สมาชิกวุฒิสภา

ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อนายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางเข้ายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้เร่งตรวจสอบกรณีที่มีกระแสข่าวว่ากลุ่มผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกเรียกขานว่า ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่ นั้นมีพฤติการณ์น่าสงสัยหรือไม่

เจาะลึกกรณี ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการตรวจพบข้อมูลว่า มีกลุ่มผู้สมัคร สว. กว่า 300 คน ได้นัดหมายประชุมกันที่ห้องจูปิเตอร์ เมืองทองธานี ก่อนถึงวันเลือกจริง ซึ่งการรวมตัวในลักษณะนี้ทำให้เกิดคำถามท่ามกลางสังคมว่า นี่คือการวางแผนเตรียมการหรือการฮั้วคะแนนกันหรือไม่ นายศรีสุวรรณจึงมองว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ กกต. ต้องให้ความสำคัญและตรวจสอบให้กระจ่างโดยใช้มาตรา 41 แห่ง พ.ร.ป. ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง 2560

ทำไมต้องรีบตรวจสอบ ศรีสุวรรณ ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม เข้าข่ายฮั้วหรือไม่

นายศรีสุวรรณได้ย้ำว่ามาตรฐานในการตรวจสอบต้องเป็นไปอย่างยุติธรรม ไม่ใช่ว่าหากเป็นกลุ่มที่ตนเองเชียร์จะมองว่าเป็นการ “ทำงานเป็นทีม” แต่พอเป็นฝ่ายตรงข้ามกลับตราหน้าว่า “ฮั้ว” ดังนั้นการที่เขานำหลักฐานมาให้ กกต. ในครั้งนี้ เพื่อต้องการทวงคืนความโปร่งใสและสร้างบรรทัดฐานที่เป็นธรรมในการเลือกตั้งทุกระดับ

  • เปรียบเทียบมาตรฐานการเลือกตั้ง: สังคมควรได้รับคำตอบว่านิยามของคำว่า ฮั้ว คืออะไร
  • บทบาทของ กกต.: ต้องทำหน้าที่ตรวจสอบโดยไม่ต้องรอให้ถูกร้องเรียนตามกฎหมาย
  • ความเสมอภาค: ทุกกลุ่มผู้สมัครต้องถูกตรวจสอบด้วยบรรทัดฐานเดียวกัน

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องนี้คงต้องรอให้ทาง กกต. ออกมาไขข้อข้องใจถึงกระบวนการสอบสวน ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ความชัดเจนถือเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะช่วยประคับประคองศรัทธาของประชาชนต่อสถาบันการเมืองไทยให้คงอยู่ต่อไป หากการตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส ไม่มีการเลือกปฏิบัติ เชื่อว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นบทเรียนสำคัญในการเลือกตั้งครั้งต่อๆ ไปครับ

ที่มา – “ศรีสุวรรณ” ร้อง กกต. สอบผู้สมัคร สว.สีส้ม จัดประชุมก่อนเลือก เข้าข่ายฮั้วด้วยหรือไม่

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

“อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

เมื่อเร็วๆ นี้ เกิดเหตุการณ์ที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองและสิทธิมนุษยชน เมื่อนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าพบพนักงานสอบสวนที่ สน.บางยี่เรือ เพื่อดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลและเพจบนสื่อสังคมออนไลน์ที่ปล่อยข้อมูลบิดเบือน ซึ่งนางอังคณา ได้ระบุว่าการกระทำของเพจเหล่านี้คือ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต อย่างร้ายแรง โดยเฉพาะการกุข่าวว่าเธอได้แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

ทำไมเรื่องนี้ถึงเป็นประเด็นสำคัญ?

