วลาดิเมียร์ ปูติน

ปูตินประกาศหยุดยิงกับยูเครน ตลอดช่วงเทศกาลอีสเตอร์

ปูตินประกาศหยุดยิงกับยูเครน ตลอดช่วงเทศกาลอีสเตอร์ ของนิกายออร์โธดอกซ์ ถือเป็นข่าวดีที่สร้างความหวังท่ามกลางสงครามยืดเยื้อกว่า 4 ปี โดยทั้งสองฝ่ายแสดงเจตจำนงให้พักรบในช่วงเวลาสำคัญทางศาสนานี้

ปูตินประกาศหยุดยิงกับยูเครน ตลอดช่วงเทศกาลอีสเตอร์

เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2569 รัฐบาลเครมลินของรัสเซียได้แถลงอย่างเป็นทางการว่า ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน สั่งหยุดยิงชั่วคราวกับยูเครน ตั้งแต่เวลา 16:00 น. ตามเวลาท้องถิ่นของวันที่ 11 เมษายน 2569 (หรือ 20:00 น. ตามเวลาประเทศไทย) จนสิ้นสุดในวันที่ 12 เมษายน เพื่อถวายเป็นพระเกียรติแด่เทศกาลอีสเตอร์ของคริสตจักรออร์โธดอกซ์

เครมลินระบุเพิ่มเติมว่า เสนาธิการทหารรัสเซียได้รับคำสั่งให้ยุติปฏิบัติการทางทหารในทุกแนวรบ โดยกองกำลังพร้อมตอบโต้หากเกิดการยั่วยุจากฝ่ายยูเครน และคาดหวังให้เคียฟปฏิบัติตามด้วยเช่นกัน การประกาศนี้เกิดขึ้นหลังจากประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ของยูเครนเสนอพักรบช่วงวันหยุดผ่านทางสหรัฐอเมริกา

ข้อเสนอหยุดยิงจากฝั่งยูเครน

ก่อนหน้านี้ในสัปดาห์เดียวกัน เซเลนสกีได้ส่งข้อเสนอหยุดยิงช่วงอีสเตอร์ไปยังรัสเซีย โดยหวังว่าจะเป็นจุดเริ่มต้นของการเจรจาสันติภาพที่หยุดชะงักมานาน การเจรจาหลายรอบที่สหรัฐนำมาก่อนหน้านี้ล้มเหลว เนื่องจากมอสโกเรียกร้องให้ยูเครนยอมสละดินแดนบางส่วนและเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญ ซึ่งเซเลนสกีมองว่าเป็นการยอมจำนน

พื้นหลังสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนปะทุขึ้นตั้งแต่ปี 2565 (ค.ศ. 2022) และยืดเยื้อมาจนถึงปัจจุบันกว่า 4 ปี สร้างความสูญเสียชีวิตผู้คนหลายแสนราย ผู้ลี้ภัยนับล้านคน และกลายเป็นความขัดแย้งรุนแรงที่สุดในยุโรปนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ปัจจัยเร่งให้การเจรจาติดขัดยังรวมถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอิสราเอล-อิหร่าน ที่ดึงความสนใจของสหรัฐ

  • จุดเริ่มต้น: รัสเซียบุกยูเครนเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2565 อ้างปกป้องชาวรัสเซียในดอนบาส
  • การเจรจาครั้งสำคัญ: รอบที่ตุรกีและซาอุดีอาระเบีย แต่ไม่สำเร็จ
  • ผลกระทบ: เศรษฐกิจโลกชะงักจากราคาพลังงานพุ่ง
  • ล่าสุด: ปูตินประกาศหยุดยิงกับยูเครน ตลอดช่วงเทศกาลอีสเตอร์

ความสำคัญของเทศกาลอีสเตอร์ออร์โธดอกซ์

อีสเตอร์ของนิกายออร์โธดอกซ์ตรงกับเดือนเมษายนตามปฏิทินจูเลียน สำคัญต่อชาวรัสเซียและยูเครนซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนานี้ การหยุดยิงในช่วงนี้ไม่เพียงเป็นสัญญาณสันติภาพ แต่ยังสะท้อนค่านิยมทางศาสนาที่ทั้งสองฝ่ายเคารพ อาจเปิดประตูสู่การเจรจาระยะยาว

นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญมองว่าการประกาศนี้อาจช่วยลดความตึงเครียดชั่วคราว ลดการสูญเสียชีวิต และเปิดโอกาสให้มนุษธรรมเข้าถึงพื้นที่รบได้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ความไม่แน่นอนยังมี หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งละเมิด

ในมุมมองของผู้เขียน การหยุดยิงชั่วคราวนี้คือแสงสว่างในอุโมงค์มืด แม้จะสั้นแต่แสดงให้เห็นว่าการทูตและศาสนาสามารถเชื่อมโยงหัวใจมนุษย์ได้ สันติภาพถาวรต้องอาศัยความยืดหยุ่นจากทุกฝ่าย

ติดตามข่าวต่างประเทศล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – ปูตินประกาศหยุดยิงกับยูเครน ตลอดช่วงเทศกาลอีสเตอร์

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียด ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้เปิดเผยระหว่างการแถลงข่าวที่เมืองโดรัล รัฐฟลอริดา เมื่อวันที่ 9 มี.ค. 2569 ว่าเขาได้โทรศัพท์พูดคุยกับวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย เป็นการสนทนาที่ “ยอดเยี่ยมมาก” โดยปูตินแสดงความประสงค์ที่จะช่วยเหลือเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลางที่กำลังรุนแรงขึ้น

