Mou 43 44

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส.: พีระพันธุ์ ซัดยาแรง!

พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) ตั้งเป้า 69 สส. พร้อมส่งขบวนคาราวาน “อีสานต้องดีกว่านี้” “พีระพันธุ์” ลั่นคนโกงต้องใช้ยาแรง! ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม?

เมื่อวันที่ 7 มกราคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีคนอื่นๆ ร่วมประกาศความพร้อมเดินหน้าการเมืองเชิงรุก มอบหมายให้ นายเกรียงไกรมาศ พจนสุนทร นำขบวนคาราวานลงพื้นที่อีสาน ภายใต้แคมเปญ “อีสานต้องดีกว่านี้”

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า มอบหมายให้นายเกรียงไกรมาศ นำเสนอนโยบายพลังงานของพรรค เพื่อลดค่าใช้จ่ายและบรรเทาความเดือดร้อนด้านค่าครองชีพ โดยมีเป้าหมายหลักคือการรื้อโครงสร้างพลังงาน เพื่อให้ประชาชนมีเงินในกระเป๋ามากขึ้น ไฮไลต์สำคัญคือนโยบายลดค่าไฟฟ้าเหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย และลดค่าน้ำมันเบนซินและดีเซลเหลือ 25 บาทต่อลิตร

นายเกรียงไกรมาศ ย้ำว่า นโยบายดังกล่าวเป็นสัญญาใจจากนายพีระพันธุ์ถึงคนไทยทุกคน โดยเฉพาะชาวอีสาน “คุณพีระพันธุ์ย้ำกับผมเสมอว่า พี่น้องชาวอีสานต้องได้ใช้ไฟฟ้าและน้ำมันราคาถูก ชีวิตความเป็นอยู่ต้องดีขึ้น”

บรรยากาศการปล่อยขบวนคาราวานเป็นไปอย่างคึกคัก นายพีระพันธุ์ได้กล่าวทักทายผู้ประกอบอาชีพต่างๆ ที่ต้องอาศัยพลังงานเชื้อเพลิง พร้อมทดลองสวมบทบาทเป็นคนขับวินมอเตอร์ไซค์ รถแท็กซี่ และรถตุ๊กๆ ก่อนกล่าวว่า “สิ่งที่จะทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นได้ มาจากต้นทุนพลังงานที่ต้องลดลง”

รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

ต่อมา นายพีระพันธุ์ ให้สัมภาษณ์ถึงบรรยากาศการหาเสียงว่า พรรครวมไทยสร้างชาติพยายามทำงานและเตรียมการเลือกตั้งอย่างเต็มที่ โดยส่งคนไปรับฟังเสียงสะท้อนในทุกภาค ยืนยันว่าทุกภาคมีปัญหาเหมือนกันคือปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และเรื่องพลังงาน ซึ่งตรงกับนโยบายพรรค

นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา และปัญหาพลังงานมีมานานแล้ว และไม่เคยมีการแก้ปัญหาให้จบสิ้น แต่สมัยที่ตนเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ก็สามารถแก้ปัญหาได้ด้วยความจริงจังและเด็ดขาด “เบอร์ 6 ไม่โกหก”

เมื่อถามถึงนโยบายยาแรงปราบคนโกง นายพีระพันธุ์ตอบว่า การคอร์รัปชันในบ้านเราหนักขึ้นทุกวันเหมือนมะเร็งที่ลามหนักขึ้นทุกวัน วันนี้ถึงเวลาต้องเอาจริง ต้องเด็ดขาดและเฉียบขาดกับสิ่งเหล่านี้

ส่วนเรื่องการซื้อเสียง นายพีระพันธุ์กล่าวว่า เรื่องนี้เขารู้กันทั้งเมือง มีแต่ กกต. เท่านั้นที่ไม่รู้