เหตุผลที่นางอังคณาตัดสินใจใช้มาตรการทางกฎหมาย เนื่องจากเธอกังวลว่า “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การถูกหมิ่นประมาททั่วไป แต่เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเกลียดชังในวงกว้าง ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะที่เรียกว่า Hate Crime หรืออาชญากรรมจากความเกลียดชัง โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • มีการนำข้อความเท็จมาตัดต่อและเผยแพร่
  • มีการเรียกร้องให้ใช้ความรุนแรง เช่น การวิสามัญฆาตกรรม หรืออุ้มฆ่า
  • เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และด้อยค่าผู้ทำหน้าที่ปกป้องสิทธิ

นางอังคณากล่าวว่า ในอดีตเมื่อเกิดเหตุการณ์ในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เธอมักจะตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีเป็นคนแรกๆ เสมอ แม้ว่าในเหตุการณ์ครั้งล่าสุดที่มีการยิงทหารพรานเสียชีวิต 5 นาย เธอจะไม่ได้โพสต์หรือแสดงความเห็นใดๆ เลยก็ตาม แต่กลับมีเพจจำนวนมากพยายามสร้างสตอรี่เพื่อบิดเบือนเจตนาและมุ่งเน้นสร้างความเกลียดชังให้เกิดขึ้นในสังคม

การเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐ

นอกจากจะเดินทางไปแจ้งความด้วยตนเองแล้ว นางอังคณายังได้ตั้งคำถามถึงกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่ามีมาตรการในการคุ้มครองประชาชนและนักปกป้องสิทธิมนุษยชนอย่างไร เพราะที่ผ่านมาก่อนหน้านี้เคยยื่นเรื่องไปแล้วแต่แทบไม่มีความคืบหน้า ซึ่งการที่ “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณว่าประชาชนไม่ควรนิ่งเฉยต่อการถูกคุกคามบนโลกออนไลน์

ในมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าปัญหาข่าวปลอมและ Hate Speech ในไทยยังคงเป็นภัยคุกคามที่น่ากลัว การที่มีคนจ้องจะทำลายความน่าเชื่อถือด้วยข้อมูลเท็จไม่เพียงแต่ทำลายตัวบุคคล แต่ยังขยายช่องว่างความแตกแยกในสังคมไทยให้กว้างขึ้นไปอีก ผู้ที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการตรวจสอบและจัดการกับผู้กระทำผิดอย่างเด็ดขาด เพื่อคืนพื้นที่ปลอดภัยให้กับทุกคนในสังคมออนไลน์ครับ

ที่มา – “อังคณา”แจ้งความ ดำเนินคดีเพจปั้นข่าวเท็จ-ปลุก hate speech คุกคามถึงชีวิต

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ปมแม่ค้าขายหมูเป็น สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมือง เมื่อ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว. โดยนางแดง กองมา สมาชิกวุฒิสภา ได้ตัดสินใจเข้าแจ้งความดำเนินคดีข้อหาหมิ่นประมาทจากการโฆษณา ณ สถานีตำรวจภูธรเมืองอำนาจเจริญ เพื่อปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตนเอง หลังจากถูกตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการดำรงตำแหน่ง

“สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

เหตุการณ์เริ่มต้นจากการที่นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวในทำนองตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติของนางแดง ในการสมัครเป็น สว. กลุ่มที่ 10 โดยมองว่าการระบุอาชีพเป็นแม่ค้าขายหมูอาจไม่สอดคล้องกับคุณสมบัติของกลุ่มอาชีพดังกล่าว ซึ่งทางด้านนางแดงมองว่าการกระทำนี้เป็นการบิดเบือนข้อมูลและทำให้สังคมเข้าใจผิด

เปิดใจ “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

นางแดงเปิดเผยว่า ตนรู้สึกถูกคุกคามจากการที่นายยิ่งชีพโพสต์ข้อความในลักษณะเชิญชวนให้คนติดตามและถ่ายรูปตนขณะลงพื้นที่ ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลและสร้างความไม่ปลอดภัย โดยนางแดงได้ชี้แจงประเด็นต่างๆ ดังนี้:

  • ยืนยันว่าตนมีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด และผ่านการวินิจฉัยจาก กกต. เรียบร้อยแล้ว
  • มองว่าอาชีพแม่ค้าขายหมูเป็นอาชีพสุจริต ซึ่งทุกคนมีสิทธิ์เข้าสู่ตำแหน่ง สว. ได้ตามกติกา
  • การกระทำของนายยิ่งชีพถือเป็นการด้อยค่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยอาศัยสถานะความเป็นนักกฎหมายมากดทับผู้อื่น

