ยางพารา

ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

ข่าวดีสำหรับชาวชุมพรและผู้ที่สัญจรผ่านไปมาครับ! ล่าสุด กรมทางหลวงชนบท (ทช.) ได้ออกมาตอกย้ำความมุ่งมั่นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยการเดินหน้าโครงการก่อสร้างถนนทางหลวงชนบทสาย ชพ.4035 แยกทางหลวงหมายเลข 3180 เชื่อมบ้านเนินคีรี อำเภอปะทิว และอำเภอเมือง จังหวัดชุมพร ซึ่งถือเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญที่จะเข้ามาเปลี่ยนโฉมหน้าการคมนาคมในเขตพื้นที่นี้ให้สะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

นายพิชิต หุ่นศิริ อธิบดีกรมทางหลวงชนบท ได้เปิดเผยถึงความคืบหน้าของโครงการ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 ว่าขณะนี้การดำเนินงานมีความคืบหน้าไปกว่า 30% แล้ว โดยเน้นการพัฒนาถนนระยะทางรวมกว่า 13.520 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมโยงการเดินทางทั้งทางบก ทางราง และทางอากาศ ให้มีความไร้รอยต่อมากที่สุด

ศักยภาพของโครงการถนนสาย ชพ.4035

การดำเนินงานโครงการ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 ครั้งนี้ ไม่ได้เพียงแค่การปรับปรุงผิวจราจรเท่านั้น แต่ยังเป็นการขยายถนนเป็น 2-4 ช่องจราจร พร้อมระบบอำนวยความสะดวกและความปลอดภัยที่ครบวงจร ซึ่งไฮไลท์สำคัญคือ:

  • เชื่อมต่ออย่างง่ายดายเข้าสู่ท่าอากาศยานชุมพร
  • เชื่อมต่อสถานีรถไฟรางคู่ ได้แก่ สถานีสะพลี สถานีหนองเนียง และสถานีนาชะอัง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าทางการเกษตร เช่น ยางพารา และปาล์มน้ำมัน ให้ส่งถึงตลาดได้รวดเร็วขึ้น
  • ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการในพื้นที่

โครงการนี้ใช้งบประมาณก่อสร้างกว่า 164.350 ล้านบาท โดยนอกจากงานผิวจราจรแบบแอสฟัลต์คอนกรีตแล้ว ยังมีการติดตั้งระบบระบายน้ำ กำแพงกันดิน และอุปกรณ์อำนวยความปลอดภัยหน้าโรงเรียน เพื่อดูแลความปลอดภัยให้พี่น้องประชาชนและนักเรียนในพื้นที่อย่างเต็มที่

ผมมองว่าการที่ ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70 นั้น เป็นก้าวที่สำคัญมากของจังหวัดชุมพร เพราะการมีถนนที่ดีจะช่วยสนับสนุนทั้งภาคการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจในท้องถิ่นให้โตขึ้นแบบก้าวกระโดด เชื่อว่าเมื่อแล้วเสร็จในปี 2570 ชีวิตของชาวชุมพรจะเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน ใครที่อยู่ในพื้นที่ก็คอยติดตามความคืบหน้ากันต่อไปนะครับ รับรองว่าคุ้มค่ากับการรอคอยแน่นอน

ที่มา – ทางหลวงชนบท ลุยสร้างถนน ชพ.4035 ชุมพร เชื่อมสนามบิน-รถไฟรางคู่ คาดเสร็จปี 70

ทุบสถิติ ประมูลยางพาราค้างสต๊อก 1.8 หมื่นตัน พุ่ง 1.2 พันล้าน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีข่าวดีในแวดวงเกษตรกรไทยมาอัปเดตกันครับ เป็นข่าวที่น่ายินดีมากเมื่อล่าสุดมีการทุบสถิติ ประมูลยางพาราค้างสต๊อก 1.8 หมื่นตัน พุ่ง 1.2 พันล้าน ซึ่งถือว่าเกินเป้าหมายที่ตั้งไว้ไปพอสมควรเลยครับ

