โหวตนายก 2568

ชูวิทย์เตือน ปชช. อย่าทำการเมืองแบบ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ”

ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เตือน “พรรคประชาชน” ปมโหวตเลือกนายกฯ ลั่นอย่าทำการเมืองแบบนี้ “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกไปแขวนคอ”

วันที่ 1 กันยายน 2568 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ นักเคลื่อนไหวชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านแฟนเพจ ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ซึ่งมีคนติดตามกว่า 2 ล้านคน ได้แสดงความคิดเห็นถึงการโหวตนายกรัฐมนตรี หลังศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

โดยระบุว่า พรรคประชาชนเสียงแตก ความหลากหลายของพรรคประชาชน ทำให้เสียงแตกดังโพล๊ะอย่างไม่เกินความคาดหมาย เพราะพลพรรคประชาชนนั้นเป็น “คนรุ่นใหม่” ที่มีความคิดเป็นของตัวเอง แตกต่างจากพรรคการเมืองยุคเก่า

เมื่อถึงคราวที่พรรคประชาชนจะต้องไปพายเรือโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ จึงไม่ได้ง่ายเหมือนพรรคอื่นๆ ที่สั่งซ้ายหันขวาหันได้ วงในของพรรคประชาชนบอกว่า ทำใจไม่ได้กับการโหวตให้อนุทินเป็นนายกฯ ยิ่งเห็นอนุทินจับมือกับแต่ละคนบนเวที ให้เป็นรัฐมนตรีเสวยอำนาจ

พรรคประชาชนจะบอกว่า “ไม่เกี่ยว” เพราะเป็นฝ่ายค้านคงไม่ได้ ที่สำคัญ ส.ส. แต่ละคนของพรรค “จะไปตอบประชาชนยังไง?” ในเมื่อเพิ่งด่าว่าไร้ฝีมือ มีการทุจริตคอร์รัปชั่น แต่กลับไปโหวตให้หน้าตาเฉย คาดได้ว่าคะแนนครั้งหน้าคงลงคลอง เพราะเป็นเสมือนการ “ตีเช็คเปล่า เซ็นชื่อแล้วให้อนุทินเป็นนายกฯ กรอกตัวเลข”

ถึงเวลาอนุทินจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีชุดใหม่ เห็นหน้าแต่ละคนแล้วก็หนาวสะท้านไปถึงทรวงอก อนุทินต้องตอบแทนบุญคุณทางการเมือง ให้ “พรรคกล้าหัก” เป็นรัฐมนตรีมหาดไทย พรรคประชาชนจึงต้องรับผิดชอบไปด้วยอย่างเลี่ยงไม่พ้น เพราะเป็นคนโหวตให้เองกับมือ

พรรคประชาชนจะโหวตให้ใคร เป็นเรื่องของพรรค แต่คนที่เลือกพรรคอย่างผม ก็มีสิทธิวิจารณ์ เพราะไปเลือกมา จุดยืนเป็นฝ่ายค้านมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว ใครจะจัดรัฐบาลไม่ใช่เรื่องของพรรคประชาชนที่เป็นฝ่ายค้าน เพราะตัวเองไม่ได้เข้าร่วม นี่เป็นระบอบประชาธิปไตยสากลทั่วโลก

มันไม่มีที่ไหน โหวตให้ แต่ตัวเองขอเป็นฝ่ายค้านต่อไป แล้วรอ 4 เดือนให้ยุบสภา หากไม่ยุบจะอภิปรายไม่ไว้วางใจ

ทำไปทำไมไม่ทราบ? หากมีอะไรเกิดขึ้น ไม่ว่าเงื่อนไขต่างๆ ที่ตั้งไว้ทำไม่ได้ขึ้นมา หรือบรรดานักการเมืองเขี้ยวลากดินก่อเรื่องขึ้น พรรคประชาชนจะกลายเป็นผู้รับผิดชอบทันที ในฐานะเป็นนั่งร้านให้ อย่าไปทำการเมืองแบบนี้ เขาเรียกว่า “เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกไปแขวนคอ”

ชูวิทย์เตือน ปชช. อย่าทำการเมืองแบบ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ”

จากกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีของพรรคประชาชน (ปชช.) นั้น ได้สร้างความน่าสนใจและก่อให้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ประเด็นหลักที่นายชูวิทย์เน้นย้ำคือ การกระทำของพรรค ปชช. ที่อาจเข้าข่าย “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” ซึ่งหมายถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมในการสนับสนุนบุคคลหรือพรรคการเมืองอื่น โดยที่ตนเองไม่ได้รับผลประโยชน์ใดๆ แถมยังอาจต้องแบกรับความรับผิดชอบในสิ่งที่เกิดขึ้นตามมา

วิเคราะห์นัยยะ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” ในบริบทการเมือง

คำกล่าวที่ว่า “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” นั้น เป็นสำนวนไทยที่สะท้อนถึงสถานการณ์ที่บุคคลหรือองค์กรเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง โดยที่ตนเองไม่ได้ประโยชน์ แต่กลับต้องแบกรับภาระหรือความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น ในบริบททางการเมือง นายชูวิทย์ใช้สำนวนนี้เพื่อเตือนพรรค ปชช. ว่าการโหวตสนับสนุนบุคคลหรือพรรคการเมืองใดๆ ก็ตาม ควรพิจารณาถึงผลได้ผลเสียอย่างรอบคอบ หากการกระทำนั้นไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อพรรค ปชช. หรือประชาชนโดยรวม แต่กลับทำให้พรรคต้องแบกรับความรับผิดชอบในความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้น ก็ไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้อง

สิ่งที่นายชูวิทย์กังวลคือ การที่พรรค ปชช. อาจถูกมองว่าเป็นเครื่องมือของพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากพรรคการเมืองนั้นมีประวัติที่ไม่โปร่งใส หรือมีนโยบายที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์ของพรรค ปชช. การที่พรรค ปชช. ไปโหวตสนับสนุนพรรคการเมืองดังกล่าว อาจทำให้ประชาชนเกิดความสับสนและไม่ไว้วางใจในจุดยืนของพรรคได้

นอกจากนี้ นายชูวิทย์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ส.ส.ของพรรค ปชช. จะตอบคำถามประชาชนอย่างไร หากต้องไปโหวตสนับสนุนบุคคลที่เคยถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก การกระทำดังกล่าวอาจทำให้คะแนนนิยมของพรรค ปชช. ลดลงในการเลือกตั้งครั้งหน้า

การตัดสินใจของพรรค ปชช. ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยคำนึงถึงผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ หากการกระทำใดๆ ก็ตามเข้าข่าย “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ” ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจส่งผลเสียต่อพรรคและประชาชนในระยะยาว

ดังนั้น พรรค ปชช. ควรพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และตัดสินใจบนพื้นฐานของความถูกต้องและโปร่งใส เพื่อรักษาความไว้วางใจจากประชาชน และสร้างสรรค์การเมืองที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

สุดท้ายนี้ การเมืองเป็นเรื่องของการประนีประนอมและการตัดสินใจที่ยากลำบาก แต่การยึดมั่นในหลักการและผลประโยชน์ของประชาชน จะเป็นแนวทางที่นำไปสู่การตัดสินใจที่ถูกต้องและยั่งยืน หวังว่าทุกฝ่ายจะตระหนักถึงความสำคัญของการทำหน้าที่เพื่อส่วนรวม และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่ดีกว่าเดิม

