เอกนัฏ พร้อมพันธุ์

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลที่เลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เข้ามาดำรงตำแหน่งท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำถามจากสังคมว่านี่คือการเลือกคนจากโควตาบ้านใหญ่หรือสายตรงของ นายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายเอกนัฏยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เน้นที่ความเหมาะสมของงานเป็นหลัก โดยกล่าวว่า เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ว่าตนเองไม่ได้สนใจกระแสข่าวลือในอดีต แต่สนใจเพียงแค่ว่าใครที่มีศักยภาพพร้อมจะเข้ามาลุยงานหนักไปกับตนได้มากกว่า เพราะโจทย์ของกระทรวงพลังงานในขณะนี้มีภารกิจสำคัญมากมายที่รอการแก้ไข ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

เปิดใจรัฐมนตรีพลังงานต่อข้อสงสัยเรื่องโควตาการเมือง

สำหรับประเด็นเรื่องความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง นายเอกนัฏมองว่าเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน พร้อมย้ำว่าตนเลือกคนที่สามารถพูดคุยเข้าใจตรงกันและพร้อมจะทำงานหนักไปด้วยกันได้ โดยเหตุผลหลักในการเลือกนายฉันทานนท์นั้นมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ประสบการณ์และความมุ่งมั่น: นายฉันทานนท์ถูกมองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในกระทรวงพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • วาระการดำรงตำแหน่ง: การเลือกบุคคลที่มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ถือว่าเหมาะสมกับวาระของปลัดกระทรวงพอดี
  • การทำงานเชิงรุก: รัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากระทรวงพลังงานต้องการคนพร้อมลุย เพราะเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

นอกจากนี้ นายเอกนัฏยังยอมรับว่า นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยู่ในใจ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนและทำงานได้ดี แต่ในกระบวนการพิจารณาครั้งนี้ นายฉันทานนท์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสายตาของรัฐมนตรีสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำถามเรื่อง เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในมุมมองของผู้บริหาร การเลือกข้าราชการระดับสูงย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการบริหารงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงพลังงานไปในทิศทางใด

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง “เนวิน”

วราวุธ รับ เอกนัฏ ทาบ ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

วราวุธ รับ เอกนัฏ ทาบ ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมือง เมื่อมีการขยับปรับเปลี่ยนตำแหน่งสำคัญระดับปลัดกระทรวง ล่าสุด นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาเปิดเผยความคืบหน้ากรณีที่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้มีการทาบทามนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนปัจจุบัน ให้ไปดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานแทนตำแหน่งที่ว่างลง

การโยกย้ายในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็นผลมาจากการที่นายณัฐพล รังสิตพล ดำรงตำแหน่งครบวาระ 4 ปีตามระเบียบ ซึ่งนายวราวุธได้ยอมรับว่ามีการทาบทามจริงและเป็นการพูดคุยที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ เนื่องจากกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมมีความใกล้ชิดกันในเชิงภารกิจมาโดยตลอด

เบื้องหลังการทาบทาม ณัฐพล รังสิตพล นั่งปลัดพลังงาน

นายวราวุธได้กล่าวถึงเหตุผลสำคัญในการพิจารณาครั้งนี้ว่า นอกจากวาระการทำงานที่ครบกำหนดแล้ว คุณสมบัติและความสามารถของปลัดณัฐพลก็เป็นที่ประจักษ์ชัดว่ามีความเหมาะสมที่จะไปขับเคลื่อนงานในกระทรวงพลังงาน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ โดยนายวราวุธได้เน้นย้ำประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • การครบวาระ: ปลัดกระทรวงท่านปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ครบ 4 ปีตามกรอบเวลา
  • ความเหมาะสมของงาน: กระทรวงพลังงานและอุตสาหกรรมมีความเชื่อมโยงกัน ทำให้ผู้ที่เข้าใจงานอุตสาหกรรมสามารถเข้ามาช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้านพลังงานได้
  • การวางตัวคนใน: สำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมที่จะว่างลง นายวราวุธแย้มว่ามีความเป็นไปได้สูงที่จะพิจารณาคนในที่มีศักยภาพขึ้นมาสานต่องาน

