ศาลฎีกา

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถก 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่ทุกคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด นั่นคือ “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เท้ง” หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นกลุ่ม สส. อดีตพรรคก้าวไกล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาล โดยย้ำว่าทุกคนยังคงมุ่งมั่น ไม่เสียสมาธิ แม้จะมีประเด็นคดีจาก ป.ป.ช. มากดดันก็ตาม วันนี้เรามาเจาะลึกกันว่ามีอะไรน่าสนใจบ้าง

“เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

วันที่ 9 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มการอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่ยาวนานถึง 2 วัน “เท้ง” ณัฐพงษ์ เปิดเผยว่าพรรคประชาชนได้เตรียม สส. กว่า 20 คน เพื่อขึ้นเวทีอภิปรายอย่างเข้มข้น โดยวันแรก (9 เม.ย.) จะไปจนถึงเวลา 02.00 น. และวันถัดไป (10 เม.ย.) จนถึง 23.00 น. เนื้อหาจะครอบคลุมปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนแบบครบถ้วน ไม่ซ้ำซ้อนกัน เช่น ฝุ่น PM2.5 ที่เป็นภัยคุกคามสุขภาพคนไทยมาหลายปี วิกฤตพลังงานที่ราคาน้ำมันแพงขึ้นเรื่อยๆ และประเด็นอื่นๆ ที่กระทบชีวิตประจำวัน

การเตรียมทีมอภิปรายของฝ่ายค้าน

ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนทำงานร่วมกันอย่างเป็นระบบ แม้จะไม่ได้แบ่งเวลาแบบอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ต้องยื่นครั้งเดียวต่อสมัย แต่ทุกคนเตรียมเนื้อหาเองเพื่อความแน่นปึ้ก “เท้ง” เชื่อมั่นว่าการอภิปรายครั้งนี้จะเป็นเวทีสำคัญในการตรวจสอบนโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะเนื้อหาที่ไม่ทับซ้อนกัน ทำให้ สส. แต่ละคนได้โชว์ศักยภาพเต็มที่

  • วันแรก: เน้นปัญหาความเดือดร้อนประชาชน เช่น PM2.5 และวิกฤตพลังงาน
  • วันสอง: ขยายประเด็นอื่นๆ ที่เตรียมมาอย่างละเอียด
  • จำนวน สส.: 20 คน จัดทัพพร้อมรบ ถกยาว 2 วันเต็ม

คดี ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา ปมแก้ ม.112

ในวันเดียวกันนี้ สำนักงาน ป.ป.ช. ได้หอบสำนวนคดี สส. 44 คน จากพรรคก้าวไกลเดิม ปมเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (หมิ่นพระบรมเดว) ไปยื่นต่อศาลฎีกาแผนตุลาการ ซึ่งเป็นกระบวนการปกติ คาดว่าผลจะออกหลังเทศกาลสงกรานต์ “เท้ง” ยืนยันว่าไม่เสียกำลังใจ ไม่ประมาท และพร้อมรับมือหากมีคำสั่งเร่งรัด สส. ทุกคนยังคงทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะ สส. อย่าง นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร, นายธีรัจชัย พันธุมาศ, นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนางสาวศิริกัญญา ตันสกุล ที่ยังสู้เพื่อประชาชน

แม้บางคนจะมองว่าเป็น “การอภิปรายครั้งสุดท้าย” แต่ “เท้ง” ชี้แจงว่าทุกคนพูดคุยกันมาโดยตลอด ไม่มีใครท้อ ถือเป็นอุบัติเหตุทางการเมืองที่ต้องเผชิญ แต่จุดยืนคือการเมืองเพื่อการเปลี่ยนแปลงเพื่อประชาชน สำหรับโครงสร้างพรรค พรรคประชาชนยืนยันว่าจะประชุมใหญ่ตามข้อบังคับภายในสิ้นเมษายน ไม่ว่าจะมีคำสั่งศาลหรือไม่

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้มข้นของการเมืองไทย ที่ฝ่ายค้านยังคงยืนหยัดตรวจสอบอำนาจ แม้เผชิญแรงกดดันจากคดีจริยธรรม มันคือสัญญาณว่าการต่อสู้เพื่อประชาชนยังไม่จบสิ้น และประชาชนอย่างเราคือผู้จับตา

คุณคิดอย่างไรกับการอภิปรายครั้งนี้? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย และอย่าลืมติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดทุกมุมมองสำคัญ!

ที่มา – “เท้ง” เผย จัดทัพ 20 สส. ถกตลอด 2 วัน ไม่เสียกำลังใจ ป.ป.ช. ยื่นฟ้องศาลฎีกา

ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้

ข่าวใหญ่ทางการเมืองที่กำลังเป็นกระแส ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้ ทำให้หลายคนจับตามองอย่างใกล้ชิด คดีนี้เกี่ยวข้องกับปมการเข้าชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 หรือที่รู้จักกันในชื่อกฎหมาแดง ซึ่งถูก ป.ป.ช. วินิจฉัยว่าผิดจริยธรรมร้ายแรง วันนี้เราจะมาสรุปทุกอย่างให้ฟังแบบเข้าใจง่าย ๆ กันเลย

ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้

ตามที่นายสุรพงษ์ อินทนถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แถลงเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2567 ว่า ในวันพรุ่งนี้ 9 เมษายน เวลา 09.00 น. จะมอบหมายให้นายพัฒนพงศ์ จันทร์เพ็ชรพูล ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช. นำคำร้องคดีดังกล่าวไปยื่นต่อศาลฎีกา หลังจากตรวจสอบเอกสารแล้วว่าครบถ้วนสมบูรณ์ คำร้องนี้มีถึง 56 ชุด เอกสารร่วม 200 ลัง หรือเกือบ 1 แสนแผ่น ต้องใช้รถตู้ 3 คันขนของไปยื่นด้วยซ้ำ

