เนวิน ชิดชอบ

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลที่เลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เข้ามาดำรงตำแหน่งท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำถามจากสังคมว่านี่คือการเลือกคนจากโควตาบ้านใหญ่หรือสายตรงของ นายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายเอกนัฏยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เน้นที่ความเหมาะสมของงานเป็นหลัก โดยกล่าวว่า เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ว่าตนเองไม่ได้สนใจกระแสข่าวลือในอดีต แต่สนใจเพียงแค่ว่าใครที่มีศักยภาพพร้อมจะเข้ามาลุยงานหนักไปกับตนได้มากกว่า เพราะโจทย์ของกระทรวงพลังงานในขณะนี้มีภารกิจสำคัญมากมายที่รอการแก้ไข ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

เปิดใจรัฐมนตรีพลังงานต่อข้อสงสัยเรื่องโควตาการเมือง

สำหรับประเด็นเรื่องความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง นายเอกนัฏมองว่าเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน พร้อมย้ำว่าตนเลือกคนที่สามารถพูดคุยเข้าใจตรงกันและพร้อมจะทำงานหนักไปด้วยกันได้ โดยเหตุผลหลักในการเลือกนายฉันทานนท์นั้นมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ประสบการณ์และความมุ่งมั่น: นายฉันทานนท์ถูกมองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในกระทรวงพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • วาระการดำรงตำแหน่ง: การเลือกบุคคลที่มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ถือว่าเหมาะสมกับวาระของปลัดกระทรวงพอดี
  • การทำงานเชิงรุก: รัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากระทรวงพลังงานต้องการคนพร้อมลุย เพราะเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

นอกจากนี้ นายเอกนัฏยังยอมรับว่า นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยู่ในใจ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนและทำงานได้ดี แต่ในกระบวนการพิจารณาครั้งนี้ นายฉันทานนท์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสายตาของรัฐมนตรีสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำถามเรื่อง เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในมุมมองของผู้บริหาร การเลือกข้าราชการระดับสูงย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการบริหารงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงพลังงานไปในทิศทางใด

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง “เนวิน”

“เสรีพิศุทธ์” ขึ้นศาล คดี “เนวิน” ฟ้องหมิ่นฯ ปมเขากระโดง

“เสรีพิศุทธ์” ขึ้นศาล คดี “เนวิน” ฟ้องหมิ่นฯ ปมเขากระโดง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก สำหรับกรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ได้เดินทางไปยังศาลจังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการไต่สวนมูลฟ้องในคดีที่นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องในข้อหาหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาและแจ้งความเท็จ กรณีที่เกี่ยวข้องกับข้อพิพาทที่ดินเขากระโดง ซึ่งถือเป็นมหากาพย์ที่ยืดเยื้อมานาน

การเดินทางมาศาลในครั้งนี้ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ยืนยันว่าแม้ตามกฎหมายจะไม่จำเป็นต้องมาด้วยตัวเอง แต่ที่มาเพราะอยากพบและพูดคุยกับนายเนวินโดยตรงเพื่อหาทางออกให้แก่สังคม โดยมองว่าปมที่ดินเขากระโดงนั้นมีหลักฐานที่ชัดเจนอยู่แล้ว การต่อสู้ในชั้นศาลต่อไปอาจไม่ส่งผลดีต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

ลั่น “เรื่องจบ” หากยอมคืนที่ดินตามกฎหมาย

พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ ได้กล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า ปัญหาข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดินการรถไฟฯ บริเวณเขากระโดงนั้นมีทางออกที่ง่ายที่สุดคือการคืนที่ดินให้แก่รัฐ ซึ่งหากนายเนวินยอมคืนที่ดินเสียแต่ตอนนี้ ตัวท่านเองก็พร้อมที่จะยุติเรื่องราวทั้งหมดและไม่ติดใจเอาความต่อกัน เพราะเป้าหมายสูงสุดคือการรักษาผลประโยชน์ของแผ่นดิน ไม่ใช่การจองเวรหรือโกรธเคืองส่วนตัว

  • ย้ำชัดว่าการมาศาลครั้งนี้ไม่ได้ต้องการความขัดแย้ง
  • มองว่าการฟ้องร้องครั้งนี้อาจมีเจตนาเพื่อปิดปากไม่ให้วิพากษ์วิจารณ์
  • ยืนยันความมั่นใจในข้อเท็จจริงเรื่องคดีที่ดินเขากระโดง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงความกังวลใจเกี่ยวกับคดีความที่ถูกฟ้องร้อง พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่าตนผ่านการถูกฟ้องหมิ่นประมาทมานับไม่ถ้วน และไม่เคยพ่ายแพ้ในคดีใดเลย โดยมองว่าสถานการณ์นี้คือบทพิสูจน์ของความถูกต้องภายใต้กฎหมายไทยอย่างแท้จริง

มุมมองทิ้งท้าย: ในท้ายที่สุดแล้ว ปมที่ดินเขากระโดงไม่ควรเป็นเพียงแค่เรื่องของคดีความระหว่างบุคคลสองคน แต่ควรเป็นบรรทัดฐานให้สังคมเห็นว่า การจัดการกับทรัพยากรของรัฐต้องมีความโปร่งใส หากทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและยึดหลักกฎหมายเป็นที่ตั้ง เรื่องที่ดูเหมือนจะบานปลายอาจจบลงได้ด้วยความร่วมมือเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม

ที่มา – “เสรีพิศุทธ์” ขึ้นศาล คดี “เนวิน” ฟ้องหมิ่นฯ ปมเขากระโดง ลั่น “เรื่องจบ” หากยอมคืนที่ดิน

ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี

ในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ ประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองคงหนีไม่พ้นการเตรียมตัวรับมือศึกอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งล่าสุด ไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นนี้อย่างตรงไปตรงมา โดยยืนยันว่าตนเองไม่มีความกังวลใจแต่อย่างใด และมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่จะได้พิสูจน์ผลงานให้ประชาชนได้เห็น

ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี

หลายคนมองว่ารัฐมนตรีไชยชนกตกอยู่ในสถานะที่น่าจับตาเป็นพิเศษ หรือที่เรียกกันว่ารัฐมนตรี สายล่อฟ้า แต่เจ้าตัวกลับมองในมุมบวกมากกว่า โดยมองว่าการเป็นจุดสนใจของสังคมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งถ้าหากเราทำงานอย่างโปร่งใสและสร้างประโยชน์ให้แก่กระทรวงได้จริง ก็ถือเป็นโอกาสที่จะทำให้ผลงานเหล่านั้นเป็นที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนมากขึ้น

มุมมองต่อสถานะ สายล่อฟ้า กับโอกาสในการทำงาน

การถูกเพ่งเล็งหรือเป็น สายล่อฟ้า ในสนามการเมืองนั้น สำหรับไชยชนกไม่ได้ถือเป็นอุปสรรคในการทำงาน แต่เป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานต้องมีความพร้อมและเตรียมข้อมูลให้แม่นยำอยู่เสมอ เพื่อให้สามารถตอบคำถามและชี้แจงประเด็นต่างๆ ต่อสภาฯ และประชาชนได้อย่างมั่นใจ โดยมีแนวทางการรับมือดังนี้:

  • รวบรวมข้อมูลการทำงานตลอดช่วงที่ผ่านมาให้เป็นระบบ
  • เตรียมความพร้อมในประเด็นที่ฝ่ายค้านให้ความสนใจ
  • มุ่งมั่นเดินหน้าสร้างผลงานเพื่อยกระดับงานด้านดิจิทัลให้เห็นผลเป็นรูปธรรม

นอกจากเรื่องงานแล้ว อีกหนึ่งคำถามที่หลายคนอยากรู้คือกรณีที่ถูกโยงไปถึงคุณพ่ออย่าง นายเนวิน ชิดชอบ ซึ่งรัฐมนตรีไชยชนกก็ได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า ในฐานะที่เป็นเลขาธิการพรรคการเมือง การถูกตั้งคำถามหรือเชื่อมโยงเป็นเรื่องธรรมดาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินจากผลงานที่ปรากฏชัดเจนมากกว่าการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมืองเพียงอย่างเดียว

โดยสรุปแล้ว การรับมือกับศึกซักฟอกของรัฐมนตรีท่านนี้สะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติเชิงบวกและการมองปัญหาให้เป็นโอกาส สำหรับแฟนข่าวการเมือง นี่คือบทเรียนที่น่าสนใจว่า การเป็นรัฐมนตรีที่ถูกจับตามอง หรือ ไชยชนก ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น สายล่อฟ้า ก็มีข้อดี นั้น แท้จริงแล้วอยู่ที่การมีผลงานที่ตรวจสอบได้เป็นเครื่องพิสูจน์นั่นเอง

ที่มา – “ไชยชนก” ลั่นไม่กังวลศึกซักฟอก ยันเป็น “สายล่อฟ้า” ก็มีข้อดี

อนุทิน-เนวิน ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

บรรยากาศชิลล์ๆ อนุทิน-เนวิน ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

ช่วงวันหยุดที่ผ่านมา ถือเป็นภาพที่น่ารักและเป็นกันเองสุดๆ เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ใช้เวลาว่างจากการทำงานหนักเดินทางไปพักผ่อนที่จังหวัดบุรีรัมย์ โดยได้พบปะกับนายเนวิน ชิดชอบ ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด เพื่อตระเวนทานอาหารร้านริมทางแบบชาวบ้าน บอกเลยว่างานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องกิน แต่ยังเป็นการลงพื้นที่เพื่อฟังเสียงสะท้อนจากพี่น้องประชาชนด้วยตัวเองอีกด้วย

กระแสตอบรับดีเยี่ยมกับโครงการไทยช่วยไทยพลัส

ไฮไลท์สำคัญของการลงพื้นที่ครั้งนี้คือการที่นายอนุทินได้พูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าและชาวบ้านในพื้นที่ เกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจปากท้อง ซึ่งได้รับข่าวดีว่าประชาชนส่วนใหญ่ต่างชื่นชอบและรู้สึกประทับใจกับโครงการ ไทยช่วยไทยพลัส หรือที่เรียกกันติดปากว่าโครงการ 60:40 โดยชาวบ้านสะท้อนว่ามาตรการนี้ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้จริง และยังกระตุ้นให้ร้านค้าในชุมชนมียอดขายเพิ่มขึ้น ส่งผลให้เงินหมุนเวียนในท้องถิ่นมีความคึกคักมากขึ้นกว่าเดิม

การที่นายอนุทินได้ยินเสียงตอบรับเชิงบวกเช่นนี้ ทำให้เจ้าตัวรู้สึกปลื้มใจอย่างมาก โดยท่านได้ย้ำชัดว่าอะไรที่สามารถช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง รัฐบาลก็พร้อมที่จะสานต่อโครงการดีๆ แบบนี้ให้เข้มแข็งขึ้น และจะมุ่งมั่นเดินหน้าหามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อให้เข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่วถึง

  • เน้นช่วยลดรายจ่ายให้ครัวเรือน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียน
  • สานต่อโครงการที่ประชาชนได้ประโยชน์จริง

ในระหว่างการลงพื้นที่ครั้งนี้ บรรยากาศเป็นไปอย่างอบอุ่นและเป็นกันเอง มีประชาชนที่ทราบข่าวเข้ามาขอถ่ายรูปและให้กำลังใจกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งการลงพื้นที่แบบ “ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด” ในครั้งนี้ ถือเป็นการแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงประชาชนในระดับรากหญ้าอย่างแท้จริง

บทเรียนสำคัญจากการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ การที่นโยบายรัฐจะประสบความสำเร็จได้ หัวใจสำคัญอยู่ที่การสัมผัสความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และการตอบสนองอย่างรวดเร็วเพื่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าจะมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ๆ อะไรออกมาให้เราได้เห็นกันอีกบ้าง แต่เชื่อเหลือเกินว่าโครงการที่เน้นการปฏิบัติจริงแบบนี้ จะยังคงเป็นที่ต้องการของพี่น้องชาวไทยทั่วประเทศ

ที่มา – “อนุทิน-เนวิน” ทัวร์บุรีรัมย์วันหยุด กินร้านริมทาง ปลื้มคนชมไทยช่วยไทยพลัส

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

“สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยช่วงนี้ สำหรับกระแสข่าวลือเรื่อง “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง ซึ่งกำลังเป็นที่จับตามองว่าพรรคภูมิใจไทยจะมีการขยับขยายตัวเลข สส. เพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาเปิดเผยผ่านสื่อมวลชนถึงข้อเท็จจริงในประเด็นนี้แบบตรงไปตรงมา

