ไทยกัมพูชา ผลกระทบ

กองทัพภาคที่ 1 ยัน! รื้อแนวรั้วลวดหนาม ไม่จริง

กองทัพภาคที่ 1 ยันการหารือ “รื้อแนวรั้วลวดหนาม” ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงประชุม RBC

กองทัพภาคที่ 1 ออกมาชี้เแจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับประเด็น “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” และสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดน โดยยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงของการประชุม RBC สมัยวิสามัญที่ผ่านมา ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในวงกว้าง

เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2567 (อ้างอิงตามข้อมูลเดิม) ศูนย์ประชาสัมพันธ์กองทัพภาคที่ 1 ได้เผยแพร่เอกสารชี้แจงถึงประเด็นดังกล่าว สืบเนื่องจากมีการนำเสนอข้อมูลที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับผลการประชุม RBC สมัยวิสามัญที่เกี่ยวข้องกับการรื้อถอนสิ่งกีดขวาง

ทางกองทัพภาคที่ 1 ระบุว่า ข้อความที่มีการกล่าวถึงเรื่องการรื้อแนวรั้วลวดหนามนั้น เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นจากฝ่ายเดียว และไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารข้อตกลงอย่างเป็นทางการของคณะกรรมการฯ และคณะเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่าย แต่เป็นส่วนหนึ่งของคำกล่าวของ รอง ผบ.ทบ./ผบ.ภท.5/ประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายกัมพูชา

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับการหารือเรื่อง “รื้อแนวรั้วลวดหนาม”

ในการกล่าวเปิดประชุม ประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมาคือ เรื่องของการจัดระเบียบพื้นที่ชายแดน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อยู่ภายใต้ MOU ปี 2543 ซึ่งควรที่จะให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ของทั้งสองประเทศ คือ กัมพูชาและไทย ได้มีการหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางที่เหมาะสม

นอกจากนี้ ในช่วงของการกล่าวปิดการประชุม ก็มีการพูดถึงประเด็น “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” ยางรถยนต์ และสิ่งกีดขวางอื่นๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนในบริเวณชายแดน เพื่อเป็นการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

อย่างไรก็ตาม พลโท แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานร่วมการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ฝ่ายไทย ได้ตอบกลับในประเด็นดังกล่าวในช่วงปิดการประชุม โดยสรุปว่า ข้อหารือต่างๆ ที่ไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารข้อตกลงของคณะกรรมการ และคณะเลขานุการฯ ของทั้งสองฝ่ายนั้น จะถูกนำไปพิจารณาในการประชุมของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป (GBC) เพื่อที่จะนำไปสู่การดำเนินการในการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม (JBC) ในลำดับต่อไป

ดังนั้น กองทัพภาคที่ 1 จึงขอยืนยันว่า การดำเนินการใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับ “การรื้อแนวรั้วลวดหนาม” และสิ่งกีดขวางตามแนวชายแดน จะต้องเป็นไปตามกระบวนการที่ถูกต้อง และผ่านการพิจารณาจากคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ทุกฝ่าย

การชี้แจงครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และป้องกันการเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความขัดแย้งในสังคมได้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์และคลายความสงสัยของประชาชนได้

การแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนเป็นเรื่องที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน เพื่อให้พื้นที่ชายแดนมีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าอย่างยั่งยืน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 1 ยันการหารือ “รื้อแนวรั้วลวดหนาม” ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงประชุม RBC

เปิดใจ! อดีตเชลยศึกถูกทหารกัมพูชาจับ 4 ปี

เรื่องราวสุดสะเทือนใจของอดีตเชลยศึกที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปนานถึง 4 ปี ถูกบังคับใช้งานเยี่ยงทาส ฝึกฝนให้สู้รบแลกกับอาหารเพียง 3 มื้อ ชายแดนที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งและความไม่ไว้วางใจ

นายสมภาร สาริก อายุ 53 ปี ชาวบ้านใกล้ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี เปิดเผยประสบการณ์อันเลวร้ายเมื่อ 30 กว่าปีก่อน ในวัย 15 ปี เขาถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปเป็นเชลยศึก ถูกคุมขังในค่ายนานถึง 4 ปีเต็ม

เหตุการณ์เกิดขึ้นในปี 2529 ขณะที่เขากำลังเลี้ยงควายอยู่บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา จู่ๆ ทหารกัมพูชาก็เข้ามาจับตัวเขา พาไปยังฐานทัพ พยายามหลบหนีหลายครั้งแต่ไม่สำเร็จ เพราะทหารได้วางกับระเบิดไว้โดยรอบ ภายในค่ายยังมีคนไทยอีกกว่า 300 คน ที่ถูกจับมาใช้งาน บ้างก็ถูกบังคับให้ร่วมรบ

