รถไฟฟ้าสายสีเขียว

กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต

กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต

เป็นประเด็นที่คนกรุงให้ความสนใจกันอย่างมาก เมื่อล่าสุดทางผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้าสำคัญว่า กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต เพื่อเป็นการจัดการปัญหาเรื่องภาระหนี้สินและค่าโดยสารให้มีความเป็นอันหนึ่งเดียวกันมากขึ้น โดยมองว่าการย้ายทรัพย์สินและหนี้สินกลับไปสู่รัฐบาลนั้น จะช่วยให้ กทม. สามารถบริหารจัดการงบประมาณเพื่อไปพัฒนาเมืองในมิติอื่นๆ ได้ดียิ่งขึ้นครับ

ทำไม กทม. ถึงต้องเร่งโอนโครงการนี้?

ปัจจุบันปัญหาเรื่องภาระค่าใช้จ่ายของรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเรื่องใหญ่ที่ กทม. ต้องแบกรับ การตัดสินใจครั้งนี้จึงถือเป็นการแก้ปัญหาที่ตรงจุด เพราะการให้รัฐบาลเป็นผู้ดูแลโดยตรง จะช่วยให้การทำระบบตั๋วร่วมและการคุมราคาค่าโดยสารทำได้ง่ายและครอบคลุมมากกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าหากภาระหนี้ก้อนนี้ถูกถ่ายโอนออกไป กทม. จะมีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการนี้ไม่ได้มีอะไรซับซ้อนในแง่ของสัญญาบีทีเอส เพราะเงื่อนไขเดิมยังคงเดิม เพียงแต่เปลี่ยนคู่สัญญาเป็นรัฐบาลเท่านั้น โดยประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งดำเนินการมีดังนี้:

  • การตรวจสอบ Book Value หรือมูลค่าทางบัญชีที่แท้จริงของโครงการ
  • การเจรจาเรื่องการชดเชยค่าใช้จ่ายที่ กทม. ได้จ่ายไปแล้วในช่วงที่ผ่านมา
  • การหารือร่วมกับสภากรุงเทพมหานครเนื่องจากเป็นทรัพย์สินขนาดใหญ่

ลดภาระเพื่อนำเงินไปพัฒนาส่วนอื่น

การที่ กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต จะช่วยลดความกังวลเรื่องส่วนต่างของค่าโดยสารที่ กทม. ต้องแบกรับอยู่เพียงเส้นเดียว เมื่อภาระนี้ถูกตัดออกไป เงินงบประมาณเหล่านี้จะถูกหมุนเวียนไปใช้ในการดูแลสาธารณูปโภค พัฒนาสวนสาธารณะ หรือแก้ไขปัญหาทางเท้าให้คนกรุงมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ซึ่งถือเป็นข่าวดีของชาวเมืองอย่างแท้จริงครับ

ในส่วนของมูลค่าหลังจากปี 2572 ที่รายได้จะตกเป็นของ กทม. 100% นั้น ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังอยู่ระหว่างการตีมูลค่าและเจรจาต่อรองให้เกิดความยุติธรรมที่สุด เพื่อให้มั่นใจได้ว่าประชาชนจะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญนี้

นับว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้การบริหารจัดการระบบขนส่งมวลชนในกรุงเทพฯ มีความยั่งยืนมากขึ้น หากการโอนย้ายสำเร็จเรียบร้อย เราน่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งในแง่ของการบริการและงบประมาณที่ถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์กับเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าที่เคยครับ

ที่มา – กทม. เตรียมโอนรถไฟฟ้าสายสีเขียวให้รัฐบาล ลดภาระในอนาคต

“ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” หวังล้างอาถรรพ์เทอมสอง

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองการขยับหมากครั้งสำคัญของ “ชัชชาติ” ผู้ว่าฯ กทม. ที่ล่าสุดได้ออกมาแจงเหตุผลการปรับทัพที่ปรึกษาโดยการ “ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” ซึ่งงานนี้เจ้าตัวยอมรับว่าเป็นสิ่งที่คิดมานานแล้ว เพื่อเสริมเขี้ยวเล็บด้านการทำงบประมาณและความโปร่งใสครับ

“ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” หวังล้างอาถรรพ์อยู่ครบเทอมสมัยที่2