ทุบสถิติ ประมูลยางพาราค้างสต๊อก 1.8 หมื่นตัน พุ่ง 1.2 พันล้าน อย่างโปร่งใส

ทางกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยการนำของรัฐมนตรี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ได้มอบหมายให้การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ดำเนินการระบายยางพาราเก่าที่ค้างอยู่ในสต็อก เพื่อเปลี่ยนให้เป็นเงินสดและนำมาหมุนเวียนและใช้หนี้ ธ.ก.ส. ตามนโยบายรัฐครับ ซึ่งผลตอบรับที่ได้นั้นเรียกว่าเกินความคาดหมายไปไกลมาก

รายละเอียดการประมูลทำไมถึงสำเร็จทะลุเป้าหมาย

สาเหตุสำคัญที่ทำให้การประมูลครั้งนี้ประสบความสำเร็จและเกิดผลลัพธ์คือการทุบสถิติ ประมูลยางพาราค้างสต๊อก 1.8 หมื่นตัน พุ่ง 1.2 พันล้าน ได้นั้น เกิดจากปัจจัยหลักๆ ดังนี้ครับ:

  • ความโปร่งใส: กยท. ยึดหลักการประมูลที่เปิดเผย มีการแยกโกดังให้เอกชนแข่งขันกันอย่างเป็นธรรม
  • จังหวะเวลาที่ใช่: ช่วงนี้เป็นจังหวะที่ราคายางพาราอยู่ในเกณฑ์ดีและปริมาณในตลาดมีน้อย การนำยางสต็อกออกมาจึงได้ราคาสูง
  • ไม่กระทบตลาด: ยางที่นำออกมาคิดเป็นสัดส่วนเพียงร้อยละ 4.3 ของผลผลิตรวม จึงมั่นใจได้ว่าไม่เกิดภาวะอุปทานล้นตลาดแน่นอน

ด้วยราคากลางที่ดึงดูดใจ และความมั่นใจในกระบวนการทำงาน ทำให้ภาคเอกชนตบเท้าเข้าร่วมประมูลกันอย่างคึกคัก จนตัวเลขพุ่งไปถึง 1,232.2 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าราคากลางตั้งต้นถึง 34.82% ครับ

สรุปภาพรวมและก้าวต่อไปของการยางไทย

การที่รัฐบาลสามารถทำผลงานการทุบสถิติ ประมูลยางพาราค้างสต๊อก 1.8 หมื่นตัน พุ่ง 1.2 พันล้าน ได้ในครั้งนี้ ถือเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรเกษตรให้คุ้มค่าที่สุด โดยเงินส่วนนี้จะถูกนำไปชำระหนี้ ธ.ก.ส. และค่าเช่าโกดังโดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐบาลเพิ่มเติม ซึ่งเป็นเรื่องที่น่ายกย่องมากครับ

ผมเชื่อว่าความโปร่งใสและชัดเจนแบบนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องเกษตรกรและผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมยางพาราไทยได้เป็นอย่างดี ใครมีความเห็นอย่างไรบ้าง คอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ

ที่มา – ทุบสถิติ ประมูลยางพาราค้างสต๊อก 1.8 หมื่นตัน พุ่ง 1.2 พันล้าน

ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี น้ององุ่น ตามกฎหมายเยาวชนเคร่งครัด

เป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจให้กับสังคมไทยเป็นอย่างมาก สำหรับกรณีการเสียชีวิตของ “น้ององุ่น” เด็กหญิงวัย 7 ขวบในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุด พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวสั่งการโดยเน้นย้ำเรื่อง ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด เพื่อให้เกิดความยุติธรรมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด

เหตุการณ์น่าเศร้านี้เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา เมื่อน้ององุ่นได้หายตัวไปจากบ้านพักในอำเภอสังขละบุรี จนกระทั่งมาพบร่างในอีกไม่กี่วันถัดมา ซึ่งจากการสืบสวนอย่างเข้มข้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจภูธรภาค 7 ทำให้ทราบตัวผู้ก่อเหตุในที่สุด โดยเป็นเรื่องที่น่าตกใจเมื่อพบว่าผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดยังเป็นเยาวชน ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติจึงให้ความสำคัญเป็นพิเศษว่า ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด ตามกระบวนการยุติธรรมสำหรับเด็ก