ด้วยความที่ยังเด็ก เขาจึงถูกใช้งานในค่ายทหาร หากไม่ทำงานก็จะได้รับอาหารเพียง 2 มื้อ แต่ถ้าใครเข้ารับการฝึกทหารก็จะได้รับอาหารครบ 3 มื้อ

จนกระทั่งปี 2532-2533 ในสมัยรัฐบาล พล.อ. ชาติชาย ชุณหะวัณ ที่มีนโยบายเปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า ไทยและกัมพูชาจึงได้เจรจาและมีการปล่อยตัวเชลยศึก เขารอดชีวิตกลับบ้าน สร้างความดีใจให้กับครอบครัวที่คิดว่าเสียชีวิตไปแล้วสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่ตึงเครียดในปัจจุบัน ทำให้เขาอดเป็นห่วงไม่ได้ อยากจะเตือนทุกคนว่าอย่าประมาทและอย่าไว้ใจทหารกัมพูชาเด็ดขาด และยืนยันว่าช่องอานม้าเป็นของไทยมาตั้งแต่ไหนแต่ไรเปิดใจ อดีตเชลยศึก เล่าถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป 4 ปี บังคับใช้งาน-สู้รบ

เรื่องราวของนายสมภารไม่ได้เป็นเพียงอดีตที่ขมขื่น แต่เป็นบทเรียนสำคัญที่สะท้อนถึงความซับซ้อนและความเปราะบางของสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ความทรงจำอันเลวร้ายจากการถูกจับเป็นเชลยศึก บังคับใช้แรงงาน และการต้องเผชิญหน้ากับความเสี่ยงภัยต่างๆ ตลอด 4 ปี ยังคงฝังลึกอยู่ในจิตใจของเขา

ความทรงจำที่ยังคงตามหลอกหลอน

แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายสิบปี แต่นายสมภารยังคงจดจำช่วงเวลาที่ถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปได้อย่างแม่นยำ เขาเล่าว่าชีวิตในค่ายเชลยศึกเต็มไปด้วยความยากลำบาก การถูกบังคับให้ทำงานหนัก การขาดแคลนอาหาร และการต้องอยู่ภายใต้ความหวาดกลัวตลอดเวลา

เขายังจำได้ถึงเพื่อนร่วมชะตากรรมหลายคนที่ต้องเสียชีวิตจากการถูกทหารทำร้าย หรือจากการเจ็บป่วยเนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ที่เลวร้าย ความทรงจำเหล่านั้นยังคงตามหลอกหลอนเขามาจนถึงทุกวันนี้

บทเรียนราคาแพงจากอดีต

ประสบการณ์ที่นายสมภารได้รับจากการถูกทหารกัมพูชาจับตัวไปเป็นเชลยศึก ได้กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่เขาต้องการจะถ่ายทอดให้กับคนรุ่นหลัง เขาเน้นย้ำถึงความสำคัญของการมีสติและความระมัดระวังในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน

“อย่าประมาทและอย่าไว้ใจทหารกัมพูชาเด็ดขาด” นายสมภารกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “เราต้องตระหนักอยู่เสมอว่าสถานการณ์ชายแดนมีความไม่แน่นอน และเราต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินอยู่เสมอ”

อดีตที่ไม่ควรถูกลืม

เรื่องราวของนายสมภารเป็นเครื่องเตือนใจว่าความขัดแย้งและความรุนแรงไม่เคยนำมาซึ่งสิ่งดีงาม ความสูญเสียและความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นจากสงครามและการเผชิญหน้ากันยังคงส่งผลกระทบต่อผู้คนและสังคมในระยะยาว การเรียนรู้จากอดีตจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายซ้ำรอย

เหตุการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาสะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธีและการเจรจา การสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่การอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขและยั่งยืน

เรื่องราวของอดีตเชลยศึกท่านนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจให้เรารู้จักรักและหวงแหนแผ่นดินเกิด และร่วมกันสร้างสรรค์สังคมที่สงบสุขและปราศจากความขัดแย้ง

ที่มา – เปิดใจ อดีตเชลยศึก เล่าถูกทหารกัมพูชาจับตัวไป 4 ปี บังคับใช้งาน-สู้รบ

มรภ.บ้านสมเด็จฯ ถอนปริญญา “ฮุน เซน” | อัปเดตล่าสุด

สภามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มีมติเอกฉันท์เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่นของ ฮุน เซน กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในสังคมขณะนี้

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 มีรายงานว่า มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประกาศ เรื่อง เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ของสมเด็จ ฮุน เซน โดยระบุว่า มติสภามหาวิทยาลัย ครั้งที่ 8 / 2568 วันพฤหัสบดีที่ 21 สิงหาคม 2568 มีมติเป็นเอกฉันท์ อนุมัติการเพิกถอนการให้ปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษาเพื่อพัฒนาท้องถิ่น ของสมเด็จ ฮุน เซน

การตัดสินใจครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวาง โดยก่อนหน้านี้ มหาวิทยาลัยรามคำแหงก็ได้มีมติเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาวิชารัฐศาสตร์ ของ ฮุน เซน ไปแล้วเช่นกัน

มรภ.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ฮุน เซน”

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่อเนื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความละเอียดอ่อนและความสำคัญของการพิจารณาการมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ซึ่งเป็นเกียรติสูงสุดที่สถาบันการศึกษามอบให้แก่บุคคลที่มีคุณูปการต่อสังคม

เหตุผลเบื้องหลังการเพิกถอนปริญญาของฮุน เซน

ถึงแม้ทางมหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยาจะไม่ได้ระบุเหตุผลอย่างเป็นทางการในการเพิกถอนปริญญาครั้งนี้ แต่คาดการณ์กันว่า อาจมีปัจจัยหลายประการที่นำไปสู่การตัดสินใจดังกล่าว เช่น ท่าทีทางการเมือง หรือการเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลต่อภาพลักษณ์และความเหมาะสมในการดำรงเกียรติยศของปริญญา

อย่างไรก็ตาม การเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ถือเป็นเรื่องใหญ่ และส่งผลกระทบต่อทั้งตัวผู้ได้รับปริญญา สถาบันการศึกษา และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจจึงต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและมีเหตุผลที่ชัดเจน

การพิจารณาคุณสมบัติของผู้ได้รับการเสนอชื่อรับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์นั้น ครอบคลุมหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น ความรู้ความสามารถ คุณธรรมจริยธรรม การทำคุณประโยชน์ต่อสังคม และการเป็นแบบอย่างที่ดี การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นภายหลังการมอบปริญญา อาจนำไปสู่การทบทวนและพิจารณาเพิกถอนได้ หากพบว่าผู้ได้รับปริญญาขาดคุณสมบัติ หรือมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม

ประเด็นที่น่าสนใจคือ มหาวิทยาลัยต่างๆ มีเกณฑ์ในการพิจารณาการเพิกถอนปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์อย่างไร และกระบวนการดังกล่าวมีความโปร่งใสและเป็นธรรมหรือไม่ การเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้ต่อสาธารณชน จะช่วยสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของสถาบันการศึกษา

นอกจากนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับสถาบันการศึกษาต่างๆ ในการพิจารณาและทบทวนหลักเกณฑ์การมอบปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ รวมถึงการติดตามและประเมินผลการดำเนินงานของผู้ได้รับปริญญาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาไว้ซึ่งเกียรติและความน่าเชื่อถือของสถาบัน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับ ฮุน เซน เป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการเมือง การศึกษา และสังคม การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในโลกปัจจุบัน ทำให้สถาบันการศึกษาต้องปรับตัวและเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง

ที่มา – มรภ.บ้านสมเด็จฯ เพิกถอนปริญญาปรัชญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ “ฮุน เซน”

ชายแดนระอุ! ชาวบ้านยังผวา อพยพไปวัด

สถานการณ์ชายแดนยังคงน่ากังวลใจ… ชาวบ้านยังคงอยู่ในอาการชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด วอนรัฐบาลเร่งหาทางช่วยเหลือและแก้ไขปัญหาให้จบโดยเร็ว

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานจากพื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชาว่า สถานการณ์ตึงเครียดมากยิ่งขึ้น กองกำลังทหารกัมพูชาเพิ่มกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์เข้ามาประชิดชายแดนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณอำเภอกาบเชิง และอำเภอพนมดงรัก ทำให้ชาวบ้านในพื้นที่เริ่มไม่มั่นใจในสถานการณ์และตัดสินใจชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด ตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา

บางส่วนเริ่มทยอยออกจากพื้นที่เพราะไม่ไว้วางใจทหารกัมพูชา หวั่นเกรงว่าจะมีการยิงปืนใหญ่เข้ามา แต่ส่วนใหญ่ยังคงรอฟังคำสั่งจากผู้นำชุมชนอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมพร้อมอพยพหากเกิดเหตุฉุกเฉิน

ชาวบ้านอพยพ

ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

วัดเทพสุรินทร์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ กลายเป็นที่พักพิงของผู้สูงอายุ ผู้ป่วย ผู้พิการ และเด็กๆ จากอำเภอกาบเชิง เกือบ 300 คน มีผู้ป่วยติดเตียง 4 ราย และเด็กแรกเกิดรวมอยู่ด้วย ทางวัดยังต้องการรับบริจาคเครื่องอุปโภคบริโภค ผงซักฟอก และแพมเพิร์สสำหรับผู้ป่วยและเด็กเล็ก

นายศิริวัฒน์ จันทร์ทวี ชาวบ้านสกลพัฒนา ตำบลตะเคียน อำเภอกาบเชิง เล่าว่า หลานโทรศัพท์มาแจ้งว่าทหารกัมพูชาประชิดชายแดน ตนจึงยังไม่กล้ากลับบ้าน ขอดูสถานการณ์ก่อน อยากให้สถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติโดยเร็ว และอยากให้รัฐบาลช่วยเหลือเรื่องศูนย์อพยพและเงินเยียวยา

