พิพากษายืน

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ รง ชุน ตัดสิทธิการเมือง 5 ปี

สถานการณ์การเมืองเพื่อนบ้านร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี โดยคำตัดสินนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่ออนาคตของพรรคพลังชาติ (Nation Power Party) และทิศทางประชาธิปไตยในกัมพูชาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

นายรง ชุน นักการเมืองฝีปากกล้าวัย 56 ปี ได้ถูกศาลฎีกาตัดสินยืนความผิดในข้อหายุยงปลุกปั่นให้เกิดความวุ่นวายในสังคม แม้ว่าในทางปฏิบัติเขาจะรอดพ้นจากการถูกคุมขังในเรือนจำเนื่องจากศาลมีคำสั่งระงับโทษจำคุกที่เหลืออยู่ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมากลับเป็นเหมือนการปิดประตูตายในเส้นทางสายอาชีพของเขาเอง

ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากคำสั่ง ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

บทลงโทษที่ศาลกำหนดไว้ซึ่งสร้างความตกใจให้กับเหล่าผู้สนับสนุนมีรายละเอียดดังนี้:

  • การถูกตัดสิทธิ์ทางการเมืองทุกรูปแบบเป็นเวลา 5 ปีเต็ม
  • ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมืองหรือลงสมัครรับเลือกตั้งทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ
  • ห้ามเดินทางออกนอกประเทศเป็นเวลา 3 ปี
  • สูญเสียสิทธิ์ในการใช้เสียงเลือกตั้ง

นายรง ชุน ได้ออกมาแสดงความไม่พอใจต่อคำตัดสินนี้ โดยมองว่าเป็นการใช้กระบวนการทางกฎหมายเพื่อกีดกันเขาออกจากสนามเลือกตั้งในปี 2027 และ 2028 อย่างจงใจ เขายังระบุด้วยความมั่นใจว่า การที่ฝ่ายผู้มีอำนาจต้องทำถึงเพียงนี้ เป็นเครื่องยืนยันได้ว่าบทบาทของเขานั้นมีอิทธิพลต่อใจประชาชนมากเพียงใด จนทำให้ผู้กุมอำนาจรัฐเกิดความกังวลใจที่จะปล่อยให้เขากลับไปลงสนามแข่ง

บรรยากาศหน้าศาลฎีกาเต็มไปด้วยความตึงเครียดจากกลุ่มผู้สนับสนุนกว่า 200 คน ที่มารวมตัวกันเรียกร้องความเป็นธรรม ท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากกลุ่มสิทธิมนุษยชนสากลที่มองว่า รัฐบาลกัมพูชามักใช้ข้อกฎหมายลักษณะนี้เป็นเครื่องมือในการจำกัดขอบเขตการทำงานของฝ่ายค้านและผู้ที่เห็นต่างทางความคิดอยู่เสมอ

แม้คำตัดสินนี้จะถือเป็นที่สิ้นสุดตามขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ นายรง ชุน ยังคงไม่ย่อท้อ โดยเขาวางแผนที่จะหารือกับทีมกฎหมายเพื่อเตรียมยื่นเรื่องทูลเกล้าฯ ขอพระราชทานอภัยโทษจากพระมหากษัตริย์ เพื่อหวังว่าจะสามารถเรียกคืนอิสรภาพทางการเมืองกลับมาได้อีกครั้ง

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์ สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายอย่างมหาศาลของผู้ที่มีความเห็นต่างในกัมพูชา การกดดันฝ่ายค้านด้วยวิธีการทางกฎหมายเช่นนี้อาจสร้างรอยร้าวในความสามัคคีของคนในชาติ และเป็นบททดสอบสำคัญสำหรับอนาคตของพื้นที่ทางการเมืองที่จำเป็นต้องเปิดกว้างและพึ่งพาความยุติธรรมที่เป็นธรรมอย่างแท้จริงเพื่อให้ประเทศเกิดการปรองดองที่ยั่งยืน

