ศาลฎีกา

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต

กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองอย่างมากครับ เมื่อนายชัยชนะ เดชเดโช สส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตเพื่อติดตามการทำงานของตำรวจภูธรภาค 8 โดยเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและระเบียบวินัยในพื้นที่ หลังพบว่ามีกลุ่มทุนต่างชาติและขบวนการผิดกฎหมายเริ่มเข้ามาใช้พื้นที่จังหวัดท่องเที่ยวแห่งนี้เป็นฐานการก่อเหตุ ซึ่งทางภาครัฐจำเป็นต้องยกระดับมาตรการ **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** เพื่อรักษาภาพลักษณ์และการท่องเที่ยวของประเทศให้ยั่งยืน

จากการลงพื้นที่ดังกล่าว พบว่าปัญหาใหญ่ที่น่ากังวลไม่ใช่แค่การบุกรุกที่ดิน แต่คือภัยเงียบจากกลุ่มมิจฉาชีพข้ามชาติ นายชัยชนะได้กำชับให้เจ้าหน้าที่เข้มงวดตรวจสอบการเข้ามาของชาวต่างชาติที่อาจแฝงตัวมาในคราบนักท่องเที่ยว แต่แท้จริงแล้วกลับมาตั้งฐานปฏิบัติการคอลเซ็นเตอร์ หรือขบวนการสแกมเมอร์ที่กำลังระบาดหนักในขณะนี้

เปิดกลยุทธ์ปราบปรามกลุ่มอาชญากรรมข้ามชาติ

ปัจจุบันกลุ่มอาชญากรได้เปลี่ยนรูปแบบการทำงานไปมาก จากที่เคยโฟกัสแค่กลุ่มทุนจีนสีเทา ตอนนี้ยังพบกลุ่มบุคคลจากหลายสัญชาติที่เข้ามาเช่าบ้านหรูหรือที่พักในจังหวัดภูเก็ตและกระบี่เพื่อใช้เป็นฐานสแกมเมอร์ ดังนั้นนโยบายที่ว่า **ชัยชนะ สั่งตำรวจภาค 8 คุมเข้มนอมินี-สแกมเมอร์ในภูเก็ต** จึงถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังทุกหน่วยงานว่าต้องร่วมมือกันปิดช่องว่างกฎหมายอย่างเร่งด่วน

นอกจากนี้ ปัญหาเรื่อง ‘นอมินี’ หรือการใช้คนไทยถือหุ้นแทนต่างชาติเพื่อครอบครองที่ดินหรือทำธุรกิจ ยังคงเป็นสิ่งที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าต้องเข้ามาตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันการใช้อาคารสถานที่ของไทยทำสิ่งที่ผิดกฎหมาย ซึ่งหากปล่อยไว้จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในระยะยาว

  • ตรวจสอบการเช่าที่พักของชาวต่างชาติอย่างใกล้ชิด
  • บังคับใช้กฎหมายกับนอมินีที่ผิดเจตนารมณ์
  • เพิ่มความร่วมมือระหว่าง ตม. และตำรวจภาค 8
  • เร่งคดีคดีบุกรุกที่ดินสาธารณะเพื่อให้เกิดความเกรงขาม

ความสำเร็จล่าสุดที่น่ายินดีคือกรณีคดีบุกรุกหาดบางเทา ที่ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุกจำเลย 1 ปี ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานที่ดีมากในการบังคับใช้กฎหมายครับ ผมมองว่าการที่ภาครัฐออกมาแสดงจุดยืนที่แข็งกร้าวเช่นนี้ จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งชาวไทยและนักลงทุนที่ทำธุรกิจอย่างสุจริตได้เป็นอย่างดี เพราะการท่องเที่ยวภูเก็ตจะไปต่อได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่นี้มีความปลอดภัยและโปร่งใสที่สุดครับ

ที่มา – “ชัยชนะ” กำชับตำรวจภาค 8 คุมเข้ม นอมินี-สแกมเมอร์ จับตากลุ่มต่างชาติใช้ภูเก็ตเป็นฐานก่ออาชญากรรม

ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง

ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อล่าสุดมีคำพิพากษาจากศาลฎีกาออกมาว่า ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง โดยไม่มีการรอลงอาญา ซึ่งคดีนี้ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับคนที่กำลังมองหาที่พึ่งในกระบวนการยุติธรรม โดยเหตุการณ์เกิดขึ้นจากการที่จำเลยซึ่งเป็นอดีตทนายความ ได้มีการกระทำที่ไม่โปร่งใสในคดีความที่เกี่ยวข้องกับค่าประกันตัวของ เบนซ์ เรซซิ่ง จนนำมาสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีในที่สุด

สรุปความเป็นมาของคดี ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการที่นางสุพรเพ็ญ วรโรจน์เจริญเดช ได้ยื่นฟ้องนายศิวาวิทย์ อดีตทนายความ ในข้อหาฟ้องเท็จและเบิกความเท็จ หลังจากที่นายศิวาวิทย์ได้มีการนำความเท็จมาฟ้องร้องโจทก์และเบิกความในชั้นศาล ซึ่งทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายอย่างหนัก โดยในคดีอาญานี้ศาลฎีกาได้พิพากษาแก้ให้จำคุกจำเลย 3 ปี และให้เจ้าหน้าที่นำตัวเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพทันที

ทางด้าน เบนซ์ เรซซิ่ง ได้ออกมาเปิดเผยความรู้สึกหลังทราบผลคำพิพากษาว่า ตนรู้สึกพอใจที่ได้รับความยุติธรรม แม้ในทางแพ่งจะมีการฟ้องเรียกค่าเสียหายไปกว่า 3.1 ล้านบาท แต่ด้วยปัญหาด้านทรัพย์สินของจำเลย ทำให้ต้องมีการดำเนินการในขั้นตอนล้มละลายต่อไป ซึ่งเบนซ์ได้ย้ำว่ากรณีที่ศาลฎีกาสั่งคุก 3 ปี ทนายดังโกงเงินแม่ เบนซ์ เรซซิ่ง นี้ถือเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญมาก

  • ระวังทนายอ้างวิ่งเต้น: อย่าหลงเชื่อบุคคลที่แอบอ้างว่าสามารถวิ่งเต้นคดีหรือการันตีผลลัพธ์ได้
  • ตรวจสอบประวัติ: ก่อนจ้างทนายความควรตรวจสอบว่ามีชื่อในทะเบียนสภาทนายความหรือไม่
  • เก็บหลักฐานให้ครบ: ทุกสัญญาและการโอนเงินควรมีเอกสารยืนยันอย่างชัดเจน

จากเหตุการณ์นี้ สิ่งที่อยากฝากไว้คือการเลือกทนายความนั้นเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ความซื่อสัตย์สุจริตคือหัวใจสำคัญของการประกอบวิชาชีพกฎหมาย การที่จำเลยต้องรับโทษทัณฑ์ในครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำว่า ในกระบวนการยุติธรรมนั้น ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ และความจริงมักจะเปิดเผยเสมอในที่สุด ไม่ว่าการต่อสู้จะยาวนานเพียงใดก็ตาม ขอให้ทุกคนใช้กรณีนี้เป็นเครื่องเตือนใจในการตัดสินใจเลือกที่ปรึกษาทางกฎหมายในอนาคตครับ

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งคุก 3 ปี “ทนายดัง” คดีโกงเงินแม่ “เบนซ์ เรซซิ่ง” คุมเข้าเรือนจำ

21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว.

21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อกลุ่มนักวิชาการระดับประเทศถึง 21 ท่าน ได้รวมตัวกันออกแถลงการณ์สำคัญเพื่อเรียกร้องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แสดงความรับผิดชอบและเลิกยื้อเวลาในกรณีความไม่โปร่งใสของการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยเน้นย้ำให้รีบส่งเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อชี้ขาดทันที ก่อนที่ความศรัทธาในระบบยุติธรรมจะสูญสิ้นไปมากกว่านี้

ประเด็น 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นเรื่องระดับโครงสร้างอำนาจที่ส่งผลต่อการแต่งตั้งองค์กรอิสระและทิศทางของนิติบัญญัติในอนาคต นักวิชาการกลุ่มนี้มองว่าหลักฐานเชิงประจักษ์ที่มีอยู่นั้นชัดเจนเกินกว่าที่จะนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

เปิดใจทำไมต้องเร่งส่งศาลฎีกา?

