลัก

ท่านย้ำหนักแน่นว่า ทางออกที่ดีที่สุดคือยึดหลัก เศรษฐกิจพอเพียง ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งท่านเองก็ปฏิบัติจริง ปลูกผักในกล่องโฟมบนดาดฟ้าแค่ 5 กล่อง ก็ลดค่าใช้จ่ายได้เยอะแล้วครับ ใครๆ ก็ทำได้ ไม่ต้องมีที่ดินกว้าง

  • ประหยัดเงินค่าอาหารรายวัน
  • มีอาหารสดปลอดภัยกินเอง
  • ลดผลกระทบจากวิกฤตเศรษฐกิจโลก
  • ฝึกทักษะเอาตัวรอดในยามฉุกเฉิน
  • ส่งเสริมสุขภาพกายใจ สนุกกับการปลูก

นอกจากนี้ ท่านยังเสนอแนะว่าถ้าสนใจ ท่านพร้อมสอนวิธีทำง่ายๆ เช่น ปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ในบ้าน หรือเลี้ยงไก่ในกรงเล็กๆ เหมาะสำหรับคนเมืองยุคนี้เลย

ในมุมมองของผม การที่ “สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ นี่คือสัญญาณเตือนที่ดี โลกเราวุ่นวายจริงๆ สงครามยูเครน ตะวันออกกลาง พลังงานขาดแคลน ไทยเราก็กระทบหนัก ถ้าเราเริ่มต้นวันละนิด ปลูกผักกินเอง ลดการพึ่งพานอก ก็สบายใจขึ้นเยอะ ผมเองลองแล้ว สนุกดี ลดขยะ ลดค่าใช้จ่าย ยังได้ออกกำลังกาย

สุดท้ายนี้ อยากชวนทุกคนลองเริ่มเลยนะครับ ซื้อเมล็ดพันธุ์มาหนึ่งถุง ทำตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง แล้วชีวิตจะเปลี่ยน ถ้าวิกฤตมา เราก็พร้อม! แชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะ

ที่มา – “สว.ปฏิมา” แจงปมแนะปลูกผัก-เลี้ยงไก่ หวังให้ประชาชนตระหนักหากเกิดวิกฤตสงครามจริง

“พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งสัปดาห์นี้ต้องมีน้ำมันทุกปั๊ม

ช่วงนี้ประชาชนหลายพื้นที่กำลังเผชิญปัญหาน้ำมันขาดแคลน โดยเฉพาะดีเซลที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่งบอกว่าโควตาหมด ล่าสุด “พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งสัปดาห์นี้ต้องมีน้ำมันทุกปั๊ม เร่งเคลียร์ปมปั๊มอ้างโควตาหมด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทันที หลังจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางทำให้ราคาน้ำมันดิบผันผวน ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศพุ่งสูงผิดปกติ

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง (ศบก.) ได้แถลงข่าวเมื่อวันที่ 23 มี.ค. 2569 ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง สภาพัฒน์ฯ กระทรวงพลังงาน และกรมธุรกิจพลังงาน เพื่อชี้แจงและแจ้งมาตรการแก้ไขด่วน โดยย้ำว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจกับภาพแถวยาวเหยียดหน้าปั๊ม

นายกฯ สั่งสัปดาห์นี้ต้องมีน้ำมันทุกปั๊ม

ตามคำสั่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้งัดน้ำมันสำรองออกมาใช้ โดยผ่อนผันไม่ต้องเก็บสต็อกเพิ่มเป็น 3% แต่คงไว้ที่ 1% เพื่อระบายสู่ตลาดทันที ทำให้ปริมาณน้ำมันที่อัดฉีดเข้าปั๊มทั่วประเทศเกือบ 10,000 แห่ง เพิ่มจากวันละ 67 ล้านลิตร เป็น 82-84 ล้านลิตรต่อวัน นายพิพัฒน์ ยืนยันว่า นายกฯ สั่งสัปดาห์นี้ต้องมีน้ำมันทุกปั๊ม โรงกลั่นจะเร่งผลิตเต็มกำลัง 100% หรือบางแห่งเกินกว่านั้น เพื่อให้ผู้ค้าปลีกมาตรา 7 ได้รับน้ำมันเพียงพอ