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของความชัดเจนว่าเรื่องนี้จะเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้ทันท่วงทีหรือไม่นั้น นายวราวุธยังคงต้องรอตรวจสอบความพร้อมของเอกสารจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง พร้อมทั้งย้ำว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอนของระเบียบราชการอย่างเคร่งครัด

ในมุมมองของนักวิเคราะห์การเมือง การดึงตัวบุคลากรที่มีประสบการณ์สูงอย่างนายณัฐพลไปคุมกระทรวงพลังงาน ถือเป็นหมากเกมสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ในการเชื่อมโยงนโยบายด้านอุตสาหกรรมให้สอดประสานกับทิศทางพลังงานของประเทศ ซึ่งต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการปรับทัพข้าราชการระดับสูงในครั้งนี้จะส่งผลบวกต่อการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะอย่างไร หากการโยกย้ายนี้สำเร็จลุล่วง เราคงได้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจในกระทรวงพลังงานในอนาคตอันใกล้

ที่มา – “วราวุธ” รับ “เอกนัฏ” ทาบ “ณัฐพล รังสิตพล” จากปลัดอุตสาหกรรม นั่งปลัดพลังงาน

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

ในยุคที่สถานการณ์พลังงานโลกมีความผันผวนสูง การรักษาความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้านถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เพื่อให้มั่นใจได้ว่าภาคครัวเรือนและภาคอุตสาหกรรมจะมีก๊าซธรรมชาติใช้ได้อย่างต่อเนื่องและไม่สะดุด

รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน

การเดินหน้าความร่วมมือด้านพลังงานกับเมียนมาถือเป็นยุทธศาสตร์ระยะยาว โดยนางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนว่า เมียนมาคือคู่ค้าสำคัญที่ส่งก๊าซธรรมชาติให้ไทยมานานกว่า 40 ปี ซึ่งปัจจุบันก๊าซเหล่านี้มีสัดส่วนสำคัญในการผลิตไฟฟ้าและขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในประเทศ การที่ รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่เป็นเรื่องปากท้องของประชาชนโดยตรง

ความสำคัญของการต่อสัญญาก๊าซและการลงทุนใหม่

ปัจจุบันกระทรวงพลังงานกำลังเร่งดำเนินการในหลายส่วน เพื่อสร้างเสถียรภาพทางพลังงาน ดังนี้:

  • การต่ออายุสัญญาแหล่งก๊าซเดิมที่ใกล้หมดอายุ เพื่อรักษาปริมาณก๊าซธรรมชาติที่ส่งเข้าสู่ระบบให้ต่อเนื่อง
  • การเจรจาโอกาสในการลงทุนในแหล่งปิโตรเลียมใหม่ๆ เช่น แหล่ง A6 ซึ่งถือเป็นทางเลือกสำคัญในการกระจายแหล่งที่มาของก๊าซ
  • การจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ เพื่อเป็นกรอบความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างสองประเทศ

การกระจายความเสี่ยงโดยการหาแหล่งก๊าซเพิ่มเติม ไม่เพียงแต่ช่วยลดการพึ่งพาแหล่งใดแหล่งหนึ่งจนเกินไป แต่ยังส่งผลดีต่อการบริหารจัดการต้นทุนค่าไฟฟ้าในระยะยาวอีกด้วย เมื่อเรามีแหล่งพลังงานที่มั่นคงและราคาที่แข่งขันได้ เศรษฐกิจโดยรวมของไทยก็จะแข็งแกร่งขึ้นตามไปด้วย

ในมุมมองของผม การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ถูกต้องและเหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะในโลกที่พลังงานคือหัวใจของการพัฒนา ประเทศที่สามารถรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานไว้ได้ ย่อมมีความได้เปรียบในการดึงดูดการลงทุนและพัฒนาเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมั่นคง หวังว่าความร่วมมือนี้จะประสบความสำเร็จและส่งผลดีต่อค่าครองชีพของพี่น้องประชาชนในอนาคตอันใกล้นี้ครับ