ปมขัดจริยธรรมร้ายแรงจากมาตรา 112

คดีนี้เริ่มต้นจากกรณีที่ 44 อดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล เข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายแก้ไขมาตรา 112 ซึ่ง ป.ป.ช. เห็นว่าการกระทำดังกล่าวขัดต่อจริยธรรมอันร้ายแรงของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 112 ถูกมองว่าเป็นเครื่องมือปราบปรามทางการเมืองมานาน การแก้ไขจึงเป็นประเด็น敏感ที่จุดชนวนการเมืองหลายครั้ง พรรคก้าวไกลเคยผลักดันเรื่องนี้อย่างจริงจัง แต่สุดท้ายถูก ป.ป.ช. สอบสวนและมีมติชัดเจน

ขั้นตอนการยื่นฟ้องและการดำเนินคดี

  • วันที่ 9 เม.ย. 2567 เวลา 09.00 น.: ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา
  • ศาลฎีกาจะตรวจสอบสำนวนว่าครบถ้วนหรือไม่ ก่อนตั้งคณะกรรมการไต่สวน
  • อาจมีคำสั่งให้ผู้ถูกกล่าวหาหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากเห็นว่ามีมูล
  • ยังไม่ทราบวันที่มีคำสั่งชัดเจน ต้องรอขั้นตอนทางกฎหมาย

ป.ป.ช. ย้ำชัดว่าเป็นการปฏิบัติตามหน้าที่ ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับกระแสการเมือง โดยเฉพาะวันที่ 9 เม.ย. ซึ่งตรงกับวันแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ต่อรัฐสภา เลขาธิการ ป.ป.ช. ปัดทันทีว่าไม่เกี่ยวกัน เพราะการแถลงนโยบายเป็นเรื่องของรัฐสภา ส่วน ป.ป.ช. ดำเนินการอิสระ

ผลกระทบทางการเมืองและสังคม

คดี ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้ สร้างแรงกระเพื่อมใหญ่ในวงการเมืองไทย พรรคก้าวไกลที่เคยเป็นฝ่ายค้านหลัก อาจได้รับผลกระทบด้านภาพลักษณ์ แม้บุคคลเหล่านี้จะเป็นอดีต ส.ส. แล้ว แต่ชื่อเสียงและบทบาทในพรรคยังสำคัญ นอกจากนี้ ยังจุดประเด็น辩论เรื่องเสรีภาพในการเสนอกฎหมายของ ส.ส. กับจริยธรรมการเมือง

หลายฝ่ายมองว่า ป.ป.ช. กำลังทำหน้าที่ตรวจสอบอย่างโปร่งใส แต่บางเสียงก็ตั้งคำถามถึงการตีความจริยธรรมร้ายแรง หากศาลฎีกาสั่งไต่สวนจริง อาจนำไปสู่การพักงานหรือโทษหนัก ซึ่งจะกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของบุคคลเหล่านี้ นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้ ส.ส. ทุกพรรคในการเสนอร่างกฎหมายที่敏感

จากข้อมูลที่ ป.ป.ช. เผย เอกสารมหาศาลแสดงถึงความรอบคอบในการสอบสวน คดีนี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกี่ยวข้องกับหลักการพื้นฐานของประชาธิปไตย การแก้ มาตรา 112 เคยถูกถกเถียงในสภาและสังคมมานับไม่ถ้วน ป.ป.ช. จึงต้องพิสูจน์ว่าการตัดสินใจมีน้ำหนัก

ในมุมมองของผู้เขียน คดีนี้สะท้อนถึงความสมดุลระหว่างเสรีภาพวาจากับการรักษากฎหมายเก่าแก่ หากศาลมีคำสั่งเด็ดขาด อาจเปลี่ยนโฉมหน้าศาลฎีกาแผนกคดีจริยธรรมของนักการเมือง ชาวเน็ตและนักวิชาการกำลังจับตา หากคุณสนใจข่าวการเมืองแบบนี้ อย่าลืมติดตามบล็อกของเราเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด และแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับคดีนี้

ที่มา – ป.ป.ช. ยืนยันส่งฟ้อง 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล พรุ่งนี้ ปัดโยงวันแถลงนโยบายรัฐบาล

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

ในสถานการณ์การเมืองที่ร้อนระอุ พรรคประชาชนภายใต้การนำของ “เท้ง” หรือนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ เตรียมระดม 20 ขุนพล ส.ส.ปากกล้า เพื่อชำแหละนโยบายของรัฐบาลอนุทิน 2 อย่างไม่ยั้ง ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ngày 9 เมษายนนี้ โดยเน้นปัญหาผลประโยชน์ทับซ้อน เอื้อพวกพ้อง และการฟันกำไรจากวิกฤตพลังงาน โดยไม่เจาะจงบุคคล แต่ชี้ให้เห็นปมปัญหาที่กระทบประชาชนตรงๆ

“เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 8 เมษายน 2567 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เปิดเผยถึงการเตรียมพร้อมอภิปรายนโยบายรัฐบาล โดยระบุว่าพรรคได้จัดทัพผู้อภิปรายกว่า 20 คน แบ่งสรรเนื้อหาอย่างละเอียด เพื่อใช้เวทีสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยเฉพาะวิกฤตน้ำมันแพงและฝุ่น PM2.5 ที่กำลังครอบคลุมภาคเหนือ ทำให้ประชาชนเดือดร้อนหนัก

