พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

สรุป 13 วัน สส. รายงานตัว 498 คน ขาดพีระพันธุ์

หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ชุดที่ 27 แล้ว สส. ต่างเร่งมารายงานตัวที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การทำหน้าที่ในสภาใหม่ ล่าสุด สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าสนใจมาก เพราะแสดงให้เห็นถึงความคึกคักของนักการเมืองที่พร้อมลุยงานทันที

สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

ข้อมูลจากสำนักงานเลขาธิการสภาฯ เมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2569 ซึ่งเป็นวันที่ 13 ของการรับรายงานตัว มีสส. มารายงานตัวเพิ่มอีก 2 คน ทำให้ยอดรวมสะสมอยู่ที่ 498 คน จากทั้งหมดที่กกต.รับรอง 499 คน (ไม่รวมสส.สุพรรณบุรี เขต 2 ที่ยังไม่ประกาศ) คนที่ยังขาดไปเพียงคนเดียวคือ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

การรายงานตัวนี้สำคัญมาก เพราะเป็นขั้นตอนแรกในการยืนยันสถานะสส. ก่อนจะได้สิทธิประโยชน์และเข้าร่วมประชุมสภา หากล่าช้าอาจมีผลกระทบต่อพรรคและตัวบุคคล เช่น การถูกตัดสิทธิ์หรือปัญหาในการนับคะแนน สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าส่วนใหญ่ของสส.ชุดใหม่พร้อมรบแล้ว โดยเฉพาะพรรคใหญ่ๆ ที่ส่งสส.มารายงานตัวเกือบครบ

รายละเอียดการรายงานตัวรายวัน

มาดูกันว่าการรายงานตัวใน 13 วันนี้เป็นอย่างไรบ้าง:

  • 26 ก.พ. 2569: 47 คน
  • 27 ก.พ. 2569: 46 คน
  • 28 ก.พ. 2569: 4 คน
  • 1 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 2 มี.ค. 2569: 14 คน
  • 3 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 4 มี.ค. 2569: 16 คน
  • 5 มี.ค. 2569: 148 คน (พีคสุด!)
  • 6 มี.ค. 2569: 90 คน
  • 7 มี.ค. 2569: 4 คน
  • 8 มี.ค. 2569: 0 คน (วันหยุด?)
  • 9 มี.ค. 2569: 119 คน
  • 10 มี.ค. 2569: 2 คน คือ นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.เขต 33 พรรคประชาชน และนายวรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี

เห็นได้ชัดว่าวันที่ 5 มี.ค. มีสส.ทะลักมารายงานตัวถึง 148 คน น่าจะเป็นเพราะหลายพรรคเร่งจัดการเอกสารให้ทัน deadline ส่วนวันที่ 8 มี.ค. เงียบเหงาเพราะเป็นวันหยุด

สส. รายงานตัวแยกตามพรรคการเมือง

เมื่อ สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน แบ่งตามพรรค ดังนี้:

  • พรรคภูมิใจไทย: 191 คน (นำโด่ง!)
  • พรรคประชาชน: 120 คน
  • พรรคเพื่อไทย: 74 คน
  • พรรคกล้าธรรม: 58 คน
  • พรรคประชาธิปัตย์: 21 คน
  • พรรคไทรวมพลัง: 6 คน
  • พรรคประชาชาติ: 5 คน
  • พรรคพลังประชารัฐ: 5 คน
  • พรรคเศรษฐกิจ: 3 คน
  • พรรครวมไทยสร้างชาติ: 1 คน
  • และพรรคเล็กอื่นๆ อีกหลายพรรค

พรรคภูมิใจไทยครองแชมป์ตัวเลขสส.ที่รายงานตัวมากที่สุด สะท้อนฐานเสียงที่แข็งแกร่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ ขณะที่พรรครวมไทยสร้างชาติมีสส.รายงานตัวแค่ 1 คน และหัวหน้าพรรคยังไม่มา ทำให้เป็นประเด็นจับตา

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสการเมืองที่ร้อนระอุ สภาใหม่ชุดนี้จะมีบทบาทสำคัญในการผลักดันนโยบายต่างๆ เช่น เศรษฐกิจ การศึกษา และปัญหาสังคม สส.ที่รายงานตัวครบเกือบหมด แสดงถึงความมุ่งมั่นของนักการเมืองรุ่นใหม่

อย่างไรก็ตาม กรณีนายพีระพันธุ์ที่ยังไม่มารายงานตัว อาจมีสาเหตุจากธุระส่วนตัวหรือปัญหาเอกสาร แต่คาดว่าจะเคลียร์ได้เร็วๆ นี้ เพราะหากล่าช้านานอาจกระทบต่อภาพลักษณ์พรรค

สำหรับภาพบรรยากาศ สส.มารายงานตัวที่โถงชั้น B1 อาคารรัฐสภา คึกคักมาก บางคนมาพร้อมทีมงาน บางคนมาคนเดียว สร้างสีสันให้กับการเมืองไทย

สส. รายงานตัวสภาฯ
บรรยากาศรายงานตัว
สส. เข้าสภา
รายงานตัว 13 วัน

สรุปแล้ว สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เป็นสัญญาณดีว่าสภาไทยใกล้สมบูรณ์แบบแล้ว ในมุมมองผู้เขียน การเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่มาสู่ประชาชน หากสส.ทุกคนทุ่มเท

ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา และอย่าลืมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณคาดหวังอะไรจากสภาใหม่!

ที่มา – สรุป 13 วัน สส. รายงานตัวสภาฯ แล้ว 498 คน ขาดแค่ “พีระพันธุ์” หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ

“อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน

สถานการณ์วิกฤตพลังงานกำลังร้อนระอุหลังจากอิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งกระฉูด แต่คุณรู้ไหมว่าน้ำมันที่ปั๊มในไทยตอนนี้ยังเป็นสต็อกเก่าที่นำเข้าตั้งแต่ 3 เดือนก่อน? นี่คือเหตุผลที่ “อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน เพราะไม่จำเป็นต้องเอาเงินกองทุนที่ประชาชนสะสมมาอุดหนุนเอกชนที่กำลังฟันกำไรเกินควรเลย!

“อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2569 เกี่ยวกับกรณีกระทรวงพลังงานเตรียมดึงเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่งฟื้นตัวเป็นบวกไปชดเชยราคาน้ำมัน เขาบอกตรงๆ ว่ามันคือการเอาเงินประชาชนไป補กำไรให้เอกชน แล้วสุดท้ายประชาชนก็ต้องจ่ายคืนกองทุนอยู่ดี แบบนี้ไม่ยั่งยืนและไม่ยุติธรรมเลยนะครับ

ที่สำคัญ น้ำมันที่ขายในไทยตอนนี้เป็นล็อตเก่าที่ต้นทุนต่ำกว่าตลาดปัจจุบันมาก เอกชนอ้างราคาตลาดสิงคโปร์ปรับขึ้นก็ขึ้นราคาขายตามทันที แต่จริงๆ แล้วต้นทุนจริงคือราคาน้ำมันดิบเมื่อเกือบ 3 เดือนที่แล้ว ไม่ใช่ราคาใหม่ที่พุ่งเพราะวิกฤตฮอร์มุซ นี่แหละที่ทำให้ “อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน โดยเสนอทางออกที่ชาญฉลาดกว่า

เหตุผลที่เอกชนยังขายน้ำมันล็อตต้นทุนเก่า

  • สต็อกน้ำมันล่าช้า: น้ำมันนำเข้าจากต่างประเทศต้องใช้เวลาเดินทางและกลั่นประมาณ 2-3 เดือน ดังนั้นสต็อกปัจจุบันยังผูกกับต้นทุนเก่า
  • ไม่สมเหตุสมผลอ้างสิงคโปร์: ในอดีตสมัยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็น รมว.พลังงาน เคยบังคับเปิดเผยต้นทุนจริงของโรงกลั่น พบว่าต้นทุนไม่ผันผวนตามตลาดสิงคโปร์ขนาดนั้น
  • กำไรเกินควร: เอกชนฉวยโอกาสปรับราคาขึ้นทันควัน โดยไม่รอต้นทุนจริงเปลี่ยน สุดท้ายประชาชนเดือดร้อน

ถ้าปล่อยไปแบบนี้ รัฐก็จะต้องผลาญเงินกองทุนน้ำมันที่มาจากภาษีและเงินสะสมของเราเข้าไปช่วย ซึ่งกองทุนเพิ่งจะกลับมาสุขภาพดีได้ไม่นาน ถ้าสงครามหรือวิกฤตยืดเยื้อ ค่อยว่ากันใหม่ แต่ตอนนี้ 15 วันแรกอย่าให้เอกชนลักไก่ทำกำไรฟรีๆ

ทางออกจาก พ.ร.ก.ป้องกันภาวะขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516

อรรถวิชช์เสนอให้ใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีตาม พ.ร.ก.แก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.การป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 ซึ่งให้อำนาจสั่งตรึงราคาน้ำมันและห้ามส่งออกได้ทันที โดยไม่ต้องแตะเงินกองทุนแม้แต่บาทเดียว! นี่คือวิธีที่รัฐปกป้องประชาชนโดยตรง ไม่ต้องเสียเงินกองทุนไปอุดหนุนเอกชน

ลองนึกภาพดูสิครับ ถ้ารัฐตรึงราคาไว้ชั่วคราว รอให้สต็อกเก่าหมด แล้วค่อยปรับตามต้นทุนใหม่ ประชาชนไม่ต้องจ่ายแพงตั้งแต่แรก และกองทุนก็ยังเหลือไว้รับมือวิกฤตใหญ่ในอนาคต มันสมเหตุสมผลและเป็นธรรมมากกว่าเดิมเยอะ

นอกจากนี้ กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยังมีบทบาทสำคัญในการรักษาเสถียรภาพราคาให้ประชาชนมานาน ถ้าเราปล่อยให้ถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์บ่อยๆ สุดท้ายใครจะเดือดร้อน? ใช่แล้ว ประชาชนอย่างเรานี่แหละ ในปีที่ผ่านมา เราพบว่าราคาน้ำมันผันผวนหนักจากปัจจัยโลก แต่ระบบสต็อกและกฎหมายเก่ายังช่วยได้ ถ้ารัฐใช้เครื่องมือที่มีให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ความเห็นนี้ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการปกป้องเงินในกระเป๋าประชาชนอย่างแท้จริง ถ้าคุณกำลังบ่นว่าราคาน้ำมันแพง ลองคิดตามดูนะว่าทำไมไม่ตรึงราคาก่อน แล้วค่อยดูสถานการณ์

สำหรับผมแล้ว การเสนอของอรรถวิชช์นี่แหละคือ insight ที่เฉียบคมในยามวิกฤต มันแสดงให้เห็นว่ารัฐมีทางเลือกมากกว่าการโยนเงินแก้ปัญหา คุณล่ะเห็นด้วยไหม? ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเติมน้ำมันแพงๆ รับรู้ เพื่อกดดันให้รัฐตัดสินใจถูกต้อง!