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

นี่เป็นครั้งแรกที่ผู้นำทั้งสองฝ่ายต่อสายโทรศัพท์กันนับตั้งแต่สงครามกับอิหร่านปะทุขึ้นเมื่อ 28 ก.พ. ทรัมป์เล่าว่าได้หารือถึงความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และปูตินบอกว่า “อยากจะช่วย” แต่ทรัมป์ไม่ยอมง่ายๆ เขาสวนกลับไปว่า “คุณจะช่วยได้มากกว่านี้ถ้าทำให้สงครามยูเครน-รัสเซียจบสิ้นลงเสียที” โดยย้ำว่าการยุติสงครามยูเครนจะเป็นการช่วยเหลือที่มีประโยชน์มากกว่า

ทรัมป์มองว่าสงครามยูเครนเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด แต่การสนทนาครั้งนี้เป็นไปในเชิงบวก เขาคิดว่ามันเปิดโอกาสให้มีการเจรจาต่อไป ด้านยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษาเครมลิน ยืนยันว่าการคุยกันนาน 1 ชั่วโมง สหรัฐฯ เป็นฝ่ายโทรไป หารือสถานการณ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะความขัดแย้งในอิหร่าน

รายละเอียดการสนทนาระหว่างทรัมป์กับปูติน

บทสนทนาเน้นที่ความขัดแย้งอิหร่าน การเจรจาสามฝ่ายระหว่างมอสโก วอชิงตัน และเคียฟ เพื่อยุติสงครามยูเครน อูชาคอฟบรรยายว่าเป็นการพูดคุยที่ “จริงจัง เปิดเผย และสร้างสรรค์” ผู้นำทั้งสองพร้อมติดต่อกันสม่ำเสมอ ทรัมป์ยืนยันว่าสหรัฐฯ ต้องการเห็นการยุติสู้รบระหว่างรัสเซีย-ยูเครน และบรรลุข้อตกลงระยะยาว ปูตินขอบคุณทรัมป์ที่ทำหน้าที่ไกล่เกลี่ย

นอกจากนี้ ปูตินยังแบ่งปันมุมมองเรื่องอิหร่าน การหารือกับผู้นำกลุ่มอ่าวเปอร์เซีย และประธานาธิบดีมาซูด เปเซซเคียน ของอิหร่าน ทรัมป์ก็แสดงความเห็นเช่นกัน ทำให้การคุยเรื่องนี้ “ลึกซึ้งและมีสาระ”

ผลกระทบต่อสถานการณ์โลก

ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง ครั้งนี้อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ท่ามกลางสงครามยูเครนที่ยืดเยื้อและความตึงเครียดในตะวันออกกลาง การที่รัสเซียเสนอช่วยเหลือ แสดงถึงการเปลี่ยนท่าทีที่อาจนำไปสู่การทูตเชิงรุก แต่ทรัมป์ชาญฉลาดที่โยงไปยังยูเครน ทำให้รัสเซียต้องคิดหนัก

  • ช่วยลดความตึงเครียดในตะวันออกกลางได้หรือไม่?
  • เร่งให้จบสงครามยูเครนเร็วขึ้น
  • เปิดทางเจรจาสามฝ่ายที่ชัดเจน
  • เสริมสร้างความสัมพันธ์สหรัฐฯ-รัสเซีย

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าการสนทนานี้อาจนำไปสู่ข้อตกลงใหญ่ หากทั้งสองฝ่ายรักษาคำพูด ในขณะที่ประชาคมโลกเฝ้าดูอย่างใกล้ชิด

สถานการณ์ตะวันออกกลางยังคงซับซ้อน ด้วยอิสราเอล อิหร่าน และกลุ่มตัวแทนต่างๆ แต่การมีรัสเซียเข้ามาช่วย อาจเป็นกุญแจสำคัญ ทรัมป์พิสูจน์สไตล์การทูตแบบตรงไปตรงมา ที่เน้นผลประโยชน์จริง

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมได้ที่ ไทยรัฐ ข่าวต่างประเทศ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ

ในมุมมองของผม การสนทนาครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสันติภาพที่ยั่งยืน หากผู้นำทั้งสองเดินหน้าต่อไป จะเป็นประโยชน์ต่อโลกทั้งใบ คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างนะครับ

ที่มา – ทรัมป์ต่อสายคุยปูติน เผยรัสเซียอยากช่วยเหลือ เรื่องในตะวันออกกลาง

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ เป็นประเด็นร้อนที่กำลังสร้างความฮือฮาในเวทีการเมืองโลก สหราชอาณาจักรออกมาแฉว่ารัฐบาลรัสเซียลงมือสังหารอเล็กเซ นาวาลนี ผู้นำฝ่ายค้านชื่อดัง ด้วยสารพิษร้ายแรงที่สกัดจากกบลูกศรพิษ ขณะที่เขากำลังถูกคุมขังในเรือนจำสุดห่างไกล

UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ: รายละเอียดการเปิดโปง

เมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 กระทรวงการต่างประเทศไทย เครือจักรภพ และการพัฒนา (FCDO) ของสหราชอาณาจักร ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยอ้างผลวิเคราะห์ล่าสุดจากตัวอย่างร่างกายของนาวาลนี พบสารพิษชื่อ อีพิบาติดีน (epibatidine) ซึ่งเป็นสารที่สกัดมาจากกบลูกศรพิษชนิดพิเศษ สารนี้มีฤทธิ์รุนแรงต่อระบบประสาท ทำให้เหยื่อเสียชีวิตอย่างรวดเร็วและยากต่อการตรวจพบ

นางอีเวตต์ คูเปอร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหราชอาณาจักร กล่าวในที่ประชุมความมั่นคงมิวนิกว่า “มีเพียงรัฐบาลรัสเซียเท่านั้นที่มีวิธีการ แรงจูงใจ และโอกาสในการใช้สารพิษร้ายแรงนี้กับอเล็กเซ นาวาลนี” เธอยังเสริมว่า รัสเซียมองนาวาลนีเป็นภัยคุกคามต่ออำนาจของประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน การใช้วิธีสังหารโหดร้ายเช่นนี้ แสดงถึงเครื่องมืออันน่ารังเกียจที่รัสเซียมี และความหวาดกลัวต่อฝ่ายค้าน

