ไทย กัมพูชา

“สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง

“สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจในขณะนี้ สำหรับกรณีพื้นที่ไหล่ทวีปทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยล่าสุด นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมากล่าวถึงสถานการณ์ที่กัมพูชาตัดสินใจใช้การประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS ซึ่งถือเป็นการเคลื่อนไหวที่น่าจับตามองอย่างยิ่งท่ามกลางความสัมพันธ์ของทั้งสองประเทศ

นายสีหศักดิ์ได้เน้นย้ำให้ประชาชนคนไทยวางใจได้ว่า “สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง ในทุกมิติอย่างเต็มที่ รัฐบาลได้เตรียมความพร้อมทั้งในด้านข้อกฎหมายระหว่างประเทศและทีมที่ปรึกษา เพื่อรับมือกับกระบวนการดังกล่าวอย่างมืออาชีพ โดยยึดถือผลประโยชน์ของชาติเป็นที่ตั้งเสมอมา

เหตุผลที่ไทยต้องการเริ่มหารือแบบใหม่

สาเหตุสำคัญที่ไทยต้องก้าวผ่าน MOU 2544 เป็นเพราะสถานการณ์และบริบทโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ไทยต้องการสร้างแนวทางการเจรจาใหม่ที่ทันสมัย พัฒนาบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศที่แท้จริง โดยที่ผ่านมาไทยแสดงความชัดเจนว่าต้องการความร่วมมือที่สร้างสรรค์และเป็นที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย แต่การตัดสินใจที่เร่งรีบของกัมพูชาในครั้งนี้กลับดูเหมือนว่าจะไม่สอดคล้องกับสิ่งที่กัมพูชาเคยเรียกร้องมาโดยตลอด ทั้งเรื่องการฟื้นฟูความสัมพันธ์หรือการมีส่วนร่วมในกรอบทวิภาคีต่างๆ

ประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ ได้แก่:

  • ความพยายามของกัมพูชาในการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS
  • ท่าทีของไทยที่เน้นการเจรจาโดยตรงในฐานะเพื่อนบ้านเพื่อหาข้อยุติที่เป็นธรรม
  • การเตรียมความพร้อมด้านที่ปรึกษากฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์ของไทย

ก้าวย่างต่อไปของไทยเพื่อรักษาอธิปไตย

สำหรับกระบวนการประนอมภาคบังคับนั้น ถือเป็นหนึ่งในกลไกของ UNCLOS ที่จะออกมาในรูปแบบของรายงานข้อเสนอแนะ ซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่เป็นตัวช่วยในการนำไปสู่การเจรจาที่สร้างสรรค์ยิ่งขึ้น ดังนั้น “สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง ว่าไทยจะไม่หยุดเดินหน้าหาทางออกที่ยั่งยืน และขอปฏิเสธข้อกล่าวหาเรื่องเขตแดนทางบกโดยสิ้นเชิง โดยยึดตามถ้อยแถลงร่วม GBC ที่ผ่านมา

ในฐานะคนไทย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเกมรุกและเกมรับในเวทีระหว่างประเทศครั้งนี้จะมีบทสรุปอย่างไร สิ่งที่สำคัญที่สุดคือความสามัคคีและการเชื่อมั่นในการทำงานของหน่วยงานภาครัฐที่กำลังทำหน้าที่อย่างเต็มความสามารถเพื่อรักษาผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติไว้ให้ได้

ที่มา – “สีหศักดิ์” ขอให้มั่นใจปกป้องผลประโยชน์ประเทศ มองกัมพูชาทำสวนทางกับสิ่งที่เรียกร้อง

กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว

กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว เป็นข่าวดีที่หลายคนเฝ้ารอคอย โดยเฉพาะญาติพี่น้องที่มารอรับตั้งแต่เช้าที่ด่านชายแดนอรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 ท่ามกลางความร่วมมือระหว่างไทยและกัมพูชาในการส่งตัวคนไทยทั้งหมด 635 คนกลับบ้าน

กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว

การดำเนินการครั้งนี้มาจากกลไกการทูต การทหาร และความมั่นคงที่บูรณาการร่วมกัน พลตรีวรเวช วนมงคล ผู้อำนวยการสำนักนิเทศสัมพันธ์ กรมข่าวทหารบก ระบุว่า วัตถุประสงค์หลักคือฟื้นฟูสถานการณ์ให้ปกติและเสริมสร้างความมั่นคงชายแดน โดยมีกองทัพบก ตำรวจ และหน่วยงานอื่นๆ เข้าร่วมอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใสและถูกกฎหมายระหว่างประเทศ