นายนครินทร์ สารพิษ อายุ 23 ปี ชาวบ้านสกลพัฒนา ที่อพยพมาพร้อมภรรยาและลูกอ่อนวัย 14 วัน กล่าวว่า ตนและครอบครัวมาอยู่ที่วัดได้ 7 วันแล้ว หลังจากภรรยาเพิ่งคลอดลูกได้เพียง 14 วัน ตอนนี้ยังไม่มีรายได้ ไม่สามารถไปทำงานได้ จนกว่าสถานการณ์จะดีขึ้น ไม่รู้ว่าจะกลับไปทำอะไรต่อ วอนรัฐบาลช่วยเหลือเยียวยาชาวบ้านที่กำลังเดือดร้อน และเร่งแก้ไขปัญหาโดยเร็ว

พระครูศรีปริยัติสาทร เจ้าอาวาสวัดเทพสุรินทร์ กล่าวว่า ตอนนี้มีผู้อพยพมาอยู่ที่วัดประมาณ 264 คน ชาวบ้านอพยพมากันเองโดยที่ทางการยังไม่ได้สั่งการ เพราะพวกเขายังไม่ไว้วางใจสถานการณ์ชายแดน รู้สึกหวาดกลัวจนนอนไม่หลับ ทางวัดยังต้องการข้าวสาร อาหารสด อาหารแห้ง รวมถึงผงซักฟอก และของใช้สำหรับผู้ป่วยและเด็ก เช่น แพมเพิร์ส ผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคได้ที่วัด

ความเดือดร้อนของชาวบ้านชายแดน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของชาวบ้านอย่างมาก หลายคนต้องทิ้งบ้านเรือนและไร่นามาอาศัยอยู่ในวัดด้วยความยากลำบาก ขาดแคลนสิ่งของจำเป็น และไม่รู้ว่าจะสามารถกลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้เมื่อไหร่

สิ่งที่ชาวบ้านต้องการมากที่สุดในตอนนี้คือความช่วยเหลือจากภาครัฐ ทั้งในเรื่องของอาหาร น้ำดื่ม ยา เวชภัณฑ์ และสิ่งของจำเป็นอื่นๆ รวมถึงความช่วยเหลือด้านการเงินเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน และที่สำคัญที่สุดคือความมั่นใจในความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สิน

สถานการณ์ชายแดนที่ตึงเครียดนี้ ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่กับชาวบ้านในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาพรวมอีกด้วย หากสถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้อีกด้วย

รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งหาทางแก้ไขปัญหาโดยเร็ว โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและผลประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ

การแก้ไขปัญหาอาจต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อให้สถานการณ์กลับคืนสู่สภาวะปกติโดยเร็วที่สุด และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทางออกที่ดีที่สุดคือการเจรจาและแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อหลีกเลี่ยงความรุนแรงและการสูญเสียที่อาจเกิดขึ้น

ถึงเวลาแล้วที่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกันเพื่อแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจัง เพื่อให้ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิดที่ได้รับผลกระทบสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกครั้ง

เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสถานการณ์จะคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นในเร็ววัน และขอเป็นกำลังใจให้พี่น้องชาวไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์นี้

สิ่งที่เราทำได้ในตอนนี้คือการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด และส่งกำลังใจให้กับผู้ที่กำลังเผชิญกับความยากลำบาก

ที่มา – ชาวบ้านชายแดนยังผวา อพยพคนแก่-ผู้ป่วย-เด็ก ไปอยู่วัด เฝ้ารอคำสั่งอย่างใกล้ชิด

กองทัพภาคที่ 2 ยัน! ช่องบก อุบลฯ ปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ในพื้นที่ “ช่องบก” จังหวัดอุบลราชธานี เป็นปกติ ไม่มีการปะทะ และขอความร่วมมือประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนกต่อข่าวลือต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

กองทัพภาคที่ 2 ยันสถานการณ์ช่องบก อุบลฯ ปกติ

จากกรณีที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะในพื้นที่ชายแดนบริเวณช่องบก อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมายืนยันอย่างเป็นทางการว่า สถานการณ์ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นปกติ ไม่มีการปะทะใดๆ ทั้งสิ้น

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 เฟซบุ๊กแฟนเพจ กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์ข้อความเพื่อแจ้งให้ประชาชนทราบถึงสถานการณ์ที่แท้จริง โดยระบุว่า “พื้นที่ช่องบก อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะแต่อย่างใด ขอประชาชนในพื้นที่อย่าตื่นตระหนก” ข้อความนี้มีจุดประสงค์เพื่อสร้างความมั่นใจและลดความกังวลของประชาชนในพื้นที่

สถานการณ์ที่ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” นี้ ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความสงบสุขและความเป็นอยู่ของประชาชน การที่กองทัพภาคที่ 2 ออกมายืนยันความจริงอย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ซึ่งอาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดและความหวาดกลัวในหมู่ประชาชนได้

การดำเนินงานของกองทัพภาคที่ 2 ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความรับผิดชอบต่อความปลอดภัยและความมั่นคงของประชาชนในพื้นที่ชายแดน การติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและการสื่อสารที่รวดเร็วและชัดเจน เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความเชื่อมั่นของประชาชน

ทำไมข่าวสารที่ถูกต้องจึงสำคัญ?