เป้าหมาย รทสช.: 69 สส. และนโยบายเด็ดขาด

ในการปราศรัยหาเสียงครั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ตนหาเสียงตามปกติ ไม่เคยโกหกประชาชน และทุกอย่างที่คิดเป็นนโยบาย จะไม่ใช่แค่การหาเสียง แต่เป็นนโยบายที่ขอโอกาสประชาชนไปทำงาน

เมื่อถามว่า รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. หรือไม่ นายพีระพันธุ์ เผยว่า มันก็น่าจะได้อย่างนั้น เพราะตนมีนโยบายหลัก 6 เรื่อง ตรงกับเบอร์ 6 ของพรรค

ขณะเดียวกัน นายพีระพันธุ์ ยังให้สัมภาษณ์ถึงนโยบายแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชาในการสร้างรั้ว ว่า เวลานี้สิ่งที่ติดขัดอันดับแรกคือ MOU 2543 ที่ทำให้เป็นปัญหาหลายเรื่อง

“MOU 2543 เราได้อะไร ถ้าเราไม่ได้อะไรแล้วจะเก็บไว้ทำไม” นายพีระพันธุ์กล่าว และว่า เส้นเขตแดนไทย-กัมพูชามีแนวทางที่กำหนดไว้ชัดเจนตามสนธิสัญญาไทย-ฝรั่งเศสเรียบร้อยแล้ว ไม่ต้องมาเจรจาอะไรแล้ว

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า ส่วน MOU 2544 เป็นเรื่องในทะเล ปัญหาเกิดขึ้นได้อย่างไร เขาเกเรมา 52 ปี ทำอย่างไรจะเอาพลังงานตรงนั้นมาใช้ เลยทำข้อตกลงเพื่อเจรจา มันจะเจรจาได้อย่างไรเพราะมันของเรา

เมื่อถามว่ามีการตั้งข้อสังเกตเรื่องการแก้รัฐธรรมนูญมีการทำได้อย่างรวดเร็ว แต่ MOU 2543 เป็นเรื่องดินแดนประเทศกลับดำเนินการช้า นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า ตนก็แปลกใจตอนทำไม่เห็นต้องถาม พอตอนเลิกทำไมต้องถาม

การที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และพรรครวมไทยสร้างชาติ ตั้งเป้า 69 สส. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะเข้ามาแก้ไขปัญหาของประเทศ โดยเฉพาะปัญหาพลังงานและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา นโยบายที่เด็ดขาดและจริงจังของพรรค จะสามารถนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

ที่มา – รทสช. ตั้งเป้า 69 สส. “พีระพันธุ์” ซัดคนโกงต้องใช้ยาแรง ถาม MOU 43-44 เก็บไว้ทำไม

ครม.เคาะ! ถามประชามติ “เห็นชอบรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่”

นายกฯ เผย ครม.นัดพิเศษ เคาะส่งคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต. หวังทำได้พร้อมวันเลือกตั้ง 8 ก.พ. 69 ไม่อยากให้เสียบประมาณ 4,000 ล้านโดยใช่เหตุ

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 18 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อพิจารณาคำถามประชามติที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ตีกลับให้ ครม. เลือกเพียงคำถามเดียว จากนั้นเวลา 11.42 น. นายอนุทิน ให้สัมภาษณ์ว่า ที่ประชุม ครม. เห็นชอบให้เสนอคำถามประชามติของคณะรัฐมนตรี โดยจะส่งกลับไปยัง กกต. เพื่อให้เป็นไปตามขั้นตอนอย่างถูกต้องไม่ให้มีการถูกตีความในภายหลัง

ส่วนที่ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี บอกว่าหากที่ประชุมรัฐสภาเลือกคำถามของพรรคภูมิใจไทยก็จบตั้งแต่แรกนั้น นายอนุทิน ระบุว่า คำถามก็คล้ายๆ กันเพียงแต่ทำอย่างไรให้ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ หากไม่ถูกต้องจะต้องมาตีความ เมื่อประชาชนลงมติไปแล้วเดี๋ยวจะต้องมาลงประชามติใหม่ มันก็ไม่ใช่ที่ เรามีเวลาเพียงพอที่จะดำเนินการให้ถูกต้อง มีการรับรองของทุกฝ่าย

