พลังงาน

“ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน ค่าไฟต่ำ 3 บาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยเรื่องที่ใกล้ตัวสุดๆ กันเลย นั่นคือ “ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน เพื่อหวังให้ค่าไฟฟ้าถูกลงต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท! พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ อดีตรัฐมนตรี ลั่นประกาศเดินหน้าทวงคืนความยุติธรรมให้ประชาชน โดยโพสต์เฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2569 เรียกร้องให้รัฐบาลเลิกอุ้มกลุ่มทุนใหญ่ๆ แล้วคืนอำนาจพลังงานให้รัฐบาลดูแลเอง เพราะบิลค่าไฟที่แพงหูฉี่นี่แหละ คือสัญญาณบอกว่าตระบบบิดเบี้ยว ประชาชนต้องจ่ายแพงเพื่อเลี้ยง “เสือนอนกิน” ที่ได้สัมปทานจากรัฐ

“ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน

ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 56 รัฐต้องถือหุ้นไม่น้อยกว่า 51% ในธุรกิจพลังงานพื้นฐาน แต่ตอนนี้ กฟผ. ผลิตไฟได้เองแค่ 30% เท่านั้น อีก 70% ถูกโยนให้เอกชนรายใหญ่ผลิต สูญเสียอธิปไตยทางพลังงานไปให้ทุนผูกขาด พันตำรวจเอกทวีชี้ว่าประเทศไทยมีทรัพยากรพลังงานดีๆ ราคาถูกเพียบ แต่ถูกจำกัดไม่ให้ผลิตเต็มที่ เช่น ลิกไนต์แม่เมาะของ กฟผ. ที่เป็นเชื้อเพลิงไทยแท้ 100% ต้นทุนแค่ 1.20-1.23 บาท/หน่วย ไม่ต้องพึ่งนำเข้า ไม่กลัวน้ำมันแพงหรือสงคราม

หรือพลังน้ำของ กฟผ. ที่กระจายทั่วประเทศ ผลิตไฟฟ้าโดยไม่ต้องซื้อเชื้อเพลิง ค่าใช้จ่ายแค่ 1.06-1.37 บาท/หน่วย โรงงานเสร็จแล้ว ตัดค่าเสื่อมหมด แต่กลับต้องซื้อไฟจากเอกชนแพงๆ 3.15-3.53 บาท/หน่วย แถมยังจ่าย “ค่าความพร้อมจ่าย” ให้เอกชนแม้โรงไฟฟ้าไม่ผลิตจริงๆ นี่คือกำไรเกินเหตุที่ดูดเงินจากกระเป๋าประชาชน!

ทรัพยากรพลังงานราคาถูกที่ถูกลืม

  • ลิกไนต์แม่เมาะ: เชื้อเพลิงไทยแท้ ต้นทุนต่ำสุด 1.20 บาท/หน่วย
  • พลังน้ำ: ทรัพยากรธรรมชาติ ไม่มีค่าน้ำมัน ค่าแค่ 1 บาทต้นๆ

ถ้าใช้ของดีพวกนี้ให้เต็มที่ ค่าไฟจะถูกลงเยอะเลยครับ

8 มาตรการลดค่าไฟจาก กมธ.พลังงาน

พันตำรวจเอกทวีอ้างรายงาน กมธ.พลังงาน สภาฯ เมื่อ 7 มี.ค. 2568 ที่เสนอ 8 มาตรการ ลดค่าไฟได้อีก 0.8588 บาท/หน่วย ถ้าทำจริง!

  • 1. ยกเว้น VAT ค่าไฟครัวเรือน ลดภาระทันที
  • 2. หยุด Adder และ FiT ให้เอกชนที่คุ้มทุนแล้ว
  • 3. เอารายได้ค่าภาคหลวง ลดต้นทุนเชื้อเพลิงประชาชน
  • 4. อปท. และกรมทางหลวง จ่ายค่าไฟเอง ไม่ผลักให้ประชาชน
  • 5. ลดเงินนำส่งรัฐจาก กฟ. เหลือ 20% เอามาลดค่าไฟ
  • 6. ทบทวนสัญญา LNG เพิ่ม Long-Term Contract 85%
  • 7. ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล กฟ. เหลือ 20%
  • 8. ตั้งคลัง LNG ปลอดอากร ลดต้นทุนก๊าซ

หยุดสัมปทานเสือนอนกิน ทำยังไง?

เพื่อค่าไฟ 2.50-3 บาท/หน่วย พันตำรวจเอกทวีเสนอชัดๆ

  • 1. สัญญา PPA เอกชนหมด ไม่ต่อ ดึงรัฐบริหารเอง
  • 2. คืน กฟผ. ผลิต 51% ตามกฎหมาย มุ่งบริการสาธารณะ
  • 3. เร่งผลิตจากลิกไนต์-พลังน้ำราคาถูก เป็นฐานค่าไฟ

สุดท้าย พันตำรวจเอกทวีย้ำว่ารัฐบาลต้องยึดประโยชน์ประชาชน รัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติ ค่าไฟถูกทำได้จริง พลังงานคือสิทธิพื้นฐาน ไม่ใช่ของนายทุน ผมเชื่อว่าถ้าทุกคนช่วยกันเรียกร้อง เราจะเห็นค่าไฟถูกลงแน่นอน คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้ด้วยนะครับ เพื่อกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “ทวี” เรียกร้องหยุดสัมปทานเสือนอนกิน หวังได้เห็นค่าไฟต่ำกว่าหน่วยละ 3 บาท

“สิทธิพล” จี้รัฐช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยววิกฤตน้ำมัน

“สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสี่ยงได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันหนักหน่วงเลยนะครับ สถานการณ์ตอนนี้มันน่าเป็นห่วงมาก โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจไทย คิดเป็น 12% ของ GDP เลยทีเดียว วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองว่าปัญหานี้มันรุนแรงแค่ไหน และอะไรที่ “สิทธิพล” สส.ปชน. เสนอให้รัฐบาลทำด่วน

“สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน

จากข่าวเมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2567 นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ออกมาแสดงความกังวลต่อวิกฤตน้ำมันที่เกิดจากสงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมันพุ่งสูง ส่งผลกระทบตรงๆ ต่อการท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากยุโรปที่ต้องบินอ้อมน่านฟ้าสงคราม ค่าเครื่องแพงขึ้นเท่าตัว สายการบินตะวันออกกลางลดเที่ยวบินลง ทำให้ยอดจองโรงแรมที่ภูเก็ตลด 10% ภาคเหนือลดถึง 30% ถ้าปล่อยไว้นานเกิน 3 เดือน นักท่องเที่ยวอาจหายไป 25% เหลือแค่ 27 ล้านคนเท่านั้น!

ไม่ใช่แค่นักท่องเที่ยวต่างชาติหรอกครับ การท่องเที่ยวในประเทศก็สะดุดหนัก คนไทยเริ่มกลัวเที่ยวเพราะ “กลัวไม่มีน้ำมันเติม” โดยเฉพาะเส้นทางสายเหนืออย่างอ่างทอง-สุโขทัย ปั๊มน้ำมันหมดเกลี้ยง รอคิวยาว ให้เติมแค่นิดเดียว สายใต้ชุมพร-นครศรีธรรมราช ก็หมดตั้งแต่เช้า คนขับรถเครียดสุดๆ ถ้าถึงสงกรานต์แล้วยังเป็นแบบนี้ ใครจะกล้าเที่ยวด้วยรถยนต์? ผู้ประกอบการอย่างที่พัทยาก็บ่น ทัวร์จีนลุ้นส่งลูกค้าถึงสนามบินทันหรือไม่ เพราะปั๊ม ปตท. หมดสนิท

ผลกระทบวิกฤตน้ำมันต่อผู้ประกอบการท่องเที่ยวที่ “สิทธิพล” เตือน

คุณลองนึกภาพดูสิครับ โรงแรม รีสอร์ท ทัวร์ รถบัสทัวร์ ตอนนี้ต้นทุนพุ่ง ค่าพลังงานแพง ลูกค้าหาย ผู้ประกอบการรายย่อยเสี่ยงเจ๊งซ้ำรอยโควิด รัฐบาลต้องเลิกบอกว่า “ไม่มีปัญหา” แล้ว ต้องลงมือจริงจัง สิทธิพลย้ำว่ารัฐต้องเข้าอกเข้าใจประชาชนและผู้ประกอบการ อย่าฟังแค่คนใกล้ชิด

เพื่อแก้ปัญหานี้ “สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสนอ 3 มาตรการหลักที่ทำได้ทันที ดังนี้

  • 1. แก้ความกลัวด้วยข้อมูล Real-time Dashboard: สร้างแดชบอร์ดแสดงสถานะปั๊มน้ำมันทั่วประเทศแบบเรียลไทม์ ให้คนวางแผนเที่ยวได้มั่นใจ ไม่ต้องเดาทางเอง สร้างความเชื่อมั่นในการเดินทาง ซึ่งเป็นหัวใจของการท่องเที่ยว
  • 2. บุกตลาดทดแทน: เร่งโปรโมชั่นดึงนักท่องเที่ยวจากเอเชีย เช่น จีน อินเดีย ญี่ปุ่น อาเซียน ที่บินตรงไม่ผ่านโซนสงคราม เพื่อชดเชยตลาดยุโรปที่หายไป
  • 3. ตาข่ายรองรับผู้ประกอบการ: ให้ บสย. ค้ำประกันสินเชื่อ ออก Soft Loan เข้าถึงง่าย ไม่ล่าช้า ป้องกันหนี้เสีย (NPL) จากลูกค้าลดและต้นทุนสูง

มาตรการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวนะครับ มันช่วยรักษาธุรกิจท่องเที่ยวนับล้านราย ช่วยเศรษฐกิจไทยไม่ให้ดิ่งเหว ถ้ารัฐบาลทำเร็ว ปัญหาน้ำมันจะไม่กลายเป็นวิกฤตใหญ่โต ภาคท่องเที่ยวจะฟื้นตัวได้ไว

ในมุมมองผม การท่องเที่ยวคือหัวใจเศรษฐกิจไทย วิกฤตแบบนี้ต้องช่วยด่วน ถ้าปล่อยไว้ ผู้ประกอบการจะล้มระนาว สุดท้ายประชาชนเดือดร้อนทั้งระบบ คุณคิดว่ารัฐบาลควรทำอะไรเพิ่ม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างเลยครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “สิทธิพล” สส.ปชน. จี้รัฐบาลเร่งช่วยผู้ประกอบการท่องเที่ยวด่วน เสี่ยงได้รับผลกระทบวิกฤตน้ำมัน

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ

ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า ซึ่งเป็นข้อเสนอสำคัญที่นายจิรวัฒน์ จังหวัด รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ได้ชูธงเมื่อวันที่ 21 มีนาคม 2567 ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันดิบผันผวนทั่วโลก สถานการณ์นี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะไทยพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันดิบกว่า 80% ของความต้องการ หากเกิดวิกฤตขาดแคลน จะส่งผลกระทบลูกโซ่ต่อเศรษฐกิจทั้งระบบ