สิ่งที่พรรคประชาชนเน้นย้ำคือ ไม่ได้มุ่งเป้าล่อเฉพาะบุคคล แต่ชำแหละปัญหาเชิงโครงสร้าง เช่น ผลประโยชน์ทับซ้อนที่ถูกตั้งคำถาม รัฐบาลมีนโยบายดีๆ ในเล่ม แต่ขาดเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริงในการแก้ไข โดยไม่มีเอื้อพวกพ้องหรือฟันกำไรจากวิกฤต นโยบายทางออกหลายข้อมาจากภาควิชาการและภาคส่วนต่างๆ แล้ว แต่การนำไปปฏิบัติจริงต่างหากที่ต้องจับตา

ประเด็นร้อนที่พรรคประชาชนจะชำแหละ

  • วิกฤตพลังงาน: น้ำมันแพงกระทบค่าครองชีพ ทำไมรัฐไม่เร่งแก้ไขให้ประชาชนได้รับประโยชน์ตรงๆ
  • ฝุ่น PM2.5: ชาวเหนือเดือดร้อนหนัก รัฐบาลมีแผนอะไรบ้าง หรือปล่อยให้ปัญหาลุกลาม
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน: เอื้อพวกพ้องหรือไม่ ต้องชัดเจนเพื่อความโปร่งใส
  • นโยบายอื่นๆ: ตรวจสอบเจตจำนงจริง ว่าสนับสนุนประชาชนหรือกลุ่มทุน

นอกจากนี้ นายณัฐพงษ์ ยังแสดงความกังวลต่อกรณีที่ ป.ป.ช. เตรียมยื่นคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลให้ศาลฎีกาในวันเดียวกัน โดยชี้ว่าการเร่งรัดคดีผิดปกติ สะท้อนการเมืองที่เลือกปฏิบัติ บางคดีช้า บางคดีไว ขึ้นอยู่กับฝ่ายการเมืองที่เกี่ยวข้อง

“ผมไม่อยากเห็นจุดเริ่มต้นของรัฐบาลชุดนี้ ที่รวบอำนาจทั้งหมด กลับถูกตั้งคำถามตั้งแต่แรก ว่าจะใช้อำนาจโดยมิชอบหรือไม่” นายณัฐพงษ์กล่าวอย่างหนักแน่น

การอภิปรายครั้งนี้ไม่ใช่แค่การโจมตี แต่เป็นการตรวจสอบเพื่อให้รัฐบาลทำงานเพื่อประชาชนจริงๆ พรรคประชาชนยืนยันจะใช้สิทธิในสภาให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยควรเน้นแก้ปัญหาเร่งด่วนอย่างวิกฤตพลังงานและสิ่งแวดล้อมมากกว่าการเมืองส่วนตัว คุณคิดอย่างไร ลองแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลแพร่หลาย

ที่มา – “เท้ง” เตรียม 20 ขุนพลพรรคประชาชน ชำแหละนโยบายรัฐบาลอนุทิน 2

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

วันนี้เรามาพูดถึงคดีดังในประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่เพิ่งมีคำพิพากษาจาก ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต กันครับ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือนปช. เมื่อปี 2553 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่บ้านเมืองตึงเครียดมาก ใครที่ติดตามข่าวการเมืองคงจำได้ดี

ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

คดีนี้เริ่มจากเหตุการณ์วันที่ 10 เมษายน 2553 ระหว่างการชุมนุมใหญ่ของนปช. ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อขับไล่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ สมัยนั้น รัฐบาลประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และตั้งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือศอฉ. เพื่อขอคืนพื้นที่

ในวันดังกล่าว จำเลยที่ 1 นายสุขเสก พลตื้อ และจำเลยที่ 3 นายสุรชัย หรือหรั่ง เทวรัตน์ พร้อมพวก ถูกกล่าวหาว่าขว้างลูกระเบิด M.67 สังหาร 2 ลูกใส่เจ้าหน้าที่ทหารหน้าสำนักงานสตรีวิทยา ถนนดินสอ ทำให้ พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รอ. เสียชีวิต พร้อมทหารอีก 4 นายบาดเจ็บสาหัส ส่วนจำเลยที่ 2 น.ส.กนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตผู้ดำเนินรายการทีวีช่องเอเชียอัพเดต ถูกหาว่าเป็นผู้สนับสนุนด้านการเงินและจัดหาระเบิด

เหตุผลหลักที่ศาลฎีกายืนยกฟ้อง

ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องไปแล้ว ศาลฎีกายืนยัน โดยมีประเด็นสำคัญ 2 เรื่อง ประการแรก คือการฟ้องซ้อนกับคดี อ.2542/2553 ที่จำเลยที่ 1-3 ถูกฟ้องฐานก่อการร้าย เหตุการณ์เดียวกัน การขว้างระเบิดใส่ทหาร ทำให้พล.อ.ร่มเกล้าเสียชีวิต เป็นกรรมเดียวกัน ผิดกฎหมายหลายบทตาม ป.อ. มาตรา 90 ไม่ใช่ต่างกรรมต่างวาระตามมาตรา 91 ดังนั้นฟ้องซ้อน ศาลไม่รับพิจารณา

ประการที่สอง สำหรับจำเลยที่ 2 คำฟ้องไม่มีรายละเอียดชัดเจนว่าช่วยเหลือการเงินอย่างไร เมื่อไหร่ ที่ไหน แก่ใคร พยานหลักฐาน เช่น การพบเอกสารรายชื่อการ์ดของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ในบ้านจำเลยที่ 2 แสดงแค่มีความเห็นการเมืองเดียวกับนปช. ไม่พอพิสูจน์ว่าจัดหาระเบิด ดังนั้นหลักฐานโจทก์รับฟังไม่ได้