ข่าวสารที่ถูกต้องแม่นยำ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจและการดำเนินชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่อาจมีความไม่แน่นอนหรือความเสี่ยง การได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยให้ประชาชนสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างเหมาะสม และตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล

  • ป้องกันความเข้าใจผิด: ข่าวลือและข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง อาจนำไปสู่ความเข้าใจผิดและความสับสน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจและการกระทำ
  • ลดความตื่นตระหนก: การได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและทันเวลา ช่วยลดความตื่นตระหนกและความหวาดกลัวในสถานการณ์ที่อาจมีความเสี่ยง
  • ส่งเสริมความร่วมมือ: ข้อมูลที่ถูกต้อง ช่วยส่งเสริมความร่วมมือและการทำงานร่วมกันระหว่างประชาชนและหน่วยงานต่างๆ ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ

ดังนั้น การตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลและความถูกต้องของข่าวสาร ก่อนที่จะเชื่อถือและเผยแพร่ต่อ จึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และอย่าหลงเชื่อข่าวลือที่ไม่ได้รับการยืนยัน เพื่อร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและมั่นคง

การยืนยันสถานการณ์ปกติในพื้นที่ “ช่องบก” โดยกองทัพภาคที่ 2 เป็นการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน อย่างไรก็ตาม เราควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่อง เพื่อให้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันอยู่เสมอ

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันพื้นที่ช่องบก จ.อุบลราชธานี สถานการณ์ปกติ ไม่มีการปะทะ

“เสธเบิร์ด” ถาม ความลับฮุนเซน หรือเชลย อันไหนแซ่บ?

กลายเป็นประเด็นที่น่าสนใจ เมื่อ “เสธเบิร์ด” พล.ต.วันชนะ สวัสดี ได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอลงในเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยตั้งคำถามชวนคิดว่าระหว่าง ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน เรื่องนี้กำลังเป็นที่จับตามองในหลายแวดวง

ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน?

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 “เสธเบิร์ด” ได้โพสต์คลิปขณะกำลังทอดไข่เจียว พร้อมระบุข้อความที่กระตุ้นความสงสัยใคร่รู้ว่า “หลังจากนี้ความลับที่จะหลุดออกจากปากฮุนเซนกับความลับที่ออกจากปากเชลยศึก 18 คนอันไหนจะแซ่บกว่ากัน” ประเด็นนี้สร้างความฮือฮาและเกิดการถกเถียงในโลกออนไลน์

ความน่าสนใจอยู่ที่ความไม่แน่นอนของข้อมูลที่ฮุนเซนเคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ ว่าจะมีการเปิดเผยความลับบางอย่าง แต่ก็ยังไม่มีใครยืนยันได้ว่าความลับนั้นมีอยู่จริงหรือไม่ และถ้ามี จะมีความน่าสนใจมากน้อยแค่ไหน ในขณะเดียวกัน ความลับจากปากเชลยศึกทั้ง 18 คน ก็เป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากเช่นกัน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด และประเด็นเรื่องเชลยศึกทั้ง 18 คน ก็มีความซับซ้อน เนื่องจากพวกเขาอาจรู้สึกไม่ปลอดภัยหากถูกส่งตัวกลับไปยังกัมพูชา ทำให้มีความเป็นไปได้ที่พวกเขาอาจต้องการเปิดเผยข้อมูลบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย

เสธเบิร์ด ยังได้กล่าวติดตลกในโพสต์ดังกล่าวว่า จะไปทอดไข่เจียวเป็นอาหารเสริมให้กับเชลยศึกทั้ง 18 คน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและห่วงใยในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

ทำไมคนถึงสนใจ ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน?

สาเหตุที่ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก อาจเป็นเพราะความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับข้อมูลที่ถูกปกปิดไว้ ทั้งจากฝ่ายฮุนเซน และจากเชลยศึกกัมพูชา ประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศ และความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่มีความซับซ้อน ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนอยากติดตามข่าวสารเหล่านี้อย่างใกล้ชิด

นอกจากนี้ การที่ “เสธเบิร์ด” เลือกใช้ภาษาที่เข้าถึงง่ายและเป็นกันเอง ทำให้โพสต์ของเขาสามารถดึงดูดความสนใจจากคนทั่วไปได้เป็นอย่างดี