“ภายในสัปดาห์นี้ ทุกสถานีบริการต้องมีน้ำมันขายตามปกติ ไม่มีปั๊มไหนบอกไม่มีของอีก” นายพิพัฒน์กล่าวอย่างมั่นใจ

สาเหตุความต้องการดีเซลพุ่งปรี๊ด 84 ล้านลิตร

นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ชี้แจงว่า ปัญหาหลักมาจากโลจิสติกส์ล่าช้า ทั้งขนส่งทางท่อและรถบรรทุกไม่ทันต่อความต้องการที่พุ่งจาก 65-66 ล้านลิตร เป็น 84 ล้านลิตรต่อวัน โดยเฉพาะดีเซลบางวันทะลุ 100 ล้านลิตร แม้โรงกลั่นผลิตสูงสุดได้ 77 ล้านลิตร แต่ได้เร่งเป็น 110% แล้ว

นอกจากนี้ DSI และกรมธุรกิจพลังงานตรวจคลังน้ำมัน 8 แห่ง ไม่พบผิดปกติ คลังรับ-จ่ายตรงกัน และสั่งติดราคาหน้าคลังไม่เกินราคาปั๊ม ผลตรวจปั๊ม 9,387 แห่ง พบ 8,000 แห่งรอรถส่งเพราะยอดขายพุ่ง เช่น ปั๊มที่ขายวันละ 15,000 ลิตร หมดตั้งแต่เที่ยงเพราะถูกเหมา

เคลียร์ปมปั๊มอ้างโควตาหมด ไม่ต้องรอเมษายน

หลายปั๊มอ้างโควตาเต็มต้องรอ 1 เม.ย. แต่หลังรัฐผ่อนคลาย ผู้ค้าหลักอย่างบางจาก ดึงสต็อกสำรองส่งได้ทันที นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัญหาเกิดจากภาคอุตสาหกรรมและขนส่งหันมาเติมที่ปั๊มเพราะผู้ค้าส่ง (Jobber) ขาดแคลนและแพงกว่า

  • ผู้ค้ามาตรา 7 และ 10 ต้องรายงานสต็อกรับ-จ่ายทุกวัน ก่อน 18.00 น. ทางกรมธุรกิจพลังงาน
  • กำลังผลิตดีเซลเพิ่มเป็น 80 ล้านลิตร/วัน ดึง Working Stock อุดช่องว่าง 4 ล้านลิตร
  • หากไม่รายงานหรือกักตุน จัดการเด็ดขาด

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เสริมว่าด้วยมาตรการนี้ สัปดาห์นี้ นายกฯ สั่งสัปดาห์นี้ต้องมีน้ำมันทุกปั๊ม จะเป็นจริงแน่นอน

สำรองน้ำมัน 100 วัน เอาอยู่ – ล่าไอ้โม่งกักตุน

สต็อกสำรอง 100 วันยังพอ หากความต้องการนิ่งลงและใช้น้ำมัน B7 B20 เสริม คาดสัดส่วนคง 90-100 วัน ชุดเฉพาะกิจจากมหาดไทย ตำรวจ DSI ปูพรมตรวจ ไม่พบไอ้โม่งมากนัก ยกเว้นกรณีอ่างทองและลักลอบส่งออก 20,000 ลิตร รายงานสต็อกประจำวันจะช่วยติดตามผู้กระทำผิดได้ทันที

สรุปมาตรการสำคัญที่รัฐบาลใช้แก้ปัญหาน้ำมันขาดแคลน:

  • ผ่อนผันสต็อกสำรอง ปล่อยน้ำมันเข้าตลาด
  • เร่งผลิตและขนส่งเต็มกำลัง
  • บังคับรายงานสต็อกทุกวัน สร้างโปร่งใส
  • ลงพื้นที่ตรวจสอบคลังและปั๊มทั่วประเทศ
  • ล่าไอ้โม่งฉวยโอกาสกักตุน

สถานการณ์นี้อาจมาจากความตื่นตระหนก แต่รัฐบาลแสดงจุดยืนชัดเจนแล้ว ในฐานะประชาชนเราควรหลีกเลี่ยงการตุนน้ำมันเกินจำเป็น เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงได้ หากเจอปั๊มไม่ขายทั้งที่มีของ สามารถแจ้งกรมธุรกิจพลังงานหรือสายด่วนได้ทันที คาดว่าสัปดาห์นี้ทุกอย่างจะเข้าที่เข้าทาง ช่วยให้การเดินทางและขนส่งกลับสู่ปกติ

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและพลังงานเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญ!

ที่มา – “พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งสัปดาห์นี้ต้องมีน้ำมันทุกปั๊ม เร่งเคลียร์ปมปั๊มอ้างโควตาหมด

14 องค์กรเรียกร้องแก้วิกฤตพลังงาน น้ำมันเลือด

14 องค์กรภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตพลังงาน จำลองเหตุการณ์เติม “น้ำมันเลือด” เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความฮือฮาและสะท้อนปัญหาเศรษฐกิจที่ประชาชนกำลังเผชิญ โดยเฉพาะราคาน้ำมันและค่าไฟฟ้าที่พุ่งสูงขึ้นจากสถานการณ์โลกไม่สงบในตะวันออกกลาง ทำให้ต้นทุนชีวิตของคนไทยแพงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

14 องค์กรภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตพลังงาน จำลองเหตุการณ์เติม “น้ำมันเลือด”

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 เวลา 11.00 น. ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ ทำเนียบรัฐบาล ตัวแทนจาก 14 องค์กรภาคประชาสังคมได้รวมตัวกันยื่นหนังสือร้องเรียนถึงรัฐบาล เพื่อเรียกร้องให้มีมาตรการเร่งด่วนแก้ไขวิกฤตพลังงานที่กำลังกดดันประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มแรงงาน เกษตรกร และไรเดอร์ที่ได้รับผลกระทบหนักสุด

14 องค์กรภาคประชาสังคมยื่นหนังสือที่ทำเนียบ

องค์กรที่เข้าร่วมการเรียกร้อง

  • กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย
  • กลุ่มนนทรีก้าวหน้า
  • กลุ่มเสรีเกษตรศาสตร์
  • กลุ่ม FemTonsai
  • เครือข่ายรามคำแหงเพื่อประชาธิปไตย
  • สภานักศึกษามหาวิทยาลัยรามคำแหง
  • สหภาพคนทำงาน
  • สหภาพคนทำงานแพลตฟอร์มไรเดอร์ รังสิต
  • สหภาพไรเดอร์
  • สหพันธ์คนทำงานแพลตฟอร์มแห่งประเทศไทย (สพพท.)
  • สมาคมไรเดอร์ภาคใต้
  • พรรคศรัทธาธรรม
  • ไรเดอร์ไทยเข้มแข็ง
  • MYHR

องค์กรเหล่านี้มาจากหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่กลุ่มนักศึกษา แรงงานแพลตฟอร์ม ไปจนถึงเกษตรกร ซึ่งล้วนได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้รายได้ไม่พอค่าครองชีพ

ตัวแทนองค์กรยื่นหนังสือ

3 ข้อเรียกร้องหลักเพื่อแก้วิกฤตพลังงาน

ในการยื่นหนังสือครั้งนี้ มีข้อเรียกร้องชัดเจน 3 ข้อที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการทันที ได้แก่

  • ปรับลดราคาน้ำมัน ลิตรละ 11 บาท เป็นเวลา 1 ปี โดยยกเลิกภาษีสรรพสามิตน้ำมันและปรับลดค่ากลั่น เพื่อบรรเทาภาระประชาชน
  • ลดค่าไฟฟ้า ให้เหลือหน่วยละ 3 บาท ช่วยเหลือครัวเรือนและธุรกิจขนาดเล็กที่กำลังล้มละลายจากต้นทุนสูง
  • ควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ไม่ให้ผู้ประกอบการฉวยโอกาสขึ้นราคาตามน้ำมันและค่าไฟ

การจำลองเหตุการณ์น้ำมันเลือด

การแสดงออกเชิงสัญลักษณ์สุดสะเทือนใจ

นอกจากยื่นหนังสือแล้ว กลุ่มผู้ประสานงานยังจัดแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ โดยจำลองสถานการณ์ขาดแคลนน้ำมันที่หน้าปั๊มน้ำมัน กลุ่มไรเดอร์และเกษตรกรแห่กันไปเติมน้ำมัน แต่สุดท้ายได้ “น้ำมันเลือด” แทน ซึ่งเป็นการเสียดสีรัฐบาลที่ปล่อยให้ปัญหาค้างคา จนประชาชนต้อง “เสียเลือดเสียเนื้อ” จากราคาพลังงานแพง

