อุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา 'สายน้ำ-ออย' พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์

ข่าวใหญ่ในแวดวงนักกิจกรรมทางการเมืองที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวาง คือกรณีอุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ศาลอุทธรณ์ได้มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ทำให้สองนักกิจกรรมชื่อดังอย่างนายนภสินธุ์ ตรีรยาภิวัฒน์ หรือ “สายน้ำ” และนายสิทธิชัย ปราศรัย หรือ “ออย” ต้องรับโทษจำคุกคนละ 12 เดือน โดยไม่ได้รับการรอลงอาญา

อุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ศาลอาญา ซึ่งเป็นการอ่านคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ในคดีดำ อ1416/2566 พนักงานอัยการคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยทั้งสองในข้อหากระทบโทษฐานร่วมกันขีดเขียนทำให้โบราณสถานได้รับความเสียหายเสื่อมค่า ตามพระราชบัญญัติโบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 มาตรา 32 และ 35

สรุปเหตุการณ์ที่นำไปสู่คดี

ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 เมษายน 2566 จำเลยทั้งสองได้ร่วมกันพ่นสีสเปรย์บริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยและเสาชิงช้า ซึ่งเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ของไทย โดยมีเจตนาเรียกร้องสิทธิประกันตัวให้กับเยาวชนหญิงนักกิจกรรมทางการเมืองคนหนึ่ง ศาลชั้นต้นได้พิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดแล้วเห็นว่าจำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง จึงพิพากษาจำคุกคนละ 12 เดือน ไม่รอลงอาญา

จำเลยทั้งสองไม่ยอมรับคำพิพากษา จึงยื่นอุทธรณ์ โดยอ้างว่าไม่มีเจตนากระทำผิด และขอให้ศาลอุทธรณ์แก้เป็นรอลงอาญาแทน แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่า การพ่นสีดังกล่าวเป็นการทำลายโบราณสถานซึ่งเป็นสมบัติของชาติ แม้จะอ้างว่าเป็นการแสดงออกทางการเมือง แต่ก็ไม่อาจละเว้นความผิดตามกฎหมายได้ ศาลจึงยืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น

ทำความรู้จักอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยสร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2475 เพื่อรำลึกถึงการเปลี่ยนแปลงการปกครองสยาม เป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยไทย และได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานตามกฎหมาย ทำให้การทำลายหรือทำให้เสื่อมค่าถือเป็นความผิดร้ายแรง การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงกระทบมรดกชาติ แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์ของการเคลื่อนไหวทางการเมือง

  • ประเด็นสำคัญของคดี: การพ่นสีสเปรย์ที่อนุสาวรีย์และเสาชิงช้า
  • โทษจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา
  • ศาลชี้เป็นการทำลายสมบัติชาติ
  • จำเลยอ้างแสดงออกทางการเมือง แต่ศาลไม่รับ
  • คดีนี้สะท้อนกฎหมายคุ้มครองโบราณสถาน

ผลกระทบและบทเรียนจากกรณีนี้

คดีอุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยนี้ สร้างความฮือฮาในสังคม โดยเฉพาะกลุ่มนักกิจกรรมที่มองว่าเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออก แต่ในทางกฎหมาย ศาลยึดหลักว่าการแสดงออกต้องไม่ละเมิดสิทธิผู้อื่นหรือทรัพย์สินสาธารณะ นักกฎหมายหลายคนวิเคราะห์ว่าคำพิพากษานี้เป็นตัวอย่างสำคัญในการบังคับใช้ พ.ร.บ.โบราณสถานฯ ซึ่งมีโทษสูงสุดถึง 7 ปี หากเป็นการทำลายรุนแรงกว่านี้

นอกจากนี้ ยังมีกรณีคล้ายๆ กันในอดีต เช่น การชุมนุมที่ทำลายทรัพย์สินสาธารณะ ซึ่งศาลมักไม่รอลงอาญาให้ผู้กระทำผิด เพื่อเป็นการลงโทษและป้องปราม กลุ่มนักกิจกรรมควรหันมาใช้วิธีที่สร้างสรรค์ เช่น การรณรงค์ออนไลน์หรือยื่นหนังสือ เพื่อหลีกเลี่ยงข้อกล่าวหาดังกล่าว

จากมุมมองของผู้เขียน คำพิพากษานี้เป็นเครื่องเตือนใจว่าสิทธิเสรีภาพมีขอบเขต การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยต้องเคารพประวัติศาสตร์และมรดกชาติ หากใช้วิธีที่รุนแรง อาจทำให้เสียการสนับสนุนจากสังคมส่วนใหญ่แทน คุณคิดเห็นอย่างไรกับกรณีนี้? มาแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – อุทธรณ์ยืนจำคุก 12 เดือน ไม่รอลงอาญา “สายน้ำ-ออย” พ่นสีอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Share the Post: