โหวตนายก 2568

เปิด 16 สส.รทสช. หนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

มาดูกันว่ามีใครบ้าง! เปิดรายชื่อ 16 สส.พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) กลุ่ม 18 นำโดย “สุชาติ ชมกลิ่น” ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

เมื่อวันที่ 3 กันยายน มีรายงานว่า จากรายชื่อ สส. ทั้งหมด 146 คน ที่ร่วมลงมติสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 นั้น ปรากฏว่ามี สส. จากกลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) จำนวน 16 คน ร่วมลงชื่อสนับสนุนด้วย

เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

รายชื่อ สส. ทั้ง 16 ท่าน ประกอบด้วย:

  1. นายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรค
  2. นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรค
  3. นายเกรียงยศ สุดลาภา สส.บัญชีรายชื่อ
  4. นายชัยวัฒน์ เป้าเปี่ยมทรัพย์ สส.บัญชีรายชื่อ
  5. นายศาสตรา ศรีปาน สส.สงขลา เขต 2
  6. นายวัชระ ยาวอหะซัน สส.นราธิวาส เขต 1
  7. นายปรเมษฐ์ จินา สส.สุราษฎร์ธานี เขต 5
  8. นายถนอมพงษ์ หลีกภัย สส.ตรัง เขต 1
  9. นายจิรวุฒิ สิงห์โตทอง สส.ชลบุรี เขต 4
  10. นายพิพิธ รัตนรักษ์ สส.สุราษฎร์ธานี เขต 2
  11. นายพันธ์ศักดิ์ บุญแทน สส.สุราษฎร์ธานี เขต 4
  12. นางธิวัลรัตน์ อังกินันท์ สส.เพชรบุรี เขต 1
  13. จ.อ.อภิชาติ แก้วโกศล สส.เพชรบุรี เขต 3
  14. น.ส.กุลวลี นพอมรบดี สส.ราชบุรี เขต 1
  15. น.ส.พิมพ์ภัทรา วิชัยกุล สส.นครศรีธรรมราช เขต 10
  16. นายสันต์ แซ่ตั้ง สส.ชุมพร เขต 2

ทำไมถึงต้องเปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ?

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมลงชื่อสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล ในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความเป็นเอกภาพภายในพรรคร่วมรัฐบาล ซึ่งอาจมีผลต่อเสถียรภาพทางการเมืองในอนาคต

การตัดสินใจของ สส. เหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางและความเชื่อมั่นของพรรคต่อการนำของนายอนุทิน และอาจส่งผลต่อการตัดสินใจของ สส. ท่านอื่นๆ ในการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีในอนาคต การจับตาดูท่าทีของแต่ละพรรคการเมือง รวมถึงการวิเคราะห์เหตุผลเบื้องหลังการสนับสนุน จึงเป็นสิ่งสำคัญในการทำความเข้าใจสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน

การสนับสนุนจากกลุ่ม 18 รทสช. นี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพิจารณาเลือกนายกรัฐมนตรีคนต่อไป และเป็นข้อมูลที่ประชาชนควรทราบเพื่อประกอบการพิจารณาและตัดสินใจเกี่ยวกับอนาคตทางการเมืองของประเทศ

การเปิดเผยรายชื่อ 16 สส.รทสช. ที่สนับสนุนนายอนุทิน ถือเป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนถึงการรวมตัวของกลุ่มการเมืองต่างๆ และอาจนำไปสู่การวิเคราะห์เจาะลึกถึงปัจจัยที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้ต่อไป

การที่ สส. กลุ่ม 18 พรรครวมไทยสร้างชาติ จำนวน 16 ท่าน ร่วมลงชื่อสนับสนุน “อนุทิน ชาญวีรกูล” นั่งนายกฯ คนที่ 32 ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญทางการเมืองที่น่าจับตามอง

ที่มา – เปิด 16 สส.รทสช. กลุ่ม 18 “เฮ้ง” นำทีมลงชื่อหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ คนที่ 32

อนุทิน ชาญวีรกูล กับเส้นทางสู่เก้าอี้นายกฯ

อนุทิน ชาญวีรกูล หรือชื่อที่สื่อมวลชนเรียกอย่างลำลองว่าเสี่ยหนู ถือเป็นนักการเมืองที่คร่ำหวอดในแวดวงการเมืองอย่างยาวนาน ก่อนหน้าที่อนุทินจะเข้ามาทำงานการเมือง อนุทินทำงานในธุรกิจก่อสร้างของครอบครัวนั่นคือ บริษัทซิโน-ไทย แล้วเมื่อเข้ามาทำงานการเมืองอย่างจริงจัง ชื่อของอนุทินก็อยู่บนหน้าสื่ออย่างต่อเนื่องอยู่เสมอ

บนเส้นทางการเมืองของอนุทิน ชาญวีรกูลในวัยเฉียด 59 ปี จะเห็นได้ว่า เขาเคยมีตำแหน่งทางการเมืองสำคัญๆ มาแล้วในหลายรัฐบาลในหลากหลายกลุ่มการเมือง เริ่มตั้งแต่ปี 2539 อนุทินเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของประจวบ ไชยสาส์น ในรัฐบาล พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ ต่อด้วยในช่วงปลายอันรุ่งเรืองของพรรคไทยรักไทย อนุทินได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในรัฐบาลทักษิณ

จนกระทั่งปี 2549 ได้เกิดมรสุมการเมือง จากการทำรัฐประหารโดยคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ได้มีการแต่งตั้งคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ จนเกิดเป็นคำวินิจฉัยคดียุบพรรคการเมือง ส่งผลให้อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย จำนวน 111 คน หรือที่เรียกกันว่าบ้านเลขที่ 111 ทำให้อนุทินถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปี เนื่องจากเขาเป็นกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 

หลังพ้นโทษแบนทางการเมือง อนุทินได้สมัครเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่ในขณะนั้นมีหัวหน้าพรรคคือชวรัตน์ ชาญวีรกูล ผู้เป็นบิดาที่ย้ายมาจากพรรคพลังประชาชนร่วมกับกลุ่มเพื่อนเนวิน ก่อนที่อนุทินจะก้าวมาเป็นหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2555

อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย
อนุทินหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

ทั้งนี้ แนวทางการเมืองของพรรคภูมิใจไทยถือได้ว่านี่คือพรรคการเมืองขนาดกลางที่มีทักษะในการต่อรองสูง และพร้อมร่วมรัฐบาลได้หลายสมการการเมืองขึ้นอยู่กับบริบทและช่วงเวลา

ในการทำงานในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย อนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคพลังประชารัฐ และสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อเป็นสมัยที่ 2 โดยเขาได้รับแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

อย่างไรก็ตาม การทำงานของอนุทินในฐานะรมว.สาธารณสุข เขาได้ถูกวิจารณ์ในด้านการทำงานอย่างหนักในช่วงของการแพร่ระบาดไวรัสโควิด-19