นางแดงยังได้ฝากแง่คิดถึงนายยิ่งชีพว่า ควรลดอัตตาและเลิกทำตัวแบบจมไม่ลง พร้อมยืนยันจะดำเนินคดีให้ถึงที่สุดเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงและรักษาเกียรติยศของครอบครัว ซึ่งเหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความขัดแย้งเชิงความคิดเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้แทนที่ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างต่อเนื่องในสังคมไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นที่ตั้งเพื่อยุติความขัดแย้งที่เกิดขึ้น แทนการใช้สื่อโซเชียลมีเดียในการปลุกระดมหรือด้อยค่ากันไปมา

คุณมีความคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? การวิพากษ์วิจารณ์การเมืองควรมีเส้นแบ่งที่ตรงไหน? ร่วมแสดงความคิดเห็นกันได้ครับ

ที่มา – “สว.แดง” แจ้งความเอาผิด “ยิ่งชีพ ไอลอว์” ลั่นถูกด้อยค่าไม่หยุด แม่ค้าขายหมูเป็น สว.

“ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

“ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมไทยกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับความคืบหน้ากรณีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่มีข้อกังขาเรื่องความไม่โปร่งใส ล่าสุด พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านช่องทางโซเชียลมีเดีย โดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ว่าไม่ควรทำหน้าที่เสมือนเป็นศาลตัดสินเอง แต่ควรยึดหลักกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ประเด็นสำคัญที่ พ.ต.อ.ทวี ชี้ให้เห็นคือเรื่องของเกณฑ์ในทางกฎหมาย โดยระบุชัดเจนว่า “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา เพราะนี่คือหัวใจสำคัญของการรักษาหลักนิติธรรมในกระบวนการเลือกตั้ง หากมีข้อบ่งชี้ว่าการเลือกตั้งไม่สุจริต กกต. มีหน้าที่ส่งเรื่องให้ศาลฎีกาเป็นผู้ชี้ขาดตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แทนที่จะเก็บสำนวนไว้พิจารณาเอง

ทำไมต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา?

การที่สังคมตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของ กกต. นั้นไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะมีข้อเท็จจริงหลายประการที่ดูย้อนแย้ง เช่น:

  • ประเด็นความเชื่อมโยงระหว่างผู้ดำรงตำแหน่ง สว. กับการให้ความเห็นชอบกรรมการ กกต. ในอดีต
  • ระเบียบ กกต. ที่เปิดช่องให้เกิดพฤติการณ์จัดตั้งหรือ “โหวตล็อก”
  • ความล่าช้าและการปรับเปลี่ยนแนวทางการตรวจสอบสำนวนคดี

ด้วยเหตุผลเหล่านี้ “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา เพื่อให้เกิดความกระจ่างและสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน ผู้ซึ่งถือเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง

ในเชิงกฎหมายมหาชน มาตรฐานการส่งเรื่องไปยังศาลฎีกานั้นไม่ได้เข้มข้นเท่ากับการตัดสินคดีอาญาที่ต้องปราศจากข้อสงสัย แต่กติกาพุ่งเป้าไปที่ “หลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า” การเลือกตั้งนั้นไม่สุจริต ซึ่งหากเข้าเงื่อนไขนี้ กกต. ไม่มีหน้าที่อื่นใดนอกจากต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาไต่สวนต่อไป

บทสรุปและมุมมอง: การกระทำขององค์กรอิสระในสถานการณ์นี้เปรียบเสมือนบททดสอบครั้งสำคัญของชาติ หาก กกต. ยึดมั่นในความโปร่งใสและหลักนิติธรรม แทนที่จะใช้อำนาจล้นเกินจนถูกสังคมครหา การเปิดทางให้ศาลฎีกาเข้ามาตัดสินจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการยุติความขัดแย้ง และกอบกู้ศรัทธาที่ประชาชนมีต่อกระบวนการยุติธรรมของไทยให้กลับคืนมาอีกครั้ง

ที่มา – “ทวี” ยกคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ แค่เข้าเกณฑ์ “หลักฐานอันควรเชื่อได้” ต้องส่งศาลฎีกา

กกต. โชว์คำวินิจฉัย “แดง” แม่ค้าขายหมู และ “สมพาน” พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ นั่ง สว. ได้

กกต. โชว์คำวินิจฉัย “แดง” แม่ค้าขายหมู และ “สมพาน” พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ นั่ง สว. ได้