รายละเอียดและบทสรุปของรูปคดี

จากการแถลงการณ์พบว่าเหตุการณ์นี้มีผู้เยาว์สองรายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ได้แก่:

  • ด.ญ.บี (นามสมมุติ) อายุ 14 ปี ซึ่งถูกกล่าวหาในคดี “ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา”
  • นายเอ (นามสมมุติ) อายุ 17 ปี ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการปิดบังซ่อนเร้นอำพรางศพ

ความคืบหน้าล่าสุดแสดงให้เห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำงานกันอย่างเต็มที่เพื่อปิดคดี ทั้งในแง่ของการรวบรวมพยานหลักฐานและพิสูจน์หลักฐาน โดยยึดหลักความโปร่งใสและยุติธรรมตามคำสั่งของท่าน ผบ.ตร. ที่ว่า ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด เพื่อมิให้เกิดข้อผิดพลาดในการดำเนินคดีกับตัวเยาวชนผู้ก่อเหตุ

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญของสังคมไทยในการดูแลเด็กและเยาวชน รวมถึงการให้ความสำคัญกับปัญหาสภาพแวดล้อมที่อาจส่งผลต่อพฤติกรรมในอนาคต เราหวังว่ากระบวนการยุติธรรมจะดำเนินการไปอย่างถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด เพื่อคลี่คลายความเสียใจแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย และป้องกันไม่ให้เหตุการณ์ลักษณะนี้เกิดขึ้นซ้ำอีกในอนาคต

ที่มา – ผบ.ตร. กำชับสอบสวนคดี “น้ององุ่น” อย่างรอบคอบ ดำเนินการตามกฎหมายเยาวชนโดยเคร่งครัด

กองปราบร่วมไขคดี “น้ององุ่น” ผลชันสูตรไม่พบบาดแผลภายนอก

ความคืบหน้า กองปราบร่วมไขคดี “น้ององุ่น” ผลชันสูตรไม่พบบาดแผลภายนอก

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความสะเทือนใจและได้รับความสนใจอย่างมากในขณะนี้ กับการเสียชีวิตอย่างปริศนาของ “น้ององุ่น” เด็กหญิงวัย 7 ขวบที่หายตัวออกจากบ้านไปนานกว่า 2 วัน จนกระทั่งมีการพบร่างไร้วิญญาณอยู่ใต้กอไผ่กลางสวนยางพารา ในพื้นที่หมู่ 4 ต.ปรังเผล อ.สังขละบุรี จ.กาญจนบุรี ล่าสุดสถานการณ์เริ่มเข้มข้นขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจมือดีจากกองบังคับการปราบปราม หรือกองปราบ ได้เข้ามาสมทบเพื่อเร่งคลี่คลายปมคดีนี้ให้กระจ่างโดยเร็วที่สุด

จากการรายงานเบื้องต้นพบว่า กองปราบร่วมไขคดี “น้ององุ่น” ผลชันสูตรไม่พบบาดแผลภายนอก ที่เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้ ซึ่งผลการตรวจชันสูตรในขั้นต้นนี้เองที่ทำให้คดีมีความซับซ้อนมากขึ้น เจ้าหน้าที่จึงต้องเร่งรอผลตรวจสอบภายในอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงว่าน้องเสียชีวิตจากสาเหตุใดกันแน่

เบื้องลึกการทำงานของเจ้าหน้าที่และการติดตามคดี

นอกจากนี้ ในส่วนของการเก็บพยานหลักฐาน เจ้าหน้าที่ตำรวจได้นำรถเครื่อง 3 ล้อจากวัดทิโคร่งมาตรวจสอบเพื่อหาลายนิ้วมือแฝง และมีการเชิญผู้ต้องสงสัยจำนวน 5 รายมาสอบสวนพร้อมทั้งเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอเพื่อเปรียบเทียบกับพยานหลักฐานในจุดพบศพ โดยเชื่อว่าหากมีการเชื่อมโยงระหว่างพยานแวดล้อมและผลทางนิติวิทยาศาสตร์ได้สำเร็จ ความจริงทั้งหมดก็จะปรากฏในที่สุด