การปรับเปลี่ยนตำแหน่งในครั้งนี้ ถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก กทม. ภายใต้การนำของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ไม่เพียงแต่เน้นเรื่องงานเชิงยุทธศาสตร์เท่านั้น แต่ความมั่นใจเรื่องการบริหารงบประมาณถือเป็นหัวใจสำคัญ การนำคุณจักกพันธุ์เข้ามาเสริมทีมจึงเป็นการเพิ่มความมั่นใจให้กับภาคส่วนต่างๆ ว่า กทม. จะขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

พิสูจน์ให้เห็นว่าระบอบอากงไม่มีจริง

ท่ามกลางข้อครหาเรื่อง “ระบอบอากง” ที่ถูกพูดถึงในแวดวงการเมือง ทางผู้ว่าฯ ชัชชาติได้ย้ำชัดเจนว่าเรื่องนี้ไม่มีอยู่จริง และการกระทำของท่านคือคำตอบที่ดีที่สุด ท่านยังกล่าวด้วยว่า เป้าหมายสูงสุดคือการพิสูจน์ตนเองผ่านผลงาน โดยมีคุณจักกพันธุ์เข้ามาเป็นจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการประสานงานด้านงบประมาณที่ซับซ้อนให้ลงตัวขึ้น

เป้าหมายกรุงเทพฯ เมืองน่าอยู่ระดับโลก

สำหรับแนวทางการทำงานในอีก 4 ปีข้างหน้า นายชัชชาติได้วางหมุดหมายไว้ชัดเจนว่า:

  • เร่งแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ ทั้งเศรษฐกิจฐานบนและฐานราก
  • นำเทคโนโลยีมาใช้แก้ปัญหาน้ำท่วมและลดการทุจริต
  • ผลักดันเรื่องผังเมืองให้เสร็จสมบูรณ์ภายในต้นปีหน้า
  • เพิ่มประสิทธิภาพการเจรจารถไฟฟ้าสายสีเขียวเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย

“ชัชชาติ” ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการเปลี่ยนตัวบุคคล แต่เป็นการปรับจูนทีมงานให้สอดรับกับความคาดหวังของคนกรุงเทพฯ ในยุคสมัยที่การตรวจสอบมีความเข้มข้นขึ้น ผู้ว่าฯ ยืนยันหนักแน่นว่าจะทำงานด้วยความโปร่งใสและไม่มียอมให้มีการซื้อขายตำแหน่งเกิดขึ้นโดยเด็ดขาด

ในส่วนของอาถรรพ์ผู้ว่าฯ สมัยที่สองที่หลายคนกังวล นายชัชชาติมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต แต่ขอโฟกัสที่การทำหน้าที่ในวันนี้ให้ดีที่สุด การล้างอาถรรพ์ด้วยผลงานที่จับต้องได้และตอบโจทย์คุณภาพชีวิตของพี่น้องชาว กทม. คือคำตอบที่ท่านเลือกใช้

หวังว่าการเปลี่ยนแปลงนี้จะเป็นสัญญาณที่ดีของกรุงเทพมหานคร เชื่อว่าหากทีมผู้บริหารร่วมมือกันอย่างจริงจังตามที่ได้วางแผนไว้ กทม. จะต้องเป็นเมืองที่น่าอยู่และมีเสน่ห์มากขึ้นอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – “ชัชชาติ”แจงคิดมานานแล้ว ดึง “จักกพันธุ์” แทน “ต่อศักดิ์” หวังล้างอาถรรพ์อยู่ครบเทอมสมัยที่2

ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

ข่าวดีสำหรับคนเมือง! หลังจากที่การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าหลายสีอาจทำให้หลายคนปวดหัวกับค่าแรกเข้าที่ต้องจ่ายซ้ำซ้อน ล่าสุดมีข่าวดีออกมาแล้วว่า ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เพื่อลดภาระค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดยคาดว่าจะเริ่มเปิดใช้งานจริงในวันที่ 1 มกราคม 2570 นี้

เจาะลึกรายละเอียด ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท

มาตรการนี้ถือเป็นการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ในระบบขนส่งมวลชน โดยรัฐบาลตั้งใจให้ ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท เป็นของขวัญปีใหม่ให้กับชาวกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งหลักการทำงานของตั๋วร่วมนี้เน้นความสะดวกสบายและการประหยัดค่าใช้จ่าย ดังนี้ครับ:

