ศาลฎีกา

เปิดไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร เป็นเหตุการณ์ที่หลายคนจับตามอง ตั้งแต่กลับไทย เข้าเรือนจำ จนได้กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า วันนี้เราจะย้อนดูทุกขั้นตอนแบบละเอียด เพื่อให้เข้าใจชัดเจนว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้

ทักษิณ ชินวัตร ก้มกราบแผ่นดิน

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

เรื่องราวเริ่มต้นยาวนาน 28 ก.พ. 2551 ทักษิณกลับไทยครั้งแรกหลังรัฐประหาร 19 ก.ย. 2549 ก้มกราบแผ่นดินที่สนามบินสุวรรณภูมิ ภาพประวัติศาสตร์เลย แต่สุดท้ายต้องลี้ภัยอีก 17 ปี

22 ส.ค. 2566 กลับไทยครั้งที่ 2 ด้วยเครื่องบินส่วนตัวจากดูไบ ลงดอนเมือง ก้มกราบพระบรมฉายาลักษณ์ ลูกๆ รอต้อนรับ ศาลฎีกาฯ พิพากษาคดี 3 คดี โทษรวม 8 ปี ส่งเข้าเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ แต่ป่วยแน่นหน้าอก ส่ง รพ.ตำรวจ

ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย

ขั้นตอนสำคัญในไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร

  • 31 ส.ค. 2566: ราชกิจจาฯ โปรดเกล้าฯ ลดโทษเหลือ 1 ปี หลังยื่นฎีกา
  • 17 ก.พ. 2567: พักโทษชั่วคราว ออกจาก รพ.ตำรวจ ไปบ้านจันทร์ส่องหล้า สวมเฝือกคอ สถานะนักโทษ 1 ใน 945 ราย อายุ 70+ ป่วยหนัก

ต่อมา 13 มิ.ย. – 30 ก.ค. 2568 ศาลไต่สวน 7 นัด 31 ปาก ทักษิณส่งทนายไปแทน

4 ก.ย. 2568 ออกนอกประเทศไปสิงคโปร์แต่เปลี่ยนไปดูไบ รักษาโรค สัญญากลับ 8 ก.ย.

8 ก.ย. 2568 กลับไทยทันฟังคำสั่ง

ทักษิณ ชินวัตร กลับไทย

9 ก.ย. 2568 ศาลสั่งนับโทษใหม่ ไม่หักเวลาที่ รพ.ตำรวจ ต้องจำ 1 ปีจริง

27 พ.ย. 2568 ภาพแรกในชุดนักโทษสีฟ้า ผมสั้น อิ๊งค์โพสต์ ลูกๆ เยี่ยม 61 ครั้ง

ทักษิณ ชินวัตร ในเรือนจำ

25 ก.พ. 2569 กรมราชทัณฑ์ยันเข้าเกณฑ์พักโทษพ.ค. ครบ 2/3 หรือ 8 เดือน

31 มี.ค. 2569 คก.เรือนจำมติเห็นชอบ

29 เม.ย. 2569 อยุติธรรมอนุมัติ ติด EM ห้ามออกนอกประเทศ

11 พ.ค. 2569 ปล่อยตัวหลังจำ 243 วัน คุมประพฤติ 4 เดือน จนพ้นโทษ 9 ก.ย. 2569

ทักษิณ กลับบ้านจันทร์ส่องหล้า

ไทม์ไลน์ พักโทษ ทักษิณ ชินวัตร แสดงให้เห็นกระบวนการยุติธรรมที่เข้มงวดแต่เป็นธรรม ครอบครัวคือกำลังใจใหญ่ ถ้าคุณสนใจเรื่องการเมืองไทย ติดตามอัปเดตจากเรา และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ!

ที่มา – เปิดไทม์ไลน์ พักโทษ “ทักษิณ ชินวัตร” จากเรือนจำสู่ “บ้านจันทร์ส่องหล้า”

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมืองวันนี้เรามีประเด็นร้อนที่กำลังเป็นที่พูดถึงกันอย่างกว้างขวาง นั่นคือ ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. ซึ่งเป็นคดีที่เกี่ยวข้องกับอดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดกระบี่ เรื่องนี้ไม่ใช่แค่ข่าวธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการทุจริตและจริยธรรมของนักการเมืองที่เราควรติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก.

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้รับหนังสือจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ที่มีเลขที่ ปช 0022/0183 ลงวันที่ 22 เมษายน 2567 ลงนามโดยนางดวงกมล เจริญรุกข์ วงษ์สวัสดิ์ ผู้อำนวยการสำนักไต่สวนการทุจริตคดีการเมืองการปกครอง 1

หนังสือแจ้งชี้มูลความผิดของนายสฤษฎ์พงษ์ เกี่ยวข้อง อดีต ส.ส.พรรคภูมิใจไทย จังหวัดกระบี่ ในกรณีรุกที่ดิน ส.ป.ก. หรือที่ดินของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในแปลงที่ ภ.บ.ท. 5 เลขที่สำรวจ 162/49 และ 164/49 ตำบลห้วยยูง อำเภอเหนือคลอง จังหวัดกระบี่

มูลความผิดที่ ป.ป.ช. พบ

ป.ป.ช. มีมติว่าการกระทำดังกล่าวของนายสฤษฎ์พงษ์ มีมูลผิดฐานต่างๆ ดังนี้

  • ไม่ถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเหนือกว่าประโยชน์ส่วนตน
  • ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต แสวงหาประโยชน์โดยมิชอบ
  • กระทำการที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อเกียรติศักดิ์ของตำแหน่ง ส.ส.