ล่าสุด กองปราบร่วมไขคดี “น้ององุ่น” ผลชันสูตรไม่พบบาดแผลภายนอก ทำให้ทีมสืบสวนต้องย้อนกลับไปไล่เรียงไทม์ไลน์ช่วงเวลาที่น้องหายตัวไปอย่างละเอียด การสอบปากคำพยานและตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือในพื้นที่ใกล้เคียง ช่วยให้เจ้าหน้าที่จำกัดวงผู้ต้องสงสัยได้แคบลงกว่าเดิม ซึ่งขณะนี้ยังต้องทำงานแข่งกับเวลาในหลายหน่วยงาน ทั้งฝ่ายสืบสวน สภ.สังขละบุรี และกองพิสูจน์หลักฐาน

  • ทีมสืบสวนลงพื้นที่เก็บพยานหลักฐานเพิ่มเติมบริเวณสวนยางจุดเกิดเหตุ
  • ตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์มือถือเพื่อหาเบาะแสย้อนหลังในช่วงเวลาที่น้องหายไป
  • เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอผู้ต้องสงสัยจำนวน 5 รายเพื่อส่งตรวจวิเคราะห์
  • มุ่งเน้นหาสาเหตุว่าน้ององุ่นเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ หรือถูกนำศพมาอำพรางไว้

ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ชุดทำงานทุกนายที่กำลังทุ่มเทกำลังกายและสมอง เพื่อนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษตามกฎหมายให้ได้โดยเร็วที่สุด แม้ในผลชันสูตรแรกจะระบุว่าไม่พบบาดแผลชัดเจน แต่เชื่อว่าด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันประกอบกับการทำงานอย่างเข้มข้นของกองปราบ จะสามารถกระชากหน้ากากผู้ที่อยู่เบื้องหลังการสูญเสียครั้งนี้ได้อย่างแน่นอน

ที่มา – กองปราบร่วมไขคดี “น้ององุ่น” ผลชันสูตรไม่พบบาดแผลภายนอก เป็นเหตุให้เสียชีวิต

เร่งคลายคดี น้ององุ่น เก็บลายนิ้วมือ-ดีเอ็นเอ ในหมู่บ้าน

จากเหตุการณ์สะเทือนใจที่เกิดขึ้นกับนักเรียนหญิงวัย 7 ขวบ หรือ “น้ององุ่น” ที่ถูกพบเป็นศพในสวนยางพารา พื้นที่บ้านทิโคร่ง จังหวัดกาญจนบุรี ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังกว่า 80 นาย เพื่อลงพื้นที่เร่งคลายคดี “น้ององุ่น” เก็บลายนิ้วมือ-ดีเอ็นเอชายในหมู่บ้าน สอบพยานแล้ว 20 ปาก เพื่อนำผู้กระทำผิดมาลงโทษให้เร็วที่สุด

มาตรการเข้มข้น: เร่งคลายคดี “น้ององุ่น” เก็บลายนิ้วมือ-ดีเอ็นเอชายในหมู่บ้าน สอบพยานแล้ว 20 ปาก

ทีมสืบสวนจากภาค 7 ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่สังขละบุรี ได้แบ่งกำลังเป็น 5 ชุด เพื่อกระจายตัวหาข่าวและเบาะแสเพิ่มเติม การทำงานครั้งนี้ถือว่าเข้มข้นมาก โดยเจ้าหน้าที่มุ่งเน้นไปยังการหาหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์เป็นสำคัญ เพื่อมัดตัวคนร้ายให้ได้โดยเร็วที่สุด

รายละเอียดการปฏิบัติงานในพื้นที่

ปัจจุบันเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการหลายส่วนพร้อมกันเพื่อให้ภารกิจการเร่งคลายคดี “น้ององุ่น” เก็บลายนิ้วมือ-ดีเอ็นเอชายในหมู่บ้าน สอบพยานแล้ว 20 ปาก มีความคืบหน้าอย่างชัดเจน ดังนี้:

  • เก็บตัวอย่างดีเอ็นเอและลายนิ้วมือของผู้ชายในหมู่บ้านทั้งหมดเพื่อเปรียบเทียบ
  • สอบปากคำพยานแวดล้อม ทั้งคนในครอบครัว ชาวบ้าน และกลุ่มแรงงานก่อสร้างในสำนักสงฆ์ทิโคร่ง
  • ส่งตัวอย่างดีเอ็นเอของกลุ่มคนงานก่อสร้างจำนวน 5 คน ไปตรวจสอบที่ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน โดยคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน

ในส่วนของบรรยากาศในพื้นที่ ทางครอบครัวของน้ององุ่นยังคงเฝ้ารอด้วยความหวังที่ศาลาสำนักสงฆ์ทิโคร่ง เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างใกล้ชิด ความสูญเสียครั้งนี้สร้างความเจ็บปวดให้กับคนในชุมชนเป็นอย่างมาก และทุกคนต่างร่วมมือกับตำรวจอย่างเต็มที่เพื่อหาตัวผู้ก่อเหตุ

ถึงแม้ว่าคดีนี้จะสร้างความหดหู่ใจให้กับสังคมไทย แต่เราเชื่อมั่นในการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะสามารถปิดคดีนี้ได้สำเร็จ และนำความยุติธรรมมาสู่ครอบครัวน้ององุ่นได้ในไม่ช้า สิ่งสำคัญที่สุดในช่วงเวลานี้คือการให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่และเฝ้าระวังความปลอดภัยให้กับเด็กๆ ในชุมชนเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุสลดซ้ำรอยเช่นเดิม

ที่มา – เร่งคลายคดี “น้ององุ่น” เก็บลายนิ้วมือ-ดีเอ็นเอชายในหมู่บ้าน สอบพยานแล้ว 20 ปาก

ตร.สังขละบุรี เร่งสางคดีน้ององุ่น เด็ก 7 ขวบ หายตัวก่อนพบเป็นศพ

เชื่อว่าข่าวที่เป็นกระแสและสร้างความสะเทือนใจให้แก่คนไทยทั้งประเทศในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นกรณี ตร.สังขละบุรี เร่งสางคดี “น้ององุ่น” เด็ก 7 ขวบ หายจากบ้าน ก่อนพบเป็นศพกลางป่า ซึ่งถือเป็นข่าวสลดที่ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้นกับเด็กตัวเล็กๆ แบบนี้ วันนี้เราจะมาสรุปสถานการณ์ล่าสุดและความคืบหน้าของคดีให้ทุกคนทราบครับ

ตร.สังขละบุรี เร่งสางคดี “น้ององุ่น” เด็ก 7 ขวบ หายจากบ้าน ก่อนพบเป็นศพกลางป่า

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ “น้ององุ่น” นักเรียนโรงเรียน ตชด.บ้านเรดาร์ จังหวัดกาญจนบุรี ได้หายตัวไปจากบ้านพักตั้งแต่วันที่ 30 พฤษภาคมที่ผ่านมา หลังออกไปซื้อไข่และไปเล่นบริเวณใกล้เคียงกับวัดในหมู่บ้าน ทำให้ครอบครัวและชาวบ้านต่างช่วยกันระดมกำลังออกตามหากันอย่างเต็มกำลังตลอด 2 วันเต็ม แต่ก็ไร้วี่แวว จนกระทั่งข่าว ตร.สังขละบุรี เร่งสางคดี “น้ององุ่น” เด็ก 7 ขวบ หายจากบ้าน ก่อนพบเป็นศพกลางป่า กลายเป็นประเด็นสำคัญที่เจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาดำเนินการสอบสวนอย่างเร่งด่วน

สรุปปมการค้นหาและการพบศพน้ององุ่น

เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2569 ชาวบ้านที่เข้าไปกรีดยางได้กลิ่นเหม็นผิดปกติในสวนยางพารา พื้นที่บ้านทิโคร่ง จึงแจ้งเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบ จนพบร่างของน้ององุ่นในสภาพน่าเวทนา โดยมีร่องรอยของการถูกทำร้ายและการต่อสู้ ซึ่งจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบรอยฟกช้ำตามร่างกาย และมีร่องรอยการบีบคออย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม ทรัพย์สินมีค่าของน้ององุ่นที่เป็นต่างหูทองยังคงอยู่ครบถ้วน ทำให้เจ้าหน้าที่ตั้งสมมติฐานว่าคนร้ายอาจไม่ได้ประสงค์ต่อทรัพย์สินแต่อย่างใด