ที่มา – “อรรถวิชช์” เบรกรัฐผลาญงบกองทุนน้ำมัน เหตุเอกชนยังคงขายน้ำมันในล็อตต้นทุนเก่า 3 เดือน

“พีระพันธุ์” จี้ตรึงราคาน้ำมัน 1 เดือนรับมือฮอร์มุซ

สถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังเป็นห่วงประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันหลักของโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง ล่าสุด “พีระพันธุ์” จี้ รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

“พีระพันธุ์” จี้ รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้แถลงเมื่อวันที่ 3 มี.ค. 2569 เสนอแนะให้รัฐบาลออกมาตรการด่วน โดยใช้ พ.ร.ก.แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2516 เพื่อตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน ป้องกันผู้ค้าฉวยโอกาสขึ้นราคา ช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากปิดจริง ไทยที่นำเข้าน้ำมันกว่า 80% จะได้รับผลกระทบหนัก ทั้งราคาน้ำมันแพง ค่าน้ำมันดีเซล แก๊สโซฮอล์ และ LPG พุ่งสูง ส่งผลต่อค่าขนส่ง อาหาร และเศรษฐกิจทั้งระบบ

ทำไมต้องตรึงราคาน้ำมัน? เพราะหากปล่อยไว้ ผู้ค้าปลีกจะปรับราคาตามตลาดโลกทันที แม้ไทยมีน้ำมันสำรอง แต่ไม่เพียงพอรับมือวิกฤตรุนแรง ข้อเสนอของพีระพันธุ์จึงเป็นทางออกที่รวดเร็วและตรงจุด

มาตรการระยะสั้น: ใช้ พ.ร.ก. 2516 ตรึงราคาและห้ามส่งออก

ในระยะสั้น พ.ร.ก.ฉบับนี้ให้อำนาจนายกฯ เบ็ดเสร็จ สั่งตรึงราคา ห้ามส่งออกหรือนำเข้าน้ำมันได้ทันที ต่างจาก พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543 ที่อำนาจจำกัดแค่ห้ามจำหน่าย ไม่ครอบคลุมการส่งออก เหมาะกับภาวะขาดแคลนจริง

  • ตรึงราคาน้ำมัน อย่างน้อย 1 เดือน เพื่อให้ประชาชนวางแผนค่าใช้จ่าย
  • ห้ามส่งออกน้ำมัน ป้องกันน้ำมันไทยไหลออกต่างประเทศ
  • ควบคุมราคาขายปลีก ไม่ให้ผู้ค้าฉวยโอกาส

หากรัฐบาลล่าช้า ประชาชนต้องแบกรับราคาน้ำมันที่อาจพุ่ง 10-20 บาทต่อลิตร ส่งผลต่อเงินเฟ้อและ GDP หดตัว

โมเดลระยะยาว: คลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ (SPR)

สำหรับระยะยาว พรรครวมไทยสร้างชาติชูโมเดลคลังน้ำมันสำรองแห่งชาติ แทนพึ่งกองทุนน้ำมันที่สร้างหนี้สาธารณะมหาศาล หลักการคือให้ผู้ค้านำน้ำมันต้นทุนต่ำมาจัดเก็บแทนเงิน เมื่อน้ำมันโลกแพง รัฐนำน้ำมันสำรองราคาถูกออกขายช่วยประชาชน

  • เพิ่มสำรองน้ำมันจาก 60 วัน เป็น 150 วัน (60+90)
  • ลดการนำเงินเข้าคลัง ลดภาระภาษีประชาชน
  • ยั่งยืนกว่ากองทุนน้ำมันที่ขาดดุลบ่อย

ปัจจุบันน้ำมันสำรองไทยเป็นแบบหมุนเวียนเพื่อการค้า หากวิกฤตหนักจะหมดเร็ว โมเดล SPR จะสร้างความมั่นคงพลังงานไทย พรรคยกร่างกฎหมายพร้อมแล้ว ยินดีเสนอรัฐบาล

ช่องแคบฮอร์มุซสำคัญอย่างไร? เป็นทางออกจากอ่าวเปอร์เซีย สู่ทะเลอาหรับ ขนส่งน้ำมันจากซาอุฯ อิรัก สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หากอิหร่านปิด ราคาน้ำมันโลกอาจทะยาน 100-150 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ไทยนำเข้าน้ำมันวันละ 700,000-800,000 บาร์เรล จะกระทบหนัก

ข้อเสนอนี้ไม่เพียงรับมือวิกฤต แต่ป้องกันอนาคต หากรัฐนำไปใช้ จะช่วยประชาชนได้จริง

คุณเห็นด้วยกับข้อเสนอตรึงราคาน้ำมันและคลัง SPR หรือไม่? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ และแชร์บทความนี้เพื่อให้รัฐบาลรับรู้!

ที่มา – “พีระพันธุ์” จี้ รัฐบาลตรึงราคาน้ำมันอย่างน้อย 1 เดือน รับมือปิดช่องแคบฮอร์มุซ

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย ทีมนินจา

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล คดีดังที่ทำให้รัฐบาลไทยปวดหัวมานานหลายปี ในที่สุดก็คลี่คลายได้แล้ว ด้วยฝีมือของทีมลับที่เรียกว่า “ทีมนินจา” นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาเผยความจริงเบื้องหลังการเจรจาครั้งนี้ เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2568

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล

คดีเหมืองทองอัครา เป็นข้อพิพาทใหญ่ระหว่างรัฐบาลไทยกับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด ลิมิเต็ด จากออสเตรเลีย เจ้าของเหมืองทองคำอัคราในจังหวัดพิจิตร ปัญหาเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2559 เมื่อรัฐบาล คสช. ภายใต้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ใช้อำนาจตามมาตรา 44 สั่งระงับกิจการเหมือง หลังมีกระแสต่อต้านจากประชาชนที่กังวลเรื่องสุขภาพและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะประเด็นไซยาไนด์ที่อาจรั่วไหล

บริษัทคิงส์เกตมองว่ารัฐบาลไทย “กลั่นแกล้ง” จึงฟ้องร้องต่ออนุญาโตตุลาการที่สิงคโปร์ ภายใต้ข้อตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย เสี่ยงต้องจ่ายค่าเสียหายสูงถึงหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็น “ค่าโง่” ที่ไม่มีใครอยากเห็น

จุดเริ่มต้นของทีมนินจาในสมัยรัฐบาลลุงตู่

ตอนที่นายพีระพันธุ์เข้ามารับผิดชอบ คดีใกล้ถึงจุดชี้ขาดแล้ว ทีมปกติจากกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังเจรจา แต่ต้องการการประสานงานลึกซึ้งนอกรอบ จึงขออนุมัติจากนายกฯ ประยุทธ์ ตั้ง “ทีมนินจา” ขึ้นมา ชุดนี้ประกอบด้วย

  • นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค
  • ศ.อธึก อัศวานันท์
  • พล.ท.นิธิ จึงเจริญ (ตำแหน่งขณะนั้น)
  • ตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา

ทีมนี้เข้าไปเจรจากับผู้บริหารบริษัทอัคราและบริษัทแม่ในออสเตรเลีย ชี้แจงข้อเท็จจริงว่าการสั่งปิดเป็นอำนาจปกติของอธิบดีกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ไม่ใช่เจตนากลั่นแกล้ง แม้ใช้ ม.44 แต่เป็นเพื่อเร่งด่วนเท่านั้น นอกจากนี้ คดีอาญาที่ยังค้าง รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงได้ แต่ทีมชี้ให้เห็นโอกาสธุรกิจระยะยาวในไทยที่คุ้มค่า

ผู้บริหารคิงส์เกตทั้งในไทยและออสเตรเลียยอมรับแนวทางนี้ ส่งผลให้ทั้งสองฝ่ายขอขยายเวลาคำชี้ขาดจากอนุญาโตตุลาการร่วมกัน โดยไม่มีใครคัดค้าน

ความต่อเนื่องข้าม 3 รัฐบาล: จากประยุทธ์ สู่เศรษฐา และแพทองธาร

สิ่งน่าประทับใจคือ ทีมนินจายังคงทำงานต่อเนื่อง แม้รัฐบาลเปลี่ยน สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน และน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่ได้ตั้งทีมใหม่ แต่ให้ทีมนเดิมประสานต่อ จนในที่สุดผู้ถือหุ้นบริษัทยอมรับเงื่อนไขที่ผู้บริหารเสนอ ไม่ต้องรอคำตัดสินจากสิงคโปร์ ยุติข้อพิพาทได้สำเร็จ

การเจรจาครั้งนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเงินภาษีของประชาชนหลายหมื่นล้าน แต่ยังฟื้นความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ โดยแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไทยมีระบบยุติธรรมและเปิดกว้างสำหรับธุรกิจที่โปร่งใส

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเป็นบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับการใช้อำนาจรัฐ ว่าต้องชัดเจนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่นำไปสู่การฟ้องร้องระดับนานาชาติ เหมืองทองอัคราอาจกลับมาเปิดใหม่ได้ หากปฏิบัติตามกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย

เหมืองทองอัคราเคยสร้างรายได้มหาศาล สร้างงานให้คนในพื้นที่พิจิตรนับพันคน หากคลี่คลายได้จริง จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นและเพิ่มรายได้แผ่นดินจากภาษี แต่ต้องสมดุลกับการดูแลสุขภาพประชาชนและแม่น้ำป่าสัตว์ป่าใกล้เคียง

“พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล แสดงให้เห็นพลังของความสามัคคีและความต่อเนื่องในการแก้ปัญหาชาติ อย่าปล่อยให้การเมืองมาขัดขวางผลประโยชน์ประชาชน

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? คดีเหมืองทองอัคราควรกลับมาเปิดหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รู้เบื้องหลังความสำเร็จที่แท้จริง!

ที่มา – “พีระพันธุ์” เผย คดีเหมืองทองอัคราคลี่คลาย เป็นเพราะ ทีมนินจา ที่ทำงานมา 3 รัฐบาล

พีระพันธุ์ อัด กกต. อ้างสีข้างถลอกไร้ MOU ธปท.

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ดราม่าร้อนแรงมาก เมื่อ พีระพันธุ์ อัด กกต. อย่างจัง เรื่องสองมาตรฐานในการตรวจสอบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะปม “ซีเค เจิง” กับเงินสด 450 ล้านบาทที่หายวับไปไหนไม่รู้ วันนี้เรามาเจาะลึกกันแบบเป็นกันเอง ว่าปมนี้มันเกิดอะไรขึ้น และทำไมถึงเป็นประเด็นใหญ่โตขนาดนี้

พีระพันธุ์ อัด กกต. อ้างสีข้างถลอกไร้ MOU ธปท.

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมา พีระพันธุ์ อัด กกต. แบบไม่ยั้ง หลังจากที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เรียกนายซีเค เจิง คอนเทนต์ครีเอเตอร์ชื่อดังมาสอบสวน กรณีโพสต์คลิปยายถูกซื้อเสียงคนละ 2,000 บาท แต่กลับเมินกรณีเบิกถอนเงินสดผิดปกติถึง 450 ล้านบาทในช่วงหาเสียงเลือกตั้ง

ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังออกมาแฉเองเลยว่า พบการเบิกเงินสดจำนวนมหาศาลจากธนาคารพาณิชย์ในลักษณะไม่ปกติ รวมมูลค่าประมาณ 450 ล้านบาท พีระพันธุ์บอกว่า อยู่การเมืองมานานกว่า 30 ปี ไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน แม้ไม่ใช่ช่วงเลือกตั้ง การเบิกเงินสดขนาดนี้ก็ผิดปกติแล้ว ยิ่งเป็นช่วงหาเสียง ยิ่งน่าสงสัยหนัก เงินไปไหน? เอาไปทำอะไร? สืบไม่ยากเพราะมีหลักฐานธนาคารชัดเจน

ปม “ซีเค เจิง” กับการซื้อเสียง 2,000 บาท

กรณีของ “ซีเค เจิง” กลายเป็นจุดเริ่มต้นดราม่า เมื่อเขาออกมาแฉเรื่องยายถูกซื้อเสียง 2,000 บาทต่อคน กกต. ไม่รอช้า รีบเรียกสอบทันที แต่พอเจอประเด็นใหญ่กว่าอย่างเงิน 450 ล้าน กลับอ้างว่า “สีข้างถลอก” หรือไม่มี MOU กับธปท. ไม่สามารถตรวจสอบได้ พีระพันธุ์ตั้งคำถามหนักว่า นี่สองมาตรฐานชัดๆ หรือเปล่า?

ตามรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้ง กกต. มีอำนาจเต็มที่ในการสืบสวน หากมีพฤติการณ์น่าสงสัยกระทบความบริสุทธิ์ยุติธรรม สำนักงานกกต. ต้องสนับสนุน ถ้าละเลยอาจโดนประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นหน้าที่ พีระพันธุ์ยังย้ำว่า ในอดีตเคยเตือนกกต. ชุดก่อนๆ เรื่องหลักเกณฑ์เลือกตั้งไม่ชอบกฎหมาย แต่ไม่ฟัง จนศาลตัดสินจำคุกทีหลัง

  • จุดสังเกตหลัก: กกต. สอบเงิน 2,000 บาท แต่เมิน 450 ล้าน
  • ผู้ว่าฯ ธปท. เป็นพยานหลักฐานสำคัญ แต่ไม่ขยับ
  • อ้างไม่มี MOU แต่กฎหมายให้อำนาจอยู่แล้ว
  • ประชาชนสงสัย ซีเค เจิงผิดจริงไหม? ต้องดูพยานหลักฐาน

ทำไมประเด็นเงินสด 450 ล้านถึงสำคัญ?

การเบิกเงินสดจำนวนมากในช่วงเลือกตั้ง มันชี้ชัดถึงปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียงระดับใหญ่ ซึ่งเป็นมะเร็งร้ายของระบบประชาธิปไตยไทย พีระพันธุ์เรียกร้องให้กกต. และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ดำเนินการอย่างโปร่งใส เป็นธรรม รักษาความบริสุทธิ์ของการเลือกตั้ง หากปล่อยผ่าน จะยิ่งทำให้สังคมขาดความเชื่อมั่น

จากประสบการณ์นักการเมืองรุ่นใหญ่ พีระพันธุ์มองว่าปมนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก อาจเชื่อมโยงไปถึงกลุ่มอำนาจบางกลุ่มที่อยากครอบงำผลเลือกตั้ง เราควรติดตามใกล้ชิด เพราะมันกระทบอนาคตชาติโดยตรง

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ ต้องกำจัดทุจริตตั้งแต่ต้นทางแบบนี้แหละ คุณล่ะคิดเห็นยังไง? คิดว่ากกต. ควรเร่งสอบเงิน 450 ล้านไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ประเด็นนี้แพร่หลายนะ!

ที่มา – “พีระพันธุ์” อัด กกต. อ้างสีข้างถลอก ไร้ MOU ธปท. แต่ปม “ซีเค เจิง” กับเร่งสอบ

พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง

ในสถานการณ์ที่ค่าไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประชาชนชาวไทยต่างเดือดร้อนกับภาระค่าใช้จ่ายที่พุ่งปรี๊ด ล่าสุด พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนให้ความสนใจ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะตรวจสอบโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ทั้งระบบ หากได้กลับมาดูแลกระทรวงพลังงานอีกครั้ง

พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นหลังจากวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ที่นายพีระพันธุ์ได้ประกาศกร้าวว่าจะรื้อสอบสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จากโซลาร์ทั้งยกแผง โดยเฉพาะปมที่ราคารับซื้อไฟฟ้าดีดตัวสูงผิดปกติ จากเดิมสมัยที่ท่านดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ราคาอ้างอิงจาก Floating Solar ของรัฐอยู่ที่ 1.57 บาทต่อหน่วย แต่พอเปลี่ยนรัฐบาล ราคากลับพุ่งไป 2.16 บาทต่อหน่วยแบบไม่ทันตั้งตัว

นายพีระพันธุ์ตั้งคำถามสำคัญว่า ทำไมเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์ที่ถูกลงทุกวัน ราคาสัญญากับเอกชนกลับแพงขึ้น สร้างภาระผูกพันยาวนานให้รัฐและประชาชน ท่านย้ำว่าตลอด 2 ปีที่ดูแล ไม่เคยเปิดประมูลใหม่ แต่ชะลอสัญญาเก่าเพราะไฟฟ้าสำรองล้นตลาด การเร่งเซ็นสัญญาแพงจึงเหมือนเอื้อเอกชนเกินจริง

ปมสัญญาโซลาร์ดีดตัวปริศนา

รายละเอียดที่น่าตกใจคือ การเร่งรัดเซ็นสัญญาหลังท่านพ้นตำแหน่ง สร้างคำถามใหญ่ถึงความโปร่งใส พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง โดยจะสอบสวนทั้งระบบว่าทำไมราคาถึงกระโดด และใครได้ประโยชน์ นี่ไม่ใช่แค่เรื่องค่าไฟ แต่เป็นภาระงบประมาณชาติที่ประชาชนต้องจ่ายในระยะยาว

แนวทางลดค่าไฟอย่างยั่งยืน

นอกจากตรวจสอบแล้ว นายพีระพันธุ์ยังเสนอทางออกเจ๋งๆ เช่น เปิดเสรีผลิตไฟโซลาร์ให้ประชาชนและหน่วยงานผลิตเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องขออนุญาตยุ่งยาก ช่วยลดภาระรัฐในการรับซื้อ และทำให้ค่าไฟถูกลงจริง นี่คือวิสัยทัศน์ที่เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง

  • ตรวจสอบสัญญา PPA ทั้งหมด: รื้อยกแผงหากพบผิดปกติ
  • ชะลอโครงการแพง: จนกว่าจะราคาถูกลงตามเทคโนโลยี
  • เปิดเสรีโซลาร์รูฟท็อป: ประชาชนผลิตใช้เอง ลดค่าไฟบ้าน
  • บริหารไฟฟ้าสำรอง: ไม่ให้ล้นตลาด สร้างสมดุล

ประเด็น พีระพันธุ์ ลั่นเช็คบิลค่าไฟสูงเกินจริง สะท้อนปัญหาใหญ่ในวงการพลังงานไทย ที่การเมืองมาปะปนกับธุรกิจเอกชน ประชาชนอย่างเราต้องจับตา หากปล่อยไว้ ค่าไฟอาจพุ่งต่อเนื่อง ส่งผลกระทบเศรษฐกิจฐานราก