กระบวนการคัดกรองคนไทยที่ถูกส่งตัวกลับ

หลังจากกัมพูชาเปิดด่าน ฝั่งไทยได้เร่งคัดกรองคนไทยทุกคนอย่างละเอียด พล.ต.ต.ฐิติวัฒน์ สุริยฉาย รองผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 อธิบายว่า ใช้ทีมสหวิชาชีพจากกระทรวงพัฒนาสังคม กระทรวงแรงงาน และหน่วยความมั่นคง แบบสอบถามกว่า 70 ข้อ ตรวจสอบพฤติกรรมการเดินทาง ลักษณะงาน เครือข่าย และอาชญากรรม เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ เว็บพนัน สแกมเมอร์ และค้ามนุษย์

  • หากเป็นเหยื่อที่ถูกหลอกลวง จะได้รับการคุ้มครองและช่วยเหลือทันที
  • หากมีเจตนากระทำผิด จะดำเนินคดีเต็มรูปแบบ
  • พบข้อมูลบางรายมีหมายจับ และกลุ่มเฝ้าระวัง

เบื้องต้น ลอตแรก 350 คน ข้ามแดนมาเมื่อ 16.50 น. ด้วยรถบัสเล็กคันละ 15 คน ใช้เวลานานเพราะจุดควบคุมห่างด่าน 1 กม. คนที่เหลือ 285 คน คาดทยอยกลับภายในคืนนั้นถึงเที่ยงคืน

สภาพคนไทยที่กลับมามีอาการอิดโรยจากอากาศร้อนและรอคอยนาน แต่ทุกคนโล่งใจได้กลับแผ่นดินไทย เจ้าหน้าที่จัดจุดคัดกรองแยกตามอาคารที่เคยถูกควบคุม เพื่อตรวจสอบข้อมูลรวดเร็ว

บทเรียนและคำเตือนจากเหตุการณ์นี้

เหตุการณ์กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว สะท้อนปัญหาการหลอกลวงงานต่างประเทศที่ยังรุนแรง คนไทยจำนวนมากตกเป็นเหยื่อแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติ เจ้าหน้าที่ฝากเตือน หากตกเป็นเหยื่อรีบติดต่อสถานทูตหรือหน่วยงานช่วยเหลือ แต่ผู้จงใจทำผิดจะถูกดำเนินคดีเข้มงวด

นอกจากนี้ ยังมีคนไทยตกค้างอีกจำนวนหนึ่ง อยู่ระหว่างประสานงานส่งกลับต่อไป การร่วมมือไทย-กัมพูชาครั้งนี้เป็นตัวอย่างที่ดีในการแก้ปัญหาชายแดน

สำหรับผู้อ่านที่สนใจ สามารถติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ข่าวชั้นนำ เพื่อไม่พลาดอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด

ที่มา – กัมพูชาเปิดด่าน ทยอยปล่อยคนไทยลอตแรก 350 คน กลับประเทศแล้ว

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ: จริงหรือ?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ละเอียดอ่อน ล่าสุด มีรายงานว่าทหารกัมพูชาให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวรอยเตอร์สโดยอ้างว่าเครื่องบินรบของไทยใช้แก๊สพิษโจมตี ทำให้พวกเขาหายใจไม่ออกและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เรื่องราวดังกล่าวสร้างความตึงเครียดและความกังวลให้กับประชาชนทั้งสองฝั่ง

ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษจริงหรือ?

นายกุน ยง ทหารกัมพูชาที่อ้างว่าได้รับผลกระทบ ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สขณะนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล โดยกล่าวอ้างว่าเขามีอาการหายใจติดขัด ภายหลังการปฏิบัติการบินของไทย ทหารและตำรวจหลายรายที่รักษาตัวในโรงพยาบาลเดียวกันก็อ้างว่าประสบปัญหาระบบทางเดินหายใจหลังจากเครื่องบินของไทยโปรยสิ่งที่พวกเขาอ้างว่าเป็นของเหลวมีพิษ ทำให้เกิดคำถามว่า ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ เป็นความจริงหรือไม่

กัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษต่อเนื่อง

กระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกแถลงการณ์กล่าวอ้างเกือบทุกวันว่ากองทัพไทยใช้แก๊สพิษในการสู้รบ โดยระบุว่ามีการใช้สารดังกล่าวในพื้นที่ที่นายกุน ยง ประจำการอยู่ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาระบุว่าการใช้แก๊สถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงไม่ได้ระบุชนิดของแก๊ส ไม่ได้นำเสนอหลักฐาน และไม่ได้ระบุว่าได้ยื่นประท้วงต่อองค์กรระหว่างประเทศหรือไม่

ทางด้านสำนักข่าวรอยเตอร์สรายงานว่าไม่สามารถตรวจสอบหรือยืนยันคำกล่าวอ้างดังกล่าวได้อย่างอิสระ เนื่องจากโฆษกของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาลกัมพูชาไม่รับสายโทรศัพท์