  • ค่าโดยสารราคาเดียว: คิดค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว ราคาเริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว
  • ครอบคลุมทุกสาย: ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีน้ำเงิน สีม่วง สีเหลือง สีชมพู หรือสายอื่นๆ ที่เปิดให้บริการในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล
  • ใช้บัตรเดียวจบ: รองรับการใช้งานผ่านบัตร EMV Contactless ช่วยให้การแตะเข้า-ออกสถานีรวดเร็วขึ้น

สิทธิพิเศษและเป้าหมายของนโยบายใหม่

นอกจากราคา 45 บาทตลอดสายสำหรับบุคคลทั่วไปแล้ว มาตรการนี้ยังคำนึงถึงความเป็นธรรมทางสังคม โดยจะมีโครงสร้างค่าโดยสารพิเศษสำหรับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ เด็ก คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส เพื่อให้ทุกคนเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะได้อย่างเท่าเทียมกัน

รัฐบาลยังได้ตัดสินใจมอบหมายให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เข้ามาบริหารจัดการโครงการรถไฟฟ้าในรูปแบบองค์รวม เพื่อให้การเชื่อมต่อระหว่างสายเป็นไปได้อย่างราบรื่น ไร้รอยต่อ และจัดการระบบตั๋วร่วมได้อย่างมีประสิทธิภาพภายใต้หน่วยงานเดียว

ในมุมมองของผู้ใช้งานอย่างเรา ผมมองว่าเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยให้คนหันมาใช้รถไฟฟ้ากันมากขึ้น เพราะเมื่อราคาจับต้องได้และไม่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมซ้ำซ้อน การเดินทางในเมืองหลวงก็จะกลายเป็นเรื่องง่ายและประหยัดกว่าการขับรถส่วนตัวอย่างแน่นอนครับ มารอลุ้นกันว่าเมื่อถึงวันที่ 1 มกราคม 2570 ระบบนี้จะสมบูรณ์แบบได้ตามเป้าหมายหรือไม่

ที่มา – ครม. ไฟเขียวตั๋วร่วมรถไฟฟ้าทุกสีทุกสาย จ่าย 17-45 บาท คาดเริ่ม 1 ม.ค. 70

คมนาคมดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่มต้นปี 2570

ข่าวดีที่เหล่าคนเมืองรอคอยมานาน เมื่อกระทรวงคมนาคมออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ เตรียมผลักดันนโยบาย คมนาคมดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่มต้นปี 2570 เพื่อลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชนให้ถูกลงและสะดวกยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยตั้งเป้าครอบคลุมรถไฟฟ้าทุกสายหลัก ซึ่งจะถือเป็นของขวัญชิ้นใหญ่ให้กับผู้ใช้บริการขนส่งสาธารณะในกรุงเทพฯ และปริมณฑล

ความคืบหน้าของโครงการ คมนาคมดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่มต้นปี 2570

นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาเปิดเผยแผนงานเชิงรุกว่า กระทรวงกำลังเร่งดำเนินการผลักดันนโยบายตั๋วร่วมเพื่อให้เกิดขึ้นจริงโดยเร็วที่สุด โดยเฟสแรกจะเน้นไปที่การปรับโครงสร้างค่าโดยสารให้เหลือเพียง 17-45 บาทต่อเที่ยว สำหรับรถไฟฟ้าทั้ง 8 สายที่ให้บริการอยู่ในปัจจุบัน แม้ว่าปัจจุบันรัฐบาลจะมีข้อจำกัดเรื่องงบประมาณและภาระหนี้สาธารณะ แต่ทางกระทรวงก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยกำลังประสานงานกับกระทรวงการคลังเพื่อหาแนวทางระดมทุนผ่านรูปแบบกองทุนคล้ายกับไทยแลนด์ฟิวเจอร์ฟันด์ (TFFIF) ซึ่งจะไม่กระทบต่อเพดานหนี้สาธารณะของประเทศ

รายละเอียดการดำเนินงานในเฟสถัดไปของ คมนาคมดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่มต้นปี 2570

นอกจากการปรับค่าโดยสารแล้ว กระทรวงคมนาคมยังมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน ดังนี้:

