อันวาร์ อิบราฮิม

ไทย-มาเลเซียเห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน

เชื่อว่าหลายคนน่าจะตื่นเต้นกับข่าวล่าสุด เมื่อผู้นำไทยและมาเลเซียได้มีการพบปะพูดคุยเพื่อกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยประเด็นหลักที่น่าสนใจมากคือ ไทย-มาเลเซียเห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า ท่องเที่ยว ลงทุน เพื่อสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับพี่น้องประชาชนในพื้นที่และเศรษฐกิจในภาพรวมของทั้งสองประเทศ

ไทย-มาเลเซียเห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า ท่องเที่ยว ลงทุน

การหารือครั้งสำคัญนี้มีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเดินทางให้สะดวกมากยิ่งขึ้น รวมถึงลดต้นทุนการขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการค้าชายแดน โดยทั้งสองประเทศได้เตรียมเปิดตัวด่านสะเดาแห่งใหม่และด่านบูกิตกายูฮิตัม เพื่อรองรับมูลค่าการค้าที่กำลังจะเติบโตขึ้นในอนาคต

ก้าวสำคัญสู่การเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์

นอกจากเรื่องด่านพรมแดนแล้ว ยังมีโครงการที่น่าจับตามองอย่างการรื้อฟื้นการเดินเรือเฟอร์รี่ระหว่างสตูลกับกัวลาปะลิส รวมถึงการพัฒนาเส้นทางรถไฟสายกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ – บัตเตอร์เวิร์ธ ซึ่งการที่ ไทย-มาเลเซียเห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า ท่องเที่ยว ลงทุน ในครั้งนี้ จะช่วยให้การคมนาคมขนส่งมีความเชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบและมีประสิทธิภาพสูงสุด

ไม่เพียงแต่เรื่องเศรษฐกิจเท่านั้น ความมั่นคงชายแดนก็เป็นอีกหนึ่งวาระที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญ โดยเน้นการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและการสร้างความร่วมมือในการรับมือกับภัยธรรมชาติ เช่น อุทกภัยริมแม่น้ำโก-ลก เพื่อให้พี่น้องประชาชนทั้งสองฝั่งพรมแดนมีความปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

  • การผลักดันการค้าให้ถึงเป้าหมาย 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
  • ความร่วมมือด้านเกษตรและประมงเพื่อความมั่นคงทางอาหาร
  • การส่งเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการท้องถิ่นและแรงงาน

ในมุมมองของผม นี่คือสัญญาณบวกครั้งใหญ่ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ภาคใต้ของไทยให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง หากทุกโครงการที่ตกลงกันไว้สามารถเกิดขึ้นได้จริงตามกรอบเวลาที่วางไว้ เชื่อเหลือเกินว่าประชาชนผู้มีรายได้น้อยในพื้นที่ จะได้รับอานิสงส์จากการจ้างงานและการท่องเที่ยวที่เติบโตขึ้นอย่างแน่นอน ความร่วมมือที่จับต้องได้แบบนี้แหละครับคือสิ่งที่ประชาชนรอคอย

ที่มา – ไทย-มาเลเซียเห็นพ้องเร่งเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานชายแดน เปิดประตูการค้า ท่องเที่ยว ลงทุน

อนุทิน ปิดโอกาสพบ ทักษิณ ที่มาเลเซีย ยันติดภารกิจแน่น

อนุทิน ปิดโอกาสพบ ทักษิณ ที่มาเลเซีย

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับความเคลื่อนไหวของรัฐบาลไทยในการเยือนมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาชี้แจงประเด็นที่ว่าตนจะมีโอกาสได้หารือกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งทราบกันดีว่ากำลังพำนักอยู่ที่มาเลเซียเช่นกัน งานนี้ อนุทิน ปิดโอกาสพบ ทักษิณ ที่มาเลเซีย อย่างชัดเจน พร้อมให้เหตุผลว่าตารางงานแน่นเอี๊ยดตลอดการเดินทาง

นายอนุทินได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกำหนดการเดินทางเยือนเพื่อนบ้านในวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ โดยเน้นย้ำว่าไปเพื่อหารือประเด็นสำคัญระดับชาติ ทั้งในเรื่องของความมั่นคงและเศรษฐกิจ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักในการพัฒนาชายแดนใต้และกระชับความสัมพันธ์กับนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

สรุปชัด อนุทิน ปิดโอกาสพบ ทักษิณ ที่มาเลเซีย

สำหรับคำถามที่ว่าทำไมถึงไม่มีเวลาแวะไปพบกับนายทักษิณนั้น นายอนุทินได้อธิบายรายละเอียดว่า หมายกำหนดการครั้งนี้ถูกวางไว้แน่นมากตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เมื่อเสร็จสิ้นจากการประชุมและหารือทวิภาคี นายกรัฐมนตรีก็มีภารกิจสำคัญต่อทันที นั่นคือการเดินทางไปร่วมเปิดด่านสะเดา จังหวัดสงขลา ร่วมกับนายกรัฐมนตรีมาเลเซียตามกำหนดการเดิม ทำให้การจัดสรรเวลาเพื่อไปพบปะบุคคลอื่นนอกเหนือจากวาระงานหลักนั้นเป็นเรื่องที่ทำได้ยากลำบาก

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความสัมพันธ์ส่วนตัวและการพบปะหลังจากที่นายทักษิณพ้นโทษ นายอนุทินกล่าวเพียงสั้นๆ ว่า:

  • ตนได้แสดงความยินดีกับนายทักษิณไปแล้วก่อนหน้านี้
  • ยอมรับว่ายังไม่ได้มีโอกาสพบเจอกันด้วยตัวเองในช่วงที่ผ่านมา
  • ยืนยันว่าการเดินทางครั้งนี้มุ่งเน้นภารกิจราชการเป็นหลัก

จากคำตอบและการพยักหน้ารับของนายอนุทิน ทำให้เห็นได้ชัดว่า ณ เวลานี้ เรื่องของสถานะทางการเมืองและภารกิจของประเทศต้องมาก่อนความสัมพันธ์ส่วนตัวที่หลายคนอาจจะคาดเดาไปต่างๆ นานา การแสดงออกอย่างเป็นทางการแบบนี้ถือเป็นการรักษาบรรทัดฐานของการทำงานในฐานะผู้นำรัฐบาลที่ต้องให้ความสำคัญกับวาระงานเป็นอันดับหนึ่ง