ความผิดเหล่านี้ถือว่าร้ายแรงตามมาตรฐานจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ข้อ 7, 8, 17, 27 และประมวลจริยธรรม ส.ส. ข้อ 8, 10, 29 รวมถึง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 87

ดังนั้น ป.ป.ช. จะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิพากษาต่อไป ซึ่งอาจนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมืองถ้าพิสูจน์ได้

ที่มาของคดีและความสำคัญ

คดีนี้เริ่มจากหนังสือร้องเรียนของนายวัชระ เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่กล่าวหาว่านายสฤษฎ์พงษ์ถือครองและทำประโยชน์ในที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ดินทำกินสำหรับเกษตรกรยากจน ไม่ใช่สำหรับนักการเมืองร่ำรวย ที่ดิน ส.ป.ก. มีวัตถุประสงค์ชัดเจนเพื่อช่วยเหลือชาวนาชาวสวน ไม่ให้ถูกนายทุนบุกรุก

ปัญหาการรุกที่ ส.ป.ก. เป็นเรื่องใหญ่ในไทยมานาน สร้างความไม่เป็นธรรมให้เกษตรกรจำนวนมาก การที่นักการเมืองระดับ ส.ส. ถูกจับได้ยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของระบบ

ในมุมมองของผม การทุจริตแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นในรัฐสภา ถ้า ส.ส. ยังรุกที่ของประชาชน แล้วใครจะปกป้องสิทธิเกษตรกร? เราต้องเรียกร้องให้มีการตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น

ผลกระทบและข้อคิด

หลังจากนี้ ศาลฎีกาจะเป็นผู้ตัดสิน หากนายสฤษฎ์พงษ์ถูกตัดสินว่าผิดจริง อาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งนานหลายปี ส่งผลต่อภาพลักษณ์พรรคภูมิใจไทยด้วย

เพื่อนๆ ลองคิดดูสิครับ ถ้าทุกคนทำตามกฎ ประเทศไทยเราจะก้าวหน้าแค่ไหน? เรื่อง ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง สฤษฎ์พงษ์ รุกที่ ส.ป.ก. เป็นตัวอย่างที่ดีว่า กลไกปราบปรามทุจริตยังทำงานอยู่

ติดตามข่าวอัปเดตคดีนี้ได้ที่นี่ และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณเห็นด้วย! คุณคิดยังไงกับคดีนี้ คอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ

ที่มา – ป.ป.ช. เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง อดีต “สฤษฎ์พงษ์” สส.ภูมิใจไทย ปมรุกที่ สปก.

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธาน ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแส เมื่อกลุ่ม สว.อิสระ จ่อลงมือล่าชื่อเพื่อยื่นเรื่องต่อประธานรัฐสภา ส่งไปยังศาลฎีกา เพื่อตั้งคณะกรรมการไต่สวนคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางข้อกังวลหลายประการต่อการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ถูกวิจารณ์หนักจากคดีดังหลายคดี ทำให้ดัชนีรับรู้การทุจริต (CPI) ของไทยตกต่ำลงทุกปี

สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.กลุ่มอิสระ ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการถึงแผนการล่าชื่อ สว. และ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 236 ซึ่งกำหนดให้มีผู้ยื่นคำร้องอย่างน้อย 1 ใน 5 ของจำนวน ส.ส. และ สว. ทั้งหมด หรือประมาณ 140 รายชื่อ เพื่อยื่นต่อประธานรัฐสภา ให้ส่งเรื่องไปยังประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนอิสระตรวจสอบการปฏิบัติงานของ ป.ป.ช. ชุดปัจจุบัน

น.ส.นันทนา ระบุว่า การทำงานของ ป.ป.ช. ในช่วงนี้มีข้อกังวลหลายเรื่อง เช่น กรณีแหวนแม่ นาฬิกาเพื่อน คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย กรณีสินบนทองคำ 246 ล้านบาท และล่าสุดคดียกคำร้องนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาไม่มีเจตนาซุกหุ้น ซึ่งตรงข้ามกับคดี 44 ส.ส. ที่ ป.ป.ช. ดำเนินการอย่างรวดเร็วและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญทันที สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นธรรมและความโปร่งใส ส่งผลให้ CPI ของไทยร่วงลงอย่างน่าตกใจ

ประเด็นหลักที่ถูกตั้งคำถามต่อ ป.ป.ช.

  • กรณีแหวนแม่: การไต่สวนที่ล่าช้าและไม่ชัดเจน
  • นาฬิกาเพื่อน: ข้อกล่าวหาที่ไม่ได้รับการตรวจสอบอย่างจริงจัง
  • คดีสินบนปาล์มอินโดนีเซีย: ความล่าช้าในการดำเนินคดี
  • สินบนทองคำ 246 ล้านบาท: กรณีที่ถูกมองว่าปกปิด
  • คดีศักดิ์สยาม vs 44 ส.ส.: การเลือกปฏิบัติที่ชัดเจน ยกฟ้องฝ่ายหนึ่งแต่เร่งรัดอีกฝ่าย

กลุ่ม สว.อิสระ จึงรวมตัวสนับสนุนคำร้องจากฝ่าย ส.ส. เพื่อให้เกิดการตรวจสอบที่แท้จริง หวังว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา จะไม่ดึงเช็งหรือดองเรื่อง แต่ส่งต่อไปยังประธานศาลฎีกาทันที

มาตรา 236 รัฐธรรมนูญ ทางออกตรวจสอบองค์กรอิสระ

ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 236 บัญญัติให้ ส.ส. หรือ ส.ว. จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งสองสภา ยื่นคำร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อให้ประธานศาลฎีกาตั้งคณะกรรมการไต่สวนองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เช่น ป.ป.ช. ป.ป.ท. ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือ กกต. เป็นต้น กระบวนการนี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสมดุลของอำนาจและป้องกันการใช้อำนาจในทางมิชอบ

นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว.กลุ่มอิสระ กล่าวเสริมว่า ประธานรัฐสภาต้องเปิดทางให้การตรวจสอบเกิดขึ้น ขอให้นายโสภณ อย่าดึงเวลาเหมือนกรณีตรวจสอบคดีฮั้ว สว. ในอดีต หากดึงเช็งจะเปิดช่องให้วงจรอุบาทว์แทรกแซง โดยเฉพาะอิทธิพลจากคอนเนกชันสีน้ำเงินหรือบุรีรัมย์ ถ้ากระบวนการนี้ล้มเหลว จะส่งผลร้ายแรงต่อระบบตรวจสอบทั้งหมด นอกจากนี้ ยังวิจารณ์การบริหารบุคคลใน ป.ป.ช. ที่แต่งตั้งรองเลขาธิการจากผู้ช่วยลำดับท้ายๆ ละเลยผู้มีอาวุโส ทำให้ธรรมาภิบาลหายไป และเกิดการแทรกแซงคดีอย่างย่ามใจ

เหตุการณ์ สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส นี้ ไม่ใช่แค่การเมือง แต่เป็นการต่อสู้เพื่อความโปร่งใสในระบบยุติธรรมและปราบปรามทุจริต ป.ป.ช. ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นองค์กรอิสระในการตรวจสอบผู้มีอำนาจ แต่หากตัวมันเองถูกตั้งคำถาม ประชาชนจะไว้วางใจได้อย่างไร CPI ของไทยที่เคยอยู่ในอันดับ 60 กว่าๆ ช่วงปี 2560 ตอนนี้ร่วงลงมาอยู่ในกลุ่มท้ายๆ ของโลก สะท้อนปัญหาเชิงระบบที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน

จากประสบการณ์ในอดีต การไต่สวนองค์กรอิสระตามมาตรานี้เคยเกิดขึ้นแล้ว เช่น กรณี กกต. หรือผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งนำไปสู่การปฏิรูประบบได้สำเร็จ หากครั้งนี้สำเร็จ จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการฟื้นความเชื่อมั่น

มุมมองผู้เขียน: การตรวจสอบต้องครอบคลุมทุกฝ่าย ไม่เว้นแม้แต่ผู้ตรวจสอบ เพื่อให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมโปร่งใสแท้จริง หาก ป.ป.ช. ผ่านการไต่สวนได้ จะยิ่งเข้มแข็ง แต่หากมีปัญหาจริง ต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์ของชาติ

คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? เห็นด้วยกับการล่าชื่อไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้ข่าวนี้แพร่กระจาย สนับสนุนการปราบปรามทุจริตที่แท้จริง ติดตามข่าวการเมืองอัพเดทเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – สว.อิสระจ่อล่าชื่อยื่นประธานรัฐสภา ส่งศาลฎีกาสอยป.ป.ช.ปฏิบัติหน้าที่ไม่โปร่งใส

“เท้ง” ชี้ ไม่ว่าศาลฎีกามีคำสั่งแบบใด 10 สส.ปชน. ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุของไทย ““เท้ง” ชี้ ไม่ว่าศาลฎีกามีคำสั่งแบบใด 10 สส.ปชน. ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ” คือประเด็นที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจน ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม X เมื่อวันที่ 23 เมษายน 2569 ท่ามกลางความสนใจของประชาชนที่จับตาคำพิพากษาของศาลฎีกาในวันพรุ่งนี้ (24 เม.ย.) เกี่ยวกับคดีที่ ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง 44 สส.อดีตพรรคก้าวไกล ฐานฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรงจากการลงชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือ ม.112

“เท้ง” ชี้ ไม่ว่าศาลฎีกามีคำสั่งแบบใด 10 สส.ปชน. ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

เท้งย้ำว่าการกระทำดังกล่าวอยู่ในขอบเขตอำนาจหน้าที่ที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมาจากคะแนนเสียงของประชาชน การใช้สภาเพื่อถกเถียงประเด็นอ่อนไหวอย่าง ม.112 เพื่อหาทางออกจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานาน 10 ปี ไม่ใช่การล้มล้างหรือเซาะกร่อนอำนาจตามที่ถูกกล่าวหา แต่เป็นการปกป้องผลประโยชน์ประชาชนและภาษีอากรให้ถูกใช้อย่างโปร่งใส

ตลอดเส้นทางการเมืองของขบวนการอนาคตใหม่และพรรคที่สืบต่อมา พวกเขาเผชิญ “นิติสงคราม” มากมาย ไม่ว่าจะฟ้องหมิ่นประมาท ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ หรือคุกคามต่างๆ แต่จุดยืนยังชัดเจน: การเมืองต้องเป็นของคนธรรมดา ทุกคนมีส่วนร่วมได้ เพื่อสร้างประเทศไทยที่อำนาจสูงสุดอยู่ในมือประชาชน

ทำไม “เท้ง” ชี้ ไม่ว่าศาลฎีกามีคำสั่งแบบใด 10 สส.ปชน. ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

เท้งตั้งคำถามถึงการใช้ “มาตรฐานจริยธรรม” ที่คลุมเครือ โดยไม่มีหลักเกณฑ์ชัดเจน ซึ่งอาจเป็นภัยต่อประชาธิปไตยมากกว่าการเสนอกฎหมาย ในขณะที่คดีทุจริตคอร์รัปชันหลายเรื่องค้างเติ่งใน ป.ป.ช. แต่คดีนี้กลับเดินหน้าสุดเร็ว สะท้อนมาตรฐานที่สองจีง?