เมื่อปี่กลองแห่งการเลือกตั้งกลับมาอีกครั้ง โดยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรไทยเป็นการทั่วไป พ.ศ. 2566 อนุทินในฐานะบัญชีรายชื่อลำดับที่ 1 ของพรรคภูมิใจไทย หลังการเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย โดยที่ตัวของอนุทินได้รับการแต่งตั้งเป็นรองนายกรัฐมนตรี และควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

การทำงานในกระทรวงมหาดไทยของอนุทิน เขาได้กล่าววาทะที่กลายเป็นที่พูดถึงในสังคมว่า “ผมเป็นคนทำงานวันนี้ สั่งงานวันนี้ ต้องเสร็จเมื่อวาน เพราะงั้นก็ขอให้ทุกคนได้มีความมั่นใจ” ซึ่งประโยคนี้เป็นสิ่งที่คนทำงานจำนวนมากเคยเจอ จากเหตุการณ์ที่ลูกค้า-เอเจนซี-หัวหน้างาน ที่สั่งงานอย่างเร่งด่วนจนคนทำงานไม่สามารถตอบสนองความต้องการได้ทันท่วงที เพราะกระชั้นชิดเหลือเกิน 

อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน
อนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ในการประชุมพรรคร่วมฝ่ายค้าน

เพียงแต่สถานการณ์ทางการเมืองระหว่างพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยเกิดความระหองระแหง ซึ่งทางพรรคเพื่อไทยต้องการเก้าอี้กระทรวงมหาดไทยที่ดูแลโดยอนุทินกลับมาอยู่ภายใต้การดูแลของพรรคเพื่อไทยอีกครั้งหนึ่ง นั่นจึงทำให้อนุทินตัดสินใจถอนตัวจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย แล้วย้ายลงมานั่งในฝั่งพรรคร่วมฝ่ายค้าน ร่วมกับพรรคประชาชน

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุ ภายหลังศาลรัฐธรรมนูญให้ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จากกรณีต้นทางที่มาจากคลิปเสียงระหว่างแพทองธารกับสมเด็จอัครมหาเสนาบดี เดโช ฮุน เซน ส่งผลให้การเมืองไทยเข้าสู่สภาวะชิงไหวชิงพริบ ทำให้พรรคประชาชนเป็นคีย์แมนหลักในการเลือกว่าจะเลือกสนับสนุนพรรคใดเป็นนายกรัฐมนตรี ซึ่งเพียงแค่ไม่กี่ชั่วโมงหลังการพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน ชาญวีรกูลได้เข้ามาเจรจากับพรรคประชาชน ขณะที่พรรคเพื่อไทยใช้เวลาอีกหลายวันหลังจากนั้นกว่าที่จะเข้าไปเจรจากับพรรคประชาชน 

อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน
อนุทินแถลงที่รัฐสภา พร้อมทำตาม TOR ทุกข้อของพรรคประชาชน

ในท้ายที่สุดในช่วงเช้าของวันที่ 3 กันยายน พรรคประชาชนประกาศสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยและเสนอชื่ออนุทินเป็นนายกฯ พรรคประชาชนได้เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลภายใต้เงื่อนไขยุบสภาภายใน 4 เดือนและเดินหน้าปฏิรูปรัฐธรรมนูญ 

หลังจากได้รับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน อนุทินได้กล่าวดีใจที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี ส่วนพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณว่า อาจยุบสภาเลือกตั้งใหม่ 

นอกเหนือจากชีวิตการเมืองแล้ว ภาพจำอีกภาพหนึ่งของอนุทิน ชาญวีรกูลก็คือ การเป็นนักขับเครื่องบิน อนุทินเล่าว่า เรื่องการได้พบกับความชอบในการขับเครื่องบิน เกิดขึ้นในช่วง 5 ปีแห่งการถูกเว้นวรรคทางการเมือง ที่ทำให้อนุทินมีโอกาสใช้เวลาพบปะเพื่อนฝูงมากขึ้น โดยวันหนึ่งได้ไปพักผ่อนที่เขาใหญ่ ที่เดินทางด้วยรถยนต์ได้ แต่มีเพื่อนคนหนึ่งขับเครื่องบินส่วนตัวมาเอง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ เกิดคำถามว่า รถหรูก็มีแล้ว ทำไมเสี่ยหนูจะขับเครื่องบินเองไม่ได้บ้าง จึงเริ่มเรียน ทดสอบ ฝึกบินในวัย 45 ปี และเป็นเจ้าของเครื่องบินส่วนตัวเองได้ในที่สุด

ตามที่อนุทินแจ้งเอาไว้กับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ในปี 2566 อนุทินได้แจ้งว่าเขามีเครื่องบินทั้งสิ้น 3 ลำ ได้แก่ 

  • Cirrus SR22T ราคาประมาณ 22 ล้านบาท
  • Embraer Legacy 600 ราคาประมาณ 534 ล้านบาท
  • Daher-Socata TBM 930 ราคาประมาณ 139 ล้านบาท

เส้นทางการบินของอนุทินขับมาแล้วทั้งไกลและใกล้ โดยมีหนึ่งในภารกิจที่น่าสนใจไม่น้อยนั่นคือ “หัวใจติดปีก” ซึ่งเป็นการรับส่งหัวใจให้แก่ผู้ที่รอเปลี่ยนถ่ายอวัยวะ

อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”
อนุทินกับภารกิจ “หัวใจติดปีก”

อนุทินเล่าว่า ภารกิจหัวใจติดปีก เริ่มต้นจากการที่ชักชวนจากเพื่อนที่รู้จักผ่านการอบรมหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสถาบันวิทยาการตลาดทุน (วตท.) รุ่นที่ 9 ในช่วงปี 2553 หลังการทดลองขับเลยเกิดความหลงใหลจึงตัดสินใจซื้อเครื่องบินส่วนตัวเพื่อใช้เดินทางในชีวิตประจำวันและธุรกิจเช่าเหมาลำ 

อนุทินเล่าต่อไปว่าวันหนึ่งได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนที่เป็นหมอทางด้านศัลยศาสตร์ทรวงอกและหัวใจโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ว่า ต้องไปรับหัวใจจากคนไข้ที่สมองตายแต่หัวใจยังไม่หยุดเต้นเพื่อนำไปช่วยเหลือต่อลมหายใจผู้ป่วยอีกคนโดยใช้เวลาไม่เกิน 6 ชั่วโมง อนุทินจึงรีบตอบรับโดยสัญชาตญาณและเกิดภารกิจ “หัวใจดวงแรก” ที่รับ-ส่งหัวใจครั้งแรกสำเร็จ

ทางด้านชีวิตส่วนตัวของอนุทิน ชาญวีรกูล บนเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของพรรคภูมิใจไทย ระบุว่า อนุทินเป็นคนหนึ่งที่หลงใหลในเสียงดนตรี มีฝีไม้ลายมือในด้านการเล่นเปียโน และอิเล็กโทนเป็นพิเศษ

อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

ชีวิตที่น่าสนใจของ อนุทิน ชาญวีรกูล

จากนักธุรกิจสู่รัฐมนตรี และนักบินสมัครเล่น สู่ความฝันในตำแหน่งสูงสุดทางการเมือง อนุทิน ชาญวีรกูล ถือเป็นบุคคลที่น่าจับตามองในแวดวงการเมืองไทย

ที่มา – อนุทิน ชาญวีรกูล จากรันเวย์สู่เวทีการเมือง ชีวิตนักบินสมัครเล่นกับความฝันสู่เก้าอี้นายกฯ

“ธรรมนัส” ปัดดีลแลก มท.1 ไม่เคลียร์ใจ “ทักษิณ”

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ปฏิเสธข่าวลือเรื่องดีลแลกตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) และงดตอบคำถามเรื่องการเคลียร์ใจกับนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ให้สัมภาษณ์ภายหลังการแถลงข่าวร่วมกับพรรคภูมิใจไทย ว่าตลอดชีวิตการเมืองที่ผ่านมา ตนเองเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากมาแล้วหลายครั้ง และครั้งนี้ก็เช่นกัน ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า พรรคกล้าธรรมมีมติชัดเจนในการหาทางออกให้กับประเทศชาติ เช่นเดียวกับพรรคประชาชนที่ได้ตัดสินใจในวันนี้ และเชื่อว่าประชาชนจะเข้าใจในการตัดสินใจครั้งนี้

“เราอย่าไปวิพากษ์วิจารณ์ว่า เราหักหลังใคร หรือใครดีกับเรา ใครไม่ดีกับเรา นี่คือการเมือง” ร.อ.ธรรมนัส กล่าวย้ำ

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงประเด็นการเคลียร์ใจกับนายทักษิณ ชินวัตร ร.อ.ธรรมนัส ตอบว่า ตนเองเคารพการตัดสินใจและมติของพรรคกล้าธรรมในการหาทางออกให้กับประเทศชาติ เมื่อถามถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกับพรรคเพื่อไทยในอนาคต ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า ตนเองรู้จัก สส. ในสภาเกินครึ่ง และมีการพูดคุยกันอยู่เสมอในประเด็นการหาทางออกให้กับประเทศชาติ

ส่วนกรณีที่มีกระแสข่าวเรื่องการดีลตำแหน่งรัฐมนตรี ร.อ.ธรรมนัส กล่าวว่า เรื่องดังกล่าวเป็นเพียงข่าวลือ และนายกรัฐมนตรียังไม่ได้มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้ เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำถึงกระแสข่าวการเสนอตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) ให้กับตนเอง ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธว่า “ไม่มี ไม่มีเสนอ” ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด

“ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ”

จากสถานการณ์ทางการเมืองที่ผันผวนในปัจจุบัน การตัดสินใจของแต่ละพรรคการเมืองย่อมมีเหตุผลและความจำเป็นที่แตกต่างกันไป การที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ออกมาปฏิเสธข่าวลือเรื่อง “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะรักษาจุดยืนทางการเมืองของตนเองและพรรคกล้าธรรม

อะไรคือเบื้องหลังการปฎิเสธดีล มท.1 ของธรรมนัส?

การที่ ร.อ.ธรรมนัส ปฏิเสธข่าวเรื่องดีลแลก “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” อาจมีหลายเหตุผลประกอบกัน ประการแรก อาจเป็นเพราะ ร.อ.ธรรมนัส ต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นกับพรรคเพื่อไทยและนายทักษิณ ชินวัตร เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองยังมีความไม่แน่นอน การรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ประการที่สอง ร.อ.ธรรมนัส อาจต้องการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอิสระในการตัดสินใจของพรรคกล้าธรรม โดยไม่ต้องการให้ถูกมองว่าอยู่ภายใต้อิทธิพลของพรรคใดพรรคหนึ่ง การปฏิเสธข่าวลือจึงเป็นการยืนยันถึงจุดยืนทางการเมืองของตนเอง

ประการที่สาม ร.อ.ธรรมนัส อาจมีเป้าหมายทางการเมืองอื่น ๆ ที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้ การออกมาปฏิเสธข่าวลืออาจเป็นเพียงส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ทางการเมืองที่วางไว้

อย่างไรก็ตาม การปฏิเสธข่าวเรื่อง “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1 ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป เนื่องจากสถานการณ์ทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา และการตัดสินใจของ ร.อ.ธรรมนัส อาจส่งผลกระทบต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองในอนาคต

สำหรับการงดตอบคำถามเรื่องการเคลียร์ใจกับนายทักษิณ ชินวัตร อาจเป็นเพราะ ร.อ.ธรรมนัส ต้องการหลีกเลี่ยงการให้ความเห็นที่อาจกระทบต่อความสัมพันธ์ส่วนตัว หรืออาจเป็นเพราะยังมีประเด็นที่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ในขณะนี้

บทสรุป

โดยสรุปแล้ว การออกมาปฏิเสธข่าวลือและการงดตอบคำถามของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เป็นการแสดงออกถึงความระมัดระวังและรอบคอบในการตัดสินใจทางการเมือง ท่ามกลางสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความท้าทายและเปลี่ยนแปลง การรักษาจุดยืนและรักษาความสัมพันธ์กับทุกฝ่ายจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

การเมืองไทยยังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ธรรมนัส” ปัดมีดีลแลก มท.1ไม่ตอบเคลียร์ใจ “ทักษิณ” ของดวิจารณ์หักหลังใคร

“อนุทิน” รับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

“อนุทิน” หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 พร้อมเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย ยุบสภาใน 4 เดือน ย้ำ พูดแล้วทำ

วันที่ 3 กันยายน 2568 ภายหลัง นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน มีมติคณะกรรมการบริหารพรรคประชาชน โหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 จากพรรคภูมิใจไทย โดยมีเงื่อนไขว่ามติดังกล่าวจะมีผลก็ต่อเมื่อพรรคภูมิใจไทยลงนามในข้อตกลงร่วมกัน (อ่านเพิ่มเติม : เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้) ในขณะเดียวกัน ทางด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ยอมรับว่ามีการดำเนินการทูลเกล้าฯ เรื่องยุบสภาแล้วตั้งแต่เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 หลังจากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ (อ่านเพิ่มเติม : “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ)

เวลาประมาณ 10.40 น. พบว่า สส. และพรรคที่ร่วมสนับสนุน นายอนุทิน ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่จะร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ทยอยเดินทางเข้าไปยังห้องประชุม อาทิ นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการศึกษา และหัวหน้าพรรคกล้าธรรม ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า สส.พะเยา และประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม นำ สส.พรรคกล้าธรรมมา นายสุชาติ ชมกลิ่น สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ นำ สส.บางส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติมา กลุ่ม สส.เพชรบูรณ์พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งนำมาโดย นายสันติ พร้อมพัฒน์ เลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ รวมถึง นายศักดา วิเชียรศิลป์ สส.กาญจนบุรี พรรคเพื่อไทย โดยมีพรรคภูมิใจไทยออกมารอต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม

ต่อมาเมื่อเวลา 11.10 น. เปิดให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปยังห้องประชุม จากนั้น นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวที่อาคารรัฐสภา ว่า สวัสดีพี่น้องสื่อมวลชนที่อยู่ที่อาคารรัฐสภา ขอกราบสวัสดีประชาชนพี่น้องคนไทยที่เคารพรักของเราทุกคนวันนี้ตนและบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่อยู่ในที่นี้ จะขอทำการแถลงข่าวเกี่ยวกับเรื่องของการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเมื่อเช้านี้ทุกคนคงได้รับทราบข้อมูลจากการแถลงข่าวของหัวหน้าพรรคประชาชนเรียบร้อยแล้ว ซึ่งตนได้นำเงื่อนไขและข้อสรุปที่ออกมาเป็นข้อตกลงร่วมระหว่างพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยว่าด้วยกรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีมาแจ้งให้กับบรรดาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คนรับทราบ พร้อมถือโอกาสนี้แถลงข่าวให้พี่น้องประชาชนชาวไทยที่เคารพทุกท่านได้รับทราบสถานะของพวกเราในวันนี้

พวกเราทุกคนต้องขอขอบคุณพรรคประชาชน คณะกรรมการบริหารของพรรคประชาชน, สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชน เจ้าหน้าที่ พนักงานและพี่น้องประชาชนผู้สนับสนุนพรรคประชาชนทุกท่านที่ได้มีมติของที่ประชุมกรรมการบริหารพรรคประชาชนในการให้การสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ พรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ซึ่งมาร่วมกันจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้ได้มอบรายชื่อและให้คำมั่นกับพรรคประชาชนว่า จะให้การสนับสนุนตัวกระผมเป็นนายกรัฐมนตรี จะได้จัดตั้งรัฐบาลตามข้อเสนอของพรรคประชาชนซึ่งทุกคนได้ลงลายมือชื่อและเอกสารแสดงคำมั่นและผมจะได้จัดนำส่งให้กับผู้บริหารพรรคประชาชนไว้เป็นข้อมูลต่อไป

จากนี้ไปเป็นการดำเนินการตามขั้นตอนที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ของสภาผู้แทนราษฎรโดยประธานสภาผู้แทนราษฎร และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะได้ดำเนินการตามขั้นตอนตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ขอเรียนทุกท่านให้ทราบว่าพรรคภูมิใจไทยและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่ได้มาปรากฏตัว ณ ที่นี้ เราตระหนักดีว่าการจัดตั้งรัฐบาลที่กำลังจะดำเนินต่อไปจากนี้ พรรคประชาชนให้ความร่วมมือเสียสละในการที่จะหาทางออกให้กับประเทศไทยในช่วงสถานการณ์วิกฤติทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ความมั่นคง และภัยธรรมชาติ

“ผมขอยืนยันว่าพวกเราทุกคนในที่นี้จะไม่ทำให้เจตนารมณ์และความเสียสละของทุกท่านสูญเปล่า และจะรักษาข้อตกลงทั้ง 5 ข้อนี้ที่ให้ไว้กับพรรคประชาชนตลอดระยะเวลา 4 เดือนนับตั้งแต่เราจะเข้าไปทำงานในฐานะรัฐบาล และจะดำรงสภาพความเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยที่เราจะมีพี่น้องประชาชนร่วมเป็นผู้ตรวจสอบการทำงานของพวกเรา ดังนั้นในระยะเวลา 4 เดือนของรัฐบาลเราจะตั้งใจทำงานอย่างเต็มกำลังสุดความสามารถ ให้สมกับความไว้วางใจที่ทุกท่านได้ให้โอกาสกับพวกเรา”

ส่วนเรื่องอื่นๆ ขอให้เป็นไปตามขั้นตอนที่ได้บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ พวกเราทุกคนจะร่วมกันทำหนังสือที่แสดงถึงความพร้อมที่จะให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาบรรจุวาระการเลือกนายกรัฐมนตรีเข้าสู่ที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรโดยเร็วที่สุด เพื่อเป็นการยืนยันให้พี่น้องประชาชนได้รับรู้รับทราบว่าพวกเราทุกคนมีความพร้อม ด้วยการสนับสนุนและความเข้าใจของพรรคประชาชนเรามีความมั่นใจว่าการจัดตั้งรัฐบาลชุดถัดไปนี้จะดำเนินไปได้ด้วยความราบรื่น และการทำงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นตามข้อตกลงระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทย เปรียบเสมือนพรรคภูมิใจไทยเป็นตัวแทนเพราะเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเป็นไปตามเงื่อนไขทั้ง 5 ข้อที่หัวหน้าพรรคประชาชนได้แถลงไปเมื่อเช้านี้

จากนั้นเวลา 11.22 น. นายอนุทิน จรดปากกาลงนามโดยมีพรรคร่วมและ สส.ทั้ง 146 คน เป็นสักขีพยาน ก่อนจะยกข้อตกลงร่วมที่มีลายเซ็นของนายณัฐพงษ์ กับนายอนุทิน ขึ้นให้สื่อมวลชนได้เก็บภาพ

ขณะเดียวกัน นายอนุทิน ยังได้ขอบคุณเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 146 คน ที่สนับสนุนให้ตนได้รับการคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ต้องถือเป็นความเสียสละ ความมุ่งมั่นตั้งใจ ที่เราผ่านอุปสรรคต่างๆ มากมาย และผ่านความกดดัน สิ่งที่พวกเรามีอยู่ในหัวจิตหัวใจคือความรักชาติ รักแผ่นดิน ห่วงแหนแผ่นดิน และความจงรักภักดีต่อสถาบันอันเป็นที่เคารพสักการะสูงสุดของพี่น้องประชาชนคนไทยทุกคน ความรักพี่น้องประชาชน ความห่วงใยต่อคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน จึงทำให้พวกเราทุกคนตัดสินใจที่จะมาทำงานร่วมกัน

“ผมขอให้ความมั่นใจว่าพวกเราทุกคนรู้จักกันมาเป็นเวลาเนิ่นนาน รู้ฝีมือ รู้ถึงความทุ่มเทที่ให้กับประชาชนและประเทศชาติของเรา ประเทศไทยที่รักของเรา ขอให้ความมั่นใจว่าเราจะใช้เวลาทุกวัน ทุกนาที ทุกชั่วโมง ในการปฏิบัติหน้าที่รัฐบาลของพวกท่านให้ดีที่สุด ให้คุ้มค่าที่สุดกับความไว้วางใจที่พวกเรามีต่อกัน และความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนชาวไทยทุกท่านได้มอบหมายให้เรามาทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรของท่านครับ”

ในช่วงท้าย นายอนุทิน ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้ยังมีสภาฯ อยู่ เพราะสภาฯ ยังไม่ยุบ ยังไม่มีข้อมูลใดๆ ลงมาที่ได้รับทราบว่ามีการยุบสภาหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องของผู้ที่ทูลเกล้าฯ ไป ว่าท่านจะรับผิดชอบต่อเรื่องนี้อย่างไร และจะแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบอย่างไร พร้อมยืนยันว่าจะไม่ดำเนินการเป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก การดำเนินการแก้ไขปัญหาในเวลา 4 เดือนเพียงพอ และ 4 เดือนนั้นจะนับเริ่มจากการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ย้ำว่าพูดแล้วทำ.