ในมุมมองของผู้เขียน คำประกาศนี้คือสัญญาณดี หากพรรครัฐบาลถัดไปนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมพลังงานไทยให้โปร่งใสและประหยัดยั่งยืน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? ค่าไฟแพงแบบนี้ ควรมีใครรับผิดชอบไหม ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ที่กำลังเดือดร้อนกับค่าไฟได้รู้ด้วยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลั่นหากกลับมาดูพลังงาน จะเช็คบิลยกแผงหลังปล่อยค่าไฟสูงเกินจริง

รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำการเมืองขาวสะอาด

รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแคมเปญเลือกตั้งล่าสุด พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จัดเวทีปราศรัยใหญ่ที่ลานอเวนิว โซน A ศูนย์การค้า MBK Center เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 ภายใต้แนวคิด “เลือกเบอร์ 6 เลือกกำหนดชีวิตเอง” นำทีมโดยนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกฯ พร้อมแกนนำอย่างนายชัชวาลล์ คงอุดม, นายวิทยา แก้วภราดัย, นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี และนายนราพัฒน์ แก้วทอง ประชาชนมาร่วมฟังแน่นลาน

รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด

ในงานนี้ พรรครทสช. ชูจุดยืนชัดเจนในการต่อสู้กับทุนผูกขาดทุกวงการ ไม่ว่าจะเป็นพลังงาน เกษตร หรือการเงิน โดยย้ำว่าพรรคยึดมั่นการเมืองสีขาว สะอาด ไม่ผูกพันกับอำนาจหรือผลประโยชน์ใดๆ ชีวิตประชาชนไม่ใช่เกมของนักการเมือง พรรคกล้าพูดตรงๆ และแสดงผลงานจริง เช่น ลดค่าไฟฟ้าจาก 4.70 บาทเหลือ 3.94 บาทต่อหน่วย ประหยัดเงินประชาชนกว่า 270,000 ล้านบาท

นโยบายเกษตรกรไทย: ลดต้นทุนปุ๋ยไม่เกิน 500 บาท

นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรค กล่าวถึงปัญหาเกษตรกรยากจนจากต้นทุนสูง โดยเฉพาะปุ๋ยที่นำเข้าและราคาผันผวน พรรครทสช. เสนอใช้โพแทสเซียมในประเทศผลิตปุ๋ย ลดราคาไม่เกิน 500 บาทต่อถุง ไทยมีก๊าซธรรมชาติผลิตยูเรียเองได้ สำหรับข้าว จะพลิกจากขายเปลือกเป็นแปรรูปข้าวสาร รัฐช่วยอบ สี บรรจุ และแพลตฟอร์มขายทั่วประเทศ คาดราคาข้าวเปลือกพุ่งถึง 15,000 บาทต่อตัน นอกจากนี้ จัดโซนนิ่งด้วย Big Data เชื่อมพาณิชย์-เกษตร สนับสนุน Young Smart Farmer ลดพ่อค้าคนกลาง ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

ภาพปราศรัย รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด

ผลงานพลังงานและต่อสู้ทุนผูกขาด

นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี ชี้ผลงานนายพีระพันธุ์ที่เปลี่ยนกติกาไฟฟ้า ลดค่าไฟ 16% สูงสุดในประวัติศาสตร์ ปัญหาปุ๋ยแพงมาจากทุนผูกขาด การสู้ทำให้ ส.ส. พรรคลดลง แต่พรรคไม่ถอย ผู้สมัครทั่วกรุงเทพฯ มีหัวใจเต็มร้อย พร้อมชนโครงสร้างเก่า สำหรับระบบเครดิตบูโรไทยเอื้อธนาคารกำไรปีละ 2 แสนล้าน พรรคเสนอใช้ระบบคะแนนเครดิตแบบต่างประเทศ ส่งเสริมแข่งขันดอกเบี้ย

นายอรรถวิชช์ ปราศรัยผลงานพลังงาน รทสช.

จุดยืนรัฐธรรมนูญ: แก้ไข ไม่ใช่ฉีกทิ้ง

นายอรรถวิชช์ คัดค้านใช้งบ หมื่นล้านแก้รธน. แบบไม่จริงใจ การฉีกทั้งฉบับกระทบความเชื่อมั่นนักลงทุน ยกญี่ปุ่นแก้ไขต่อเนื่อง ไม่เคยล้มทั้งระบบ รธน. ต้องวิวัฒนาการผ่านนักการเมืองเข้มแข็ง

ปราศรัยนายพีระพันธุ์: ชีวิตเรา เราเลือกเอง

นายพีระพันธุ์ ลั่นไม่ตกเป็นเหยื่อวาทกรรมเก่า ไม่เลือกตามสีหรือยุทธศาสตร์นักการเมือง พรรครทสช. คือสีขาวแท้ ยึดชาติ ศาสนา กษัตริย์ ชูลดค่าไฟ ค่าครองชีพ ก๊าซหุงต้ม นโยบายปากท้องที่พรรคอื่นตาม ถ้าได้บริหาร จะลดค่าไฟอีก 50 สต. เหลือ 3.30 บาท ประหยัด 1.7 ล้านล้านใน 4 ปี รื้อการศึกษา “อยากเรียนอะไรได้เรียน” ยกเลิกสอบเข้า เรียนกี่ปีก็ได้ จบเมื่อพร้อม ลดเหลื่อมล้ำ

นายพีระพันธุ์ ปราศรัย รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด
เวทีปราศรัย รทสช. ที่ MBK
ประชาชนร่วมฟัง รทสช. ย้ำการเมืองขาวสะอาด

รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด ชัดเจนเพื่อประชาชน อย่าปล่อยให้ชีวิตตกเป็นหมากรุก มาเลือกเบอร์ 6 รวมไทยสร้างชาติ เพื่อกำหนดอนาคตตัวเอง ลดค่าครองชีพ สร้างความยั่งยืนให้ครอบครัวและชาติ