ขณะที่โฆษกกองทัพอากาศไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์ ธรรมวิชัย ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์สว่ากองทัพอากาศไทยไม่เคยใช้อาวุธเคมีแต่อย่างใด และระบุว่ารายงานดังกล่าวเป็นข่าวปลอมที่มุ่งบ่อนทำลายความน่าเชื่อถือของการปฏิบัติการทางทหารของไทย พลอากาศโท จักรกฤษณ์กล่าวว่า “หากเป็นอาวุธเคมีจริง ผู้ที่ได้รับผลกระทบคงไม่ได้มีเพียงอาการหายใจติดขัด แต่อาจเสียชีวิตไปแล้ว”

สถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 40 คน และประชาชนในทั้งสองประเทศต้องอพยพมากกว่า 500,000 คน ถือเป็นการสู้รบที่รุนแรงที่สุดในรอบหลายทศวรรษ การกล่าวอ้างเรื่อง ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ จึงยิ่งเติมเชื้อไฟให้กับความขัดแย้งนี้

ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้

การกล่าวอ้างเรื่องการใช้อาวุธเคมีเป็นประเด็นที่ร้ายแรงและต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม หากมีการใช้อาวุธเคมีจริง จะต้องมีหลักฐานที่ชัดเจนและดำเนินการตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน การเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ถูกต้องหรือเป็นเท็จก็เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะยิ่งเพิ่มความตึงเครียดและความเข้าใจผิดระหว่างประเทศ

  • บทบาทของสื่อ: สื่อมีบทบาทสำคัญในการนำเสนอข้อมูลอย่างถูกต้องและเป็นกลาง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อเท็จจริงและสามารถวิเคราะห์สถานการณ์ได้อย่างรอบด้าน
  • ความสำคัญของการเจรจา: การเจรจาและการพูดคุยกันด้วยเหตุผลเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างประเทศ การใช้ความรุนแรงไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ยั่งยืน

ข้อควรระวัง: โปรดใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา และตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลก่อนที่จะเชื่อถือ

สุดท้ายนี้ แม้ว่าข้อกล่าวหา ทหารกัมพูชาอ้างไทยใช้แก๊สพิษ ยังคงเป็นข้อถกเถียงที่ยังไม่มีข้อยุติ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการรักษาความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศและการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เพื่อความสงบสุขของประชาชนทั้งสองฝั่ง

ที่มา – ทหารกัมพูชาใช้สื่อต่างชาติเป็นเครื่องมือ อ้างไทยใช้แก๊สพิษ ทำให้ล้มป่วยจนต้องเข้ารพ.

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

“รังสิมันต์ โรม” ชำแหละ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของ “อนุทิน” เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” หวั่น กัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้

เมื่อเวลา 21.59 น. วันที่ 15 ธ.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์เฟซบุ๊ก ว่าท่ามกลางการสู้รบ ในสงครามของฮุน เซน ที่ดูเหมือนจะลากยาวกว่าที่หลายฝ่ายประเมิน ส่วนหนึ่งเป็นเพราะอาวุธของฝ่ายกัมพูชาดีกว่าที่ประเมินกันไว้ ซึ่งอาจเป็นเพราะชาติมหาอำนาจบางชาติให้การสนับสนุนตามที่เคยเป็นข่าว แสดงให้เห็นว่าฝ่ายกัมพูชาเตรียมพร้อมเรื่องนี้มาเป็นอย่างดี ขณะเดียวกัน เราก็ไม่รู้อีกว่ากัมพูชาได้รับการสนับสนุนด้านงานข่าวจากใครหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ล้วนสะท้อนให้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างไทย–กัมพูชากำลังยกระดับอย่างน่ากังวล หากงานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้” ยังไม่นับว่าพันธมิตรเก่าแก่ของประเทศไทย อย่างสหรัฐอเมริกา ก็ดูเหมือนจะไม่สนับสนุนบทบาทของไทย และยังมีท่าทีในการกดดันประเทศไทยอย่างหนัก เป็นที่ชัดเจนว่าผลการพูดคุยกับคุณอนุทินออกมาในทิศทางที่ส่งผลลบต่อประเทศไทย นี่จึงเป็นอีกครั้งที่งานต่างประเทศของเราทำได้เพียง “แค่นี้”