ที่มา – รัฐบาลแจงสัมพันธ์ไทย-เมียนมา หนุนความมั่นคงพลังงาน เดินหน้าต่อสัญญาก๊าซ

โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงานเมื่อ นายพงศ์พล ยอดเมืองเจริญ โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดเผยเบื้องหลังการลดราคาน้ำมันครั้งประวัติศาสตร์ เพื่อไขข้อข้องใจให้กับประชาชนและนักวิจารณ์อย่าง นายกรณ์ ที่อาจได้รับข้อมูลไม่ครบถ้วนในประเด็นการปรับลดราคาน้ำมันกว่า 2.5 บาทต่อลิตร โดยยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ถือเป็นการใช้กลไกทางกฎหมายที่จริงจัง ไม่ใช่เพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาอุดหนุนแบบเดิมๆ และเรื่องนี้ โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที เพื่อแสดงความโปร่งใสในเนื้องานของกระทรวง

มาตรการใหม่ที่มากกว่าการอุดหนุนแบบเดิม

นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ใช้อำนาจตาม พ.ร.ก. ปี 2516 ในการกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันเป็นครั้งแรก เพื่อคุ้มครองประชาชนไม่ให้ต้องแบกภาระต้นทุนที่แปรปรวน โดยสิ่งที่น่าสนใจในมาตรการนี้คือ:

  • การกำหนดเพดานราคาขายปลีกน้ำมันเบนซินและดีเซลไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร
  • การดึงกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นกลับมาช่วยประชาชน ซึ่งในรอบนี้มีมูลค่าถึง 1,700 ล้านบาท
  • ยอดรวมสะสมจากการดึงกำไรโรงกลั่นที่ผ่านมาสูงกว่า 10,000 ล้านบาท

หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าการปรับลดราคานี้เป็นเพียงการนำเงินกองทุนน้ำมันมาชดเชยกันไปมา แต่ความจริงแล้วคือการใช้อำนาจรัฐเข้าไปควบคุมกลไกตลาดที่บิดเบือน เพื่อให้ราคาพลังงานสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและเป็นธรรมกับผู้บริโภคมากที่สุด

การที่ โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที นั้น สะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้จริงจังกับการแก้ปัญหาค่าครองชีพอย่างมาก เรามองว่าการตัดสินใจกล้าหาญที่จะเข้าไปแตะกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นเป็นสัญญาณที่ดี ว่าทุกเครื่องมือทางกฎหมายจะถูกนำมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์สูงสุด และหวังว่ามาตรการนี้จะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ในการบริหารจัดการพลังงานของประเทศในระยะยาวต่อไป

ที่มา – โฆษกพลังงาน แจง “กรณ์” ข้อมูลคลาดเคลื่อน ชี้ “เอกนัฏ” ดึงกำไรส่วนเกินโรงกลั่น ลดราคาน้ำมันทันที

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงพลังงาน เมื่อมีคำสั่งเร่งด่วนในการปรับลดราคาน้ำมัน เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ทว่าในมุมมองของนักการเมืองอย่างคุณกรณ์ จาติกวณิช กลับมองว่า กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน ที่ต้องตามใช้คืนในอนาคต

กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อนายกฯ มีคำสั่งให้รัฐมนตรีพลังงานดำเนินการลดราคาน้ำมันทันที ซึ่งในเช้าวันถัดมาก็มีการประกาศลดราคาขายปลีกตามมาแบบสายฟ้าแลบ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือวิธีการที่นำมาใช้ เพราะไม่ได้มาจากการปฏิรูปโครงสร้างราคา หรือลดภาระภาษี แต่เป็นการดึงเงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมาอุดหนุนส่วนต่าง ซึ่งปัจจุบันกองทุนนี้มียอดติดลบสะสมอยู่สูงกว่า 57,000 ล้านบาทแล้ว

