โผครมอนุทิน

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

ในสถานการณ์การเมืองที่ตึงเครียดของประเทศไทย รัฐบาลชุดปัจจุบันซึ่งมีอายุเพียง 4 เดือนกำลังเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะจากฝ่ายค้านที่ไม่ยอมให้เกิดความเสียหายระยะยาว นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน ได้ออกมาแถลงและอภิปรายอย่างหนักแน่นในที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยย้ำยันว่า “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน. เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงและยั่งยืนสำหรับประชาชน

“พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

นายพริษฐ์ได้วิเคราะห์ถึงความเสี่ยงของรัฐบาลที่อาจอยู่สั้นแต่สร้างความเสียหายยาวนาน โดยเตือนว่ารัฐบาลไม่ควรดำเนินการที่เป็นการ “ขายของ ขายฝัน ขายสมบัติชาติ” ซึ่งมุ่งหวังเพียงคะแนนนิยมในการหาเสียงเลือกตั้งมากกว่าการแก้ปัญหาให้กับประเทศชาติ เขาย้ำถึงความสำคัญของข้อตกลง MOU (MOA) ระหว่างพรรคประชาชนกับพรรครัฐบาลในการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และเรียกร้องให้รัฐบาลเดินหน้าประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยด่วน เพื่อฟื้นฟูประชาธิปไตยที่ถดถอยมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ 2560 บังคับใช้

ปัญหาหลักที่นายพริษฐ์ชี้ให้เห็นคือการที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันทำให้สถาบันทางการเมืองขาดการยึดโยงกับประชาชน เช่น ส.ส.ที่ย้ายพรรคโดยไม่ขออนุญาตประชาชน หรือการที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 9 คนมีอำนาจชี้ขาดนโยบายและการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ซึ่งขัดแย้งกับหลักประชาธิปไตย พรรคประชาชนจึงพร้อมจับตาการนำเงินภาษีประชาชนมาหาเสียงล่วงหน้า โดยเฉพาะโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจที่อาจใช้งบประมาณปี 2569 เกือบทั้งหมดภายใน 4 เดือน

3 สงครามที่รัฐบาลต้องแก้ด่วน

ในการอภิปราย นายพริษฐ์ได้สรุปปัญหาหลักที่รัฐบาลต้องเร่งแก้ไข โดยแบ่งเป็น 3 สงครามใหญ่ที่กระทบต่อประชาชนโดยตรง ดังนี้

  • สงครามเศรษฐกิจ: รัฐบาลต้องกระตุ้นให้ประชาชนมีกินมีใช้จริง ไม่ใช่แค่โครงการคนละครึ่งพลัสที่ดึงยอดขายจากร้านนอกโครงการมาสู่ในโครงการ แต่ควรมีเงื่อนไขที่เพิ่มการบริโภคโดยรวมของเศรษฐกิจ เพื่อให้เงินไหลเวียนและสร้างรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
  • สงครามการค้าระหว่างประเทศ: ต้องพยุงผู้ประกอบการไทยให้ลืมตาอ้าปากท่ามกลางความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก โดยแก้ปัญหาสินค้าสวมสิทธิด้วยฐานข้อมูลจริงจากภาคเอกชน และดำเนินมาตรการป้องกันการทุ่มตลาดที่เข้าถึงได้ทุกอุตสาหกรรม เพื่อปกป้องเศรษฐกิจฐานราก
  • สงครามชายแดนไทย-กัมพูชา: เร่งคืนความปกติและความปลอดภัยให้ประชาชนชายแดน โดยทลายกระเป๋าสตางค์และความชอบธรรมของผู้นำกัมพูชาผ่านการปราบปรามธุรกิจสีเทาที่หล่อเลี้ยงเครือข่ายดังกล่าว รวมถึงการจัดการ MOU ไทย-กัมพูชาให้มีผลจริง ไม่ใช่แค่กระดาษ

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกังวลว่ารัฐบาลอาจก่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้ เช่น การขายสมบัติชาติ โดยเฉพาะกรณีเขากระโดงที่กรมที่ดินกำลังตรวจสอบ พรรคประชาชนจะจับตาการออกโฉนดโดยมิชอบที่ ป.ป.ช. ชี้แล้ว เช่น แปลงที่ดิน 3466 และ 8564 ในบุรีรัมย์ และเรียกร้องให้การรถไฟแห่งประเทศไทยฟ้องศาลยุติธรรมเพื่อเพิกถอนทันที

สำหรับประเด็นรัฐธรรมนูญ นายพริษฐ์ย้ำว่าไม่คาดหวังให้เสร็จภายใน 4 เดือน แต่ต้องการให้รัฐบาลยืนยันโรดแม็ปชัดเจน เช่น จัดประชามติรอบแรกพร้อมเลือกตั้ง โดยรวมคำถาม 2 ข้อ: 1) เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และ 2) เห็นด้วยกับร่างแก้ไขหมวด 15/1 หรือไม่ พรรครัฐบาลต้องผลักดันให้ผ่านวาระที่ 1 ภายใน 14-15 ตุลาคม พิจารณาวาระ 2-3 ภายในธันวาคม และเตรียมประชามติหลังปีใหม่ก่อนยุบสภาเดือนมกราคม

นอกจากนี้ รัฐบาลต้องสนับสนุนโมเดล สสร. (สภาปฏิรูปแห่งชาติ) ที่มีส่วนร่วมของประชาชน ไม่ว่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไร เพื่อป้องกันการฮั้วและการกินรวบอำนาจ ““พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.” จึงเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคประชาชนในการปกป้องผลประโยชน์ประชาชน

ในมุมมองของผู้เขียน การเมืองไทยกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หากรัฐบาลไม่ฟังเสียงฝ่ายค้านและเดินหน้าปฏิรูปจริง ประชาชนอาจต้องเผชิญวิกฤตยาวนานยิ่งขึ้น เราในฐานะประชาชนควรติดตามและมีส่วนร่วมในการผลักดันประชามติ เพื่อให้ประเทศไทยมีรัฐธรรมนูญที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ลองคิดดูสิว่าถ้าเราไม่ทำตอนนี้ โอกาสครั้งนี้จะหลุดลอยไปอีกนานแค่ไหน?