ในมุมมองของเรา นี่คือตัวอย่างที่ดีของการบริหารเวลาของผู้นำประเทศที่ชัดเจนต่อหน้าที่ แม้จะมีกระแสข่าวลือเกี่ยวกับการนัดพบ แต่การออกมาปฏิเสธอย่างสุภาพและให้เหตุผลที่สมเหตุสมผล ก็ช่วยลดการตีความที่คลาดเคลื่อนลงได้มาก สำหรับใครที่ตามข่าวการเมืองอยู่ ต้องบอกเลยว่าการเยือนมาเลเซียครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทั้งเรื่องเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวไทย-มาเลเซียที่เราต้องจับตาดูกันต่อไปอย่างใกล้ชิดครับ

ที่มา – “อนุทิน” ปิดโอกาสพบ “ทักษิณ” ที่มาเลเซีย บอกประชุมยาวทั้งวัน เคยแสดงความยินดีไปแล้ว

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ ย้ายพรรค

นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ ย้ายพรรค

ในช่วงเวลานี้ สถานการณ์การเมืองในมาเลเซียกำลังร้อนระอุ เมื่อ นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ ย้ายพรรค ไปซบพรรคการเมืองใหม่ของอดีตมือขวาอย่าง ราฟิซี รัมลี ซึ่งสร้างแรงสั่นสะเทือนไปถึงบัลลังก์ของ อันวาร์ อิบราฮิม อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

หากพูดถึงชื่อของ อันวาร์ อิบราฮิม เราคงนึกถึงผู้นำที่ต่อสู้กับความไม่ถูกต้องมาอย่างยาวนาน แต่ล่าสุดดูเหมือนว่าอุดมการณ์ภายในพรรคยุติธรรมประชาชน (PKR) กำลังถูกตั้งคำถาม เมื่อสมาชิกจำนวนมากเริ่มตบเท้าลาออกด้วยความรู้สึกว่าอุดมการณ์เดิมถูกบิดเบือนไป

สัญญาณเตือนภัยการเมืองหรือแค่ความแตกแยกชั่วคราว?

เมื่อ นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ ย้ายพรรค ไปเข้าร่วมกับพรรค ‘เบอร์ซามา’ ของราฟิซี รัมลี นักวิเคราะห์หลายฝ่ายต่างมองว่านี่คือเรื่องที่น่าจับตา เพราะแม้แต่ ส.ส. สายเลือดแท้ของพรรค PKR ยังออกมาส่งสัญญาณเตือนว่าองค์กรกำลังบอบช้ำอย่างหนักจากภายใน

ประเด็นที่น่าสนใจคือ:

  • การเปลี่ยนใจของฐานเสียงคนรุ่นใหม่และกลุ่มที่ให้ความสำคัญกับค่าครองชีพ
  • ความไม่พอใจในการจัดการปัญหาการทุจริตที่ดูเหมือนจะล่าช้ากว่าที่สัญญาไว้
  • ความขัดแย้งในประเด็นเชิงโครงสร้างและแนวทางการบริหารราชการแผ่นดิน

แม้ว่าฝั่งโฆษกรัฐบาลจะพยายามออกมาโต้แย้งว่าสมาชิกใหม่ยังคงสมัครเข้าสู่พรรคอย่างต่อเนื่อง แต่การสูญเสียบุคลากรคุณภาพไปสู่พรรคคู่แข่งภายใต้การนำของ “อดีตลูกศิษย์เอก” ย่อมส่งผลโดยตรงต่อความมั่นคงของรัฐบาล อันวาร์ ในระยะยาวอย่างแน่นอน

ทิศทางที่น่าจับตาในปีนี้

สถานการณ์ที่ นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ ย้ายพรรค อาจกลายเป็นชนวนเหตุสำคัญที่บีบให้ประเทศต้องจัดการเลือกตั้งก่อนกำหนด หลายคนตั้งคำถามว่าความชอบธรรมในการบริหารงานจะยังคงอยู่หรือไม่ หากพรรคแกนนำรัฐบาลเกิดอาการปั่นป่วนและไม่มีเอกภาพเช่นนี้

ในมุมมองของเรา นี่คือบททดสอบครั้งสำคัญของ อันวาร์ อิบราฮิม ว่าเขาจะสามารถกอบกู้ศรัทธาและประสานรอยร้าวภายในพรรคได้ทันเวลา หรือจะต้องพ่ายแพ้ให้กับกระแสการเปลี่ยนแปลงที่เขามีส่วนสร้างขึ้นมาด้วยมือของตัวเอง หากการเมืองมาเลเซียยังคงวุ่นวายเช่นนี้ เราอาจได้เห็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ในเร็วๆ นี้ก็เป็นได้

ที่มา – นายกฯ มาเลเซีย เจอแรงกดดันหนัก หลังคลื่นลูกทีมแห่ “ย้ายพรรค” ซบอดีตศิษย์เอก

อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน

ในวงการการเมืองระหว่างประเทศ ชื่อของนายกรัฐมนตรีมาเลเซีย อันวาร์ อิบราฮิม ตกเป็นข่าวใหญ่เมื่อชื่อของเขาปรากฏในเอกสารลับคดีดังของ เจฟฟรีย์ เอพสตีน นักการเงินผู้ถูกกล่าวหาล่วงละเมิดทางเพศ แต่ล่าสุด อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน อย่างสิ้นเชิง หลังจากฝ่ายค้านเรียกร้องให้ชี้แจงด่วน เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนไทยและชาวโลกจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับการเมืองมาเลเซียและเครือข่ายธุรกิจระดับโลก

อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน

เอกสารชุดล่าสุดจากกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยอีเมลเก่าเมื่อปี 2012 ซึ่งเอพสตีนและพันธมิตรหารือกันเรื่องการดึงตัวอันวาร์เข้าทำงานกับธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง JP Morgan โดยมองว่า หากอันวาร์ก้าวสู่ตำแหน่งนายกฯ จะเป็น “ขุมทอง” สำหรับธนาคาร แต่ไม่มีหลักฐานใดเชื่อมโยงอันวาร์กับกิจกรรมผิดกฎหมายของเอพสตีน เช่น การล่วงละเมิดหรือทริปไปเกาะส่วนตัว เพียงแต่พูดถึงโอกาสทางธุรกิจและการเมืองเท่านั้น