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า โดยเน้นย้ำถึงความเสี่ยงเชิงโครงสร้างของอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ซึ่งมีมูลค่าสูงถึง 836,000 ล้านบาท คิดเป็น 5.2% ของ GDP น้ำมันดิบเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตแนฟทา (Naphtha) และอะโรเมติกส์ สำหรับพลาสติกและเคมีภัณฑ์ หากขาดแคลน โรงกลั่นจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ราคาสินค้าพุ่งสูง เช่น ถุงพลาสติก ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และบรรจุภัณฑ์อาหาร

ผลกระทบจากวิกฤตน้ำมันดิบต่อเศรษฐกิจไทย

ผลกระทบจะครอบคลุมหลายภาคส่วน ลองนึกภาพอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ต้องใช้พลาสติกน้ำหนักเบา กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่พึ่งพาเคมีภัณฑ์พิเศษสำหรับแผงวงจร สายไฟ และวัสดุก่อสร้าง แรงงานกว่า 414,000 คนในห่วงโซ่ปิโตรเคมีจะได้รับผลกระทบโดยตรง รวมถึงการส่งออกเคมีภัณฑ์มูลค่า 486,000 ล้านบาท เราเห็นสัญญาณเตือนแล้วจากราคาถุงร้อนที่ปรับขึ้น หากไม่รับมือ ภาวะเงินเฟ้อจะยิ่งรุนแรง

  • กระทบ GDP 5.2% จากอุตสาหกรรมปิโตรเคมี
  • แรงงาน 414,000 คนตกงานหรือรายได้ลด
  • ส่งออกเคมีภัณฑ์หดตัว 486,000 ล้านบาท
  • ราคาสินค้าอุปโภคพุ่ง เงินเฟ้อถีบตัว
  • ห่วงโซ่อุปทานยานยนต์-อิเล็กทรอนิกส์ชะงัก

ทางออกสู่เศรษฐกิจสีเขียวด้วยโรงกลั่นชีวภาพ

พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายชัดเจนในการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า เปลี่ยนสู่โรงกลั่นชีวภาพ (Bio-refinery) ที่ใช้วัตถุดิบจากเกษตรกรรมไทย เช่น อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์ม ซึ่งจะเพิ่มมูลค่าผลผลิตเกษตรกว่า 40 เท่า ผลิตเคมีชีวภาพ พลาสติกชีวภาพ ที่ย่อยสลายได้ ควบคู่กับเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) เช่น การรีไซเคิลพลาสติกทางเคมี เปลี่ยนขยะเป็นวัตถุดิบใหม่และพลังงาน

นโยบายนี้ไม่เพียงแก้ปัญหาวิกฤตพลังงาน แต่ยังช่วยเกษตรกรไทย สร้างรายได้ยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 ประเทศอย่างบราซิลและอินเดียประสบความสำเร็จกับバイโอเอทานอลจากอ้อยแล้ว ไทยมีศักยภาพสูงกว่าเพราะเป็นผู้ส่งออกเกษตรชั้นนำ

ประโยชน์ของการเปลี่ยนผ่านสู่ Bio-refinery

  • ลดนำเข้าน้ำมันดิบ ลดค่าใช้จ่ายปีละแสนล้าน
  • เพิ่มมูลค่าเกษตร 40 เท่า สร้างงานใหม่ในชนบท
  • ลดขยะพลาสติก สนับสนุนรีไซเคิล 100%
  • มุ่ง Net Zero ลดคาร์บอนฟุตพริ้นท์
  • แข่งขันระดับโลกในเคมีชีวภาพ

การเปลี่ยนโครงสร้างนี้ต้องกล้าและเร่งด่วน รัฐบาลควรสนับสนุนการวิจัย พัฒนาเทคโนโลยี และให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีแก่เอกชนที่ลงทุนใน Bio-refinery นอกจากนี้ ต้องบูรณาการนโยบายเกษตร-อุตสาหกรรม-พลังงาน เพื่อให้ไทยก้าวสู่การพึ่งพาตนเองอย่างแท้จริง

สุดท้าย รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า เป็นวิสัยทัศน์ที่ชาญฉลาด หากดำเนินการได้ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจไทย คุณคิดอย่างไรกับข้อเสนอนี? ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระตุ้นให้รัฐบาลลงมือทำทันที

ที่มา – รองโฆษกประชาธิปัตย์ ชงรัฐรับมือวิกฤตน้ำมันดิบ ต้องกล้าเปลี่ยนจากพึ่งพานำเข้า

ผลโพลคนกังวลค่าครองชีพสงครามตะวันออกกลาง ตรึงน้ำมันสูสี

คุณเคยกังวลไหมว่าสงครามในตะวันออกกลางจะทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่อาจผันผวนหนัก? วันนี้เรามีข้อมูลจากผลโพล คนกังวลผลกระทบค่าครองชีพจากสงครามตะวันออกกลาง ปมราคาน้ำมัน ตรึง-ปล่อยสูสีที่สถาบันพระปกเกล้าเปิดเผย ซึ่งสะท้อนเสียงประชาชนทั่วไทยชัดเจนมาก ผลสำรวจนี้ทำระหว่าง 13-16 มีนาคม 2567 กับกลุ่มตัวอย่าง 2,000 คน อายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค มาดูกันว่าประชาชนคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้

ผลโพล คนกังวลผลกระทบค่าครองชีพจากสงครามตะวันออกกลาง ปมราคาน้ำมัน ตรึง-ปล่อยสูสี

ผลโพลนี้ชี้ให้เห็นว่าคนไทยส่วนใหญ่กังวลหนักกับผลกระทบจากสงครามตะวันออกกลาง โดยเฉพาะเรื่องราคาพลังงานที่อาจทำให้ค่าครองชีพแพงขึ้นทันที การสำรวจถามว่าถ้าราคาพลังงานขึ้นจากสงคราม รัฐบาลควรทำอะไรเป็นลำดับแรก ผลออกมาสูสีสุดๆ เลยนะ

มาตรการราคาน้ำมัน: ตรึงชั่วคราวหรือปล่อยตามตลาด?