เหตุผลหลักที่กลุ่มนักวิชาการผลักดันเรื่องนี้คือการป้องกันการเกิดภาวะรัฐที่ถูกยึดครอง (Captive State) หากปล่อยให้กระบวนการจัดตั้งหรือฮั้วโหวตดำรงอยู่ต่อไป จะเท่ากับเป็นการบ่อนทำลายหลักการประชาธิปไตยอย่างรุนแรง การที่กลุ่ม 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. จึงเป็นการส่งสัญญาณเตือนภัยไปยังผู้มีอำนาจว่า ประชาชนและภาควิชาการจะไม่ยอมจำนนต่อความไม่ถูกต้องอีกต่อไป

ข้อเรียกร้องของคณะนักวิชาการมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ขอให้ กกต. ยุติการประวิงเวลาในการตรวจสอบพยานหลักฐาน
  • ต้องเร่งส่งสำนวนคดีให้ศาลฎีกาพิจารณาตัดสินทันที
  • ต้องสาวไปให้ถึงต้นตอของขบวนการฮั้วและผู้รับจ้างสมัครทั้งหมด
  • คืนความถูกต้องในการคัดเลือกเพื่อป้องกันวิกฤตรัฐธรรมนูญ

สถานการณ์นี้ถือเป็นบททดสอบสำคัญของ กกต. ว่าจะเลือกเดินหน้าในฐานะองค์กรที่ปกป้องความสุจริต หรือจะเป็นเพียงตรายางที่คอยประทับตราความไม่ชอบธรรม ความกล้าหาญในการบังคับใช้กฎหมายคือสิ่งเดียวที่จะกอบกู้เกียรติภูมิขององค์กรคืนมาได้

เราในฐานะประชาชนผู้ติดตามข่าวสาร คงต้องร่วมกันจับตาดูว่าความเคลื่อนไหวของ 21 นักวิชาการอาวุโสจี้ กกต. เลิกยื้อเวลาปมฮั้ว สว. ในครั้งนี้ จะสร้างแรงกระเพื่อมได้มากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่ชัดเจนที่สุดคือสังคมไทยเริ่มหมดความอดทนกับความไม่โปร่งใสแล้ว และถึงเวลาที่ผู้เกี่ยวข้องต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยความจริงเท่านั้น

ที่มา – 21 นักวิชาการอาวุโสออกแถลงการณ์จี้ “กกต.” เลิกยื้อเวลา ปม “ฮั้ว สว.” ส่งศาลฎีกาชี้ขาดทันที

เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย

เรียกได้ว่ากลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ในการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อรัฐบาล เพื่อขอให้เร่งดำเนินการในคดีที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นปัญหาเรื้อรังที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ของการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) โดยในบทความนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญของข่าว เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย ให้ทุกคนได้เข้าใจกันครับ

เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้เดินทางไปยังศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เพื่อยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีโดยตรง โดยมีเนื้อหาสำคัญคือการขอให้ตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของอธิบดีกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มีความล่าช้าในการเพิกถอนเอกสารสิทธิในที่ดินเขากระโดง ทั้งที่มีคำพิพากษาจากศาลฎีกาและศาลปกครองถึงที่สุดแล้วว่าที่ดินดังกล่าวกว่า 5,000 ไร่ เป็นกรรมสิทธิ์ของ รฟท.

ความเคลื่อนไหวในประเด็น เสรีพิศุทธ์ จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ศุภชัย

นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังได้ตอกกลับนายศุภชัย ใจสมุทร ที่ออกมาระบุว่าจะดำเนินคดีกับผู้กล่าวหา โดยท่านได้ตั้งคำถามอย่างเผ็ดร้อนถึงการกระทำดังกล่าวว่าทำไปเพื่ออะไร และยืนยันว่าหน้าที่ของท่านคือการตรวจสอบในฐานะฝ่ายค้าน ไม่มีความจำเป็นต้องเกรงใจใครทั้งสิ้น รวมถึงมีการพาดพิงถึงความไม่โปร่งใสในแวดวงการเมืองและกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างดุเดือด

ประเด็นที่น่าจับตามองในตอนนี้ ได้แก่:

  • การเรียกร้องให้ตรวจสอบอธิบดีกรมที่ดินและเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
  • การทวงคืนที่ดินเขากระโดงกว่า 5,000 ไร่ ให้กลับมาเป็นพื้นที่ของการรถไฟฯ อย่างถูกต้อง
  • การขยายผลตรวจสอบกลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับพื้นที่ดังกล่าว รวมถึงบุคคลสำคัญในฟากฝั่งการเมือง
  • ความร่วมมือของเครือข่ายนักศึกษาและสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจที่มาร่วมกดดันให้เกิดความยุติธรรม

ในฐานะประชาชนผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องเฝ้ามองกันต่อไปว่ารัฐบาลจะจัดการอย่างไรกับปมที่ดินเขากระโดงที่ยืดเยื้อมานาน เพราะความโปร่งใสคือหัวใจสำคัญของการทำงานเพื่อชาติ หากปล่อยให้ปัญหาคาราคาซังเช่นนี้ต่อไป อาจกลายเป็นการทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบยุติธรรมของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” จี้นายกฯ สางปมเขากระโดง อัดยับ ‘ศุภชัย’ เอาใจนาย ขู่ฟ้องกราวรูดหากคดีอืด

กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เชื่อว่าหลายคนคงได้ติดตามข่าวคราวในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกรณีที่มีกระแสข่าวร้อนแรงว่า กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากพบว่ามีการชำระภาษีไม่ครบถ้วนตามการประเมิน ซึ่งถือเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะเป็นการบังคับใช้กฎหมายกับบุคคลสำคัญอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ

สถานการณ์ล่าสุด: กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่กรมสรรพากรได้ออกเอกสารชี้แจงเกี่ยวกับการเร่งรัดจัดเก็บภาษีอากรจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โดยอ้างอิงคำพิพากษาของศาลฎีกาที่วินิจฉัยว่าการประเมินภาษีของเจ้าพนักงานนั้นถูกต้องตามกฎหมาย และถือเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ดังนั้น หนี้ภาษีดังกล่าวจึงเป็นภาระที่ต้องเร่งดำเนินการจัดเก็บให้ครบถ้วน

รายละเอียดการดำเนินการเชิงรุกจากภาครัฐ

ทางด้านนายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ ที่ปรึกษาด้านยุทธศาสตร์การจัดเก็บภาษี ได้เปิดเผยว่า กรมสรรพากรไม่ได้นิ่งนอนใจและได้ดำเนินการในหลายขั้นตอน ดังนี้:

  • มีการแจ้งเตือนให้ไปชำระภาษีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด
  • ทำการสืบสวนทรัพย์สินทุกประเภทของนายทักษิณทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  • ดำเนินการยึดและอายัดทรัพย์สินเพื่อนำมาชำระหนี้ภาษีให้ได้มากที่สุด
  • ประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตามทรัพย์สินจากต่างแดน

แม้ว่าจะมีความพยายามในการเจรจาหรือดำเนินการตามสิทธิอุทธรณ์ในอดีต แต่เมื่อศาลได้ตัดสินให้เป็นที่ยุติแล้ว กรมสรรพากรจึงต้องทำหน้าที่อย่างเต็มที่ กรมสรรพากรขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย ก็เพื่อเป็นแนวทางสุดท้ายหากพบว่ายอดเงินภาษีที่ชำระเข้ามายังไม่เพียงพอต่อยอดการประเมิน ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกับการปฏิบัติกับภาษีอากรในรายอื่นๆ เพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการ

มุมมองต่อเหตุการณ์นี้

การดำเนินการของภาครัฐในครั้งนี้ถือเป็นการแสดงให้เห็นถึงความพยายามในการสร้างบรรทัดฐานความเท่าเทียมทางกฎหมาย หากใครมีหนี้ภาษีต่อแผ่นดินก็ต้องมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะมีสถานะหรือบทบาทอย่างไรในสังคม สำหรับกรณีนี้เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ในขั้นสุดท้ายจะมีการชำระหนี้ได้ครบถ้วนหรือไม่ หรือจะเข้าสู่กระบวนการล้มละลายตามที่ได้มีการประกาศไว้ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่เพื่อให้ทุกอย่างอยู่ในกรอบของกฎหมายอย่างชัดเจน

ที่มา – กรมสรรพากร ขู่ฟ้องร้อง “ทักษิณ” เป็นคดีล้มละลาย หากชำระภาษีไม่ครบถ้วน

ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองเมื่อ ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา เพื่อเรียกร้องความถูกต้องตามหลักนิติธรรม หลังพบหลักฐานมัดตัวขบวนการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาชุดล่าสุดอย่างแน่นหนา

ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา พร้อมแฉหลักฐานเด็ด

เหตุการณ์สำคัญนี้เกิดขึ้นเมื่อกลุ่ม สว. สำรอง นำโดยทนายอั๋น บุรีรัมย์ เดินทางไปยื่นหนังสือต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อกดดันให้ส่งสำนวนคดีฮั้วเลือกตั้ง สว. จำนวน 229 คน ให้ศาลฎีกาวินิจฉัยชี้ขาดโดยเร็วที่สุด ทางกลุ่มระบุว่ามีหลักฐานครบถ้วน ทั้งเส้นทางการเงิน แชตไลน์ และคลิปเสียง ซึ่งเข้าข่ายเหตุอันควรสงสัยตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. มาตรา 62 อย่างชัดเจน

เหตุผลที่ ทนายอั๋น-สว.สำรอง บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา

สาเหตุหลักที่กลุ่มดังกล่าวต้องเคลื่อนไหวคือความกังวลว่า กกต. อาจพยายามปัดตกคำร้อง หรือมีการเจรจาต่อรองทางการเมืองเพื่อช่วยเหลือพรรคพวกบางกลุ่ม ทางทนายอั๋นได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • กฎหมายไม่ได้เปิดช่องให้ กกต. ใช้ดุลพินิจเก็บเรื่องไว้เอง
  • หลักฐานมัดแน่น ไม่ควรมีการซูเอี๊ยะหรือแบ่งเค้กทางการเมือง
  • การรักษาหลักนิติรัฐนิติธรรมต้องสำคัญเหนือผลประโยชน์ส่วนตน

นอกจากนี้ ทนายอั๋นยังได้วิพากษ์วิจารณ์กรณีของ นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ที่กำลังประสบปัญหาเรื่องเกณฑ์การประเมินผลงาน โดยมองว่าพฤติกรรมการยื้อสำนวนคดีและการไม่ออกมารับผิดชอบต่อผลงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงการทำงานที่ไม่โปร่งใสและขาดธรรมาภิบาลอย่างรุนแรง

ในมุมมองของประชาชน คดีนี้ถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญขององค์กรอิสระว่ายังคงทำหน้าที่เพื่อรักษาความยุติธรรมให้แก่ประเทศชาติ หรือเป็นเพียงกลไกที่ถูกแทรกแซงโดยกลุ่มการเมือง หาก กกต. ยังคงเพิกเฉยหรือพยายามบิดเบือนกฎหมายเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้า ความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งไทยคงจะเข้าสู่ภาวะวิกฤตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลาแล้วที่ผู้มีอำนาจต้องตัดสินใจโดยยึดความถูกต้องเป็นที่ตั้งมากกว่าการรักษาเก้าอี้ของตนเอง

ที่มา – “ทนายอั๋น-สว.สำรอง” บุก กกต. บี้ส่งคดีฮั้ว 229 คนถึงศาลฎีกา ดักคออย่าเหิมเกริมปัดตก

ณัฐพงษ์นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอีกครั้ง เมื่อ “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” โดยถือเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญหลังจากที่สังคมตั้งคำถามถึงกระบวนการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

“ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วยตัวแทนพรรคร่วมฝ่ายค้านและ สว. ได้ร่วมกันแถลงข่าวยื่นคำร้องตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีการยกคำร้องคดีซุกหุ้นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ซึ่งฝ่ายค้านมองว่ามีข้อพิรุธหลายประการ

เปิด 4 ข้อกล่าวหาหลักในการยื่นคำร้องตั้งคกก.ไต่สวน ป.ป.ช.

สำหรับสาระสำคัญในการดำเนินการครั้งนี้ นายณัฐพงษ์ได้สรุปข้อมูลจากการรวบรวมหลักฐานและพยานบุคคล โดยระบุ 4 ข้อกล่าวหาสำคัญ ได้แก่:

  • ป.ป.ช. ตรวจสอบด้วยกระบวนการที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและปราศจากการตรวจสอบเชิงลึกในกรณีซุกหุ้น
  • มีการใช้ดุลพินิจวินิจฉัยที่ขัดต่อข้อเท็จจริงและหลักฐานที่ปรากฏในศาลรัฐธรรมนูญ
  • การปกปิดข้อมูลและเพิกเฉยต่อคำขอเข้าถึงเอกสารของผู้ร้อง รวมถึงความล่าช้าในการแจ้งผล
  • การละเลยการตรวจสอบในประเด็นขัดกันแห่งผลประโยชน์ตามมาตรา 126

