เขากระโดง

กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

เชื่อว่าหลายคนกำลังติดตามข่าวร้อนประเด็นที่ดินเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ใช่ไหมครับ เรื่องนี้เป็นประเด็นที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนานเกี่ยวกับกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างประชาชนกับทางการ ล่าสุดทางกรมที่ดินได้ออกมาเคลื่อนไหวครั้งใหญ่เพื่อคลายความสงสัยให้กับสังคมแล้วครับ

กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

ทางกรมที่ดินได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยยืนยันว่าหน่วยงานได้ปฏิบัติหน้าที่ตามขั้นตอนของกฎหมายทุกประการ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบเอกสารสิทธิ์ หรือการพิจารณาคำสั่งทางปกครอง ซึ่งกรณีที่ดิน 995 แปลงนั้น กรมที่ดินมองว่าการออกเอกสารสิทธิ์ดำเนินการไปอย่างถูกต้องตามระเบียบในขณะนั้นครับ

เจาะลึกข้อเท็จจริงในมุมกรมที่ดิน

สำหรับประเด็นที่หลายคนสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่มีการเพิกถอนโฉนด กรมที่ดินได้ให้เหตุผลที่น่าสนใจและถือเป็นหัวใจสำคัญของเรื่องนี้ ดังนี้ครับ:

  • ผลผูกพันของคดี: คำพิพากษาเดิมใน 3 คดีแพ่งมีผลเฉพาะคู่ความ ไม่สามารถเหมาเข่งครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่ได้
  • ความชัดเจนของแผนที่: ปัญหาหลักคือการขาดแผนที่แนบท้าย พ.ร.ฎ. ปี 2462 และ 2464 ซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดในการพิสูจน์เขตที่ดินของ รฟท.
  • การตรวจสอบที่ผ่านมา: มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 แล้ว แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่สามารถนำหลักฐานแผนที่ต้นฉบับมาแสดงได้ เรื่องจึงต้องมีการยุติลงตามขั้นตอน

หลายคนอาจสงสัยว่าแล้วเรื่องนี้จะจบอย่างไร ทางกรมที่ดินเองก็ได้ย้ำชัดครับว่า กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย มาโดยตลอด และขณะนี้เรื่องก็ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลปกครองและศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นทุกฝ่ายจึงควรรอให้ศาลท่านเป็นผู้ตัดสินชี้ขาด เพื่อความเป็นธรรมต่อทั้งประชาชนและทรัพย์สินของรัฐครับ

ในมุมมองของผม การที่ภาครัฐออกมาเปิดเผยข้อมูลด้วยความโปร่งใสแบบนี้เป็นเรื่องที่ดีมากครับ เพราะช่วยลดความสับสนและข่าวลือในสังคมได้ดีทีเดียว อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้มีความซับซ้อนทั้งในเรื่องประวัติศาสตร์ที่ดินและข้อกฎหมาย การรอคำวินิจฉัยจากศาลจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่อให้ความจริงปรากฏชัดแจ้งครับ สำหรับใครที่รอความคืบหน้าคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าศาลจะมีคำตัดสินอย่างไร ซึ่งทางกรมที่ดินยืนยันว่าพร้อมน้อมรับและดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างเคร่งครัดแน่นอนครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม ‘เขากระโดง’ ยันดำเนินการตามกฎหมาย

ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง

ในสถานการณ์การเมืองปัจจุบันที่หลายหน่วยงานกำลังถูกจับตามอง พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ได้ออกมาเคลื่อนไหวเชิงรุกเพื่อทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะการตรวจสอบความโปร่งใสในโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐและประเด็นข้อพิพาทเรื่องที่ดินที่สังคมให้ความสนใจเป็นพิเศษ โดยมีประเด็นหลักคือ ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง เพื่อให้เกิดความชัดเจนและยึดถือผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง อย่างใกล้ชิด

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และทีมงานจากพรรคประชาธิปัตย์ ได้เปิดเผยถึงแผนการดำเนินงานในสัปดาห์หน้าว่าจะมีการยื่นหนังสือทักท้วงอย่างเป็นทางการไปยังรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดการตรวจสอบโครงการ TH-AI Passport ที่ถูกตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณแผ่นดิน รวมถึงประสิทธิภาพในการดำเนินงานที่ยังดูเหมือนจะค้านกับเสียงสะท้อนจากคณะกรรมาธิการฯ