ผู้สื่อข่าวถามต่อ กรณีคำถามประชามติให้ยกเลิก MOU 2543 และ 2544 พรรคภูมิใจไทยจะนำมาเป็นนโยบายหาเสียงหรือไม่ นายอนุทิน ตอบว่า ก็เป็นไปได้ ทางพรรคมีความชัดเจนในเรื่องนี้ เมื่อถามอีกว่าการทำประชามตินี้จะพร้อมกับวันเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตรงนี้อยู่ที่ กกต. แต่ถ้าในส่วนของ ครม. ก็อยากให้ทำในวันเดียวกัน เพราะมีเหตุผลเรื่องความสะดวกและการใช้งบประมาณ หากระยะเวลาห่างกันแค่สัปดาห์เดียวจากที่ตนฟังมาใช้งบประมาณ 4,000 ล้านบาท ก็เป็นการเสียบประมาณโดยใช่เหตุ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับคำถามของคณะรัฐมนตรี คือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่วนคำถามของรัฐสภาที่ส่งมายัง ครม. คือ “ท่านเห็นด้วยหรือไม่ที่จะให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่”

ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่

การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2568 ได้ข้อสรุปที่สำคัญเกี่ยวกับการทำประชามติเพื่อถามความเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดย ครม. ได้เคาะคำถามที่จะใช้ในการทำประชามติ และส่งต่อไปยังคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป คำถามประชามติที่ ครม. เห็นชอบคือ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่”

ประเด็นสำคัญของการทำประชามติครั้งนี้คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจเกี่ยวกับการมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่ออนาคตของประเทศ การที่ ครม. เร่งดำเนินการในเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะให้กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นไปอย่างราบรื่นและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย

ทำไมต้องถามว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่?

การถามความเห็นของประชาชนว่า ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เป็นขั้นตอนที่สำคัญในการสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการยืนยันว่ามีความต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน และเปิดทางให้มีการดำเนินการเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

นอกจากนี้ การทำประชามติยังเป็นการป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในภายหลัง หากไม่มีการถามความเห็นของประชาชนก่อน อาจมีข้อโต้แย้งว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ได้มาจากความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง การทำประชามติจึงเป็นการสร้างความมั่นใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะเป็นที่ยอมรับและได้รับการสนับสนุนจากประชาชนส่วนใหญ่

การที่นายกรัฐมนตรีแสดงความเห็นว่าต้องการให้การทำประชามติเกิดขึ้นพร้อมกับการเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ก็เป็นเพราะต้องการประหยัดงบประมาณและอำนวยความสะดวกให้กับประชาชน การทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้ง และทำให้ประชาชนสามารถใช้สิทธิในการออกเสียงประชามติได้ง่ายขึ้น

อย่างไรก็ตาม การทำประชามติยังคงต้องเป็นไปตามขั้นตอนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง กกต. จะต้องตรวจสอบคำถามประชามติให้ถูกต้อง และดำเนินการจัดการเลือกตั้งอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการทำประชามติสะท้อนความเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง

สรุปแล้ว การที่ ครม. เคาะคำถามประชามติ “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การทำประชามติจะเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และสร้างความชอบธรรมให้กับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หากประชาชนส่วนใหญ่เห็นชอบ ก็จะเป็นการเปิดทางให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต่อไป

การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจครั้งนี้ ถือเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประชาธิปไตยที่ยั่งยืน มาร่วมกันแสดงพลังและกำหนดอนาคตของประเทศด้วยเสียงของเรา

ที่มา – เคาะคำถามประชามติของ ครม. “ท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่” ส่ง กกต.