น้ำมันเลือด สัญลักษณ์วิกฤตพลังงาน

การแสดงนี้ได้รับความสนใจจากสื่อและประชาชนจำนวนมาก สะท้อนถึงความสิ้นหวังของคนตัวเล็กที่ต้องการการแก้ปัญหาจริงจัง ไม่ใช่แค่คำพูด

กลุ่มผู้ชุมนุมจำลองสถานการณ์

น.ส.ธิษะณา ชุณหะวัณ หรือ แก้วตา อดีต ส.ส.พรรคประชาชน ได้เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย เธอมองว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะภาคเกษตรและแรงงานที่ต้นทุนพุ่งสูง รัฐบาลควรออกมาตรการช่วยกลุ่มเปราะบาง และเปิดพื้นที่ในสภาฯ เพื่อหารืออย่างโปร่งใส

แก้วตา ร่วมสังเกตการณ์

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่ง ค่าไฟ และราคาสินค้าทุกอย่างแพงตาม เกษตรกรส่งผลผลิตไม่ได้เพราะน้ำมันดีเซลแพง ไรเดอร์วิ่งส่งอาหารต้นทุนสูงจนขาดทุน แรงงานโรงงานค่าไฟแพงจนบริษัทลดคนงาน สถานการณ์แบบนี้หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ อาจนำไปสู่ปัญหาสังคมใหญ่หลวง

ในมุมมองของผู้เขียน การเรียกร้องของ 14 องค์กรภาคประชาสังคมนี้เป็นสัญญาณเตือนที่รัฐบาลไม่ควรมองข้าม ควรนำข้อเสนอเหล่านี้มาพิจารณาดำเนินการจริง เพื่อให้เศรษฐกิจฟื้นตัวและประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น คุณคิดอย่างไรกับวิกฤตพลังงานนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลลงมือทำทันที!

ที่มา – 14 องค์กรภาคประชาสังคม เรียกร้องรัฐบาลเร่งแก้วิกฤตพลังงาน จำลองเหตุการณ์เติม “น้ำมันเลือด”

“พิพัฒน์” เผย นายกฯ สั่งชะลอเก็บน้ำมันสำรอง

ในช่วงสถานการณ์ตึงเครียดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ผู้ใช้รถยนต์ในไทยหลายคนเริ่มตื่นตระหนก ส่งผลให้เกิดภาพคิวยาวเหยียดที่ปั๊มน้ำมัน ขาดแคลนน้ำมันขาย ล่าสุด “พิพัฒน์” เผยนายกฯ สั่งชะลอเก็บน้ำมันสำรอง เพื่ออัดฉีดน้ำมันเข้าระบบให้พอกับความต้องการ เพื่อบรรเทาปัญหานี้โดยด่วน

“พิพัฒน์” เผยนายกฯ สั่งชะลอเก็บน้ำมันสำรอง เพื่ออัดฉีดน้ำมันเข้าระบบให้พอกับความต้องการ

วันที่ 23 มีนาคม 2569 หลังการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศบก. ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ โดยยืนยันว่ารัฐบาลกำลังเร่งแก้ไขปัญหาการขาดแคลนน้ำมันที่สถานีบริการต่างๆ

จากการหารือกับผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นตามมาตรา 7 พระราชบัญญัติการค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 พบว่าปัจจุบันมีการอัดฉีดน้ำมันเข้าสู่ระบบเกือบ 10,000 สถานีบริการทั่วประเทศ โดยปริมาณเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากเดิม 67 ล้านลิตร เป็น 82-84 ล้านลิตร แม้จะมากขึ้นแต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการที่พุ่งสูงจากความตื่นตระหนกของประชาชน

คำสั่งนายกฯ ชะลอเก็บน้ำมันสำรองทันที

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2569 นายกรัฐมนตรีได้ลงนามคำสั่งงดเว้นการเพิ่มอัตราการเก็บน้ำมันสำรอง โดยเดิมกำหนดให้ผู้ค้าปรับเพิ่ม 0.5% ภายใน 31 มีนาคม และอีก 1.5% ภายใน 30 เมษายน รวมเป็น 3% แต่ตอนนี้ชะลอไว้ คงอัตราเดิมที่ 1% เพื่อให้ผู้ค้าฯ และโรงกลั่นนำน้ำมันสำรองอัดฉีดสู่ตลาด ลดปัญหาขาดแคลน