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้มีการเผยแพร่คำวินิจฉัยอย่างเป็นทางการ เกี่ยวกับสถานภาพของสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอำนาจเจริญ คือ นางแดง กองมา และนายสมพาน พละศักดิ์ หลังจากที่มีกระแสข่าวดราม่าเรื่องคุณสมบัติ โดย กกต. โชว์คำวินิจฉัย “แดง” แม่ค้าขายหมู และ “สมพาน” พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ นั่ง สว. ได้ อย่างชัดเจนและผ่านฉลุยครับ

รายละเอียดเจาะลึกกรณี กกต. โชว์คำวินิจฉัย “แดง” แม่ค้าขายหมู และ “สมพาน” พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ นั่ง สว. ได้

สำหรับกรณีของ นางแดง กองมา หรือที่รู้จักในนาม “สว.แดง” ซึ่งถูกร้องว่าไม่มีคุณสมบัติในการลงสมัคร สว. กลุ่มที่ 10 เนื่องจากประกอบอาชีพขายหมูโดยไม่มีใบประกอบกิจการ แต่จากการตรวจสอบโดยละเอียดของ กกต. พบว่านางแดงมีประสบการณ์การทำงานจริงมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2540 มีหลักฐานการเป็นกรรมการพัฒนาตลาดสดและมีพยานยืนยันชัดเจน ทำให้ผลสรุปคือคุณสมบัติผ่านเกณฑ์ตามที่กฎหมายกำหนดไว้ทุกประการ

ในส่วนของ นายสมพาน พละศักดิ์ พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่มะระ ก็เช่นกันครับ ถูกร้องในประเด็นเรื่องใบประกอบกิจการและการขาดความเชี่ยวชาญ แต่ กกต. ได้ตรวจสอบพบว่านายสมพานมีการจดทะเบียนพาณิชย์มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และมีร้านหลายสาขาในอำเภอเมืองจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้และความเชี่ยวชาญในกลุ่มที่สมัครจริง ตามเงื่อนไขของ กกต.

  • นางแดง กองมา: ผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติกลุ่มที่ 10 ด้วยหลักฐานการทำงานจริงกว่า 10 ปี
  • นายสมพาน พละศักดิ์: ยืนยันด้วยใบทะเบียนพาณิชย์และพยานบุคคลที่ชัดเจน
  • ความโปร่งใส: กกต. ออกมาเปิดเผยรายละเอียดเพื่อคลายข้อสงสัยและยุติดราม่า

ทำไมประเด็นนี้ถึงเป็นที่น่าสนใจ? เพราะเป็นการพิสูจน์ให้เห็นว่ากระบวนการคัดเลือก สว. มีการตรวจสอบอย่างละเอียด และเมื่อมีข้อร้องเรียนทาง กกต. ก็ทำหน้าที่ในการไต่สวนเพื่อหาข้อเท็จจริง จนเป็นที่มาของการออกคำวินิจฉัยเพื่อยืนยันสิทธิของผู้ที่ได้รับการเลือกตั้งตามกฎหมายครับ

ในมุมมองของผม การที่หน่วยงานรับผิดชอบออกมาเปิดเผยคำวินิจฉัยให้ประชาชนได้รับทราบแบบนี้ เป็นเรื่องที่ดีและสร้างความโปร่งใสให้กับกระบวนการเมืองไทยครับ เพราะทุกอย่างควรมีที่มาที่ไปและสามารถอธิบายได้ด้วยข้อเท็จจริง มากกว่าแค่กระแสสังคม ซึ่งการตัดสินในครั้งนี้ถือเป็นบทสรุปที่เป็นธรรมสำหรับทั้งสองท่านแล้วครับ

ที่มา – กกต. โชว์คำวินิจฉัย “แดง” แม่ค้าขายหมู และ “สมพาน” พ่อค้าก๋วยเตี๋ยวไก่ นั่ง สว. ได้

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาติดตามสถานการณ์การเมืองที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ สว. ที่กลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม ล่าสุดทางสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงความคืบหน้าสำคัญว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญที่จะทำให้สังคมได้คำตอบชัดเจนขึ้นครับ

กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

จากการแถลงการณ์ของ กกต. เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2569 ทางหน่วยงานได้ยืนยันว่า ขณะนี้กระบวนการพิจารณาคดีต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการได้มาซึ่ง สว. กำลังดำเนินไปตามขั้นตอนทางกฎหมายอย่างเคร่งครัด โดยมุ่งเน้นการพิจารณาจากพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ยุติธรรมที่สุดต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

กระบวนการทำงานภายใต้หลักความเป็นกลาง

หลายคนอาจสงสัยว่าการทำงานของ กกต. ในครั้งนี้เป็นอย่างไร ทาง กกต. ได้เน้นย้ำประเด็นหลักๆ ไว้ดังนี้ครับ:

  • การพิจารณาคดีจะอิงตามพยานหลักฐานที่รวบรวมมาอย่างครบถ้วน
  • กกต. ทำหน้าที่วินิจฉัยตามกฎหมาย ไม่ใช่พนักงานสอบสวนโดยตรง
  • ยึดหลักความเป็นกลาง อิสระ และปราศจากการครอบงำจากกลุ่มอิทธิพลใดๆ

นอกจากนี้ กกต. ยังระบุชัดเจนว่า กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ โดยคาดว่าภายในสิ้นเดือนสิงหาคม 2569 นี้ กระบวนการรวบรวมข้อเท็จจริงในทุกประเด็นจะเสร็จสิ้น และจะเข้าสู่ขั้นตอนการนัดประชุมเพื่อลงมติต่อไป นี่เป็นการตอกย้ำว่าทุกขั้นตอนโปร่งใสและตรวจสอบได้

ในมุมมองของผู้ติดตามข่าวการเมือง การที่หน่วยงานออกมายืนยันความชัดเจนเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่ดี เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนต่อกระบวนการเลือกตั้งเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เราคงต้องมารอดูกันต่อไปว่าบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร และจะส่งผลต่อทิศทางการเมืองไทยในอนาคตอย่างไรบ้าง เพื่อนๆ คิดเห็นอย่างไรกันบ้างครับ? อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณนะครับ

ที่มา – กกต. ยันคดีเลือก สว. ปราศจากการแทรกแซง คาด ส.ค.นี้เสร็จ

นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน

นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีของคุณหมอสรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กับข้อสงสัยเรื่องการพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ก็ได้ออกมาไขข้อข้องใจให้ชัดเจนแล้วว่า **นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน** โดยยืนยันว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ทำไมต้องรอมติ สว.?

หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมเรื่องถึงได้ดูยืดเยื้อหรือต้องรอขั้นตอนมากมาย ทางนายกฯ ได้อธิบายผ่านสื่อมวลชนว่า ในการดำเนินการเพื่อให้ใครสักคนพ้นจากตำแหน่งสำคัญนั้น ไม่ใช่เรื่องที่ใครจะมาใช้ดุลพินิจส่วนตัวหรือตัดสินใจได้ทันที แต่ต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่โปร่งใส โดยเฉพาะกรณีของ กสทช. ที่กฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่าต้องให้วุฒิสภามีมติออกมาก่อน นายกฯ จึงจะสามารถดำเนินขั้นตอนต่อไปได้

นายอนุทินกล่าวว่า ตนเองในฐานะนายกรัฐมนตรีไม่สามารถเข้าไปก้าวก่ายในส่วนนี้ได้ และย้ำว่า นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน ซึ่งถือเป็นแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้องที่สุดเพื่อไม่ให้ผิดรัฐธรรมนูญหรือข้อกฎหมายใดๆ

  • ขั้นตอนการพ้นจากตำแหน่งต้องเป็นไปตามกฎหมาย
  • ความเห็นของวุฒิสภาถือเป็นที่สิ้นสุดในกระบวนการนี้
  • นายกรัฐมนตรีทำหน้าที่ตามขั้นตอน ไม่สามารถใช้ดุลพินิจเองได้

ในฝั่งของ นพ.สรณ เองก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนว่าไม่เห็นด้วยกับคณะกรรมการสรรหาที่วินิจฉัยว่าตนขาดคุณสมบัติ แต่ในเมื่อความเห็นต่างกันเกิดขึ้น กระบวนการตรวจสอบโดย สว. จึงยิ่งมีความสำคัญ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย และเพื่อให้องค์กรอย่าง กสทช. สามารถเดินหน้าทำงานเพื่อประเทศชาติได้อย่างไม่มีข้อกังขา