อีเมลดังกล่าวส่งระหว่างพันธมิตรของเอพสตีนกับตัวเอพสตีนเอง โดยเสนอให้จัดประชุมส่วนตัวระหว่างอันวาร์กับ Jes Staley อดีตซีอีโอวานิชธนกิจ JP Morgan และเอพสตีนยังแนะนำไอเดียสร้างหนังฮอลลีวูดในมาเลเซีย โดยอ้างวู้ดดี้ อัลเลนเป็นตัวอย่าง เพื่อล่อใจ ช่วงเวลานั้นคือก่อนเลือกตั้งมาเลเซีย 2013 ที่อันวาร์เป็นผู้นำฝ่ายค้านยอดนิยมจากตะวันตก

อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน: รายละเอียดที่ควรรู้

หลังเอกสารรั่วไหล ฝ่ายเยาวชนพรรค BERSATU หรือ Pemuda Bersatu นำโดยนาอิม บรันเดจ ออกมาเรียกร้องให้นายกฯ อันวาร์ชี้แจงทันที โดยเฉพาะประเด็นที่ตำแหน่งผู้นำมาเลเซียถูกมองเป็น “gold mine” ของสถาบันการเงินต่างชาติ แต่สุดท้าย อันวาร์ได้ออกมาประกาศยืนยันชัดเจนว่า ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ใดๆ กับเอพสตีนหรือบุคคลในเอกสาร ไม่เคยพบปะหรือทำธุรกรรมใดๆ ที่ผิดกฎหมาย สิ่งนี้ช่วยคลายความสงสัยและตอกย้ำภาพลักษณ์นักปฏิรูปของเขา

พื้นหลังคดีเจฟฟรีย์ เอพสตีนและผลกระทบ

เจฟฟรีย์ เอพสตีน เป็นนักการเงินที่มีเครือข่ายกว้างขวางกับบุคคลดังอย่างอดีตประธานาธิบดีทรัมป์และคนดังอื่นๆ เขาถูกจับในปี 2019 คดีล่วงละเมิดเด็กและเสียชีวิตในคุกอย่างลึกลับ เอกสารที่เปิดเผยตามนโยบายโปร่งใส ทำให้ชื่อนักการเมืองทั่วโลกโผล่ แต่ส่วนใหญ่เป็นแค่การติดต่อธุรกิจ ไม่ใช่ความผิดร้ายแรง

  • ประเด็นสำคัญในอีเมล: การหารือเพื่อเชื่อมโยงอันวาร์กับ JP Morgan ก่อนเขาจะเป็นนายกฯ
  • ไม่มีหลักฐานผิดกฎหมาย: ชื่ออันวาร์โผล่ในบริบทธุรกิจ ไม่ใช่เพศหรือเกาะลับ
  • การเมืองมาเลเซีย: ทฤษฎีสมคบคิดว่าตะวันตกหนุนอันวาร์เปลี่ยนอำนาจ
  • คำชี้แจง: อันวาร์ยืนยันไม่เคยเกี่ยวข้อง สิ้นเรื่อง

เรื่องนี้สะท้อนความซับซ้อนของการเมืองโลก ที่นักการเมืองมักถูกดึงเข้าสูเครือข่ายธุรกิจใหญ่ แต่ด้วยคำยืนยันจากอันวาร์ ทำให้ไม่มีดราม่าต่อเนื่อง มาเลเซียยังเดินหน้าพัฒนาเศรษฐกิจภายใต้การนำของเขา

มุมมองและผลกระทบต่อมาเลเซีย

ฝ่ายค้านใช้ประเด็นนี้โจมตี แต่ประชาชนส่วนใหญ่เชื่อมั่นในอันวาร์ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาเนิ่นนาน สิ่งนี้ยังเตือนใจว่าสื่อสังคมออนไลน์มักบิดเบือนข่าว ควรตรวจสอบแหล่งที่มาให้ดี นอกจากนี้ คดีเอพสตีนยังคงเปิดเผยชื่อใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ ทำให้โลกตื่นตัวเรื่องความโปร่งใสของชนชั้นนำ

สรุปแล้ว อันวาร์ อิบราฮิม ยันชัด ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเอพสตีน เป็นเพียงข่าวลือที่คลี่คลายเร็ว คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? มันแสดงให้เห็นถึงพลังของเอกสารลับในการสั่นคลอนการเมืองหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์หากเห็นว่าน่าสนใจ เพื่อติดตามข่าวการเมืองโลกเพิ่มเติม!

ที่มา – “อันวาร์ อิบราฮิม” ยันชัด “ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง” ปมเอี่ยวอีเมล “เจฟฟรีย์ เอพสตีน”

“อนุทิน” ทำส้มตำปูปลาร้าเลี้ยงศูนย์พักพิง

นายกฯ แอบลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจประชาชนและเจ้าหน้าที่ที่ศูนย์อพยพบุรีรัมย์ ลงมือทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอด พร้อมร้องเพลงให้ชาวบ้านฟัง โพสต์ข้อความอันวาร์ ยืนยันไม่มีข้อตกลงหยุดยิงกับกัมพูชา

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 16.15 น. ที่สนามช้างอารีน่า จังหวัดบุรีรัมย์ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยพล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ลงพื้นที่เยี่ยมให้กำลังใจชาวบ้านที่ศูนย์อพยพสนามช้างอารีน่า จากสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา พร้อมเยี่ยมให้กำลังใจเจ้าหน้าที่จุดต่างๆ และลงมือทำหอยทอดทะเลและส้มตำปูปลาร้าให้ชาวบ้าน ให้กำลังใจทีมแพทย์ พยาบาล ที่เต็นท์ปฐมพยาบาลโรงพยาบาลบ้านกรวด เดินทักทายประชาชนที่จุดพักผ่อน โดยมีประชาชนเข้ามาสวมกอดและถ่ายภาพ

พร้อมร่วมร้องเพลง “คนสุดท้าย” ของอัสนี-วสันต์ และเพลง “ซมซาน” ของโลโซ กับนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ สร้างรอยยิ้มให้กับชาวบ้าน โดยนายกฯได้กล่าวว่า ให้คนเข้ามา การันตีเรื่องความปลอดภัย