รายละเอียดการตรวจสอบโครงการและคดีที่ดินเขากระโดง

สำหรับการติดตามเรื่อง ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ได้สรุปประเด็นสำคัญไว้ดังนี้:

  • โครงการ TH-AI Passport: ทางพรรคกังวลใน 2 ประเด็นหลัก คือเรื่องความไม่คุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ และกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่ส่อเค้าว่าอาจมีปัญหานำไปสู่ความไม่โปร่งใส
  • คดีที่ดินเขากระโดง: สืบเนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลที่ออกมา พรรคประชาธิปัตย์จึงต้องเข้าตรวจสอบมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายของกระทรวงมหาดไทยเพื่อให้เป็นไปอย่างตรงไปตรงมา

ความเคลื่อนไหวในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ไม่ได้นิ่งนอนใจต่อปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะกรณี ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง ซึ่งถือเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลปัจจุบันว่าจะมีการตอบสนองต่อข้อทักท้วงของฝ่ายค้านและการตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างไร การยื่นหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในสัปดาห์หน้า จึงเป็นก้าวย่างที่สำคัญที่ทุกฝ่ายต้องจับตามอง

เราในฐานะประชาชนผู้เสียภาษี ย่อมคาดหวังให้ทุกโครงการของรัฐมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้จริง หากรัฐบาลพร้อมรับฟังและแก้ไขสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ย่อมเป็นผลดีต่อประเทศชาติโดยรวม แต่หากเพิกเฉยต่อเสียงสะท้อน ความศรัทธาและความเชื่อมั่นของประชาชนจะลดน้อยลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ติดตามความคืบหน้าของเรื่องนี้ไปพร้อมกับเราต่อไปครับ

ที่มา – ปชป. เกาะติดโครงการ TH-AI Passport – คดีเขากระโดง จ่อยื่นหนังสือทักท้วงปัญหาสัปดาห์หน้า

อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลมีเดียเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา สำหรับกรณีที่มีการแชร์ข่าวว่ามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เตรียมจะเปิดคณะแพทยศาสตร์ คณะทันตแพทยศาสตร์ และคณะด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่นๆ ในพื้นที่เขากระโดงกว่า 400 ไร่ จนทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ถึงความพร้อมของมหาวิทยาลัย ล่าสุดทางมหาวิทยาลัยต้องออกมาชี้แจงด่วนเพื่อป้องกันความเข้าใจผิด

ข้อเท็จจริงกรณี อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

รองศาสตราจารย์ ดร.ศิราณี จุโฑปะมา อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้ออกมาแถลงการณ์อย่างชัดเจนว่า อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่ ว่าไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข่าวที่ปรากฏเป็นการบิดเบือนและสร้างความสับสนให้กับสังคม โดยทางมหาวิทยาลัยยืนยันว่าปัจจุบันเปิดสอนเพียงคณะพยาบาลศาสตร์และสาขาวิชาสาธารณสุขศาสตร์เท่านั้น

ทางมหาวิทยาลัยได้ชี้แจงขั้นตอนความคืบหน้าของพื้นที่เขากระโดงไว้ดังนี้:

  • ปัจจุบันมหาวิทยาลัยมีแนวทางในการขอใช้ประโยชน์พื้นที่บริเวณเขากระโดงจริง แต่ยังคงอยู่ในระหว่างขั้นตอนทางกฎหมายและสิทธิในที่ดินกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
  • การจัดตั้งคณะแพทย์หรือทันตแพทย์นั้น ต้องอาศัยความพร้อมมหาศาล ทั้งงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือแพทย์ และต้องได้รับการอนุมัติจากสภามหาวิทยาลัย รวมถึงสภาวิชาชีพอย่างเข้มงวด
  • แผนงานในอนาคตของพื้นที่นี้คือการสนับสนุนคณะพยาบาลศาสตร์ เช่น การพัฒนาศูนย์ Wellness Center หรือโครงการ BRU Nursing Home เพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุเท่านั้น

การกระจายข่าวที่เป็นเท็จไม่เพียงแต่สร้างความเข้าใจผิดให้กับผู้ปกครองและนักศึกษา แต่ยังส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของสถาบันการศึกษาโดยตรง ดังนั้นจึงขอความร่วมมือจากทุกท่านให้หยุดแชร์ข้อมูลที่ไม่ผ่านการตรวจสอบจากช่องทางที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัย

เป็นเรื่องสำคัญมากที่เราควรรับข่าวสารจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เพื่อป้องกันการตื่นตระหนกและสร้างความเสียหายในวงกว้าง หากคุณได้รับข้อมูลข่าวสารใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับคณะสาขาวิชาใหม่ๆ ของ มรภ.บุรีรัมย์ ควรตรวจสอบให้แน่ใจผ่านเว็บไซต์หลักหรือเพจเฟซบุ๊กที่เป็นทางการของมหาวิทยาลัยเสมอ

ที่มา – อธิการ มรภ.บุรีรัมย์ โต้ข่าวลือ เปิดคณะแพทย์-ทันตแพทย์ ที่ดินเขากระโดง กว่า 400 ไร่

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองอีกครั้ง เมื่อ นายภัทรพงษ์ ศุภักษร หรือที่รู้จักกันในนาม “ทนายอั๋น บุรีรัมย์” ได้เดินทางเข้ายื่นหนังสือต่อสำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อขอให้พิจารณาส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ ให้มีคำสั่งระงับการปฏิบัติหน้าที่ของกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จำนวน 3 ท่าน ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาคดีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่ถูกมองว่าอาจมีความไม่โปร่งใส

สาเหตุหลักที่ทำให้ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เนื่องจากกรรมการ กกต. ทั้ง 3 ท่านนี้ ได้รับการคัดเลือกมาจากมติของที่ประชุมวุฒิสภา ซึ่งในปัจจุบัน สว. กลุ่มดังกล่าวเองก็กำลังตกเป็นเป้าหมายในกระบวนการไต่สวนคดีฮั้วเลือกตั้งเสียเอง ทำให้สังคมเกิดคำถามตัวโตๆ ว่าจะเป็นการตรวจสอบที่ปราศจากอคติได้อย่างไร

เปิดเบื้องหลังความไม่ชอบมาพากลในคดี สว.

นอกจากประเด็นเรื่องความเป็นกลางแล้ว ทนายอั๋นยังได้เปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจเกี่ยวกับกระแสข่าวการ “ตัดตอน” สำนวนคดี โดยระบุว่ามีความพยายามลดจำนวน สว. ที่จะถูกส่งฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จากเดิมที่มีการสรุปสำนวนผู้กระทำผิด 229 คน แต่กลับมีแนวโน้มว่าจะเหลือเพียงจำนวนน้อยเพื่อลดผลกระทบทางการเมือง ซึ่งการกระทำเช่นนี้ ทนายอั๋นยืนยันว่าจะไม่ยอมเด็ดขาด

  • การขู่แฉคลิปเด็ด: ทนายอั๋นเตรียมเผยแพร่คลิปซีรีส์วงจรปิดวันเลือกตั้ง สว. เพื่อแฉพฤติการณ์ “ดึงเชง” ส่งโพยรายชื่อใหม่
  • เส้นทางการเงิน: ข้อมูลจาก DSI ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของเงินจากระดับรองประธานวุฒิสภา
  • ความกดดันภายใน: มี สว. บางส่วนติดต่อเข้ามาหาทนายอั๋นเพราะไม่พอใจที่ถูก “ทิ้ง” หรือถูกตัดชื่อออกเพื่อสังเวยคดี

ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญต่อตาสับปะรดของประชาชน

การที่ ทนายอั๋น บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่แค่เรื่องของนักการเมือง แต่เป็นเรื่องของความเชื่อมั่นในองค์กรอิสระ หากประชาชนรู้สึกว่ากระบวนการยุติธรรมถูกแทรกแซงหรือเลือกปฏิบัติ ผลกระทบที่ตามมาคือความเสื่อมศรัทธาต่อระบอบการปกครอง ทนายอั๋นยังย้ำชัดว่า ตนเองในฐานะนักต่อสู้ที่เป็นอิสระ พร้อมจะเดินหน้าตรวจสอบไม่เว้นแม้แต่กรณีที่ดินเขากระโดง เพื่อทวงคืนความถูกต้องกลับมาให้สังคม