ประวัติศาสตร์การวางยาพิษนาวาลนี: จากโนวิช็อกสู่พิษกบ

นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่นาวาลนีตกเป็นเป้าของการลอบสังหาร ในปี 2563 เขาถูกวางยาพิษด้วย โนวิช็อก (Novichok) สารประสาทสงครามระหว่างเดินทางด้วยเครื่องบิน และได้รับการช่วยชีวิตในเยอรมนี หลังฟื้นตัว นาวาลนีตัดสินใจกลับรัสเซียเพื่อต่อสู้ต่อไป แต่ถูกจับกุมทันที และตัดสินจำคุก 3 ปี ก่อนถูกย้ายไปเรือนจำในเขตอาร์กติกเซอร์เคิล

นาวาลนีเสียชีวิตอย่างกะทันหันเมื่อ 16 กุมภาพันธ์ 2567 ขณะอายุ 47 ปี ตามคำให้การของรัสเซีย เขาเดินเล่นในเรือนจำไซบีเรีย ก่อนรู้สึกไม่สบายและเสียชีวิต แต่ภรรยาของเขา ยูเลีย นาวาลนายา ยืนยันมาตลอดว่าสามีถูกฆาตกรรม ล่าสุดเธอขอบคุณรัฐยุโรปที่เปิดเผยหลักฐาน

ประเทศอื่นๆ เข้าร่วมกล่าวหา: สวีเดน-ฝรั่งเศส-เยอรมนี

สหราชอาณาจักรไม่ใช่ชาติแรกที่กล่าวหา สวีเดน ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และเยอรมนี ต่างเคยออกมาแฉมาก่อน FCDO ยังแจ้งองค์กรห้ามอาวุธเคมี (OPCW) แล้ว ว่าการกระทำนี้ละเมิดอนุสัญญาอาวุธเคมี

  • นาวาลนีคือใคร? นักรณรงค์ต่อต้านทุจริต ผู้นำฝ่ายค้านที่กล้าท้าทายปูติน
  • พิษกบลูกศรพิษคืออะไร? สารอีพิบาติดีน มีพิษรุนแรง 100 เท่าของมอร์ฟีน ใช้ทางการแพทย์แต่ปรับเป็นอาวุธได้
  • ผลกระทบ? เพิ่มความตึงเครียดรัสเซีย-ตะวันตก สะท้อนปัญหาการเมืองรัสเซีย

เหตุการณ์ UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ นี้ ชี้ให้เห็นถึงความมืดมนของการเมืองรัสเซีย ที่ฝ่ายค้านถูกกำจัดอย่างโหดร้าย ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่านี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามเย็นรอบใหม่

ติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติม เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – UK อ้าง รัสเซียสังหาร “นาวาลนี” ด้วยพิษจากกบลูกศรพิษ

รัสเซียยืนยันทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบสหรัฐทำด้วย

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย แม้สนธิสัญญา New START จะหมดอายุไปแล้ว สร้างความหวังท่ามกลางความตึงเครียดด้านอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างชาติมหาอำนาจทั้งสอง

รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

ในวันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569 นายเซอร์เก ลาฟรอฟ รัฐมนตรีต่างประเทศรัสเซีย ได้ประกาศต่อสภาล่างของรัสเซียอย่างชัดเจนว่า มอสโกจะยังคงปฏิบัติตามบทบัญญัติของสนธิสัญญา New START แม้สัญญาฉบับนี้จะสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา และยังไม่มีข้อตกลงใหม่ทดแทน การตัดสินใจนี้ถือเป็นสัญญาณบวกท่ามกลางสถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสงครามในยูเครนและการแข่งขันทางทหาร

สนธิสัญญา New START เป็นข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์สุดท้ายที่เหลืออยู่ระหว่างรัสเซียและสหรัฐฯ ซึ่งเคยช่วยจำกัดคลังแสงนิวเคลียร์ของทั้งสองฝ่าย หากไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้ อาจนำไปสู่การแข่งขันสะสมอาวุธครั้งใหม่ คล้ายยุคสงครามเย็น ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปีที่ไม่มีสนธิสัญญาควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ระหว่างมหาอำนาจ

ประวัติและความสำคัญของสนธิสัญญา New START

สนธิสัญญาฉบับนี้ลงนามเมื่อปี 2553 ในยุคประธานาธิบดีบารัค โอบามา และประธานาธิบดีดมิทรี เมดเวเดฟ โดยกำหนดขีดจำกัดชัดเจนเพื่อลดความเสี่ยงสงครามนิวเคลียร์ สัญญาเดิมมีอายุ 10 ปี และขยายเพิ่มอีก 5 ปีในปี 2564 แต่สุดท้ายก็หมดอายุโดยไม่มีทายาท

ข้อจำกัดหลักในสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ New START

  • หัวรบนิวเคลียร์ที่ประจำการ: ไม่เกิน 1,550 หัวรบต่อฝ่าย
  • ระบบส่งอาวุธ: ICBM, SLBM และเครื่องบินทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ไม่เกิน 700 ลูก/ลำ
  • ระบบที่พร้อมรบ: ไม่เกิน 455 ระบบ
  • มีการตรวจสอบและแลกข้อมูลเพื่อสร้างความโปร่งใส

ก่อนหน้านี้ ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน เสนอให้ทั้งสองฝ่ายยึดขีดจำกัดต่ออีก 1 ปี หากสหรัฐฯ ยอมรับ แต่ฝั่งวอชิงตัน โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องการดึงจีนมาร่วม ซึ่งปักกิ่งปฏิเสธ ทำให้การเจรจาล้มเหลว

ล่าสุด นายลาฟรอฟย้ำว่า “เราจะดำเนินการด้วยความรับผิดชอบ โดยวิเคราะห์นโยบายทหารสหรัฐฯ เรามีเหตุผลเชื่อว่าสหรัฐฯ จะไม่ละทิ้งขีดจำกัดเหล่านี้เร็วๆ นี้” เขายังระบุว่าจะจับตาสถานการณ์ และพร้อมเจรจาข้อตกลงใหม่หากสหรัฐฯ แสดงเจตจำนง

