แถลงนโยบายรัฐบาลอนุทิน

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่นตรวจสอบรัฐ

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว เป็นประเด็นที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ โดยเฉพาะจากปัญหาพลังงาน เศรษฐกิจ และฝุ่น PM2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้นในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ได้ออกมาแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมยืนยันบทบาทของฝ่ายค้านในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

“พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 เวลา 13.23 น. นายพริษฐ์ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยเล่าประสบการณ์จากการเข้าร่วมกิจกรรมสงกรานต์ที่จังหวัดแพร่ ร่วมกับนายศุภโชติ ไชยสัจ และน.ส.ลักษณารีย์ ดวงตาดำ สส.แพร่ เขต 3 พรรคประชาชน แม้บรรยากาศจะเต็มไปด้วยความสนุกสนานและรอยยิ้มของประชาชน แต่เบื้องหลังนั้นคือความกังวลต่อ วิกฤตซ้อนวิกฤต ที่ไม่จบลงพร้อมเทศกาลสงกรานต์

วิกฤตพลังงานที่ลุกลามสู่เศรษฐกิจ

วิกฤตแรกที่เด่นชัดคือ วิกฤตพลังงาน โดยเฉพาะปัญหาน้ำมันแพงและน้ำมันขาดแคลน ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเดินทางในช่วงสงกรานต์ จากข้อมูลด่านตรวจสภาพรถในอำเภอลอง จังหวัดแพร่ พบว่าจำนวนยานพาหนะเข้า-ออกพื้นที่ลดลงเหลือเพียง 1/4 ถึง 1/3 เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ ประชาชนจำนวนมากเลือกไม่เดินทางกลับภูมิลำเนาเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น สิ่งนี้สะท้อนถึงแรงกดดันทางเศรษฐกิจที่กำลังก่อตัว

นอกจากนี้ สถานการณ์น้ำมันขาดยังน่ากังวล เนื่องจากน้ำมันที่ขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซก่อนเกิดความขัดแย้งใกล้หมดแล้ว และสงครามที่ไม่แน่นอนอาจทำให้ราคาพุ่งสูงยิ่งขึ้น พรรคประชาชนจึงเรียกร้องให้รัฐบาลปรับโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างเร่งด่วน มีมาตรการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางให้ครอบคลุมมากกว่าที่เคาะในครม.เมื่อ 11 เม.ย. ที่ผ่านมา ปัญหานี้ยังลามไปยังปุ๋ย เม็ดพลาสติก ค่าไฟ และราคาสินค้าทั่วไป ซึ่งรัฐบาลต้องเตรียมรับมือล่วงหน้าเพื่อป้องกัน stagflation หรือภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวควบคู่เงินเฟ้อสูง

วิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่คุกคามสุขภาพ

วิกฤตที่สองคือฝุ่น PM2.5ที่ยังคงปกคลุมภาคเหนือ แม้จะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ประชาชนต้องการความชัดเจนจากรัฐบาลต่อร่าง พ.ร.บ.บริหารจัดการเพื่ออากาศสะอาด พ.ศ. …. ที่ค้างอยู่ในสภา รัฐบาลมีเวลาตัดสินใจภายใน 12 พฤษภาคม 2569 หากไม่ยืนยันให้รัฐสภาพิจารณาต่อ จะเป็นการละเลยปัญหาสุขภาพประชาชน

แม้สส.จากหลายพรรคจะทวงถามในอภิปรายนโยบาย แต่ยังไม่ได้รับคำตอบชัดเจนจากนายกฯ หรือครม. มีเพียงมอบหมายให้หน่วยงานทบทวนเสนอสลค.ภายใน 24 เมษายนเท่านั้น พรรคประชาชนจะติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้เกิดกฎหมายที่ปกป้องสุขภาพประชาชน

นายพริษฐ์ทิ้งท้ายว่า ฝ่ายค้านจะทำหน้าที่เป็น “เงา” คอยตรวจสอบทุกฝีก้าวของรัฐบาล เพื่อปกป้องผลประโยชน์ประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่เสี่ยงต่อ stagflation สถานการณ์นี้ไม่ใช่แค่ปัญหาภาคเหนือ แต่กระทบทั้งประเทศ การมีฝ่ายค้านที่เข้มแข็งจึงสำคัญยิ่ง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์วิกฤตซ้อนวิกฤตนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลต้องปรับตัวให้ทันท่วงที หากปล่อยไว้ ประชาชนจะเดือดร้อนหนักขึ้น ฝ่ายค้านอย่างพรรคประชาชนกำลังทำหน้าที่ได้ดีในการเป็นกระบอกเสียง

เรียกร้องให้คุณติดตามข่าวสารและมีส่วนร่วมในการตรวจสอบรัฐบาล ร่วมแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง หรือแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลให้แพร่หลายยิ่งขึ้น!

ที่มา – “พริษฐ์” ห่วงวิกฤตซ้อนวิกฤตในภาคเหนือ ลั่น ฝ่ายค้านพร้อมตรวจสอบรัฐบาลทุกฝีก้าว

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำรัฐบาลประชาชนสามัคคี

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม เป็นหัวข้อที่ได้รับความสนใจอย่างมากในวันนี้ หลังจากที่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ได้เริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการ โดยนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ได้เป็นประธานในการประชุมครั้งสำคัญนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของรัฐบาลที่มุ่งเน้นการทำงานเพื่อประชาชนอย่างแท้จริง

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ครั้งที่ 1/2569 จัดขึ้นเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 11 เมษายน 2569 ณ ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน นี่คือการประชุมนัดแรกหลังจากการแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภาเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว ในวันเดียวกัน นายกฯ ยังได้มอบภาพหมู่คณะรัฐมนตรีใส่กรอบให้แก่รัฐมนตรีทุกคนเป็นที่ระลึกด้วย แม้จะขาด น.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่มีภารกิจติด แต่บรรยากาศโดยรวมเต็มไปด้วยความพร้อมเพรียง