พื้นหลังเหตุการณ์ชุมนุมนปช. ปี 2553

ย้อนกลับไปปี 2553 การชุมนุมนปช.เริ่ม 15 พ.ย. 2552 จนถึงเม.ย. 2553 มีการปะทะรุนแรงหลายครั้ง รวมถึงการใช้ M79 ยิงใส่บ้านพักประชาชน ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาจำคุกนายสุขเสกตลอดชีวิตในคดียิง M79 และนายยศวริศ ชูกล่อม จำคุก 5 ปี 4 เดือนฐานสนับสนุน คดีนี้สะท้อนความซับซ้อนของคดีการเมืองที่มักมีฟ้องซ้อนและหลักฐานต้องแน่นหนา

  • ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์ยกฟ้องทั้งสามจำเลย
  • ศาลฎีกาเห็นด้วยเรื่องฟ้องซ้อนสำหรับจำเลย 1 และ 3
  • หลักฐานจำเลย 2 ไม่พอ พยานเบิกความไม่เชื่อมโยง
  • คดีนี้เป็นส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ดำมืดปี 2553

คดีนี้แสดงให้เห็นว่ากระบวนการยุติธรรมไทยยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด แม้จะเป็นคดีใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนายทหาร แต่หากฟ้องไม่ถูกต้องหรือหลักฐานอ่อน ศาลก็ยกฟ้องได้ สะท้อนถึงความสำคัญของพยานหลักฐานที่ชัดเจน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจคดีการเมืองไทย แนะนำติดตามคดีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อเข้าใจบริบทมากขึ้น คุณคิดอย่างไรกับคำพิพากษานี้ ลองคอมเมนต์ด้านล่างได้เลยครับ!

ที่มา – ศาลฎีกายืนยกฟ้อง แนวร่วม นปช. ปาระเบิดใส่ พล.อ.ร่มเกล้า เสียชีวิต

“สมชัย” ยินดี กกต. ไม่จ่าย 70 ล้าน

“สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน เป็นข่าวดีที่สร้างความโล่งใจให้กับหน่วยงานรัฐและประชาชนผู้เสียภาษี หลังจากศาลฎีกาพิพากษายกฟ้องคดีที่นายสุรพล เกียรติไชยากร อดีต ส.ส.เชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ฟ้องเรียกค่าเสียหายจากสำนักงาน กกต. และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รวมดอกเบี้ยกว่า 70 ล้านบาท จากกรณีแจกใบส้มและสั่งตัดสิทธิ์สมัครเลือกตั้ง 1 ปี ในเลือกตั้ง ส.ส.ปี 2562

“สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน

นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง ได้แสดงความยินดีกับ กกต. ชุดปัจจุบันและชุดที่แล้ว ในการแถลงเมื่อวันที่ 10 มีนาคม 2567 ที่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ โดยชี้ว่าคำพิพากษานี้คือบทเรียนราคาแพงที่ทำให้ กกต. ต้องทำงานรอบคอบมากขึ้นในอนาคต เพื่อหลีกเลี่ยงคดีความยืดเยื้อที่เสียทั้งเวลาและเงินทอง โดยคดีนี้กินเวลากว่า 8 ปี

ที่มาของคดี “สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน

ย้อนกลับไปในปี 2562 ระหว่างการเลือกตั้ง ส.ส. นายสุรพลถูก กกต. แจกใบส้มฐานละเมิดจริยธรรมร้ายแรง ทำให้ถูกตัดสิทธิ์สมัครเลือกตั้ง 1 ปี สุรพลไม่ยอมและฟ้อง กกต. เรียกค่าเสียหายจำนวนมหาศาล โดยอ้างว่าการกระทำดังกล่าวเป็นละเมิด สุดท้ายศาลฎีกาตัดสินยกฟ้อง ทำให้ กกต. รอดพ้นจากการจ่ายเงินหลวง 70 ล้านบาท

นายสมชัยมองว่าคำตัดสินนี้จะเป็นเครื่องยืนยันความถูกต้องของ กกต. ในอดีต และเพิ่มความมั่นใจให้ กกต. ชุดใหม่กล้าตัดสินใจแจกใบเหลือง ใบแดง หรือใบส้ม กับผู้ทุจริตเลือกตั้งมากขึ้น โดยไม่กลัวถูกฟ้องร้อง สิ่งนี้สำคัญมากในระบบประชาธิปไตยไทย ที่การเลือกตั้งต้องโปร่งใสและปราบปรามการทุจริตอย่างเด็ดขาด

บทเรียนจากคดีนี้สำหรับ กกต. และการเลือกตั้งไทย

  • ความรอบคอบในการพิจารณาคดี: กกต. ต้องรวบรวมพยานหลักฐานให้ครบถ้วนก่อนตัดสิน เพื่อลดความเสี่ยงถูกฟ้อง
  • เพิ่มความมั่นใจ: คำพิพากษาจะทำให้เจ้าหน้าที่กล้าปราบทุจริตมากขึ้น
  • ประหยัดงบประมาณแผ่นดิน: เงิน 70 ล้านสามารถนำไปพัฒนาการเลือกตั้งได้
  • ป้องกันคดียืดเยื้อ: ลดภาระศาลและหน่วยงาน

นอกจากนี้ คดีนี้ยังสะท้อนปัญหาในระบบเลือกตั้งไทยที่ผู้สมัครบางรายพยายามใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลบเลี่ยงโทษ โดยในอนาคต กกต. ควรปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น กำหนดเกณฑ์ใบส้มที่ละเอียดอ่อนมากขึ้น เพื่อป้องกันการถูกโต้แย้ง