ภายหลัง นายอนุทิน ได้ให้สัมภาษณ์ว่า เที่ยวนี้การบริหารจัดการศูนย์พักพิงดีขึ้นมาก เพราะเราได้มีปฏิบัติการในการดูแลพี่น้องประชาชนที่เข้ามาอยู่ และสามารถการันตีเรื่องของความปลอดภัย การที่ประชาชนได้อยู่ในพื้นที่ปลอดภัย ก็จะทำให้เจ้าหน้าที่ทั้งทหารและตำรวจในพื้นที่ได้ตอบโต้ และปกป้องอธิปไตยของเราได้อย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนทราบดีว่าทุกคนคิดถึงบ้านของตนเองกันหมด แต่ถ้าให้เลือกว่าอยากกลับบ้านหรือไม่ ทุกคนอยากกลับบ้านหมด เราก็ต้องพยายามอธิบายให้เข้าใจว่าการอยู่ในศูนย์อพยพนี้จะมีความปลอดภัยสูงสุด เราจะระดมอาหารการกิน เครื่องนุ่งห่ม เครื่องใช้ประจำวันให้รู้สึกว่าการอยู่ที่นี่ไม่ได้ห่างบ้านมา และมีจิตอาสามากมาย ที่ต้องชื่นชมสรรเสริญ เอกชน ห้างร้าน บริษัทต่างๆ นำของใช้มาให้ และเราก็พยายามที่จะมีมาตรการในทุกสถานที่พักพิง และเราได้ใช้กลไกของกระทรวงมหาดไทยมาจัดการ มีผู้ว่าราชการจังหวัดประกาศเป็นพื้นที่เสี่ยงภัยแล้วก็จะมีงบประมาณในการดูแลพี่น้องประชาชน

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ตนเองได้มีการพูดคุยกับหลายๆคนให้มีความอดทนอดกลั้น เพราะการเข้าไปในพื้นที่นั้นยังอันตราย ขอให้อยู่จนกว่ารัฐบาลจะมั่นใจว่า ในพื้นที่มีความปลอดภัยแล้ว ก็จะให้ประชาชนได้กลับเข้าพื้นที่ แต่หากสถานการณ์ยังอันตรายอยู่ขอให้อยู่ที่ศูนย์พักพิงจะดีกว่า

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ นายกฯไม่ได้แจ้งกำหนดการล่วงหน้าแต่มีการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊ก ซึ่งปรากฏว่า มีชาวกัมพูชาเข้ามาคอมเมนต์จำนวนมาก

“อนุทิน” ทำส้มตำปูปลาร้าเลี้ยงศูนย์พักพิง

นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังโพสต์ข้อความบนเฟซบุ๊ก ว่า “Dear PM Anutin My statement #DID #NOT mention ceasefire I merely said – my suggestion to cease any provocations from 10 pm. I didn’t say that both parties have agreed.”

The above statement was sent to me from Prime Minister Anwar Ibrahim yesterday. This clearly proves that there was no plan nor agreement by Thai Government to ceasefire with our enemy as of 10 pm last night. Thailand stands firm with our determination to preserve, protect and defend integrity of our land and our people at all costs.

ซึ่งข้อความดังกล่าว นายอนุทินระบุว่าเป็นข้อความที่ นายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ส่งมาให้เมื่อวานนี้ ที่นายอันวาร์ ระบุว่า แถลงการณ์ของผมไม่ได้กล่าวถึงการหยุดยิง

แค่เพียงพูดว่า “ผมเสนอให้ยุติการยั่วยุใดๆ ตั้งแต่เวลา 22.00 น. เป็นต้นไป

ผมไม่ได้บอกว่าทั้งสองฝ่ายตกลงกันแล้ว”

นายอนุทิน กล่าวว่า ข้อความด้านบนเป็นข้อความที่นายอันวาร์ส่งมาให้เมื่อวานนี้ ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าไม่มีแผนหรือข้อตกลงใดๆจากรัฐบาลไทยที่จะหยุดยิงกับกัมพูชาตอน 4 ทุ่มเมื่อคืนที่ผ่านมา ไทยยังคงยืนยันในการปกป้องและพิทักษ์แผ่นดินและประชาชนอย่างสุดกำลังไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

ทำไม “อนุทิน” ต้องทำส้มตำปูปลาร้า และ หอยทอด เอง?

การที่นายอนุทินลงมือทำอาหารเลี้ยงผู้ประสบภัยด้วยตัวเอง แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน การทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอด ซึ่งเป็นอาหารที่คุ้นเคยและเป็นที่ชื่นชอบของคนไทย ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้ที่ต้องพลัดพรากจากบ้านเรือนอีกด้วย

การลงพื้นที่และกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้ เป็นการยืนยันว่ารัฐบาลพร้อมที่จะดูแลและช่วยเหลือประชาชนในทุกสถานการณ์ และพร้อมที่จะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขโดยเร็วที่สุด การทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอดอาจเป็นเพียงกิจกรรมเล็กๆ แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ในการสร้างความเชื่อมั่นและความหวังให้กับประชาชน

นอกจากนี้ นายอนุทินยังยืนยันถึงความปลอดภัยในพื้นที่พักพิง โดยเน้นย้ำถึงการดูแลอย่างเต็มที่จากภาครัฐและเอกชน เพื่อให้ประชาชนรู้สึกอบอุ่นใจและไม่รู้สึกว่าถูกทอดทิ้งในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ การสื่อสารที่ชัดเจนและตรงไปตรงมาของนายอนุทิน ยังเป็นการสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากประชาชนในการปฏิบัติตามมาตรการต่างๆ ที่รัฐบาลกำหนดไว้ เพื่อให้การช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

การแสดงออกถึงความห่วงใยและความเข้าใจต่อความรู้สึกของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาต่อรัฐบาล การลงมือทำส้มตำปูปลาร้าและหอยทอดของนายอนุทิน จึงเป็นมากกว่าการทำอาหาร แต่เป็นการแสดงออกถึงความรักและความห่วงใยที่ท่านมีต่อประชาชนทุกคน

ที่มา – “อนุทิน” ทำตำส้มตำปูปลาร้า-หอยทอดเลี้ยงศูนย์พักพิง โชว์ข้อความอันวาร์ ไม่มีเรื่องหยุดยิง