ที่มา – “พริษฐ์” ยัน ปชน.พร้อมจับตานโยบายหาเสียง จี้เดินหน้าประชามติ แก้รธน.

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

พรรคประชาชนเตรียมทีมอภิปรายนโยบายรัฐบาลใหม่! เน้น 4 หมวดหมู่หลัก ตรวจสอบละเอียดทุกประเด็นร้อน

“พริษฐ์ วัชรสินธุ” เผย พรรคประชาชน ตั้งทีมเตรียมผู้อภิปรายวันแถลงนโยบายในสภาฯ แล้ว โดยแบ่งประเด็นการตรวจสอบออกเป็น 4 หมวดหมู่ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่เงื่อนไข MOA ไปจนถึงประเด็นที่ดินเขากระโดง และโครงการคนละครึ่ง รวมถึงรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่อาจมีข้อกังขา

เมื่อวันที่ 19 กันยายน 2568 ณ รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพัฒนาการเมือง สภาฯ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ว่าเวทีแรกที่จะทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้นคือการแถลงนโยบายของรัฐบาล โดยพรรคประชาชนได้จัดตั้งทีมและเตรียมผู้อภิปรายไว้ในระดับหนึ่งแล้ว แบ่งออกเป็น 4 หมวดหมู่หลัก ได้แก่

  1. การตรวจสอบและติดตามการรักษาสัญญาตามเงื่อนไขข้อตกลง (MOA) ที่รัฐบาลได้ให้ไว้
  2. การตรวจสอบประเด็นที่สังคมยังคงตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรม เช่น กรณีการฮั้ว สว. และประเด็นที่ดินเขากระโดงซึ่งยังคงเป็นข้อพิพาท
  3. การตรวจสอบนโยบายเฉพาะหน้าที่คาดว่ารัฐบาลชุดนี้จะให้ความสำคัญและผลักดันเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อย่างโครงการคนละครึ่งที่มีข่าวออกมา รวมไปถึงการป้องกันไม่ให้มีการใช้งบประมาณจำนวน 69 บาท เพื่อสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง
  4. การตรวจสอบความเหมาะสมของรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) แต่ละท่าน เช่น กรณีของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่เคยเป็นอดีตตำรวจในจังหวัดบุรีรัมย์ และมีความเกี่ยวข้องกับอดีตตำรวจท่านหนึ่งที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ซึ่งกำลังถูกตั้งคำถามในคดีฮั้ว สว. รวมถึงจุดยืนของรัฐมนตรีท่านนี้ต่อนโยบายกัญชา

พรรคประชาชน ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าพรรคประชาชนไม่เห็นด้วยกับนิติสงคราม แต่เมื่อพิจารณารายชื่อ ครม. ชุดใหม่ กลับพบว่ามีบุคคลที่เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ และอาจมีการยื่นเรื่องให้องค์กรอิสระตรวจสอบคุณสมบัติ นายพริษฐ์ตอบว่า การใช้องค์กรอิสระในการตรวจสอบยังคงเป็นแนวทางเดิม คือหากมีการกระทำใดที่เป็นการทุจริต พรรคประชาชนมองว่าการทุจริตเป็นเรื่องที่มีนิยามชัดเจน และสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการได้

อย่างไรก็ตาม จุดยืนที่พรรคประชาชนแตกต่างออกไปคือเรื่องมาตรฐานทางจริยธรรม เนื่องจากมองว่าเป็นเรื่องที่แต่ละฝ่ายอาจมีนิยามที่ไม่ตรงกัน และอาจนำไปสู่การใช้ดุลพินิจตามอำเภอใจ ซึ่งเป็นจุดยืนที่พรรคฯ ยึดมั่นมาตั้งแต่สมัยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย และจะเป็นจุดยืนเดิมที่ใช้ในการตรวจสอบทุกรัฐบาล ไม่ว่าหน้าตานายกรัฐมนตรีหรือ ครม. จะเป็นอย่างไรก็ตาม พรรคประชาชนจะยังคงตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา

จับตา 4 หมวดหมู่หลักในการ ชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน

การตรวจสอบของพรรคประชาชนจะเน้นไปที่:

  • ความโปร่งใสในการดำเนินนโยบาย
  • การใช้งบประมาณอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน
  • การป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบ
  • ความเหมาะสมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

การจัดตั้งทีมเพื่อชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลอย่างเข้มข้น โดยมุ่งเน้นไปที่การรักษาสัญญาที่ให้ไว้กับประชาชน การป้องกันการทุจริต และการส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบริหารประเทศ

นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าพรรคประชาชนจะทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างเต็มที่และพร้อมที่จะตรวจสอบทุกประเด็นที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประชาชน แม้ว่ารัฐบาลชุดนี้จะประกอบด้วยพรรคการเมืองที่หลากหลาย แต่พรรคประชาชนยืนยันว่าจะยึดมั่นในหลักการและมาตรฐานเดียวกันในการตรวจสอบทุกรัฐบาล

การตรวจสอบอย่างเข้มข้นนี้ ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะขัดขวางการทำงานของรัฐบาล แต่เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่าทุกนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลจะอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม พรรคประชาชนเชื่อว่าการตรวจสอบอย่างสร้างสรรค์จะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

การตัดสินใจของพรรคประชาชนในการชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน ถือเป็นบทบาทสำคัญในการสร้างความสมดุลทางการเมือง และเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ เพื่อให้มั่นใจว่ารัฐบาลจะบริหารประเทศโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