  • การโอนย้ายรถไฟฟ้าสายสีเขียว สีทอง และสีแดง มาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เพื่อความเป็นเอกภาพ
  • การติดตั้งหัวอ่านระบบ EMV ในสายที่ยังไม่รองรับ เพื่อสร้างระบบตั๋วร่วมให้ใช้งานได้จริงทุกจุด
  • เป้าหมายระยะยาวคือการระดมทุนประมาณ 2 แสนล้านบาท เพื่อซื้อคืนสัมปทานรถไฟฟ้าที่ยังไม่หมดอายุ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาดำเนินงานประมาณ 1.5 – 2 ปี
  • การขยายระบบตั๋วร่วมให้ครอบคลุมไปถึงรถเมล์ ขสมก. และเรือโดยสารสาธารณะ เพื่อให้การเดินทางเชื่อมต่อกันได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ในเฟสที่สอง กระทรวงมีแผนที่จะจัดเก็บค่าโดยสารแบบแบ่งโซนตามระยะทาง เพื่อความยุติธรรมและลดผลกระทบทางการเงินต่อภาครัฐ โดยผู้ที่เดินทางระยะใกล้จะจ่ายในอัตราที่สมเหตุสมผล ส่วนผู้ที่เดินทางไกลก็จะมีเรทราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อยแต่ยังอยู่ในระดับที่ได้รับประโยชน์จากตั๋วร่วมอย่างแน่นอน แม้ขณะนี้เรายังไม่สามารถระบุได้ว่ากระบวนการซื้อคืนสัมปทานทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในรัฐบาลชุดนี้หรือไม่ แต่ความคืบหน้าเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเชิงบวกที่ทำให้เห็นว่าระบบคมนาคมของไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของพี่น้องประชาชนทุกคน

ถือเป็นก้าวสำคัญที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เพราะหากทำสำเร็จ นโยบายนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยลดค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นให้คนหันมาใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการจราจรและฝุ่นละออง PM 2.5 ในระยะยาวอีกด้วย เรามาร่วมลุ้นและติดตามความคืบหน้าไปพร้อมกันครับ

ที่มา – “คมนาคม” ดันตั๋วร่วมรถไฟฟ้า 17-45 บาท เริ่มต้นปี 2570 จ่อระดมทุนซื้อคืนสัมปทาน

สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว

สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยายแล้ว! ข่าวดีสำหรับคนกรุงเทพฯ ที่รอคอยระบบขนส่งมวลชนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อสภากรุงเทพมหานครอนุมัติงบประมาณเพิ่มเติมจำนวน 4,009,144,300 บาท เพื่อใช้จ่ายค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย 1 และ 2 ครอบคลุมตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ถึงกรกฎาคม 2569 นี่คือก้าวสำคัญที่ช่วยให้รถไฟฟ้าวิ่งได้ต่อเนื่อง ไม่สะดุด

สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว

การประชุมสภากรุงเทพมหานคร สมัยประชุมสามัญ สมัยแรก ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569 ณ ห้องประชุมสภา อาคารไอราวัตพัฒนา ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เขตดินแดง ได้พิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 นายนภาพล จีระกุล ส.ก. เขตบางกอกน้อย ในฐานะประธานคณะกรรมการวิสามัญ รายงานผลการพิจารณา โดยคณะกรรมการฯ ประชุมทั้งหมด 3 ครั้ง ไม่มีผู้แปรญัตติ งบนี้มาจากเงินสะสมจ่ายขาดของ กทม. และที่ประชุมมีมติเห็นชอบเต็มสูบ โดยไม่มีกรรมการสงวนความเห็น ประธานสภาฯ จะส่งให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครลงนามภายใน 7 วัน

รายละเอียดงบประมาณสภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว

  • จำนวนเงินทั้งหมด: 4,009,144,300 บาท
  • วัตถุประสงค์: จ่ายค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงรักษา
  • เส้นทางที่ครอบคลุม: รถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยาย 1 (หมอชิต-ทับช้าง-คูคต) และส่วนต่อขยาย 2 (สนามกีฬาแห่งชาติ-หัวหมาก)
  • ระยะเวลาการจ่าย: พฤศจิกายน 2568 – กรกฎาคม 2569
  • แหล่งเงิน: เงินสะสมจ่ายขาดของกรุงเทพมหานคร

งบประมาณนี้จำเป็นมากเพราะรถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่รองรับผู้โดยสารนับล้านคนต่อวัน โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่กำลังก่อสร้างและทดลองเดินรถ หากขาดงบค่าดำเนินการ อาจทำให้เกิดความล่าช้าหรือหยุดชะงัก ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของประชาชน

ความสำคัญของรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย

รถไฟฟ้าสายสีเขียว หรือที่รู้จักในชื่อ BTS Green Line เป็นระบบรถไฟฟ้าอันดับหนึ่งของกรุงเทพฯ เริ่มให้บริการตั้งแต่ปี 2542 ปัจจุบันครอบคลุมจากหมอชิตไปจนถึงเคหะบางแก้วยาว 45 กิโลเมตร ส่วนต่อขยาย 1 จะยืดจากหมอชิตไปคูคต อีก 19 กม. ช่วยเชื่อมย่านรังสิตและดอนเมือง ส่วนต่อขยาย 2 จากสนามกีฬาไปหัวหมาก 12.4 กม. เชื่อมพื้นที่ EEC (Eastern Economic Corridor) เมื่อเสร็จสมบูรณ์ จะช่วยลดเวลาเดินทาง ลดอุบัติเหตุ และลดฝุ่น PM2.5 จากรถยนต์ส่วนบุคคล

ก่อนหน้านี้ กทม. เคยมีปัญหางบประมาณล่าช้า ทำให้การซ่อมบำรุงลำบาก แต่ครั้งนี้สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว มาช่วยแก้ปัญหาได้ทันท่วงที นอกจากนี้ยังมีการรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้งบใช้อย่างคุ้มค่า

ผลกระทบและประโยชน์ต่อประชาชนกรุงเทพฯ

การอนุมัติงบนี้ไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือการลงทุนเพื่ออนาคต สภา กทม. เคาะงบ 4 พันล้าน รถไฟฟ้าสายสีเขียว จะช่วยให้ผู้โดยสารเดินทางสะดวกขึ้น โดยเฉพาะคนทำงานในย่านธุรกิจที่พึ่งพา BTS หนัก ข้อมูลจาก กทม. ชี้ว่าทุกวันมีผู้ใช้บริการกว่า 800,000 คน/วัน หากระบบหยุดชะงัก เศรษฐกิจเมืองหลวงเสียหายมหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น ยังช่วยลดปัญหาจราจรติดขัดที่เป็น ‘มะเร็งร้าย’ ของกรุงเทพฯ ลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ส่งเสริมสิ่งแวดล้อม และสนับสนุนนโยบายรัฐบาลเรื่อง Green Transport ในอนาคต อาจมีส่วนต่อขยายเพิ่ม เช่น ไปจนถึงสุวรรณภูมิ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนควรติดตามความคืบหน้า เพราะบางครั้งโครงการใหญ่ๆ อาจมีอุปสรรคเรื่องที่ดินหรือผู้รับเหมา แต่ด้วยการอนุมัติที่รวดเร็วแบบนี้ ก็น่าจะมั่นใจได้

ในมุมมองของผู้เขียน การตัดสินใจของสภา กทม. ครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานเพื่อประชาชน โดยเฉพาะในยุคที่ระบบขนส่งต้องแข็งแกร่งเพื่อรองรับประชากร 10 ล้านคน หากคุณกำลังรอใช้ส่วนต่อขยายใหม่ๆ ล่ะก็ ข่าวนี้คือสัญญาณดี! แชร์ประสบการณ์การเดินทางด้วยรถไฟฟ้าสายสีเขียวของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตโครงการขนส่งอื่นๆ กับเรา

ที่มา – สภา กทม. เคาะแล้ว งบ 4 พันล้าน จ่ายค่าจ้างเดินรถ-ซ่อมบำรุง รถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนต่อขยาย

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

ในวันที่ 30 กันยายน 2568 ที่ประชุมผู้บริหารกรุงเทพมหานคร (กทม.) ได้มีมติสำคัญที่กำลังเป็นข่าวใหญ่ในวงการขนส่งสาธารณะของเมืองหลวง นั่นคือ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่มุ่งเน้นไปที่การเร่งรัดชำระหนี้เพื่อลดภาระดอกเบี้ยและช่วยให้ระบบขนส่งมวลชนเดินหน้าต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานการประชุมคณะผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 4/2568 ณ ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร ที่ประชุมได้เห็นชอบในหลักการและกรอบวงเงินสำหรับงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 โดยจะจ่ายขาดจากเงินสะสมของ กทม. ในจำนวนไม่เกิน 32,625,106,200 บาท วัตถุประสงค์หลักคือการชำระหนี้ค่าจ้างเดินรถและค่าซ่อมบำรุงสำหรับโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว ส่วนต่อขยายที่ 1 และส่วนต่อขยายที่ 2 ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2564 ถึง 31 สิงหาคม 2568