การประชุมครม.นัดแรก

คำกล่าวสำคัญก่อนเข้าสู่วาระประชุม

ก่อนเริ่มประชุม นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงความสำคัญของวันนี้ว่า แม้เป็นวันเสาร์ แต่ทุกคนต้องมาร่วมงาน เพราะการอภิปรายนโยบายรัฐบาลในรัฐสภา 2 วัน ได้ผ่านพ้นไปด้วยดี ตอนนี้ครม.ชุดใหม่ไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายใดๆ แล้ว สามารถบริหารราชการแผ่นดินเพื่อช่วยเหลือประชาชนได้เต็มที่ ขอให้รัฐมนตรีทุกคนใช้ความสามารถเต็มที่ในการแก้ปัญหาประเทศ

นายกฯ ย้ำชัดว่า นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม โดยถือเป็นรัฐบาลของประชาชน รัฐบาลที่เป็นทีมเดียวกัน พัฒนาประเทศและอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน ไม่สนที่มาที่ไปของแต่ละคน ทุกคนต้องสื่อสารกันเพื่อแก้ปัญหาไปในทิศทางเดียวกัน

นายกรัฐมนตรี อนุทิน

นายกฯ ขอบคุณรัฐมนตรีทุกคนที่รับฟังและชี้แจงการอภิปรายในสภาด้วยความชัดเจน ถือเป็นการสื่อสารกับประชาชน 77 ล้านคนทั่วประเทศ จากนี้จะเร่งดำเนินนโยบายและมาตรการที่เป็นประโยชน์ แม้ไม่อยู่ในนโยบายหลักก็ตาม นายกฯ และรองนายกฯ พร้อมสนับสนุนทุกภารกิจ รวมถึงลงพื้นที่ร่วมกัน

  • ขอบคุณความเหนียวแน่นของครม.ในการอภิปรายนโยบาย
  • ยืนยันไม่มีข้อจำกัดทางกฎหมายในการบริหาร
  • เน้นสามัคคี ไม่แบ่งฝ่ายที่มา
  • ยึดประโยชน์ประชาชนเป็นเป้าหมายสูงสุด
  • พร้อมลงพื้นที่สนับสนุนรัฐมนตรีทุกคน
ภาพหมู่ครม.

การประชุมครั้งนี้ไม่เพียงเป็นจุดเริ่มต้น แต่ยังสะท้อนวิสัยทัศน์ของรัฐบาลชุดใหม่ที่มุ่งแก้ปัญหาเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง โดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยกำลังฟื้นตัวจากวิกฤตต่างๆ รัฐบาลสัญญาว่าจะเร่งด่วนทุกนโยบาย เช่น การช่วยเหลือประชาชนผู้ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และการส่งเสริมการท่องเที่ยว

ในมุมมองของผู้วิเคราะห์ การที่นายกฯ เน้น “สามัคคีทำงานเป็นทีม” แสดงถึงความพยายามลดความขัดแย้งทางการเมืองที่ผ่านมา ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น นอกจากนี้ การมอบภาพหมู่ยังเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นหนึ่งเดียวกัน

บรรยากาศประชุม

ข้อคิดเห็น: นี่คือสัญญาณบวกที่รัฐบาลชุดใหม่พร้อมลุยงานทันที โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง หากทำได้ตามที่กล่าว ความเชื่อมั่นจากประชาชนจะเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน

คุณคาดหวังอะไรจากรัฐบาลชุดนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – นายกฯ นำถก ครม.ใหม่ นัดแรก ย้ำเป็นรัฐบาลของประชาชน สามัคคีทำงานเป็นทีม

“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เฟคนิวส์น้ำท่วม

ดราม่าการเมืองไทยร้อนฉ่าไม่หยุดหย่อน ล่าสุดมีประเด็น“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ที่กลายเป็นหัวข้อฮือฮาในโซเชียลมีเดีย น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ลิซ่า” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาโต้กลับแบบจัดเต็มต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม หลังจากที่นายกฯ หยิบเรื่องเก่าเรื่องน้ำท่วมหาดใหญ่มาว่าเธอสร้างภาพลับๆ ล่อๆ เพื่อให้ดูเหมือนลงพื้นที่จริง

“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในวันที่ 11 เมษายน 2567 ระหว่างการอภิปรายสรุปปิดแถลงนโยบายรัฐบาล นายอนุทินได้พูดถึงการลงพื้นที่ช่วยเหลือน้ำท่วมภาคใต้ โดยยกตัวอย่างตัวเองว่าลุยน้ำจริง ไม่ใช่แค่น้ำท่วมหัวเข่าแล้วย่อตัวลงไปสร้างภาพ แต่กลับโยงไปถึงดราม่าเก่าของ “ลิซ่า” ที่ถูกกล่าวหาว่าใส่ชูชีพแล้วย่อเข่าถ่ายรูปในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ ทำให้ดูเหมือนน้ำท่วมหนัก ทั้งที่จริงๆ แล้วเป็นแค่เฟคนิวส์ที่ถูกพิสูจน์แล้ว

“ยกเรื่องอะไรมาตอบโต้ไม่ว่า แต่นายกฯ ยกเอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมหาดใหญ่ ที่หาว่าดิฉันใส่ชูชีพแล้วย่อเข่าถ่ายรูปมาตอบ เรื่องนี้เป็นดราม่าและเฟคนิวส์ที่ถูกสร้างมาโจมตีดิฉัน ทั้งที่เรื่องนี้มีการพิสูจน์ความจริงไปแล้ว แทนที่จะเอาความสำเร็จที่ทำในช่วงน้ำท่วมหาดใหญ่ เอาแผนงานที่ทำมาฟาดหน้าดิฉัน แต่กลับเลือกเฟคนิวส์มาตอบ กระจอกจริงๆ!!!” นี่คือข้อความเด็ดจากโพสต์เฟซบุ๊กของลิซ่าที่กลายเป็นไวรัลทันที