การหารือล่าสุดระหว่างรัสเซีย-สหรัฐฯ

รายงานจาก Axios ระบุว่า ที่การประชุมในอาบูดาบีเมื่อสัปดาห์ก่อน ทีมเจรจาทั้งสองฝ่ายหารือความเป็นไปได้ของข้อตกลงไม่เป็นทางการ เพื่อยึด New START ต่ออีก 6 เดือน นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลรัสเซียยืนยันว่ามีการพูดคุยเรื่องควบคุมอาวุธนอกกรอบการเจรจาไตรภาคียูเครน นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการฟื้นฟูความไว้วางใจ

อย่างไรก็ตาม ความตึงเครียดยังคงมี โดยเฉพาะหลังรัสเซียบุกยูเครน สหรัฐฯ ระงับการตรวจสอบตามสัญญา New START ตั้งแต่ปี 2565 ทำให้การยืนยันข้อจำกัดทำได้ยากขึ้น การที่รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ จึงเป็นก้าวสำคัญในการลดความเสี่ยง

ผลกระทบหากไม่มีการควบคุมอาวุธนิวเคลียร์

หากทั้งสองฝ่ายละทิ้งข้อจำกัด อาจนำไปสู่การเพิ่มคลังอาวุธ สร้างต้นทุนมหาศาลและเพิ่มโอกาสผิดพลาด นอกจากนี้ จีนที่กำลังขยายคลังนิวเคลียร์อย่างรวดเร็ว อาจเร่งแข่งขัน สถานการณ์นี้อาจกระทบความมั่นคงโลก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าอาจเข้าสู่ยุค “นิวเคลียร์เย็น” ใหม่

ในมุมมองของผู้เขียน การยืนยันของรัสเซียครั้งนี้แสดงถึงความรับผิดชอบ แม้ในช่วงวิกฤต แสดงว่ารัสเซียยังให้ความสำคัญกับเสถียรภาพยุทธศาสตร์ มันเปิดประตูให้การทูตทำงานต่อ แม้สหรัฐฯ ภายใต้บริหารใหม่จะต้องตอบสนอง

คุณคิดอย่างไรกับการตัดสินใจของรัสเซีย? มันจะนำไปสู่ข้อตกลงใหม่ได้หรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – รัสเซียยืนยัน จะทำตามสนธิสัญญาคุมนิวเคลียร์ ตราบเท่าที่สหรัฐฯ ทำด้วย

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ แล้วนะครับ ทำให้หลายคนเริ่มกังวลว่าสหรัฐฯ กับรัสเซียอาจจะกลับมาแข่งขันสะสมอาวุธกันอีกครั้ง สนธิสัญญาลดอาวุธนิวเคลียร์เชิงยุทธศาสตร์ หรือ New START ที่ทั้งสองประเทศลงนามเมื่อปี 2553 กำลังจะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสบดีนี้ มันเป็นข้อตกลงสำคัญที่ช่วยจำกัดหัวรบนิวเคลียร์ไม่เกิน 1,550 หัวต่อฝ่าย พร้อมกลไกตรวจสอบโปร่งใส เพื่อป้องกันสงครามนิวเคลียร์ที่ไม่มีใครอยากเห็น

ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

สนธิสัญญานี้ถือเป็นความร่วมมือสุดท้ายที่เหลือรอดจากยุคสงครามเย็นครับ ตั้งแต่ START ดั้งเดิมปี 2534 ที่จำกัดหัวรบไว้ 6,000 หัว จนมาถึง New START ที่ลงนามในกรุงปราก แม้รัสเซียจะระงับการปฏิบัติตามเมื่อ 3 ปีก่อนเพราะสงครามยูเครน แต่ทั้งสองฝ่ายยังเคารพขอบเขตอยู่ดี มันช่วยสร้างความไว้วางใจ ลดความเสี่ยงจากการเข้าใจผิด

สมเด็จพระสันตะปาปาเลโอที่ 14 ยังทรงเรียกร้องให้ต่ออายุด้วยซ้ำ ทรงบอกว่าสถานการณ์โลกตอนนี้บีบให้ต้องหลีกเลี่ยงการแข่งแขนขาใหม่ แต่ดูท่าทางจะไม่ง่าย เพราะสนธิสัญญาควบคุมอาวุธอื่นๆ ก็ล้มหายตายจากไปหมดแล้ว

สนธิสัญญาควบคุมอาวุธที่หายไปจากโลก

  • สนธิสัญญา INF (Intermediate-Range Nuclear Forces): ขจัดการอาวุธนิวเคลียร์พิสัยกลางในยุโรป
  • Open Skies Treaty: อนุญาตบินสอดแนมตรวจสอบกองทัพ
  • C CFE Treaty: จำกัดรถถัง กำลังพล ในยุโรป

ทั้งหมดนี้หมดอายุไป ทำให้ ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ

มุมมองจากผู้นำทั้งสองฝ่าย

ฝั่งรัสเซีย ที่ปรึกษาปูตินบอกว่าจะ “ดำเนินการอย่างรับผิดชอบ” แต่กระทรวงต่างประเทศชี้แจงว่าหมดพันธะแล้ว แต่ละฝ่ายทำอะไรก็ได้ ทางสหรัฐฯ ประธานาธิบดีทรัมป์ดูชิลๆ บอกว่า “หมดก็หมด เดี๋ยวทำใหม่ที่ดีกว่า” และอยากดึงจีนมาร่วมด้วย เพราะจีนกำลังขยายคลังนิวเคลียร์ ส่วนรัสเซียอยากรวมอังกฤษ-ฝรั่งเศส