ที่มา – ชูวิทย์ เตือน ปชน. อย่าทำการเมืองแบบนี้ “เนื้อไม่ได้กิน ซ้ำเอากระดูกแขวนคอ”

อนุทินดีเบต? ภท.พร้อมเลือกตั้ง โยนถาม “อนุทิน”

สส.แนน เผย ภูมิใจไทยสั่งจัดทัพผู้สมัครสส. รองรับเลือกตั้ง บอก เตรียมพร้อมปกติไม่เกี่ยวเพื่อไทยขู่ยุบสภา ยัน สมาชิกพรรคสแตนบายอยู่กทม.พร้อมประชุมสภาตลอด โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต

วันที่ 1 ก.ย. 2568 ที่พรรคภูมิใจไทย น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย สส.อุบลราชธานี ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย แถลงภายหลังการประชุมพรรค ว่ามีการพิจารณาวาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งต้องรอประธานสภาฯว่าจะออกวาระใหม่หรือไม่ รวมถึงการหารือเรื่องการเตรียมความพร้อม โดยให้คณะกรรมการสรรหาผู้สมัครของพรรค เตรียมเสนอชื่อผู้สมัครสส. ต่อคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ภายใน 15 วัน เพื่อเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

เมื่อถามย้ำว่า การเตรียมชื่อผู้สมัครสส. เป็นการเตรียมความพร้อมรองรับหากมีการยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ใช่หรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า เราทุกคนทราบดีว่า ในอนาคตไม่ช้าก็เร็วต้องมีการเลือกตั้งอยู่แล้ว จึงเป็นการเตรียมพร้อมตามปกติ

เมื่อถามว่า ที่ประชุมได้พูดคุยถึงท่าทีพรรคของพรรคประชาชน เรื่องข้อเสนอยกมือโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย และแคนดิเดตนายกฯ หรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เราพูดคุยกันตั้งแต่สัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพรรคมีมติชัดเจนว่า หัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห. มีสิทธิ์ไปพูดคุยข้อเสนอต่างๆ

เมื่อถามว่า จะต้องมีการประชุมพรรคอีกครั้งหรือไม่ หากพรรคประชาชนมีท่าทีที่ชัดเจน โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า สส.ของพรรคสแตนบายในกทม.ตลอดเวลาอยู่แล้ว เพราะอยู่ในช่วงสมัยประชุม ซึ่งพรรคมีความพร้อมในการประชุมสภาฯ วันพุธ พฤหัสบดี และวันศุกร์นี้ อย่างไรก็ตาม หากพรรคประชาชนมีท่าทีชัดเจนอาจจะประชุมพรรคอีกครั้ง

เมื่อถามว่า มีการประเมินว่าพรรคประชาชนจะยกมือสนับสนุนให้นายอนุทินหรือไม่ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยได้เสนอไปหมดแล้ว

เมื่อถามว่า ที่ประชุมพรรคได้หารือกรณีที่พรรคเพื่อไทยอาจจะยุบสภาหรือไม่ น.ส.แนน บุณย์ธิดา กล่าวว่า ทุกคนมีตำแหน่งหน้าที่ มีอำนาจตามกฎหมายกำหนด ใครทำเกินกว่ากฎหมายกำหนดก็อยู่ที่การกระทำในอนาคต ทั้งนี้ ในที่ประชุมพรรคได้พิจารณาข้อกฎหมาย และรัฐธรรมนูญด้วย ซึ่งทุกอย่างเป็นเพียงการคาดการณ์ล่วงหน้า

เมื่อถามว่า พรรคประชาชนเสนอให้แคนดิเดตนายกฯแสดงวิสัยทัศน์ โฆษกพรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นการตัดสินใจของหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค และกก.บห.

“ศุภชัย” ซัด “เดชอิศม์” หลังยกปม ฮั้ว สว.-เขากระโดง โจมตีพรรคภูมิใจไทย

ด้าน นายศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคภูมิใจไทย กล่าวถึงกรณีที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) รมช.มหาดไทย กล่าวพาดพิงถึงพรรคภท. ว่า คดีความต่าง ๆ อยู่ในขั้นตอนการสืบสวน เวลานี้ยังไม่มีข้อเท็จจริง ในส่วนคดีเขากระโดงที่นายเดชอิศม์ เป็นผู้ที่รับผิดชอบเรื่องนี้ มาวันแรกก็ดูคึกคักว่าจะเพิกถอน ผ่านมาไม่รู้กี่เดือนก็ยังไม่ได้ทำ และควรรอกระบวนการของศาลที่จะต้องตัดสินคดี พร้อมย้ำว่าทั้งหมดคือเรื่องทางการเมือง โดยยืนยันว่า ทั้งสองประเด็นนี้ยังมีผู้บริสุทธิ์อยู่ นายเดชอิศม์ไม่ควรยกเรื่องเหล่านี้มาโจมตี อ้างว่าพรรคภท.เป็นพรรคที่น่ารังเกียจ ไม่น่าจะคุยด้วย และอยากกล่าวเตือนว่านายเดชอิศม์ เป็นเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ การกระทำก็ย่อมผูกพันกับพรรค ต้องเรียนรู้กับการเป็นเลขาธิการพรรคการเมืองที่ดี

เมื่อถามว่าเป็นการกล่าวหาที่แรงไปหรือไม่ ว่าคดีฮั้วเลือก สว. เลวร้ายกว่าการทำรัฐประหารร้อยครั้ง นายศุภชัย กล่าวว่า เป็นสิ่งที่นายเดชอิศม์ กล่อมตัวเอง แต่เข้าใจ ว่าคนที่มีตำแหน่งรัฐมนตรีแล้วหลุดออกไป ก็คงยังทำใจไม่ได้

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นถึงอำนาจการยุบสภา โดยนายศุภชัย กล่าวว่า เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ก็เคยให้สัมภาษณ์ว่ารัฐบาลรักษาการไม่สามารถยุบสภาได้ ขอเตือนว่าอย่าทำ และปล่อยให้กระบวนการเดินไปด้วยตัวเอง

โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

การเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยและการตอบสนองต่อข้อเสนอการดีเบตจากพรรคประชาชนกำลังเป็นที่จับตามอง การตัดสินใจของนายอนุทินจะเป็นอย่างไร และพรรคจะเดินหน้าอย่างไรต่อไปในการเลือกตั้งครั้งหน้า เป็นสิ่งที่น่าติดตามอย่างยิ่ง

อนาคตการเมืองไทยกับข้อเสนอดีเบต “อนุทิน”

สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ด้วยการเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต พรรคการเมืองต่างๆ เริ่มขยับตัวและวางแผนกลยุทธ์ หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือข้อเสนอจากพรรคประชาชนที่ต้องการให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเวทีดีเบต ข้อเสนอนี้ได้รับการตอบรับจากพรรคภูมิใจไทยอย่างไร และจะมีผลต่อการตัดสินใจของประชาชนอย่างไร

การที่พรรคประชาชนเสนอให้ อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตนั้น แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะให้มีการประชันวิสัยทัศน์และนโยบายระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้ง การตอบสนองของพรรคภูมิใจไทยต่อข้อเสนอนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากพรรคตัดสินใจตอบรับ จะเป็นการแสดงความมั่นใจในนโยบายและศักยภาพของพรรค แต่หากปฏิเสธ ก็อาจถูกมองว่าไม่กล้าเผชิญหน้ากับความท้าทาย