สาเหตุแท้จริงคือ กลุ่ม ส.ส.เหล่านี้เป็นตัวแทนประชาชนที่ท้าทายผู้ครองอำนาจและผลประโยชน์เก่า ทำให้ถูกต่อสู้กลับแบบไม่เลือกวิธี

4 ประการสำคัญที่สนับสนุนให้ 10 สส.ปชน.ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

  • ประการแรก: การทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญไม่ก่อความเสียหายแก่ประโยชน์สาธารณะหรือการบริหารราชการที่เยียวยาไม่ได้
  • ประการที่สอง: เป็นส่วนสำคัญของระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภา อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
  • ประการที่สาม: ไม่สามารถทำซ้ำพฤติกรรมเดิมได้อีก เหมือนที่ ป.ป.ช. ยื่นคำร้อง
  • ประการสุดท้าย: ไม่กระทบการแสวงหาข้อเท็จจริงของศาล เพราะ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญสอบสวนไปหมดแล้ว

หากศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ จะสร้างความหวาดกลัวให้ ส.ส.ทุกคน ไม่กล้าเสนอร่างกฎหมายตามอำนาจรัฐธรรมนูญ ส่งผลกระทบต่อฝ่ายนิติบัญญัติทั้งหมด และอำนาจที่มาจากประชาชน

เรื่องนี้ใหญ่กว่าพรรคประชาชนหรือบุคคลใด มันคืออนาคตของประชาธิปไตยไทยที่เราทุกคนต้องร่วมปกป้อง

ความคิดเห็น: จุดยืนของเท้งแสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังต้องการ ส.ส.ที่กล้าทำหน้าที่เพื่อประชาชน ไม่ยอมจำนนต่อแรงกดดัน อนาคตประชาธิปไตยขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของศาลและการสนับสนุนจากเรา

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แชร์บทความเพื่อกระจายข้อมูลที่ถูกต้อง และติดตามอัปเดตคดี ม.112 และข่าวการเมืองเพิ่มเติมได้ที่นี่!

ที่มา – “เท้ง” ชี้ ไม่ว่าศาลฎีกามีคำสั่งแบบใด 10 สส.ปชน. ต้องได้ปฏิบัติหน้าที่ต่อ

10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม

10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม เป็นข่าวที่หลายคนกำลังจับตามอง โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองไทยที่กำลังร้อนระอุ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.แบบบัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาเผยความคืบหน้าของคดีที่เกี่ยวข้องกับ 44 สส.จากพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งตอนนี้กลายเป็นประเด็นใหญ่ของพรรคประชาชน

10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม

พรุ่งนี้ 22 เมษายน 2569 จะเป็นวันสำคัญที่ 10 สส.พรรคประชาชน นำโดยนายณัฐพงษ์ จะรวมตัวกันแถลงข่าวตอบทุกข้อซักถามเกี่ยวกับคดีนี้ ก่อนที่ศาลฎีกาจะวินิจฉัยรับหรือไม่รับคดีในวันที่ 24 เมษายน พวกเขาหวังว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม หากผลออกมาดี ก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนตัวกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.)

เตรียมพร้อมทางกฎหมายอย่างละเอียด

นายณัฐพงษ์ ย้ำว่าพรรคได้เตรียมรายละเอียดและเทคนิคการต่อสู้ทางกฎหมายมาอย่างดี เพื่อชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ คดีนี้เกิดจากดุลพินิจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งดูเหมือนจะเลือกปฏิบัติ เมื่อเทียบกับกรณีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ที่มีเส้นทางเงินชัดเจนแต่กลับไม่โดนอะไร

พวกเขาใช้กลไกทางนิติบัญญัติโดยชอบด้วยกฎหมาย เช่น การอภิปรายโหวตนายกฯ และแถลงนโยบาย แต่กลับถูกดำเนินคดี ในขณะที่รัฐบาลชุดนี้ถูกมองว่ามีเสถียรภาพ แต่การใช้อำนาจบิดเบือนกลไกกฎหมายเพื่อปกป้องพวกพ้องและทำลายฝ่ายตรงข้าม จะย้อนทำลายตัวรัฐบาลเอง

ชี้ระบบการเมืองที่ผิดปกติ

สิ่งที่เกิดขึ้นผิดปกติมาก พรรคภูมิใจไทยและรัฐบาลเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ในระบบการเมืองที่มีองค์กรอิสระและกลุ่มอำนาจคอยหนุนหลัง ส่งผลให้ผลประโยชน์ตกไปยังกลุ่มชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นการกู้เงิน ใช้จ่ายงบประมาณ หรือกระบวนการยุติธรรม คนตัวเล็กๆ ไม่เคยได้ประโยชน์

  • พรรคประชาชนจะทำงานให้ประชาชนเห็นถึงปัญหาเหล่านี้
  • ต่อต้านระบบการเมืองที่ไม่ใช่ของประชาชนส่วนใหญ่
  • ร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลงในอนาคต

สำหรับการเปลี่ยน กก.บห. ภายใน 24 เมษายน นายณัฐพงษ์ บอกว่ายังตอบไม่ได้ แต่พร้อมทุกสถานการณ์ เชื่อว่าศาลจะยุติธรรม พวกเขายืนยันความบริสุทธิ์มาตลอด การเสนอแก้กฎหมายไม่ใช่ความผิด หากศาลไม่สั่งร้าย ก็ไม่เปลี่ยนผู้บริหาร