ที่มาของดราม่าเฟคนิวส์น้ำท่วมหาดใหญ่

ย้อนกลับไปช่วงน้ำท่วมภาคใต้ครั้งใหญ่ที่หาดใหญ่ จ.สงขลา ลิซ่าในฐานะ ส.ส. ได้ลงพื้นที่ช่วยเหลือประชาชนอย่างใกล้ชิด เธอสวมชูชีพลุยน้ำ ถ่ายภาพและคลิปเพื่อแสดงให้เห็นสถานการณ์จริง แต่ทันใดนั้นก็มีคลิปตัดต่อแพร่กระจายในโลกออนไลน์ หาว่าเธอย่อเข่าลงเพื่อให้ดูเหมือนน้ำท่วมถึงอก สร้างภาพหลอกลวงประชาชน

  • คลิปต้นทาง: ลิซ่าลุยน้ำจริง น้ำท่วมถึงเอว สวมชูชีพเพื่อความปลอดภัย
  • คลิปเฟค: ตัดเฉพาะตอนย่อตัว ใส่เสียงประกอบเพื่อให้ดูน่าขัน
  • การพิสูจน์: ลิซ่าโพสต์คลิปเต็มยาวหลายนาที แสดงจุดที่น้ำลึกจริง มีพยานบุคคลยืนยัน
  • ผลลัพธ์: เฟคนิวส์ถูกหักหลังมือ สร้างศัตรูทางการเมืองเพิ่ม

แม้จะเคลียร์แล้ว แต่เรื่องนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาอีกครั้งในเวทีการอภิปรายใหญ่ ลิซ่าจึงไม่ยอม ซัดกลับว่าการกระทำแบบนี้คือ “กระจอกจริงๆ” เพราะแทนที่จะพูดถึงผลงานรัฐบาลหรือแผนฟื้นฟูที่ทำได้จริง กลับไปขุดเรื่องเก่ามาโจมตี

ปฏิกิริยาจากสังคมและนักการเมือง

โพสต์ของลิซ่าทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนัก นักการเมืองฝ่ายค้านหลายคนเข้าข้าง โดยมองว่านี่คือกลยุทธ์โจมตีส่วนตัวแทนการเมืองผลงาน บนทวิตเตอร์และเฟซบุ๊ก แฮชแท็ก #ลิซ่าซัดอนุทิน #เฟคนิวส์น้ำท่วม ติดเทรนด์ทันที ผู้ใช้เน็ตส่วนใหญ่เห็นใจลิซ่า เพราะพิสูจน์แล้วว่าเธอทำงานจริงจัง

ด้านรัฐบาลยังไม่มีแถลงการณ์ตอบโต้ชัดเจน แต่แหล่งข่าวจากพรรครัฐบาลระบุว่านายกฯ อาจตั้งใจยกตัวอย่างเพื่อเน้นย้ำความจริงใจในการทำงาน อย่างไรก็ตาม การใช้เฟคนิวส์เก่าแบบนี้ถูกมองว่าเสี่ยงต่อภาพลักษณ์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็น“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ที่สะท้อนปัญหาใหญ่ของการเมืองไทย คือการใช้ข้อมูลเท็จโจมตีคู่แข่ง แทนที่จะแข่งขันด้วยนโยบายและผลงานจริง ในยุคดิจิทัลที่เฟคนิวส์แพร่กระจายง่าย การเมืองควรมีจริยธรรมมากกว่านี้

จากประสบการณ์น้ำท่วมหาดใหญ่ ลิซ่าได้ริเริ่มโครงการช่วยเหลือหลายอย่าง เช่น การตั้งจุดกระจายน้ำและเสบียง การประสานงานกับหน่วยทหารและอาสา รวมถึงการผลักดันงบประมาณฟื้นฟูท้องถิ่น ซึ่งเป็นผลงานที่ควรถูกนำมาพูดถึงมากกว่าเรื่องย่อเข่า

สุดท้ายแล้ว ดราม่านี้เป็นเครื่องเตือนใจว่านักการเมืองทุกคนควรโฟกัสที่ประชาชน ไม่ใช่การโจมตีส่วนตัว คุณคิดเห็นอย่างไรกับ“ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อให้ข้อมูลจริงแพร่กระจาย!

บทเรียนสำคัญ: การเมืองไทยจะก้าวหน้าได้ต้องเลิกใช้เฟคนิวส์ มาแข่งกันด้วยผลงานจริงๆ ดีกว่า

ที่มา – “ลิซ่า” ซัด “อนุทิน” กระจอกจริงๆ เอาเรื่องเฟคนิวส์น้ำท่วมมาโจมตีว่าย่อเข่าถ่ายรูป

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

ในวันที่ 11 เมษายน 2567 ซึ่งเป็นวันสำคัญสำหรับการเมืองไทย นางสุขสมรวย วันทนียกุล ได้เริ่มต้นการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ หลังจากคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายเรียบร้อยแล้ว เหตุการณ์นี้ได้รับความสนใจอย่างมากจากสื่อและประชาชน โดยเฉพาะ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าตรู่

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

เมื่อเวลา 07.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นางสุขสมรวย ได้ถือฤกษ์ดีเดินทางมาถึงเพื่อไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่ ศาลตายาย และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบฯ ก่อนที่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่จริงจัง การไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นประเพณีที่รัฐมนตรีใหม่หลายท่านปฏิบัติ เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่นและประสบความสำเร็จ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ แบบนี้ สะท้อนถึงความเคารพในวัฒนธรรมไทยและความตั้งใจจริงจังในการรับใช้ประชาชน

สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ

หน่วยงานสำคัญที่ได้รับมอบหมาย

หลังจากพิธีไหว้เสร็จ นางสุขสมรวย ได้เปิดเผยถึงภารกิจที่ได้รับมอบหมาย โดยเธอจะดูแล 3 หน่วยงานหลักที่ถือเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาชนบทและแก้ปัญหาที่ดินทำกินของประชาชน ได้แก่

  • สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่สานต่อพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 โครงการเหล่านี้ช่วยแก้ปัญหาน้ำแล้ง น้ำท่วม และพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวบ้านในพื้นที่ห่างไกล
  • สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน องค์การมหาชน (บธ.) หน่วยงานนี้มีบทบาทสำคัญในการปฏิรูปที่ดิน จัดสรรที่ดินทำกินให้เกษตรกรรายย่อย ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม และป้องกันการกินที่ดินของนายทุน
  • กองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ (กทบ.) ที่ช่วยหมุนเวียนเงินทุนในระดับชุมชน สนับสนุนกิจกรรมเศรษฐกิจฐานราก ให้ชาวบ้านมีรายได้มั่นคง

นางสุขสมรวย ยืนยันว่า เธอตั้งใจจะทำงานให้ดีที่สุด เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้บรรลุเป้าหมาย ลั่นว่าจะทุ่มเทเต็มที่เพื่อประชาชน

นางสุขสมรวย ไหว้ศาลพระภูมิ
สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์

การมอบหมายงานให้ สุขสมรวย ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาชนบท โครงการพระราชดำริยังคงเป็นนโยบายหลักที่ทุกฝ่ายเห็นพ้อง ขณะที่ปัญหาที่ดินและกองทุนหมู่บ้านเป็นประเด็นเรื้อรังที่ต้องแก้ไขเร่งด่วน ในยุคที่เศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด การสนับสนุนฐานรากจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจจากล่างสู่บนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นอกจากนี้ ประเพณีถือฤกษ์ดีไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมการเมืองไทยที่ผสมผสานความเชื่อและความรับผิดชอบเข้าด้วยกัน รัฐมนตรีหลายท่านที่เริ่มต้นด้วยพิธีนี้ มักได้รับการตอบรับดีจากประชาชน เพราะแสดงถึงความถ่อมตนและศรัทธา

ในมุมมองของผู้เขียน คาดว่านางสุขสมรวยจะสามารถผลักดันนโยบายเหล่านี้ได้สำเร็จ ด้วยประสบการณ์และความมุ่งมั่น หากคุณสนใจติดตามความคืบหน้าของรัฐมนตรีท่านนี้และนโยบายรัฐบาล ลองแวะมาอ่านบทความอื่นๆ ในบล็อกของเรา หรือแชร์ความคิดเห็นด้านล่างนี้ได้เลย!

ที่มา – “สุขสมรวย” ถือฤกษ์ดี ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ลั่นตั้งใจทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน ปิดประชุมหนี

วันนี้เรามาพูดถึงเหตุการณ์ร้อนแรงในสภา ที่กลายเป็นประเด็นใหญ่ของวงการการเมืองไทย เมื่อ อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน อย่างไม่ไว้หน้า ในการประชุมร่วมรัฐสภาเพื่อแถลงนโยบายรัฐบาลใหม่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ลุกขึ้นโต้กลับการอภิปรายของนายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.พรรคประชาชน อย่างดุเดือด โดยชี้ว่าอีกฝ่ายไม่ทำการบ้านมากพอ สร้างความฮือฮาให้กับสื่อและประชาชนที่ติดตาม

เหตุการณ์เกิดขึ้นวันที่ 10 เมษายน 2567 ณ อาคารรัฐสภา ในการประชุมวาระด่วนแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ นายอนุทินเริ่มต้นด้วยการขอบคุณสมาชิกรัฐสภาทุกฝ่ายที่ให้ข้อเสนอแนะ แต่ไม่ยอมให้มีการกล่าวหาว่ารัฐบาลโยนงานหรือไม่รับผิดชอบ เขายืนยันว่ารัฐมนตรีทุกคนถูกคัดเลือกมาอย่างรอบคอบ และพร้อมทุ่มเททำงาน หากใครล้มเหลวก็ต้องรับผิดชอบตัวเอง

อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน

จุดไคลแมกซ์คือตอนที่ อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน โดยตรง โดยบอกว่านายพริษฐ์ที่เพิ่งอภิปรายปิด ไม่ได้ศึกษาข้อมูลให้ดี เช่น การจัดคลัสเตอร์พรรคร่วมรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่ดูแลโดยนายยศชนัน ไม่ใช่โยนให้พรรคเพื่อไทยอย่างที่กล่าวหา นายอนุทินย้ำสไตล์การบริหารของตัวเองที่สั่งงานโดยรู้จักความสามารถของแต่ละคน เหมือนตอนทำธุรกิจเอกชนที่ประสบความสำเร็จมาแล้ว

นายกฯ ยังเล่าว่า รัฐมนตรีที่ล้มเหลวต้อง ‘ไปเก็บของ’ และตัวเขาเองก็ให้ความสำคัญกับสภา โดยไลน์เตือนรัฐมนตรีให้มาร่วมฟังอภิปราย ไม่ใช่โยนงานอย่างที่ถูกกล่าวหา นี่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลชุดนี้ในการทำงานจริงจัง

ลุยน้ำจริง ไม่ใช่สร้างภาพหลัง อนุทิน ซัด พริษฐ์ ไม่ทำการบ้าน

อีกประเด็นที่นายอนุทินโต้ว่าลุยงานหนักจริง ไม่ใช่สร้างภาพ เช่น กรณีน้ำท่วมหาดใหญ่ที่สั่งการ ร.อ.ธรรมนัส ลุยแก้ปัญหา โดยตัวเขาเองก็ลงพื้นที่จริง น้ำท่วมลึกไม่ใช่แค่หัวเข่าแล้วกดตัวลงถ่ายรูป เขาเน้นย้ำว่า ‘ไปรบก็ไป น้ำท่วมก็ลุย’ เพื่อรู้ปัญหาจริงจากหน้างาน ไม่ใช่รับรายงานอย่างเดียว