การแข่งขันอาวุธยุคใหม่ที่กำลังร้อนระอุ

นักวิจัยอย่างดาเรีย ดอลซิโควาจาก RUSI บอกว่านี่น่ากังวลมาก เพราะทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย กำลังอัพเกรดกองทัพนิวเคลียร์ สหรัฐฯ มีแผน “โดมทองคำ” ป้องกันขีปนาวุธ รัสเซียตอบโต้ด้วย “โพไซดอน” ตอร์ปิโดนิวเคลียร์ใต้ทะเล และ “บูเรเวสต์นิก” ขีปนาวุธร่อนนิวเคลียร์ แถมทั้งสามชาติมหาอำนาจยังพัฒนาไฮเปอร์โซนิกความเร็ว 4,000 ไมล์/ชม. ที่สกัดยากสุดๆ

การหมดอายุของ New START จึงไม่ใช่แค่จุดจบข้อตกลงเก่า แต่เป็นสัญญาณเริ่มยุคใหม่ที่อันตรายกว่าเดิม การขยายอาวุธพวกนี้ทำให้เจรจาสนธิสัญญาใหม่ยากลิบ

ในมุมผมคิดว่าสถานการณ์ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ แบบนี้เตือนใจเราว่า ความร่วมมือระหว่างมหาอำนาจยังจำเป็นต่อสันติภาพโลก ถ้าปล่อยไว้แบบนี้ โลกอาจเข้าสู่สงครามเย็นรอบใหม่ที่รุนแรงกว่า คุณคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัพเดทสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – ข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับสุดท้ายใกล้หมดอายุ หวั่นสหรัฐฯ-รัสเซียแข่งสะสมอาวุธ

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก จริงหรือ?

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อมีรายงานว่ายูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังจากการสู้รบอย่างหนักหน่วงต่อเนื่องมาหลายเดือน ข่าวนี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย และมีคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาคนี้

ตามรายงานล่าสุด กองทัพยูเครนได้ถอนกำลังออกจากเมืองซีเวิร์สก์ (Siversk) ในแคว้นโดเนตสก์แล้ว การตัดสินใจนี้เกิดขึ้นหลังจากที่รัสเซียอ้างว่าสามารถยึดครองเมืองได้สำเร็จ แม้ว่าการรุกคืบของรัสเซียจะเป็นไปอย่างเชื่องช้า แต่ก็ยังคงสร้างแรงกดดันอย่างต่อเนื่องต่อกองกำลังยูเครน

กองทัพยูเครนอธิบายว่า การถอนกำลังเป็นไปเพื่อรักษาชีวิตของทหาร และเพื่อรักษาสมรรถภาพในการรบของหน่วยต่างๆ เนื่องจากกองกำลังรัสเซียมีความได้เปรียบอย่างมากในด้านกำลังพล นี่เป็นการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่จำเป็นเพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น

ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก: ผลกระทบคืออะไร?

การสูญเสียเมืองซีเวิร์สก์ทำให้รัสเซียเข้าใกล้เมืองสำคัญอื่นๆ ในแคว้นโดเนตสก์มากขึ้น โดยเฉพาะเมืองสโลเวียนสก์ (Sloviansk) และเมืองครามาทอร์สก์ (Kramatorsk) ซึ่งเป็นปราการสุดท้ายของยูเครนในภูมิภาคนี้ หากรัสเซียสามารถยึดเมืองเหล่านี้ได้ จะเป็นการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์อย่างมีนัยสำคัญ

ก่อนการรุกราน เมืองซีเวิร์สก์มีประชากรประมาณ 11,000 คน แต่ปัจจุบัน เมืองนี้ถูกทำลายอย่างหนักจากการสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานและชีวิตผู้คนเป็นสิ่งที่น่าเศร้าใจ

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก

ถึงแม้รัสเซียจะอ้างว่าควบคุมเมืองได้แล้วเมื่อสองสัปดาห์ก่อน แต่ยูเครนได้ปฏิเสธข้อกล่าวอ้างดังกล่าว อย่างไรก็ตาม การถอนกำลังล่าสุดของยูเครนเป็นการยืนยันว่าสถานการณ์ในเมืองซีเวิร์สก์นั้นยากลำบากเพียงใด

ประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูตินของรัสเซีย ได้เตือนหลายครั้งว่า ยูเครนจะต้องถอนกำลังออกจากภูมิภาคดอนบาสทั้งหมด ซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์ หากไม่ทำเช่นนั้น รัสเซียจะใช้กำลังเข้ายึดครอง นอกจากนี้ ปูตินยังปฏิเสธข้อเสนอประนีประนอมใดๆ ในการยุติสงคราม

ในขณะเดียวกัน ประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกีของยูเครน กำลังเผชิญกับแรงกดดันจากนานาชาติ รวมถึงข้อเสนอจากสหรัฐฯ ให้มีการเจรจาสันติภาพ ซึ่งอาจรวมถึงการยอมยกดินแดนบางส่วนให้กับรัสเซีย อย่างไรก็ตาม เซเลนสกียืนยันว่าจะไม่มีการอ่อนข้อเรื่องดินแดน และเรียกร้องให้มีการรับประกันความมั่นคงแก่ยูเครนอย่างหนักแน่นในข้อตกลงใดๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ในยูเครนยังคงไม่แน่นอน และอนาคตของภูมิภาคนี้ยังคงเป็นที่น่ากังวล การเจรจาและการทูตเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืนและป้องกันการสูญเสียชีวิตเพิ่มเติม

  • สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพยูเครนถอนกำลังออกจากเมืองซีเวิร์สก์
  • ผลกระทบ: รัสเซียเข้าใกล้เมืองสำคัญอื่นๆ ในแคว้นโดเนตสก์มากขึ้น
  • อนาคต: ยังคงไม่แน่นอน การเจรจาเป็นสิ่งจำเป็น

สงครามในยูเครนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก ห่วงโซ่อุปทานอาหาร และความมั่นคงด้านพลังงาน ความขัดแย้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสองประเทศเท่านั้น แต่ส่งผลกระทบต่อทุกคนทั่วโลก