การที่ “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 นั้น ถือเป็นก้าวสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ แต่ก็ต้องติดตามกันต่อไปว่ารัฐบาลเสียงข้างน้อยนี้จะสามารถบริหารประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพและแก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่

อนุทิน จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

ทำไม “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 ถึงสำคัญ?

การที่หัวหน้าพรรคภูมิใจไทยอย่าง “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ แม้จะต้องเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็ตาม การยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของพรรคประชาชน เป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาร่วมกัน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน

อนาคตของรัฐบาลชุดใหม่นี้จะเป็นอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไปอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “อนุทิน” จรดปากการับข้อตกลงพรรคประชาชน ขอบคุณหนุนเป็นนายกฯ คนที่ 32

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา จริงแล้ว!

สถานการณ์การเมืองไทยร้อนระอุ เมื่อนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้ดำเนินการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ไปตั้งแต่เมื่อวานนี้แล้ว โดยให้เหตุผลว่าระบบประชาธิปไตยกำลังบิดเบี้ยว

วันที่ 3 กันยายน 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายภูมิธรรมได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนถึงประเด็นร้อนทางการเมือง โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการคืนอำนาจให้กับประชาชน “ขณะนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระบบประชาธิปไตยมันบิดเบี้ยวไม่เป็นไปตามครรลองที่ควรจะเป็น การตัดสินใจของพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนที่ตกลงจะร่วมกันจัดตั้งรัฐบาล ที่ทางพรรคประชาชนจะโหวตให้แต่ไม่ร่วมรัฐบาลซึ่งยังไงก็เป็น 3 กลุ่มอยู่อย่างเดิม ส่วนพรรคเพื่อไทยทำหน้าที่ฝ่ายค้าน ขณะที่พรรคภูมิใจไทยทำหน้าที่รัฐบาลเสียงข้างน้อย ส่วนพรรคประชาชนมี 2 หมวกอยู่ในตัวเอง คือทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล บรรยากาศการดึง สส. ต่างๆ ถือว่าสับสนอลหม่านท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจที่มีปัญหา” นายภูมิธรรมกล่าว

นายภูมิธรรมยังกล่าวเพิ่มเติมว่า สถานการณ์เช่นนี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและกระทบต่อเศรษฐกิจโดยรวม เขาเชื่อว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นทางออกที่ดีที่สุดในสถานการณ์เช่นนี้ “สิ่งที่สำคัญคือวันนี้ไม่สามารถดึงความเชื่อมั่นกลับเข้าสู่ประเทศได้ จะทำให้ปัญหาเศรษฐกิจถูกกระทบและรุมเร้า ฝ่ายกฎหมายซึ่งมองว่าควรคืนอำนาจให้กับประชาชนในการตัดสินใจ ซึ่งเป็นเรื่องของพระราชอำนาจ ไม่มีใครจะสามารถไปตัดสินใจได้ เพราะอยู่ที่พระบรมราชวินิจฉัย”

เมื่อถูกถามถึงกระบวนการหลังจาก ทูลเกล้าฯ ยุบสภา แล้ว นายภูมิธรรมกล่าวว่า “ตนเองในฐานะรักษาการปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี ก็คงจะกราบบังคมทูลสถานการณ์ต่างๆ ถวายให้พระองค์ทรงทราบ ซึ่งมีการยื่นทูลเกล้าฯ ไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว ก็ต้องรอตามกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ หากเป็นแบบนี้พรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนก็ต้องไปพิจารณา”

อย่างไรก็ตาม นายภูมิธรรมไม่ได้ตอบคำถามว่าการ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา คือทางออกของสถานการณ์การเมืองในปัจจุบันหรือไม่ และได้เดินขึ้นตึกบัญชาการไปทันที ทิ้งไว้แต่ความสงสัยและคำถามมากมายให้กับสื่อมวลชนและประชาชน

“ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

อะไรคือเหตุผลเบื้องหลังการทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

การตัดสินใจ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ในครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งและความไม่แน่นอนทางการเมืองที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐบาลเสียงข้างน้อยเผชิญกับความท้าทายในการบริหารประเทศ และการดึง สส. เข้าพรรคก็สร้างความสับสนอลหม่าน

  • ความขัดแย้งทางการเมือง
  • รัฐบาลเสียงข้างน้อย
  • ปัญหาเศรษฐกิจ

การยุบสภาจึงเป็นเหมือนการเปิดทางให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของประเทศอีกครั้ง ผ่านการเลือกตั้งใหม่

สถานการณ์การเมืองไทยยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจะเป็นตัวตัดสินว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใด

การตัดสินใจครั้งนี้ของนายภูมิธรรม แม้จะดูเป็นการเปิดทางให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ แต่ก็ยังคงมีความเสี่ยงและความไม่แน่นอนที่รออยู่ข้างหน้า การบริหารจัดการการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ผลการเลือกตั้งสะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง และนำพาประเทศไปสู่ความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

ที่มา – “ภูมิธรรม” รับ ทูลเกล้าฯ ยุบสภา ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว จากนี้เป็นเรื่องของพระราชอำนาจ

ดร.นันทนา ค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

“ดร.นันทนา” ออกมาแสดงความไม่เห็นด้วยอย่างชัดเจนต่อกรณีที่ “พรรคประชาชน” สนับสนุน “อนุทิน” เป็นนายกรัฐมนตรี โดยชี้ว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการขัดต่อเจตจำนงของประชาชนที่ลงคะแนนเสียงให้พรรคอย่างท่วมท้นถึง 14 ล้านเสียง พร้อมเสนอแนะว่าทางออกที่ถูกต้องคือการให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง

เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ดร.นันทนา นันทวโรภาส สมาชิกวุฒิสภา ได้เปิดใจกับทีมข่าวไทยรัฐถึงประเด็นร้อนทางการเมืองนี้ ภายหลังจากที่ทราบข่าวว่าพรรคประชาชนมีมติสนับสนุนการโหวตให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 โดยดร.นันทนา มองว่าการตัดสินใจเช่นนี้เป็นการขัดกับความต้องการของประชาชนอย่างโจ่งแจ้ง