สถานการณ์การเมืองกับการดีลงูเขียว

เมื่อถูกถามถึงกรณีที่ สส. พรรคกล้าธรรม เตรียมย้ายมาร่วมงานกับภูมิใจไทย นายสุชาติยืนยันว่า ตนไม่ทราบข้อมูลเรื่องนี้จริงๆ และไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในวงสนทนาใดๆ โดยมองว่านี่เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนบุคคลของแต่ละคน ส่วนกรณีที่มีภาพร่วมกับนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา นั้น เป็นเพียงการพบปะตามมารยาทปกติในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น สำหรับหัวข้อ “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงเป็นสิ่งที่สะท้อนว่าทางพรรคภูมิใจไทยยังเน้นการทำงานตามขั้นตอนมากกว่าการดึงคนแบบไร้ทิศทาง

  • ไม่ทราบข้อมูลการย้ายพรรคของ สส. กล้าธรรม
  • ย้ำชัดการตัดสินใจเป็นเรื่องของหัวหน้าพรรค
  • มั่นใจในเสถียรภาพรัฐบาลชุดปัจจุบัน

นายสุชาติยังกล่าวเสริมว่า ตนไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค จึงไม่อยู่ในจุดที่จะตัดสินใจเรื่องทิศทางของพรรคได้ ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในฐานะหัวหน้าพรรคและนายกรัฐมนตรี แต่สิ่งที่มั่นใจได้คือเสถียรภาพของรัฐบาลชุดนี้มีความแข็งแกร่งเป็นอย่างมาก

เทียบวิกฤตโควิดกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นายสุชาติได้ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า ปัญหาที่รัฐบาลกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ยังถือว่าเทียบไม่ได้เลยกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เคยผ่านพ้นมา ซึ่งในตอนนั้นทั้งนายอนุทินและตัวเขาเองต่างก็อยู่ในตำแหน่งสำคัญที่ต้องรับผิดชอบชีวิตประชาชนนับล้านคน การผ่านพ้นวิกฤตระดับโลกมาได้ ทำให้มีความเชื่อมั่นว่าปัญหาในสภาฯ ปัจจุบันจะไม่สามารถทำลายความตั้งใจในการทำงานเพื่อประเทศชาติของรัฐบาลชุดนี้ได้

หากถามว่าทำไมกระแสข่าว “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง จึงถูกพูดถึงบ่อยครั้ง น่าจะเป็นเพราะสีสันทางการเมืองที่ต้องการสร้างแรงกระเพื่อมในรัฐบาล แต่สุดท้ายแล้วการยืนหยัดด้วยผลงานจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนทุกคน

ที่มา – “สุชาติ” ปัดไม่รู้ข้อมูลดีลงูเขียว บอกเจอ “บุญยิ่ง” สส.กล้าธรรม แค่ในสภาฯ ยกรัฐบาลอนุทินแข็งแรง

อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ

อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ

กลายเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยอีกครั้ง เมื่อนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวลือเรื่อง “อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ” โดยท่านนายกฯ ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าข่าวดังกล่าวไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย พร้อมกับตั้งคำถามกลับว่าข่าวเหล่านี้มาจากไหนกันแน่

สรุปประเด็นอนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว พร้อมแจงปมไทยลีกคอนเนกชั่น

นายอนุทินได้กล่าวถึงกรณีที่ถูกโยงว่ามีการดึงตัว “งูเขียว” เข้ามาร่วมงานกับพรรคสีน้ำเงิน โดยย้ำว่าเป็นเพียงเรื่องขำขันที่ผู้สื่อข่าวถามขึ้นมาเอง ส่วนประเด็นเรื่องภาพนายเนวิน ชิดชอบ พบกับ สส. พรรคกล้าธรรมที่สนามบอลนั้น นายอนุทินชี้แจงว่าเป็นการทำหน้าที่ประธานสโมสรตามปกติของฤดูกาลแข่งขัน ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมืองแต่อย่างใด

  • นายอนุทินยืนยันว่าไม่ได้มีการดีลกับงูเขียวหรือใครทั้งสิ้น
  • ชี้เป้าภาพที่เห็นในสนามบอลเป็นเพียงมิตรภาพจากการแข่งขันกีฬา
  • หยิบน้ำมันเขียวขึ้นมาโชว์ พร้อมมุกเด็ด “ทาแล้วหัวไม่โน”