ผลกระทบที่ซ่อนอยู่ภายใต้การตัดสินใจระยะสั้น

ปัญหาสำคัญคือการใช้เงินจากกองทุนที่อยู่ในสภาวะติดลบ ยิ่งเป็นการซ้ำเติมสถานะการเงินของกองทุนฯ กรณ์ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ประชาชน โดยคุณกรณ์ได้อธิบายรายละเอียดที่น่าสนใจไว้ดังนี้:

  • การชดเชยน้ำมันดีเซลมีการใช้เงินกองทุนเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
  • การลดการเก็บเงินเข้ากองทุนสำหรับน้ำมันกลุ่มเบนซินและโซฮอล์ ส่งผลโดยตรงต่อรายได้ของกองทุนฯ
  • ภาระหนี้สินสะสมเหล่านี้ สุดท้ายก็จะกลายเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องร่วมกันแบกรับ ผ่านการจ่ายคืนในอนาคตเมื่อราคาน้ำมันโลกปรับตัวลงแล้วคนไทยไม่ได้ใช้น้ำมันราคาถูกทันที

แม้ว่ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จะออกมาโต้ตอบและชี้แจงว่ามีการเจรจาดึงเงินส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ามาช่วยเสริมสภาพคล่องกองทุนได้เกือบ 10,000 ล้านบาท เพื่อไม่ให้กระทบต่อฐานะกองทุนมากเกินไป แต่คุณกรณ์ก็ยังตั้งคำถามว่า นี่เป็นเพียงการแก้ปัญหาที่หน้างานด้วยการใช้กฎหมายพิเศษอย่าง พรก. แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ำมัน พ.ศ. 2516 เท่านั้น

หากเราต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน สิ่งที่ประชาชนต้องการจริงๆ คือการปรับสูตรคำนวณราคาให้เป็นธรรม การจัดการโครงสร้างต้นทุนที่โปร่งใส และการเลิกพึ่งพาเครื่องมือระยะสั้นที่ไม่ตอบโจทย์เชิงโครงสร้าง ในฐานะผู้บริโภค เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า รัฐบาลจะมีแผนการปฏิรูปพลังงานที่ชัดเจนและเป็นธรรมมากกว่านี้เมื่อไหร่ เพราะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอาจจะช่วยลดอุณหภูมิความร้อนแรงในช่วงนี้ได้ แต่ในระยะยาว ต้นทุนที่มองไม่เห็นเหล่านี้อาจกลายเป็นภาระหนักอึ้งในกระเป๋าของทุกคน

ที่มา – “กรณ์” ชี้ลดราคาน้ำมันตามสั่งนายกฯ สุดท้ายคือหนี้ที่ประชาชนต้องจ่ายคืนเอง มองแก้แค่หน้างาน

เอกนัฏ ทุบราคาน้ำมันลง 2.5 บาท ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

เชื่อว่าเพื่อนๆ ทุกคนคงยิ้มออกกันแล้วนะครับ! เมื่อล่าสุดมีการประกาศข่าวดีเรื่องสถานการณ์พลังงานที่กระทบกับเงินในกระเป๋าเราโดยตรง เมื่อ เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง. เพื่อให้ราคาขายปลีกน้ำมันทั่วประเทศไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร นับเป็นข่าวใหญ่ที่ช่วยแบ่งเบาทุกข์ของทั้งผู้ขับขี่และผู้ประกอบการได้เป็นอย่างดี

เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง. อย่างเป็นทางการ

การปรับลดราคาครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ได้รับข้อสั่งการจากนายกรัฐมนตรีโดยตรง เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันตลาดโลกที่ลดต่ำลง โดยรัฐบาลมองว่าผลประโยชน์ส่วนนี้ควรตกถึงมือประชาชนให้ได้มากที่สุด จึงได้มีการดึงกำไรส่วนเกินจากกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันเข้ามาช่วยชดเชยราคาเพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากที่สุดครับ

รายละเอียดการปรับลดที่ควรรู้เมื่อ เอกนัฏ ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