อดีตเลขาฯ นายกฯ มาเลเซีย โดนข้อหารับสินบน

อดีตเลขานุการส่วนตัวอาวุโสของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม และนักธุรกิจคนดัง ยื่นคำให้การปฏิเสธทุกข้อกล่าวหาต่อศาลในคดีรับและเสนอสินบนรวม 8 กระทง มูลค่ากว่า 176,829 ริงกิต (ประมาณ 1.3 ล้านบาท) เชื่อมโยงกับการอนุมัติสัมปทานสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์ ด้านศาลอนุญาตประกันตัว พร้อมสั่งห้ามยุ่งกับพยาน

สำนักข่าวเบอร์นามาของมาเลเซีย รายงานว่า อดีตเลขานุการส่วนตัวของนายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม คือนายชัมซุล อิสกันดาร์ มูฮัมหมัด อากิน วัย 50 ปี และนักธุรกิจ อัลเบิร์ต เตย์ เจียนเฉิง วัย 37 ปี ให้การปฏิเสธต่อข้อหาเกี่ยวกับการให้และรับสินบนรวมมูลค่า 176,829.03 ริงกิตมาเลเซีย (ราว 1,374,263 บาท) ต่อหน้าศาลชั้นต้นกัวลาลัมเปอร์วันนี้ (4 ธ.ค.)

นายชัมซุล ซึ่งลาออกจากตำแหน่งเลขานุการการเมืองอาวุโสของนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 25 พ.ย. ถูกดำเนินคดี 4 ข้อหาตามกฎหมายปราบปรามทุจริต มาตรา 17(ก) โดยทั้งหมดเกี่ยวข้องกับการรับเงินสด เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าจากนายเตย์ เพื่อช่วยประสานงานอนุมัติใบอนุญาตสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์

ข้อกล่าวหาแรกระบุว่าเขายอมรับเงินสด 100,000 ริงกิต จากนายเตย์ที่ลานจอดรถโรงแรมมาเจสติก ในกัวลาลัมเปอร์ เมื่อ 24 พ.ย. 2023 ในข้อหาที่สอง เขาถูกกล่าวหาว่ารับเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 14,580.03 ริงกิต เมื่อ 31 ม.ค. 2024 ที่บ้านพักย่านบูกิตบันดารายา ต่อมาในข้อหาที่สาม เขาถูกกล่าวหาว่ารับเงินสดอีก 40,000 ริงกิตเมื่อ 29 ม.ค. ปีที่แล้ว และข้อหาที่สี่เป็นเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ไฟฟ้ามูลค่า 22,249 ริงกิต

ด้านนายเตย์ก็ปฏิเสธข้อกล่าวหาการให้สินบนในช่วงระหว่าง พ.ย. 2023 ถึง มี.ค. ปีที่แล้ว ซึ่งมีมูลค่าเท่ากัน โดยเขาถูกนำตัวขึ้นศาลพร้อมกับชัมซุลในช่วงเช้า ทั้งคู่ถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่ปราบปรามทุจริตมาเลเซีย (MACC)

หากศาลพิพากษาว่ามีความผิด นายชัมซุลอาจต้องโทษจำคุกสูงสุด 20 ปี พร้อมค่าปรับไม่น้อยกว่า 5 เท่าของมูลค่าสินบน หรืออย่างน้อย 10,000 ริงกิต ศาลกำหนดวันนัดพิจารณาครั้งต่อไปในวันที่ 8 ม.ค. โดยอนุญาตให้ประกันตัว 150,000 ริงกิต พร้อมเงื่อนไขให้รายงานตัวต่อ MACC เดือนละครั้ง ส่งมอบหนังสือเดินทาง และห้ามยุ่งเหยิงพยานฝ่ายโจทก์

MACC เปิดเผยว่าทั้งสองจะถูกตั้งข้อหาเพิ่มเติมในศาลชาฮ์อาลัมในวันศุกร์นี้ ขณะที่ผู้ต้องสงสัยรายอื่น โซเฟีย รีนี บุยอง ผู้ถูกระบุว่าเป็นตัวแทนของชัมซุล ถูกจับกุมเมื่อคืนวันพฤหัสบดี แต่จะไม่ถูกตั้งข้อหา เนื่องจากถูกจัดเป็นพยานฝ่ายโจทก์

ก่อนการเลือกตั้งรัฐซาบาห์เมื่อ 29 พ.ย. เว็บไซต์มาเลเซียกินี รายงานว่านายเตย์กล่าวหาว่าได้โอนเงินรวม 629,000 ริงกิตให้นายชัมซุล เพื่อใช้ปรับปรุงบ้าน ซื้อซิการ์ และตัดสูท โดยข้อมูลนี้เผยแพร่ไม่นานหลังจากนายชัมซุลประกาศลาออก จากกรณีเกี่ยวกับหนังสือรับรองประกอบการประมูลโครงการของรัฐ จนสร้างแรงกระเพื่อมในช่วงท้ายของการหาเสียงเลือกตั้งรัฐซาบาห์ ซึ่งพันธมิตรปากาตัน ฮาราปัน ของนายกฯ อันวาร์ คว้าได้เพียง 1 จาก 22 ที่นั่งที่ลงแข่ง

รายงานระบุว่านายเตย์มีความขัดแย้งรุนแรงกับพรรครัฐบาลท้องถิ่น Gabungan Rakyat Sabah หลังใบอนุญาตสำรวจแร่ของเขาถูกยกเลิก และเขาเพิ่งตกเป็นข่าวใหญ่จากการเผยแพร่วิดีโอแอบถ่ายที่อ้างว่าเกี่ยวข้องกับการเจรจาติดสินบนกับนักการเมืองท้องถิ่น แม้เขาจะยืนยันว่าตนเป็นผู้เปิดโปง แต่เขาก็ถูกตั้งข้อหาร่วมกับนักการเมืองซาบาห์ 2 ราย ในคดีให้และรับสินบนเช่นกัน ขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดปฏิเสธการกระทำผิด โดยระบุว่าเตย์กำลังตอบโต้หลังไม่ได้รับสัญญาจากภาครัฐ.

อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

คดีนี้เป็นที่สนใจของประชาชนอย่างมาก เนื่องจากเกี่ยวข้องกับบุคคลใกล้ชิดนายกรัฐมนตรี และอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาลมาเลเซีย นอกจากนี้ มูลค่าของสินบนที่ถูกกล่าวหาก็สูงพอสมควร ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการอนุมัติสัมปทานสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดี อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

จากรายงานข่าวพบว่า นายชัมซุล อิสกันดาร์ มูฮัมหมัด อากิน ถูกกล่าวหาว่ารับสินบนในรูปแบบต่างๆ ทั้งเงินสด เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า เพื่อแลกกับการช่วยเหลือให้ นายอัลเบิร์ต เตย์ เจียนเฉิง ได้รับอนุมัติใบอนุญาตสำรวจแร่ในรัฐซาบาห์ การกระทำดังกล่าวถือเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายและขัดต่อหลักธรรมาภิบาล

การที่ อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันที่ยังคงมีอยู่ในสังคมมาเลเซีย และเป็นความท้าทายที่รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ไขเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนักลงทุน

คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้กับข้าราชการและนักการเมืองทุกคนว่า การกระทำทุจริตคอร์รัปชันไม่ว่ารูปแบบใดก็ตาม จะต้องถูกลงโทษตามกฎหมาย และอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของตนเองได้ นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับการทุจริตคอร์รัปชันก็เป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่โปร่งใสและตรวจสอบได้

สำหรับความคืบหน้าของคดี อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน นั้น จะต้องติดตามกันต่อไปว่าศาลจะตัดสินอย่างไร และจะมีผู้เกี่ยวข้องรายอื่นถูกดำเนินคดีเพิ่มเติมหรือไม่ อย่างไรก็ตาม คดีนี้จะเป็นบทเรียนสำคัญให้กับสังคมมาเลเซียในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันต่อไป

ที่มา – อดีตเลขาฯ ส่วนตัวนายกฯ มาเลเซีย ถูกตั้งข้อหารับ-ติดสินบน

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำแค่เพื่อน

นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ปฏิเสธข้อกล่าวหาการแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นเพียง “มิตรที่ให้ความช่วยเหลือ” อำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น พร้อมชี้ว่าการประท้วงในกรุงเทพฯ จะไม่ทำให้มาเลเซียถอย

นายอันวาร์ อิบราฮิม ปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่ามาเลเซียแทรกแซงข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา โดยยืนยันว่ามาเลเซียเป็นมิตรประเทศ

นายอันวาร์กล่าวกับผู้สื่อข่าวที่แอฟริกาใต้ว่า บทบาทของมาเลเซียคือการจัดหาเวทีสำหรับการเจรจาเท่านั้น

“มันไม่ถูกต้องที่บางฝ่ายในประเทศไทยจะเสนอแนะว่าเราเข้าแทรกแซง เราไม่มีทางเข้าแทรกแซงโดยเด็ดขาด” นายอันวาร์กล่าว พร้อมเน้นย้ำว่ามาเลเซียทำหน้าที่เพียงอำนวยความสะดวกในการพูดคุย และทั้งไทยและกัมพูชามีอำนาจในการแก้ไขปัญหาของตนเอง

เขากล่าวเสริมว่า การมีส่วนร่วมของมาเลเซียจำกัดอยู่แค่การเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมเท่านั้น โดยบทบาทนี้ได้รับการสนับสนุนจากผู้นำอาเซียนทั้งหมด เพราะต้องการสร้างสันติภาพ

เมื่อถูกถามว่า การเรียกร้องให้มาเลเซียถอนตัวจะส่งผลกระทบหรือไม่ นายอันวาร์ยืนยันว่า “ในทางตรงกันข้าม เราต้องยังคงยึดมั่นในจุดยืนเดิมของเราเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา”

เขากล่าวว่ารัฐบาลทั้งสองประเทศได้ชี้แจงจุดยืนของมาเลเซียต่อประชาชนแล้ว และการเรียกร้องเหล่านี้จะไม่ขัดขวางภารกิจของมาเลเซีย

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับข้อพิพาทไทย-กัมพูชา

เมื่อวานนี้ (21 พ.ย.) มีผู้ประท้วงรวมตัวกันนอกสถานทูตมาเลเซียในกรุงเทพฯ เรียกร้องให้นายอันวาร์ยุติการ “แทรกแซง” การจัดการข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา

การชุมนุมดังกล่าวจัดโดยคณะแกนนำกลุ่มรวมพลังปกป้องอธิปไตย โดยมีนายจตุพร พรหมพันธุ์, นายนิติธร ล้ำเหลือ, นายแก้วสรร อติโพธิ และนายพิชิต ไชยมงคล ร่วมกันจัดกิจกรรมชุมนุมที่หน้าสถานทูตมาเลเซีย

ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ลงนามในข้อตกลงที่มาเลเซียเรียกว่า “ข้อตกลงสันติภาพกัวลาลัมเปอร์” (KL Peace Accord) โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยาน

โดยสรุปแล้ว นายกรัฐมนตรีอันวาร์ อิบราฮิม ยืนยันว่ามาเลเซียไม่ได้ แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา แต่ทำหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานและอำนวยความสะดวกในการเจรจาสันติภาพเท่านั้น ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของอาเซียนที่ต้องการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อนและมีความซับซ้อน การมีส่วนร่วมของต่างชาติจึงต้องเป็นไปอย่างระมัดระวังและโปร่งใส เพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความเป็นธรรมและสามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน การที่นายอันวาร์ออกมาปฏิเสธข้อกล่าวหาและยืนยันบทบาทของมาเลเซียอย่างชัดเจน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา และย้ำว่ามาเลเซียพร้อมที่จะเป็นสะพานเชื่อมความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาต่อไป

สิ่งที่เกิดขึ้นแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมีความซับซ้อน และการสื่อสารที่ชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด หากคุณต้องการติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอัพเดทเกี่ยวกับ อันวาร์ยัน! ไม่แทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา อย่าลืมติดตามข่าวของเราอย่างต่อเนื่อง!