ที่มา – ศาลสูงกัมพูชายืนโทษ “รง ชุน” นักการเมืองฝ่ายค้าน ระงับโทษจำคุกแต่ตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำคุก 5 ปี พี่เลี้ยงสับเปลี่ยนตัวเด็ก

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำคุก 5 ปี พี่เลี้ยงสับเปลี่ยนตัวเด็ก พรากเด็กไปจากแม่เพื่อหากำไร คดีนี้สร้างความสะเทือนใจให้สังคมเป็นอย่างมาก โดยเกิดขึ้นที่ศาลจังหวัดพัทยา จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2567 เวลา 13.30 น. ศาลได้อ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 ในคดีหมายเลขดำที่ อ 900/2567 และหมายเลขแดงที่ อ355/2568

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำคุก 5 ปี พี่เลี้ยงสับเปลี่ยนตัวเด็ก

คดีนี้พนักงานอัยการจังหวัดพัทยาและน.ส.มยุรี วงค์กระโซ่ โจทก์ร่วม ได้ยื่นฟ้องนางวิสุดา หรือส้ม สัจจะ ในข้อหาพรากเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี ไปจากบิดามารดาผู้ปกครอง หรือผู้ดูแลเพื่อหากำไร ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 317 วรรคสาม เหตุเกิดระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2565 ถึงกุมภาพันธ์ 2566 ที่ตำบลหนองปลาไหล อำเภอบางละมุง จังหวัดชลบุรี

จำเลยถูกกล่าวหาว่าปราศจากเหตุอันสมควร พราก ด.ญ.เอ (นามสมมติ) อายุ 1 ปี ไปจากน.ส.มยุรี ซึ่งเป็นมารดา เพื่อนำไปซื้อขายและแลกเปลี่ยนตัวเด็กเพื่อหากำไร สร้างความเสียหายร้ายแรงต่อครอบครัวและเด็ก

กระบวนการพิจารณาคดีและการให้การของจำเลย

ในชั้นต้น จำเลยให้การปฏิเสธ แต่ก่อนสืบพยานได้ถอนคำให้การและรับสารภาพ ศาลจังหวัดพัทยาพิพากษาจำคุก 10 ปี ลดโทษกึ่งหนึ่งเพราะรับสารภาพตามมาตรา 78 คงเหลือ 5 ปี ไม่รอลงอาญา จำเลยอุทธรณ์อ้างว่ามีบุตรต้องเลี้ยงดูหลายคน ขอลงโทษเบา

ศาลอุทธรณ์ภาค 2 ตรวจสำนวนแล้วเห็นว่า พฤติการณ์ร้ายแรง การซื้อขายแลกเปลี่ยนเด็กเป็นอาชญากรรมร้ายแรง โทษที่ศาลชั้นต้นกำหนดก่อนลดโทษถือว่ามากแล้ว คำอ้างส่วนตัวของจำเลยไม่เพียงพอที่จะลดโทษเพิ่ม พิพากษายืน

ผลหลังคำพิพากษา

หลังพิพากษา ญาติจำเลยยื่นประกันตัวชั่วคราวระหว่างฎีกาด้วยเงินสด 25,000 บาท และติดกำไลอิเล็กทรอนิกส์ (EM) ศาลส่งให้ศาลฎีกาพิจารณา จากนั้นจำเลยถูกคุมขังรอคำสั่ง

คดีนี้สะท้อนปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะเด็ก ที่เป็นภัยคุกคามต่อสังคมไทย สร้างบาดแผลลึกให้ครอบครัวแม่เด็กที่เลี้ยงลูกคนอื่นนาน 3 ปี ก่อนพบความจริง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเข้มงวดป้องกันมากขึ้น

  • เพิ่มการตรวจสอบพี่เลี้ยงเด็กอย่างละเอียด
  • รณรงค์ให้ความรู้ผู้ปกครอง
  • ลงโทษหนักเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง

เหตุการณ์นี้เตือนใจให้ผู้ปกครองระวังการจ้างพี่เลี้ยง และสังเกตพฤติกรรมเด็กอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันการสูญเสียที่ไม่อาจแก้ไขได้