นายรังสิมันต์ โพสต์ว่า ทั้งอาวุธของกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นโดรนแบบกามิกาเซ่ การสนับสนุนอาวุธจากบางชาติ รวมถึงท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ออกมาในลักษณะเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่คาดหมายไม่ได้ ฝ่ายความมั่นคงย่อมรู้อยู่แล้วว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้ แต่คำถามคือ เพราะเหตุใดรัฐบาลจึงปล่อยให้งานต่างประเทศทำได้เพียง “แค่นี้” การที่กัมพูชาเลือกใช้แท็กติกทำตัวเป็นเหยื่อเพื่อหลอกสายตาสังคมโลกและสร้างความเห็นใจ เป็นวิธีการที่หลายฝ่ายพยายามนำเสนอต่อรัฐบาลให้ระมัดระวัง โดยเฉพาะในสนามต่างประเทศซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง หากจัดการไม่ดี เราอาจกำลังสร้างมิตรให้กับฝ่ายศัตรูโดยไม่รู้ตัว (ซึ่งเป็นงานถนัดของคุณอนุทิน) การที่งานต่างประเทศได้เพียง “แค่นี้” ทำให้วันนี้กัมพูชาได้รับการสนับสนุนและสามารถกดดันประเทศไทยโดยอาศัยชาติมหาอำนาจ ทั้งหมดนี้สะท้อนถึงความล้มเหลวของงานต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง จนกัมพูชามีเครื่องจักรสงครามที่อาจทำให้ความขัดแย้งยืดเยื้อกว่าที่คาดไว้ ความล้มเหลวของรัฐบาลภายใต้การนำของคุณอนุทิน ได้เปลี่ยนสถานการณ์จาก “โลกอยู่ข้างไทย” ไปสู่ “โลกล้อมไทย” ผมไม่แน่ใจว่าคุณอนุทินรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังทำอะไรอยู่

นายรังสิมันต์ ระบุอีกว่า เครื่องจักรต้องอาศัยน้ำมัน และสงครามก็มีต้นทุนสูง ที่ผ่านมาหลายฝ่ายเตือนรัฐบาลว่า หากไม่ทำลายเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยเฉพาะที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย ฮุน เซน จะมีท่อน้ำเลี้ยงสำหรับหล่อเลี้ยงสงครามอย่างไม่สิ้นสุด ระเบิดแต่ละลูกมีราคาสูง ยังไม่นับโดรน รวมถึงค่าใช้จ่ายในการติดต่อประเทศต่าง ๆ เพื่อสร้างแรงกดดันต่อประเทศไทย ทั้งหมดนี้ต้องใช้เงิน และเงินเหล่านั้นก็มาจากเงินสแกมเมอร์ที่ดูดมาจากประเทศไทย และใช้ประเทศไทยเป็นแหล่งฟอกเงิน ความล่าช้าในการปราบปรามสแกมเมอร์ การปล่อยให้ เบน สมิธ ลอยนวล ไม่มีการออกหมายจับ ไม่มีหมายแดง การกระทำเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการช่วยเหลือเบน สมิธ คุณอนุทินพูดเองว่ารู้จัก แต่ไม่สนิท ทว่ารู้มากพอว่าคนแบบนี้ไม่ควรให้สัญชาติ ถ้ารู้ขนาดนี้ เหตุใดจึงไม่รีบจัดการตั้งแต่ก่อนที่เขาจะออกไปอยู่ต่างประเทศ และอย่าลืมว่า เบน สมิธ คือที่ปรึกษาของฮุน เซน เขาเชี่ยวชาญการเล่นกลทางการเงิน การที่เขามาอยู่เมืองไทย เขาทำงานให้ใคร และมีเครือข่ายชนชั้นนำจำนวนมากเป็นพวกพ้อง แบบนี้ไม่เท่ากับว่าทุนเทากำลังยึดประเทศไทยจากใจกลางเมืองหลวง โดยที่คุณอนุทินกำลังบกพร่องต่อหน้าที่อยู่หรือไม่

“ยิ่งไปกว่านั้น ยังปล่อยให้รัฐมนตรีสายเทาที่สนิทชิดเชื้อกับนายเบน สมิธ มีอำนาจใหญ่คับฟ้า คนเหล่านี้มีบทบาทไม่ต่างอะไรกับการช่วยทุนเทายึดประเทศ แล้วคุณอนุทินได้ทำอะไรบ้าง คุณธรรมนัสเคยให้ข้อมูลผ่านสื่อว่าใครบ้างที่รู้จักกับนายเบน สมิธ จนถึงตอนนี้ การสอบสวนไปถึงไหนแล้ว หากสุดท้ายรัฐบาลนี้อุ้มชูโจร และไม่จัดการกับโจร เราควรเรียกรัฐบาลนี้ว่าอย่างไร สุดท้ายนี้ เราคงไม่สามารถพึ่งพารัฐบาลนี้ได้อีกต่อไป ก็ได้แต่หวังว่า ปปง. ก.ล.ต. รวมไปถึงองค์กรตำรวจ จะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด เพื่อให้ประชาชนยังเหลือความหวังในการเอาชนะศึกครั้งนี้ด้วยเถอะครับ”

“โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

วิเคราะห์สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาและความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ การที่นายรังสิมันต์ โรม ออกมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ปัจจุบัน และความไม่ไว้วางใจต่อการบริหารงานของรัฐบาล