ครม.ทุกคนพร้อมทุ่มเทเพื่อประชาชน

นายอนุทินยืนยันว่านโยบาย 23 ข้อจะผลักดันให้สำเร็จภายใน 4 ปี รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอที่เป็นประโยชน์ และจะบริหารราชการอย่างเต็มที่เพื่อความก้าวหน้าของชาติ เขาขอให้ทุกฝ่ายพูดความจริง ไม่ปั้นน้ำเป็นตัว และพร้อมขอโทษหากทำพลาด

  • ขอบคุณสภาที่ให้ข้อเสนอแนะ
  • ยืนยันคัดเลือก ครม. อย่างรอบคอบ
  • บริหารแบบรู้จักคน ไม่โยนงาน
  • ลุยหน้างานจริง ไม่สร้างภาพ
  • ทุ่มเททุกสรรพกำลังรับใช้ประชาชน

ประธานสั่งปิดประชุมทันทีหลังขอสิทธิ์พาดพิง

หลังนายอนุทินปิดการปราศรัย นายพริษฐ์ขอใช้สิทธิ์พาดพิงโต้กลับเรื่องไม่ทำการบ้าน แต่ประธานสภา นายโสภณ ซารัมย์ สั่งปิดประชุมทันที เวลา 22.13 น. ทำให้เหตุการณ์จบลงแบบกะทันหัน สร้างกระแสวิจารณ์ในโซเชียล

เหตุการณ์นี้สะท้อนการเมืองไทยที่เข้มข้น รัฐบาลใหม่ของพรรคภูมิใจไทยเริ่มต้นด้วยการตอบโต้ที่แข็งกร้าว แสดงถึงความไม่ยอมแพ้ต่อคู่แข่งอย่างพรรคประชาชน ซึ่งเป็นอดีตคู่ปรับจากพรรคก้าวไกล ประชาชนคงต้องจับตาว่ารัฐบาลจะทำตามนโยบายที่แถลงไว้ได้หรือไม่ โดยเฉพาะปัญหาเศรษฐกิจ น้ำท่วม และชายแดน

สำหรับเราในฐานะประชาชน สิ่งสำคัญคือติดตามผลงานจริง ไม่ใช่คำพูดในสภา คุณคิดว่ารัฐบาลอนุทินจะอยู่ครบเทอมไหม? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์เพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะ!

ที่มา – “อนุทิน” ซัด “พริษฐ์” ไม่ทำการบ้าน ประธานสั่งปิดประชุมหนี หลังขอใช้สิทธิ์พาดพิง

“ไอติม” อัด ครม.อนุทิน “รัฐบาลผู้รับเหมา” 5 พฤติกรรม

สวัสดีครับทุกท่าน! วันนี้เรามาคุยกันเรื่องการเมืองร้อนๆ ที่กำลังเป็นกระแส “ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ นะครับ ในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ “ไอติม” ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้อภิปรายแบบแซ่บๆ สรุปภาพรวมนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชวนศรีนาคินทร์ เปรียบเทียบว่ารัฐบาลนี้เหมือน “ผู้รับเหมาที่จะโดนขึ้นบัญชีดำ” เลยทีเดียว ท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจโลกที่คนไทยกำลังลำบาก รัฐบาลควรแก้ปัญหาได้ตั้งแต่วันแรก แต่ดันทำเหมือนมือใหม่ซะงั้น!

“ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ

ไอติมชี้ว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มืออาชีพ แต่มีพฤติกรรม 5 ข้อ เหมือนผู้รับเหมาที่ผิด พ.ร.บ.จัดซื้อจัดจ้าง จะโดนขึ้นบัญชีดำแน่ๆ มาดูกันครับว่ามีอะไรบ้าง

1. เบี้ยวสัญญา

พรรคภูมิใจไทยเคยโอ้อวดว่า “พูดแล้วทำ” แต่ตอนนี้เบี้ยวสัญญาตั้งแต่วันแรก เช่น ค่าไฟที่สัญญาลดเหลือ 3 บาท/หน่วย สำหรับ 200 หน่วยแรกทุกครัวเรือน แต่สุดท้ายลดให้แค่ครึ่งประเทศที่ใช้ไม่ถึง 200 หน่วย และไม่แม้แต่เขียนในนโยบาย! เรื่องรัฐธรรมนูญ ประชาชน 20 ล้านคนอยากได้ฉบับใหม่ แต่ไม่ยอมใส่ในแถลงนโยบายสักบรรทัด รัฐมนตรีมืออาชีพก็ตั้งแค่ 3 คนตามเอกสารส่ง กกต. แต่ประชาชนอยากได้มากกว่านั้น โดยเฉพาะกำหนดเพดานค่าการกลั่นน้ำมัน ไม่ใช่แค่นับคน!

2. ส่งงานล่าช้า

วิกฤตพลังงาน รัฐบาลตามหลังปัญหาตลอด น้ำมันขาด รอสัปดาห์กว่าจะสั่งรายงานสต๊อก ประชาชนเรียกตรวจกักตุน ดันหาว่าประชาชนกักเอง ภาษีลาภลอยศึกษาตั้งแต่ 2565 ยังไม่ทำ! ปล่อยราคาน้ำมันขึ้น 6 บาทคืนวันพุธ 25 มี.ค. 2569 ก่อนสภาปิด รอปกป้องตัวเอง แผนเยียวยา 2 สัปดาห์แล้วยังไม่มีเงินถึงมือคน วิกฤต PM2.5 ภาคเหนือรู้ล่วงหน้าเป็นเดือน ยังไม่เตรียมหน้ากากหรืองบดับไฟ!

3. ลดสเปก

นโยบายชอบห้อย “พลัส” แต่จริงๆ เป็นดอกจันทร์ซ่อนเงื่อน! ราคามะพร้าว 7-10 บาท/ลูก แต่จริง 3-5 บาท ล้งกลางกลายเป็นล้งชุมชน ปุ๋ยขาด-ขึ้นราคา แม้บอกควบคุม กองทุนประกันภัยพิบัติ สัญญาเบี้ย 1,000 บาท/ครัวเรือน เยียวยา 100,000 บาท แต่แถลงนโยบายไร้ตัวเลข ชาวบ้านไม่มั่นใจ!