ดร.นันทนา กล่าวว่า พรรคการเมืองทุกพรรคล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน และพรรคประชาชนเองก็ได้รับการสนับสนุนจากประชาชนมากถึง 14 ล้านเสียง ในขณะที่พรรคภูมิใจไทยได้รับเสียงสนับสนุนเพียง 1 ล้านเสียง ดังนั้นการนำคะแนนเสียงอันมหาศาล 14 ล้านเสียงไปสนับสนุนพรรคที่ได้คะแนนเพียง 1 ล้านเสียง จึงเป็นการกระทำที่สวนทางกับความต้องการของประชาชนที่เลือกพรรคประชาชน (อดีตก้าวไกล) เพื่อให้เข้ามาบริหารประเทศ ไม่ใช่เพื่อส่งเสริมอำนาจให้พรรคภูมิใจไทย

นอกจากนี้ ดร.นันทนา ยังกล่าวถึงข้ออ้างที่ว่าจะใช้เวลา 4 เดือนในการแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาทางเศรษฐกิจและการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น เป็นสิ่งที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ เพราะแม้แต่รัฐบาลที่อยู่ในวาระ 4 ปีเต็ม ก็ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาทั้งหมดได้สำเร็จ และกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้น ยังต้องผ่านการทำประชามติและการตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ซึ่งต้องใช้เวลามากกว่า 4 เดือนอย่างแน่นอน

ดร.นันทนา ตั้งข้อสังเกตที่น่าสนใจว่า สิ่งที่อาจเกิดขึ้นจริงภายใน 4 เดือนนั้น อาจเป็นการ “พลิกคดีสำคัญ” ที่อยู่ในความสนใจของประชาชน เช่น คดีฮั้ว ส.ว. และคดีเขากระโดง หากมีการเปลี่ยนแปลงตัวรัฐมนตรีที่กำกับดูแลกระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงมหาดไทย อาจส่งผลให้ทิศทางของคดีเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ประชาชนจำนวนมากมีความกังวลใจ

ส่วนข้ออ้างที่ว่าหากไม่เลือกแนวทางนี้ พรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยอาจกลับมาร่วมมือกันอีกครั้งนั้น ดร.นันทนา มองว่าเป็นเหตุผลที่ไม่สมเหตุสมผล เพราะในท้ายที่สุดแล้ว พรรคประชาชนก็จะต้องเลือกสนับสนุนพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ดี และหากพิจารณาว่าทั้งสองพรรคสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างโปร่งใส ก็ควรปล่อยให้ทั้งสองพรรคร่วมมือกันเอง โดยไม่จำเป็นต้องกังวล

สำหรับกระแสข่าวที่ว่าพรรคเพื่อไทยอาจทูลเกล้าฯ เพื่อขอยุบสภานั้น ดร.นันทนา เห็นว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง เพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนได้ตัดสินใจอนาคตของตนเองอีกครั้ง และหากพรรคเพื่อไทยเป็นผู้ยื่นขอยุบสภา ก็ถือว่าเป็นแนวทางที่ถูกต้องที่สุด

“ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ดร.นันทนา ไม่เห็นด้วยกับการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มาจากการต่อสู้คดีฮั้ว ส.ว. ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนและสังคมจับตาอย่างใกล้ชิด ขณะนี้คดีอยู่ในความดูแลของ DSI และติดค้างอยู่ที่ กกต. แม้จะยังไม่มีการยื่นฟ้อง แต่สำนวนหลายส่วนก็มีความคืบหน้าไปมาก หากสนับสนุนนายอนุทินขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี โดยที่ยังไม่มีความชัดเจนว่ามีความเชื่อมโยงกับเสียงข้างมากในวุฒิสภาหรือไม่ ย่อมสร้างความกังวลใจให้กับสังคมถึงความเป็นไปได้ในการพลิกคดี ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมดร.นันทนาถึงค้าน “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน”

โดยสรุปแล้ว การที่ ดร.นันทนา ออกมาคัดค้านการที่ “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” นั้น มีเหตุผลที่สำคัญหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความขัดแย้งต่อเจตจำนงของประชาชน การกังวลถึงการพลิกคดีสำคัญ และการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการตัดสินใจทางการเมืองครั้งนี้

สถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอนสูง และการตัดสินใจของพรรคการเมืองต่างๆ ย่อมส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ประชาชนทุกคนจะต้องตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเอง และร่วมกันติดตามตรวจสอบการทำงานของนักการเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าประเทศชาติจะเดินไปในทิศทางที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง

ที่มา – “ดร.นันทนา” ไม่เห็นด้วย “พรรคประชาชน” หนุน “อนุทิน” ชี้ขัดเจตจำนง 14 ล้านเสียง

“อนุทิน” ดีใจ พรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

“อนุทิน” ยิ้มแย้มเข้าสภาฯ หลังพรรคประชาชนมีมติโหวตหนุนนั่งนายกฯ ย้ำพร้อมรับทุกเงื่อนไข หัวเราะ “พรรคเพื่อไทย” บอกเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย พาประเทศไม่รอด เป็นเหตุยื่นยุบสภา ชี้ให้ไปดูคำแถลงพรรคส้ม

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เดินทางเข้าสภาฯ เมื่อเวลา 09.47 น. โดยผู้สื่อข่าวถามถึงว่า ทันทีที่พรรคประชาชนได้แถลงข่าวสนับสนุนนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรี ฝั่งพรรคเพื่อไทยได้ดำเนินการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา แต่นายอนุทินไม่ได้ตอบคำถาม

ผู้สื่อข่าวจึงถามต่อว่า ดีใจหรือไม่ที่พรรคประชาชนจะโหวตสนับสนุนเป็นนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ตอบว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย”

ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ขณะนี้พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาแล้ว นายอนุทินกล่าวว่า ขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อน

เมื่อถามว่า พรรคเพื่อไทยอ้างเหตุผลการยุบสภาว่า เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จะนำพาประเทศไปไม่รอด นายอนุทินหัวเราะ ก่อนตอบว่า ดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลงมันมีคำตอบอยู่ในนั้น

เมื่อถามว่าพร้อมเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ”

“อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงร้อนระอุอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุนในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความผันผวนทางการเมือง และการยื่นยุบสภาของพรรคเพื่อไทย ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับอนาคตของรัฐบาล

อนุทินขอบคุณพรรคประชาชน “ดีใจที่จะโหวตนายกฯ ให้”

หลังจากการแถลงข่าวของพรรคประชาชนที่ประกาศสนับสนุนนายอนุทินให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี นักข่าวได้สอบถามความรู้สึกของนายอนุทิน ซึ่งเจ้าตัวได้ตอบด้วยท่าทียิ้มแย้มว่า “ก็ดีใจสิ และรู้สึกขอบคุณมากๆ ด้วย” คำตอบนี้แสดงให้เห็นถึงความยินดีและความขอบคุณที่นายอนุทินมีต่อพรรคประชาชนที่ให้การสนับสนุน แม้ว่าสถานการณ์ทางการเมืองจะยังคงมีความไม่แน่นอน