นอกจากนี้ ยังมีข่าวที่เกี่ยวข้อง เช่น แม่ใจสลาย วอนช่วยตามหาลูกแท้ๆ ถูกพี่เลี้ยงสลับตัว หลงเลี้ยงลูกคนอื่นนาน 3 ปี ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของคดีนี้

สุดท้าย คดีศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำคุก 5 ปี พี่เลี้ยงสับเปลี่ยนตัวเด็กนี้ ชี้ให้เห็นว่าความยุติธรรมยังคงอยู่ หากพบเห็นพฤติกรรมน่าสงสัย โปรดแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที เพื่อปกป้องเด็กทุกคน

ที่มา – ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนจำคุก 5 ปี พี่เลี้ยงสับเปลี่ยนตัวเด็ก

อุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์

ข่าวใหญ่ในแวดวงนักกิจกรรมทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง คือกรณีอุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้สองนักกิจกรรมชื่อดังอย่างนายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือ “สายน้ำ” และนายสิทธิชัย ปราศรัย หรือ “ออย” ต้องรับโทษจำคุกคนละ 12 เดือน โดยไม่ได้รับการรอลงอาญา

อุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญา ซึ่งเป็นการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดำ อ1416/2566 พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหากระทบโทษฐานร่วมกันขีดเขียนทำให้โบราณสถานได้รับความเสียหายเสื่อมค่า ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 32 และ 35

สรุปเหตุการณ์ที่นำไปสู่คดี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพ่นสีสเปรย์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย โดยมีเจตนาเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้กับเยาวชนหญิงนักกิจกรรมทางการเมืองคนหนึ่ง ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง จึงพิพากษาจำคุกคนละ 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับคำพิพากษา จึงยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิด และขอให้ศาลอุทธรณ์แก้เป็นรอลงอาญาแทน แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การพ่นสีดังกล่าวเป็นการทำลายโบราณสถานซึ่งเป็นสมบัติของชาติ แม้จะอ้างว่าเป็นการแสดงออกทางการเมือง แต่ก็ไม่อาจละเว้นความผิดตามกฎหมายได้ ศาลจึงยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ทำความรู้จักอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2475 เพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตามกฎหมาย ทำให้การทำลายหรือทำให้เสื่อมค่าถือเป็นความผิดร้ายแรง การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงกระทบมรดกชาติ แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง

  • ประเด็นสำคัญของคดี: การพ่นสีสเปรย์ที่อนุสาวรีย์และเสาชิงช้า
  • โทษจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา
  • ศาลชี้เป็นการทำลายสมบัติชาติ
  • จำเลยอ้างแสดงออกทางการเมือง แต่ศาลไม่รับ
  • คดีนี้สะท้อนกฎหมายคุ้มครองโบราณสถาน

ผลกระทบและบทเรียนจากกรณีนี้

คดีอุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนี้ สร้างความฮือฮาในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มนักกิจกรรมที่มองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ในทางกฎหมาย ศาลยึดหลักว่าการแสดงออกต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือทรัพย์สินสาธารณะ นักกฎหมายหลายคนวิเคราะห์ว่าคำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญในการบังคับใช้ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง 7 ปี หากเป็นการทำลายรุนแรงกว่านี้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายๆ กันในอดีต เช่น การชุมนุมที่ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งศาลมักไม่รอลงอาญาให้ผู้กระทำผิด เพื่อเป็นการลงโทษและป้องปราม กลุ่มนักกิจกรรมควรหันมาใช้วิธีที่สร้างสรรค์ เช่น การรณรงค์ออนไลน์หรือยื่นหนังสือ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาดังกล่าว

จากมุมมองของผู้เขียน คำพิพากษานี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสิทธิเสรีภาพมีขอบเขต การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องเคารพประวัติศาสตร์และมรดกชาติ หากใช้วิธีที่รุนแรง อาจทำให้เสียการสนับสนุนจากสังคมส่วนใหญ่แทน คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – อุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ศาลกัมพูชายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าวชายแดนกบฏ