4. โยนงาน

เหมือนพ่อค้าคนกลาง โยนวิกฤตชายแดนให้กองทัพ ฝุ่นให้ผู้ว่าราชการ น้ำท่วมหาดใหญ่ให้คณะกรรมการใหม่ๆ พัฒนาทุนมนุษย์โยนให้พรรคร่วม กระทรวงศึกษาถึงคนที่ 3 จากพรรคอื่น นายกฯ ต้องรับผิดชอบเอง ไม่ใช่คลัสเตอร์เพื่อการเมือง!

5. มีข้อครหาทุจริต

นายกฯ พูดสวยเรื่องโปร่งใส Super Licence แต่ตั้งรองนายกฯ พิพัฒน์ ดูวิกฤตพลังงาน ทั้งถือหุ้นน้ำมัน ผลประโยชน์ทับซ้อน! คดีโกง สว. 134 คนในสำนวนเดียว สว. ไม่ใช่พรรคนายก แต่ฐานอำนาจน่าสงสัย เลือกตั้งสุพรรณบุรี พรรคภูมิใจไทยคะแนนพลิก บาร์โค้ดตรวจได้ ขรก.มหาดไทยโยกย้าย!

ไอติมหวังว่ารัฐบาลจะปรับปรุง ฝ่ายค้านจะเฝ้าติดตาม ถ้าไม่เปลี่ยน สภาต้องขึ้นบัญชีดำ! “ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ นี่แหละที่ทำให้คนสนใจ คุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำได้ดีกว่านี้มั้ย? ลองคอมเมนต์บอกความเห็นด้านล่างนะครับ แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ช่วยกันติดตามการเมืองไทยให้โปร่งใส!

ที่มา – “ไอติม” อัด ครม.อนุทิน คือ “รัฐบาลผู้รับเหมา” แจงยิบ 5 พฤติกรรมที่จะถูกขึ้นบัญชีดำ

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง”

ในสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจถดถอย “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะจากปากของนายอัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์ ส.ส.ราชบุรี พรรคภูมิใจไทย ที่ลุกขึ้นอภิปรายในรัฐสภาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569

“อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

นายอัครเดช ยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่ได้เลือกที่จะเข้ามาบริหารท่ามกลางวิกฤต แต่เมื่อประชาชนมอบความไว้วางใจ ก็ต้องทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุด เขาเปรียบเทียบอย่างน่าสนใจว่า “คนเรานั้นเลือกเกิดไม่ได้ ฉันใดนั้น การเป็นรัฐบาลก็เลือกที่จะเป็นไม่ได้” ซึ่งสะท้อนถึงความท้าทายที่รัฐบาลต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบหลังโควิด-19 วิกฤตเศรษฐกิจ และล่าสุดคือวิกฤตพลังงานที่ทำให้ค่าครองชีพพุ่งสูง โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่างเกษตรกรและแรงงานรายได้น้อย

จากนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา มี 5 นโยบายหลักครอบคลุมเศรษฐกิจ การเกษตร และการท่องเที่ยว นายอัครเดชจึงฝากหลักการ “4 ตรง” เพื่อให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่คือสูตรลับที่เขามั่นใจว่าจะช่วยแก้ปัญหาได้ตรงจุด

สูตร “4 ตรง” จาก “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน

  • ตรงเป้า: คัดกรองกลุ่มเดือดร้อนที่สุด เช่น กลุ่มเปราะบาง เกษตรกร และผู้ใช้แรงงานรายได้น้อย ที่กำลังถูกวิกฤตพลังงานบีบคั้น ต้องช่วยเหลือคนที่ต้องการมากที่สุดก่อน
  • ตรงจุด: แก้ปัญหาให้ตรงความต้องการจริง เช่น ลดต้นทุนการผลิต ยกระดับราคาพืชผลเกษตร ทำให้เกษตรกรไม่ต้องขาดทุนจากน้ำมันแพงแต่ผลผลิตราคาตก
  • ตรงเวลา: มาตรการต้องรวดเร็ว ทันท่วงที เพราะวิกฤตพลังงานกำลังกระทบประชาชนเดี๋ยวนี้ อย่ารอช้าเดี๋ยวสถานการณ์ยิ่งแย่
  • ตรงไปตรงมา: ทุกขั้นตอนต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่มีการคอร์รัปชัน เพื่อให้เงินช่วยเหลือถึงมือผู้เดือดร้อนจริงๆ

นายอัครเดช เน้นย้ำว่า “วันนี้พี่น้องประชาชนเดือดร้อนจากวิกฤตพลังงาน ท่านต้องคัดเป้าหมายว่ากลุ่มไหนเดือดร้อนที่สุดก็นำกลุ่มนั้นมาดูแลก่อน โดยเฉพาะพี่น้องเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับต้นทุนที่สูงขึ้นแต่ราคาพืชผลต่ำลง” คำพูดนี้ชัดเจนและเข้าถึงใจประชาชนที่กำลังลำบาก

นอกจากนี้ เขายังให้กำลังใจคณะรัฐมนตรีในการขับเคลื่อน 5 นโยบายหลักให้เกิดผลจริง และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะปราศจากการทุจริต สูตร “4 ตรง” นี้ไม่ใช่แค่ทฤษฎี แต่เป็นแนวทางปฏิบัติที่ทุกกระทรวงควรนำไปใช้ทันที เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน

วิกฤตพลังงานครั้งนี้มาจากราคาน้ำมันโลกที่ผันผวน ส่งผลให้ต้นทุนทุกอย่างแพงขึ้น โดยเฉพาะภาคเกษตรที่ใช้เครื่องจักรกลการเกษตรมาก รัฐบาลอนุทินจึงต้องเร่งมาตรการลดราคาพลังงานชั่วคราวควบคู่กับพัฒนาพลังงานทางเลือก เช่น พลังงานหมุนเวียนจากชีวมวลที่ไทยมีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การอุ้มกลุ่มเปราะบางด้วยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือเงินอุดหนุนตรง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อ เพิ่มการหมุนเวียนในเศรษฐกิจ

ในมุมมองของผม สูตร “4 ตรง” ที่ “อัครเดช” ฝากไว้เป็นแนวคิดที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง หากรัฐบาลนำไปใช้จริง จะเห็นผลชัดเจนภายในปีนี้ โดยเฉพาะการช่วยเกษตรกรที่เป็นฐานรากของชาติ ช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมได้อีกด้วย

คุณคิดอย่างไรกับสูตร “4 ตรง” นี้? ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวสารการเมืองเศรษฐกิจเพิ่มเติมเพื่อไม่พลาดอัพเดทสำคัญนะครับ เชื่อว่านโยบายดีๆ แบบนี้จะช่วยให้ประเทศไทยผ่านวิกฤตไปได้!

ที่มา – “อัครเดช” หนุน รัฐบาลอนุทิน สู้วิกฤตพลังงาน ฝากสูตร “4 ตรง” แก้เศรษฐกิจ-อุ้มกลุ่มเปราะบาง

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” ฟื้นหนองหาร

ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายรัฐบาลเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิรภพ สมผล ส.ส.สกลนคร พรรคกล้า ได้อภิปรายวิจารณ์นโยบายการเกษตรของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยย้ำว่ารัฐบาลนำเสนอแต่เรื่องสวยหรูอย่าง AI บิ๊กดาต้า สมาร์ทฟาร์มมิ่ง แต่ละเลยปัญหาพื้นฐานของเกษตรกรรายย่อย ท่ามกลางกระแสที่“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร ซึ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ

“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

นายสิรภพแสดงความผิดหวังต่อนโยบายเกษตรที่รัฐบาลประกาศ โดยชี้ว่าปัญหาหลักของเกษตรกรคือขาดที่ดินทำกิน แหล่งน้ำ ทุนทรัพย์ และติดหนี้สิน รัฐบาลแก้ปัญหาแค่พักหนี้ ยืดหนี้ ซึ่งเป็นมาตรการชั่วคราว ไม่ยั่งยืน “คำถามคือรัฐบาลกล้าทำจริงหรือไม่ เพราะต้องแตะโครงสร้างและเผชิญหน้ากับกลุ่มทุน” เขากล่าว

นอกจากนี้ ยังวิจารณ์ต้นทุนการผลิตที่พุ่งสูง ทั้งเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย น้ำมัน แต่รัฐบาลเน้นราคาขายมากกว่าต้นทุนชีวิตชาวบ้าน การช่วยเหลือแบบเหมาเข่งทั่วประเทศก็ล้มเหลว เพราะแต่ละพื้นที่ต่างเงื่อนไขกัน

ปัญหาหนองหาร: ตัวอย่างความล้มเหลวเชิงโครงสร้าง

นายสิรภพยกตัวอย่างจังหวัดสกลนคร โดยเฉพาะพื้นที่รอบหนองหาร ชาวบ้านไม่มีเอกสารสิทธิ์ แม้ตั้งถิ่นฐานมานาน พระราชกฤษฎีกาหวงห้ามตั้งแต่ พ.ศ. 2484 ควรแก้ใน 5 ปี แต่ 85 ปีผ่านไป ปัญหายังค้างคา ชาวบ้านจากเจ้าของกลายเป็นผู้บุกรุก “ชาวบ้านรอเอกสารสิทธิ์จนตาย 2 รอบ ปัญหานี้เกิดทั่วประเทศ รัฐต้องจริงใจ”

ปัญหาวัชพืชในหนองหารกว่า 77,000 ไร่ รัฐใช้งบกำจัดปีละหลายสิบล้าน แต่ไม่สร้างมูลค่า เขาเสนอปลดล็อกผังเมือง สร้างโรงงานปุ๋ยจากวัชพืช ลดต้นทุนเกษตรกร

ยังเรียกร้องเร่งโครงการ “ชีวธรรมเวทย์นคร” พัฒนาหนองหารน้อยเป็นศูนย์ท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หลังได้งบ 50 ล้านแต่ถูกแช่แข็งจากปัญหาการเมือง

กว๊านพะเยาโมเดล: แนวทางแก้ปัญหาที่พิสูจน์แล้ว

ทางออกที่นายสิรภพเสนอคือ“สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร โดยให้รัฐบาลปรึกษา ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่เคยพัฒนากว๊านพะเยาจนสร้างรายได้และเศรษฐกิจท้องถิ่นได้จริง โมเดลนี้สามารถนำมาปรับใช้ฟื้นฟูหนองหารได้ทันที

  • ข้อดีของกว๊านพะเยาโมเดล: สร้างรายได้จากการท่องเที่ยว
  • พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานยั่งยืน
  • แก้ปัญหาน้ำและที่ดิน
  • กระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
  • ลดการใช้งบกำจัดวัชพืชโดยเปลี่ยนเป็นทรัพยากร

นโยบายเกษตรต้องมองรากเหง้า ไม่ใช่แค่คำพูดสวยหรู การนำกว๊านพะเยาโมเดลมาฟื้นหนองหารจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี

สรุปแล้ว รัฐบาลต้องกล้าทำจริงเพื่อประชาชน ไม่ใช่แค่พูดแล้วทำ แต่ทำแล้วได้ผล เพราะผู้รับผลคือเกษตรกรและชาวบ้าน

ความเห็นของเรา: แนวคิดนี้สมเหตุสมผล หากรัฐนำไปปฏิบัติ จะช่วยพลิกโฉมภาคเกษตรอีสานได้ คุณคิดอย่างไรกับ “กว๊านพะเยาโมเดล” ในการฟื้นหนองหาร? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และแชร์บทความนี้เพื่อกระจายข้อมูลดีๆ ต่อไป!