นอกจากนี้นายอนุทินยังได้กล่าวถึงกรณีที่พรรคเพื่อไทยยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภา โดยระบุว่าขอขึ้นไปประชุมกับพรรคภูมิใจไทยก่อนที่จะให้ความเห็นใดๆ เพิ่มเติม เมื่อถูกถามถึงเหตุผลที่พรรคเพื่อไทยอ้างว่าการเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยจะไม่สามารถนำพาประเทศไปรอดได้ นายอนุทินได้หัวเราะและกล่าวว่าให้ไปดูร่างที่พรรคประชาชนได้แถลง ซึ่งน่าจะมีคำตอบอยู่ในนั้น เป็นการตอบโต้ที่แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในสถานการณ์

ประเด็นที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือคำถามที่ว่านายอนุทินพร้อมที่จะเซ็นตามข้อตกลงของพรรคประชาชนหรือไม่ ซึ่งนายอนุทินได้ตอบอย่างชัดเจนว่า “พร้อมสิครับ ยอมรับได้ทุกข้อ” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะร่วมมือกับพรรคประชาชนในการจัดตั้งรัฐบาลและบริหารประเทศต่อไป

การที่พรรคประชาชนตัดสินใจสนับสนุนนายอนุทินให้เป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเมืองที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การจับมือกันของสองพรรคนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง และจะมีผลกระทบต่อประชาชนอย่างไร เป็นสิ่งที่ต้องติดตามกันต่อไป รวมถึงข้อตกลงต่างๆ ที่นายอนุทินพร้อมจะเซ็นนั้น จะมีรายละเอียดอะไรบ้างและจะสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงมากน้อยแค่ไหน ก็เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ

อนาคตทางการเมืองของอนุทินกับการสนับสนุนจากพรรคประชาชน

การได้รับเสียงสนับสนุนจากพรรคประชาชนถือเป็นก้าวสำคัญในเส้นทางการเมืองของนายอนุทิน ชาญวีรกูล อย่างไรก็ตาม ยังมีอีกหลายสิ่งที่ต้องพิจารณาเพื่อให้การจัดตั้งรัฐบาลเป็นไปอย่างราบรื่นและมีเสถียรภาพ ความท้าทายคือการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และการบริหารจัดการประเทศให้ก้าวข้ามปัญหาต่างๆ ที่กำลังเผชิญอยู่ได้สำเร็จ

อนาคตทางการเมืองของนายอนุทินและรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น จึงขึ้นอยู่กับการทำงานร่วมกันของทุกภาคส่วน การรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และการตัดสินใจที่คำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางที่ท้าทายนี้

การที่ “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรวมกลุ่มทางการเมือง และการสร้างพันธมิตรที่แข็งแกร่ง เพื่อให้บรรลุเป้าหมายร่วมกัน อย่างไรก็ตาม การเมืองเป็นเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การรักษาความสัมพันธ์และความไว้วางใจระหว่างพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

  • การตัดสินใจของพรรคประชาชนส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร?
  • ข้อตกลงระหว่างพรรคภูมิใจไทยและพรรคประชาชนมีอะไรบ้าง?
  • ประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรจากการร่วมมือของสองพรรคนี้?

คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนอยากรู้และรอคอยคำตอบจากนักการเมืองทุกคน หวังว่าการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งนี้จะเป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้น และนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

ที่มา – “อนุทิน” ดีใจ ขอบคุณพรรคประชาชนจะโหวตนายกฯ ให้ พร้อมเซ็นทุกข้อตกลง

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาล

เปิดเอกสารลงนาม 5 ข้อระหว่างพรรคประชาชนกับพรรคภูมิใจไทยฉบับเพิ่มเติม “เท้ง ณัฐพงษ์” จี้ “อนุทิน” ต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก ย้ำ ปชน. จะเป็นฝ่ายค้านต่อ ไม่มีใครไปเป็นรัฐมนตรี

วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่อาคารรัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สส.บัญชีรายชื่อ และประธานวิปฝ่ายค้าน นำแถลงข่าวว่า 5 วันที่ผ่านมา หลังจากได้คุยกับพรรคเพื่อไทยและพรรคภูมิใจไทยนั้น วันนี้คณะกรรมการบริหารของพรรคมีมติว่า หากมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ความเห็นชอบเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบแก่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

โดยนายณัฐพงษ์ ได้แถลงว่า กรณีการเลือกบุคคลไปดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้นางสาวแพทองธาร ชินวัตร พ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และให้คณะรัฐมนตรีต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ ทำให้สภาผู้แทนราษฎรต้องพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 159 พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยเห็นร่วมกันว่า นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องทำหน้าที่บริหารราชการแผ่นดินเพื่อแก้ไขปัญหาจำเป็นเร่งด่วนเฉพาะหน้าในระยะเวลาอันสั้น จัดทำประชามติเพื่อให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ และยุบสภาผู้แทนราษฎรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคประชาชนจะให้ความเห็นชอบนายอนุทิน ชาญวีรกูลเป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ภายใต้เงื่อนไขที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยตกลงร่วมกัน ดังต่อไปนี้

เงื่อนไขสำคัญ 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

1. นายกรัฐมนตรีคนใหม่ต้องยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือน นับตั้งแต่วันที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

2. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาจะดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ต้องจัดให้มีการออกเสียงประชามติในประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 เพื่อนำไปสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง โดยเร็ว ทั้งนี้ต้องไม่เกินกว่าวันลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการทั่วไป

3. ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่จำเป็นต้องมีการออกเสียงประชามติก่อนที่รัฐสภาดำเนินการแก้ไขรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ตามมาตรา 256 นั้น คณะรัฐมนตรีชุดใหม่ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทยจะเร่งผลักดันร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อกำหนดให้มีกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่มาจากการเลือกตั้ง ให้แล้วเสร็จในวาระของสภาผู้แทนราษฎรชุดนี้โดยเร็ว

4. เพื่อสร้างหลักประกันว่านายกรัฐมนตรีคนใหม่จะยุบสภาผู้แทนราษฎรภายใน 4 เดือนจริง พรรคภูมิใจไทยต้องไม่ดำเนินการโดยวิธีการใดๆ เพื่อทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก

5. พรรคประชาชนยืนยันเป็นฝ่ายค้านต่อไป โดยจะทำหน้าที่ตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ของรัฐบาลชุดใหม่อย่างเต็มที่ และจะไม่มีบุคคลใดจากพรรคประชาชนไปดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี

โดยในเอกสารตอนท้ายมีการระบุชื่อ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย

นายณัฐพงษ์ ยังให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า ทางพรรคได้ปิดรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อคืนนี้ มีผู้แสดงความคิดเห็นเข้ามาประมาณ 25,000 คน ความเสี่ยงสูงสุดของเรื่องนี้ คือการบิดพลิ้ว และการตระบัดสัตย์ ทางพรรคภูมิใจไทยจะมีต้นทุนในการรับผลนั้น ยืนยันว่าไม่เสียใจภายหลัง เพราะ 5 วันที่ผ่านมา ได้ไตร่ตรองและรับฟังเสียงรอบด้าน ทั้ง สส. สมาชิกพรรค เครือข่าย และพนักงาน ทุกความเห็นสอดคล้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน และการลงนามนี้จะมีผลก็ต่อเมื่อนายอนุทิน ได้ลงนามตอบกลับแล้ว ยืนยันว่าไม่ได้ไว้วางใจนายกฯ คนใด แต่เพื่อให้เดินหน้ายุบสภา

ขณะที่ทางพรรคภูมิใจไทย พบว่า นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล แกนนำพรรค พร้อมด้วย นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี เดินทางมารับเอกสารลงนาม ก่อนจะขึ้นไปที่ห้องพัก สส. ของพรรคภูมิใจไทย ด้านบนอาคารรัฐสภา

เปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก

การที่พรรคประชาชนออกมาประกาศเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก นั้น แสดงให้เห็นถึงความกังวลเกี่ยวกับเสถียรภาพทางการเมือง และความต้องการที่จะให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยเร็ว รวมถึงการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ สิ่งเหล่านี้สะท้อนถึงความต้องการของประชาชนที่อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงและการมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน การจับตาดูท่าทีของพรรคภูมิใจไทย และการดำเนินการตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก จึงเป็นก้าวสำคัญที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมกันพิจารณาและติดตามอย่างใกล้ชิด

สำหรับประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจในเงื่อนไขและข้อตกลงต่างๆ จะช่วยให้สามารถวิเคราะห์และตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูล และสามารถมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเพื่อกำหนดทิศทางของประเทศต่อไปในอนาคต มาร่วมกันติดตามสถานการณ์การเมืองอย่างใกล้ชิด และแสดงพลังของเราในการสร้างสรรค์สังคมไทยให้น่าอยู่ยิ่งขึ้น

การเปิดเงื่อนไข 5 ข้อ ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากนี้ จะส่งผลต่อการเมืองไทยอย่างไร ต้องติดตามกันต่อไป

ที่มา – เปิดเงื่อนไข 5 ข้อพรรคประชาชน ห้ามภูมิใจไทยตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก หลังโหวตนายกฯ ให้

ด่วน! ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยันแล้ว

สถานการณ์การเมืองล่าสุดร้อนระอุ! “สรวงศ์” ยืนยันว่า “ภูมิธรรม” ได้ดำเนินการเรื่องทูลเกล้าฯ ยุบสภาเรียบร้อยแล้ว โดยเตรียมแถลงรายละเอียดเพิ่มเติมในเร็วๆ นี้ พร้อมทั้งให้เหตุผลว่าการที่ “พรรคประชาชน” ไม่ร่วมรัฐบาล ทำให้เสียงข้างน้อยไม่สามารถบริหารประเทศต่อไปได้

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 3 กันยายน 2568 นายสรวงศ์ เทียนทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย เปิดเผยภายหลังจากที่พรรคประชาชนมีมติสนับสนุน นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรี ว่า ในด้านของฝ่ายนิติบัญญัติ พรรคเพื่อไทยมีความพร้อมอย่างเต็มที่ หากประธานสภาผู้แทนราษฎรบรรจุวาระในการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อไหร่ พรรคเพื่อไทยก็พร้อมที่จะเสนอชื่อ นายชัยเกษม นิติสิริ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทย เข้ารับการพิจารณา

นายสรวงศ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “กระบวนการทั้งหมดที่ผมได้รับทราบมาเมื่อเช้านี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการนายกรัฐมนตรี ได้ดำเนินการเรื่องการทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ในส่วนของรายละเอียดต่างๆ ขอให้นายภูมิธรรมเป็นผู้ออกมาแถลงด้วยตนเองจะเหมาะสมกว่า” เมื่อถูกถามย้ำว่าขณะนี้ได้มีการยื่นทูลเกล้าฯ ยุบสภาไปแล้วใช่หรือไม่ นายสรวงศ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า “ใช่ครับ ในส่วนที่นายภูมิธรรมรับผิดชอบ นายภูมิธรรมได้ดำเนินการเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว”

ทําไมต้องทูลเกล้าฯ ยุบสภา?

สำหรับเหตุผลสำคัญในการทูลเกล้าฯ ยื่นยุบสภาในครั้งนี้ นายสรวงศ์ อธิบายว่า “มีหลายสาเหตุมากครับ สถานการณ์ขณะนี้ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้อีกแล้ว พรรคประชาชนประกาศชัดเจนว่าจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย แต่กลับจะไม่เข้าร่วมรัฐบาลด้วย ทำให้รัฐบาลจะมีเสียงสนับสนุนเพียง 130 กว่าเสียงเท่านั้น จึงเกิดคำถามว่าความเชื่อมั่นจะมาจากไหน ในความเป็นจริง สถานการณ์เช่นนี้ยากที่จะเดินหน้าต่อไปได้ ในฐานะ สส. คนหนึ่ง ผมมองว่าไม่น่าจะสามารถไปต่อได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามถึงความกังวลเกี่ยวกับการขอยุบสภา เนื่องจากมีหลายฝ่ายท้วงติงว่าอาจไม่สามารถทำได้ นายสรวงศ์ กล่าวอย่างมั่นใจว่า “เรามีความมั่นใจครับ ฝ่ายกฎหมายของพรรคเพื่อไทยมีความเห็นที่แตกต่างในเรื่องนี้ และนายภูมิธรรมก็ได้ดำเนินการตามขั้นตอนที่เหมาะสมไปแล้ว”

ความเห็นจากนักวิเคราะห์ต่อการทูลเกล้าฯ ยุบสภา

นักวิเคราะห์การเมืองหลายฝ่ายต่างแสดงความเห็นต่อการตัดสินใจทูลเกล้าฯ ยุบสภาในครั้งนี้ โดยมีความเห็นที่แตกต่างกันออกไป บางส่วนมองว่าเป็นการตัดสินใจที่กล้าหาญเพื่อปลดล็อคสถานการณ์ทางการเมืองที่ตึงเครียด ในขณะที่อีกส่วนหนึ่งแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น ความไม่แน่นอนทางการเมือง และการเลื่อนการพิจารณากฎหมายสำคัญต่างๆ

การทูลเกล้าฯ ยุบสภาถือเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่มีผลกระทบต่ออนาคตทางการเมืองของประเทศ การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นตามมาจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดทิศทางของประเทศไทยในอนาคต ประชาชนทุกคนจึงควรติดตามข่าวสารและใช้สิทธิของตนในการเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างแท้จริง

สถานการณ์การเมืองยังคงมีความผันผวนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างรอบด้านจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ทูลเกล้าฯ ยุบสภา “สรวงศ์” ยืนยัน “ภูมิธรรม” ดำเนินการเรียบร้อยแล้ว

Scroll to top