สำหรับการปรับลดครั้งนี้ถือว่าทำได้อย่างรวดเร็วและเห็นผลชัดเจน โดยกระทรวงพลังงานได้วางกรอบให้ราคาขายปลีกอยู่ในระดับไม่เกิน 35 บาทต่อลิตร โดยมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ครับ:

  • กลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล์: ปรับราคาลดลงประมาณ 2.51 บาทต่อลิตร
  • น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว: ปรับราคาลดลงประมาณ 2.56 บาทต่อลิตร
  • ราคาดีเซลใหม่: จะอยู่ที่ประมาณ 34.94 บาทต่อลิตร

มาตรการนี้ไม่เพียงแค่ช่วยให้คนใช้รถส่วนตัวประหยัดค่าใช้จ่ายรายวันได้เท่านั้น แต่ยังส่งผลดีต่อภาคการขนส่งและต้นทุนสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจปรับตัวลดลงตามไปด้วย ซึ่งนี่ถือเป็นก้าวสำคัญของทางภาครัฐในการบริหารจัดการพลังงานให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนครับ

ในฐานะของผู้บริโภคอย่างเราๆ การที่ภาครัฐหันมาจัดการกับกำไรส่วนเกินของโรงกลั่นถือเป็นทิศทางที่น่าชื่นชม เพราะทำให้ราคาน้ำมันสะท้อนความจริงมากขึ้น ผมมองว่ามาตรการนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้หมุนเวียนได้ดีขึ้นในช่วงที่ค่าครองชีพสูงแบบนี้ หวังว่าในอนาคตจะมีมาตรการดีๆ แบบนี้ออกมาอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาความสุขของคนไทยไว้ครับ

ที่มา – “เอกนัฏ” ทุบราคา “เบนซิน-ดีเซลทุกชนิดลง 2.5 บาท” ลดภาระประชาชน ผ่านมติ กบง.

ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการพลังงานไทย เมื่อ ศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาวิพากษ์วิจารณ์กรณีที่รัฐบาลมีแผนกู้เงินกว่า 2 แสนล้านบาทเพื่อนำมาแก้ไขปัญหา ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง โดยมองว่าเป็นการใช้งบประมาณที่ไม่คุ้มค่าและอาจสร้างหนี้สาธารณะเกินความจำเป็น ทั้งที่มีทางเลือกอื่นในการจัดการปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

มุมมองจากศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง

การที่รัฐบาลมุ่งเป้าไปที่การกู้เงินเพื่อทำโครงการเปลี่ยนหลอดไฟ LED และติดตั้งโซลาร์เซลล์ให้หน่วยงานรัฐนั้น นายศุภโชติมองว่าไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน เขายังระบุชัดเจนว่า ศุภโชติ ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ค่าไฟแฝง เพราะในความเป็นจริงภาครัฐมีงบประมาณและเครื่องมือทางการเงินอื่นๆ ที่สามารถนำมาปรับใช้ได้ทันทีโดยไม่ต้องสร้างภาระหนี้เพิ่ม

ทำไมการกู้เงินถึงไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด?

นายศุภโชติได้นำเสนอทางออกที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้รัฐบาลพิจารณาดำเนินการแทนการกู้เงินมหาศาล ดังนี้:

  • ใช้กองทุนอนุรักษ์พลังงาน: ปัจจุบันมีเงินเหลืออยู่ในกองทุนฯ กว่า 17,000 ล้านบาท ซึ่งสามารถนำเงินจำนวนนี้มาใช้ในการเปลี่ยนหลอดไฟสาธารณะเป็น LED ได้ทันทีโดยไม่ต้องกู้
  • โมเดล ESCO: เปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาร่วมลงทุนติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ แล้วแบ่งผลประโยชน์จากมูลค่าค่าไฟที่ประหยัดได้ เป็นการลดภาระภาครัฐและเพิ่มความรวดเร็วในการดำเนินงาน