การเลือกตั้งปี 2566 ที่ผ่านมา กกต. ก็เผชิญคดีคล้ายๆ กันหลายครั้ง แต่คำตัดสินล่าสุดนี้ถือเป็นชัยชนะสำคัญที่จะช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือให้สถาบันการเลือกตั้ง สมชัยยังย้ำว่า จากนี้ กกต. จะไม่ทำให้เกิดปัญหาแบบนี้อีก โดยจะพิจารณาทุกเคสอย่างละเอียดถี่ถ้วน

สำหรับประชาชน คำตัดสินนี้เป็นสัญญาณดีว่ากฎหมายยังคงปกป้องความถูกต้อง และเงินภาษีของเราจะไม่ถูกใช้จ่ายไปโดยพลการ ในยุคที่การทุจริตเลือกตั้งยังเป็นปัญหาใหญ่ การมี กกต. ที่เข้มแข็งจึงจำเป็นยิ่ง

สุดท้ายแล้ว คำพิพากษานี้ไม่เพียงทำให้ “สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน แต่ยังเป็นแรงผลักดันให้ระบบการเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าด้วยความโปร่งใสมากขึ้น คุณคิดว่าคำตัดสินนี้จะเปลี่ยนแปลงการทำงานของ กกต. อย่างไร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลถึงมือคนอื่นๆ กันนะครับ

ที่มา – “สมชัย” ยินดี กกต. ไม่ต้องจ่ายเงินหลวง 70 ล้าน ชี้ เป็นบทเรียนให้ทำงานรอบคอบมากขึ้น

ป.ป.ช. ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ฟัน 44 สส.ก้าวไกล

ข่าวการเมืองร้อนแรงที่กำลังเป็นกระแสในสังคมไทยขณะนี้ คือ ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112 จากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งกำลังจะครบกำหนดระยะเวลา 30 วันในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ทำให้หลายฝ่ายจับตาการตัดสินใจครั้งนี้อย่างใกล้ชิด

ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112

วันที่ 9 มีนาคม 2567 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าของคดีดังกล่าว โดยระบุว่าคำร้องชี้มูลความผิดจริยธรรมร้ายแรงของอดีต ส.ส. พรรคก้าวไกล จำนวน 44 คน ในกรณีที่ยื่นเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 (ม.112) นั้น ได้ร่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ยังอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบข้อเท็จจริง เอกสารหลักฐานในสำนวนให้สอดคล้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ

เนื่องจากเนื้อหาในคำร้องมีความละเอียดและซับซ้อนมาก ป.ป.ช. จึงจำเป็นต้องใช้เวลาในการตรวจสอบให้รอบคอบที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงข้อผิดพลาดที่อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรม นายสุรพงษ์ คาดการณ์ว่าจะใช้เวลาไม่เกิน 1-2 สัปดาห์ในการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา โดยย้ำว่ากรอบเวลา 30 วันดังกล่าวเป็นเพียงมติตามหลักการของ ป.ป.ช. เท่านั้น ไม่ใช่ข้อบังคับทางกฎหมาย จึงสามารถขยายเวลาได้หากจำเป็น

เหตุผลหลักที่ ป.ป.ช. ขอขยายเวลา

การขอขยายเวลาในครั้งนี้ มีเหตุผลสำคัญหลายประการที่ ป.ป.ช. ต้องคำนึงถึง ดังนี้

  • การตรวจสอบสำนวนให้ตรงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ: ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 ว่าการกระทำของ ส.ส. 44 คนดังกล่าวเป็นการฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง ป.ป.ช. จึงต้องปรับเอกสารให้สอดคล้องทุกประการ
  • ปริมาณเนื้อหาที่มาก: สำนวนคดีมีรายละเอียดจำนวนมาก รวมถึงบันทึกการประชุม การยื่นร่างกฎหมาย และพยานหลักฐานอื่นๆ ต้องตรวจสอบซ้ำเพื่อความถูกต้อง
  • ความรอบคอบเพื่อความยุติธรรม: เพื่อป้องกันการถูกโต้แย้งในชั้นศาล ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะเร่งรัดให้เร็วที่สุดเท่าที่ทำได้

พื้นหลังคดี ส.ส.ก้าวไกล ยื่นแก้ ม.112

คดีนี้ย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 ที่ ส.ส.พรรคก้าวไกล 44 คน ได้ยื่นร่างกฎหมายแก้ไข ม.112 ซึ่งเป็นกฎหมายอาญาเกี่ยวกับการหมิ่นประมาท พระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ โดยเสนอให้ลดโทษปรับ ลดอายุความ และเพิ่มสิทธิผู้ถูกกล่าวหาในการต่อสู้คดี การยื่นร่างดังกล่าวถูกมองว่าเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของ ส.ส. ตามรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้อำนาจในทางที่ผิด จนถึงขั้นร้ายแรง ส่งผลให้ ป.ป.ช. รับเรื่องไปชี้มูลความผิดและเตรียมส่งศาลฎีกาภายใน 30 วัน หลังจากนี้ หากศาลฎีการับคำร้อง อาจมีคำสั่งให้ ส.ส.เหล่านี้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที แม้บางรายจะเป็นอดีต ส.ส. แล้วก็ตาม เนื่องจากสถานะ ส.ส. ในขณะเกิดเหตุ

คดีนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลต่อบุคคลทั้ง 44 รายเท่านั้น แต่ยังสะท้อนถึงประเด็นใหญ่ในสังคมไทย เช่น เสรีภาพในการแสดงความเห็นทางการเมือง ขอบเขตของกฎหมาย ม.112 และบทบาทของพรรคก้าวไกลซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลัก การเมืองไทยในช่วงนี้จึงเต็มไปด้วยความตึงเครียด โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง 2566 ที่พรรคก้าวไกลได้รับคะแนนเสียงถล่มทลาย