ในขณะที่สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงไป สิ่งสำคัญคือต้องติดตามข่าวสารล่าสุด และพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเราและโลกของเรา การสนับสนุนด้านมนุษยธรรมและการเจรจาทางการทูตเป็นสิ่งสำคัญในการบรรเทาผลกระทบของสงครามและความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบ

การที่ ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงและความซับซ้อนของสถานการณ์ปัจจุบัน การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

ที่มา – ยูเครนเสียเมือง “ซีเวิร์สก์” ทางตะวันออก หลังรบหนักหลายเดือน

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาส

สถานการณ์ในยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน แห่งรัสเซีย ออกมาย้ำจุดยืนเดิมอย่างแข็งกร้าว โดยขู่ว่าจะใช้กำลังเข้ายึดครองภูมิภาคดอนบาส หากกองทัพยูเครนไม่ถอนกำลังออกจากพื้นที่ดังกล่าว และปฏิเสธข้อเสนอการประนีประนอมใด ๆ ทั้งสิ้น แม้ว่าจะมีตัวแทนจากสหรัฐฯ เดินทางไปหารือเกี่ยวกับแผนสันติภาพที่กรุงมอสโกเมื่อเร็ว ๆ นี้ก็ตาม การย้ำจุดยืนของปูตินครั้งนี้ยิ่งตอกย้ำถึงความไม่แน่นอนของสถานการณ์ และเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับอนาคตของภูมิภาค

ปูตินให้สัมภาษณ์กับสื่อ India Today ก่อนเดินทางเยือนกรุงนิวเดลี โดยกล่าวว่า “เราจะปลดปล่อยดินแดนเหล่านี้ด้วยกำลัง หรือไม่เช่นนั้น กองทัพยูเครนก็จะต้องออกจากดินแดนเหล่านี้” ซึ่งปัจจุบัน รัสเซียควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูมิภาคดอนบาสไปแล้ว คำกล่าวนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัสเซียที่จะควบคุมภูมิภาคดอนบาสให้ได้ ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม

ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

คำขู่ของปูตินเกิดขึ้นหลังจากที่คณะผู้เจรจาของอดีตประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ นำโดยนาย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของสหรัฐฯ ได้เดินทางไปเจรจาที่กรุงมอสโกว โดยทรัมป์ระบุว่าผลการหารือนั้น “ค่อนข้างดี” แต่ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น เนื่องจาก “ต้องอาศัยความร่วมมือของทั้งสองฝ่าย” อย่างไรก็ตาม นายยูริ อูชาคอฟ ที่ปรึกษานโยบายต่างประเทศอาวุโสและผู้เจรจาคนสำคัญของปูติน กล่าวทันทีหลังการเจรจาว่า “ไม่มีการประนีประนอม” ใด ๆ ในการยุติสงคราม

แผนสันติภาพฉบับเดิมของสหรัฐฯ เสนอให้มีการส่งมอบพื้นที่ดอนบาสที่ยังอยู่ภายใต้การควบคุมของยูเครน ให้ไปอยู่ภายใต้การควบคุมโดยพฤตินัยของปูติน แต่ทีมงานของนายวิตคอฟฟ์ได้นำเสนอแผนที่ที่ถูกปรับแก้ในการเจรจาที่มอสโก ซึ่งปูตินระบุว่า เขาไม่ได้เห็นแผนฉบับใหม่นี้ก่อนการเจรจากับนายวิตคอฟฟ์และนาย จาเรด คุชเนอร์ บุตรเขยของทรัมป์ ปูตินกล่าวว่า พวกเขาต้องทบทวนทุกประเด็น ทำให้การเจรจาใช้เวลานาน และยอมรับว่ารัสเซียไม่เห็นด้วยกับบางส่วนของแผนสหรัฐฯ โดยไม่ได้ระบุว่าข้อขัดแย้งหลักคืออะไร

ด้านประธานาธิบดีโวโลดีมีร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน ได้ปฏิเสธที่จะยกดินแดนให้รัสเซีย และกล่าวหาว่ารัสเซียกำลังถ่วงเวลาข้อตกลงหยุดยิงเพื่อพยายามยึดครองดินแดนยูเครนเพิ่มเติม นายอันดรีย์ ซิบเฮีย รัฐมนตรีต่างประเทศยูเครน แสดงความเห็นเกี่ยวกับการเจรจาที่รัสเซียว่า ปูตินกำลัง “ทำให้โลกเสียเวลา” โดยยูเครนยืนยันมาตลอดว่า ข้อตกลงใด ๆ จะต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน

ท่าทีล่าสุดของปูตินกับการแก้ไขปัญหาดอนบาส

จากท่าทีที่แข็งกร้าวของปูตินที่ย้ำว่าจะ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** ทำให้สถานการณ์ในดอนบาสยังคงน่าเป็นห่วง และการเจรจาสันติภาพดูเหมือนจะยังอีกยาวไกล ยูเครนยังคงต้องการหลักประกันความมั่นคงที่ชัดเจน และจะไม่ยอมเสียดินแดนให้กับรัสเซีย ในขณะที่รัสเซียก็แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่ยอมอ่อนข้อ

ก่อนหน้านี้ คณะผู้เจรจาของยูเครนสามารถทำการเปลี่ยนแปลงสำคัญบางประการในแผนสันติภาพดั้งเดิมของสหรัฐฯ ซึ่งถูกมองว่าเอื้อประโยชน์ต่อรัสเซียอย่างมาก โดยมีการร่าง “กรอบสันติภาพที่ปรับปรุงและกลั่นกรองใหม่” ในการหารือกับคณะผู้แทนสหรัฐฯ ที่นครเจนีวา ทำเนียบขาวได้ออกแถลงการณ์ว่า ทีมความมั่นคงแห่งชาติของประธานาธิบดีกำลังทำงานอย่างไม่เหน็ดเหนื่อยเพื่อหยุดยั้งความขัดแย้ง และได้จัดการประชุมที่มีประสิทธิผลเพื่อรวบรวมข้อเสนอแนะจากทั้งสองฝ่าย เพื่อส่งเสริมสันติภาพที่ยั่งยืนและบังคับใช้ได้ แม้จะมีความพยายามในการเจรจา แต่สถานการณ์ยังคงเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