ที่มา – “สิรภพ” แนะรัฐบาลเอาอย่าง “ธรรมนัส” ใช้ “กว๊านพะเยาโมเดล” เป็นทางออกฟื้นหนองหาร

“สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวธุรกิจญาติ

การเมืองไทยในช่วงนี้ร้อนระอุอีกครั้ง เมื่อ “สิริพงษ์” อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม ออกมาโต้กลับ “ไอซ์” รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน หลังถูกอภิปรายพาดพิงเรื่องความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือญาติ เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ประชาชนจับตามอง เพราะเกี่ยวข้องกับจริยธรรมนักการเมืองและผลประโยชน์ทับซ้อน

“สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร”

วันที่ 10 เมษายน 2567 นายสิริพงษ์ได้ลุกขึ้นชี้แจงในที่ประชุมอย่างชัดเจน โดยยืนยันว่า บริษัทที่ “ไอซ์” กล่าวอ้างนั้นเป็นของลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่แม่เดียวกันกับบิดาของตน แม้จะมีความสัมพันธ์ทางสายเลือดในฐานะญาติห่างๆ แต่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันในเชิงธุรกิจใดๆ เลย นอกจากนี้ นายสิริพงษ์ยังขอบคุณที่ “ไอซ์” กรุณาโยงประเด็นให้ และชี้ว่าตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โซเชียลมีเดียก็เต็มไปด้วยข่าวลือเช่นนี้ แต่ตนยืนยันว่าไม่เป็นความจริง

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น นายสิริพงษ์ยกตัวอย่างกรณีของ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กับ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า ซึ่งเป็นพี่น้องกันแต่ไม่มีผลประโยชน์ทางธุรกิจเชื่อมโยงกัน คล้ายกับสถานการณ์ของตนเอง สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าความเป็นญาติไม่ได้แปลว่าต้องมีธุรกิจร่วมกันเสมอไป

บริบทการอภิปรายของ “ไอซ์” รักชนก

“ไอซ์” รักชนก ซึ่งเป็น ส.ส. จากพรรคประชาชน ได้อภิปรายในสภาผู้แทนราษฎร โดยพาดพิงถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับนายสิริพงษ์ โดยอ้างว่ามีความสัมพันธ์ทางธุรกิจกับเครือญาติ ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของรัฐมนตรีช่วยคมนาคมคนนี้ ประเด็นนี้เป็นส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ฝ่ายค้านใช้โจมตีรัฐบาล โดยเฉพาะในกระทรวงคมนาคมที่กำลังมีโครงการใหญ่ๆ มากมาย เช่น รถไฟฟ้า สนามบิน และทางด่วน

ประวัติและบทบาทของนายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ

นายสิริพงษ์ อังคสกุลเกียรติ เป็นนักการเมืองรุ่นใหม่ที่สังกัดพรรครัฐบาล ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยกระทรวงคมนาคม รับผิดชอบนโยบายสำคัญหลายด้าน ก่อนหน้านี้ในปี 2566 เขายังไม่ได้เป็น ส.ส. และในปี 2568 ก็ไม่มีอำนาจบริหารใดๆ ที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับธุรกิจส่วนตัวของญาติ การชี้แจงครั้งนี้จึงช่วยคลายข้อกังขาได้ไม่น้อย

  • ไม่มีอำนาจบริหาร: ในช่วงเวลาที่ถูกกล่าวหา นายสิริพงษ์ไม่มีบทบาทในการตัดสินใจโครงการรัฐ
  • ญาติห่างๆ: ลูกพี่ลูกน้อง ไม่ใช่เชื้อสายตรง ไม่มีหุ้นหรือส่วนได้เสีย
  • ตัวอย่างเปรียบเทียบ: คล้ายสุริยะ-ธนาธร ที่ญาติแต่แยกทางธุรกิจชัดเจน
  • โซเชียลมีเดีย: ข่าวลือแพร่กระจาย แต่ข้อเท็จจริงยืนยันไม่เกี่ยว

ผลกระทบต่อการเมืองไทย

กรณี “สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร” นี้ สะท้อนถึงวัฒนธรรมการตรวจสอบกันในสภา ซึ่งเป็นกลไกประชาธิปไตยที่ดี แต่บางครั้งก็ถูกใช้เป็นเครื่องมือโจมตีทางการเมือง โดยเฉพาะในยุคที่โซเชียลมีเดียทำให้ข่าวลือแพร่เร็ว ประชาชนควรตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อข่าวปลอม

นอกจากนี้ ยังเป็นบทเรียนให้รัฐมนตรีทุกคนต้องโปร่งใส แสดงเอกสารรับรองผลประโยชน์ทับซ้อนให้ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน ในขณะที่ฝ่ายค้านก็ควรมีหลักฐานหนักแน่นก่อนอภิปราย มิเช่นนั้นจะกลายเป็นการเมืองดราม่าเปล่าๆ

จากมุมมองของผู้เขียน เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่ดีของการตอบโต้ด้วยข้อเท็จจริง แทนการโต้เถียงด้วยอารมณ์ มันช่วยเสริมภาพลักษณ์ของนายสิริพงษ์ในฐานะนักการเมืองที่มั่นใจและมีข้อมูลรองรับ หากทุกคนทำเช่นนี้ การเมืองไทยจะก้าวหน้าขึ้นมาก

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? คอมเมนต์แสดงความเห็นด้านล่าง หรือแชร์บทความเพื่อให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ ติดตามข่าวการเมืองอัปเดตทุกวัน!

ที่มา – “สิริพงษ์” โต้ “ไอซ์” ไม่เกี่ยวพันเชิงธุรกิจกับเครือญาติ เหมือนกรณี “สุริยะ-ธนาธร”

Scroll to top