นอกจากนี้ ยังมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากฝ่ายต่างๆ ฝ่ายรัฐบาลมองว่าเป็นการตรวจสอบจริยธรรมที่จำเป็น ขณะที่ฝ่ายค้านและนักเคลื่อนไหวสิทธิพลเมืองเห็นว่าเป็นการใช้นิติกรรมสีขาวเพื่อจำกัดเสรีภาพ นักกฎหมายบางรายชี้ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญอาจถูกนำไปใช้เป็นแบบอย่างในคดีอื่นๆ

สำหรับประชาชนทั่วไป คดีนี้เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของกระบวนการตรวจสอบอำนาจ ส.ส. ผ่านกลไก ป.ป.ช. และศาล ซึ่งช่วยรักษาความโปร่งใสในระบบการเมืองไทยได้

จากมุมมองของผู้เขียน คดี ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112 นี้จะเป็นบททดสอบสำคัญของระบบยุติธรรมไทย หาก ป.ป.ช. และศาลฎีกาดำเนินการอย่างโปร่งใส จะช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ติดตามอัปเดตข่าวสารการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการสำคัญ

ที่มา – ขอขยายเวลา 1-2 สัปดาห์ ส่งคำร้องฟันอดีต 44 สส.ก้าวไกล คดียื่นแก้ ม.112

ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องกราวรูด กกต.

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส เรื่อง ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องร้องกราวรูดไปที่ “กกต.” หรือคณะกรรมการการเลือกตั้งแห่งชาติ เรื่องการจัดเลือกตั้งและประชามติที่เพิ่งผ่านไป นี่มันงานเข้าเลยนะครับ เพราะมีคดีความถึง 18 คดี แบ่งเป็น 8 ประเด็นหลักเลยทีเดียว มาดูกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นบ้าง

ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องกราวรูด “กกต.”

เมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่อาคารศาลปกครองสูงสุด นายประวิตร บุญเทียม รองประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะประธานกรรมการประชาสัมพันธ์ศาลปกครอง ได้แถลงความคืบหน้าคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้งและประชามติ โดยยืนยันว่าศาลปกครองรับพิจารณาเฉพาะขั้นตอนการจัดการเลือกตั้งเท่านั้นนะครับ ส่วนเรื่องเพิกถอนสิทธิ์เลือกตั้งหรือคุณสมบัติผู้สมัคร สส. นั้น เป็นหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งตาม พ.ร.ป.เลือกตั้ง ส.ส. 2561

สถิติล่าสุดมีคดีฟ้องกกต. รวม 18 คดี ใน 8 ประเด็นหลัก เช่น

  • คดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ถูกมองว่าอาจไม่โปร่งใส
  • คดีบัตรเขย่ง หรือบัตรเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถาม
  • การยุบรวมหีบเลือกตั้งโดยมิชอบด้วยกฎหมาย
  • การจัดการเลือกตั้งที่ถูกครหาว่าไม่สุจริตและยุติธรรม
  • และประเด็นอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับประชามติ

เพื่อนๆ ลองนึกภาพดูสิครับ การเลือกตั้งที่สำคัญขนาดนี้ เกิดข้อพิพาทขนาดนี้ แสดงให้เห็นว่าทุกฝ่ายจับตาใกล้ชิดมากแค่ไหน

สถานะคดีล่าสุดหลังศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน

อัปเดตสถานะคดีตอนนี้ ศาลปกครองกลางยกฟ้องไป 1 คดี คือกรณีลงทะเบียนใช้สิทธิ์ประชามติ nอกเขต 3 วัน กำลังอุทธรณ์อยู่ครับ นอกจากนี้มีคดีที่ศาลไม่รับฟ้องอีก 2 คดี ได้แก่

  • การใช้คำว่า “เห็นชอบ” ในการทำประชามติ
  • บัตรประชามติที่ให้กาแค่ “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” เท่านั้น

และมี 1 คดีที่ผู้ฟ้องขอถอนเอง คือเรื่องทำประชามติวันเดียวกับเลือกตั้งไม่ชอบกฎหมาย คดีที่เหลือกำลังพิจารณาอยู่

ทำไมถึงมีคดีเยอะขนาดนี้? เพราะการเลือกตั้งปีนี้เป็นครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญใหม่ มีกฎเกณฑ์เยอะแยะ บวกกับสถานการณ์โควิดที่ทำให้การจัดการซับซ้อนขึ้น ผู้ฟ้องส่วนใหญ่เป็นบุคคลหรือกลุ่มที่ไม่พอใจผลการเลือกตั้งหรือกระบวนการต่างๆ นะครับ

นอกจากนี้ ศาลปกครองยังย้ำชัดว่าอยู่ในขอบเขตหน้าที่ ไม่ก้าวก่ายศาลอื่น เพื่อให้กระบวนการยุติธรรมเดินหน้าได้รวดเร็วที่สุด ผมว่าดีแล้วครับ เพราะถ้าศาลแต่ละแห่งทับซ้อนกัน คดีคงค้างยาวเลย

ขยายความนิดนึง ประเด็นบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งนี่ฮือฮามาก บางคนบอกว่ามันช่วยตรวจสอบได้ แต่บางฝ่ายมองว่าเสี่ยงข้อมูลส่วนตัวรั่วไหล ส่วนบัตรเขย่งก็เป็นประเด็นคลาสสิกที่เกิดทุกการเลือกตั้ง ต้องพิสูจน์ว่ามีเจตนาหรือไม่ การยุบรวมหีบก็ถูกฟ้องว่าอาจเอื้อพรรคใหญ่ได้

โดยรวมแล้ว ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน นี้ สะท้อนภาพการเมืองไทยที่เข้มข้น หากกกต. ทำงานได้มาตรฐาน คดีเหล่านี้ก็น่าจะคลี่คลายได้ไม่ยาก