การชำระหนี้ครั้งนี้คาดว่าจะเกิดขึ้นในเดือนพฤศจิกายน 2568 แต่ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครได้ให้นโยบายชัดเจนว่าหากสามารถเร่งดำเนินการได้เร็วกว่า เช่น ภายในเดือนตุลาคม ก็ควรทำทันที เพื่อประหยัดส่วนต่างของดอกเบี้ยที่กำลังเพิ่มพูนขึ้นทุกวัน อัตราดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายนั้นถือเป็นภาระหนักของ กทม. ทำให้การตัดสินใจนี้มีความสำคัญยิ่ง

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจกทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

การเร่งชำระหนี้เกิดจากคำพิพากษาของศาลปกครองกลางเมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 ที่สั่งให้ กทม. และบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด ต้องชำระหนี้จำนวนนี้ รวมถึงผลจากการเจรจาระหว่าง บมจ. ระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ (BTSC) ผู้รับผิดชอบโครงการ จากการเจรจา กทม. ได้มอบหมายให้บริษัท กรุงเทพธนาคม เป็นผู้เจรจาต่อรอง ส่งผลให้กำหนดการชำระค่าจ้างเดินรถเปลี่ยนจากเดือนตุลาคม 2568 เป็นภายในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2568 นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยยังถูกปรับลดจาก MLR บวก 1% เหลือเพียง MLR ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2568 จนถึงวันที่ชำระจริง

รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นเส้นทางหลักที่ช่วยบรรเทาปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะส่วนต่อขยายที่เชื่อมโยงย่านสำคัญๆ เช่น สุขุมวิทและสุขุมวิทเหนือ การชำระหนี้ครั้งนี้ไม่เพียงช่วยลดภาระทางการเงิน แต่ยังปูทางให้โครงการรถไฟฟ้าสายสีอื่นๆ ดำเนินการได้สะดวกยิ่งขึ้น ในอนาคต กทม. อาจพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติมในระบบขนส่งเพื่อรองรับประชากรที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีมติรับรองรายงานการประชุมทันที เพื่อเร่งเสนอต่อสภากรุงเทพมหานครให้พิจารณาต่อไป การดำเนินการที่รวดเร็วนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของผู้บริหาร กทม. ในการแก้ไขปัญหาหนี้สินที่ค้างคา โดยเฉพาะในโครงการโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวันของประชาชน

หากมองในมุมกว้าง การตัดสินใจ กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดการงบประมาณของเมืองหลวง ซึ่งมีงบประมาณรวมกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปี ปัญหาหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียวเกิดจากสัญญาการดำเนินงานที่ซับซ้อนระหว่าง กทม. BTSC และ BEM (บริษัท ขนส่งมวลชนกรุงเทพ จำกัด) ซึ่งเคยนำไปสู่การฟ้องร้องในศาล แต่ตอนนี้กำลังมุ่งสู่การแก้ไขที่เป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย

สำหรับประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้า การชำระหนี้ครั้งนี้อาจนำไปสู่การปรับปรุงบริการให้ดีขึ้น เช่น เพิ่มขบวนรถหรือยืดเวลาการให้บริการ เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในช่วงชั่วโมงเร่งด่วน นอกจากนี้ ยังช่วยให้ กทม. มีงบเหลือสำหรับโครงการอื่นๆ เช่น การพัฒนาทางจักรยานหรือรถโดยสารไฟฟ้า ซึ่งเป็นนโยบายหลักของผู้ว่าฯ ชัชชาติ

การจัดการหนี้สินในโครงการขนาดใหญ่อย่างนี้เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับการวางแผนโครงการสาธารณะในอนาคต กทม. ควรเน้นการตรวจสอบสัญญาอย่างละเอียดเพื่อป้องกันปัญหาคล้ายกัน ในขณะเดียวกัน การเจรจาที่ประสบความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการสื่อสารและความร่วมมือสามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ดีได้

สุดท้ายนี้ การตัดสินใจดังกล่าวไม่เพียงช่วยประหยัดดอกเบี้ยหลายร้อยล้านบาท แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นในระบบขนส่งของกรุงเทพฯ หากคุณเป็นผู้ใช้รถไฟฟ้าสายสีเขียว ลองติดตามข่าวสารเพิ่มเติมเพื่อดูว่าบริการจะปรับปรุงอย่างไรในอนาคต

ที่มา – กทม. เห็นชอบ เคาะงบ 32,000 ล้านบาท ชำระหนี้รถไฟฟ้าสายสีเขียว

Scroll to top