การที่ประเทศไทยต้องเผชิญกับสภาวะ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย นั้น เป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะหมายถึงการที่ประเทศไทยกำลังเสียเปรียบในเวทีโลก และอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของประเทศในระยะยาว

ดังนั้น การแก้ไขสถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย จึงเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก โดยจะต้องดำเนินการอย่างจริงจังและโปร่งใส เพื่อเรียกคืนความเชื่อมั่นจากประชาชนและนานาชาติ

“รังสิมันต์ โรม” ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลอนุทินอย่างหนักหน่วง โดยระบุว่าความล้มเหลวในการบริหารจัดการด้านต่างประเทศ ทำให้สถานการณ์ของประเทศไทยเปลี่ยนจาก “โลกอยู่ข้างไทย” กลายเป็น “โลกล้อมไทย” ซึ่งเป็นสิ่งที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประเด็นที่นายรังสิมันต์ โรม ยกขึ้นมานั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างในการบริหารจัดการประเทศของรัฐบาลชุดปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดประสิทธิภาพในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ การปล่อยปละละเลยปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน และการไม่สามารถแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืน

การออกมาวิพากษ์วิจารณ์ของนายรังสิมันต์ โรม ในครั้งนี้ จึงเป็นเหมือนสัญญาณเตือนให้รัฐบาลตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น และเร่งแก้ไขสถานการณ์ก่อนที่จะสายเกินไป เพราะหากปล่อยให้สถานการณ์ “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว โลกล้อมไทย ดำเนินต่อไป ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับวิกฤตที่รุนแรงกว่าเดิม

ที่มา – “โรม” ซัด รัฐบาลอนุทิน ล้มเหลว เปลี่ยนจากโลกอยู่ข้างไทยเป็นโลกล้อมไทย

ฮุนเซนใส่ร้ายไทย โจมตีไม่เลือกหน้า จริงหรือ?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ ฮุนเซน โพสต์ข้อความกล่าวหาประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเนื้อหาเป็นการโจมตีประเทศไทยแบบไม่เลือกหน้า พร้อมทั้งใส่ร้ายว่ากองทัพไทยใช้อาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดลูกปรายและควันพิษในการโจมตีกัมพูชา ข้อความดังกล่าวสร้างความไม่พอใจและความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ถึงรายละเอียดในโพสต์ของฮุนเซนใส่ร้ายไทย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหานี้

ฮุนเซนใส่ร้ายไทย โจมตีไม่เลือกหน้า

เนื้อหาในโพสต์ของฮุนเซนระบุว่า กองทัพไทยได้ทำการบุกล้ำ โจมตี และสังหารชาวกัมพูชาโดยไม่เลือกหน้า รวมถึงการโจมตีสถานที่ต่างๆ เช่น สะพาน ถนน วัด อาราม และโรงเรียน ข้อความนี้กล่าวหาว่าไทยใช้ปืนใหญ่ เครื่องบินขับไล่ ระเบิดลูกปราย และควันพิษ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ข้อความที่ฮุนเซนโพสต์มีดังนี้:

“เรียนเพื่อนร่วมชาติทุกท่าน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากองทัพไทยได้บุกล้ำ โจมตี และสังหารชาวกัมพูชาโดยไม่เลือกหน้าและได้เลือกโจมตีสถานที่ต่างๆ แม้กระทั่งสะพาน ถนนวัด อาราม โรงเรียน 

ปืนใหญ่และเครื่องบินขับไล่ถูกนำมาใช้ ระเบิดลูกปราย ควันพิษถูกใช้ในหลายพื้นที่จนไม่สามารถนับได้ ทั้งในพื้นที่ที่พลเมืองไทยอาศัยอยู่และทำงานในกัมพูชาด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ ในนามของประธานวุฒิสภาประธานคณะที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์และประธานพรรครัฐบาลข้าพเจ้าขอแนะนำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพิจารณาการระงับการเดินทางทั้งหมดของชาวกัมพูชาและชาวไทยข้ามพรมแดน

ชาวกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ต้องดำเนินชีวิตและทำงานในประเทศไทยต่อไปและพลเมืองไทยที่กำลังอาศัยและทำงานอยู่ในกัมพูชาต้องอยู่ในกัมพูชาต่อไปจนกว่าการหยุดยิงจะถูกดำเนินการอย่างสมบูรณ์

มาตรการนี้เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยของชาวกัมพูชาและชาวไทยจากอุบัติเหตุในการเดินทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดินทางข้ามพรมแดน

ขอให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และชาวไทย โปรดเข้าใจ

ขอให้รัฐบาลกัมพูชาช่วยปกป้องความปลอดภัยของคนไทยที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาอย่าให้พวกเขาได้รับอันตรายจากกระสุนหรือระเบิดหรือควันพิษของประเทศไทย.”