สำหรับผมคิดว่า นี่เป็นบทเรียนสำคัญสำหรับกกต. ชุดต่อไป ต้องวางแผนรัดกุมกว่านี้ เพื่อป้องกันข้อครหาในอนาคต คุณล่ะครับ คิดว่าคดีไหนน่าจะรอด หรือกกต. ควรปรับปรุงอะไร? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – ศาลปกครองกางสถิติ 18 คดีร้อน ฟ้องกราวรูด “กกต.” จัดเลือกตั้ง-ประชามติพ่นพิษ

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท ไม่โหวต “อนุทิน”

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน” เป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยช่วงนี้เลยนะครับ หลังจากที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ออกมาแฉแบบจัดเต็ม ระหว่างเดินทางเข้ารายงานตัวที่รัฐสภาเมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2567 บอกเลยว่าคำพูดของท่านแรงกล้ามาก โดยเฉพาะการตำหนิพรรคภูมิใจไทยว่าขาดมารยาทสุดๆ ที่เอาชื่อพรรคตัวเองไปรวมเสียงตั้งรัฐบาลทั้งที่ยังไม่เคยคุยกันจริงจัง

“เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล

ก่อนอื่นต้องย้อนบริบทกันหน่อยครับ หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) รอบล่าสุด พรรคเล็กๆ อย่างเสรีรวมไทยของพล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ก็กลายเป็นที่จับตามอง เพราะมี ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ และท่านยังประกาศชัดว่าจะไม่เกี่ยงงอน เข้ารายงานตัวหลังห่างสภาไป 2 ปีเต็ม เพื่อให้คนอื่นได้ทำงานแทน แต่คราวนี้กลับมาพร้อมกระสุนแรงๆ เลย

ท่านเล่าว่า พรรคภูมิใจไทยที่ได้ ส.ส. กว่า 190 เสียง คิดจะตั้งรัฐบาลใหญ่โต ต้องเอาพรรคเพื่อไทย 70 กว่าเสียงมารวมเป็น 200+ เสียง แต่ยังไม่พอ ต้องดึงพรรคเล็กพรรคน้อย 1 2 3 4 5 เข้ามาให้ครบ 300 เสียง เพื่อบีบพรรคอื่นๆ ให้ยอมตาม โดยเอาชื่อพรรคเสรีรวมไทยไปรวมด้วยแบบไม่มีมารยาท “คนอย่างนี้พอได้ 190 กว่า ก็คิดว่าจะต้องจัดรัฐบาล ต้องบริหารประเทศให้ได้ จะเป็นนายกรัฐมนตรีให้ได้” ท่านเหน็บแบบ辛辣เลยครับ

ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน” และเปรียบเทียบพรรคเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังย้ำชัดเจนว่าจะไม่โหวตให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล แคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยเด็ดขาด! แต่ก็ไม่บอกว่าจะเลือกใครนะครับ ทำเอาแฟนข่าวต้องรอฟังต่อ ท่านยังเหน็บ พล.อ.รังษี กิติญาณทรัพย์ หัวหน้าพรรคเศรษฐกิจ พรรคน้องใหม่ที่เคยประกาศกร้าวว่าจะปราบโกง ใครโกงประหารชีวิต แต่ดันไปมอบตัวร่วมกับคนโกงซะแล้ว “ไปร่วมกับคนโกงไม่ได้หรอก” คำพูดนี้สะท้อน mindset ชัดเจน

ส่วนเรื่องที่ท่านกำลังผลักดัน คือการยื่นหนังสือต่อศาลฎีกา ขอให้ตั้งองค์คณะผู้พิพากษาไต่สวนข้อเท็จจริง กรณีกลุ่มบุคคลถวายฎีกาพระราชทานอภัยโทษให้ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ โดยอ้างว่าฝ่าฝืนกฎหมายชัดๆ จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาฯ ที่สั่งจำคุกกรณีรักษาตัวชั้น 14 โรงพยาบาลตำรวจ

ท่านยังหยิบยกประเด็น “ตั๋วช้าง” การแต่งตั้งตำรวจแบบพิเศษ โดยเฉพาะ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล จากสารวัตรก้าว跳เป็น ผบ.ตร. ซึ่งเชื่อมโยงกับกระบวนการพานายทักษิณกลับไทย มีผลประโยชน์ทับซ้อน ก่อนหน้านี้ท่านยื่น ป.ป.ช. ตรวจสอบนายทักษิณ, นายวิษณุ เครืองาม, พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา, นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์, นายเศรษฐา ทวีสิน แล้ว วันนี้ขยับไปศาลฎีกา เรียกนายวิษณุกับนายทักษิณมาไต่สวน ถ้าผิดมีโทษจำคุก!

ท่านย้ำว่า “ละเมิดอำนาจพระมหากษัตริย์” ในฐานะอดีต ผบ.ตร. และผู้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ต้องปกป้องสถาบันฯ ไม่ให้ใครมาแสวงหาประโยชน์

คุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคใหญ่ๆ

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยังไล่เรียงคุณสมบัติแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคที่มี ส.ส. เกิน 20 เสียง ดังนี้

  • พรรคเพื่อไทย: นายแพทองธาร ชินวัตร – ลูกสาวทักษิณ ฐานะทายาทการเมือง
  • พรรคภูมิใจไทย: นายอนุทิน ชาญวีรกูล – ประสบการณ์รัฐมนตรีสาธารณสุข
  • พรรคพลังประชารัฐ: พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ – อดีตรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง
  • พรรคประชาชน: นายณัฐพงศ์ รุ่งเรืองเดชาภรณ์ – ส.ส. นายกฯ คนใหม่?