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีความพยายามที่จะยกเลิกบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 แต่ทว่าล่าสุด มีรายงานว่าความพยายามดังกล่าวอาจจะไม่สำเร็จ เนื่องจากข้อจำกัดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

“กฤษฎีกา” ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก “MOU 2543-2544” เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า-ยังไม่มีคำยืนยันจากรัฐสภา ส่วนประชามติแก้ รัฐธรรมนูญรอ กกต.เคาะแนวทาง

เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า รัฐบาลได้เห็นชอบกับการยื่นคำถามประชามติ เมื่อรัฐสภามีความเห็นถึงรัฐบาล ให้รัฐบาลตั้งคำถามประชามติตอบประชาชนว่า มีความต้องการให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่หรือไม่ ซึ่งคำพูดนี้เป็นไปตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยออกมา เพื่อป้องกันความผิดพลาด ซึ่งรัฐบาลได้พิจารณาออกมาเป็น 2 แนวทาง คือ แนวทางแรก เสนอโดยความเห็นของ ครม. ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่ได้แถลงนโยบายเอาไว้ มีเจตนารมณ์ชัดเจนของสภาผู้แทนราษฎร รัฐสภา และจะมีประเด็นที่เป็นข้อกฎหมายตามมาคือ กำหนดระยะเวลา รัฐบาลจึงเห็นว่า ช่องทางที่รัฐบาลเสนอจะเป็น 1 ช่องทางที่จะสามารถปลดล็อคเรื่องระยะเวลาได้

อีกหนึ่งช่องทางคือ เสนอโดยใช้ตามมาตรา 9(4) รัฐบาลเสนอด้วยความเห็นชอบของรัฐสภา ที่นำเสนอต่อ คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งทั้ง 2 แนวทางนี้ สุดท้าย กกต. จะเป็นผู้พิจารณา โดยที่มีความเห็นไปจากรัฐบาลว่า อยากให้การลงผลประชามติเป็นในวันเดียวกันกับวันเลือกตั้งทั่วไป เพื่อเป็นการประหยัดงบประมาณ ทั้งนี้ ต้องรอความเห็นของ กกต.อีกครั้งหนึ่ง คาดว่า ถ้า กกต.ไม่ขัดข้อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใดก็ตาม น่าจะมีไทม์ไลน์ที่ประกาศเป็นราชกิจจานุเบกษาได้ภายในสิ้นปีนี้

ขณะเดียวกัน นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้นำเสนอแนวทางยกเลิก MOU 2543-2544 ในการทำประชามติ ซึ่งการศึกษาของคณะทำงานและคณะกรรมธิการเห็นว่า MOU 2543 ยังคงมีผลในการบังคับใช้อยู่ อาจจะใช้เป็นวิธีการปรับปรุง แต่ MOU 2544 ในทางปฏิบัติไม่มีผลบังคับใช้ จึงขอทำประชามติยกเลิก MOU 2544 แต่เนื่องจากกฤษฎีกามีความเห็นว่า มีผลผูกพันไปจนถึงรัฐบาลหน้า และไม่ได้มีประเด็นที่มีเจตจำนงหรือมีคำยืนยันจากรัฐสภา การทำประชามติยกเลิก MOU 2543-2544 นี้จึงไม่สามารถดำเนินการได้

ครม. ยกเลิก MOU 2543-2544 ไม่ได้ เหตุผลผูกพันรัฐบาลหน้า

ประเด็นสำคัญที่ทำให้ ครม. ไม่สามารถดำเนินการยกเลิก MOU ดังกล่าวได้ คือ ความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาที่ระบุว่า MOU เหล่านี้ยังมีผลผูกพันต่อเนื่องไปยังรัฐบาลชุดหน้า นอกจากนี้ ยังไม่มีความชัดเจนหรือการยืนยันจากรัฐสภาเกี่ยวกับเจตจำนงในการยกเลิก MOU ทำให้การดำเนินการเป็นไปได้ยาก

ทำไมการยกเลิก MOU 2543-2544 ถึงมีความสำคัญ?