นายพิพัฒน์ ระบุชัดว่านายกรัฐมนตรีสั่งการให้ภายในสัปดาห์นี้ สถานีบริการทุกแห่งต้องมีน้ำมันขาย ไม่มีคำว่า “น้ำมันหมด” อีกต่อไป ผู้ค้าฯ ได้รับทราบและเร่งปฏิบัติ โรงกลั่นก็เพิ่มกำลังการกลั่นให้ถึง 100% หรือแม้เกินกว่านั้นเพื่อผลิตให้ทัน

มาตรการเพิ่มเติมและน้ำมัน B20

นอกจากนี้ ยังมีข่าวดีสำหรับผู้ใช้รถบรรทุกและอุตสาหกรรม คือ น้ำมันสูตร B20 (ไบโอดีเซลผสม 20%) จะเริ่มวางขายภายในสัปดาห์นี้ ช่วยลดต้นทุนและส่งเสริมพลังงานทางเลือก

  • เพิ่มปริมาณน้ำมันอัดฉีดต่อวันจาก 67 ล้านลิตร เป็น 82-84 ล้านลิตร
  • ชะลอเก็บสำรอง คงที่ 1% แทนเพิ่มเป็น 3%
  • โรงกลั่นผลิตเต็มกำลัง 100%+
  • น้ำมัน B20 ออกสู่ตลาดสัปดาห์นี้
  • คาดปัญหาคิวยาวหมดไปใน 7 วัน

สถานการณ์นี้เกิดจากความกังวลสงครามตะวันออกกลางที่อาจกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันโลก ส่งผลราคาน้ำมันดิบพุ่ง แต่รัฐบาลไทยเตรียมพร้อมดี โดยมีน้ำมันสำรองในประเทศเพียงพอ หากประชาชนเลิกตื่นตระหนก ปัญหาจะคลี่คลายเร็ว

มาตรการ “พิพัฒน์” เผยนายกฯ สั่งชะลอเก็บน้ำมันสำรอง เพื่ออัดฉีดน้ำมันเข้าระบบให้พอกับความต้องการ แสดงให้เห็นความรวดเร็วของรัฐบาลในการรับมือวิกฤต แนะนำให้ผู้ใช้เติมน้ำมันตามปกติ อย่าตุนเกินจำเป็น เพื่อไม่ให้ระบบล้น

ในมุมมองผู้เขียน มาตรการนี้เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องทันเวลา ช่วยรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจและการจราจร หากทุกฝ่ายร่วมมือ สถานการณ์จะกลับสู่ปกติในไม่ช้า

เรียกดูข้อมูลเพิ่มเติม: ติดตามอัปเดตสถานการณ์น้ำมันล่าสุด และแชร์ประสบการณ์คิวยาวที่ปั๊มของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – “พิพัฒน์” เผยนายกฯ สั่งชะลอเก็บน้ำมันสำรอง เพื่ออัดฉีดน้ำมันเข้าระบบให้พอกับความต้องการ

พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

ในช่วงที่ราคาน้ำมันและค่าครองชีพปรับตัวสูงขึ้น กระทรวงพาณิชย์ได้ออกมาประกาศชัดเจน พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ อย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา สร้างความเดือดร้อนให้ประชาชน โดยเฉพาะสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ยังมีมาตรการช่วยเหลืออย่าง “ธงฟ้า-ธงเขียว” เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้กับทุกคน

พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

ตามพระราชบัญญัติว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กระทรวงพาณิชย์กำกับดูแลสินค้าอุปโภคบริโภคทั้งหมด 59 รายการอย่างใกล้ชิด แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก คือ

  • กลุ่มสินค้าควบคุมราคาเข้มงวด: สินค้าจำเป็นต่อการดำรงชีพ เช่น อาหารสำเร็จรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง นมพร้อมดื่ม (นมจืด) นมผงสำหรับเด็ก ปุ๋ยเคมี และอาหารสัตว์ ผู้ผลิตหรือผู้ขายที่อยากปรับราคาต้องขออนุญาตจากกระทรวงพาณิชย์ก่อน โดยพิจารณาต้นทุนและโครงสร้างราคาอย่างละเอียด
  • กลุ่มสินค้าควบคุมใกล้ชิด: ข้าวของเครื่องใช้ประจำวัน เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน กระดาษชำระ ยารักษาโรคและเวชภัณฑ์ สามารถปรับราคาได้แต่ต้องแจ้งกระทรวงพาณิชย์ล่วงหน้า