  • ความลับฮุนเซน: อาจเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง, ธุรกิจ, หรือเรื่องส่วนตัว ที่อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
  • ความลับจาก 18 เชลย: อาจเป็นข้อมูลเกี่ยวกับปฏิบัติการทางทหาร, เครือข่ายอาชญากรรม, หรือข้อมูลอื่นๆ ที่อาจเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของประเทศไทย

การติดตามข่าวสารเกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา และประเด็นที่เกี่ยวข้องกับเชลยศึก ถือเป็นเรื่องสำคัญที่ประชาชนควรให้ความสนใจ เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประเทศไทย

ถึงแม้ว่าเราจะยังไม่รู้ว่า ความลับฮุนเซน หรือความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ประเด็นนี้จะยังคงเป็นที่จับตามองต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้

ไม่ว่าความลับที่กำลังจะเปิดเผยจะเป็นเรื่องใด สิ่งสำคัญที่สุดคือการติดตามข้อมูลข่าวสารอย่างรอบด้านและใช้วิจารณญาณในการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างถูกต้อง

ที่มา – “เสธเบิร์ด” โพสต์ถามความลับฮุนเซน หรือ ความลับจาก 18 เชลยกัมพูชา อันไหนแซ่บกว่ากัน

กองทัพบกให้ติดอาร์มธงไตรรงค์ ยืนหยัดเพื่อชาติไทย

กองทัพบกอนุมัติให้กำลังพลประดับแผ่นธงชาติไทยบนบ่าชุดฝึกและชุดสนาม เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของทหารไทย ปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ ความสามัคคี และแสดงออกถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของนักรบทุกนาย งานนี้ทำเอาหลายคนฮึกเหิม พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทยยิ่งขึ้นไปอีก!

วันที่ 22 สิงหาคม 2568 แฟนเพจทีมโฆษกกองทัพบก ได้โพสต์ภาพและข้อความว่า เตรียมพร้อม แสดงอัตลักษณ์นักรบไทย “ธงไตรรงค์บนบ่าคือหัวใจที่พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติ” ข้อความนี้กินใจสุดๆ ไปเลยครับ

กองทัพบกอนุมัติให้กำลังพลประดับแผ่นธงชาติไทยบนบ่าชุดฝึกและชุดสนาม เพื่อสะท้อนอัตลักษณ์ของทหารไทย ปลูกฝังอุดมการณ์–ความรักชาติ–ความสามัคคี และแสดงออกถึงเกียรติยศ ศักดิ์ศรีของนักรบทุกนาย การตัดสินใจครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะยืนหยัดเพื่อชาติไทยของกองทัพ

โดยให้ติดบริเวณไหล่ด้านซ้ายของเครื่องแบบฝึกหรือเครื่องแบบสนามจนกว่าสถานการณ์ชายแดนจะกลับสู่ภาวะปกติ หรือจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เรียกว่าเป็นสัญลักษณ์ที่เตือนใจให้ระลึกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ

กองทัพบก อนุมัติให้กำลังพลติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

การติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่าของกำลังพลนั้น มีความหมายที่ลึกซึ้งมากกว่าแค่เครื่องประดับ แต่เป็นการแสดงออกถึง:

  • ความรักชาติ: ธงไตรรงค์คือสัญลักษณ์ของประเทศไทย การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการแสดงออกถึงความรักและความภาคภูมิใจในชาติ
  • ความสามัคคี: ธงไตรรงค์เป็นสิ่งที่รวมคนไทยทุกคนเข้าด้วยกัน การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการแสดงออกถึงความสามัคคีและความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน
  • ความเสียสละ: การเป็นทหารคือการเสียสละเพื่อชาติ การติดธงบนเครื่องแบบจึงเป็นการเตือนใจให้ระลึกถึงความเสียสละที่ยิ่งใหญ่นี้

ทำไมกองทัพบกถึงอนุมัติให้ติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

เหตุผลหลักๆ ก็เพื่อปลูกฝังอุดมการณ์ ความรักชาติ และความสามัคคีในหมู่กำลังพล รวมถึงเป็นการแสดงออกถึงเกียรติยศและศักดิ์ศรีของนักรบไทยทุกคน นอกจากนี้ ยังเป็นการสร้างขวัญและกำลังใจให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามชายแดนอีกด้วย

การเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ อย่างการติดอาร์มธงไตรรงค์นี้ สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ในจิตใจของคนได้ การที่ทหารทุกคนได้เห็นธงชาติอยู่บนบ่าตลอดเวลา จะช่วยเตือนใจให้พวกเขาระลึกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่มีต่อประเทศชาติ ทำให้พวกเขามีกำลังใจที่จะปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังความสามารถ และพร้อมที่จะยืนหยัดเพื่อชาติไทยเสมอไป

นอกจากนี้ การติดอาร์มธงไตรรงค์ยังเป็นการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับกองทัพบก ทำให้ประชาชนทั่วไปรู้สึกภาคภูมิใจในทหารของชาติ และมั่นใจในความสามารถของกองทัพในการปกป้องประเทศชาติ