ความคืบหน้าการสอบสวนผู้ต้องสงสัย

  • มีการเชิญตัวพระสงฆ์ 4 รูป และชายในหมู่บ้านอีก 3 คนมาสอบปากคำ
  • ตรวจสอบรถกระบะของสำนักสงฆ์ที่จอดอยู่ในจุดที่น้ององุ่นเคยนั่งเล่นเป็นครั้งสุดท้าย
  • มีการเก็บหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์จากผู้ต้องสงสัยที่คอยหลบเลี่ยงการค้นหาในช่วงวันแรกๆ

ในฐานะที่ติดตามข่าวสารมาตลอด คงต้องบอกว่าเหตุการณ์ ตร.สังขละบุรี เร่งสางคดี “น้ององุ่น” เด็ก 7 ขวบ หายจากบ้าน ก่อนพบเป็นศพกลางป่า เป็นเครื่องเตือนใจให้ผู้ปกครองต้องเพิ่มความระมัดระวังในการดูแลบุตรหลานให้มากขึ้น แม้จะเป็นในพื้นที่ที่ดูเหมือนปลอดภัยก็ตาม เราหวังว่าความยุติธรรมจะเกิดขึ้นโดยเร็วและเจ้าหน้าที่จะสามารถจับคนผิดมาลงโทษได้ตามกฎหมาย เพื่อเป็นอุทาหรณ์ไม่ให้เกิดเรื่องราวน่าสลดใจเช่นนี้อีก

ที่มา – ตร.สังขละบุรี เร่งสางคดี “น้ององุ่น” เด็ก 7 ขวบ หายจากบ้าน ก่อนพบเป็นศพกลางป่า

“ศุภจี” เดินหน้าเจรจา USTR เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.

ในสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกา “ศุภจี” เดินหน้าเจรจา USTR เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค. เพื่อเร่งรัดสิทธิยกเว้นภาษีให้ได้มากที่สุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับความพยายามของไทยในการแก้ไขประเด็นการค้าที่สหรัฐตั้งข้อสังเกต ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสหรัฐ

“ศุภจี” เดินหน้าเจรจา USTR เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.

นางศุภจี มีกำหนดการเดินทางเยือนสหรัฐอเมริกาในวันที่ 3-6 พฤษภาคมนี้ เพื่อเจรจาระหว่างประเทศโดยตรงกับสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (USTR) และพาภาคเอกชนไทยเข้าร่วมงาน SELECT USA INVESTMENT SUMMIT 2026 ซึ่งจะเป็นเวทีสำคัญในการแสดงศักยภาพการลงทุนของไทยในสหรัฐ การเดินทางครั้งนี้ไม่เพียงช่วยสร้างความเข้าใจเชิงบวกต่อความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจ แต่ยังเร่งตุนสิทธิยกเว้นภาษีนำเข้าสินค้าไทยให้ได้มากที่สุด โดยใช้ประโยชน์จากช่วง Golden Period และ Window Period ภายใต้มาตรา 122 ของกฎหมายสหรัฐ ที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้เพียง 10% และจะสิ้นสุดในวันที่ 24 กรกฎาคม 2569

ชี้แจงประเด็น transshipment ในอุตสาหกรรมหลัก

ไทยกำลังเผชิญกับข้อกังวลจากสหรัฐว่าอาจมีการ “transshipment” หรือการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่สามมาประกอบหรือปรับเปลี่ยนเพื่อส่งต่อไปสหรัฐ โดยสหรัฐขอข้อมูลชี้แจงใน 3 กลุ่มสินค้าหลัก ได้แก่