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ ท่านนายกฯ ยังได้โชว์อารมณ์ขันด้วยการหยิบขวดน้ำมันเขียวขึ้นมาให้สื่อมวลชนดู พร้อมกล่าวติดตลกว่า “ทาแล้วหัวไม่โน” เพื่อเป็นการตอบโต้กระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยท่านระบุว่าไม่ได้ตั้งใจจะพาดพิงถึงฝ่ายพรรคประชาชนหรือใครเป็นพิเศษ แต่แปลกใจที่อีกฝ่ายมักจะ “อนุทินไม่รู้ข่าวงูเขียว ย้ำเรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับ” โดยการกระโดดออกมาตอบโต้ในสิ่งที่ตนไม่ได้เอ่ยชื่อถึง

นายอนุทินยังได้ให้ข้อคิดเกี่ยวกับการใช้ชีวิตและการทำงาน โดยย้ำว่าการมีสติเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และคำสอนที่ว่า “อยู่ให้เป็น เย็นให้พอ รอให้ได้” นั้น เป็นหลักการที่ตนยึดถือมาโดยตลอด การโพสต์ข้อความลงโซเชียลมีเดียเป็นเพียงการแชร์หลักการใช้ชีวิต ไม่ได้มีนัยแฝงทางการเมืองเพื่อโจมตีผู้ใด ท่านนายกฯ ทิ้งท้ายด้วยการขอให้ทุกคนใช้สติในการวิเคราะห์ข่าวสาร เพราะบ้านเมืองต้องการความสงบมากกว่าการตีความที่เกินเลยไปไกล

สุดท้ายแล้ว การเมืองไทยมักจะมีสีสันแบบนี้อยู่เสมอ การติดตามข้อมูลข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือจึงเป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสำคัญมากที่สุดครับ

ที่มา – ไม่รู้ข่าวงูเขียว “อนุทิน” บอกแค่เรื่องขำๆ เย้ยส้มกระโดดงับอีกแล้ว ไม่ได้พูดถึงเขาเลย

ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค

ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทยทันที เมื่อมีกระแสข่าวหนาหูว่า สส. จำนวน 10 คนจากพรรคกล้าธรรม เตรียมตัวย้ายซบพรรคภูมิใจไทย จนเกิดคำถามถึงความมั่นคงของพรรคและสถานการณ์ภายใน แต่ล่าสุด ไผ่ ลิกค์ สส. กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาสยบข่าวลือดังกล่าวอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันถึงจุดยืนของพรรคที่เน้นการทำงานเพื่อประชาชนเป็นหลัก

นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวด้วยความมั่นใจว่า ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค เป็นเรื่องที่ไม่เป็นความจริง พร้อมตอกย้ำว่าคนที่จะมาจับงูนั้นไม่แพ้งูแน่นอน โดยเน้นย้ำถึงความเป็นลูกผู้ชายว่า “คำไหนคำนั้น ไม่เล่นหลายหน้า” เพื่อสื่อถึงความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ของพรรคที่ประกาศไว้ตั้งแต่ต้น

เจาะลึกปมข่าวลือ ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค

กระแสข่าวดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากมีรายงานว่ามีการพูดคุยกันระหว่างแกนนำพรรคใหญ่กับตัวแทนกลุ่ม สส. พรรคกล้าธรรม ส่งผลให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ว่ากลุ่ม สส. ของนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา อาจจะเปลี่ยนขั้วทางการเมือง แต่ทางฝั่งพรรคกล้าธรรมได้ออกมาปฏิเสธอย่างสิ้นเชิง โดยมีประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ยืนยันความเหนียวแน่นภายในพรรคกล้าธรรมว่าไม่มีงูเขียวแฝงตัวอยู่
  • เน้นย้ำเรื่องอุดมการณ์ที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง
  • นายไผ่ ลิกค์ ประกาศศักดาความเป็นลูกผู้ชาย คำพูดต้องเป็นคำพูด
  • พร้อมชนทุกปัญหาเพื่อรักษาเสถียรภาพและชื่อเสียงของพรรคให้เป็นที่ยอมรับของสังคม