โดยสรุปแล้ว สถานการณ์ตอนนี้คือการรอคอยความชัดเจนจากฝั่งวุฒิสภาอย่างใจจดใจจ่อ เพราะนี่คือกลไกปกติของการเมืองไทยที่ต้องการความรอบคอบและถูกต้องตามตัวบทกฎหมายมากที่สุด สุดท้ายแล้วเมื่อมติออกมาอย่างไร นายกรัฐมนตรีก็พร้อมที่จะปฏิบัติตามนั้นทันทีโดยไม่มีการแทรกแซง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร แต่นี่ถือเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานโดยยึดหลักกฎหมายเป็นสำคัญ หากใครมีความคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับประเด็นนี้ สามารถแลกเปลี่ยนมุมมองกันได้เลยครับ

ที่มา – นายกฯ ชี้ “นพ.สรณ” พ้นประธาน กสทช. ต้องรอมติ สว. เห็นชอบก่อน

วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง มีวาระซ่อนเร้น

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อ นายวัชรพงศ์ คูวิจิตรสุวรรณ สส.สระบุรี จากพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์ความเคลื่อนไหวของ นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการไอลอว์ (iLaw) อย่างดุเดือด โดยมองว่าการเคลื่อนไหวที่ผ่านมาของ นายยิ่งชีพ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น ในการตรวจสอบนักการเมืองของพรรคภูมิใจไทยนั้น อาจไม่ใช่การทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ

เหตุผลที่ วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น

นายวัชรพงศ์ได้ตั้งข้อสังเกตถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มไอลอว์ กับคณะก้าวหน้าของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ โดยชี้ให้เห็นว่าพฤติกรรมในอดีตและดิจิทัลฟุตพรินต์หลายอย่างทำให้สังคมสงสัยว่ามีความพยายามร่วมมือกันเพื่อล้มกระดานการเมือง โดยเฉพาะในประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งมีข้อเคลือบแคลงถึงการฮั้วกันในเครือข่ายของพรรคสีส้ม

เจาะลึกความสัมพันธ์ที่ วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น

ประเด็นที่ นายวัชรพงศ์ ได้หยิบยกมานำเสนอเพื่อตอกย้ำถึงความสัมพันธ์นี้ ได้แก่:

  • เพจคณะก้าวหน้าที่ช่วยประชาสัมพันธ์กิจกรรมตลาดนัด สว. ของไอลอว์
  • การปรากฏตัวของนายยิ่งชีพข้างกายนายธนาธรในประเด็นการฮั้ว สว. โดยไม่มีการโต้แย้ง
  • ความพยายามในการล้มกระดาน สว. เดิม เพื่อเปิดทางให้เครือข่ายของตนเองเข้าไปมีอำนาจแทน

จากเหตุการณ์เหล่านี้ ทำให้นายวัชรพงศ์มองว่า นายยิ่งชีพกำลังเดินหมากทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมืองฝั่งสีส้มอย่างชัดเจน จึงเป็นที่มาของการออกมาชี้เป้าว่า นายยิ่งชีพควรหันมาทบทวนตนเองก่อนที่จะสายเกินไป

นายวัชรพงศ์ยังได้ฝากข้อเตือนใจว่า เยาวชนและกลุ่มผู้เคลื่อนไหวหลายคนในอดีตต่างได้รับบทเรียนราคาแพงจากการหลงเชื่อแนวทางของผู้นำทางจิตวิญญาณในขั้วตรงข้าม ซึ่งสุดท้ายแล้วมักทิ้งให้พวกเขาต้องเผชิญชะตากรรมอย่างเดียวดาย การที่ วัชรพงศ์ แนะ ยิ่งชีพ ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น จึงถือเป็นการเตือนสติในฐานะนักการเมืองที่มีประสบการณ์ เพื่อไม่ให้นายยิ่งชีพต้องกลายเป็นหมากทางการเมืองที่ถูกนำไปใช้แล้วทิ้งในท้ายที่สุด