ท่านบอกว่ามีเสียงเดียวก็จะผลักดันกฎหมายสร้างความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม แม้จะยาก แต่ไม่ยอมแพ้

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงความแตกแยกในหมู่พรรคเล็ก ที่ไม่อยากถูกบีบให้เข้าร่วมรัฐบาลแบบไร้เงื่อนไข การเมืองไทยหลังเลือกตั้งยังคงเข้มข้น ลุ้นกันยาวๆ ครับ คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของเสรีพิศุทธ์? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ได้เลย หรือติดตามอัปเดตข่าวการเมืองเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ซัดภูมิใจไทย ไร้มารยาท เอาชื่อไปรวมเป็นเสียงรัฐบาล ย้ำไม่โหวตให้ “อนุทิน”

ศาลฎีกาฯ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “หมอเกศ” 10 ปี

ศาลฎีกาฯ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “หมอเกศ” 10 ปี ทำพ้น สว. ทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ เป็นข่าวใหญ่ที่กำลังเป็นกระแสในวงการการเมืองไทย เมื่อไม่นานมานี้ ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งได้ตัดสินพิพากษาเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย หรือที่รู้จักกันในนาม “หมอเกศ” เป็นเวลา 10 ปีเต็ม เนื่องจากพบว่ามีการทุจริตโดยใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อชักจูงให้ผู้เลือกตั้งเข้าใจผิดในการคัดเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 ส่งผลให้เธอต้องพ้นจากตำแหน่ง สว. ทันที

ศาลฎีกาฯ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “หมอเกศ” 10 ปี ทำพ้น สว. ทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2569 ศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งนัดฟังคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำ ลต สว 11/2568 ซึ่งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เป็นผู้ยื่นคำร้องตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม 2568 ข้อหาหลักคือการกระทำที่เข้าข่ายมาตรา 77 (4) ของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา โดยหมอเกศถูกกล่าวหาว่าใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์เพื่อหลอกลวงให้ผู้อื่นเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และชื่อเสียงเกียรติยศ เพื่อจูงใจให้ได้รับเลือกเป็น สว.

รายละเอียดคดีและพยานหลักฐาน

ในการพิจารณาคดี ศาลได้ไต่สวนพยานหลักฐานจากทั้งสองฝ่ายอย่างละเอียด กกต. นำเสนอหลักฐานว่าหมอเกศมีการโฆษณาชวนเชื่อโดยใช้คำว่า “ศาสตราจารย์” ซึ่งอาจทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเข้าใจเกินจริงเกี่ยวกับวุฒิการศึกษาและความเชี่ยวชาญทางการแพทย์ของเธอ ขณะที่ฝั่งผู้ถูกกล่าวหายืนยันว่าตำแหน่งดังกล่าวเป็นของจริง แต่ศาลเห็นว่าการนำมาใช้ในการหาเสียงเข้าข่ายทุจริต ส่งผลให้ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ตั้งแต่วันที่ 29 กรกฎาคม 2568 และวันนี้ทนายความของเธอเป็นตัวแทนมารับฟังคำพิพากษา

  • สาเหตุหลัก: ใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ชักจูงให้เข้าใจผิด
  • บทลงโทษ: เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี พ้นตำแหน่ง สว.
  • หน่วยงานผู้ยื่น: กกต.
  • วันที่ตัดสิน: 4 มีนาคม 2569

คดีนี้สะท้อนถึงความเข้มงวดของกฎหมายเลือกตั้งไทย โดยเฉพาะในส่วนของการได้มาซึ่ง สว. ที่ต้องโปร่งใสและปราศจากการหลอกลวง การตัดสินครั้งนี้ไม่เพียงทำให้หมอเกศเสียเก้าอี้ สว. แต่ยังเป็นตัวอย่างให้กับนักการเมืองคนอื่นๆ ที่อาจใช้คุณสมบัติปลอมแปลงหรือเกินจริงในการหาเสียง

ผลกระทบต่อการเมืองและ สว.

การพ้นตำแหน่งของหมอเกศส่งผลกระทบโดยตรงต่อองค์ประกอบของวุฒิสภา ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการตรวจสอบอำนาจรัฐสภาและการแต่งตั้งตำแหน่งสำคัญๆ นอกจากนี้ ยังอาจนำไปสู่การเลือกตั้งใหม่ในเขตที่เกี่ยวข้อง และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับระบบเลือกตั้งไทยในสายตาประชาชน คดีนี้ยังเชื่อมโยงกับประเด็นวุฒิการศึกษาปลอมที่เป็นปัญหาเรื้อรังในวงการศึกษาและการเมืองไทย

จากข้อมูลสถิติ พบว่าคดีทุจริตเลือกตั้งในช่วงปี 2567-2569 มีจำนวนเพิ่มขึ้น โดยศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้งรับคดีกว่า 50 คดีต่อปี ซึ่งส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับการโฆษณาเกินจริง นี่คือโอกาสที่ระบบจะปรับปรุงให้ดีขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน คดี ศาลฎีกาฯ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “หมอเกศ” 10 ปี ทำพ้น สว. ทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ย้ำว่ากฎหมายอยู่เหนือกว่าเส้นสาย การตัดสินที่เด็ดขาดแบบนี้จะช่วยฟอกขาววงการการเมืองไทยได้ หากทุกฝ่ายยึดมั่นในความโปร่งใส

คุณคิดอย่างไรกับคดีนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง!

ที่มา – ศาลฎีกาฯ เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง “หมอเกศ” 10 ปี ทำพ้น สว. ทุจริตใช้ตำแหน่งศาสตราจารย์

Scroll to top