ข้อความนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการระงับการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองทั้งสองฝ่าย

ผลกระทบจากกรณี ฮุนเซนใส่ร้ายไทย

การที่ฮุนเซนใส่ร้ายไทย อาจนำมาซึ่งผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจตึงเครียดมากขึ้น การสร้างความเข้าใจผิดและความเกลียดชังระหว่างประชาชนของทั้งสองชาติ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งอื่นๆ ตามมา การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังและความรอบคอบอย่างยิ่ง

ประเทศไทยยังไม่ได้ออกมาตอบโต้อย่างเป็นทางการต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่คาดว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงให้สาธารณชนทราบต่อไป การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปอย่างมีเหตุผลและมีหลักฐานชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาวได้

การที่ฮุนเซนใส่ร้ายไทย ครั้งนี้ เป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและสร้างสรรค์จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชาไว้

สถานการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทูตและการเจรจาในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ การใช้ความรุนแรงหรือการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกันต่างหาก คือหนทางที่ยั่งยืน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และหาทางสร้างความเข้าใจและความร่วมมือที่ดีต่อกัน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ที่มา – ฮุนเซนโพสต์ ใส่ร้ายไทย โจมตีไม่เลือกหน้า แถมใช้ควันพิษ

อันวาร์สั่ง ไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม!

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม! นายกรัฐมนตรีมาเลเซียสั่งการ หวังยุติความขัดแย้ง พร้อมส่งทีมอาเซียนและใช้ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

นายกรัฐมนตรี อันวาร์ อิบราฮิม ของมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศไทยและกัมพูชายุติการสู้รบตามแนวชายแดนโดยทันที โดยกำหนดเส้นตายภายในเวลา 22.00 น. พร้อมกันนี้เตรียมส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียนลงพื้นที่เพื่อตรวจสอบสถานการณ์จริง และใช้ข้อมูลจากดาวเทียมของรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเฝ้าระวังการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง

อันวาร์ระบุในแถลงการณ์ว่า ได้หารือทางโทรศัพท์กับนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ของไทย และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ความตึงเครียดที่ทวีความรุนแรงขึ้นตามแนวชายแดน

“ผมได้เรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายใช้ความยับยั้งชั่งใจสูงสุด ยุติการสู้รบทุกประเภท และหลีกเลี่ยงการดำเนินการทางทหารเพิ่มเติม รวมถึงการใช้กำลังหรือการเคลื่อนกำลังพล โดยให้มีผลตั้งแต่เวลา 22.00 น. วันนี้” นายอันวาร์กล่าว

อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม

เพื่อสนับสนุนการลดความตึงเครียดและสร้างความโปร่งใสในการตรวจสอบสถานการณ์บริเวณชายแดน ไทย-กัมพูชา นายอันวาร์เปิดเผยว่า จะมีการส่งทีมสังเกตการณ์อาเซียน นำโดย พลเอก นีซัม จาฟฟาร์ ผู้บัญชาการกองทัพมาเลเซีย ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง โดยจะทำงานควบคู่กับระบบติดตามจากดาวเทียมของสหรัฐฯ ซึ่งจะเริ่มปฏิบัติการพร้อมกันในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อให้การตรวจสอบเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

ข้อมูลจากการสังเกตการณ์ภาคสนามและการติดตามผ่านดาวเทียม จะถูกรวบรวมเพื่อนำเสนอในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียน ที่จะมีขึ้นในวันที่ 16 ธันวาคมนี้ เพื่อให้ประเทศสมาชิกได้รับข้อมูลที่เป็นกลางและเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้ง

รายงานระบุว่า นับตั้งแต่การปะทะตามแนวชายแดนปะทุขึ้นอีกครั้งในสัปดาห์นี้ มีประชาชนมากกว่า 500,000 คน ในทั้งสองประเทศต้องอพยพออกจากพื้นที่ ซึ่งเพิ่มขึ้นจากการอพยพจากเหตุปะทะลักษณะเดียวกันเมื่อต้นปีที่ผ่านมาอย่างมาก

สถานการณ์ล่าสุดเกี่ยวกับ อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม

การปะทะครั้งนี้ถือว่ารุนแรงที่สุด นับตั้งแต่เหตุสู้รบเป็นเวลา 5 วันในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีผู้เสียชีวิตหลายสิบคน และทำให้ประชาชนราว 300,000 คน ต้องพลัดถิ่น ก่อนที่อันวาร์จะเป็นตัวกลางร่วมกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ในการเจรจาหยุดยิง

นายอันวาร์ย้ำว่า มาเลเซียยังคงยึดมั่นในการทำงานร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนและประชาคมระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำว่า การเจรจา การทูต และความยับยั้งชั่งใจ คือหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาสันติภาพและเสถียรภาพของภูมิภาค