ที่มา – พรรคประชาชน จัดทีมชำแหละนโยบาย ครม.อนุทิน 4 หมวดหมู่

ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรมคนใหม่

เปิดประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ไม่พลิกโผ ได้นั่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ใน ครม.อนุทิน 1 พบเติบโตใน จ.บุรีรัมย์ รับราชการตำรวจ ตามรอย “อดุลย์ แสงสิงห์แก้ว”

วันที่ 19 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่พระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขณะที่ตำแหน่งที่ต้องจับตามองเป็นพิเศษ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ที่ล่าสุด พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ได้รับการโปรดเกล้าฯ ให้นั่งตำแหน่งนี้

ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์

สำหรับ ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เรียนจบชั้นมัธยมที่โรงเรียนตาคลีประชาสรรค์ จ.นครสวรรค์ จบปริญญาตรี รัฐประศาสนศาสตรบัณฑิต(รป.บ.ตร.) นักเรียนเตรียมทหารรุ่นที่ 24 และเรียนจบปริญญาโท หลักสูตรการจัดการภาครัฐและภาคเอกชนมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เป็นน้องเล็กคนสุดท้องจาก 5 คน อยู่ในครอบครัวตำรวจตั้งแต่รุ่นปู่ คือ “ร.ต.ต.คล้าว เนาวรัตน์” รับราชการทางภาคใต้ สืบมายัง “พ.ต.ท.วิเชียร เนาวรัตน์” ผู้เป็นบิดา และมีบุตรชาย 1 คน ก็รับราชการตำรวจ ถือว่าเป็นสายเลือดผู้พิทักษ์สันติราษฎร์เช่นกัน

พล.ต.ต.รุทธพล เคยผ่านการอบรม หลักสูตรการสืบสวนสอบสวนหลังเหตุระเบิดวิทยาลัยตำรวจแห่งมลรัฐลุยเซียนา เมืองแบตันรูช มลรัฐลุยเซียนา ประเทศสหรัฐอเมริกา, หลักสูตรการต่อต้านการก่อการร้าย Counter Terrorism Course สำนักงานผู้ช่วยทูตด้านกฎหมาย FBI ประจำประเทศไทย, หลักสูตรอาชญากรรมทางคอมพิวเตอร์ Cybercrime Course สำนักงานผู้ช่วยทูตด้านกฎหมาย FBI ประจำประเทศไทย, ประกาศนียบัตรหลักสูตรการสืบสวนคดีอาญาระดับก้าวหน้า รุ่นที่ 1 สถาบันพัฒนาข้าราชการตำรวจ, ประกาศนียบัตรประกอบวิชาชีพสอบสวน สำนักงานตำรวจแห่งชาติ, การบริหารงานตำรวจชั้นสูง รุ่นที่ 43 และหลักสูตรผู้กำกับการ รุ่นที่ 55

เส้นทางการทำงาน พล.ต.ต.รุทธพล ได้เดินตามรอย พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ที่เคยปลูกฝัง สมัยเป็น ผบ.ร้อย เป็นนายตำรวจปกครองที่โรงเรียนนายร้อยสามพราน ซึ่ง พล.ต.ต.รุทธพล ได้เลือกลงที่ สภ.เมืองนครพนม แล้วสมัครใจไปอยู่นาแก ตามรอย พล.ต.อ.อดุลย์

เข้ามารับราชการในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ตั้งแต่ปี 2540 ในตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ ก่อนจะเติบโตมาเป็นรองผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และถูกแต่งตั้งให้ขึ้นเป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดบุรีรัมย์ และรับราชการในตำแหน่งสุดท้าย คือ รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3

โดย พล.ต.ต.รุทธพล ได้เขียนบรรยายถึงชีวิตรับราชการตำรวจไว้ว่า นับตั้งแต่ปี 2540 ที่ได้มารับราชการในพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 3 ในตำแหน่งสารวัตรสืบสวนสถานีตำรวจภูธรเมืองบุรีรัมย์ และต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน ในตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 และถึงจุดสุดท้ายของชีวิตรับราชการ ซึ่งได้ผ่านภารกิจหน้าที่มาในหลายรูปแบบ ทั้งผู้ปฏิบัติและผู้บริหาร

ทุกภารกิจและหน้าที่ความรับผิดชอบ ได้รับความร่วมมือจากพี่ๆ น้องๆ ตำรวจภูธรภาค 3 ด้วยดีตลอดมา ได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน ร่วมกันฟันฝ่าอุปสรรค ปัญหาน้อยใหญ่ จนลุล่วงด้วยดีตลอดมา

ขอขอบคุณและเป็นกำลังใจให้พี่ๆ น้องๆ ตำรวจภูธรภาค 3 ทุกๆ ท่าน จงประสบแต่ความโชคดี มีความสุข มีความภาคภูมิใจในการทำงานในหน้าที่ของผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ มีกำลังกาย กำลังใจเข้มแข็งตลอดไป

ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.ต.ต.รุทธพล มักได้รับความไว้วางใจให้ดูแลงานสำคัญๆ เช่น การรักษาความปลอดภัยและการจราจร การจัดการแข่งขันรถจักรยานยนต์ชิงแชมป์โลก รายการ MotoGP สนามที่ 1 “PT Grand Prix of Thailand 2025” ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ และการรักษาความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกจราจร ในพิธีเปิด การแข่งขันวิ่ง “บุรีรัมย์ มาราธอน“ ประจำปี 2568 (BURIRAM MARATHON 2025) ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต อ.เมือง จ.บุรีรัมย์ ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ ขณะดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการเปิดงาน

กระทั่ง ครม.อนุทิน 1 ได้ถูกจัดตั้งขึ้น ก็มีชื่อ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 ได้มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในโค้งสุดท้าย