  • 29.7% อยากให้ตรึงราคาชั่วคราว เพื่อบรรเทาผลกระทบเฉพาะหน้า
  • 28.2% เห็นด้วยปล่อยตามกลไกตลาด แต่เน้นมาตรการระยะยาว
  • 23.4% เสนอใช้ภาษีหรือกองทุนน้ำมันลดภาระ
  • 15.0% ช่วยเฉพาะกลุ่มกระทบหนัก
  • 3.7% ไม่แน่ใจ

เห็นมั้ย สูสีระหว่างตรึงกับปล่อย แสดงว่าประชาชนเข้าใจทั้งสองด้าน ฝั่งตรึงต้องการช่วยทันที ลดภาระค่าครองชีพ แต่ฝั่งปล่อยกลัวภาระคลังระยะยาวจากบทเรียนเก่าๆ นี่คือสัญญาณว่ารัฐต้องมีแผนสมดุลทั้งระยะสั้นและยาว

คนไทย 70% กังวลผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

เกือบ 70% ของคนไทยค่อนข้างกังวลหรือกังวลมากกับผลกระทบจากสงครามนี้ โดยเฉพาะค่าครองชีพที่อาจพุ่งจากราคาน้ำมัน 21.2% ไม่ค่อยกังวล และ 9% ไม่แน่ใจ สำหรับการสื่อสารของรัฐบาล 50.4% พอใจแบบค่อนข้าง-มาก แต่ 35.9% ไม่พอใจเลย แบบสอบผ่านฉิวเฉียด!

นี่แสดงว่าประชาชนไม่ได้มองแค่ข่าวต่างประเทศ แต่กระทบปากท้องตรงๆ ความกังวลสูงสะท้อนความเปราะบางของครัวเรือนไทย รัฐบาลสื่อสารได้บ้าง แต่ต้องชัดเจนกว่านี้ สร้างความมั่นใจด้วยแผนรับมือที่เห็นภาพ

คนกรุงเทพฯ ต้องการตรึงราคาน้ำมันสูงสุด 74%

  • 74.1% กรุงเทพมหานคร
  • 57.0% ภาคตะวันออก
  • 55.3% ภาคอีสาน
  • 52.0% ภาคใต้
  • 43.5% ภาคกลาง
  • 40.7% ภาคเหนือ

คนเมืองใหญ่ โดยเฉพาะ กทม. อ่อนไหวสุด เพราะค่าครองชีพสูง พึ่งพารถยนต์และพลังงานมาก ถ้าปล่อยราคาน้ำมันขึ้นตามตลาดโดยไร้มาตรการ พื้นที่เศรษฐกิจหลักจะเดือดร้อนหนัก ต้องระวังความไม่พอใจกระจาย

ทุกวัยเห็นพ้อง: ตรึงราคาน้ำมันอันดับ 1

ไม่ว่าจะ Gen Z, Y, X หรือ Baby Boomer ทุกกลุ่มโหวตตรึงราคาพลังงานชั่วคราวเป็นอันดับ 1 โดย Gen X สูงสุด 54.1%, Gen Z 52.8%, Boomer 52%, Y 48.2% อันดับ 2 แตกต่างกัน เช่น Gen Y อยากใช้กองทุนน้ำมัน Gen X ช่วยกลุ่มเปราะบาง

ปากท้องกระทบทุกวัย แต่กลุ่มวัยทำงานเริ่มคิดถึงเครื่องมือคลังมากขึ้น ไม่ใช่แค่อุดหนุนอย่างเดียว

กราฟผลโพล สงครามตะวันออกกลาง ราคาน้ำมัน

สรุปผลโพลนี้: ประชาชนส่งสัญญาณ 3 อย่าง กังวลค่าครองชีพชัดเจน ต้องการสื่อสารและแผนรับมือที่ดีกว่า และคาดหวังมาตรการพลังงานรวดเร็วแต่ยั่งยืน รัฐบาลควรผสมผสานทั้งตรึงชั่วคราวและโครงสร้างระยะยาว เพื่อรักษาความเชื่อมั่น

ในมุมมองเรา สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้รัฐแสดงศักยภาพ ถ้ามีแผนชัด ประชาชนจะมั่นใจมากขึ้น คุณล่ะคิดอย่างไรกับผลโพลนี้? ควรตรึงหรือปล่อย? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยนะ!

ที่มา – ผลโพล คนกังวลผลกระทบค่าครองชีพจากสงครามตะวันออกกลาง ปมราคาน้ำมัน ตรึง-ปล่อยสูสี

อนุทิน เข้าทำเนียบ เคลียร์งาน ขออย่ากังวล

ในค่ำคืนวันที่ 18 มีนาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาลเพื่อเคลียร์งานที่ค้างคา โดยใช้คำว่า อนุทิน เข้าทำเนียบ เคลียร์งาน ขออย่ากังวล เรียกความมั่นใจจากประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดเรื่องพลังงานจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สิ่งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้นำในการบริหารจัดการปัญหาให้เกิดผลดีที่สุด

อนุทิน เข้าทำเนียบ เคลียร์งาน ขออย่ากังวล

หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจสำคัญในการติดตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เยือนสปป.ลาว ระหว่างวันที่ 16-18 มีนาคม นายอนุทินได้รีบกลับมาที่ตึกไทยคู่ฟ้า เวลาประมาณ 20.04 น. เพื่อจัดการเอกสารกองโต๊ะทำงาน เขายืนยันว่ารัฐบาลกำลังทำหน้าที่เต็มที่ โดยเฉพาะเรื่องการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์พลังงานที่กระทบจากสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง

นายกฯ อนุทินเน้นย้ำว่า ไม่ต้องกังวลอะไร รัฐบาลติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้จะอยู่ต่างประเทศก็ยังประชุมออนไลน์ รัฐบาลพร้อมช่วยเหลือ แต่ต้องขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นเอกชน ผู้ประกอบการ หรือประชาชน เพื่อลดผลกระทบให้น้อยที่สุด

อย่าเพิ่งว่าใคร วอนทุกฝ่ายช่วยกันรับมือวิกฤตพลังงาน

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคมนาคม ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์บริหารสถานการณ์ (ศบก.) ระบุว่าจะจับคนโกงเรื่องโรงกลั่นน้ำมัน นายอนุทินตอบชัดเจนว่า "ไม่มี อย่าเพิ่งไปคิดว่าใคร" ทุกคนกำลังพยายามสนองนโยบายรัฐบาลเพื่อประชาชน ปัญหาน้ำมันเกิดจากปัจจัยภายนอกที่ควบคุมยาก เช่น การนำเข้าที่ติดขัดจากสถานการณ์สงคราม แต่ภายในประเทศจะเร่งเพิ่มกำลังการผลิต โรงกลั่น และสำรองน้ำมันให้เพียงพอ

ปัจจุบัน ความต้องการน้ำมันพุ่งสูงจากการใช้งานและเติมสต็อก ทำให้ต้องหาแนวทางเพิ่มปริมาณน้ำมันในประเทศ รวมถึงส่วนผสมต่างๆ รัฐบาลมุ่งบริหารจัดการให้เกิดความเดือดร้อนน้อยที่สุด

กำหนดการประชุมสำคัญพรุ่งนี้

พรุ่งนี้ 19 มีนาคม 2569 นายอนุทินจะเดินทางไปรัฐสภาเวลา 09.00 น. เพื่อประชุมสภาผู้แทนราษฎร พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลที่สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี หลังจากนั้นเวลา 13.00 น. จะประชุมศบก. เรื่องพลังงานต่อเนื่องทุกวัน แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ปัญหา

  • เคลียร์เอกสารค้าง: จัดการงานที่โต๊ะทำเนียบให้เรียบร้อย
  • ประชุมสภา: เวลา 09.00 น. พิจารณานายกฯ ใหม่
  • ประชุมพลังงาน: เวลา 13.00 น. ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลาง
  • ขอความร่วมมือ: ทุกฝ่ายช่วยกันลดผลกระทบประชาชน
  • เพิ่มกำลังผลิต: เร่งโรงกลั่นและสำรองน้ำมัน

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบราคาน้ำมันโลกให้พุ่งสูง รัฐบาลไทยจึงต้องปรับกลยุทธ์ เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทน ลดการนำเข้า และกระตุ้นการผลิตในประเทศ นโยบายเหล่านี้จะช่วยบรรเทาความเดือดร้อน โดยเฉพาะประชาชนรายย่อยที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันแพง

จากมุมมองของเรา การที่นายกรัฐมนตรีออกมาให้กำลังใจแบบนี้ เป็นสัญญาณบวกว่ารัฐบาลไม่นิ่งนอนใจ แม้ปัญหาจะซับซ้อน แต่ด้วยการประสานงานทุกฝ่าย เชื่อว่าจะผ่านพ้นไปได้

คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อนุทิน” เข้าทำเนียบ เคลียร์งาน ขออย่ากังวล อย่าเพิ่งว่าใคร วอนทุกฝ่ายช่วยกัน

“ศิริกัญญา” ซัดมาตรการรัฐบาลสะเปะสะปะ WFH – งดดูงาน ไม่ได้ผล

“ศิริกัญญา” ซัดมาตรการรัฐบาลสะเปะสะปะ WFH – งดดูงาน ไม่ได้ผล จี้รัฐบาลต้องสื่อสารสถานการณ์น้ำมันให้ชัดเจน เพื่อบริหารความคาดหวังของประชาชน ลดความตื่นตระหนกที่เกิดขึ้นในขณะนี้

ในวันที่ 17 มีนาคม 2567 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมา เกี่ยวกับวิกฤตราคาน้ำมันที่กำลังรุนแรง พรรคประชาชนติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะมาตรการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร เป็นเวลา 15 วัน ซึ่งช่วงท้ายๆ ทำให้เกิดความโกลาหล ปั๊มน้ำมันหลายแห่งน้ำมันขาดแคลน ประชาชนตื่นตระหนกแห่ไปซื้อกันเต็ม

“ศิริกัญญา” ซัดมาตรการรัฐบาลสะเปะสะปะ WFH – งดดูงาน ไม่ได้ผล

น.ส.ศิริกัญญา ชี้ว่ามาตรการของรัฐบาลที่ออกมาอย่าง มาตรการรัฐบาลสะเปะสะปะ WFH – งดดูงาน ของข้าราชการนั้น ไม่ช่วยแก้ปัญหาใดๆ เลย มันเป็นแค่งานสั่งการแบบเร่งด่วน แต่ไม่ได้ผลจริง สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสื่อสารที่โปร่งใส ต้องบอกประชาชนตรงๆ ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร มีน้ำมันสำรองเท่าไหร่ และแผนการจัดการจะเป็นยังไง

ปัจจุบัน ตัวเลขน้ำมันสำรองเพิ่มขึ้น จากการนำเข้ากจากแอฟริกา สหรัฐฯ แต่ปัญหาหลักอยู่ที่ราคาต่างกันระหว่างหน้าปั๊ม (มีอุดหนุน) กับพ่อค้าคนกลาง (ไม่มี) ทำให้เกิดการกักตุน ไม่ใช่แค่ประชาชน แต่รวมถึงโรงงานอุตสาหกรรมที่ใช้ดีเซลจำนวนมาก การซื้อตื่นตระหนกอาจมีส่วน แต่ไม่น่าจะทำให้ปั๊มหมดพร้อมกันทั่วประเทศ เว้นแต่มีการกักตุนจากภาคอุตสาหกรรมจริงๆ