การที่ **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** นั้น สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหา และความยากลำบากในการหาทางออก การเจรจาใด ๆ ก็ตามจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย และต้องมีหลักประกันความมั่นคงที่ยั่งยืน เพื่อให้สันติภาพเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

สถานการณ์ในดอนบาสยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และความพยายามในการเจรจาสันติภาพจะต้องดำเนินต่อไป เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต นี่คือสิ่งที่ประชาคมโลกควรให้ความสนใจและร่วมมือกันแก้ไข

การที่ปูตินออกมา **ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว** บ่งบอกถึงแนวโน้มที่สถานการณ์จะยังคงยืดเยื้อต่อไป ความหวังเดียวคือการที่ทุกฝ่ายหันหน้ามาเจรจาอย่างจริงใจและเปิดใจรับฟังซึ่งกันและกัน

ที่มา – ปูตินย้ำไม่ประนีประนอม ขู่ยึดดอนบาสด้วยกำลัง หรือทัพยูเครนต้องถอนตัว

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย กล่าวว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการทำสงครามกับยุโรป แต่ถ้าหากยุโรปต้องการเช่นนั้น รัสเซียก็พร้อมที่จะเผชิญหน้า

ในการประชุมด้านการลงทุนที่กรุงมอสโก ปูตินได้เน้นย้ำถึงจุดยืนของรัสเซียเกี่ยวกับความสัมพันธ์กับยุโรป ท่าทีดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความขัดแย้งในยูเครน และบทบาทของชาติตะวันตกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แม้ว่ารัสเซียจะยืนยันว่าไม่ได้มีเจตนาที่จะขยายความขัดแย้งไปยังยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากมีความจำเป็น

ปูตินย้ำจุดยืน: ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป

ประธานาธิบดีปูตินกล่าวว่า รัสเซียไม่ได้แสวงหาความขัดแย้งกับยุโรป และได้กล่าวเช่นนี้หลายครั้งแล้ว อย่างไรก็ตาม เขาก็ได้เน้นย้ำว่า หากยุโรปเลือกที่จะทำเช่นนั้น รัสเซียก็จะตอบสนองอย่างเด็ดขาด ความเห็นดังกล่าวสะท้อนถึงความระมัดระวังในการแสดงออกถึงความพร้อมที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ในขณะเดียวกันก็หลีกเลี่ยงการยั่วยุให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

ข้อเสนอของยุโรป ‘ยอมรับไม่ได้’

ปูตินวิพากษ์วิจารณ์ข้อเสนอของยุโรปเกี่ยวกับการแก้ไขความขัดแย้งในยูเครน โดยระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวเป็นสิ่งที่ “ยอมรับไม่ได้” สำหรับรัสเซีย เขากล่าวหาว่าชาติพันธมิตรยุโรปไม่ได้ริเริ่มข้อเสนอสันติภาพใด ๆ แต่กลับขัดขวางความพยายามของสหรัฐฯ ในการแก้ไขสถานการณ์

ปฏิบัติการพิเศษ ไม่ใช่สงคราม

ปูตินยังคงยืนกรานว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในยูเครนไม่ใช่สงคราม แต่เป็น “ปฏิบัติการพิเศษ” ที่มีความแม่นยำสูง เขากล่าวว่า การดำเนินการของรัสเซียตั้งเป้าไปที่เป้าหมายที่เฉพาะเจาะจง และไม่ได้มีลักษณะเป็นสงครามเต็มรูปแบบตามความหมายสมัยใหม่ นี่เป็นคำกล่าวที่ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่ามีการสูญเสียชีวิตพลเรือนและโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมากนับตั้งแต่เริ่มปฏิบัติการทางทหาร

ปูตินลั่น! ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม

ท่าทีแข็งกร้าวของปูตินมีขึ้นในขณะที่ความตึงเครียดระหว่างรัสเซียและชาติตะวันตกยังคงสูงอยู่ เนื่องจากการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องของชาติตะวันตกต่อยูเครน รวมถึงการส่งมอบอาวุธและความช่วยเหลือทางการเงิน รัสเซียมองว่าการกระทำเหล่านี้เป็นการแทรกแซงกิจการภายในประเทศ และเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงของตน

ความเป็นไปได้ของสันติภาพ

แม้ว่าจะมีวาทกรรมที่แข็งกร้าว แต่ความเป็นไปได้ของการเจรจาสันติภาพยังคงมีอยู่ การเยือนมอสโกของนายสตีฟ วิตคอฟฟ์ ทูตพิเศษของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นถึงความปรารถนาที่จะหาทางออกทางการทูตสำหรับความขัดแย้ง อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จของการเจรจาใดๆ จะขึ้นอยู่กับความเต็มใจของทุกฝ่ายที่จะประนีประนอมและแก้ไขข้อกังวลที่สำคัญ

ผลกระทบต่อยูเครน

ความขัดแย้งในยูเครนได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อประเทศ ชีวิตผู้คนนับพันต้องสูญเสีย และเมืองต่างๆ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก ความพยายามในการสร้างสันติภาพและการฟื้นฟูจะมีความสำคัญอย่างยิ่งในการช่วยเหลือยูเครนให้ฟื้นตัวจากผลกระทบของสงคราม

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ยังคงผันผวนและคาดเดาไม่ได้ แม้ว่าปูตินจะยืนยันว่ารัสเซียไม่ได้ต้องการสู้กับยุโรป แต่ก็พร้อมที่จะตอบโต้หากถูกท้าทาย ความขัดแย้งในยูเครนยังคงเป็นประเด็นที่ซับซ้อนและต้องได้รับการแก้ไขด้วยความระมัดระวังและความมุ่งมั่นในการเจรจา