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าในโลกการเมืองที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การยืนหยัดในจุดยืนเป็นเรื่องที่สำคัญมาก การที่ ไผ่ ลั่น กล้าธรรมไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ย้ายพรรค ออกมาเคลื่อนไหวในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณถึงผู้สนับสนุนพรรคว่า พรรคกล้าธรรมยังคงมีทิศทางที่ชัดเจนและพร้อมที่จะทำงานตามเจตนารมณ์ที่ให้ไว้กับพี่น้องประชาชน

ในมุมมองนักวิเคราะห์ การออกมาตอบโต้ข่าวลืออย่างรวดเร็วของเลขาสภาพรรค ถือเป็นกลยุทธ์สำคัญในการเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา หากปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายต่อไป อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของพรรคในระยะยาว อย่างไรก็ตาม ต้องติดตามดูกันต่อไปว่าหลังจากการออกมาประกาศลั่นครั้งนี้ พรรคกล้าธรรมจะมีบทบาทอย่างไรในการผลักดันนโยบายให้เกิดผลจริงในสภาฯ ซึ่งนั่นคือบทพิสูจน์ที่แท้จริงของคำว่าลูกผู้ชายของนายไผ่ ลิกค์

ที่มา – “ไผ่” ลั่น “กล้าธรรม” ไม่มีงูเขียว หลังข่าวสะพัด 10 สส. ลั่น ลูกผู้ชายคำไหนคำนั้น

สะพัด เนวิน คุย บุญยิ่ง จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่

ช่วงนี้แวดวงการเมืองไทยกลับมาคึกคักอีกครั้ง เมื่อมีกระแสข่าวลือหนาหูว่าอาจมีการปรับทิศทางของกลุ่ม สส. ในสภาฯ โดยล่าสุดมีการตั้งคำถามว่า สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่ ท่ามกลางบรรยากาศการแข่งขันฟุตบอลอุ่นเครื่องไทยลีกคู่เดือดระหว่างบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด กับ ราชบุรี เอฟซี

สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ถูกจับตามองอย่างมาก เนื่องจากเป็นการพบกันระหว่าง นายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด และนางบุญยิ่ง นิติกาญจนา สส.ราชบุรี พรรคกล้าธรรม ซึ่งสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความเปราะบางและน่าสนใจเป็นพิเศษ การพบกันของทั้งคู่จึงถูกตีความเป็นนัยว่าอาจมีการดีลการเมืองครั้งสำคัญเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้

เบื้องลึกกระแสข่าว 10 สส. พลิกขั้ว

สำหรับประเด็นที่ว่า สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่ นั้นมีที่มาจากการที่นางบุญยิ่งมี สส. ในสังกัดอยู่ประมาณ 10 คน ซึ่งหากกลุ่มนี้ย้ายฝั่งไปอยู่กับค่ายสีน้ำเงินตามกระแสข่าว จะส่งผลต่อเสียงโหวตในสภาฯ อย่างมีนัยสำคัญ

  • ความเคลื่อนไหวของพรรคกล้าธรรมภายใต้เงาของพรรคภูมิใจไทย
  • การส่งบุตรชายของนางบุญยิ่งลงสมัครเลือกตั้งในนามพรรคภูมิใจไทย
  • ทิศทางการลงมติในสภาฯ ที่อาจจะสอดคล้องกับฝ่ายรัฐบาลมากขึ้น

หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่า หากดีลนี้สำเร็จจริง ไม่ใช่แค่เรื่องของการเลือกตั้งครั้งหน้าเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการรักษาเสถียรภาพของรัฐบาลผ่านเสียงของ สส. ที่เคยเป็นฝ่ายค้านอีกด้วย อย่างไรก็ตาม ต้องรอดูความชัดเจนจากการพูดคุยในวันนี้ว่า สรุปแล้วกลุ่ม สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่ จะเป็นเพียงข่าวลือหรือเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในสภาผู้แทนราษฎร

ในมุมมองของผู้ติดตามสถานการณ์การเมือง การดีลกันนอกรอบถือเป็นเรื่องปกติในไทย แต่การดีลครั้งนี้มีความสำคัญสูงเพราะเกี่ยวข้องกับจำนวน สส. ถึง 10 เสียง ซึ่งอาจเป็นตัวแปรสำคัญในญัตติสำคัญๆ ของรัฐบาลในอนาคต เราคงต้องติดตามดูผลกระทบที่จะตามมาว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายจะนำไปสู่การจับมือกันอย่างเป็นทางการหรือไม่