ที่มา – รทสช. ประกาศเปิดหน้าชนทุนผูกขาด ย้ำจุดยืนการเมืองขาวสะอาด

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชูข้าวตันละ 15,000 บาท

สวัสดีเพื่อนๆ ชาวพิษณุโลกและเกษตรกรทั่วไทยครับ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวการเมืองที่กำลังมาแรงกันหน่อยดีกว่า นายพีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบเต็มตัว เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวบางระกำที่กำลังเดือดร้อนหนักจากราคาข้าวตกต่ำและค่าครองชีพแพงปรี๊ด นโยบายเด็ดๆ ที่ชูออกมาอย่างข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมันและค่าไฟ ก็ทำให้หลายคนเริ่มหันมองพรรครวมไทยสร้างชาติกันเยอะเลยนะ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุ

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2567 (แก้จาก 2569 น่าจะพิมพ์ผิด) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) เดินทางลงพื้นที่จังหวัดพิษณุโลกอย่างอบอุ่น เพื่อช่วยนางสาวณัฏฐปีญา แครบทรี ผู้สมัคร ส.ส. เขต 4 เบอร์ 6 หาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนมารอต้อนรับเพียบเลยครับ ก่อนลงพบปะนายพีระพันธุ์แวะไหว้พระพุทธชินราชที่วัดพระศรีรัตนมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อความเป็นสิริมงคล จากนั้นไปกราบหลวงพ่อสำลี ที่วัดราชบูรณะ พระอารามหลวงด้วย บรรยากาศคึกคักมาก เห็นแล้วรู้สึกได้ถึงพลังของประชาชน

ประชาชนต้อนรับ พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก

จากนั้นก็ตรงดิ่งไปยังตลาดบางระกำ อำเภอบางระกำ จังหวัดพิษณุโลก ที่นี่พ่อค้าแม่ค้าและเกษตรกรรุมเล่าปัญหาให้ฟังแบบไม่ยั้ง หนี้สินพอกพูน ราคาข้าวหายเหือดเกวียนละแค่ไม่กี่พัน ปุ๋ยแพง ข้าวถูกพ่อค้าคนกลางกดราคา คุณลองคิดดูสิครับ ชาวนาไทยต้องลำบากขนาดไหนในยุคนี้

พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลก ชู นโยบายแก้ปากท้อง

พีระพันธุ์ พูดคุยกับเกษตรกรบางระกำ พิษณุโลก

นายพีระพันธุ์ตอบรับปัญหาเต็มๆ ด้วยนโยบายพรรคที่ชัดเจน โดยเฉพาะเรื่องข้าว พรรครวมไทยสร้างชาติจะวางระบบให้ชาวนาได้ราคาข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านการให้รัฐร่วมลงทุนตั้งโรงสี รับซื้อข้าวเปลือก แปรรูปเป็นข้าวสารขายกิโลละ 30 บาท คำนวณแล้วต่อรอบผลิต ชาวนาได้ข้าวสารกว่า 200,000 บาท บวกแกลบรำข้าวอีก 75,000 บาท รวมเกือบ 300,000 บาท! เปลี่ยนจากชาวนาเป็นผู้ประกอบการเลยครับ น่าสนใจมากใช่มั้ย

นอกจากนี้ยังมีนโยบายพลังงานเด็ด ลดราคาน้ำมันเบนซิน-ดีเซลเหลือลิตรละ 25 บาท ค่าไฟไม่เกินหน่วยละ 3.30 บาท สวัสดิการถ้วนหน้า 1,500 บาท/เดือนทุกวัย หากเคยเสียภาษีได้เพิ่มอีก 500 บาท รวม 2,000 บาท ช่วยลดค่าครองชีพ ยกระดับชีวิตให้มั่นคง

  • ข้าวตันละ 15,000 บาท ผ่านโรงสีรัฐ
  • น้ำมันลิตรละ 25 บาท
  • ค่าไฟหน่วยละ 3.30 บาท
  • เบี้ยยังบำนาญ-พิการ 1,500-2,000 บาท/เดือน
  • ยกระดับเกษตรกรเป็นผู้ประกอบการ

นโยบายเหล่านี้ตอบโจทย์ปัญหาจริงของชาวบางระกำและพิษณุโลกมากๆ ครับ ที่ผ่านมาเกษตรกรต้องเผชิญราคาผันผวน ค่าน้ำมันแพง ค่าไฟพุ่ง ทำให้รายได้ไม่พอเลี้ยงชีพ ถ้าพรรคนี้ได้บริหารจริง คงเห็นการเปลี่ยนแปลงใหญ่ ลองนึกภาพชาวนาขายข้าวได้ราคาดี ไม่ต้องกังวลหนี้สิน มีเงินออม มีเวลาพักผ่อน น่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจท้องถิ่นให้คึกคักขึ้นเยอะ

สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวเลือกตั้ง การที่พีระพันธุ์ ลุยหาเสียงพิษณุโลกแบบนี้ แสดงถึงความตั้งใจจริงจัง ไม่ใช่แค่มาถ่ายรูปเฉยๆ แต่ลงพื้นที่ฟังปัญหาและเสนอทางแก้ชัดเจน คุณลองเปรียบเทียบกับพรรคอื่นดูสิครับ ว่าใครตอบโจทย์ชีวิตจริงมากที่สุด

ส่วนตัวผมมองว่านโยบายนี้มีโอกาสสำเร็จสูง ถ้ารัฐบาลใหม่ให้ความสำคัญกับเกษตรกรซึ่งเป็นฐานเศรษฐกิจหลักของไทย มันไม่ใช่แค่ช่วยชาวนา แต่ช่วยทุกคนเพราะข้าวคืออาหารหลัก ลดราคาน้ำมันค่าไฟก็ช่วยทุกครัวเรือน ถ้าคุณเห็นด้วย ลองแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือกดไลค์แชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ รู้จักกันนะครับ และอย่าลืมไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพื่ออนาคตที่ดีกว่า!