นอกจากนี้ การเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งของพรรคภูมิใจไทยยังเป็นอีกประเด็นที่น่าสนใจ การที่พรรคสั่งให้จัดทัพผู้สมัคร ส.ส. และเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมสภาฯ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะรักษาและขยายฐานเสียงของพรรค อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ยังคงเป็นอำนาจของรัฐบาลรักษาการ ซึ่งต้องพิจารณาถึงสถานการณ์ทางการเมืองและความเหมาะสมต่างๆ

ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยกำลังเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็กำลังเผชิญกับความท้าทายภายในพรรคเอง การที่นายเดชอิศม์ ขาวทอง เลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ถูกเตือนเรื่องการกล่าวพาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงก่อนการเลือกตั้ง

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ทางการเมืองไทยกำลังมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ในช่วงนี้ จะมีผลต่ออนาคตของประเทศอย่างมาก การติดตามข่าวสารและวิเคราะห์สถานการณ์อย่างรอบคอบ จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมที่สุดได้

การเมืองไทยกำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ ข้อเสนอให้อนุทิน ขึ้นเวทีดีเบตเป็นเพียงหนึ่งในหลายเหตุการณ์ที่น่าติดตาม การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งจะเป็นอย่างไรต่อไป เราคงต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิด

ที่มา – โยนถาม “อนุทิน” หลัง พรรคประชาชน เสนอให้ขึ้นเวทีดีเบต ภท. หลังลูกพรรคพร้อมเลือกตั้ง

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

“ชัยวุฒิ-สันติ” ลั่น พร้อมโหวตหนุน “อนุทิน” นั่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว ย้ำ “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ ปัดตอบ “พล.อ.ประวิตร” จ่อคุมความมั่นคง-กลาโหม บอกยังไม่ถึงเวลานั้น

เมื่อเวลา 16.48 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์ก่อนเดินทางออกจากที่ทำการพรรคภูมิใจไทย ว่า วันนี้เข้ามาสังเกตการณ์ความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล ผู้สื่อข่าวถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สส.บัญชีรายชื่อ ในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ มีการพูดอะไรบ้างหรือไม่ ซึ่งนายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ ตอบแทนว่า “เราพร้อมยกโหวตให้ตั้งแต่กินข้าวหน้าไก่กันแล้ว”

ส่วนคำถามว่าวันโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาผู้แทนราษฎร พล.อ.ประวิตร จะมาร่วมโหวตด้วยหรือไม่ นายชัยวุฒิ กล่าวว่า “ต้องไปอยู่แล้ว เพราะเป็นโหวตสำคัญ” สำหรับประเด็นคำถามว่าการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้มีพรรคกล้าธรรมร่วมด้วย มีเรื่องหนักใจหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า ไม่เกี่ยวกับเรา คนละพรรคกัน พร้อมยืนยันว่าร่วมงานได้ถ้าต้องอยู่รัฐบาลเดียวกัน แต่ก่อนก็อยู่ด้วยกัน “ยืนยันว่าพลัข้าวหน้าไก่จะโหวตให้นายอนุทินทั้งพรรค”

ขณะที่กระแสข่าวที่มีการจองกระทรวงกันแล้วจริงหรือไม่ นายชัยวุฒิ ตอบว่า อันนี้ไม่ทราบ เพราะยังไม่ถึงเวลา เมื่อถามอีกว่า พล.อ.ประวิตร พร้อมจะรับตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหรือไม่ นายชัยวุฒิ ระบุว่า ตนยังไม่ทราบ ยังไม่ถึงเวลานั้น ผู้สื่อข่าวถามย้ำจะพร้อมไปรับตำแหน่งหรือไม่หากมีการเทียบเชิญ นายชัยวุฒิ ตอบว่า “ยังไม่ได้คุยกันเลย”

“บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32

การเมืองไทยยังคงร้อนแรงกับการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ หลังจากการเลือกตั้งที่ผ่านมา ล่าสุด นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยยืนยันว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะโหวตสนับสนุนอย่างเต็มที่

ประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจอย่างมากคือ การยืนยันว่า “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นของพรรคพลังประชารัฐในการผลักดันให้นายอนุทิน ขึ้นสู่ตำแหน่งผู้นำประเทศ นอกจากนี้ นายชัยวุฒิ ยังได้กล่าวถึงกระแสข่าวเกี่ยวกับการจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี โดยระบุว่า ยังไม่ถึงเวลาที่จะพูดคุยในเรื่องนี้

พลังประชารัฐพร้อมสนับสนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯคนที่ 32

การยืนยันจากนายชัยวุฒิในครั้งนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่า พรรคพลังประชารัฐพร้อมที่จะให้การสนับสนุนนายอนุทิน อย่างเต็มที่ในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีขึ้นในสภาผู้แทนราษฎร แม้ว่าจะมีกระแสข่าวเกี่ยวกับการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ แต่ทางพรรคก็ยังคงยืนยันที่จะสนับสนุนนายอนุทิน โดยไม่มีเงื่อนไข

นอกจากนี้ นายชัยวุฒิยังได้กล่าวถึงท่าทีของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ว่าจะเข้าร่วมการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีอย่างแน่นอน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการโหวตครั้งนี้ และความมุ่งมั่นของพรรคในการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเลือกผู้นำประเทศ

อย่างไรก็ตาม การจัดตั้งรัฐบาลยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเจรจาต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี และการรวมเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองต่างๆ เพื่อให้ได้เสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร แต่การยืนยันจากพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการเดินหน้าสู่การจัดตั้งรัฐบาลใหม่

สถานการณ์การเมืองในขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอน และการเปลี่ยนแปลงอาจเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่การยืนยันของนายชัยวุฒิในเรื่อง “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ อนุทิน นั่งนายกฯคนที่ 32 นั้น แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงของพรรคพลังประชารัฐในการสนับสนุนนายอนุทิน และมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของประเทศในอนาคต

การตัดสินใจของพรรคพลังประชารัฐในครั้งนี้ จะมีผลกระทบต่อการเมืองไทยอย่างมีนัยสำคัญ และจะเป็นตัวแปรสำคัญในการกำหนดอนาคตของประเทศ การจับตาดูความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาล และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญอย่างยิ่ง

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายจะต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน การเมืองไม่ใช่แค่เกม แต่คืออนาคตของพวกเราทุกคน มาร่วมกันติดตามและให้กำลังใจทุกฝ่ายให้ทำหน้าที่ของตนอย่างดีที่สุด

ที่มา – “บิ๊กป้อม” ไปโหวตแน่ “ชัยวุฒิ” ลั่นพลังข้าวหน้าไก่หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

“สว.นันทนา” ถามพรรคภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก หลังไม่โหวตรับ พ.ร.บ.ประชามติ ชี้ อาจจะมีหักเหลี่ยมพรรคประชาชน หลังโหวตนายกฯ มองแก้ไขรัฐธรรมนูญควรทำทั้งฉบับ