  • อุตสาหกรรมยานยนต์
  • ยางพารา
  • เครื่องจักร

กระทรวงพาณิชย์ไทยได้ชี้แจงกลับไปแล้ว โดยยืนยันว่าสินค้าไทยมีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศ (local content) สูงกว่าที่ถูกตั้งข้อสังเกต ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงจากการถูกปรับภาษีเพิ่ม นอกจากนี้ ไทยยังอยู่ระหว่างการไต่สวนในประเด็นอื่นๆ เช่น การไต่สวนร่วมกับอีก 16 ประเทศ และข้อกล่าวหาเรื่องการใช้แรงงานบังคับ (Forced Labor) ที่เกี่ยวข้องกับกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ไทยได้ส่งข้อมูลครบถ้วนและไม่พบหลักฐานสนับสนุนข้อกล่าวหา

กำหนดการสำคัญ: Public Hearing และ Technical Consultation

ระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึง 14 พฤษภาคม สหรัฐจะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (Public Hearing) เพื่อให้ทุกฝ่ายแสดงความเห็นต่อข้อมูลที่ไทยยื่น และในวันที่ 13-14 พฤษภาคม จะมีการหารือเชิงเทคนิค (Technical Consultation) กับ USTR ซึ่งเป็นโอกาสทองในการโต้แย้งและเจรจาเพิ่มเติม “ศุภจี” เดินหน้าเจรจา USTR เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค. จึงเป็นก้าวสำคัญที่เชื่อมโยงกับกำหนดการเหล่านี้

การเจรจาครั้งนี้จะช่วยเพิ่มจำนวนสินค้าที่ได้รับสิทธิยกเว้นภาษี (Exempt List) ซึ่งเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ถูกไต่สวน หากสำเร็จ จะช่วยลดต้นทุนการส่งออกและเพิ่มขีดแข่งขันในตลาดสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดอันดับต้นๆ ของไทย

นอกจากนี้ การนำภาคเอกชนร่วมงาน SUMMIT ยังช่วยโปรโมทการลงทุนไทยในสหรัฐ สะท้อนถึงความต่อเนื่องของโครงการลงทุนไทย เช่น โรงงานผลิตในสหรัฐที่สร้างงานให้คนอเมริกัน ซึ่งจะช่วยเสริมภาพลักษณ์บวกและลดแรงกดดันทางการค้า

โดยรวมแล้ว “ศุภจี” เดินหน้าเจรจา USTR เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค. ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ชาญฉลาดของรัฐบาลไทยในการรับมือกับนโยบายกีดกันทางการค้าของสหรัฐ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามผลการเจรจาอย่างใกล้ชิด เพราะอาจนำไปสู่โอกาสใหม่ๆ ในการขยายธุรกิจ

คำแนะนำสำหรับนักธุรกิจ: เตรียมข้อมูล local content ของสินค้าตัวเองให้พร้อม หากต้องการใช้สิทธิ Exempt List และติดตามอัพเดทจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อคว้าโอกาสทัน Golden Period ก่อนหมดอายุในปี 2569

การเจรจาครั้งนี้ไม่เพียงช่วยปกป้องการส่งออก แต่ยังเสริมสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวระหว่างไทย-สหรัฐ ถ้าประสบความสำเร็จ จะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศอื่นๆ ในอาเซียนติดตาม

ติดตามข่าวสารการค้าและนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยธุรกิจของคุณเติบโต!

ที่มา – “ศุภจี” เดินหน้าเจรจา USTR เตรียมบินสหรัฐฯ 3-6 พ.ค.นี้ เร่งตุนสิทธิยกเว้นภาษีให้ได้มากที่สุด

“นฤมล” นำ ศธ. ลงนาม MOU ร่วมมือกับ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

“นฤมล” นำ ศธ. ลงนาม MOU ร่วมมือกับ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

การลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกยางพารา โดยมีนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้นำทีมจากกระทรวงศึกษาธิการ ร่วมกับตัวแทนจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อส่งเสริมการใช้ยางพาราในโครงการภาครัฐต่างๆ

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 13.30 น. ของวันที่ 2 ตุลาคม 2568 ณ อาคาร 99 ปี ม.ล.ชูชาติ กำภู กรมชลประทาน สามเสน โดยมี ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ นำทีมจากกระทรวงเกษตรฯ มาร่วม นอกจากนี้ยังมีนายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าร่วมลงนามด้วย นายองอาจ วงษ์ประยูร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ก็มาร่วมในพิธีนี้