นอกจากนี้ ยังแปลกใจที่วันประชุมใหญ่พรรคตรงกับวันศาลมีคำสั่งพอดี แต่กรอบเวลาประชุมต้องในเมษายนอยู่แล้ว หากหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว ก็พร้อมทำหน้าที่อื่นที่ไม่เกี่ยวกับสภา

ความเห็นและมุมมองเพิ่มเติม

คดีนี้สะท้อนปัญหาใหญ่ของระบบยุติธรรมไทยที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลาง ผู้สนับสนุนพรรคประชาชนจำนวนมากเรียกร้องให้ศาลตัดสินอย่างโปร่งใส เพื่อรักษาความเชื่อมั่นในกระบวนการกฎหมาย หาก 10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ ได้รับการตอบรับดี อาจเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย

ในมุมส่วนตัว คิดว่านี่คือโอกาสที่ประชาชนจะได้เห็นภาพชัดเจนของการเมืองไทย อย่าลืมติดตามการแถลงพรุ่งนี้ เพราะอาจมีข้อมูลใหม่ๆ ที่น่าสนใจมากมาย สุดท้ายแล้ว ความยุติธรรมต้องมาก่อนเสมอ

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้คนอื่นได้รู้ด้วยนะครับ!

ที่มา – 10 สส.พรรคประชาชน รวมพลตอบทุกข้อซักถามพรุ่งนี้ หวังศาลให้ความเป็นธรรม

ส่องแกนนำ ปชน. รุ่นต่อไป วีระยุทธ หัวหน้าพรรคใหม่

ส่องแกนนำ ปชน. รุ่นต่อไป วาง “วีระยุทธ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ ถอย “เท้ง” นั่งเลขาฯ เป็นข่าวร้อนที่หลายคนจับตาในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้เลยนะครับ พรรคประชาชน (ปชน.) ซึ่งเป็นพรรคใหม่ที่สืบสานอุดมการณ์จากพรรคก้าวไกล กำลังเคลื่อนไหวใหญ่ก่อนการประชุมใหญ่สามัญประจำปี วันที่ 24-26 เมษายน 2567 ตรงกับวันศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดี 44 ส.ส. เรื่องเสนอแก้ ม.112 ด้วยซ้ำ

ส่องแกนนำ ปชน. รุ่นต่อไป วาง “วีระยุทธ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ ถอย “เท้ง” นั่งเลขาฯ

มาดูรายละเอียดกันแบบชัดๆ เลยครับ จากข้อมูลที่ผู้สื่อข่าวรายงานเมื่อ 18 เมษายน 2567 พรรคกำลังจัดสรรตำแหน่งบริหารใหม่ นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร หรือที่รู้จักในชื่อ “อ.ต้น” รองหัวหน้าพรรคคนปัจจุบัน จะก้าวขึ้นเป็น หัวหน้าพรรคประชาชนคนใหม่ แทนนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือ “เท้ง” หัวหน้าพรรคปัจจุบัน ที่จะถอยไปนั่งเลขาธิการพรรคแทนนายศรายุทธ์ ใจหลัก ที่ลาออกไปแล้ว การเปลี่ยนแปลงนี้เหมือนการโรลเลอร์โคสเตอร์เลยนะ สลับตำแหน่งเพื่อความสดใหม่

นอกจากนี้ ยังมีชื่อเด่นๆ อีกเพียบ เช่น น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อ จะขึ้นเป็นโฆษกพรรค แทนนายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ “ไอติม” ที่จะไปเป็นประธานวิปฝ่ายค้านแทน ส่วนแม่ทัพแต่ละภาคก็จัดเต็ม ภาคเหนือตอนบนมี “ตี๋ ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์” ส.ส.เชียงใหม่ ภาคเหนือตอนล่าง “ศุภปกรณ์ กิตยาธิคุณ” อดีตส.ส.พิษณุโลกเขต 5 ภาคอีสาน “วีรนันท์ ฮวดศรี” ส.ส.ขอนแก่น ภาคใต้ก็ “ภคมน” พ่วงด้วย และกทม. จ่อ “แบงค์ ศุภณัฐ มีนชัยนันท์” ส.ส.กทม. เรียกได้ว่าวางหมากครบทุกภูมิภาคเลย

ส่องแกนนำ ปชน. รุ่นต่อไป: รับมือคดีใหญ่และการประชุมพรรค

ที่สำคัญคือ ทุกอย่างยังเปลี่ยนได้นะครับ ขึ้นกับมติที่ประชุมใหญ่ และคดียักษ์ 44 ส.ส. พรรคประเมิน 3 สถานการณ์ 1.ศาลไม่รับฟ้อง 2.รับฟ้องแล้วส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ หรือ 3.สั่งป.ป.ช.แก้คำร้อง พรรคจะเกาะติดสถานการณ์ไปพร้อมกัน การส่องแกนนำ ปชน. รุ่นต่อไป วาง “วีระยุทธ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ ถอย “เท้ง” นั่งเลขาฯ นี้ จึงเป็นกลยุทธ์เพื่อความมั่นคงท่ามกลางพายุการเมือง

ทำไมพรรคถึงเลือก “วีระยุทธ” ล่ะ? เขาเป็นนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ อดีต ส.ว. มีประสบการณ์สูง เคยเป็นรองหัวหน้า ก้าวไกลมาก่อน ภาพลักษณ์น่าเชื่อถือ ส่วน “เท้ง” ลงเลขาฯ ก็ยังมีบทบาทสำคัญในการบริหารเบื้องหลัง พรรคประชาชนเกิดขึ้นหลังพรรคก้าวไกลถูกยุบ แต่สมาชิกย้ายมาเกือบหมด อุดมการณ์ปฏิรูปยังคงเดิม แกนนำรุ่นใหม่เหล่านี้จะช่วยพรรคฝ่าฟันอุปสรรค โดยเฉพาะคดี 112 ที่เป็นประเด็นร้อน