การกำกับดูแลนี้ช่วยให้ราคาสินค้าไม่พุ่งสูงเกินจริง โดยเฉพาะในสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกผันผวน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์สั่งการให้กรมการค้าภายในทบทวนรายการสินค้าใหม่ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เสนอคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการเพื่ออนุมัติ

มาตรการป้องกันฉวยโอกาสขึ้นราคา พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ

กระทรวงพาณิชย์บูรณาการทำงานกับผู้ว่าราชการจังหวัด พาณิชย์จังหวัด และคณะกรรมการจังหวัด ลงพื้นที่ตรวจสอบตลาดทั่วประเทศ ตรวจราคาที่แสดง ดูสต็อกสินค้า ป้องกันการปฏิเสธขาย และยืนยันว่าสินค้ามีเพียงพอ โดยเฉพาะวันที่ 23-25 มีนาคม 2569 จะมีทีมผู้บริหารลงตรวจตลาดกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อเฝ้าระวังสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ประชาชนสามารถช่วยกันเฝ้าระวังได้ หากพบราคาไม่เป็นธรรมหรือสินค้าขาดแคลน สามารถแจ้งสายด่วน 1569 ได้ทันที กระทรวงจะดำเนินการตรวจสอบและลงโทษผู้กระทำผิดทันที

มาตรการธงฟ้า-ธงเขียว ลดค่าครองชีพประชาชน

เพื่อช่วยเหลือโดยตรง กระทรวงพาณิชย์ขยายโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” จุดขายสินค้าจำเป็นราคาพิเศษทั่วประเทศ ครอบคลุมจังหวัด อำเภอ ชุมชน ทำให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าราคาถูก เช่น ผงซักฟอก สบู่ อาหารพื้นฐาน

ควบคู่กับ “ปุ๋ยธงเขียว” ลดต้นทุนปุ๋ยเคมีราคาพิเศษสำหรับเกษตรกรในฤดูผลิต ช่วยให้ราคาผลผลิตเกษตรไม่แพงเกินไป ส่งผลดีต่อค่าครองชีพโดยรวม

นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับผู้ผลิตรายใหญ่และร้านค้าปลีก จัดสินค้าราคาพิเศษผ่านเครือข่ายรัฐและชุมชน เน้นกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย เด็ก และผู้สูงอายุ

ประโยชน์ของมาตรการธงฟ้า-ธงเขียว

  • ลดค่าใช้จ่ายสินค้าจำเป็นได้ถึง 10-20%
  • กระจายจุดขายทั่วถึง ทุกชุมชน
  • ช่วยเกษตรกรลดต้นทุน ลดราคาพืชผล
  • ป้องกันการกักตุนและเก็งกำไร

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลประชาชนท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ โดยเฉพาะผลกระทบจากสถานการณ์โลก การกำกับดูแลราคาสินค้าอย่างต่อเนื่องจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคา ทำให้ค่าครองชีพไม่สูงเกินไป

ในมุมมองของเรา มาตรการ พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ นี้เป็นก้าวสำคัญที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้จริง หากประชาชนร่วมมือแจ้งเบาะแส จะยิ่งมีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายแล้ว การมีราคาสินค้าที่เป็นธรรมคือฐานรากของเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

เรียกร้องให้คุณ: หากพบราคาสินค้าผิดปกติ อย่าลังเล โทรสายด่วน 1569 ทันที เพื่อช่วยกันรักษาความเป็นธรรม!