ต้นตอของปัญหาและการปฏิรูปที่แท้จริง

หัวใจสำคัญที่รัฐบาลควรหันมาทำ คือการแยกบัญชีค่าไฟสาธารณะให้ชัดเจน ไม่ให้เกิดการนำภาระค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องมาหมกเม็ดไว้ในบิลค่าไฟของประชาชน นอกจากนี้ นายศุภโชติยังเน้นย้ำว่า การลดค่าไฟฟ้าที่ยั่งยืนไม่ได้อยู่แค่เรื่องหลอดไฟ แต่ต้องรื้อโครงสร้างพลังงาน ทั้งค่าความพร้อมจ่ายและสัญญารับซื้อไฟฟ้าที่เอื้อกลุ่มทุนใหญ่ เพราะหากรัฐบาลยังยึดติดกับวิธีการกู้เงินเพิ่มเพื่อมาแก้ปัญหาปลายเหตุ ก็รังแต่จะผลักภาระหนี้ไปสู่ลูกหลานในภายภาคหน้า

บทเรียนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า รัฐบาลจำเป็นต้องรับฟังข้อเสนอแนะเชิงรุกและมีความรอบคอบในการใช้งบประมาณแผ่นดิน หากรัฐบาลต้องการลดค่าครองชีพให้ประชาชนอย่างแท้จริง ต้องกล้าตัดสินใจปฏิรูปที่ต้นตอพลังงาน ไม่ใช่พึ่งพาการกู้หนี้มาแก้ปัญหาเพียงอย่างเดียว.

ที่มา – “ศุภโชติ” ซัดไม่ฉลาด รัฐบาลคิดกู้ 2 แสนล้าน แก้ “ค่าไฟแฝง” จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน

ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังให้ความสนใจกับข่าวใหญ่ในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจ เมื่อ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ออกมาเคลื่อนไหวครั้งสำคัญ โดยเตรียมแถลงความคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน ซึ่งถือเป็นข่าวดีที่สร้างแรงกระเพื่อมให้กับประชาชนทั่วประเทศที่ต้องการเห็นความเป็นธรรมด้านพลังงาน

ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

สำหรับการลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ตที่ผ่านมา นายพลพีร์ได้เดินหน้าจัดระเบียบธุรกิจท่องเที่ยวอย่างเข้มข้น โดยตรวจสอบบริษัทที่เป็นนอมินีไปแล้วกว่า 159 แห่ง และบังคับจำหน่ายไปแล้ว 34 บริษัท นอกจากนี้ การทำงานเชิงรุกยังช่วยย่นระยะเวลาการออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรมให้รวดเร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลต้องการสนับสนุนผู้ประกอบการสุจริตให้ทำมาหากินได้อย่างราบรื่น

ความคืบหน้าเรื่องค่าไฟฟ้าสาธารณะ

นอกจากประเด็นจังหวัดภูเก็ตแล้ว ประเด็นที่ชาวบ้านจับตาสูตรการคิดค่าไฟคือการที่ ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน ซึ่งนายพลพีร์ให้ข้อมูลว่า ได้หารือกับทางกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เพื่อหาทางออกในการแยกรวมค่าไฟส่วนสาธารณะออกจากบิลค่าไฟบ้านเรือน โดยมีสมการความเป็นไปได้หลายทาง เพื่อไม่ให้เป็นภาระของประชาชนเกินความจำเป็น

ในส่วนของงบประมาณที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลกำลังพิจารณาแนวทางบูรณาการรายได้จากการไฟฟ้า แทนการนำภาษีประชาชนมาจ่าย ซึ่งคาดว่าจะมีการเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อบังคับใช้หากต้องมีการแก้ไขกฎกระทรวง โดยแผนดำเนินงานมีจุดเด่นดังนี้:

  • รื้อโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ
  • แยกค่าไฟสาธารณะออกจากค่าไฟในครัวเรือน
  • ลดภาระเรื่องค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) ที่ไม่จำเป็น
  • ปฏิรูปการจัดการภายในขององค์กรไฟฟ้าเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 2-3 กรกฎาคมนี้ เราจะได้รับทราบรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับประเด็นสำคัญนี้อย่างชัดเจนอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความคืบหน้าปัญหาภูเก็ตที่เน้นการกำจัดนอมินี หรือการแก้ไขโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่เป็นไปตามความต้องการของพี่น้องประชาชน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจะทำให้เราทราบถึงทิศทางและประโยชน์ที่จะได้รับอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – ต้น ก.ค. แถลงคืบหน้าปัญหาภูเก็ต “พลพีร์” จ่อดันแผนถอด “ค่าไฟสาธารณะ” ออกจากบิลประชาชน

เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน เริ่ม ก.ค.-ส.ค.นี้

เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน

ข่าวดีสำหรับพี่น้องประชาชนชาวไทยที่กำลังแบกรับค่าครองชีพ เมื่อนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้จับมือกันเดินหน้านโยบายสำคัญเพื่อ เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน ซึ่งถือเป็นการแก้ปัญหาที่ฝังรากลึกมานานกว่า 30 ปี โดยคาดการณ์ว่าจะเริ่มเห็นผลบวกต่อค่าไฟรายเดือนในช่วงเดือนกรกฎาคมถึงสิงหาคมนี้

แนวคิดหลักคือการแยกค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้ไฟฟ้าตามบ้านเรือน เช่น ค่าไฟส่องสว่างสาธารณะ ตามทางหลวง หรือพื้นที่ส่วนรวม ออกจากบิลค่าไฟฟ้าฐานของประชาชน เพื่อสร้างความเป็นธรรมและลดภาระที่ไม่จำเป็นลงได้ทันที

ก้าวสำคัญเพื่อประชาชน: เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน

ขั้นตอนการดำเนินงานจะมุ่งเน้นไปที่การหารือร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการคลัง กทม. และกรมทางหลวง เพื่อบริหารจัดการงบประมาณค่าไฟฟ้าสาธารณะที่มีมูลค่ารวมกว่า 20,000 ล้านบาทต่อปี ให้ไปอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานที่ควรจะเป็น แทนที่จะผลักภาระมาไว้ในบิลค่าไฟของประชาชนเหมือนที่ผ่านมา

กระบวนการทำงานมีดังนี้:

  • ประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) และ กพช. เพื่อวางกลไกใหม่
  • กำหนดอัตราค่าไฟฐานใหม่ให้สอดคล้องกับต้นทุนจริง
  • เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการของการไฟฟ้าทั้ง 3 แห่ง เพื่อชดเชยส่วนที่หายไปอย่างเป็นธรรม

นายเอกนัฏ ย้ำว่า การทำตามแผน เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน ครั้งนี้ จะส่งผลให้ค่าใช้จ่ายในบิลค่าไฟฟ้าของแต่ละบ้านลดลงทันที โดยเฉพาะกลุ่มบ้านอยู่อาศัยที่รัฐบาลตั้งเป้าจะดึงราคาลงมาให้เหลือประมาณ 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นนโยบายที่รัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญเป็นลำดับต้นๆ เพื่อช่วยลดค่าครองชีพให้แก่ประชาชนให้ได้มากที่สุด นอกจากนี้ ยังมีการทบทวนสัญญาสัมปทานโรงไฟฟ้าที่ราคาสูงเกินไป รวมถึงค่าพร้อมจ่ายเพื่อปรับโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบให้มีความเป็นธรรมและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้ถือเป็นนิมิตหมายอันดีของการปฏิรูปพลังงานที่รัฐบาลกำลังเร่งมือทำเพื่อคืนความสุขให้ประชาชน เราในฐานะผู้บริโภคคงต้องจับตาดูว่ามาตรการเหล่านี้จะส่งผลไปถึงตัวเลขในบิลค่าไฟเดือนหน้ามากน้อยเพียงใด แต่สัญญาณที่ออกมาในเชิงบวกเช่นนี้ ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ที่มา – “เอกนัฏ-พลพีร์” ประสานเสียง เร่งลดภาระดึงค่าไฟสาธารณะออกจากบิลประชาชน เห็นผล ก.ค.- ส.ค.นี้

Scroll to top