ภาพการลงนาม MOU

ประโยชน์ของการลงนาม MOU ร่วมมือกับ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

“นฤมล” นำ ศธ. ลงนาม MOU ร่วมมือกับ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ จะช่วยสร้างตลาดที่มั่นคงให้กับเกษตรกรไทย โดยเฉพาะผู้ที่ประกอบอาชีพปลูกยางพารา ซึ่งเป็นพืชเศรษฐกิจหลักของประเทศ การนำยางพารามาใช้ในภาครัฐ เช่น การผลิตอุปกรณ์การเรียนการสอน เฟอร์นิเจอร์สำหรับโรงเรียน หรือแม้แต่โครงสร้างพื้นฐานในสถานศึกษา จะไม่เพียงแต่ลดต้นทุนการนำเข้าวัสดุจากต่างประเทศ แต่ยังช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโตอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ การใช้ยางพาราในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาอาจรวมถึงการผลิตอุปกรณ์กีฬาหรือเฟอร์นิเจอร์สำหรับสถานที่ท่องเที่ยว ในขณะที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สามารถนำไปใช้ในโครงการสวัสดิการสังคม เช่น การผลิตที่นั่งหรือวัสดุสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับยางพาราไทย ลดปัญหายางราคาตกต่ำ และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกรจำนวนมาก

ภาพพิธีลงนาม

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ เปิดเผยหลังพิธีลงนามว่า “นฤมล” นำ ศธ. ลงนาม MOU ร่วมมือกับ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก โดยจะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกร และส่งเสริมการใช้วัสดุท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด การร่วมมือครั้งนี้ไม่ใช่แค่การลงนาม แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการบูรณาการระหว่างหน่วยงานรัฐเพื่อความยั่งยืน

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจชุมชนและเกษตรกร

ในบริบทของประเทศไทย ยางพาราเป็นพืชเศรษฐกิจที่เลี้ยงดูครอบครัวเกษตรกรนับล้านราย โดยเฉพาะในภาคใต้และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การที่ภาครัฐหันมาใช้ยางพาราในโครงการต่างๆ จะช่วยลดการพึ่งพาตลาดส่งออกที่ผันผวน และสร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแกร่งภายในประเทศ นอกจากนี้ ยังสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ที่รัฐบาลกำลังผลักดัน

  • เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร: โดยการรับประกันตลาดจากภาครัฐ
  • ลดต้นทุนโครงการรัฐ: ใช้วัสดุท้องถิ่นแทนนำเข้า
  • ส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน: รักษาสิ่งแวดล้อมจากการปลูกยางพาราอย่างมีประสิทธิภาพ
  • สร้างโอกาสงาน: ในอุตสาหกรรมแปรรูปยางพารา

จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พื้นที่ปลูกยางพาราของไทยมีมากกว่า 10 ล้านไร่ และผลิตผลต่อปีสูงถึง 4 ล้านตัน หากนำไปใช้ในภาครัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนได้อย่างกว้างขวาง

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้การลงนาม MOU “นฤมล” นำ ศธ. ลงนาม MOU ร่วมมือกับ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ สำเร็จสมบูรณ์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการติดตามผลและพัฒนามาตรฐานการผลิตให้ได้คุณภาพสากล นอกจากนี้ การให้ความรู้แก่เกษตรกรเกี่ยวกับเทคนิคการปลูกและแปรรูปจะช่วยเพิ่มมูลค่าให้ยางพาราได้มากยิ่งขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การริเริ่มนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงต่างๆ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างแท้จริง หากคุณเป็นเกษตรกรหรือสนใจในประเด็นนี้ ลองติดตามโครงการที่เกี่ยวข้องและมีส่วนร่วมเพื่อผลักดันเศรษฐกิจชุมชนให้เติบโต

ที่มา – “นฤมล” นำ ศธ. ลงนาม MOU ร่วมมือกับ 3 กระทรวง หนุนใช้ยางพาราในภาครัฐ

Scroll to top