ในสถานการณ์ที่โลกกำลังเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การที่กองทัพบกแสดงออกถึงความรักชาติและความสามัคคีเช่นนี้ เป็นสิ่งที่น่ายกย่องและสนับสนุนอย่างยิ่ง ผมเชื่อว่าการตัดสินใจครั้งนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับกองทัพบก และทำให้ประเทศไทยของเรามีความมั่นคงมากยิ่งขึ้น

การติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่าของกำลังพล อาจดูเหมือนเป็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย แต่มีความหมายที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการแสดงออกถึงความรักชาติ ความสามัคคี และความเสียสละ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญของทหารไทยทุกคน และเป็นสิ่งที่ทำให้พวกเขาสามารถยืนหยัดเพื่อชาติไทยได้อย่างภาคภูมิ

ที่มา – กองทัพบก อนุมัติให้กำลังพลติดอาร์มธงไตรรงค์บนบ่า พร้อมยืนหยัดเพื่อชาติไทย

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เริ่มแล้วที่สระแก้ว

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ระดับภูมิภาคได้เริ่มต้นขึ้นแล้วที่จังหวัดสระแก้ว โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดน บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร ภายใต้ความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

เมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ที่ผ่านมา ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศจากสโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 (ค่ายสุรสิงหนาท) อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว ซึ่งเป็นสถานที่จัดการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (Regional Border Committee: RBC) ระหว่างไทย–กัมพูชา อย่างเป็นทางการ การประชุม ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

ฝ่ายไทยนำโดย พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะประธานฝ่ายไทย พร้อมด้วยคณะผู้แทนจากกระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานด้านความมั่นคงต่างๆ ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอก แอก ซ็อมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 ในฐานะประธานฝ่ายกัมพูชา เข้าร่วมหารือถึงแนวทางการประสานความร่วมมือด้านความมั่นคงและการปฏิบัติร่วมกันตามแนวชายแดน

สาระสำคัญของการประชุมมุ่งเน้นไปที่การสร้างความเข้าใจร่วมกันในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงชายแดนเป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันการลักลอบเข้า–ออกประเทศโดยผิดกฎหมาย ปัญหาการค้ามนุษย์ การลักลอบนำแรงงานต่างด้าวเข้าเมือง รวมถึงการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด นอกจากนี้ยังมีการหารือถึงการเสริมสร้างความร่วมมือด้านมนุษยธรรมและการค้าชายแดน เพื่อให้การอยู่ร่วมกันของประชาชนทั้งสองประเทศเป็นไปอย่างสงบเรียบร้อย การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงครอบคลุมหลายมิติที่เกี่ยวข้องกับชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน

บรรยากาศการประชุมเป็นไปด้วยความเรียบร้อยและเป็นมิตร สองฝ่ายต่างแสดงความตั้งใจที่จะลดความตึงเครียด สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน และผลักดันให้ความร่วมมือพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นไปอย่างเปิดอก และมุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

พลโท อมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 จะเป็นผู้แถลงผลการประชุมและสรุปสาระสำคัญต่อสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการในช่วงบ่ายของวันนี้ ซึ่งคาดว่าจะมีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับข้อตกลงและความร่วมมือต่างๆ ที่เกิดขึ้นจากการประชุม

ความคืบหน้าล่าสุดจากการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา

รายงานข่าวแจ้งว่า เมื่อเวลา 10.00 น. ที่สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในระดับแม่ทัพ โดยฝั่งกองทัพภาคที่ 1 ฝ่ายไทยนำโดย พลโทอมฤต บุญสุยา แม่ทัพภาคที่ 1 ขณะที่ฝ่ายกัมพูชา นำโดย พลเอกแอก ซอมโอน ผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 โดยใช้เวลาในการประชุมประมาณ 1 ชั่วโมง ในช่วงต้นได้เปิดโอกาสให้สื่อมวลชนบันทึกภาพ ก่อนเชิญออกเพื่อเข้าสู่วาระการประชุม

ทั้งนี้ มีรายงานยืนยันว่า ในวงประชุมวันนี้ จะมีการหารือในประเด็น 13 + 3 ข้อตกลง คือ 13 ข้อจากเดิม GBC เพื่อนำสู่การปฏิบัติ และข้อเสนอใหม่ของฝ่ายไทย 3 ข้อ ซึ่ง 2 ข้อแรก เป็นจุดยืนที่ไทยเสนอต่อ GBC มาแล้ว คือ

  • ให้ 2 ฝ่ายเก็บกู้ทุ่นระเบิดร่วมกัน
  • ร่วมปราบสแกมเมอร์

และข้อ 3 เป็นข้อเสนอใหม่จากปัญหาชุมชนที่รุกล้ำพื้นที่จังหวัดสระแก้ว จึงเสนอจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้องร่วมกัน