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ สร้างความฮือฮาและเสียงวิจารณ์จากทั่วโลก โดยเฉพาะกลุ่มพิทักษ์สิทธิมนุษยชนที่มองว่าเป็นการกดดันเสรีภาพสื่ออย่างหนัก กรณีนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังไม่คลี่คลาย

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม ศาลอุทธรณ์จังหวัดพระตะบองของกัมพูชาได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น สั่งจำคุกนายเพียบ พารา และนายพร โสเพียบ สองนักข่าวจากสถานี TSP 68 TV Online เป็นเวลา 14 ปี ในข้อหาการกบฏและบ่อนทำลายการป้องกันประเทศ ทั้งสองถูกกล่าวหาว่าจัดหาข้อมูลอันตรายต่อความมั่นคงให้รัฐต่างชาติ

ย้อนเหตุการณ์เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว สองนักข่าวเดินทางไปยังจังหวัดอุดรมีชัย เพื่อรายงานสถานการณ์ขัดแย้งชายแดน พวกเขาได้ถ่ายภาพคู่กับทหารกัมพูชาบริเวณปราสาทตาควาย ซึ่งเป็นพื้นที่พิพาททับซ้อนกับไทย ภาพดังกล่าวถูกโพสต์บนเฟซบุ๊ก ก่อนที่สื่อไทยจะนำไปรายงาน โดยอ้างว่าเป็นหลักฐานการวางทุ่นระเบิดหลังประกาศหยุดยิง สิ่งนี้จุดชนวนวิพากษ์วิจารณ์รุนแรง

รายละเอียดคดีและการจับกุม

หลังโพสต์ภาพ นักข่าวทั้งคู่ถูกจับกุมทันที ข้อหาหนักระดับกบฏมีโทษจำคุก 7-15 ปี แม้จะอุทธรณ์ แต่ศาลยืนยันคำตัดสินเดิม ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมกัมพูชา

ปฏิกิริยาจากกลุ่มสิทธิมนุษยชน

กลุ่ม LICADHO ออกแถลงการณ์ประณามคดีนี้ โดยนายอำ สำอาต ผู้อำนวยการฝ่ายปฏิบัติการ กล่าวกับ AFP ว่า “คดีนี้กระทบวงการสื่อโดยตรง นักข่าวจะหวาดกลัวและไม่กล้ารายงานข่าวสำคัญ” การตัดสินนี้ถูกมองเป็นเครื่องมือปิดปากสื่อในพื้นที่敏感

บริบทข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

ปีที่ผ่านมา ชายแดนทั้งสองประเทศปะทะกันหลายครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียหายและประชาชนอพยพนับล้าน ไทยกล่าวหาเขมรวางทุ่นระเบิดใหม่ในเขตทับซ้อน ทำให้ทหารไทยบาดเจ็บ แต่กัมพูชาปฏิเสธ แม้จะลงนามหยุดยิงปลายปี 2025 แต่ความตึงเครียดยังคงอยู่

  • ปราสาทตาควาย: พื้นที่พิพาทยาวนาน
  • การวางทุ่นระเบิด: ข้อกล่าวหาที่จุดชนวน
  • ผลกระทบต่อประชาชน: การอพยพและความสูญเสีย
  • บทบาทสื่อ: รายงานความจริงท่ามกลางความเสี่ยง

กัมพูชาติดอันดับ 161 จาก 180 ในดัชนีเสรีภาพสื่อของ RSF แสดงถึงปัญหาโครงสร้างที่รุนแรง สื่อต้องเผชิญการเซ็นเซอร์และลงโทษทางการเมือง

ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ จึงไม่ใช่แค่คดีส่วนบุคคล แต่สะท้อนวิกฤตเสรีภาพสื่อในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นักข่าวกลายเป็นแพะรับบาปในเกมการเมืองชายแดน

กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักข่าวต้องระมัดระวังในการรายงานข่าวชายแดน แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าประเทศต่างๆ ควรปกป้องเสรีภาพสื่อให้มากขึ้น คุณคิดว่าความยุติธรรมในคดีนี้เป็นอย่างไร? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวอัปเดตจากบล็อกเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ศาลกัมพูชาพิพากษายืนโทษจำคุก 14 ปี 2 นักข่าว โพสต์ภาพชายแดน ข้อหากบฏ

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

วันนี้เรามาพูดถึงคดีดังในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เพิ่งมีคำพิพากษาจาก ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต กันครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. เมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองตึงเครียดมาก ใครที่ติดตามข่าวการเมืองคงจำได้ดี

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

คดีนี้เริ่มจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของนปช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ สมัยนั้น รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. เพื่อขอคืนพื้นที่

ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 นายสุขเสก พลตื้อ และจำเลยที่ 3 นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ พร้อมพวก ถูกกล่าวหาว่าขว้างลูกระเบิด M.67 สังหาร 2 ลูกใส่เจ้าหน้าที่ทหารหน้าสำนักงานสตรีวิทยา ถนนดินสอ ทำให้ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รอ. เสียชีวิต พร้อมทหารอีก 4 นายบาดเจ็บสาหัส ส่วนจำเลยที่ 2 น.ส.กนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตผู้ดำเนินรายการทีวีช่องเอเชียอัพเดต ถูกหาว่าเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินและจัดหาระเบิด

เหตุผลหลักที่ศาลฎีกายืนยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องไปแล้ว ศาลฎีกายืนยัน โดยมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ประการแรก คือการฟ้องซ้อนกับคดี อ.2542/2553 ที่จำเลยที่ 1-3 ถูกฟ้องฐานก่อการร้าย เหตุการณ์เดียวกัน การขว้างระเบิดใส่ทหาร ทำให้พล.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิต เป็นกรรมเดียวกัน ผิดกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ไม่ใช่ต่างกรรมต่างวาระตามมาตรา 91 ดังนั้นฟ้องซ้อน ศาลไม่รับพิจารณา

ประการที่สอง สำหรับจำเลยที่ 2 คำฟ้องไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าช่วยเหลือการเงินอย่างไร เมื่อไหร่ ที่ไหน แก่ใคร พยานหลักฐาน เช่น การพบเอกสารรายชื่อการ์ดของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ในบ้านจำเลยที่ 2 แสดงแค่มีความเห็นการเมืองเดียวกับนปช. ไม่พอพิสูจน์ว่าจัดหาระเบิด ดังนั้นหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้

พื้นหลังเหตุการณ์ชุมนุมนปช. ปี 2553

ย้อนกลับไปปี 2553 การชุมนุมนปช.เริ่ม 15 พ.ย. 2552 จนถึงเม.ย. 2553 มีการปะทะรุนแรงหลายครั้ง รวมถึงการใช้ M79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาจำคุกนายสุขเสกตลอดชีวิตในคดียิง M79 และนายยศวริศ ชูกล่อม จำคุก 5 ปี 4 เดือนฐานสนับสนุน คดีนี้สะท้อนความซับซ้อนของคดีการเมืองที่มักมีฟ้องซ้อนและหลักฐานต้องแน่นหนา

  • ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องทั้งสามจำเลย
  • ศาลฎีกาเห็นด้วยเรื่องฟ้องซ้อนสำหรับจำเลย 1 และ 3
  • หลักฐานจำเลย 2 ไม่พอ พยานเบิกความไม่เชื่อมโยง
  • คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ดำมืดปี 2553

คดีนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้จะเป็นคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายทหาร แต่หากฟ้องไม่ถูกต้องหรือหลักฐานอ่อน ศาลก็ยกฟ้องได้ สะท้อนถึงความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจคดีการเมืองไทย แนะนำติดตามคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าใจบริบทมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับคำพิพากษานี้ ลองคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ!

ที่มา – ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

Scroll to top