นายณัฐพงษ์เน้นย้ำว่า “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม” ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นเรื่องความสง่างามและความโปร่งใสขององค์กรอิสระที่จะต้องตอบคำถามสังคมให้ได้ว่า กระบวนการตรวจสอบทั้งหมดมีความเป็นธรรมจริงหรือไม่

ทางด้านนายสาธิต วงศ์หนองเตย จากพรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้มุมมองเสริมว่าพรรคสนับสนุนการเมืองสุจริตและมองว่า ป.ป.ช. จงใจละเลยประเด็นสำคัญเรื่องการรับงานของบริษัทที่มีความเชื่อมโยงกับนายศักดิ์สยามจากกระทรวงคมนาคม ซึ่งเป็นหน่วยงานในกำกับดูแลโดยตรง การพยายามยื่นเรื่องควบคู่กันนี้แสดงให้เห็นว่าฝ่ายทางการเมืองที่หลากหลายมีความเห็นพ้องต้องกันในความผิดปกติของกรณีดังกล่าว

ในเชิงความคิดเห็น เราอาจกล่าวได้ว่าหากประธานรัฐสภาเมินเฉยต่อคำร้องที่มีหลักฐานประกอบแน่นหนาเช่นนี้ สังคมย่อมเกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการใช้อำนาจรัฐเพื่อตอบโต้ฝ่ายตรงข้ามแทนการสร้างความยุติธรรม ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่งต่อความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อระบบตรวจสอบของภาครัฐ การเฝ้ามองท่าทีของประธานรัฐสภาหลังจากนี้จึงเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าผู้มีอำนาจจะเลือกยืนข้างความโปร่งใสหรือผลประโยชน์ทางการเมือง

ที่มา – “ณัฐพงษ์” นำฝ่ายค้านยื่น ปธ.รัฐสภา ส่งศาลฎีกาตั้ง คกก.ไต่สวน ป.ป.ช. ปมยกคำร้องคดี “ศักดิ์สยาม”

ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี เอกราช ช่างเหลา

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย หลังจากที่มีคำพิพากษาสำคัญออกมา เมื่อศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น ซึ่งถือเป็นกรณีศึกษาที่สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มงวดของมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในปัจจุบัน

ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นจากการตรวจสอบพฤติกรรมในอดีตสมัยที่นายเอกราชดำรงตำแหน่งผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น จำกัด โดยพบว่ามีการยักยอกเงินจำนวนมหาศาลและการปลอมแปลงเอกสารสิทธิเพื่อปกปิดความผิด ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสมาชิกสหกรณ์เป็นอย่างมาก

รายละเอียดคดีและการตัดสินของ ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

จากการไต่สวนพบว่ามีการกระทำผิดที่ร้ายแรงหลายประการ อาทิ:

  • การถอนเงินสหกรณ์กว่า 396 ล้านบาทเพื่อนำไปซื้อที่ดินในนามส่วนตัว
  • การปลอมสมุดบัญชีเงินฝากเพื่อหลอกลวงที่ประชุมใหญ่สามัญประจำปี
  • การทำธุรกรรมอำพรางเพื่อให้ดูเสมือนว่ามีเงินคงเหลือในบัญชีจริง

พฤติกรรมเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงการขาดความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งทางศาลฎีกาได้วินิจฉัยแล้วว่าเป็นการกระทำที่ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามกฎหมายรัฐธรรมนูญและประมวลกฎหมายอาญา ทำให้เกิดผลกระทบต่อความเสียหายในวงกว้าง

นอกจากการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 10 ปีแล้ว นายเอกราชยังต้องพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและไม่สามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองใดๆ ได้อีกต่อไป ซึ่งเหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญให้กับนักการเมืองทุกคนว่า การใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบเพื่อผลประโยชน์ส่วนตนนั้นมีราคาที่ต้องจ่ายอย่างแสนสาหัสนัก