แนวทางแก้ปัญหาจาก “ศิริกัญญา” ซัดมาตรการรัฐบาลสะเปะสะปะ WFH

สำหรับการตรึงราคา ศิริกัญญาเสนอ 2 แนวทางหลัก คือ ใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นหลัก (เคยมีหนี้ 1.5 แสนล้านแต่ฟื้นได้) และลดภาษีสรรพสามิตบางส่วน แต่ต้องระวังผลกระทบดุลการคลัง รัฐบาลควรเปิดแผนชัดเจน เช่น ค่อยๆ ปรับราคาไปที่ 33 บาท ในกี่เดือน ขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ตายตัวเพดานราคา แต่กำหนดวงเงินอุดหนุนต่อวัน ปัจจุบันยังมีเงินกู้เหลือ 2 หมื่นล้าน สามารถตรึงต่อได้ จนกว่ารัฐบาลใหม่จะเข้ามา เพราะรัฐบาลรักษาการออก พ.ร.ก. ค้ำประกันกองทุนไม่ได้

  • อุดหนุนภาคขนส่งเฉพาะ: ใช้คูปองหรือบัตรกำนัล เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าพุ่งตาม
  • ช่วยกลุ่มเปราะบาง: ผู้ใช้เบนซิน เช่น รถยนต์ส่วนบุคคล
  • ปล่อยราคาลอยตัว: เพื่อให้ประชาชนตระหนักประหยัดพลังงาน แต่ต้องสื่อสารดีๆ ว่าถึงทางตันแล้ว
  • ควบคุมค่ากลั่น: รัฐรู้ต้นทุนจริง คุยกับโรงกลั่นให้ชัด
  • ภาษีลาภลอย: น่าสนใจแบบยุโรป แต่ต้องยุติธรรมกับผู้ถือหุ้นรายย่อย

นอกจากนี้ ยังจี้ให้รัฐทำ Dashboard แสดงปริมาณน้ำมันจริง เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ปั๊มจะได้บริหารได้ดีขึ้น บริการพื้นฐานต้องไปต่อ เช่น ปุ๋ย สินค้าจำเป็น รัฐต้องหาแหล่งนำเข้าใหม่ๆ และสื่อสารมาตรการทั้งหมดให้ประชาชนรู้

สำหรับราคาสินค้า อาหารสดขึ้นลงได้ แต่สินค้าสำเร็จรูปขึ้นแล้วไม่ลง ต้องใช้กระทรวงพาณิชย์ควบคุมจริงจัง 59 สินค้าควบคุมน้อยไป ต้องติดตามการขึ้นราคาให้เป็นธรรม และเพิ่มรายการจำเป็น

สุดท้าย “ศิริกัญญา” ซัดมาตรการรัฐบาลสะเปะสะปะ WFH – งดดูงาน ไม่ได้ผล ชี้ว่าการสื่อสารคือหัวใจสำคัญในการผ่านวิกฤตนี้ ถ้ารัฐบาลทำได้ดี ความตื่นตระหนกจะลดลง ผู้ประกอบการไม่กักตุน สถานการณ์จะคลี่คลายเร็วขึ้น คุณเห็นด้วยกับมุมมองนี้ไหม? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นรับรู้ข้อมูลจริงๆ กันเถอะ!

ที่มา – “ศิริกัญญา” ซัดมาตรการรัฐบาลสะเปะสะปะ WFH – งดดูงาน ไม่ได้ผล จี้สื่อสารสถานการณ์น้ำมันให้ชัด

“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569

ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่ประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนาจำนวนมาก การเตรียมความพร้อมด้านพลังงานเป็นเรื่องสำคัญยิ่ง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการเด็ดขาดเพื่อรับมือกับสถานการณ์ โดย“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม เพื่อให้มีน้ำมันเชื้อเพลิงเพียงพอต่อความต้องการ

“อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม

วันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอรรถพล ได้ให้สัมภาษณ์ย้ำว่าน้ำมันดิบจากแหล่งผลิตมีเพียงพอ กำลังการกลั่นอยู่ที่ 100% แต่ปัญหาหลักคือการขนส่งที่อาจล่าช้าในช่วง高峰เทศกาล สำหรับแผนรับมือสงกรานต์ 2569 ได้สั่งการให้โรงกลั่นน้ำมันทุกแห่งเพิ่มกำลังผลิต บางแห่งเกิน 100% เพื่อป้องกันการขาดแคลน

ย้ำไม่ต้องแตกตื่น อย่ากักตุนน้ำมัน

รมว.พลังงาน เน้นย้ำว่าสิ่งที่อยากขอร้องประชาชนคือ ไม่อยากให้แตกตื่นว่าน้ำมันจะหมดจากประเทศไทย เพราะปัญหาอยู่ที่การขนส่งเท่านั้น ไม่ใช่การขาดแคลนจากต้นทาง หากมีการกักตุนจะยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลง แนะนำให้เติมน้ำมันตามปกติเพื่อความคล่องตัวในการเดินทาง

การซื้อน้ำมันดิบเพิ่มจากแหล่งใหม่

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาซื้อน้ำมันดิบเพิ่มจากหลายประเทศ ล่าสุดตกลงซื้อจากแองโกลาเกือบ 2 ล้านบาร์เรล และจากสหรัฐอเมริกากว่า 6 แสนบาร์เรล ซึ่งช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานไทยได้อย่างดี ในขณะที่การซื้อจากรัสเซียเป็นไปตามตลาดเสรี ผ่าน ปตท. โดยราคาตามตลาด ไม่ใช่ราคาพิเศษ