ที่มา – สะพัด “เนวิน” คุย “บุญยิ่ง” เย็นนี้ จับตา 10 งูเขียวเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินหรือไม่

เนวิน แจงดราม่าแต่งกายเข้าศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

เนวิน แจงดราม่าแต่งกายเข้าศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังพูดถึงในโลกโซเชียล เมื่อนายเนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ได้ออกมาโพสต์ข้อความผ่านสื่อออนไลน์ส่วนตัว เพื่อชี้แจงถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับการแต่งกายในการเดินทางไปทำพิธีบวงสรวงสักการะองค์พ่อจตุคามรามเทพ ณ ศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ทางสโมสรทำมาอย่างต่อเนื่องยาวนานกว่า 10 ปี

นายเนวิน ได้อธิบายอย่างชัดเจนว่า การเดินทางมาในครั้งนี้ไม่ใช่กิจกรรมของทางจังหวัดหรือหน่วยงานราชการใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นงานส่วนตัวของสโมสรบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ดำเนินการจัดการเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การติดต่อประสานงานกับสำนักงานศาลหลักเมืองไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการจัดพิธี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อความเป็นสิริมงคลก่อนเปิดฤดูกาลแข่งขัน และเป็นการแสดงความศรัทธาของนักฟุตบอล ทีมโค้ช และเจ้าหน้าที่ทุกคนที่มีต่อองค์พ่อจตุคามรามเทพ

เปิดใจ เนวิน แจงดราม่าแต่งกายเข้าศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

สำหรับประเด็นเรื่องการแต่งกายด้วยกางเกงขาสั้นและเสื้อสโมสรนั้น นายเนวินระบุว่าตนเองแต่งกายแบบนี้มาโดยตลอดเป็นเวลามากกว่า 10 ปี ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ศาลหลักเมืองไม่ได้มีการทักท้วงแต่อย่างใด โดยเน้นย้ำประเด็นสำคัญในมุมมองของเขาว่า:

  • ความศรัทธาไม่ได้อยู่ที่เสื้อผ้า แต่สำคัญที่หัวใจและความเชื่อถือ
  • การปฏิบัติที่ต่อเนื่องยาวนานเป็นเครื่องยืนยันถึงความเคารพที่มีต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์
  • การแต่งกายเป็นเรื่องของความสะดวกสบายส่วนตัวในกิจกรรมที่ตนเองเป็นเจ้าภาพ

นอกจากนี้ นายเนวินยังได้กล่าวถึงผู้ที่เข้ามาร่วมงานว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรี ผู้ว่าราชการจังหวัด รวมถึง สส. และ สจ. ในพื้นที่ ที่เข้าร่วมงานนั้นถือเป็นแขกของสโมสรที่มาให้เกียรติ ซึ่งทางสโมสรมีความยินดีและขอบคุณทุกคนที่ให้เกียรติมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว ส่วนกรณีที่มีผู้วิพากษ์วิจารณ์นั้น ตนเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่างและพร้อมน้อมรับ แต่ยืนยันว่าการให้เกียรติซึ่งกันและกันคือหัวใจสำคัญของการทำงานร่วมกับผู้อื่น

ในฐานะแฟนบอลหรือบุคคลทั่วไป เราอาจมองเห็นเรื่องนี้เป็นบทเรียนของการสื่อสารในยุคโซเชียลมีเดีย การที่เจ้าตัวออกมาอธิบายด้วยตนเองถึงบริบทและเหตุผลที่ชัดเจน ช่วยลดความเข้าใจผิดและทำให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการรักษาประเพณีความเชื่อของสโมสรที่ทำมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเสื้อผ้าหรือการแต่งกาย สิ่งที่สะท้อนออกมามากที่สุดคงจะเป็นเจตนาของผู้จัดงานมากกว่ารูปแบบภายนอกครับ

ที่มา – “เนวิน” แจงดราม่าแต่งกายเข้าศาลหลักเมืองนครศรีธรรมราช

Scroll to top