ที่มา – พาณิชย์ ยันกำกับดูแลราคาสินค้า 59 รายการ กันฉวยโอกาสขึ้นราคา ออกมาตรการ ธงฟ้า-ธงเขียว ลดค่าครองชีพ

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เชื่อมรัฐคุมราคา

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง เป็นข่าวดีสำหรับประชาชนที่กำลังเผชิญค่าครองชีพสูงขึ้นทุกวัน จากสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศที่ทำให้ราคาพลังงานและต้นทุนสินค้าพุ่งปรี๊ด พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ไม่นิ่งนอนใจ ร่วมกับทีม Tech Lab เปิดตัวเครื่องมือดิจิทัลสุดล้ำเพื่อช่วยเหลือโดยตรง โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อย ผู้ประกอบการ SME และเกษตรกรที่เดือดร้อนหนัก

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง

ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง อย่างไร

เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2569 ที่สำนักงานพรรคประชาธิปัตย์ นางการดี เลียวไพโรจน์ สมาชิกรัฐสภาและนายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรค พร้อมทีมงาน แถลงข่าวเปิดตัวแพลตฟอร์ม “จับตา” อย่างเป็นทางการ แพลตฟอร์มนี้เปลี่ยนบทบาทประชาชนจากผู้เดือดร้อนให้กลายเป็น “ผู้ตรวจสอบ” รายงานราคาสินค้าอุปโภคบริโภคแบบเรียลไทม์ทั่วประเทศ ผ่านแผนที่อัจฉริยะที่แสดงข้อมูลสรุปชัดเจน เห็นจุดไหนราคาผิดปกติหรือถูกกักตุนได้ทันที เหมือนมี Early Warning System ในมือทุกคน

ภาพแถลงข่าวปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา
ตัวอย่างแผนที่ราคาสินค้าบนแพลตฟอร์ม จับตา

คุณสมบัติเด่นของแพลตฟอร์ม “จับตา”

  • รายงานราคาเรียลไทม์: ถ่ายรูปใบเสร็จหรือป้อนข้อมูลราคาสินค้าที่ตลาด ตลาดนัด ร้านค้า ส่งตรงเข้าฐานข้อมูล
  • แผนที่อัจฉริยะ: แสดงจุดสีแดงเมื่อราคาพุ่งผิดปกติ ช่วยเห็นภาพรวมทั้งประเทศ
  • บูรณาการ Line OA: เข้าถึงง่าย สแกนลิงก์ https://liff.line.me/2009555163-09I8zuzR ทดลองใช้เวอร์ชันเบต้าได้เลย
  • API เชื่อมภาครัฐ: เปิดให้กระทรวงพาณิชย์ กรมการค้าภายในดึงข้อมูล ควบคุมราคาโปร่งใส

นางการดี เน้นย้ำว่า ข้อมูลจากแพลตฟอร์มจะนำไปวิเคราะห์ช่วยเหลือแบบเจาะจง อย่างโครงการช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ลดภาระ SME และสนับสนุนเกษตรกร ทดสอบระบบเต็มรูปแบบในวันที่ 24 มีนาคม ก่อนเปิดจริง ด้วยพลัง Civic Engagement ประชาชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายได้จริง

นางการดี เลียวไพโรจน์ แถลงปชป. เปิดแพลตฟอร์ม จับตา

ในยุคดิจิทัลแบบนี้ การใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาสินค้าแพงถือเป็นทางออกที่ชาญฉลาด ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง ไม่ใช่แค่รายงาน แต่เป็นเครื่องมือสร้างความโปร่งใส สร้างสมดุลให้ผู้บริโภคและผู้ขาย มันแสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อประชาชนได้จริง

เชิญชวนทุกท่าน: ลองเข้าไปทดสอบแพลตฟอร์ม “จับตา” วันนี้ที่ ลิงก์ Line รายงานราคาสินค้าที่คุณเจอ แล้วช่วยกันกดดันให้ราคาถูกลง อนาคตของค่าครองชีพอยู่ในมือเรา!

ที่มา – ปชป. เปิดแพลตฟอร์ม “จับตา” แก้สินค้าแพง พร้อมนำข้อมูลเชื่อมต่อภาครัฐคุมราคาสินค้า

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางจากวิกฤตน้ำมัน

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร ปัญหานี้กำลังเป็นที่กังวลของหลายฝ่าย โดยเฉพาะในช่วงเปิดเทอมใหม่ที่กำลังจะมาถึง ครอบครัวเกษตรกรจำนวนมากกำลังเผชิญความยากลำบากจากราคาน้ำมันพุ่งสูง ปุ๋ยแพง และผลผลิตทางการเกษตรราคาตกต่ำ ส่งผลให้รายได้ครอบครัวลดฮวบ เด็กๆ ในครัวเรือนเหล่านี้อาจต้องหยุดเรียนเพื่อช่วยพ่อแม่ทำงาน

สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร

น.ส.ณัฐยา บุญภักดี ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความเห็นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 ถึงวิกฤตน้ำมันที่กำลังซ้ำเติมครอบครัวเกษตรกร โดยชี้ว่าปีนี้สถานการณ์รุนแรงกว่าทุกปี ปัญหาต้นทุนการผลิตสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันเชื้อเพลิงที่ขาดแคลน ปุ๋ยเคมีราคาแพง และราคาขายผลผลิตที่ดิ่งลงสู่พื้นดิน ทำให้ครัวเรือนเกษตรกรจำนวนมากขาดสภาพคล่องทางการเงิน

ทุกปี เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนของรายได้ ซึ่งนำไปสู่กับดักความจนข้ามรุ่น แต่ปีนี้ยิ่งหนักหน่วงเพราะเป็นดับเบิลวิกฤต สถิติล่าสุดระบุว่า เด็กและเยาวชนในครัวเรือนภาคเกษตรมีจำนวนเกือบ 8 ล้านคน คิดเป็น 39.2% ของเด็กทั้งประเทศ และมีอัตราความยากจนสูงเกือบสองเท่าของค่าเฉลี่ยทั่วไป ครอบครัวเหล่านี้มีรายได้เฉลี่ยต่ำกว่าอาชีพอื่นๆ มาก

ผลกระทบรุนแรงต่อเด็กและเยาวชนในภาคเกษตร

จากบทเรียนวิกฤตโควิด-19 ที่ผ่านมา พบว่าเด็กในครอบครัวยากจนต้องเผชิญปัญหาหลายด้าน เช่น โภชนาการไม่เพียงพอ การเรียนรู้ถดถอย ความมั่นคงในชีวิตสั่นคลอน และการหลุดรอดจากระบบการศึกษา ปัจจุบัน วิกฤตน้ำมันกำลังเข้ามาเพิ่มแรงกดดัน ทำให้เด็กจำนวนมากอาจไม่ได้กลับไปเรียนในเทอมใหม่ สังคมไทยที่กำลังเข้าสู่วัยสูงอายุและแก่ก่อนรวย จะยิ่งขาดแคลนทุนมนุษย์คุณภาพหากไม่แก้ไขปัญหานี้ทันที

ข้อเสนอแนะเร่งด่วนจากสส.ปชน.

น.ส.ณัฐยา เรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการลดแรงกระแทกโดยด่วน เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากผลกระทบ โดยมีข้อเสนอหลักดังนี้

  • กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงการอุดมศึกษา เร่งสำรวจผลกระทบต่อนักเรียนนักศึกษาทุกระดับ แม้ช่วงปิดเทอม เพื่อเฝ้าระวังและช่วยเหลือทันที
  • กระทรวงมหาดไทย สำรวจครัวเรือนเปราะบางในท้องถิ่น เชื่อมข้อมูลกับกระทรวงศึกษาฯ เพื่อช่วยเหลือเฉพาะจุด
  • กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ ใช้ฐานข้อมูลครัวเรือนเปราะบางวางแผนเชิงรุก เป็นเจ้าภาพเชื่อมโยงทุกกระทรวง ลดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ พรรคประชาชนยังจัดทำ dashboard รับแจ้งข้อมูลจากอาสาส้มกว่า 4,500 คน เพื่อติดตามสถานการณ์ค่าครองชีพที่สูงขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อการศึกษาของเด็กๆ โดยตรง

ปัญหา สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร นี้ไม่ใช่แค่เรื่องเศรษฐกิจ แต่เป็นเรื่องอนาคตของชาติ หากรัฐบาลไม่เร่งดำเนินการ กับดักความจนจะยิ่งลึกซึ้ง และสังคมไทยจะเผชิญความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงยิ่งขึ้น การลงทุนในเด็กทุกคนคือกุญแจสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน

คุณคิดว่ารัฐบาลควรมีมาตรการอะไรเพิ่มเติมเพื่อช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – สส.ปชน. ห่วงนักเรียนกลุ่มเปราะบางอาจไม่ได้กลับไปเรียน เหตุวิกฤตน้ำมันซ้ำเติมครัวเรือนภาคเกษตร

Scroll to top