ที่มา – “พีระพันธุ์” ลุยหาเสียงพิษณุโลก ขอแก้ปัญหาชาวบางระกำ ชูข้าวตันละ 15,000 บาท ลดราคาน้ำมัน-ค่าไฟ

รทสช. เตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 3 ก.พ. นี้

พรรครวมไทยสร้างชาติ หรือที่รู้จักกันในชื่อ รทสช. กำลังสร้างกระแสฮือฮาด้วยการเตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 3 ก.พ. นี้ ภายใต้แนวคิด “กา 6 ไม่โกหก พลิกโฉมประเทศ” ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวไทยจะได้ฟังนโยบายจริงจัง ไม่มีการโกหกหลอกลวง เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ในโค้งสุดท้ายของการหาเสียง รทสช. เตรียมปล่อยหมัดเด็ดด้วยการแฉความจริงที่คนไทยต้องรู้ โดยงานนี้จัดขึ้นในวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569 เริ่มเวลา 17.00 น. เป็นต้นไป ณ ลานอเวนิว โซน A ชั้น G ศูนย์การค้าเอ็มบีเค เซ็นเตอร์ (มาบุญครอง) ฝั่งถนนพระราม 1 ซึ่งเป็นสถานที่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่สะดวกต่อการเดินทางสำหรับทุกคน

รทสช. เตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 3 ก.พ. นี้ จ่อปล่อยหมัดเด็ด

เวทีปราศรัยครั้งนี้ถือเป็นงานที่เข้มข้นที่สุดแห่งปี โดยจะมีการรวมตัวของเหล่าขุนพลคนสำคัญของพรรค ไม่ว่าจะเป็น นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 1 นายชัชวาลล์ คงอุดม เลขาธิการพรรค นายอรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 2 นายนราพัฒน์ แก้วทอง รองหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอันดับ 3 รวมถึงนายวิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรค และคณะผู้บริหาร ผู้สมัคร ส.ส. และสมาชิกพรรค

ไฮไลต์เด็ดของเวทีปราศรัย รทสช. เตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 3 ก.พ. นี้

ไฮไลต์สำคัญที่สุดคือการขึ้นเวทีโชว์วิสัยทัศน์ของ 3 แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เพื่อย้ำนโยบาย “6 เสาหลัก” ซึ่งเป็นกลยุทธ์หลักในการแก้ไขวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และพลิกโฉมประเทศไทยในทุกมิติ นโยบายเหล่านี้เน้นการทำจริง ไม่ใช่แค่พูดเล่นๆ โดยผู้ร่วมงานจะได้ฟังรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับการพัฒนาประเทศให้ยั่งยืน

  • เสาหลักที่ 1: เศรษฐกิจเข้มแข็ง สร้างงาน สร้างรายได้ให้ประชาชน
  • เสาหลักที่ 2: ความมั่นคงปลอดภัย ลดอาชญากรรมและภัยคุกคาม
  • เสาหลักที่ 3: การศึกษาและสุขภาพคุณภาพสูงสำหรับทุกคน
  • เสาหลักที่ 4:โครงสร้างพื้นฐานทันสมัย เช่น รถไฟฟ้าและระบบคมนาคม
  • เสาหลักที่ 5: สิ่งแวดล้อมยั่งยืน ป้องกันภัยพิบัติ
  • เสาหลักที่ 6: การปฏิรูปการเมืองโปร่งใส ปราบคอร์รัปชัน

นอกจากนี้ ยังมีการแฉความจริงในประเด็นร้อนที่คนไทยกำลังกังวล เช่น ปัญหาเศรษฐกิจถดถอย การทุจริต และนโยบายที่ไม่ตอบโจทย์ประชาชน ซึ่ง รทสช. จะนำเสนอทางออกที่ชัดเจนและทำได้จริง

ทำไมเวทีนี้ถึงสำคัญ? ในช่วงโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประชาชนต้องการฟังข้อเท็จจริงจากพรรคที่พร้อมนำพาประเทศ ไม่ใช่แค่สัญญาเหนื่อยๆ รทสช. แสดงพลังความพร้อมด้วยการรวมตัวผู้นำชั้นนำ เพื่อยืนยันจุดยืนในการก้าวข้ามวิกฤตทุกด้าน ไม่ว่าจะเป็นโควิด เศรษฐกิจ หรือความแตกแยกทางการเมือง

หากคุณเป็นคนไทยที่รักชาติและต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง อย่าพลาดเวทีนี้ เพราะนี่คือโอกาสที่จะได้ยินนโยบายที่ “ไม่โกหก” และพร้อมพลิกโฉมประเทศ สามารถเดินทางมาง่ายๆ ด้วย BTS สนามกีฬาแห่งชาติ หรือ MRT สนามไชย เชิญชวนเพื่อนฝูงและครอบครัวมาร่วมกันรับฟังและกำหนดอนาคตประเทศไทย

นอกจากประชาชนแล้ว สื่อมวลชนทุกแขนงก็ได้รับเชิญให้มาร่วม đưaข่าว เพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายถึงทุกคน งานนี้ไม่ใช่แค่ปราศรัย แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน

สรุปแล้ว รทสช. เตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 3 ก.พ. นี้ จะเป็นเวทีที่ทรงพลัง ด้วยการนำเสนอวิสัยทัศน์ นโยบาย 6 เสาหลัก และการแฉความจริงที่คนไทยต้องรู้ เชิญมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการพลิกโฉมประเทศไทยไปด้วยกัน!

เรียกร้องให้คุณ: มาเข้าร่วมเวทีปราศรัยใหญ่ รทสช. 3 ก.พ. นี้ แล้วแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่าง!

ที่มา – รทสช. เตรียมเปิดเวทีปราศรัยใหญ่ 3 ก.พ. นี้ จ่อปล่อยหมัดเด็ดโค้งสุดท้าย แฉความจริงที่คนไทยต้องรู้

Scroll to top