วันที่ 1 กันยายน 2568 นางสาวนันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคการเมืองเสนอเตรียมให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ว่า วิกฤติทางการเมือง การจัดตั้งรัฐบาล การถอดถอนฝ่ายบริหาร รวมถึงขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระที่มีอย่างกว้างขวาง ล้วนเกิดจากจุดบกพร่องของรัฐธรรมนูญปี 2560 เพราะไม่ได้เปิดโอกาสให้กับประชาชนได้มีส่วนร่วมในการแก้ไข แต่กลับมาจาก ส.ส.ร. จำนวน 20 ราย ที่ถูกตั้งด้วยมติของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ทั้งนี้ ตนก็เห็นด้วยกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ แม้ว่าขณะนี้จะช้ามาหน่อย แต่ความจริงแล้วควรจะเกิดการแก้ไขมานานแล้ว เพราะการเลือกตั้งใหญ่ฝ่ายพรรคการเมืองก็หาเสียงเลือกตั้งได้นโยบายแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่สุดท้ายก็ไม่ได้ลงมือทำ พรรคประชาชนที่ตั้งใจก็กลับกลายเป็นฝ่ายค้าน ส่วนจะต้องยกร่างทั้งฉบับหรือแก้ไขมาตรานั้น นางสาวนันทนา มองว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เปรียบเสมือนเรือที่มีรูรั่วและคงจมไปแล้ว การแก้ไขทีละมาตราอาจจะใช้เวลานานเป็น 100 ปี จึงเห็นว่าควรจะยกร่างทั้งฉบับ และอยากให้มีการให้ความสำคัญกับที่มาของคณะกรรมการยกร่างฯ

ส่วนการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคเพื่อไทย เสนอให้มีการใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 ไปพลางก่อนนั้น นางสาวนันทนา ระบุว่า ตามกระบวนการไม่อาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญปี 2540 ถูกฉีกทิ้งไปและร่างฉบับใหม่มาแล้ว ไม่สามารถที่จะวางกฎหมายฉบับใดและหยิบอีกฉบับหนึ่งมาใช้ แต่สิ่งที่ตนเข้าใจคือพรรคเพื่อไทยเสนอให้นำกรอบของรัฐธรรมนูญปี 2540 มาช่วยในการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งก็จะทำให้ยกร่างเร็วขึ้น

ผู้สื่อข่าวถามถึงความเห็นในท่าทีกับการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ ระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย ซึ่งทั้งสองพรรคกำลังเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลในขณะนี้ นางสาวนันทนา มองว่า ทั้งสองพรรคเมื่อมาเป็นรัฐบาลแล้ว ที่ผ่านมาตนเห็นว่าเป็นการขัดขวางการแก้ไขมากกว่า พรรคเพื่อไทยเหมือนจะพยายามแก้ไข แต่สุดท้ายก็มีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความเรื่องการทำประชามติ แต่พรรคภูมิใจไทยชัดเจนว่าไม่มีเจตจำนงในการแก้ ตั้งแต่การจัดทำร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ ซึ่งคณะกรรมาธิการฝ่ายวุฒิสภา ก็กลับมติที่ประชุมไปสอดคล้องกับเจตนารมณ์ของพรรคภูมิใจไทย ในการเสนอให้ออกเสียงประชามติแบบสองชั้น (Double Majority) จนกระทั่งทำให้วาระกฎหมายเลื่อนออกไปอีก 180 วัน

“ถ้าอยากจะแก้จริง ออกเสียงประชามติแบบชั้นเดียวทั่วโลกก็ใช้กัน แต่นี่ไม่เอา ซึ่งตอนนั้นเราคาดหวังว่าถ้า สว. โหวตผ่านร่างพระราชบัญญัติออกมา เราก็จะเริ่มนับหนึ่งออกเสียงประชามติได้ตั้งแต่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เมื่อปลายปีที่แล้ว แต่นับหนึ่งไม่ได้เพราะว่าพรรคภูมิใจไทยไม่ยอม”

ในช่วงท้าย นางสาวนันทนา ตั้งข้อสังเกตว่าจะมีอะไรอยู่เบื้องหลังหรือไม่ เพราะอยู่ดีๆ พรรคภูมิใจไทยก็กลับมารับข้อเสนอในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ เป็นเพียงการตอบรับเพราะอยู่ในช่วงที่กำลังจะได้รับอำนาจขึ้นมาเป็นรัฐบาล แล้วจะมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนในการจะแก้รัฐธรรมนูญจริงๆ

สว.นันทนา ถาม ภูมิใจไทย อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องคือ เรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ซึ่ง สว. นันทนา ได้ออกมาตั้งคำถามถึงพรรคภูมิใจไทยว่า อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ทำไมต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ?

หลายฝ่ายเห็นพ้องกันว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีข้อบกพร่องที่ควรแก้ไข เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกมาพูดถึง ได้แก่

  • ที่มาของ ส.ส.ร.: ส.ส.ร. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย คสช. ทำให้ขาดความชอบธรรมในการเป็นตัวแทนของประชาชน
  • ขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระ: ขอบเขตอำนาจที่กว้างขวางขององค์กรอิสระ อาจส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศ
  • การมีส่วนร่วมของประชาชน: รัฐธรรมนูญไม่ได้เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแก้ไขอย่างแท้จริง

ท่าทีของพรรคภูมิใจไทยต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

นางสาวนันทนาได้ตั้งข้อสังเกตถึงท่าทีของพรรคภูมิใจไทยในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา พรรคภูมิใจไทยมีท่าทีขัดขวางการแก้ไขมาโดยตลอด ตั้งแต่การลงมติในร่างพระราชบัญญัติออกเสียงประชามติ

การที่พรรคภูมิใจไทยกลับมาแสดงท่าทีสนับสนุนการแก้ไขรัฐธรรมนูญในขณะนี้ ทำให้เกิดคำถามว่า เป็นเพียงการตอบรับเพื่อหวังผลทางการเมืองหรือไม่ และการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นจริงได้มากน้อยแค่ไหน

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง

การอยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก เป็นคำถามที่สะท้อนความรู้สึกของหลาย ๆ คนในสังคม ที่ต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยและเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง มาร่วมกันติดตามความคืบหน้าและแสดงความคิดเห็น เพื่อให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ที่มา – “สว.นันทนา” ถาม “ภูมิใจไทย” อยากแก้รัฐธรรมนูญทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก

ภูมิใจไทย ยอมทำ MOA รัฐบาลเสียงข้างน้อย

ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

ในการเมืองไทยปัจจุบัน การจัดตั้งรัฐบาลมักเป็นเรื่องที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจคือ กรณีที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน เพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปได้ด้วยดี

ร่าง MOA หรือบันทึกข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ถือเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเข้าใจและข้อตกลงร่วมกันในการบริหารประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การที่พรรคภูมิใจไทยยอมที่จะเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงในการที่จะร่วมมือกับพรรคอื่นๆ เพื่อประโยชน์ส่วนรวม

วันที่ 1 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานถึงความคืบหน้าในการเจรจาระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชน ซึ่งหัวใจสำคัญคือการทำข้อตกลงสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาล หรือ MOA โดยสาระสำคัญเน้นไปที่การดำรงสถานะรัฐบาลเสียงข้างน้อย ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยให้คำมั่นสัญญาไว้กับพรรคประชาชน

เหตุผลที่ ภูมิใจไทย ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย

การที่พรรคภูมิใจไทยตัดสินใจเช่นนี้ มีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นคือข้อจำกัดในเรื่องของศักยภาพในการรวบรวมเสียงสนับสนุนในสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งแตกต่างจากพรรคเพื่อไทยที่มีโอกาสที่จะรวบรวมเสียงได้เกินครึ่งสภา การที่พรรคภูมิใจไทยยอมลดบทบาทลงมาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงเป็นกลยุทธ์ที่มุ่งเน้นไปที่การสร้างความเชื่อมั่นให้กับพรรคประชาชน และโน้มน้าวให้สนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี

อย่างไรก็ตาม การเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็มีความท้าทายหลายประการ รัฐบาลจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากฝ่ายค้าน และอาจมีปัญหาในการผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เป็นรูปธรรมได้สำเร็จ นอกจากนี้ ยังต้องบริหารจัดการความสัมพันธ์กับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ อย่างใกล้ชิด เพื่อรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล

  • การเจรจาและทำความเข้าใจกับพรรคการเมืองต่างๆ
  • การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน
  • การประนีประนอมและหาจุดร่วมในการดำเนินนโยบาย
  • การบริหารจัดการความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้น

แม้ว่าจะมีอุปสรรคและความท้าทายมากมาย แต่การที่ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าต่อไป การเมืองคือศิลปะเเห่งความเป็นไปได้ บางครั้งการยอมเสียสละเล็กน้อยก็อาจนำมาซึ่งผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่คาดไว้

การตัดสินใจครั้งนี้ของพรรคภูมิใจไทยอาจเป็นจุดเริ่มต้นของรูปแบบการเมืองใหม่ที่เน้นการประนีประนอมและความร่วมมือมากกว่าการแข่งขันและการเผชิญหน้า ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประชาธิปไตยไทยในระยะยาว

อนาคตของการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจและการกระทำของนักการเมืองทุกคน แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ การที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันและร่วมมือกันอย่างจริงใจ จะเป็นหนทางเดียวที่จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ถึงเเม้ว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยอาจมีข้อจำกัด เเต่หากทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างจริงใจ ก็สามารถสร้างประโยชน์สุขให้แก่ประเทศเเละประชาชนได้

การที่ ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน ถือเป็นการเดิมพันทางการเมืองที่น่าสนใจ และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้น จะเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับวงการการเมืองไทยต่อไป

ที่มา – ภูมิใจไทย พร้อมทำร่าง MOA ยอมเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ซื้อใจพรรคประชาชน

สภาฯ พร้อม**โหวตนายกฯ** หากจับกลุ่มได้ ประสานมา!

“ฉลาด ขามช่วง” ยันสภาฯ พร้อมบรรจุวาระ**โหวตนายกฯ** หากพรรคการเมืองประสานมา เชื่อ พรรคประชาชน ช่วยประคองแก้รัฐธรรมนูญ นำไปสู่การเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 11.40 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 กล่าวถึงระเบียบวาระการ**โหวตนายกฯ** ว่า ต้องรอพรรคการเมืองที่จับกลุ่มกันได้แล้วแจ้งมายังประธานสภาฯ หากพร้อมวันไหน ก็บรรจุระเบียบวาระได้เลย สภาฯ พร้อมตลอดเวลา และไม่อยากให้ว่างเว้นผู้บริหารนาน เพราะเราอยู่ระหว่างการพัฒนาประเทศชาติ ใครที่รวมเสียงได้มากกว่าเกินกึ่งหนึ่ง ก็เสนอมาที่ประธานสภาฯ ก็จะมีการนัดประชุมโดยด่วน โดยแจ้ง ส.ส. ล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน ทั้งนี้ กระบวนการตามระบอบประชาธิปไตย พรรคการเมืองใดรวมเสียงข้างมากในสภาฯ ก็จะสามารถบริหารประเทศได้ แต่ถ้าเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย สภาฯ ก็ไม่มีความมั่นคง การบริหารราชการแผ่นดินก็จะไปไม่รอด จึงต้องรอพรรคประชาชนที่จะมีการประชุม ส.ส. และกรรมการบริหาร (กก.บห.) พรรคเย็นนี้

การเมืองไทยยังคงอยู่ในช่วงเวลาที่ต้องจับตาดูกันอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและการเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า ความพร้อมของสภาผู้แทนราษฎรในการดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้องจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

นายฉลาด ขามช่วง รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 2 ได้ยืนยันถึงความพร้อมของสภาฯ ในการบรรจุวาระการ**โหวตนายกฯ** เมื่อพรรคการเมืองต่างๆ สามารถรวมตัวและตกลงกันได้แล้ว โดยเน้นย้ำว่าสภาฯ พร้อมที่จะดำเนินการในทันทีหากได้รับการประสานงานและความพร้อมจากฝ่ายการเมือง

สถานการณ์ปัจจุบันแสดงให้เห็นถึงความท้าทายในการรวมเสียงข้างมากในสภาฯ เนื่องจากความขัดแย้งและความแตกต่างทางความคิดเห็นของพรรคการเมืองต่างๆ การเจรจาและการประนีประนอมจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พรรคประชาชนมีบทบาทสำคัญในการโหวตนายกฯ

บทบาทของพรรคประชาชนในการตัดสินใจเลือกนายกรัฐมนตรีเป็นสิ่งที่น่าสนใจ เนื่องจากพรรคนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลผสมที่มีความหลากหลายทางความคิดเห็น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงส่งผลต่อทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต

เมื่อถามว่า เงื่อนไขของพรรคประชาชนที่จะยกมือ**โหวตนายกฯ** จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยการทำงานในสภาฯ จะยากขึ้นหรือไม่ นายฉลาดกล่าวว่า ทุกฝ่ายก็เสียงข้างน้อยอยู่แล้ว เพราะแยกขั้วกันอย่างชัดเจนเสียงก้ำกึ่งกัน ไม่มีฝั่งไหนเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ดังนั้นการโหวตเลือกนายกฯ ต้องอาศัยเสียงของพรรคประชาชน แต่ระหว่างการบริหารราชการ 3-4 เดือนข้างหน้า ตนเชื่อว่าสภาฯ จะเดินหน้าได้ เราไม่มีวาระการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ถ้ามีการอภิปรายไม่ไว้วางใจพรรคประชาชนก็ต้องช่วยคนที่ได้เสียงข้างมากเป็นนายกฯ เพื่อประคับประคองให้ภารกิจที่มุ่งหวังคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญนำไปสู่การเลือกตั้งอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรมต่อไป

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นประเด็นสำคัญที่หลายฝ่ายให้ความสนใจ เนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกมองว่ามีข้อจำกัดและไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การแก้ไขรัฐธรรมนูญจึงเป็นความหวังที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นธรรมและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศมากยิ่งขึ้น

สรุป: สถานการณ์การเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับขั้วและการเจรจาต่อรองระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นตัวกำหนดทิศทางการเมืองของประเทศในอนาคต สภาผู้แทนราษฎรมีความพร้อมที่จะดำเนินการตามกระบวนการที่เกี่ยวข้อง แต่การตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดังนั้น เราในฐานะประชาชนคนไทย ควรติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และใช้วิจารณญาณในการพิจารณาข้อมูล เพื่อให้สามารถตัดสินใจและมีส่วนร่วมในกระบวนการทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – สภาฯ พร้อมโหวตนายกฯ หากพรรคการเมืองจับกลุ่มได้แล้ว ให้ประสานมา

ธงทองชี้! รัฐบาลใหม่ ก.ย. อยู่ 8-9 เดือน

อาจารย์ธงทองชี้! หากมีรัฐบาลใหม่เดือนกันยายน บนเงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน หากไม่มีปัจจัยแทรกซ้อน

เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 นายธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Tongthong Chandransu ว่า สมมติว่ามีการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จบนเงื่อนไขว่าจะต้องยุบสภาหลังแถลงนโยบายแล้ว 4 เดือน โดยระบุเป็น 4 ข้อ