มาดูโครงสร้างแกนนำแบบละเอียดกันครับ

  • หัวหน้าพรรค: วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร (อ.ต้น)
  • เลขาธิการพรรค: ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (เท้ง)
  • โฆษกพรรค: ภคมน หนุนอนันต์ (ลิซ่า)
  • ประธานวิปฝ่ายค้าน: พริษฐ์ วัชรสินธุ (ไอติม)
  • ภาคเหนือตอนบน: ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ (ตี๋)
  • กทม.: ศุภณัฐ มีนชัยนันท์ (แบงค์)
  • อื่นๆ: ศุภปกรณ์ (เหนือล่าง), วีรนันท์ (อีสาน), ภคมน (ใต้)

การจัดวางนี้แสดงถึงการกระจายอำนาจให้คนรุ่นใหม่และฐานเสียงแต่ละพื้นที่ พรรคประชาชนกำลังสร้างทีมที่แข็งแกร่งเพื่อสู้ศึกเลือกตั้งท้องถิ่นและใหญ่ในอนาคต

ในมุมมองผม การส่องแกนนำ ปชน. รุ่นต่อไป วาง “วีระยุทธ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ ถอย “เท้ง” นั่งเลขาฯ เป็นสัญญาณบวก พรรคปรับตัวเร็วท่ามกลางคดีรุมเร้า แสดงถึงความเป็นมืออาชีพ หากผ่านคดีนี้ไปได้ พรรคจะยิ่งแข็งแกร่ง คุณคิดยังไงกับไลน์อัพใหม่นี้? คอมเมนต์บอกกันหน่อยครับ หรือติดตามอัปเดตข่าวการเมืองร้อนๆ ได้ที่นี่ทุกวัน!

ที่มา – ส่องแกนนำ ปชน. รุ่นต่อไป วาง “วีระยุทธ” หัวหน้าพรรคคนใหม่ ถอย “เท้ง” นั่งเลขาฯ

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ทุกคนจับตาในขณะนี้คือ 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล โดยคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ยื่นสำนวนคดีไปยังศาลฎีกาแล้ว ขณะเดียวกัน ป.ป.ช. ยังเตรียมแจงเหตุผลในการยกคำร้องกรณี “ศักดิ์สยาม” ซึ่งสร้างความฮือฮาเพราะขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้จะส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างไร มาอ่านรายละเอียดกัน

24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. เปิดเผยเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2567 ว่า ศาลฎีกาได้ประสานงานนัดประชุมพิจารณารับคำร้องคดีของ 44 ส.ส. อดีตพรรคก้าวไกล ที่เกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลเพื่อแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อ “หมวดหมู่ความผิดต่อพระมหากษัตริย์” ในวันที่ 24 เมษายนนี้ โดย ป.ป.ช. ได้ยื่นสำนวนเมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา

คดีนี้เกิดจาก ป.ป.ช. พิจารณาว่า การกระทำดังกล่าวของ ส.ส. 44 คน อาจเข้าข่ายกระทำผิดวินัยร้ายแรงตามกฎหมาย ส.ส. ซึ่งจะส่งผลให้พวกเขาสูญเสียสิทธิทางการเมืองหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับคำวินิจฉัยของศาลฎีกา นี่เป็นหนึ่งในคดีใหญ่ที่สะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองในไทย โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขกฎหมายม.112 ที่เป็นหัวใจของการอภิปรายในสภา

ป.ป.ช. จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม” สวนทางศาลรัฐธรรมนูญ

ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง นายสุรพงษ์ ยังกล่าวถึงกรณีที่ ป.ป.ช. มีมติยกคำร้องกล่าวหานายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในข้อหาซุกหุ้นหรือถือหุ้นผ่านนอมินีในบริษัท หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ โดยมตินี้ขัดแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้ศักดิ์สยามพ้นจากตำแหน่ง

เลขาฯ ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะแถลงเป็นเอกสารอย่างเป็นทางการ โดยให้เหตุผลว่าทำไมจึงวินิจฉัยเช่นนั้น เมื่อถามถึงโอกาสที่ศักดิ์สยามจะกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้หรือไม่ เขาชี้ว่าเป็นอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ตามรัฐธรรมนูญ โดย ป.ป.ช. ถือว่าปิดคดีแล้ว แต่สิทธิผู้เสียหายยังสามารถร้องเรียนต่อไปได้

  • ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรี
  • ป.ป.ช. ยกคำร้องเพราะพิจารณาแล้วไม่เข้าข่ายทุจริต
  • กกต. ต้องตรวจคุณสมบัติหากสมัครเลือกตั้ง
  • ผู้เสียหายสามารถอุทธรณ์หรือร้องต่อหน่วยงานอื่น

คดีสแกนม่านตา DSI ส่งให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบ

นอกจากนี้ ป.ป.ช. ยังรับสำนวนจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เกี่ยวกับโครงการสแกนม่านตาของกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) โดยมีข้อกล่าวหาต่อเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังไม่มีการระบุตัวบุคคลชัดเจน ป.ป.ช. กำลังตรวจสอบเบื้องต้นเพื่อหาคนรับผิดชอบ และยังไม่มีมติรับคดี แม้จะมีการพาดพิงบุคคลทางการเมืองบ้าง แต่ต้องรอรายละเอียดเพิ่มเติม

โครงการสแกนม่านตาเคยถูกวิจารณ์หนักเรื่องความโปร่งใสและการใช้จ่ายงบประมาณ ซึ่งอาจนำไปสู่การตรวจสอบทุจริต หาก ป.ป.ช. พบหลักฐาน ก็อาจขยายวงไปยังผู้เกี่ยวข้อง