ที่มา – อันวาร์ปฏิเสธแทรกแซงข้อพิพาทไทย-กัมพูชา ย้ำมาเลเซียเป็นแค่ “เพื่อน” จัดหาเวทีเจรจาสันติภาพ

“วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ

“วันวิชิต” ที่ปรึกษา รมว.กลาโหม ป้อง “นายกฯ อนุทิน” วางจุดยืนผู้นำประเทศ ปกป้องศักดิ์ศรี เกียรติภูมิ รักษาผลประโยชน์ชาติ ย้ำ หลักฐานชัดเจนกัมพูชาละเมิดก่อน พร้อมแนะ “สหรัฐฯ” วางตัวเป็นกลาง

วันที่ 16 พฤศจิกายน 2568 ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้ความเห็นต่อการหารือระหว่าง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กับ นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน เกี่ยวกับข้อพิพาทชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า คำอธิบายทั้ง 11 ข้อ ที่นายกรัฐมนตรีชี้แจงต่อผู้นำสหรัฐฯ นั้น ครอบคลุมและมีน้ำหนักในฐานะผู้นำประเทศที่ต้องปกป้องศักดิ์ศรีและเกียรติภูมิของชาติอย่างที่สุด

ผศ.วันวิชิต ย้ำว่า หากนายกรัฐมนตรียอมลดท่าที ย่อมเสี่ยงต่อแรงกดดันมหาศาลจากสังคม เพราะประชาชนผู้รักชาติย่อมตั้งคำถามว่าเหตุใดไทยซึ่งเป็นฝ่ายเสียหายจึงต้องยอมถอยให้กับสหรัฐฯ พร้อมระบุว่า “ถ้านายกรัฐมนตรีเลือกที่จะยอม ผมเชื่อว่าท่านอาจไม่สามารถตอบคำถามประชาชนได้ว่าทำไมต้องยอม ทั้งที่เรามีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาละเมิดก่อน”

ก่อนกล่าวต่อไปว่า ไทยมีพยานหลักฐานเพียงพอที่ยืนยันได้ว่ากัมพูชาละเมิดปฏิญญาก่อน ซึ่งเป็นต้นตอของความตึงเครียด จึงเป็นเหตุผลที่ไทยต้องแสดงจุดยืนเข้มแข็ง ขณะเดียวกันสหรัฐฯ ควรวางตัวเป็นกลาง และรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน ผศ.วันวิชิต ยังระบุถึงการแสดงท่าทีเด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีที่ประกาศระงับข้อตกลง ไม่ได้เกิดจากความเกรี้ยวกราดโดยไร้เหตุผล แต่เป็นการทำให้ประชาคมโลกเห็นว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยต้องยกระดับท่าทีให้เด็ดขาดเช่นนี้ “ไทยไม่ได้ต้องการสงคราม ไทยรักสงบ แต่ไม่เคยยอมให้ใครรังแกก่อน การยืนหยัดเพื่อศักดิ์ศรีในครั้งนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่สนับสนุน”

นอกจากนี้ ยังชี้ว่าการที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวลหากสหรัฐฯ จะมีการใช้มาตรการภาษีและเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจ หลังไทยระงับปฏิญญา ถือเป็นการวางจุดยืนเพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองของไทย ซึ่งไม่เกินความคาดหมาย เพราะที่สุดต้องยืนยันในเกียรติของชาติสำคัญสูงสุด ทั้งนี้ รัฐบาลน่าจะมีการเตรียมการแล้วว่าจะทำอย่างไรหากถูกกดดันทางการค้าจริงๆ และสรุปในตอนท้ายว่า ความชัดเจนในจุดยืนเช่นนี้ คือสิ่งที่ผู้นำพึงกระทำเพื่อรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อประชาคมโลก.

“วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ

จากสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา ประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือการที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงจุดยืนอย่างชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ต่อกรณีดังกล่าว ผศ.วันวิชิต บุญโปร่ง ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ออกมาให้ความเห็นสนับสนุนการกระทำของนายกรัฐมนตรี โดยมองว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้องแล้วในฐานะผู้นำประเทศ

ทำไมนายกฯ อนุทินต้องวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ?

ผศ.วันวิชิต ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการที่นายกรัฐมนตรีต้องวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ โดยอธิบายว่า หากนายกรัฐมนตรียอมอ่อนข้อให้กับแรงกดดันจากต่างชาติ อาจนำมาซึ่งคำถามและความไม่พอใจจากประชาชนชาวไทยที่รักชาติ พร้อมทั้งกล่าวว่าไทยมีหลักฐานชัดเจนว่ากัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงก่อน ดังนั้นการที่ไทยแสดงท่าทีแข็งกร้าวจึงเป็นสิ่งที่สมเหตุสมผล

นอกจากนี้ ผศ.วันวิชิต ยังได้กล่าวถึงบทบาทของสหรัฐอเมริกาในสถานการณ์นี้ โดยเสนอแนะให้สหรัฐฯ วางตัวเป็นกลางและรับฟังข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่ายอย่างรอบด้าน เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง การวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้นำประเทศพึงกระทำ

การแสดงท่าทีที่เด็ดขาดของนายกรัฐมนตรีในการระงับข้อตกลงต่างๆ นั้น ไม่ได้เกิดจากอารมณ์ชั่ววูบ แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกว่าเกิดอะไรขึ้นกับประเทศไทย และเหตุใดไทยจึงต้องยกระดับท่าทีให้แข็งกร้าวเช่นนี้ ไทยต้องการแสดงให้เห็นว่าถึงแม้จะรักสงบ แต่ก็จะไม่ยอมให้ใครมารังแกอย่างแน่นอน

การที่นายกรัฐมนตรีส่งสัญญาณว่าไม่ได้กังวลต่อมาตรการทางเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้นจากสหรัฐฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติอย่างแท้จริง แม้จะต้องเผชิญกับความยากลำบากทางเศรษฐกิจก็ตาม รัฐบาลน่าจะมีการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไว้แล้ว

การที่ผู้นำประเทศแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การยกย่อง การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่จะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนชาวไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณไปยังประชาคมโลกว่าประเทศไทยจะไม่ยอมอ่อนข้อให้กับอำนาจใดๆ ที่จะมาคุกคามอธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การวางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติของนายกรัฐมนตรีอนุทินในครั้งนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นว่าการเป็นผู้นำประเทศนั้น ต้องมีความกล้าหาญที่จะตัดสินใจทำในสิ่งที่ถูกต้อง แม้จะต้องเผชิญกับความท้าทายและความยากลำบากเพียงใดก็ตาม

ที่มา – “วันวิชิต” ป้อง “อนุทิน” วางจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีชาติ แนะสหรัฐฯ วางตัวเป็นกลาง

ปชช. จี้รัฐบาล หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพ จี้ “อนุทิน” ยกหูฟ้อง “ทรัมป์-อันวาร์” แนะทำหนังสือถึงสหรัฐฯ ระงับความร่วมมือกัมพูชา

วันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงกลางดึกคืนที่ผ่านมาพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊กออกแถลงการณ์ ข้อเสนอเร่งด่วนกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา รัฐบาลต้องเร่งใช้มาตรการการทูตเชิงรุก เพื่อช่วงชิงความได้เปรียบ และหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากกรณีที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 ทหารไทยเหยียบกับระเบิดบริเวณพื้นที่ห้วยตามาเรีย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ บาดเจ็บ 2 นาย โดยหนึ่งในนั้นมีอาการข้อเท้าขวาขาด ส่งผลให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประกาศจะยกเลิกข้อตกลงสันติภาพระหว่างไทยและกัมพูชา ที่ได้ลงนามไปเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม ที่ผ่านมา โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นสักขีพยานนั้น พรรคประชาชนขอเสนอมาตรการการทูตเชิงรุกที่จะสร้างความได้เปรียบให้แก่ประเทศไทยในสถานการณ์อันสำคัญเร่งด่วนนี้

1. นายอนุทิน ต้องคุยโทรศัพท์สายตรงกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายกรัฐมนตรีมาเลเซียทันที ในฐานะสักขีพยานข้อตกลงสันติภาพ โดยยืนยันจุดยืนของไทยว่า ไทยต้องการรักษาข้อตกลงฯ ให้คงอยู่เพื่อการธำรงสันติภาพระหว่างสองประเทศ และปฏิบัติตามข้อตกลงฯ มาโดยตลอด แต่กัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลงฯ ไทยเรียกร้องให้กัมพูชารับผิดชอบต่อการละเมิดข้อตกลงฯ ในครั้งนี้ และรัฐบาลไทยขอสงวนสิทธิ์ในการป้องกันตนเอง หากกัมพูชายังมีพฤติการณ์ที่บ่อนทำลายสันติภาพ

2. การดำเนินมาตรการเชิงรุกของไทย จำเป็นต้องเกิดขึ้นอย่างเร่งด่วน ก่อนที่ นายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา จะโทรศัพท์ไปหาผู้นำสหรัฐฯ และมาเลเซีย เพื่อชิงความได้เปรียบในการอธิบายจุดยืนและรายละเอียดของสถานการณ์ นอกจากนี้ ไทยยังจำเป็นต้องย้ำว่า ไทยรักษาข้อตกลง ส่วนกัมพูชาเป็นฝ่ายละเมิดข้อตกลง เพื่อสร้างความชอบธรรมว่าไทยเป็นฝ่ายที่ถูกต้องในสถานการณ์ความขัดแย้งนี้ และมีความชอบธรรมหากต้องยกระดับปฏิบัติการในอนาคต

3. ไทยยังควรทำหนังสืออย่างเป็นทางการ เรียกร้องให้สหรัฐฯ พิจารณาระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา จนกว่ากัมพูชาจะกลับมายึดมั่นในข้อตกลงสันติภาพ ไม่อย่างนั้นความร่วมมือทางการทหารกับกัมพูชาจะเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับการใช้ทุ่นระเบิดที่ละเมิดข้อตกลงระหว่างประเทศ และทำลายการสร้างสันติภาพอย่างที่ผู้นำสหรัฐฯ ต้องการ

สุดท้าย 4. รัฐบาลไทยต้องไม่ลืมว่า วิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการจัดการไม่ให้รัฐบาลกัมพูชามีพฤติการณ์เป็นภัยต่อความมั่นคงของไทยอีกต่อไป คือการตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองกัมพูชาที่หล่อเลี้ยงด้วยทุนเทาสแกมเมอร์ในกัมพูชาและขบวนการฟอกเงินในประเทศไทย ซึ่งประชาคมโลกพร้อมให้ความร่วมมือกับไทยในการจัดการอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ และได้ดำเนินการล้ำหน้าไทยไปแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่เคยจริงจังในการสืบหาต้นตอและขยายผลการอายัดทรัพย์เครือข่ายทุนเทา นอกจากจัดอีเวนท์และตั้งคณะกรรมการ รัฐบาลต้องรีบตั้งหน่วยปฏิบัติการพิเศษ และตั้งผู้แทนพิเศษของไทย (Special Envoy) ที่จะทำหน้าที่ประสานกับรัฐบาลนานาชาติในการจัดการสแกมเมอร์และขบวนการฟอกเงิน มุ่งเน้นการสาวถึงต้นตอขบวนการ ไม่ใช่จับคนตัวเล็กตัวน้อย

พรรคประชาชนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า หากรัฐบาลดำเนินการทางการทูตเชิงรุกอย่างถึงที่สุด จะทำให้ไทยเป็นฝ่ายได้เปรียบในเวทีโลก และสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของรัฐบาลกัมพูชาได้ รวมถึงมีความชอบธรรมเพียงพอที่จะอธิบายต่อประชาคมโลก หากจำเป็นต้องยกระดับมาตรการทางทหารเพื่อป้องกันตนเองในอนาคต

หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

รัฐบาลควรทำอย่างไรเพื่อหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น การที่พรรคประชาชนออกมาเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งใช้มาตรการทางการทูตนั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะการเจรจาและการสร้างความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งใด ๆ ก็ตาม

การใช้มาตรการทางการทูตเชิงรุกอย่างที่พรรคประชาชนเสนอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยกับผู้นำประเทศต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง หรือการทำหนังสือถึงสหรัฐฯ เพื่อขอให้ระงับความร่วมมือทางทหารกับกัมพูชา หากกัมพูชายังไม่ปฏิบัติตามข้อตกลง ก็เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ การตัดท่อน้ำเลี้ยงของผู้มีอำนาจทางการเมืองในกัมพูชาที่เกี่ยวข้องกับทุนสีเทาและการฟอกเงินก็เป็นอีกมาตรการที่สำคัญ เพราะการจัดการกับต้นตอของปัญหา จะช่วยลดโอกาสที่กัมพูชาจะกลับมาก่อเหตุเช่นนี้อีกในอนาคต

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาข้อเสนอเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ไทยสามารถหยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา และสร้างความมั่นคงให้กับประเทศชาติได้ในระยะยาว

ที่มา – ปชน. เรียกร้องรัฐบาลใช้การทูตเชิงรุก หยุดยั้งพฤติการณ์คุกคามสันติภาพของกัมพูชา

Scroll to top