การยกเลิก MOU 2543-2544 อาจส่งผลกระทบต่อหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของการดำเนินนโยบายและการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ การที่ ครม. พยายามผลักดันเรื่องนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะปรับปรุงและแก้ไขข้อตกลงที่อาจจะไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายและความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ทำให้การดำเนินการดังกล่าวต้องชะลอออกไปก่อน

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของการเมืองไทย และความสำคัญของการพิจารณาข้อกฎหมายอย่างรอบคอบก่อนการตัดสินใจในประเด็นสำคัญต่างๆ การพยายามยกเลิก MOU 2543-2544 ของ ครม. เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่ออนาคตของประเทศในหลายๆ ด้าน

นอกจากนี้ การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญใหม่ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในกระบวนการทางการเมือง อย่างไรก็ตาม การดำเนินการดังกล่าวจะต้องเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้ผลการประชามติสะท้อนถึงเจตจำนงที่แท้จริงของประชาชน

โดยสรุปแล้ว ประเด็นเรื่อง ครม. พยายามยกเลิก MOU 2543-2544 เป็นเรื่องที่น่าสนใจและควรติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเกี่ยวข้องกับอนาคตของประเทศและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบและคำนึงถึงผลประโยชน์สูงสุดของประเทศชาติเป็นสำคัญ

การที่เรื่องนี้ยังไม่สามารถดำเนินการได้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการพิจารณากฎหมายและข้อผูกพันต่างๆ อย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะดำเนินการใดๆ เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – ดับฝัน ครม.เสนอยกเลิก MOU 2543-2544 เหตุมีผลผูกพันรัฐบาลหน้า

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

“ปานเทพ” เผย “อ.บวรศักดิ์” รองนายกฯ เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 พร้อมยื่นปึกเอกสาร ยึดเขตขอบหน้าผาสมัย “รัชกาลที่ 5” ลั่น ไทยต้องคงเส้นคงวาไม่เปลี่ยนจุดยืน ล่าสุด เลื่อนประชุมเป็น 28 พ.ย.

วันที่ 24 พฤศจิกายน 2568 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2543 และ 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา เปิดเผยถึงการเดินทางมาทำเนียบรัฐบาล ว่า นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้เรียกมาหารือ คาดว่าจะเป็นเรื่องการยกเลิก MOU 2543-2544 แต่ยังไม่รู้ว่าเป็นการพูดคุยเรื่องนี้หรือไม่ เนื่องจากตนเป็นหนึ่งในกรรมาธิการ (กมธ.) โดยระบุว่า รัฐบาลจะทำประชามติยกเลิก MOU ดังกล่าว ซึ่งกัมพูชารู้ว่าประเทศไทยกำลังทำประชามติ ถึงขนาดให้โฆษกกระทรวงยุติธรรมออกมาระบุว่าฝ่ายไทยยกเลิกฝ่ายเดียวไม่ได้ แสดงว่าเขารับรู้ว่าเราประกาศเป็นนโยบาย

ส่วนรัฐบาลจะทำประชามติหรือไม่ เป็นการตัดสินใจของรัฐบาล และการดีเบตในพื้นที่ 7 จังหวัดในขณะนี้ที่จะจัดโดยกรมประชาสัมพันธ์ อยู่ภายใต้เงื่อนไขการทำประชามติหรือไม่ เพราะถ้าทำประชามติต้องประกาศการทำประชามติก่อน หลังจากนั้นกระบวนการให้ความรู้กับประชาชนจะเริ่มตามระบบที่กำหนดระยะเวลาไว้ 90 วัน แต่ปัญหาคือที่กำลังทำอยู่ตอนนี้คืออยู่ภายใต้เงื่อนไขหรือไม่ และถ้ารัฐบาลตัดสินใจจะยุบสภาฯ ก่อน ก็ไม่แน่ว่าจะได้ทำประชามติเรื่องนี้หรือไม่ จึงต้องกลับมาถามทางรัฐบาลว่าหากไม่ได้ทำประชามติ รัฐบาลจะเป็นผู้ประกาศยกเลิก MOU ทั้ง 2 ฉบับเองหรือไม่ ซึ่งเป็นจุดที่รัฐบาลจะต้องตัดสินใจ ตนเป็นเพียงส่วนหนึ่งใน กมธ.