กรณี 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล และประเด็นอื่นๆ เหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของ ป.ป.ช. ในการกำกับดูแลนักการเมือง การตัดสินจะมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลที่กำลังเตรียมตัวเลือกตั้งใหม่ และสถานะของศักดิ์สยามที่อาจกลับมาเล่นการเมืองได้

ในมุมมองของผู้เขียน คดีเหล่านี้เป็นเครื่องทดสอบความโปร่งใสของระบบยุติธรรมไทย หากศาลฎีกาวินิจฉัยว่าไม่ผิด ก็จะเป็นชัยชนะของสิทธิเสรีภาพในการเสนอกฎหมาย แต่หากผิด ก็อาจปิดประตูการแก้ไขม.112 ไปอีกนาน คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้ ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัพเดทข่าวการเมืองล่าสุดจากเรา!

ที่มา – 24 เม.ย.นี้ ศาลฎีกานัดพิจารณาคดี 44 สส.ก้าวไกล – ป.ป.ช.จ่อแจงยกคำร้อง “ศักดิ์สยาม”

ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง 44 สส.ก้าวไกล

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวเน็ตทุกคน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องข่าวร้อนๆ ในแวดวงการเมืองไทยกันดีกว่า ที่กำลังเป็นกระแสเดือดๆ เลย นั่นคือกรณี ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ เรื่องนี้หลายคนคงสงสัยว่ามันเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงกลายเป็นประเด็นใหญ่โตขนาดนี้ มาฟังกันแบบชิลๆ เลยนะ

ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

อย่างที่ทราบกัน วันที่ 9 เมษายน 2567 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ออกมาชี้แจงแบบชัดๆ ว่าป.ป.ช. ได้มอบหมายให้ตัวแทนไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา เพื่อดำเนินคดีนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ร่วมกับอดีต ส.ส. ก้าวไกลอีก 44 คน ในข้อหากระทำผิดจริยธรรมอย่างร้ายแรง ป.ป.ช. ย้ำหนักแน่นว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองเลยสักนิด แต่เป็นการพิจารณาตามหลักจริยธรรมของ ส.ส. ว่าเนื้อหาในร่างกฎหมายที่พวกเขานำเสนอ มีความสมควรหรือไม่

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูนะ ส.ส. มีสิทธิ์เสนอร่างกฎหมายได้ตามรัฐธรรมนูญ แต่ป.ป.ช. บอกว่าต้องดูที่ ‘เนื้อหา’ และ ‘การกระทำ’ ด้วย เช่น เนื้อหาร่างกฎหมายนั้นสมควรไหม สอดคล้องกับมาตรฐานจริยธรรมของ ส.ส. หรือเปล่า โดยเฉพาะกรณีนี้ที่เกี่ยวข้องกับร่าง พ.ร.บ. แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็น敏感มาก ป.ป.ช. ชี้ว่าการกระทำดังกล่าวอาจเข้าข่ายไม่สมควร และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม

กระบวนการพิจารณาของป.ป.ช. เป็นอย่างไร

ป.ป.ช. ยืนยันว่าทุกขั้นตอนตั้งแต่รับเรื่อง วินิจฉัย จนยื่นศาล เป็นไปตามกรอบเวลาที่กำหนด ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับจังหวะการเมืองเลย ส่วนว่าจะให้ ส.ส. เหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราวหรือไม่ นั่นเป็นอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะตัดสินเอง ศาลจะดูหลักฐานและพิจารณาวินิจฉัยต่อไป

  • เหตุผลหลัก: ส.ส. ต้องรักษามาตรฐานจริยธรรม ไม่กระทำการอันเป็นที่รังเกียจ
  • ไม่ใช่การเมือง: พิจารณาเนื้อหาและการกระทำจริงๆ
  • อำนาจศาล: ตัดสินหยุดหน้าที่ ส.ส. หรือไม่
  • 44 คน: รวมพิธาและ ส.ส. ก้าวไกลที่เสนอร่างกฎหมายดังกล่าว

เรื่องนี้ทำให้เกิดคำถามในสังคมเยอะมาก เช่น มันจะกระทบพรรคก้าวไกลยังไง? จะทำให้ ส.ส. ต้องพักงานไหม? หรือเป็นจุดเริ่มต้นของคดีใหญ่? เพื่อนๆ คิดว่าป.ป.ช. ทำถูกหรือเปล่าในการตรวจสอบจริยธรรมแบบนี้

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับการเมืองไทย

ถ้าศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. 44 คนนี้ พรรคก้าวไกลอาจเสียกำลังหลักไปเยอะเลยนะ เพราะพิธาเป็นหัวหน้าที่มีบทบาทสำคัญ แถมพรรคนี้กำลังเป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลง ถ้าคดีนี้จบยังไง ก็อาจกลายเป็นบทเรียนให้ ส.ส. ทุกพรรค ต้องระวังในการเสนอกฎหมายมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นที่敏感ต่อสังคม

ส่วนตัวผมคิดว่าการมีป.ป.ช. มาควบคุมจริยธรรมเป็นเรื่องดีนะ มันช่วยให้การเมืองสะอาดขึ้น แต่ก็ต้องโปร่งใสและยุติธรรมด้วย ไม่งั้นคนจะมองว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองซะแล้ว

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ ลองติดตามบล็อกของเราเพิ่มเติมนะครับ เราจะอัปเดตทุกเรื่องร้อนให้ฟังแบบเป็นกันเอง มีความเห็นหรือมุมมองยังไง คอมเมนต์มาบอกกันได้เลย! การเมืองไทยกำลังเปลี่ยนแปลง อย่าพลาดเด็ดขาด