บทสรุปของเรื่องนี้ยังคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีท่าทีอย่างไร และหลักฐานเด็ดที่ทนายอั๋นถืออยู่ในมือ จะสามารถสั่นคลอนเก้าอี้ของใครต่อใครได้บ้าง นี่คือบทพิสูจน์สำคัญของกฎหมายบ้านเมืองที่ต้องบังคับใช้อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะอยู่ฝ่ายใดก็ตาม

ที่มา – “ทนายอั๋น” บุกร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน เบรก 3 กกต. ทำคดีฮั้ว สว.

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวคราวเกี่ยวกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดงกันมาบ้างแล้ว ซึ่งล่าสุด นายศุภชัย ใจสมุทร ได้ออกมาให้ข้อมูลที่น่าสนใจว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง เพื่อเคลียร์ข้อสงสัยที่หลายคนอาจจะยังเข้าใจผิดไปไกล โดยเฉพาะประเด็นเรื่องความเป็นเจ้าของที่ดินที่มีการถกเถียงกันมาอย่างยาวนาน

“ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

ปัญหาที่ผ่านมามักมีการนำเสนอข้อมูลว่าที่ดินบริเวณนี้เป็นของนักการเมืองชื่อดัง แต่ในความเป็นจริงแล้ว “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง โดยนายศุภชัยได้ชี้แจงว่าที่ดินกว่า 4,800 ไร่ในบริเวณดังกล่าว แท้จริงแล้วเป็นที่อยู่อาศัยของราษฎรทั่วไป ไม่ใช่พื้นที่ของนักการเมืองอย่างที่หลายคนเข้าใจผิด โดยนักการเมืองมีเพียงส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับภาพรวมทั้งหมด

เบื้องลึกความเข้าใจผิดเรื่องที่ดินเขากระโดง

หลายคนมักเข้าใจว่าที่ดินส่วนนี้เป็นที่ดินของการรถไฟฯ ทั้งหมด แต่ข้อเท็จจริงมีความซับซ้อนกว่านั้นมาก นายศุภชัยยังได้ขยายความถึงประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ที่ดินทำกินของราษฎร: พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นของประชาชนที่ถือครองโฉนดมาอย่างยาวนาน ไม่ใช่การบุกรุกพื้นที่สาธารณะโดยนักการเมือง
  • กระบวนการทางกฎหมาย: ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นการฟ้องร้องรายแปลงเพื่อหาความชัดเจนที่สุด
  • การตรวจสอบ: กรมที่ดินได้ดำเนินการตรวจสอบตามกระบวนการมาตรา 61 จนครบถ้วนแล้ว และมีการยืนยันว่าไม่มีอำนาจเพิกถอนโดยพลการหากไม่มีคำสั่งศาล

การที่นายศุภชัยออกมากล่าวย้ำว่า “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง ถือเป็นการดึงสติสังคมให้กลับมามองข้อเท็จจริงตามรูปคดีมากกว่าจะฟังข่าวลือหรือกระแสสังคมที่พยายามสร้างภาพให้นักการเมืองดูเป็นผู้ถือครองพื้นที่ขนาดใหญ่เพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ ทุกฝ่ายล้วนทำหน้าที่ตามขั้นตอนกฎหมายอย่างเคร่งครัด

ในท้ายที่สุดนี้ ผู้ที่อยู่อาศัยในพื้นที่เขากระโดงคงต้องรอคำพิพากษาจากศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งถือเป็นทางออกเดียวที่จะยุติมหากาพย์ที่ยืดเยื้อนี้ได้ภายใน 2 ปี หากผลเป็นอย่างไร เราคงจะได้ความชัดเจนว่าที่ดินแปลงไหนเป็นของใคร ใครมีสิทธิถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง และนี่คือตัวอย่างของการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่แท้จริงเพื่อให้สังคมเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องมีข้อกังขา

ที่มา – “ศุภชัย” คาดมหากาพย์เขากระโดงจบภายใน 2 ปี ย้ำที่ดินส่วนใหญ่เป็นของประชาชนไม่ใช่นักการเมือง