ในมุมมองของเรา นี่คือจุดเริ่มต้นของการสร้างบรรทัดฐานใหม่ที่เคร่งครัดยิ่งขึ้นในสังคมไทย เมื่อผู้บริหารองค์กรหรือตัวแทนประชาชนมีพฤติกรรมส่อไปในทางทุจริต กระบวนการยุติธรรมย่อมต้องทำหน้าที่อย่างเที่ยงธรรมเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของส่วนรวม และหวังว่าเหตุการณ์นี้จะช่วยให้เกิดการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้นในทุกภาคส่วน

ที่มา – ศาลฎีกา สั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี “เอกราช ช่างเหลา” โกงเงินสหกรณ์ครูขอนแก่น

ศาลฎีกาพิพากษา ถอนสิทธิเลือกตั้ง “เอกราช ช่างเหลา” 10 ปี

ศาลฎีกาพิพากษา ถอนสิทธิเลือกตั้ง “เอกราช ช่างเหลา” 10 ปี

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในหน้าข่าวการเมืองและคดีความ เมื่อล่าสุดมีข่าวใหญ่ที่ประชาชนให้ความสนใจเป็นอย่างมาก นั่นคือเหตุการณ์ที่ ศาลฎีกาพิพากษา ถอนสิทธิเลือกตั้ง “เอกราช ช่างเหลา” 10 ปี จากกรณีอื้อฉาวเกี่ยวกับการยักยอกเงินสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น ซึ่งเป็นเรื่องราวที่สร้างความเสียหายให้กับสมาชิกสหกรณ์เป็นจำนวนมหาศาล โดยรายละเอียดในคดีนี้แสดงให้เห็นถึงการใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบในทางที่ผิดอย่างร้ายแรง

สรุปคดีทุจริตที่นำไปสู่การ ถอนสิทธิเลือกตั้ง “เอกราช ช่างเหลา” 10 ปี

จากการวินิจฉัยของศาลฎีกา พบว่านายเอกราช ช่างเหลา ในฐานะผู้จัดการสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่นในขณะนั้น ได้ร่วมกับพวกวางแผนยักยอกเงินจำนวนกว่า 396 ล้านบาท โดยใช้ช่องว่างของการเป็นผู้ดูแลบัญชี โอนเงินเข้าบัญชีส่วนตัวและนำไปซื้อที่ดิน นอกจากนี้ยังมีการสร้างหลักฐานเท็จด้วยการปลอมแปลงสมุดบัญชีเงินฝากเพื่อหลอกลวงสมาชิกสหกรณ์ในการประชุมใหญ่ ซึ่งถือเป็นการกระทำที่ผิดต่อจริยธรรมของนักการเมืองอย่างรุนแรง

พฤติกรรมดังกล่าวที่ศาลได้ตัดสินว่าเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ประกอบด้วยประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ร่วมกันยักยอกทรัพย์สินของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูขอนแก่น
  • มีการปลอมแปลงเอกสารสิทธิและใช้เอกสารสิทธิปลอมหลายครั้ง
  • ปกปิดข้อมูลทางการเงินและให้ข้อมูลเท็จต่อที่ประชุมใหญ่
  • ได้รับประโยชน์ส่วนตนจากการใช้เงินสหกรณ์ไปซื้อที่ดิน

ด้วยเหตุนี้ ศาลฎีกาจึงมีคำสั่งให้ผู้คัดค้านพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดขอนแก่นทันที โดยนอกจากจะมีการสั่ง ศาลฎีกาพิพากษา ถอนสิทธิเลือกตั้ง “เอกราช ช่างเหลา” 10 ปี แล้ว เขายังถูกตัดสิทธิ์ในการดำรงตำแหน่งทางการเมืองตลอดไปตามรัฐธรรมนูญ ถือเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่ควรยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลและความซื่อสัตย์สุจริต

ในมุมมองของกฎหมาย คดีนี้ถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญในการปราบปรามการทุจริต โดยเฉพาะในองค์กรที่เกี่ยวข้องกับเงินออมของประชาชน ความพยายามของศาลที่จัดการกับเรื่องนี้อย่างถึงที่สุดช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบยุติธรรมไทยว่า แม้จะเป็นผู้มีอำนาจแต่หากทำผิดกฎหมายก็ต้องได้รับโทษตามความร้ายแรงของการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับสังคมส่วนรวม

ที่มา – ศาลฎีกาพิพากษา ถอนสิทธิเลือกตั้ง “เอกราช ช่างเหลา” 10 ปี ยักยอก 396 ล้าน เงินสหกรณ์ฯ

Scroll to top