ที่มา – ป.ป.ช. ยันไร้การเมือง โยนศาลฎีกาพิจารณา 44 สส.ก้าวไกล หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่

ป.ป.ช. ส่งสำนวนคดี 44 สส.ก้าวไกล ศาลฎีกา

ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว เป็นข่าวใหญ่ที่หลายคนจับตามองในแวดวงการเมืองไทยวันนี้เลยนะครับ เมื่อเจ้าหน้าที่จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. เดินทางมาถึงศาลฎีกาพร้อมเอกสารกองโต เรียกได้ว่าจัดเต็มเพื่อยื่นคดีผิดจริยธรรมร้ายแรงต่อ สส. 44 คนจากพรรคก้าวไกล ที่เคยเสนอร่างกฎหมายแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ

ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 9 เมษายน 2567 ที่ศาลฎีกา ถนนราชดำเนินใน กรุงเทพฯ เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. นำรถตู้มาถึงถึง 3 คัน บรรทุกสำนวนคดีจำนวน 10 ลังใหญ่ ขนาดที่ต้องใช้รถเข็นช่วยกันลากเข้าไปในอาคารศาล มีทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจศาลและเจ้าหน้าที่ศาลมาร่วมตรวจนับอย่างละเอียด ถี่ถ้วน ใช้เวลากว่าครึ่งชั่วโมงจึงเสร็จสิ้น ก่อนที่เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. จะเดินทางเข้าไปยื่นคำร้องอย่างเป็นทางการ

ภาพรถตู้จอดเรียงรายและลังเอกสารที่กองพะเนิน กลายเป็นภาพที่สะท้อนถึงความรอบคอบและจริงจังของ ป.ป.ช. ในการดำเนินคดีนี้ ซึ่งถือเป็นคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ สส. หลายสิบคน และอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการเมืองไทยในอนาคต

พื้นหลังของคดี ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง

คดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2564 หรือ พ.ศ. 2564 นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ได้รวบรวมรายชื่อ สส. ในพรรคจำนวน 44 คน (ไม่ครบทุกคนในพรรค) เพื่อยื่นเสนอชุดร่างกฎหมายคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออกและสิทธิในกระบวนการยุติธรรมของประชาชน จำนวน 5 ฉบับ โดยหนึ่งในนั้นคือร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ซึ่งเป็นประเด็น敏感ที่ก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักในสังคม

ป.ป.ช. มองว่าการกระทำดังกล่าวเข้าข่ายผิดจริยธรรมร้ายแรงของ สส. ตามรัฐธรรมนูญ เนื่องจากอาจขัดต่อหลักการปกป้องสถาบันหลักของชาติ จึงมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีจริยธรรม เพื่อวินิจฉัยและลงโทษ หากศาลรับคำร้องและมีคำสั่ง สส. เหล่านี้อาจถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งหรือหยุดปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว

10 สส. พรรคประชาชนที่ยังคงถูกจับตา

ที่น่าสนใจคือ ในจำนวน 44 สส. ดังกล่าว มีถึง 10 คนที่ปัจจุบันยังคงดำรงตำแหน่ง สส. ในพรรคประชาชน ซึ่งเป็นพรรคที่สืบต่อจากพรรคก้าวไกล โดยแบ่งเป็น:

  • สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน:
  • 1. นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี
  • 2. น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรค
  • 3. นายรังสิมันต์ โรม
  • 4. นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง
  • 5. นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล
  • 6. นายณัฐวุฒิ บัวประทุม
  • 7. นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ
  • 8. นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์
  • สส.แบบแบ่งเขต 2 คน:
  • นายธีรัจชัย พันธุมาศ
  • นายเท่าภิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กทม.

บุคคลเหล่านี้เป็นแกนนำสำคัญของพรรค หากศาลมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จะส่งผลกระทบรุนแรงต่อพรรคประชาชนและการจัดตั้งรัฐบาลในอนาคตแน่นอน

ผลกระทบและการลุ้นผลคดี

คดีนี้ไม่ใช่แค่เรื่องจริยธรรม แต่ยังสะท้อนถึงความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนการปฏิรูปสถาบัน กับฝ่ายที่ยึดมั่นในประเพณีเดิม การแก้ 112 เคยเป็นวาระใหญ่ของเยาวชนและนักเคลื่อนไหว แต่ถูกมองว่าเกินเลยในสายตาของ ป.ป.ช. และผู้พิทักษ์สถาบัน ตอนนี้ทุกสายตาจับจ้องศาลฎีกาว่าจะรับคำร้องหรือไม่ และหากรับแล้ว จะสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ สส. 10 คนหรือไม่

ในมุมมองของผม คดีนี้จะเป็นบททดสอบสำคัญต่อเสรีภาพในการเสนอกฎหมายของ สส. ถ้าศาลตีความกว้างเกินไป อาจทำให้ สส. กลัวไม่กล้าเสนอร่างกฎหมายที่ sensitive แต่ถ้าศาลตีความแคบ จะช่วยรักษาสมดุลการเมืองได้ อย่างไรก็ตาม เราในฐานะประชาชนควรติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะผลจะกำหนดทิศทางการเมืองไทยไปอีกนาน

ติดตามข่าวสารการเมืองอัปเดตทุกวันกับเรา คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับคดีนี้!

ที่มา – ป.ป.ช. ใช้รถตู้ 3 คัน ขนเอกสาร 10 ลัง ส่งสำนวนคดี 44 สส.พรรคก้าวไกล ให้ศาลฎีกาแล้ว

Scroll to top