สำหรับกรณีสหรัฐฯ ยกเว้นให้ซื้อน้ำมันรัสเซียบางส่วน เป็นเพียงน้ำมันที่บรรทุกเรือแล้ว และมีระยะเวลา 30 วัน พร้อมความเสี่ยงเรื่องการโอนเงิน แต่ไทยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาแหล่งนั้นเพราะมีแหล่งอื่นเพียงพอ

สถานีบริการจำกัดเติมน้ำมัน 500 บาทต่อครั้ง

ผู้สื่อข่าวสอบถามถึงการจำกัดเติมน้ำมันไม่เกิน 500 บาทต่อครั้งที่บางสถานี นายอรรถพล ชี้แจงว่าเป็นการบริหารจัดการของเจ้าของสถานีเอง ไม่ใช่คำสั่งจากกระทรวง เพราะรอบการขนส่งอาจไม่ทัน หากกระทรวงสั่งบังคับอาจทำให้เกิดปัญหามากขึ้น

  • น้ำมันดิบต้นทางเพียงพอ 100%
  • โรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตเกิน 100% ในบางแห่ง
  • ซื้อเพิ่มจากแองโกลา 2 ล้านบาร์เรล
  • ซื้อเพิ่มจากสหรัฐฯ 6 แสนบาร์เรล
  • ขอความร่วมมืออย่ากักตุน

มาตรการเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการวางแผนที่รอบคอบของกระทรวงพลังงาน ซึ่งจะช่วยให้ช่วงสงกรานต์ 2569 ประชาชนเดินทางได้อย่างราบรื่น โดยไม่ต้องกังวลเรื่องน้ำมันหมด นอกจากนี้ ยังช่วยรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันในประเทศให้อยู่ในระดับที่ยอมรับได้

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การกระจายน้ำมันให้ทั่วถึงและการสื่อสารที่ชัดเจนกับประชาชนเป็นกุญแจสำคัญ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน สงกรานต์ปีนี้จะเป็นเทศกาลที่สนุกสนานและปลอดภัย

ติดตามข่าวสารพลังงานและมาตรการรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “อรรถพล” สั่งโรงกลั่นเพิ่มกำลังผลิตรับสงกรานต์ 2569 เผยซื้อน้ำมันดิบแองโกลา-สหรัฐฯ เพิ่ม

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน คุมราคา 59 รายการ

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงสถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ชัดเจนมากขึ้น

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ

นางศุภจี ชี้แจงว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเรื่องน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรองที่เพียงพอ ตามที่กระทรวงพลังงานได้ยืนยันไปแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนหรือการกักตุนที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนจริงๆ

สต็อกสินค้าจำเป็นยังเพียงพอ ไม่ต้องรีบกักตุน

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าสต็อกยังอยู่ในระดับที่มั่นใจได้ เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์มีถึงสิ้นเดือนเมษายน และกำลังเร่งนำเข้าจากแหล่งใหม่ๆ โดยประสานกระทรวงการต่างประเทศเจรจากับประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงอิหร่าน ปุ๋ยยูเรียมีสต็อกถึงเดือนสิงหาคม แม้ราคาจะต้องพิจารณาต้นทุน แต่สินค้าควบคุมจะไม่ปรับขึ้นเกินสมควร

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาเปิดช่องทางการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียและบรูไน เพื่อแก้ปัญหาวัตถุดิบและส่งออกสินค้าที่ค้างอยู่ เช่น อาหารแปรรูป รัฐบาลมุ่งดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

มาตรการควบคุมราคาสินค้า 59 รายการแบบสมดุล

กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบควบคุมราคาสินค้า 59 ประเภทที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น ปุ๋ย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนม โดยตรึงราคาแต่คำนึงถึงต้นทุนผู้ประกอบการด้วย หากปรับราคาต้องสมเหตุสมผล และมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ทั้งระบบ ไม่กระทบการจ้างงาน

  • ตรึงราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้เกินกำหนด
  • พิจารณาต้นทุนจากสถานการณ์โลกที่ผันผวน
  • เยียวยาทั้งผู้ประกอบการและประชาชน
  • นำเสนอมาตรการเข้าประชุมครม. และ ศบก. เพื่อความชัดเจน

แม้ราคาน้ำมันจะอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน แต่กระทรวงพาณิชย์ช่วยตรวจสอบราคาหน้าปั๊มให้ตรงตามประกาศ และป้องกันการกักตุน หากพบการจำหน่ายเกินราคาหรือไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ทันที

ขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าตื่นตระหนก

ศุภจี ย้ำว่าปัจจัยกดดันราคา เช่น การสู้รบในตะวันออกกลาง เป็นเรื่องควบคุมยาก รัฐบาลจะดูแลในส่วนที่ทำได้ และไม่ผลักภาระให้ประชาชน การกักตุนอาจยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ขอให้ทุกคนรอฟังมาตรการอย่างเป็นทางการหลังประชุมครม.