เจาะลึก ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์

การเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ ถือเป็นก้าวสำคัญในชีวิตราชการของท่าน ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมาอย่างยาวนานในแวดวงตำรวจ ทำให้มีความเข้าใจในกระบวนการยุติธรรมอย่างลึกซึ้ง การได้รับความไว้วางใจให้ดำรงตำแหน่งนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถและความเป็นผู้นำที่โดดเด่นของท่าน

เชื่อว่าภายใต้การนำของ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ กระทรวงยุติธรรมจะสามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรมยิ่งขึ้น เพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและประเทศชาติ

ที่มา – ประวัติ พล.ต.ต.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม คนใหม่ในโผ ครม.อนุทิน 1

ทำเนียบฯ เตรียมพร้อม! รับ ‘นายกฯ อนุทิน’

เจ้าหน้าที่ทำเนียบรัฐบาลเร่ง ทำเนียบ ทำความสะอาดตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมความพร้อมต้อนรับ “นายกฯ อนุทิน” พร้อมจัดเตรียมห้องประชุมสำหรับการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ รวมถึงห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีชุดใหม่

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่ทำเนียบรัฐบาลตั้งแต่ช่วงเช้าว่า มีการเตรียมความพร้อมสถานที่อย่างเต็มที่เพื่อต้อนรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งเป็นสถานที่ทำงานหลักของนายกรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่ทำเนียบ ทำความสะอาดตึกไทยคู่ฟ้าบริเวณระเบียงชั้น 2 และดำเนินการตัดแต่งต้นไม้โดยรอบให้สวยงามเป็นปกติ หลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการปรับปรุงซ่อมแซมส่วนที่ชำรุดทรุดโทรมไปบ้างแล้ว เช่น เชิงชายไม้บนตึกไทยคู่ฟ้า

การเตรียมความพร้อมนี้แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจในการสร้างบรรยากาศที่เหมาะสมและเป็นทางการสำหรับการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ รวมถึงเป็นการแสดงความเคารพต่อสถานที่อันเป็นสัญลักษณ์ของการบริหารประเทศ

ทำเนียบ ทำความสะอาดตึกไทยคู่ฟ้า รับรัฐบาลใหม่

นอกจากตึกไทยคู่ฟ้าแล้ว ห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีก็ได้รับการจัดเตรียมอย่างพิถีพิถันเช่นกัน จากการคาดการณ์โผ ครม.ใหม่ พบว่าจะมีรองนายกรัฐมนตรีถึง 5 ท่าน และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 4 ท่าน ทำให้ห้องทำงานที่ตึกบัญชาการ 1 ไม่เพียงพอต่อการใช้งาน จึงมีการจัดเตรียมห้องทำงานเพิ่มเติมที่ตึกบัญชาการ 2 เพื่อรองรับการทำงานของคณะรัฐมนตรีอย่างเต็มที่

การจัดสรรพื้นที่ทำงานอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพในการทำงานของคณะรัฐมนตรี การมีพื้นที่ที่เพียงพอและสะดวกสบายจะช่วยให้รัฐมนตรีสามารถปฏิบัติงานได้อย่างเต็มศักยภาพและสามารถประสานงานกันได้อย่างราบรื่น

ความพร้อมห้องประชุม ครม.

พร้อมกันนี้ เจ้าหน้าที่ได้เตรียมความพร้อมห้องประชุม ครม. ที่ตึกบัญชาการ 1 ไว้สำหรับการประชุม ครม. นัดพิเศษที่จะเกิดขึ้นในเร็ววันนี้ การเตรียมห้องประชุมให้พร้อมใช้งานเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้การประชุมเป็นไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ

การประชุม ครม. นัดพิเศษนี้คาดว่าจะมีการหารือในประเด็นสำคัญต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารประเทศ รวมถึงการกำหนดนโยบายและแนวทางการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ การเตรียมความพร้อมในทุกด้านจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้การประชุมประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

โดยสรุปแล้ว การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความตั้งใจของเจ้าหน้าที่ในการสนับสนุนการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ ภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล และเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

การปรับปรุงภูมิทัศน์ การจัดเตรียมห้องทำงาน และการเตรียมความพร้อมของห้องประชุม ล้วนเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีและส่งเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของคณะรัฐมนตรี

สิ่งที่น่าสนใจคือ การปรับปรุงเชิงชายไม้บนตึกไทยคู่ฟ้า อาจเป็นนัยยะถึงการเสริมสร้างความมั่นคงและความแข็งแกร่งให้กับรัฐบาลใหม่ เพื่อให้พร้อมเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ที่รออยู่ข้างหน้า และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

ไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาด ปรับปรุง หรือจัดเตรียมสถานที่ ทุกขั้นตอนล้วนมีความสำคัญและสะท้อนให้เห็นถึงความใส่ใจในรายละเอียดของเจ้าหน้าที่ทำเนียบ ทำความสะอาดตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อให้ทุกอย่างพร้อมสำหรับการเริ่มต้นใหม่ของรัฐบาล

ที่มา – ทำเนียบ ทำความสะอาดตึกไทยคู่ฟ้า เตรียมรับ นายกฯ อนุทิน-รองนายกฯ-รมต.

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. สรุป

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.) ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการปรับเปลี่ยนโผ ครม. ที่มีรัฐมนตรีบางคนอาจมีปัญหาด้านคุณสมบัติ โดยกล่าวสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” นอกจากนี้ ยังมีประเด็นร้อนแรงเกี่ยวกับข้าราชการกระทรวงมหาดไทยที่ถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับ “ส่วยสัญชาติ” ซึ่งนายอนุทินได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด

“อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.

เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้ตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการเปลี่ยนแปลงโผ ครม. อันเนื่องมาจากปัญหาคุณสมบัติของรัฐมนตรีบางท่าน โดยนายอนุทินได้กล่าวว่า วันนี้มาคุยเรื่องการค้า เรื่องผู้ประกอบการ มากกว่าที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องการเมืองภายในพรรค

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวลือที่เกิดขึ้นเมื่อคืนวันที่ 17 กันยายน นายอนุทิน ตอบกลับมาด้วยคำพูดสั้นๆ ว่า “ก็ไม่มีอะไรนี่” ซึ่งเป็นการตอบที่ไม่เคลียร์และทำให้เกิดความสงสัยในหมู่ประชาชนและนักวิเคราะห์การเมือง

อนุทินลั่น ยุคนี้ต้องไม่มี “ส่วยสัญชาติ”

อีกประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ กรณีที่มีชาวบ้านในพื้นที่ ตำบลแม่คะ อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ออกมาร้องเรียนว่ามีเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครองเรียกรับเงินเพื่อแลกกับการทำพาสปอร์ตถาวร นายอนุทินกล่าวว่า “ต้องไม่มีซิ” และย้ำว่าหากได้เข้าไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องพวกนี้จะต้องหมดไปในสมัยของตน พร้อมทั้งให้คำมั่นสัญญาว่าจะดำเนินการเรื่องนี้อย่างเด็ดขาด โดยไม่มีการละเว้น

ประเด็น “ส่วยสัญชาติ” นี้ถือเป็นปัญหาเรื้อรังในสังคมไทย และการออกมาแสดงท่าทีที่แข็งกร้าวของนายอนุทินในครั้งนี้ สร้างความหวังให้กับประชาชนว่าจะมีการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน และการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด

อนาคตทางการเมืองของประเทศไทยยังคงเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การจัดตั้ง ครม. ชุดใหม่ และการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ล้วนเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตามองอย่างใกล้ชิด การที่ผู้นำทางการเมืองออกมาแสดงความรับผิดชอบและให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง จะเป็นปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชน

อนาคตของ ครม. จะเป็นอย่างไร

สถานการณ์ “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม. ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากทุกฝ่าย การที่นายอนุทินออกมาให้สัมภาษณ์ในลักษณะดังกล่าว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาล นอกจากนี้ ประเด็นเรื่อง “ส่วยสัญชาติ” ก็เป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่รอให้นายอนุทินเข้ามาจัดการ หากได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความศรัทธาให้กับประชาชนต่อไป

ที่มา – “อนุทิน” บอก “ก็ไม่มีอะไรนี่” ปมโผครม.-จ่อเชือด ขรก.มหาดไทย เอี่ยว “ส่วยสัญชาติ”

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ ครม. แล้วเมื่อไหร่พร้อมลุย

นายกฯ อนุทิน นั่งหัวโต๊ะร่วมประชุมสภาหอการค้าไทย ระบุ ทูลเกล้าฯ รายชื่อ ครม.แล้ว ชี้โปรดเกล้าฯ เมื่อไหร่ลุยงานทันที เผย “เอกนิติ” เลือก “วรภัค” มากับมือ โว เร่งเศรษฐกิจไทยให้กลับมาเข้มแข็ง

วันที่ 18 กันยายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมหารือเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ พร้อมด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ว่าที่รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และนางศุภจี ธรรมพันธุ์ ว่าที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รวมทั้งคณะกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนมาวันนี้เพื่อมาพบกับทุกคน และมีรัฐมนตรีที่ดูแลด้านเศรษฐกิจ ซึ่งทุกคนในที่นี้ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับตน เจอกันมานาน มีความสนิทสนมคุ้นเคย เคารพนับถือกันเป็นอย่างดี สิ่งที่ตนมาวันนี้ เพื่อมาพบทุกท่านและนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจมาแนะนำให้รู้จัก เชื่อว่าหลายคนก็รู้จักกันดีอยู่แล้ว วันนี้ตั้งใจมารับฟังรายละเอียด และรับฟังข้อเสนอแนะจากสภาหอการค้าไทย รัฐบาลที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้เป็นรัฐบาลที่จะเน้นในการเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศไทย ให้มีความกระชับและเข้มแข็งขึ้นเร็วที่สุด ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่

ขอแนะนำผู้ที่จะมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีของตนซึ่งตนได้ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายรายชื่อไปแล้ว เมื่อมีการโปรดฯ ก็จะเร่งแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และสามารถบริหารราชการแผ่นดินได้

จากนั้นนายกรัฐมนตรีได้แนะนำว่าที่คณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจให้ผู้ร่วมประชุมได้รู้จัก โดยในขณะที่แนะนำ ว่าที่รัฐมนตรี นายอนุทิน ได้กล่าวถึงนายวรภัค ธันยาวงษ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ว่า เป็นคนที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เชื่อในฝีมือการทำงาน คัดเลือกมาเองกับมือ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

สถานการณ์ทางการเมืองไทยยังคงเป็นที่จับตาอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในเรื่องนี้ โดยระบุว่าได้ดำเนินการทูลเกล้าฯ รายชื่อคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และพร้อมที่จะเริ่มงานทันทีเมื่อได้รับการโปรดเกล้าฯ

การออกมาเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวของนายอนุทิน สร้างความสนใจให้กับประชาชนและสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นการยืนยันถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการเข้าบริหารประเทศและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเศรษฐกิจที่ถือเป็นวาระเร่งด่วน

ความคาดหวังต่อคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่

การที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้นำทีมรัฐมนตรีเศรษฐกิจชุดใหม่เข้าพบกับสภาหอการค้าไทย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของรัฐบาลในการรับฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชน ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ การที่นายอนุทินได้แนะนำนายวรภัค ธันยาวงษ์ ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งได้รับการคัดเลือกโดยนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส ยิ่งสร้างความมั่นใจให้กับภาคธุรกิจว่าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลชุดนี้มีความพร้อมและมีความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่รัฐบาลสามารถนำนโยบายที่ได้แถลงไว้ไปปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมได้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ

“อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน ถือเป็นสัญญาณบวกที่แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของรัฐบาลใหม่ในการบริหารประเทศ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือการที่รัฐบาลสามารถทำงานร่วมกับทุกภาคส่วนในสังคม เพื่อสร้างความเจริญรุ่งเรืองและความมั่นคงให้กับประเทศไทยได้อย่างยั่งยืน

การที่นายอนุทินเน้นย้ำถึงความสำคัญของการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง ภายใต้ระยะเวลาที่มีอยู่จำกัด แสดงให้เห็นถึงความท้าทายที่รัฐบาลชุดใหม่จะต้องเผชิญ อย่างไรก็ตาม ด้วยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในสังคม เราเชื่อมั่นว่าประเทศไทยจะสามารถก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆ และกลับมาเติบโตได้อย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง

ที่มา – “อนุทิน” บอก ทูลเกล้าฯ รายชื่อครม. แล้ว โปรดเกล้าฯ ลงมาเมื่อไหร่พร้อมลุยงาน

ชูวิทย์เตือน! ภูมิใจไทยคะแนนขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “พรรคภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทาง “พรรคประชาชน” พร้อมเหน็บการเมืองของผู้ใหญ่กับของเด็กมันต่างชั้นกัน

วันที่ 18 กันยายน 2568 มีรายงานว่า นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก โดยระบุว่า “เตือนกันแล้วไม่ฟัง วันนี้พรรคประชาชนจะแก้ตัว จะอภิปราย จะล้มรัฐบาล หากไม่ทำตาม MOA แต่ตอนนี้พรรคภูมิใจไทยเขาครื้นเครง คะแนนพุ่งปรู๊ดปร๊าด สส. เดินเข้าพรรค บันไดไม่แห้ง ไม่มีใครไปสนใจ MOA แต่ที่คนสนใจมากกว่ากลับเป็นพรรคประชาชน ที่พลาดแล้วร้องเสียงหลงตีอกชกตัวเองเหมือนเด็ก

เห็นหรือยังว่า การตัดสินใจยุบสภาเลย กับรออีก 4 เดือน ค่อยยุบสภา มันต่างกันเยอะ คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยสูงขึ้น แต่พรรคประชาชนกลับต่ำลง การเมืองของผู้ใหญ่ กับของเด็กมันต่างชั้นกัน เมื่อคนหนึ่งกินไวน์ อีกคนกินนม ผลลัพธ์จึงเป็นอย่างที่เห็น

เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนต้องไปทบทวนตัวเองว่า ทำไมพลาดแล้วพลาดอีก เลือกตั้งครั้งหน้าก็อย่าไปฝันว่าจะได้คะแนนเหมือนตอนรุ่งๆ ในเมื่อคนที่เขาเลือกมาเตือนแล้วเตือนอีกแต่ไม่ฟัง”.

สถานการณ์การเมืองไทยช่วงนี้ดูเหมือนจะเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ หลังจากที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับทิศทางของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปรียบเทียบระหว่างคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ประเด็นสำคัญที่นายชูวิทย์หยิบยกขึ้นมาคือ การที่พรรคภูมิใจไทยมีคะแนนนิยมเพิ่มสูงขึ้น สวนทางกับพรรคประชาชนที่คะแนนนิยมลดลง

“ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

นายชูวิทย์ได้แสดงความเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยระบุว่าได้เตือนพรรคประชาชนแล้ว แต่ไม่เป็นผล ทำให้พรรคพลาดโอกาสสำคัญทางการเมือง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกลับได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เน้นไปที่ความแตกต่างในการตัดสินใจและยุทธศาสตร์ของแต่ละพรรค โดยเปรียบเทียบการเมืองของผู้ใหญ่กับการเมืองของเด็ก ซึ่งสะท้อนถึงประสบการณ์และความเข้าใจในเกมการเมืองที่แตกต่างกัน

ทำไมคะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยถึงสูงขึ้น?

ปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคภูมิใจไทยเพิ่มขึ้นอาจมีหลายประการ หนึ่งในนั้นคือการดำเนินนโยบายที่เข้าถึงประชาชน และการมี ส.ส. ย้ายเข้าพรรคอย่างต่อเนื่อง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นในพรรค นอกจากนี้ การที่พรรคภูมิใจไทยสามารถสร้างผลงานที่เป็นรูปธรรมและสื่อสารไปยังประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้คะแนนนิยมของพรรคเพิ่มสูงขึ้น

ในทางตรงกันข้าม พรรคประชาชนอาจต้องเผชิญกับความท้าทายในการรักษาฐานเสียงเดิม และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในวงกว้าง การพลาดโอกาสในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ และการไม่รับฟังคำแนะนำจากผู้มีประสบการณ์ อาจเป็นปัจจัยที่ส่งผลให้คะแนนนิยมของพรรคประชาชนลดลง

การเมืองไทยในปัจจุบัน: ความท้าทายและโอกาส

สถานการณ์การเมืองไทยในปัจจุบันเต็มไปด้วยความท้าทายและโอกาสสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ การที่นายชูวิทย์ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นนี้ ทำให้หลายฝ่ายต้องกลับมาทบทวนยุทธศาสตร์และแนวทางการดำเนินงานของตนเอง เพื่อให้สามารถแข่งขันและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์สำคัญว่าพรรคการเมืองใดจะสามารถคว้าใจประชาชนและนำพาประเทศไปในทิศทางที่ถูกต้องได้

พรรคการเมืองต่างๆจำเป็นต้องปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และให้ความสำคัญกับการสื่อสารกับประชาชนอย่างใกล้ชิด เพื่อสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่น นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน และการนำเสนอแนวทางแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้พรรคการเมืองได้รับการสนับสนุนจากประชาชน

การวิเคราะห์ของนายชูวิทย์เป็นเพียงมุมมองหนึ่งของสถานการณ์ทางการเมืองไทย แต่ก็เป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรนำมาพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้เข้าใจถึงพลวัตและความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง

ในท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของประเทศ การที่ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในประเด็นต่างๆ และสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสม จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้การเมืองไทยพัฒนาไปในทิศทางที่สร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเมืองอย่างสม่ำเสมอ และการมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและวิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ จะเป็นสิ่งที่ช่วยให้สังคมไทยมีความเข้มแข็งและสามารถเผชิญกับความท้าทายต่างๆ ได้อย่างมั่นคง

การที่นายชูวิทย์ออกมาให้ความเห็นเกี่ยวกับการเมืองไทยครั้งนี้ ทำให้หลายคนหันมาสนใจและตั้งคำถามเกี่ยวกับการดำเนินงานของพรรคการเมืองต่างๆ มากขึ้น และหวังว่าพรรคการเมืองทุกพรรคจะนำข้อคิดเห็นเหล่านี้ไปปรับปรุงและพัฒนากลยุทธ์ของตนเอง เพื่อให้การเมืองไทยก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ที่มา – “ชูวิทย์” ลั่นเตือนแล้วไม่ฟัง มองคะแนนนิยม “ภูมิใจไทย” สูงขึ้น สวนทางพรรคประชาชน

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์: จากอธิบดี สู่ รมช.มหาดไทย

“ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” เส้นทางชีวิตที่ไม่ธรรมดา จากอดีตอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล สู่ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย สมัยแรก ก่อนก้าวสู่ตำแหน่งว่าที่ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยป้ายแดง หลายคนอาจสงสัยว่าใครคือ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ และมีประวัติความเป็นมาอย่างไร บทความนี้จะพาไปเจาะลึกเรื่องราวของท่าน

เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ได้จัดตั้งทีมพรรคร่วมรัฐบาลเพื่อดำเนินนโยบายแก้ไขปัญหาต่างๆ ของประเทศ โดยมีคณะรัฐมนตรี หรือ ครม.อนุทิน 1 ซึ่งมาจากพรรคร่วม และบุคคลภายนอก มาร่วมเป็นรัฐมนตรีในรัฐบาลเฉพาะกิจนี้ ภายใต้เงื่อนไขที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ร่วมลงนามกับหัวหน้าพรรคประชาชน ภายใต้ข้อตกลง MOA จำนวน 5 ข้อ แต่ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากพรรคเพื่อไทยบางส่วน ได้เปิดตัวเข้าร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ อดีต สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย ที่ได้ยื่นลาออกจากการเป็น สส. และมีความชัดเจนว่าจะมารับตำแหน่ง ว่าที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย

ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์”

สำหรับประวัติของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ เกิดเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2504 ปัจจุบันอายุ 64 ปี (ณ ปี พ.ศ. 2568) ที่จังหวัดฉะเชิงเทรา สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม และปริญญาโท คณะบริหารการป่าไม้ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นอกจากนี้ ท่านยังผ่านการอบรมในหลักสูตรต่างๆ มากมาย อาทิ สถาบันจิตวิทยาความมั่นคง สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (สจว.88), นักปกครองระดับสูง สถาบันดำรงราชานุภาพ (นปส.53), ประกาศนียบัตรชั้นสูงการบริหารเศรษฐกิจสาธารณะสำหรับนักบริหารระดับสูง สถาบันพระปกเกล้า (ปศส.13), หลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.59), หลักสูตรนักบริหารการเงินการคลังภาครัฐระดับสูง (นงส.5) และหลักสูตรนักบริหารยุทธศาสตร์การป้องกันและปราบปรามการทุจริตระดับสูง (นยปส.10) เป็นต้น

ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ กับเส้นทางราชการ

นายศักดิ์ดา เริ่มต้นชีวิตราชการในกรมป่าไม้ โดยดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ อำเภอคลองใหญ่ จังหวัดตราด และได้ย้ายไปปฏิบัติงานในหลายจังหวัด ต่อมาได้ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่บริหารงานป่าไม้ 8 และผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 11 พิษณุโลก กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ในช่วงปี 2554-2557 ได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปัตตานี ก่อนที่จะมาเป็นผู้อำนวยการสำนักป้องกันปราบปรามและควบคุมไฟป่า กรมอุทยานแห่งชาติฯ ในช่วงนั้น ท่านมีผลงานเป็นผู้เข้าแจ้งความดำเนินคดีข้าราชการระดับสูง และนักการเมืองระดับประเทศ ในข้อหาบุกรุกอุทยานเขื่อนศรีนครินทร์ บริเวณอุทยานแห่งชาติเอราวัณ ตำบลท่ากระดาน อำเภอศรีสวัสดิ์ จังหวัดกาญจนบุรี และปลูกบ้านริมเขื่อน 3 หลัง จนกระทั่งศาลฎีกาได้มีคำสั่งให้จำคุกจำเลยในที่สุด หลังจากนั้น ท่านได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักอนุรักษ์และจัดการต้นน้ำ และรองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งนี้ นายศักดิ์ดาได้นำทีมออกปฏิบัติการป้องกันและปราบปรามการบุกรุกป่าชายเลน จับกุมผู้บุกรุกจำนวนมาก และสามารถยึดคืนป่าชายเลนกลับมาฟื้นฟูได้มากถึง 3-4 หมื่นไร่

ต่อมาในปี 2561 ท่านถูกโยกย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) และในวันที่ 1 ตุลาคม 2562 นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้ารับตำแหน่งอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำบาดาล กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในช่วงปี 2563 ท่านเคยออกมาเปิดเผยในการประชุมวาระพิจารณางบประมาณแผนบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในส่วนของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ว่ามีอนุกรรมาธิการบางคนโทรศัพท์เรียกเงินจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อแลกกับการผ่านงบประมาณ และได้เกษียณอายุราชการในปี 2564