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวคราวกรณีข้อพิพาทที่ดินในจังหวัดบุรีรัมย์กันอยู่ โดยเฉพาะประเด็นที่คนพูดถึงกันมากคือเรื่อง กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชน หลังจากที่มีกระแสข่าวเรื่องเอกสารบันทึกการประชุมที่อาจทำให้หลายคนเข้าใจคลาดเคลื่อน วันนี้เราจะมาสรุปประเด็นสำคัญให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายครับ

กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่รุกที่รถไฟ

ทางกรมที่ดินได้ออกมาให้ข้อมูลชัดเจนว่า กรณีที่มีการกล่าวอ้างว่านายชัย ชิดชอบ เคยเช่าที่ดินเขากระโดงจากการรถไฟฯ นั้น เป็นเรื่องที่มีการทำสัญญาอาศัยจริงในปี พ.ศ. 2516 เนื้อที่ประมาณ 6 ไร่เศษ แต่อย่างไรก็ตาม กรมที่ดินขอยืนยันว่าการออกเอกสารสิทธิที่ดินในบริเวณดังกล่าวในส่วนอื่นๆ นั้น ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตพื้นที่ของการรถไฟฯ แต่อย่างใด

รายละเอียดการตรวจสอบแนวเขตรางรถไฟ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น กรมที่ดินได้แจกแจงรายละเอียดระยะของแนวเขตรางรถไฟเอาไว้ดังนี้ครับ:

  • กิโลเมตรที่ 1 ถึง 2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 15 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 2 ถึง 4.54: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 20 เมตร
  • กิโลเมตรที่ 4.54 ถึง 6.2: แนวเขตรางรถไฟข้างละ 100 เมตร

ในพื้นที่เหล่านี้ กรมที่ดินยืนยันว่าไม่มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินให้กับประชาชนแต่อย่างใด และสำหรับกรณี กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง อย่างตรงไปตรงมานั้น ทางกรมฯ ได้ย้ำว่าการออกเอกสารสิทธิในพื้นที่โดยรอบทำตามระเบียบกฎหมายทุกขั้นตอนครับ

ปัจจุบันปัญหาเรื่องที่ดินที่เป็นข้อพิพาทระหว่างการรถไฟฯ และราษฎรในพื้นที่นั้น ได้เข้าสู่กระบวนการของศาลยุติธรรมเรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ประชาชนควรติดตามผลพิจารณาจากศาลจะเป็นทางออกที่ถูกต้องและยุติธรรมที่สุดสำหรับทุกฝ่ายครับ เราในฐานะผู้ติดตามข่าวสารก็คงต้องรอให้กระบวนการยุติธรรมทำหน้าที่ตัดสินข้อเท็จจริงในลำดับต่อไป เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องครับ

ที่มา – กรมที่ดินแจงปม “ชัย ชิดชอบ” เช่าที่ดินเขากระโดง ยันไม่เคยออกเอกสารสิทธิล้ำที่รถไฟ

ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

เป็นประเด็นร้อนที่หลายคนกำลังจับตามองกันอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ ทนายอั๋น หรือ นายภัทรพงศ์ ศุภักษร ได้เดินทางไปยื่นหนังสือถึงอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เพื่อให้ตรวจสอบการบุกรุกพื้นที่สาธารณะบริเวณ ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี อย่างจริงจัง โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์ที่มีการก่อสร้างทับที่สาธารณสมบัติของแผ่นดิน

เหตุผลสำคัญ ทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี

การเคลื่อนไหวของทนายอั๋นครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของที่ดินที่มีโฉนดทั่วไป แต่เป็นการมุ่งเน้นไปยังพื้นที่ 5,083 ไร่ ซึ่งในส่วนที่เป็นห้วย คลอง และทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ร่วมกัน กลับถูกกลุ่มนิติบุคคล 13 บริษัท และบุคคลธรรมดาอีก 33 ราย เข้าไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับพื้นที่ดังกล่าวอย่างเปิดเผย

เปิดรายละเอียดการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐ

ทนายอั๋นได้ระบุรายละเอียดที่น่าสนใจเกี่ยวกับพื้นที่เขากระโดง โดยแบ่งการตรวจสอบออกเป็นประเด็นหลักๆ ดังนี้:

  • พื้นที่ที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ของทางราชการ
  • การใช้พื้นที่สาธารณะเพื่อผลประโยชน์ทางธุรกิจ
  • การบุกรุกทางน้ำและทางสาธารณสถาน

นอกจากนี้ เขายังเน้นย้ำอีกว่า การที่ใครสักคนจะไปสร้างสิ่งปลูกสร้างทับที่ดินสาธารณะนั้น ถือเป็นความผิดที่สำเร็จแล้ว ไม่จำเป็นต้องรอการพิสูจน์สิทธิ์หรืออ้างเรื่องคดีในชั้นศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพราะนี่คือที่ดินของแผ่นดินที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิ์ร่วมกัน การดำเนินการตรวจสอบจึงเป็นหน้าที่โดยตรงของดีเอสไอ

หากถามว่าทำไม ทนายอั๋น ร้องสอบปม เขากระโดง ย้ำ ดีเอสไอ มีอำนาจคดี ถึงกลายเป็นข่าวใหญ่? นั่นเพราะมันสะท้อนถึงการรักษาสิทธิของประชาชนในพื้นที่สาธารณะ การปล่อยให้กลุ่มธุรกิจเข้ามาครอบครองพื้นที่ของรัฐโดยมิชอบเป็นสิ่งที่สังคมให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและธรรมชาติอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ในมุมมองของเรา เรื่องนี้คงต้องติดตามต่อไปว่า ดีเอสไอจะมีมาตรการอย่างไรในการจัดการกับกลุ่มเอกชนและบุคคลที่เกี่ยวข้อง การตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาไม่เพียงแต่จะช่วยกู้คืนพื้นที่สาธารณะให้กลับมาเป็นของประชาชน แต่ยังเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายกับผู้ที่บุกรุกที่ดินของรัฐ หากใครที่อยากทราบความคืบหน้าเรื่องนี้ต่อ แนะนำให้คอยติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด เพราะความยุติธรรมควรเป็นสิ่งที่ทุกคนเข้าถึงได้เสมอ

ที่มา – “ทนายอั๋น” ร้องสอบปม “เขากระโดง” ย้ำ “ดีเอสไอ” มีอำนาจในการดำเนินคดีแน่นอน

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เชื่อว่าหลายคนที่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองในช่วงนี้ คงจะผ่านตากันมาบ้างกับประเด็นร้อนแรงอย่างเรื่องที่ดินบริเวณเขากระโดง จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งกลายเป็นข้อถกเถียงและจับตามองจากสังคมอย่างต่อเนื่อง โดยล่าสุดทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมก็ได้ออกมาให้ความชัดเจนเบื้องต้นแล้ว

ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

เหตุการณ์ล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อช่วงเช้าวันที่ 3 มิถุนายน 2569 ณ ท้องสนามหลวง เมื่อนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็น ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล โดยท่านได้ระบุถึงกรณีที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีการเน้นย้ำเรื่องการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ต้องเดินหน้าดำเนินการฟ้องร้องในแบบรายแปลงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของรัฐ

ความคืบหน้าเรื่อง ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล

สำหรับการตั้งคำถามว่าทางกระทรวงคมนาคมได้รับรายงานความคืบหน้าจากทาง รฟท. มากน้อยแค่ไหนนั้น นายพิพัฒน์ได้ตอบกลับด้วยท่าทีที่ชัดเจนว่า ทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนปกติ และต้องให้ความเคารพต่อกระบวนการยุติธรรม โดยย้ำว่า ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล เป็นหลักสำคัญที่สุด ซึ่งในส่วนของรายละเอียดเชิงลึกว่ากระบวนการฟ้องร้องในปัจจุบันไปถึงขั้นตอนใดแล้วนั้น ตนเองยังไม่ได้รับทราบรายละเอียดโดยตรง

ประเด็นที่น่าสนใจในเรื่องนี้มีดังนี้:

  • ความพยายามของภาครัฐในการทวงคืนพื้นที่จากการรถไฟแห่งประเทศไทย
  • การจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบผ่านกระบวนการศาล
  • ความโปร่งใสและตรวจสอบได้ของกระทรวงคมนาคม

อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องที่ดินทำกินหรือที่ดินในกำกับดูแลของรัฐนั้น เป็นเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนและเกี่ยวข้องกับผู้คนจำนวนมาก การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงจุดยืนว่าต้องรอฟังคำตัดสินจากศาลถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องและลดความขัดแย้งได้ดีที่สุดในขณะนี้

บทเรียนจากเรื่องนี้สะท้อนให้เห็นว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของหน่วยงานรัฐหรือที่ดินทำเลทอง สิ่งสำคัญที่สุดคือการยึดถือระเบียบปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะความยุติธรรมคือรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมไทย เราต้องร่วมกันติดตามต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด และจะสามารถสร้างบรรทัดฐานให้กับคดีอื่นๆ ที่คล้ายคลึงกันในอนาคตได้อย่างไรบ้าง

ที่มา – ปมที่ดินเขากระโดง “พิพัฒน์” ชี้ ต้องรอคำพิพากษาศาล ไม่ทราบถึงขั้นไหนแล้ว

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามาอัปเดตประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายคนให้ความสนใจกันครับ กับกรณีของ อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างมากในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยเฉพาะความเคลื่อนไหวล่าสุดที่คุณอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ความคืบหน้าของข้อพิพาทที่ดินต่าง ๆ ที่กำลังอยู่ในความสนใจของสาธารณชน

อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมเรื่องนี้ถึงกลายเป็นประเด็นขึ้นมาอีกครั้ง ก็ต้องเล่าว่าทางด้าน พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ได้มีการลงพื้นที่จังหวัดบุรีรัมย์และเดินทางไปถึงบ้านพักของคุณเนวิน ชิดชอบ เพื่อติดตามการดำเนินการทางกฎหมายในกรณีที่ดินเขากระโดง ซึ่งในเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาให้ความเห็นไว้อย่างชัดเจนว่า อนุทิน ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม เรียบร้อยแล้ว และย้ำว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมายได้ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม

นายอนุทินยังได้ขยายความเพิ่มเติมถึงเรื่องการทำงานของกระทรวงคมนาคมและการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่าทางหน่วยงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยมีการดำเนินการฟ้องร้องเป็นรายแปลงไปตามข้อเท็จจริงทางกฎหมาย ไม่ใช่การเหมาเข่งรวบยอด ซึ่งศาลจะเป็นผู้พิจารณาตัดสินเองในทุกกรณี

มุมมองต่อการบังคับใช้กฎหมาย

สิ่งที่เราต้องทำความเข้าใจคือ กระบวนการยุติธรรมไทยมีหลักการที่ชัดเจนครับ โดยประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ:

  • การดำเนินการทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเท่านั้น
  • ผลคำพิพากษาของศาลในแต่ละคดี (รายแปลง) จะเป็นตัวกำหนดทิศทางของเรื่องนี้
  • ไม่มีใครสามารถอยู่เหนือกฎหมาย หรือฝ่าฝืนกฎหมายได้หากศาลมีคำสั่งที่ชัดเจนออกมาแล้ว

สำหรับการบริหารราชการแผ่นดิน นายอนุทินยังได้กล่าวถึงงบประมาณปี 2570 ที่มุ่งเน้นการใช้จ่ายให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อกระจายความช่วยเหลือไปถึงพี่น้องประชาชนให้ทั่วถึงที่สุด ซึ่งถือเป็นภารกิจหลักที่รัฐบาลเร่งผลักดันควบคู่ไปกับการรักษาความถูกต้องตามกระบวนการยุติธรรมครับ

สรุปสั้นๆ ในมุมมองของผู้เขียน เชื่อว่าความชัดเจนทางกฎหมายคือทางออกเดียวของปัญหาเขากระโดง และการที่ฝ่ายการเมืองออกมาเน้นย้ำถึงกระบวนการที่โปร่งใสแบบนี้ก็นับเป็นสัญญาณที่ดีที่สะท้อนถึงการเคารพหลักนิติธรรม หวังว่าทุกอย่างจะได้รับการคลี่คลายตามความเป็นจริงในเร็ววันครับ

ที่มา – “อนุทิน” ย้ำคดีเขากระโดง อยู่ในกระบวนการยุติธรรม ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

Scroll to top