ขณะเดียวกัน ตนได้มอบหลักฐานให้กับกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง ให้ระวังในพื้นที่พนมดงรัก แต่ช่วงช่องบก ช่องสะงำ ความยาว 195 กิโลเมตร ไม่เคยมีหลักเขตแดนและไม่ต้องมี ซึ่งการสู้กันระหว่างไทยกัมพูชาในปี 2505 มีเอกสารหลักฐาน มีสนธิสัญญาฝรั่งเศส ไม่ใช่สันปันน้ำหลังขอบหน้าผาที่ทะเลาะกันอยู่ จึงได้มีการยื่นเอกสารพร้อมคำแปล 151 หน้าให้กับกองทัพภาคที่ 2 และจะนำเสนอนายบวรศักดิ์ ต่อไป

นายปานเทพ กล่าวต่อไปว่า เราต้องไม่เปลี่ยนจุดยืนจากเดิมที่เคยทำให้ประเทศไทยอ่อนแอลง ก่อนย้ำว่าสิ่งที่ตกลงกันมาตั้งแต่ก่อนสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นอย่างไร ต้องคงเส้นคงวาอย่างนั้นไม่เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า หลังการให้สัมภาษณ์เสร็จนายปานเทพ ได้เดินกลับโดยทันทีเนื่องจากนายบวรศักดิ์ เลื่อนการประชุมไปเป็นวันศุกร์ที่ 28 พฤศจิกายนนี้

ปานเทพเผย บวรศักดิ์เรียกถก ปมยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 ระหว่างไทยและกัมพูชา กลายเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิด หลังจากที่นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ได้ออกมาเปิดเผยถึงการหารือกับนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

MOU ดังกล่าวมีความสำคัญอย่างไร? ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก? และผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยจะเป็นอย่างไร? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่ประชาชนชาวไทยควรได้รับทราบข้อมูลอย่างครบถ้วน เพื่อที่จะสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันติดตามการดำเนินการของรัฐบาลอย่างใกล้ชิด

ทำไมถึงมีการพูดถึงการยกเลิก MOU 43-44?

การที่รัฐบาลพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในการยกเลิก MOU 43-44 นั้น อาจมีเหตุผลหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตีความเนื้อหาใน MOU ที่อาจมีความแตกต่างกัน หรือการเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของชาติ การทำความเข้าใจถึงเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของรัฐบาลจึงเป็นสิ่งสำคัญ

นอกจากนี้ การทำประชามติเพื่อสอบถามความคิดเห็นของประชาชน ก็ถือเป็นกระบวนการที่สำคัญในการตัดสินใจเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประเทศในวงกว้าง แต่ก็ต้องพิจารณาถึงความเหมาะสม และระยะเวลาในการดำเนินการ เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างรอบด้าน และมีเวลาเพียงพอในการตัดสินใจ

  • การทำความเข้าใจ MOU 43-44
  • เหตุผลที่รัฐบาลพิจารณาการยกเลิก
  • ผลกระทบต่อประเทศไทย

ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือ รัฐบาลจะมีแนวทางในการดำเนินการเรื่องนี้อย่างไรต่อไป? และจะมีการเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนได้รับทราบมากน้อยเพียงใด? การติดตามข่าวสารและข้อมูลที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้เราสามารถเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และร่วมกันพิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยในอนาคต

ที่มา – “ปานเทพ” เผย “บวรศักดิ์” เรียกถก คาดปมยกเลิก MOU 43-44 ย้ำ ไทยต้องไม่เปลี่ยนจุดยืน