จาก สส.เพื่อไทยสมัยแรก สู่ว่าที่ รมช.มหาดไทย ใต้รัฐบาลอนุทิน

ต่อมา นายศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ได้เข้าสู่สนามการเมืองโดยลงสมัครรับเลือกตั้ง สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ในนามพรรคเพื่อไทย เมื่อการเลือกตั้งใหญ่ปี 2566 และได้รับการเลือกตั้งเป็น สส.สมัยแรก แต่ภายหลังพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมา 2 ปีเศษ และมีเหตุให้นายกรัฐมนตรีทั้ง 2 คนของพรรคเพื่อไทย คือ นายเศรษฐา ทวีสิน และ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ต้องพ้นไป ส่งผลให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น นายศักดิ์ดา ประกาศตัวนำ สส. รวม 8 คน สนับสนุน นายอนุทิน เป็นนายกรัฐมนตรี หันหลังให้กับพรรคเพื่อไทยเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 โดยให้เหตุผลว่า

“ประชาชนที่เลือกผมมา ต่างฝากความหวังกับรัฐบาลที่ผมสังกัด แต่การแก้ปัญหาดังกล่าวล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ผมจึงต้องออกมาต่อสู้ เพื่อแก้ปัญหาและปกป้องประชาชนในพื้นที่ผม ผมขอรับผิดชอบในการตัดสินใจของผม หากในวันนี้การกระทำของผมทำให้ใครบางคนต้องผิดหวัง ผมก็น้อมรับแต่เพียงผู้เดียว”

ในท้ายที่สุด ภายหลังการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2568 จากนั้น 4 วันให้หลัง (9 กันยายน 2568) นายศักดิ์ดา ได้ยื่นหนังสือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อขอลาออกจากการเป็น สส. ส่งผลให้ต้องมีการเลือกตั้งซ่อม สส.กาญจนบุรี เขตเลือกตั้งที่ 4 ขึ้นใหม่ในวันที่ 19 ตุลาคม 2568 และนายศักดิ์ดานั้น มีชื่อเตรียมเป็นรัฐมนตรีหน้าใหม่ในเก้าอี้ มท.3

การเปลี่ยนผ่านจากข้าราชการสู่การเป็นนักการเมืองของ ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์ ถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจในแวดวงการเมืองไทย อนาคตทางการเมืองของท่านจะเป็นอย่างไรต่อไป เป็นสิ่งที่ต้องติดตาม

ที่มา – ประวัติ “ศักดิ์ดา วิเชียรศิลป์” อดีตอธิบดี ทบ. สู่ สส.เพื่อไทย จ่อ รมช.มหาดไทยป้ายแดง

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตร

ทำเนียบรัฐบาล เตรียมพร้อมสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.อนุทิน 1” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณ ด้านตึกบัญชาการ 1 ส่งทีมงานดูห้องช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์

วันที่ 17 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ทำเนียบรัฐบาลมีการจัดเตรียมสถานที่สำหรับถ่ายรูปติดบัตรประจำตัวของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณตนซึ่งเป็นไปตามขั้นตอน และยังมีการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณโดยรอบทำเนียบรัฐบาล และตัดหญ้าด้านหน้าตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการถ่ายรูปหมู่คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ตั้งแต่เมื่อวานนี้ (17 กันยายน 2568)

พร้อมกันนี้ ยังมีความเคลื่อนไหวที่ตึกบัญชาการ 1 ซึ่งเป็นห้องทำงานของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งแต่ช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา โดยวันนี้มีการส่งทีมงานเข้ามาดูห้องทำงานภายในตึกบัญชาการ 1 อีกด้วย

สำหรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีในรัฐบาลอนุทิน มีชื่อทั้งหมด 7 คน ได้แก่

  • นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข
  • นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี
  • นายโสภณ ซารัมย์ รองนายกรัฐมนตรี

ขณะที่ตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 คน ได้แก่

  • นางสาวศุภมาส อิศรภักดี
  • นายภราดร ปริศนานันทกุล
  • นายนภินธร ศรีสรรพางค์
  • นายสันติ ปิยะทัต

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าในตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมแล้วมีถึง 11 ตำแหน่ง ซึ่งมากกว่ารัฐบาลที่ผ่านมา จึงต้องดูว่าจะมีการจัดสรรห้องทำงานกันอย่างไร.

ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ แสดงให้เห็นถึงการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็ววัน การจัดเตรียมสถานที่ รวมถึงการปรับปรุงห้องทำงานต่างๆ เป็นสัญญาณบ่งบอกถึงการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล

ความสำคัญของการถ่ายรูปติดบัตร

ขั้นตอนการถ่ายรูปติดบัตรนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ การมีรูปถ่ายที่ชัดเจนและเป็นทางการจะช่วยสร้างความน่าเชื่อถือและความไว้วางใจจากประชาชน

การเตรียมการของทำเนียบรัฐบาลในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงแค่การจัดเตรียมสถานที่ แต่ยังเป็นการแสดงออกถึงความพร้อมในการต้อนรับคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ และเป็นการยืนยันถึงความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ

ตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีที่มีจำนวนมากถึง 11 ตำแหน่งนั้น น่าติดตามว่าจะมีการแบ่งงานและมอบหมายความรับผิดชอบกันอย่างไร เพื่อให้การบริหารราชการเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่กำลังจะเกิดขึ้นนี้ ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทุกภาคส่วนของสังคมต้องร่วมมือกัน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้าอย่างมั่นคงและยั่งยืน

การมีรัฐบาลใหม่ที่มาจากการเลือกตั้ง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ และเป็นแรงผลักดันให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมของทำเนียบรัฐบาลสำหรับการถ่ายรูปติดบัตรของคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ จึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการเริ่มต้นวาระใหม่ของรัฐบาล และเป็นสัญญาณที่ดีสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – ทำเนียบฯ จัดสถานที่รับ “นายกฯ-ครม.ใหม่” ถ่ายรูปติดบัตรก่อนเข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์

Scroll to top