การที่ปูตินเน้นย้ำว่ารัสเซีย ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้าต้องการก็พร้อม นั้น แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของสถานการณ์ และความจำเป็นที่ทุกฝ่ายจะต้องพิจารณาผลกระทบของการกระทำของตนอย่างรอบคอบ

ที่มา – ปูตินลั่น ไม่ได้อยากสู้กับยุโรป แต่ถ้ายุโรปต้องการก็พร้อมสู้

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดน

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนยังคงตึงเครียด เมื่อประธานาธิบดีวลาดิเมียร์ ปูติน ย้ำจุดยืนเดิมว่า ยูเครนต้องถอนทหารออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง หากต้องการให้รัสเซียยุติการสู้รบ ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัสเซียจะไม่ยอมอ่อนข้อ และพร้อมที่จะใช้กำลังทางทหารต่อไปหากยูเครนไม่ปฏิบัติตาม

ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ปูตินได้กล่าวถึงข้อเรียกร้องนี้อีกครั้ง โดยเน้นย้ำว่าการถอนทหารออกจากดินแดนที่มอสโกอ้างว่าเป็นของตนเองนั้นเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับการเจรจาสันติภาพ เขาได้กล่าวหาว่ายูเครนต้องการสู้รบจนถึงที่สุด แม้ว่ารัสเซียเองก็พร้อมที่จะทำเช่นเดียวกัน

ปูตินยังคงยืนกรานว่ารัสเซียมีความได้เปรียบในสนามรบ และการสู้รบจะสิ้นสุดลงเมื่อกองทัพยูเครนถอนกำลังออกจากพื้นที่ที่มีการสู้รบอย่างต่อเนื่องเท่านั้น “ถ้าพวกเขาไม่ถอนกำลัง เราจะทำให้สำเร็จด้วยกำลังอาวุธ” เขากล่าว

สถานการณ์ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต

แม้ว่ารัสเซียจะสามารถรุกคืบในยูเครนตะวันออกได้ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียกำลังพลอย่างมาก ข้อมูลจากสถาบันเพื่อการศึกษาสงครามชี้ให้เห็นว่า หากรัสเซียยังคงรุกคืบด้วยอัตราเดิม อาจต้องใช้เวลาเกือบสองปีในการยึดครองส่วนที่เหลือของแคว้นโดเนตสก์

ความต้องการของปูตินที่ต้องการให้มีการรับรองทางกฎหมายว่าดินแดนที่รัสเซียยึดครองเป็นของตนเองนั้น เป็นอุปสรรคสำคัญในการเจรจา ดินแดนเหล่านี้รวมถึงแคว้นไครเมียซึ่งถูกผนวกในปี 2557 และภูมิภาคดอนบาสซึ่งประกอบด้วยแคว้นโดเนตสก์และลูฮานสก์

ยูเครนได้ปฏิเสธข้อเสนอที่จะยอมเสียดินแดนเพื่อแลกกับการยุติสงคราม โดยมองว่าเป็นการให้รางวัลแก่รัสเซียสำหรับการรุกราน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้

ในขณะเดียวกัน ยูเครนและสหรัฐฯ กำลังหารือเกี่ยวกับแผนการสันติภาพ 28 ข้อที่สหรัฐฯ เสนอ ถึงแม้ว่าแผนดังกล่าวจะมีความเอนเอียงไปทางรัสเซียในช่วงแรก แต่ก็ได้มีการแก้ไขหลังจากเจรจาเพิ่มเติม อย่างไรก็ตาม ยังไม่ชัดเจนว่าแผนนี้จะสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องดินแดนที่ถูกยึดครองได้หรือไม่

ปูตินระบุว่า ร่างแผนฉบับใหม่ได้ถูกส่งมอบให้กับรัสเซียแล้ว และอาจเป็นพื้นฐานสำหรับข้อตกลงในอนาคต แต่ยังคงต้องมีการหารือในรายละเอียดเพิ่มเติม

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่ไครเมียและดอนบาสจะอยู่ภายใต้การควบคุมของรัสเซียโดยพฤตินัย แต่ไม่ได้รับการรับรองทางกฎหมาย ปูตินกล่าวว่า “นี่คือจุดที่เรากำลังหารือกับคู่เจรจาชาวอเมริกันของเรา”

นอกจากนี้ ปูตินยังกล่าวโจมตีผู้นำยูเครน โดยอ้างว่าพวกเขาไม่มีความชอบธรรม และการลงนามในข้อตกลงใดๆ กับพวกเขาก็ไม่มีประโยชน์ เนื่องจากยูเครนอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกและไม่ได้จัดการเลือกตั้งตามกำหนด

อย่างไรก็ตาม รัฐสภายูเครนได้ยืนยันความชอบธรรมของประธานาธิบดีโวโลดีเมียร์ เซเลนสกี ให้ดำรงตำแหน่งต่อไปได้

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ในยูเครนยังคงซับซ้อนและเต็มไปด้วยความท้าทาย ข้อเรียกร้องของปูตินที่ว่า ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง ยังคงเป็นประเด็นสำคัญที่ขัดขวางการเจรจาสันติภาพ และอนาคตของความขัดแย้งยังคงไม่แน่นอน

อนาคตจะเป็นอย่างไรต่อไป? การที่ ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง บ่งบอกว่ารัสเซียยังไม่พร้อมที่จะประนีประนอม และการสู้รบอาจดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง ทางออกเดียวที่เป็นไปได้คือการเจรจาที่จริงจังและรอบด้าน โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของทุกฝ่าย

ที่มา – ปูตินย้ำ ยูเครนต้องถอนทหาร ออกจากดินแดนที่ถูกยึดครอง

Scroll to top