การ ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ในครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามแนวชายแดน และส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง การหารือที่เป็นไปในบรรยากาศฉันมิตรและความเข้าใจซึ่งกันและกัน เป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์และความมั่นคงในภูมิภาค

การให้ความสำคัญกับปัญหาการลักลอบเข้าเมือง การค้ามนุษย์ และยาเสพติด สะท้อนให้เห็นถึงความห่วงใยของทั้งสองประเทศต่อความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชาชน การร่วมมือกันปราบปรามสแกมเมอร์ และการจัดสรรพื้นที่ชายแดนให้ถูกต้อง เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ และสร้างความมั่นคงในระยะยาว

การประชุมครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการกระชับความสัมพันธ์และความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชา ซึ่งจะนำไปสู่ความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศในอนาคต

ที่มา – เริ่มแล้ว ประชุม RBC ไทย–กัมพูชา ระดับภูมิภาค บรรยากาศเป็นไปด้วยความเรียบร้อย

ประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญที่จังหวัดสระแก้วได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเวลา 01.09 น. ของวันที่ 22 สิงหาคม 2568 โดยที่ประชุมได้เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม และเตรียมดำเนินการต่อเนื่องในช่วงเช้าของวันเดียวกัน ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นภายใต้สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่น่าจับตามอง

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

กองเลขานุการคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (Regional Border Committee – RBC) จัดการประชุม ณ สโมสรนายทหาร มณฑลทหารบกที่ 19 ค่ายสุรสิงหนาท อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว โดยมีผู้แทนจากกองทัพภาคที่ 1 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 5 ของกัมพูชาเข้าร่วม

การประชุมครั้งนี้มี พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ เสนาธิการกองทัพภาคที่ 1 เป็นประธานฝ่ายไทย และ พลโทซอ กีมปะ (Sar Kimpak) รองผู้บัญชาการภูมิภาคทหารที่ 5 กัมพูชา เป็นประธานฝ่ายกัมพูชา โดยทั้งสองท่านได้ร่วมลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมร่วมกัน

เหตุผลของการเลื่อนเวลาการประชุม

ก่อนเริ่มการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ฝ่ายกัมพูชาได้ขอเลื่อนเวลาเข้าร่วม เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทำให้การเดินทางเข้าประเทศไทยผ่านด่านคลองลึกเกิดขึ้นในเวลา 23.56 น. และเดินทางถึงสโมสรนายทหาร มทบ.19 ในเวลาประมาณ 00.05 น.

เมื่อเดินทางถึง พลตรีสุรวิชญ์ แดงจันทร์ ได้ให้การต้อนรับ พลโทซอ กีมปะ และนำเข้าสู่ห้องรับรองเพื่อหารือเบื้องต้น ขณะเดียวกัน คณะทำงานกองเลขานุการฯ ไทย–กัมพูชา ได้ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้องของร่างเอกสารการประชุม การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา จึงเริ่มต้นขึ้นในเวลา 01.09 น. ตามที่กำหนดไว้

ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญตามระเบียบวาระ และกล่าวปิดประชุมในเวลา 02.12 น. จากนั้นจึงมีพิธีลงนามรับรองร่างบันทึกการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย–กัมพูชา (RBC) และแลกเปลี่ยนแฟ้มเอกสารระหว่างผู้แทนระดับสูงของทั้งสองฝ่าย ซึ่งเสร็จสิ้นในเวลา 02.19 น.

ภายหลังเสร็จสิ้นพิธีการ คณะฝ่ายกัมพูชาได้เดินทางกลับประเทศ และมีกำหนดการเข้าร่วมการประชุมอีกครั้งในเวลา 10.00 น. ของวันเดียวกัน เพื่อหารือในประเด็นที่เหลือตามกำหนดการ เนื้อหารายละเอียดของร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา อยู่ระหว่างการเรียบเรียง และจะมีการเผยแพร่ให้ทราบต่อไป

การประชุม RBC ไทย-กัมพูชา ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือและความตั้งใจของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาและพัฒนาพื้นที่ชายแดนร่วมกัน การเห็นชอบร่างบันทึกการประชุมถือเป็นก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่ความร่วมมือที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นในอนาคต ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาค

การที่ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสารก่อนการลงนาม แสดงให้เห็นถึงความรอบคอบและความใส่ใจในรายละเอียด ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเจรจาและความร่วมมือระหว่างประเทศ หากร่างบันทึกการประชุม RBC ไทย-กัมพูชา มีผลบังคับใช้ จะส่งผลดีต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชายแดน การพัฒนาเศรษฐกิจ การค้า และการท่องเที่ยว จะเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืนมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติ จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นอีกด้วย การติดตามความคืบหน้าของการดำเนินการตามร่างบันทึกการประชุมจึงเป็นสิ่งที่ควรให้ความสนใจ

ที่มา – เริ่ม 01.09 น. ประชุม RBC ไทย-กัมพูชาที่สระแก้ว เห็นชอบร่างบันทึกการประชุม

Scroll to top