ในมุมมองของสถานการณ์การเมืองไทยปัจจุบัน ความโปร่งใสและการตรวจสอบเป็นเรื่องที่จำเป็น แต่ต้องตั้งอยู่บนหลักฐานและความสุจริตใจ ไม่ใช่การใช้เครือข่ายและการสร้างกระแสเพื่อล้มกระดานตามวาระซ่อนเร้นของฝั่งการเมืองใดการเมืองหนึ่ง เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า นายยิ่งชีพจะออกมาตอบโต้ข้อกล่าวหานี้อย่างไร และก้าวต่อไปของไอลอว์จะเป็นทิศทางไหน

ที่มา – “วัชรพงศ์” แนะ “ยิ่งชีพ” ไอลอว์ กลับตัวกลับใจใหม่ มอง อาจมีวาระซ่อนเร้น

กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้

เชื่อว่าหลายคนกำลังจับตามองสถานการณ์การเมืองไทยอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเผือกร้อนอย่างการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ผ่านมา ซึ่งล่าสุดทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญเกี่ยวกับประเด็นนี้แล้ว โดยมีหัวข้อหลักคือ กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้ เพื่อสร้างความชัดเจนให้กับสังคมให้เร็วที่สุด

กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้

การดำเนินงานของ กกต. ในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความโปร่งใสในการเลือก สว. ที่ผ่านมา นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต. ได้ออกมายืนยันด้วยตัวเองว่า ขณะนี้คณะทำงานได้ดำเนินการพิจารณาสำนวนคดีไปแล้วมากกว่าครึ่ง และตั้งเป้าว่าจะสรุปผลการสอบสวนทั้งหมดให้เสร็จสิ้นตามไทม์ไลน์ที่กำหนดไว้ภายในเดือนสิงหาคมนี้อย่างแน่นอน

รายละเอียดการตรวจสอบและข้อกังวลที่สังคมสงสัย

สำหรับประเด็นที่มีการตั้งคำถามจากฝั่งพรรคประชาชนและกลุ่ม iLaw เกี่ยวกับการมีนักการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องในการเลือก สว. ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีนั้น ทาง กกต. ชี้แจงว่ามีการพิจารณาจากพยานหลักฐานในสำนวนเป็นหลัก โดยนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ หนึ่งในกรรมการ กกต. ระบุว่า สิ่งที่ปรากฏชัดเจนคือ กกต. กำลังเดินหน้าตรวจสอบ กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้ โดยผ่านการพิสูจน์และโต้แย้งจากทุกฝ่ายอย่างเป็นธรรม

  • การพิจารณาคดีครอบคลุม 7 ข้อหาหลัก
  • มีการตรวจสอบพยานหลักฐานอย่างละเอียดตามกระบวนการยุติธรรม
  • ยึดมั่นไทม์ไลน์การทำงานให้จบในเดือนสิงหาคม

ทาง กกต. ยังฝากเตือนไปยังผู้ที่นำข้อมูลนอกสำนวนออกมาเปิดเผยว่า อาจส่งผลกระทบต่อรูปคดีในชั้นศาลได้ เนื่องจากข้อมูลเหล่านั้นอาจยังไม่ผ่านการตรวจสอบความถูกต้องจากช่องทางปกติ และอาจทำให้เกิดความสับสนต่อสังคมในวงกว้าง ทั้งนี้ หัวใจสำคัญคือ กกต. ไม่ต้องการให้เกิดข้อครหาว่าเป็นการยื้อเวลา หรือดึงเกมให้คดีล่าช้าออกไป แม้บางประเด็นข้อมูลอาจจะยังไม่แน่นพอจะสอบเพิ่มได้ แต่ทาง กกต. ก็ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความละเอียดรอบคอบกับระยะเวลาที่สังคมเฝ้ารอผลสรุป

บทเรียนในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องพิสูจน์สำคัญของ กกต. ว่าจะสามารถกู้คืนความเชื่อมั่นจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด การทำคดีให้จบภายในเดือนสิงหาคมตามสัญญาถือเป็นก้าวแรกที่ถูกต้อง แต่อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นอย่างไร และจะมีความยุติธรรมเพียงพอสำหรับทุกฝ่ายหรือไม่ เราคงต้องเฝ้าติดตามบทสรุปของมติที่ประชุม กกต. กันต่อไปครับ

ที่มา – กกต. เร่งสอบ 7 ข้อหาคดีฮั้ว สว. ยันสรุปสำนวนจบภายใน ส.ค.นี้

Scroll to top