สรุปแล้ว สถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุม ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ หากมีปัญหาเรื่องราคาสินค้า อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

คำแนะนำ: อย่าตื่นตระหนก รอมาตรการชัดเจนจากรัฐบาล และช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อาจผันผวน

ที่มา – “ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ

วิกฤติน้ำมันสุโขทัย สวรรคโลก ดีเซลหมด รอตี5 จำกัด500บาท

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงนี้หลายพื้นที่ทั่วไทยกำลังเผชิญกับปัญหาวิกฤติน้ำมันสุโขทัย สวรรคโลก ที่รุนแรงมาก โดยเฉพาะน้ำมันดีเซลที่ขาดแคลนอย่างหนัก ชาวบ้านในอำเภอสวรรคโลก จังหวัดสุโขทัย ต้องลำบากใจรอคิวเติมน้ำมันตั้งแต่ตี 5 เพื่อหวังจะได้นำกลับไปใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งผลผลิตทางการเกษตรหรือเดินทางไปทำงาน สถานการณ์นี้สร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกรและผู้ใช้รถใช้ถนนเป็นอย่างมาก

จากรายงานล่าสุดเมื่อเช้าวันที่ 17 มีนาคม 2567 พบว่าปั๊มน้ำมันหลายแห่งในพื้นที่วิกฤติน้ำมันสุโขทัย สวรรคโลกขึ้นป้ายแจ้งว่าน้ำมันดีเซลหมดเกลี้ยง อยู่ระหว่างรอการส่งมอบจากโรงกลั่น ชาวบ้านที่ขับรถกระบะหรือรถแทรกเตอร์มาเติมต้องยืนรออย่างอดทน บางรายบอกว่ามาแต่เช้ามืดเพราะกลัวว่าจะพลาดโอกาสอีก

วิกฤติน้ำมันสุโขทัย สวรรคโลก “ดีเซล” หมด แห่ไปรอหน้าปั๊มตั้งแต่ตี 5 จำกัดเติมคันละ 500

ที่ปั๊มน้ำมันเชลล์ สายสวรรคโลก-ทุ่งเสลี่ยม ชาวบ้านแห่กันมารอตั้งแต่ตี 5 ก่อนปั๊มจะเปิดบริการเวลา 6 โมงเช้า น้ำมันดีเซลปกติยังพอมีเหลือบ้างในราคาลิตรละ 30.48 บาท แต่ทางปั๊มต้องจำกัดการเติมเพียงคันละ 500 บาทเท่านั้น เพื่อให้ทุกคนได้มีส่วนแบ่ง น้ำมันดีเซลพรีเมียมที่แพงกว่า 10 บาทต่อลิตรก็หมดเช่นกัน ชาวบ้านหลายคนยอมจ่ายแพงขึ้นเพื่อให้รถสตาร์ทติดและใช้งานได้

คิวยาวรอเติมน้ำมันดีเซล สวรรคโลก

ปัญหานี้ไม่ได้เกิดขึ้นแค่สวรรคโลกเท่านั้น แต่หลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคกลางก็ได้รับผลกระทบคล้ายกัน สาเหตุหลักมาจากการขาดแคลนน้ำมันดีเซลทั่วโลกที่ส่งผลกระทบมาถึงไทย ประกอบกับปริมาณความต้องการที่สูงในช่วงฤดูเพาะปลูก เกษตรกรต้องใช้น้ำมันในการสูบน้ำ ไถนา และขนส่งผลผลิต ทำให้สถานการณ์ยิ่งเลวร้าย

ผลกระทบจากวิกฤติน้ำมันสุโขทัย สวรรคโลก ต่อชีวิตชาวบ้าน

เกษตรกรในสุโขทัยซึ่งเป็นพื้นที่เกษตรกรรมหลัก บอกว่าถ้าไม่มีน้ำมันดีเซล รถไถ รถเกี่ยว และรถบรรทุกจะหยุดชะงัก ส่งผลให้ผลผลิตล่าช้า ราคาพืชผลผันผวน และรายได้ครอบครัวลดลง ผู้ประกอบการร้านค้าและบริการขนส่งก็เดือดร้อนไม่แพ้กัน บางรายต้องลดการเดินทางหรือหันไปใช้น้ำมันสำรองราคาแพง

  • ชาวบ้านรอคิวตั้งแต่ตี 5 เพื่อให้ทันเติมน้ำมัน
  • ปั๊มจำกัดเติมคันละ 500 บาท หรือประมาณ 16 ลิตร
  • ราคาน้ำมันดีเซลปกติ 30.48 บาท/ลิตร พรีเมียมแพงกว่า
  • ทั้งดีเซลปกติและพรีเมียมหมดเกลี้ยงหลายปั๊ม
  • สถานการณ์ลุ้นทุกวันว่ารถจะมีน้ำมันพอไหม

นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าบางพื้นที่เกิดการกักตุนน้ำมันเพื่อขายดำตลาด สร้างความวุ่นวายเพิ่ม รัฐบาลและกระทรวงพลังงานได้ออกมาตรการควบคุมราคาและกระจายน้ำมัน แต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ

ป้ายดีเซลหมดที่ปั๊มสุโขทัย
คิวยาวหน้าปั๊มเชลล์ สวรรคโลก

เพื่อรับมือกับวิกฤติน้ำมันสุโขทัย สวรรคโลก ชาวบ้านบางส่วนเริ่มหันไปใช้น้ำมันชีวภาพหรือประหยัดการใช้งาน เช่น ลดรอบเครื่องยนต์หรือรวมเที่ยวขนส่ง รัฐบาลแนะนำให้ตรวจสอบปั๊มใกล้เคียงผ่านแอปพลิเคชันและหลีกเลี่ยงการกักตุน

ในมุมมองของผม สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนให้เราต้องพึ่งพาแหล่งพลังงานทางเลือกมากขึ้น เช่น รถไฟฟ้าหรือพลังงานหมุนเวียน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาครั้งใหญ่ในอนาคต หากคุณอยู่ในพื้นที่สุโขทัย ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดแชร์บทความนี้เพื่อแจ้งเตือนเพื่อนๆ ที่ได้รับผลกระทบ ติดตามอัปเดตข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – วิกฤติน้ำมันสุโขทัย สวรรคโลก “ดีเซล” หมด แห่ไปรอหน้าปั๊มตั้งแต่ตี 5 จำกัดเติมคันละ 500

Scroll to top