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด การดำเนินการของอาเซียนภายใต้การนำของมาเลเซียครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง หวังว่าการเจรจาและกลไกต่างๆ จะนำไปสู่สันติภาพที่ยั่งยืนในที่สุด

ที่มา – อันวาร์กำหนดเส้นตายไทย-กัมพูชาหยุดยิง 4 ทุ่ม ส่งทีมอาเซียน–ดาวเทียมสหรัฐฯ ตรวจสอบสถานการณ์

ทภ.2 แฉสมุดทหารกัมพูชา ยึดซำแต-เนิน 677

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ได้จากสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา หลังจากการเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677 ได้สำเร็จ การค้นพบครั้งนี้เผยให้เห็นแผนผังการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ทภ.2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ณ เวลา 11.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. การเข้ายึดที่หมายซำแต, เนิน 677 บริเวณช่องอานม้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ยังคงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการทางทหารเพื่อเคลียร์พื้นที่
  2. ในพื้นที่คณาดำเนินการเข้ายึดได้แล้ว 3 ที่หมาย และยังคงปฏิบัติการในส่วนที่เหลือ
  3. พื้นที่ตาควายยังคงมีการปะทะกันอย่างหนัก และผลการปฏิบัติงานจะรายงานให้ทราบต่อไป
  4. สำหรับพื้นที่สำคัญอื่นๆ ตลอดแนวชายแดน ยังคงมีการสู้รบประปราย แต่สถานการณ์โดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฝ่ายกัมพูชายังคงพยายามใช้อาวุธปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ยิงเข้ามายังฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย

รายการยุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญที่ยึดได้จากฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาในพื้นที่ ซำแต-เนิน 677 ประกอบด้วย:

  1. โทรศัพท์ 8 เครื่อง
  2. สมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา 1 เล่ม
  3. ลูกระเบิด m203 7 ลูก
  4. จรวด RPG พร้อมอุปกรณ์ 50 ชุด
  5. กระสุนปืน 11,765 นัด
  6. วิทยุสื่อสาร 15 เครื่อง

จากการตรวจสอบสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง โดยมีการบันทึกแผนผังการวางทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จำนวน 11 จุด รวม 30 ลูก และกับระเบิดแสวงเครื่องประกอบ TNT จำนวน 2 จุด รวม 6 ลูก นอกจากนี้ ยังพบแผนการเตรียมวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติมในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 อีก 6 จุด แต่ยังไม่มีการระบุจำนวนทุ่นระเบิด

โทรศัพท์ทั้ง 8 เครื่องและสมุดบันทึก 1 เล่ม ได้ถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบและขยายผลต่อไป ข้อมูลที่ได้จากสมุดบันทึกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนป้องกันและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ที่คาดว่าอาจมีการวางทุ่นระเบิดหรือกับระเบิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการควบคุมพื้นที่ดังกล่าว และเตรียมการสำหรับหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด (EOD) เพื่อเข้าทำการตรวจสอบและพิสูจน์ต่อไป ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่กองทัพให้ความสำคัญสูงสุด

ทภ.2 เผยข้อมูลในสมุดบันทึกทหารกัมพูชา หลังไทยเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677

ข้อมูลที่ได้จากการยึด ซำแต-เนิน 677 ครั้งนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจยุทธวิธีและการวางแผนของฝ่ายตรงข้าม ทำให้กองทัพสามารถตอบสนองและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของข้อมูลจากสมุดบันทึกทหารกัมพูชาในการปฏิบัติการที่ซำแต-เนิน 677

การได้มาซึ่งสมุดบันทึกของทหารกัมพูชา ช่วยให้ทราบถึง:

  • รูปแบบการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง
  • พื้นที่ที่คาดว่าจะมีการวางระเบิด
  • แผนการปฏิบัติงานอื่นๆ ของทหารกัมพูชา

ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนการปฏิบัติการทางทหาร การป้องกันความเสียหาย และการรักษาความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินการทุกมาตรการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน ปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของประเทศชาติอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุด การรักษา ซำแต-เนิน 677 และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน เป็นภารกิจที่กองทัพให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องประเทศชาติ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ เพื่อความสงบสุขของประชาชน

ที่มา – ทภ.2 เผยข้อมูลในสมุดบันทึกทหารกัมพูชา หลังไทยเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน ย้ำไทยต้องจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา โดย พล.ท. ภราดร ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท. ภราดร ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท. ภราดร ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนะแนวทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ที่ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤตและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุด

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

ตามที่ “เสธ.แมว” ได้กล่าวไว้ ปัจจัยที่ทำให้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนนำไปสู่วิกฤตชายแดนมีหลายประการ ได้แก่

  • ความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา
  • ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจที่ต้องการให้กัมพูชาจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนโดยการสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ “เสธ.แมว” ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่าง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งสองประเทศ

การแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ “เสธ.แมว” ออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาทางออกให้กับวิกฤตชายแดนในครั้งนี้ และเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ห่วงใยและต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เสธ.แมว” ชี้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน แนะฟันเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิง 2 ครั้ง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทยและกัมพูชาเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ล่าสุดเกิดประเด็นร้อน เมื่อกระทรวงกลาโหมกัมพูชาออกมาปฏิเสธข่าวที่ว่ามีการ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก ตามแนวชายแดน พร้อมทั้งกล่าวหาว่าฝ่ายไทยเป็นผู้ยิงเข้ามาในอาณาเขตของตนถึงสองครั้ง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในช่วงต้นเดือนธันวาคม โดยกระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กอย่างเป็นทางการเพื่อตอบโต้รายงานจากกองทัพไทยที่ระบุว่ากัมพูชาได้เคลื่อนย้ายอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ต่างๆ มายังบริเวณชายแดน

พลโทหญิง มาลี โสเจียตา โฆษกกระทรวงกลาโหมกัมพูชา ได้ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการ โดยระบุว่า ข้อมูลที่กองทัพภาคที่ 2 ของไทยเผยแพร่นั้นเป็น “ข้อมูลเท็จ” และ “ขัดแย้งกับความจริงอย่างชัดเจน” เธอยังกล่าวเสริมว่า ข้อมูลดังกล่าวถูกนำไปเผยแพร่ซ้ำโดยสื่อไทยบางสำนัก โดยมีเจตนาที่จะทำให้สาธารณชนทั้งในประเทศและต่างประเทศเกิดความเข้าใจผิด และอาจนำไปสู่การยกระดับความตึงเครียดทางทหารกับกัมพูชา

กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก

นอกจากนี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชายังได้ชี้แจงข้อเท็จจริง โดยยืนยันว่า กองทัพกัมพูชาไม่ได้กระทำการใดๆ ที่เป็นการละเมิดข้อตกลงหยุดยิง หรือปฏิญญาร่วมว่าด้วยสันติภาพระหว่างกัมพูชาและไทย พวกเขายังคงมุ่งมั่นที่จะเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงดังกล่าวอย่างเต็มที่ และพร้อมที่จะทำงานร่วมกับฝ่ายไทยเพื่อส่งเสริมความร่วมมือ เสริมสร้างสันติภาพและเสถียรภาพระหว่างทั้งสองประเทศ

รายละเอียดเพิ่มเติมของการกล่าวหา

ก่อนหน้านี้ กระทรวงกลาโหมกัมพูชาได้กล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีทหารกัมพูชาที่ประจำการอยู่ในพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์ จังหวัดพระวิหาร โดยอ้างว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงบ่ายของวันที่ 7 ธันวาคม และฝ่ายกัมพูชาไม่ได้ยิงตอบโต้

นอกจากนี้ ยังมีการกล่าวหาว่าทหารไทยได้เปิดฉากโจมตีอีกครั้งในช่วงค่ำของวันเดียวกัน โดยใช้อาวุธขนาดเล็กและปืนครก โจมตีบริเวณด้านหน้าแนวรบของกัมพูชาในพื้นที่ “โอพกา สแนะห์” และพื้นที่ ปรอเลียน ธมอร์

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้สร้างความกังวลให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชา อย่างไรก็ตาม ทั้งสองฝ่ายยังคงแสดงเจตจำนงที่จะแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นผ่านช่องทางการทูตและการเจรจา

สถานการณ์ชายแดนระหว่างไทยและกัมพูชาในอดีตที่ผ่านมา มักจะมีความตึงเครียดเกิดขึ้นเป็นระยะๆ การ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนักในครั้งนี้ จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่ต้องจับตาดูอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลายจนเกิดความขัดแย้งรุนแรง

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้นมีความซับซ้อนและละเอียดอ่อน การสื่อสารที่ถูกต้อง โปร่งใส และการเคารพซึ่งกันและกันเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการรักษาความสัมพันธ์ที่ดี การแก้ไขปัญหาความเข้าใจผิดหรือข้อพิพาทต่างๆ ควรดำเนินการผ่านช่องทางทางการทูตและการเจรจาอย่างสันติ เพื่อหลีกเลี่ยงความขัดแย้งและความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ล่าสุดที่ กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก และกล่าวหาไทยยิงเข้ามานั้น แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกันระหว่างทั้งสองประเทศ การเปิดเผยข้อมูลที่ถูกต้องและโปร่งใส การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และการส่งเสริมความร่วมมือในด้านต่างๆ จะเป็นส่วนสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนและเป็นประโยชน์ร่วมกัน

ที่มา – กัมพูชาปัดข่าว เคลื่อนย้ายอาวุธหนัก กล่าวหาไทยยิงเข้ามา 2 ครั้ง

Scroll to top