  1. กะประมาณว่า รัฐบาลใหม่จะเข้าแถลงนโยบายภายในเดือนกันยายน 2568
  2. บนข้อสันนิษฐานเช่นนั้น เวลา 4 เดือน ถ้าเริ่มนับจากวันที่ 1 ตุลาคม 2568 จะครบกำหนดที่สิ้นเดือนมกราคม 2569
  3. ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งเพราะเหตุยุบสภา จะต้องมีในกำหนดเวลาไม่น้อยกว่า 45 วัน แต่ไม่เกิน 60 วัน นับแต่วันพระราชกฤษฎีกายุบสภาใช้บังคับ หมายความว่า การเลือกตั้งทั่วไปจะมีขึ้นในช่วงปลายเดือนมีนาคม หรืออย่างช้าต้นเดือนเมษายน 2569
  4. เมื่อมีการเลือกตั้งแล้ว กว่าที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะประกาศผลการเลือกตั้ง กว่าที่จะมีการเจรจาเพื่อจัดตั้งรัฐบาล จากประสบการณ์ครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2566 ต้องใช้เวลาช่วงนี้อีก 2 เดือน สมมติว่านับปฏิทินตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน 2569 รัฐบาลชุดใหม่น่าจะเข้ารับหน้าที่ได้ต้นเดือนมิถุนายน 2569

“รัฐบาลใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในเดือนกันยายนปีนี้ จึงจะอยู่ในหน้าที่ไปเป็นเวลาประมาณ 8-9 เดือน ถ้าไม่มีปัจจัยแทรกซ้อนให้เวลายาวนานไปกว่านี้”

ธงทองชี้ หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ยังคงมีความไม่แน่นอน การคาดการณ์เกี่ยวกับระยะเวลาในการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออิงตามเงื่อนไขและกรอบเวลาที่อาจเกิดขึ้นได้จริง

การวิเคราะห์ของคุณธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ให้ภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่รัฐบาลใหม่ ซึ่งอาจเกิดขึ้นในเดือนกันยายนนี้ จะมีระยะเวลาในการบริหารประเทศประมาณ 8-9 เดือน หากเป็นไปตามเงื่อนไขการยุบสภาภายใน 4 เดือนหลังการเข้ารับตำแหน่ง

สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับนโยบายและการดำเนินงานของรัฐบาลในช่วงเวลาที่จำกัดเช่นนี้ รัฐบาลจะสามารถผลักดันนโยบายสำคัญและแก้ไขปัญหาเร่งด่วนได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ และจะสามารถสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจจากประชาชนได้มากน้อยเพียงใด

ปัจจัยที่ส่งผลต่อระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลใหม่

ระยะเวลาการดำรงตำแหน่งของรัฐบาลใหม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การเจรจาต่อรองและการจัดตั้งรัฐบาล: กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลอาจใช้เวลานานกว่าที่คาดการณ์ หากพรรคการเมืองต่างๆ ไม่สามารถตกลงกันได้ในประเด็นสำคัญ
  • การบริหารจัดการภายในพรรคร่วมรัฐบาล: ความขัดแย้งภายในพรรคร่วมรัฐบาลอาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
  • ปัจจัยภายนอก: สถานการณ์ทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองระหว่างประเทศ อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของรัฐบาล

ดังนั้น การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น การคาดการณ์ของคุณธงทองที่ชี้ว่า หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือนนั้น เป็นเพียงหนึ่งในสถานการณ์ที่เป็นไปได้เท่านั้น

การที่รัฐบาลใหม่ ก.ย. จะอยู่ได้อย่างราบรื่นหรือไม่ ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของทุกฝ่าย และการคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

จากข้อมูลที่กล่าวมาทั้งหมด คาดการณ์ว่า รัฐบาลใหม่ ก.ย. จะสามารถสร้างประโยชน์อะไรให้แก่ประเทศชาติได้บ้างในระยะเวลาอันสั้นนี้ และประชาชนควรตั้งความหวังกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตไว้อย่างไร?

ที่มา – “ธงทอง” ชี้หากมีรัฐบาลใหม่ ก.ย. บนเงื่อนไขยุบสภาใน 4 เดือน จะอยู่ทำหน้าที่ 8-9 เดือน

“พริษฐ์” ท้าเพื่อไทยยุบสภาได้เลย จริงหรือ?

“พริษฐ์ วัชรสินธุ์” สส.บัญชีรายชื่อ และโฆษกพรรคประชาชน ออกมาท้าทายพรรคเพื่อไทยให้ยุบสภาได้เลย โดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมให้กำลังใจสื่อมวลชนในการจัดดีเบต เพื่อดึงแคนดิเดตนายกฯ จาก 2 พรรคมาแสดงวิสัยทัศน์ให้ประชาชนได้รับชม

จากกรณีที่พรรคเพื่อไทยให้สัมภาษณ์ว่า หากพรรคประชาชนไม่สามารถตัดสินใจเลือกพรรคใดพรรคหนึ่งได้ อาจจะมีการยุบสภาได้เลยนั้น นายพริษฐ์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนระหว่างการประชุม สส. พรรคประชาชน ว่าพรรคเพื่อไทยไม่จำเป็นต้องรอการตัดสินใจของพรรคประชาชนก็สามารถดำเนินการยุบสภาได้เลย

“พริษฐ์” ท้าเพื่อไทยยุบสภาได้เลย ไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน

นายพริษฐ์ยังได้ย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาชน 3 ข้อ ซึ่งได้เรียกร้องมาตั้งแต่มีการปล่อยคลิปเสียงของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร กับสมเด็จฯ ฮุน เซน โดยเน้นย้ำว่าทางออกที่ดีที่สุดคือการยุบสภา เพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่โดยเร็ว และได้รัฐบาลใหม่ที่มีความชอบธรรมและมีศักยภาพในการแก้ไขปัญหาของประเทศ แต่ในขณะนั้น ผู้มีอำนาจไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องดังกล่าว

พร้อมกันนี้ นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงอำนาจในการยุบสภาซึ่งยังคงอยู่ที่นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี และพรรคเพื่อไทย โดยย้ำว่าสามารถดำเนินการได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน

สิ่งที่ทำให้พรรคประชาชนต้องมีการประชุมกันในครั้งนี้ เป็นเพราะยังไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้น และพรรคประชาชนต้องการพิจารณาว่าจะใช้ 143 เสียงที่มีอยู่เพื่อเลือกนายกฯ ไปยุบสภา ซึ่งถือเป็นจุดยืนที่สำคัญของพรรค

พรรคประชาชนเรียกร้องให้ยุบสภามาโดยตลอด

นายพริษฐ์กล่าวว่าในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา พรรคได้เรียกร้องให้ยุบสภาได้เลยมาโดยตลอด แต่ผู้มีอำนาจยังไม่ได้ตอบสนองต่อข้อเรียกร้องนี้ และเรื่องการยุบสภาก็ไม่ได้มีการพูดคุยกันในการประชุม สส. เนื่องจากถือเป็นจุดยืนที่ชัดเจนของพรรคอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม บรรยากาศในการพูดคุยในวง สส. ยังมีความเห็นที่หลากหลาย เนื่องจาก สส. หลายคนได้กลับลงพื้นที่เพื่อรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คาดว่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะในการพิจารณา

เมื่อถามถึงกรณีที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ต้องการให้มีการดีเบตระหว่างแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทย โดยมีไทยรัฐทีวีเป็นตัวกลาง นายพริษฐ์กล่าวว่า หากไม่มีการยุบสภาเกิดขึ้น และไม่มีกลุ่มใดได้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง พรรคจะพิจารณาเลือกนายกฯ เพื่อที่จะยุบสภาฯ และดำเนินการตามเงื่อนไขที่ได้วางไว้

นายพริษฐ์ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคพยายามออกแบบกลไกเพื่อให้พรรคสามารถเป็นฝ่ายค้านได้อย่างเต็มตัว และเชื่อว่าข้อเสนอเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนสามารถพิจารณาและตัดสินใจได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งให้กำลังใจไทยรัฐทีวีในการเชิญแคนดิเดตนายกฯ ทั้งสองคนมาพูดคุยกับประชาชน

ส่วนเรื่องเจตนาของพรรคเพื่อไทยในการเปิดประวัตินายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีนั้น นายพริษฐ์กล่าวว่าควรสอบถามไปยังพรรคเพื่อไทยโดยตรง

เมื่อถามว่าจะมีการแถลงข่าวอีกหรือไม่ โฆษกพรรคประชาชนกล่าวว่าจะอยู่จนจบการประชุม และไม่สามารถบอกได้ว่าจะมีการสรุปผลอย่างไร แต่เชื่อว่าความเห็นของตนจะเป็นประโยชน์

เมื่อถามย้ำว่าทันวันที่ 5 ก.ย. นี้ ซึ่งเป็นวันกำหนดกรอบการโหวตนายกฯ คนใหม่หรือไม่ นายพริษฐ์กล่าวว่าไม่สามารถบอกได้ ต้องรอการประชุมก่อน และไม่มีการกำหนดเวลาที่แน่นอน

การออกมาท้าทายของนายพริษฐ์ในครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการของพรรคประชาชนที่ต้องการให้มีการยุบสภา เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่ ขึ้นอยู่กับการพิจารณาของพรรคเพื่อไทยว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป

ที่มา – “พริษฐ์” ท้าเพื่อไทยยุบสภาได้เลย ไม่ต้องรอการตัดสินใจจากพรรคประชาชน

“ภูมิธรรม” หวั่น ภท. เป็นรัฐบาล ห่วงคดีฮั้ว สว.

“ภูมิธรรม” ย้ำเห็นด้วยแก้รัฐธรรมนูญ ขอพรรคประชาชนคิดรอบคอบ หากภูมิใจไทยเป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ยัน เพื่อไทยไม่เคยบิดพลิ้ว แต่ติดที่ สว. ไม่โหวตให้ “พิธา”

เมื่อเวลา 10.45 น. วันที่ 1 กันยายน 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี กล่าวที่กระทรวงมหาดไทย ถึงการพูดคุยกับพรรคประชาชนวันที่ 31 สิงหาคม 2568 ว่า เมื่อวานนี้ได้พบกับพรรคประชาชน จริงๆ แล้วตนไม่ต้องเดินทางไป แต่เมื่อมีการถามหาตนจึงต้องลาการประชุมคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) ไป คิดว่าอนาคตของประเทศมีความสำคัญ แม้จะมีความกินแหนงแคลงใจ ไม่พอใจกันบ้าง ก็ถือเป็นเรื่องธรรมดาของการทำงาน การเดินทางไปพรรคประชาชนได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นก่อนจะเข้าไป และหลังจากที่เดินเข้าไปแล้วก็รออยู่ไม่มีผู้บริหารรับ เดินเข้าไปพบ 4-5 คนในห้องประชุม

นายภูมิธรรม กล่าวต่อไปว่า เราไปกับตัวแทนพรรคร่วมหลายคน พรรคร่วมรัฐบาลทุกพรรครับข้อเสนอของพรรคประชาชนทั้งหมด การทำตามข้อเสนอของพรรคประชาชนเป็นเรื่องที่ดีควรจะทำ การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ผ่านกลไกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ซึ่งเป็นสิ่งที่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมรัฐบาลเห็นด้วย ที่ผ่านมาพรรคภูมิใจไทยไม่ได้สนับสนุน

เมื่อถามถึงเรื่อง MOU 2543-2544 นายภูมิธรรม ระบุ เห็นว่าเรื่องนี้เป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลนี้หรือรัฐบาลใหม่ ยืนยันไม่มีอะไรติดใจหากจะดำเนินการในเรื่องนี้ และไม่มีประโยชน์อะไรแอบแฝง จึงเห็นควรแนบไปกับประชามติ ถ้าประชาชนเห็นอย่างไรรัฐบาลใหม่ จะได้ดำเนินการตามนั้น วิกฤติเรื่องนี้จะได้จบลง

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

ส่วนประเด็นที่ดินเขากระโดงและคดีฮั้ว สว. นายภูมิธรรม เผยว่า จริงๆ เป็นกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นคดีจากพรรคใดรวมถึงที่ดินอัลไพน์ ตนคิดว่าทำได้ทั้งนั้น เห็นแกนนำพรรคประชาชนหลายคนพูดว่าหัวใจสำคัญของการตัดสินใจจะดูว่าใครจะอยู่ในความควบคุมได้มากที่สุด ดูเหมือนว่าจะสนใจพรรคภูมิใจไทย หากพูดกันตามความจริงก็ไม่มีใครสามารถควบคุมใครได้ หากคิดว่าไม่ซื่อตรงแล้วจะตัดสินใจก็ตัดสินใจได้ แต่สิ่งสำคัญคือการที่จะปล่อยให้พรรคภูมิใจไทยมาเป็นหัวหน้ารัฐบาล ในเวลาอีก 4 เดือน ก่อนจะมีการเลือกตั้ง ขอถามว่าคดีเขากระโดงจะกลับไปเป็นแบบเดิมหรือไม่ ในการตีความของพรรคภูมิใจไทย เพราะขณะนี้อยู่ในกระบวนการที่จะนำที่ของหลวงกลับมาในช่วงสิ้นเดือนนี้

เช่นเดียวกับเรื่องการฮั้ว สว. ที่กำลังเข้าสู่การเปิดประเด็นจับกุม ขณะนี้ติดอยู่ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตนเชื่อว่า 2 เรื่องนี้เป็นหัวใจสำคัญ แต่ตนได้บอกไปว่าหากติดใจเรื่องนี้ก็ไม่เป็นไร แต่ขออย่าให้มีกระบวนการแทรกแซง และไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไรตนก็เคารพการตัดสินใจของพรรคประชาชน แต่เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญที่เป็นหัวใจสำคัญ ใครจะทำเต็มที่ได้มากกว่ากัน ซึ่งพรรคเพื่อไทยยืนยันในเรื่องนี้มาตลอด สิ่งที่เคยเป็นปัญหาในเรื่องบางมาตราที่มีความแตกต่างกัน แต่ในเรื่องการยกมือโหวตตรงกัน คือให้มีการตั้ง ส.ส.ร. จึงถามว่าใครคือผู้มีบทบาทในการควบคุม สว. ฝากให้ไปคิด

นายภูมิธรรม กล่าวอีกว่า หากให้พรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะมีหลักประกันอะไรที่พรรคประชาชนสามารถทำให้เกิดขึ้น ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้เข้าไปเป็นรัฐมนตรี เพราะพรรคภูมิใจไทยสามารถทำได้ง่าย จะรอให้อภิปรายไม่ไว้วางใจตนบอกว่าไม่ทัน เชื่อว่าจะดำเนินการไปก่อน เพราะอำนาจในการยุบสภารัฐบาลพรรคภูมิใจไทยเป็นผู้มีอำนาจ และสิ่งสำคัญขออย่าเบี่ยงประเด็นว่าใครจะได้มากได้น้อย หรือพรรคภูมิใจไทยมีน้อยกว่า 100 เสียง สามารถควบคุมได้ โดยการเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ

สำหรับพรรคเพื่อไทยยอมรับว่าเคยบาดหมางกัน แต่เรายืนยันในข้อตกลงมาตลอด การที่บอกว่าพรรคเพื่อไทยบิดพลิ้วหรือตระบัดสัตย์ 2 ครั้ง ที่มีการเสนอชื่อ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคก้าวไกล ล้วนเป็นคนของพรรคเพื่อไทยที่เป็นผู้เสนอชื่อทั้ง 2 ครั้ง และทุกเสียงของพรรคเพื่อไทยยกมือให้หมด แต่สิ่งที่บอกคือ สว. จะโหวตให้ แต่สุดท้ายไม่เลือก และประเด็นสุดท้ายขอเวลา 10 เดือน ซึ่งได้ประกาศไปชัดเจนตั้งแต่แรกว่ารอการตัดสินใจของประชาชนไม่ได้

“วันนี้อยากจะร่วมมือกัน ลืมเรื่องเก่าๆ และอยากจะร่วมมือกัน สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนี้ทุกคนยอมรับว่าปล่อยประเทศให้พรรคเพื่อไทย และพรรคประชาชน ที่มี 360 เสียงเป็นฝ่ายค้านไม่ได้ ในขณะที่รัฐบาลมีเพียง 143 เสียง ไม่มีประเทศไหนมาเจรจาด้วย เพราะไม่มีความเชื่อมั่นเกิดขึ้น อย่างไรก็ตาม ทั้งหมดนี้อยู่ในอำนาจของพรรคประชาชน ที่จะเป็นผู้ตัดสินใจ”

เมื่อถามว่าหากพรรคประชาชนไม่ร่วมรัฐบาล พรรคเพื่อไทยพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านหรือตัดสินใจยุบสภา นายภูมิธรรม ตอบว่า ยังไม่ต้องตัดสินใจว่าจะเป็นฝ่ายค้านหรือยุบสภา เราเสนอประเด็นให้พรรคประชาชนตัดสินใจ ถ้าเขาเลือกพรรคภูมิใจไทยก็เป็นสิทธิ์ที่ทำได้ ส่วนพรรคเพื่อไทยจะทำอย่างไรก็มีกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอยู่แล้วที่จะต้องหาทางออกในหลายๆ ทางที่เป็นไปได้ อันนั้นอยู่ที่ดุลยพินิจ ขอให้สถานการณ์ชัด ตอบให้ชัดว่าจะสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคเพื่อไทย และมีข้อกังวลอะไรบอกมาให้ชัด และข้อกังวลนั้นจะหาทางป้องกันอย่างไร

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กระบวนการของพรรคเพื่อไทยปลายทางจะไม่เป็นฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เปล่าครับ ยังไม่มีการตัดสินใจ มีแต่เพียงว่าอยากจะร่วมการตั้งรัฐบาล โดยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ แล้วจะดำเนินการตามนั้น บอกแล้วว่านโยบายมีเยอะ รวมถึงวาระแห่งชาติ คือต้องเปลี่ยนแปลงสภาพการเมืองที่ผิดเพี้ยนแบบนี้ ให้มีการรีเซ็ตใหม่คือต้องไปแก้รัฐธรรมนูญ”

ทั้งนี้ ในฐานะที่เป็นรัฐบาลที่ยังรักาการอยู่ คิดว่าการจับขั้วเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ ควรจะใช้เวลาเร็วที่สุดเมื่อใด นายภูมิธรรม ระบุว่า เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้น อยากได้เร็วที่สุด เพราะหากปล่อยสภาพแบบนี้ไว้ก็เป็นรัฐบาลเป็ดง่อย ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้ทั้งหมดอยู่ที่พรรคประชาชนตัดสินใจ อยากให้รอบคอบ เพราะการตัดสินใจครั้งนี้เป็นครั้งสำคัญ พรรคประชาชนยังไม่เคยเลือกนายกรัฐมนตรีจากนอกพรรค ครั้งนี้เป็นครั้งแรก ถ้าจะประเดิมด้วยพรรคภูมิใจไทย ต้องมีหลักประกันว่าประเทศจะไม่เสียหาย

เมื่อถามอีกว่าวันนี้พรรคประชาชนจะมีคำตอบที่ชัดเจนมาให้กับพรรคเพื่อไทยหรือไม่ นายภูมิธรรม บอกว่า ไม่ทราบ ขอให้พรรคประชาชนใช้เวลาเต็มที่ แต่เมื่อเสร็จแล้วให้แจ้งเราด้วยเพื่อให้เราดำเนินการขั้นต่อไป ส่วนคำถามว่านอกจากพรรคประชาชนแล้วพรรคร่วมรัฐบาลที่ยังอยู่ด้วยกันยังเหมือนเดิมหรือไม่ เพราะอย่างพรรคประชาธิปัตย์ก็ยังไม่ชัดว่าจะไปต่อและการที่มาร่วมแถลงข่าวอาจเป็นเพียงมารยาททางการเมืองเท่านั้น นายภูมิธรรม กล่าวว่า “เขาไม่ได้พูดคำนี้ เขาพูดเพียงว่าขณะนี้เรายังร่วมกันอยู่ ทั้งหมดจะตัดสินใจอย่างไรขึ้นกับสถานการณ์ ซึ่งเราเคารพอยู่แล้วทุกพรรคต้องพิจารณาตามสถานการณ์การเมือง”

ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล?

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้น คำถามสำคัญคือ ทำไม “ภูมิธรรม” ถึงออกมาขอให้พรรคประชาชนคิดอย่างรอบคอบ หากพรรคภูมิใจไทยจะขึ้นเป็นหัวหน้ารัฐบาล? ประเด็นสำคัญอยู่ที่ความกังวลเกี่ยวกับ คดีฮั้ว สว.-เขากระโดง ซึ่งเป็นเรื่องที่สังคมกำลังจับตามอง

ความเห็นของ “ภูมิธรรม” สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยว่า หากพรรคภูมิใจไทยได้เป็นแกนนำ อาจส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมในคดีเหล่านี้ได้ ดังนั้น การตัดสินใจของพรรคประชาชนจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง

สิ่งที่นายภูมิธรรมเน้นย้ำคือ ขอให้พรรคประชาชนพิจารณาอย่างถี่ถ้วนถึงผลที่จะตามมา หากเลือกพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทั้งนี้ การตัดสินใจดังกล่าวจะส่งผลต่อทิศทางทางการเมืองของประเทศในอนาคต

มองในภาพรวม การออกมาแสดงความเห็นของนายภูมิธรรม เป็นการส่งสัญญาณเตือนให้ทุกฝ่ายตระหนักถึงความสำคัญของการตัดสินใจทางการเมืองในขณะนี้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อประเทศชาติ

“ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง เป็นประเด็นที่น่าสนใจ และต้องติดตามกันต่อไปว่าพรรคประชาชนจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตทางการเมืองไทยจะเป็นอย่างไรต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว การตัดสินใจของทุกฝ่ายควรคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับประเทศชาติ

ที่มา – “ภูมิธรรม” ขอ ปชน. คิดรอบคอบ หาก ภท. เป็นหัวหน้ารัฐบาล หวั่นคดีฮั้ว สว.-เขากระโดง

Scroll to top