กมธ.รธน. เสร็จ พ.ย. นี้? ถกอย่างน้อย 10 ครั้ง

“ณัฐวุฒิ บัวประทุม” คาดการณ์ว่าการประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) แก้ไขรัฐธรรมนูญ (รธน.) จะมีการพิจารณาอย่างน้อย 10 ครั้ง โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในช่วงเดือนพฤศจิกายน พร้อมสนับสนุนข้อเสนอเรื่องบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เบอร์เดียว แต่เน้นย้ำว่าการปลดล็อกแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้นมีความสำคัญมากกว่า

เมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2568 ณ อาคารรัฐสภา นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ในฐานะประธานคณะกมธ.แก้รัฐธรรมนูญ ได้ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยกล่าวว่า การประชุมในครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 จึงยังไม่สามารถระบุได้ว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จเมื่อใด และจะต้องมีการเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่

“ในการประชุมมีการพูดคุยถึงประเด็นต่าง ๆ ที่ยังมีความเห็นขัดแย้งกันอยู่หลายประการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาในการประชุมอย่างน้อย 10 ครั้ง ผมหวังว่าถ้าสามารถดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการแล้ว จะนำไปสู่การเปิดสมัยประชุมวิสามัญหรือไม่นั้น ยังขึ้นอยู่กับเนื้อหาและสาระสำคัญ ซึ่งผมไม่สามารถตอบได้ในขณะนี้” นายณัฐวุฒิกล่าว

ทั้งนี้ นายณัฐวุฒิเข้าใจว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีความพร้อมในการจัดทำประชามติและการเลือกตั้ง นอกเหนือจากนี้ยังมีการสอบถามประชามติในประเด็นอื่น ๆ ด้วย เช่น MOU 43-44 ในมุมมองของตนเองมองว่าใกล้จะได้ข้อสรุปในทุกประเด็นแล้ว และเมื่อได้ข้อสรุป การเข้าสู่เนื้อหารายมาตราที่ต้องแก้ไข จะสามารถดำเนินไปได้อย่างรวดเร็ว และคาดว่าในเดือนพฤศจิกายน คณะกมธ. จะพิจารณาแล้วเสร็จ แต่ยังไม่สามารถตอบได้ว่าจะมีการเปิดประชุมรัฐสภาในสมัยวิสามัญหรือสมัยสามัญเมื่อใด

คาด กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย. รับแย้งกันหลายเรื่อง ถกอย่างต่ำ 10 ครั้ง

นายณัฐวุฒิยังกล่าวถึงกรณีที่นักวิชาการเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญและกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง ในประเด็นการกำหนดให้บัตรเลือกตั้ง สส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อ มีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อลดความสับสนของประชาชน ว่า ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่ 25 เคยมีการเสนอในประเด็นดังกล่าวมาแล้ว โดยพรรคก้าวไกลได้เสนอให้มีบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เบอร์เดียวกัน แต่กมธ.และสภาฯ ในยุคนั้นไม่เห็นด้วย

ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในปัจจุบันนี้ ไม่มีประเด็นดังกล่าว แต่มีข้อมูลว่าหลายพรรคการเมืองได้ทำการศึกษาและให้ความสนใจในเรื่องนี้อยู่ ส่วนตัวของนายณัฐวุฒิเห็นว่า หากมีการแก้ไขได้ก็จะเป็นประโยชน์ต่อประชาชน พร้อมทั้งขอบคุณและสนับสนุนข้อเสนอดังกล่าว ซึ่งตรงกับความต้องการของหลายฝ่ายที่อยากเสนอในลักษณะเดียวกัน แต่หลายพรรคก็มองว่า บางประเด็นอาจจะสุ่มเสี่ยงหรือถูกตีความว่าเป็นการแก้ไขเพื่อประโยชน์ของพรรคการเมืองของตนเองหรือไม่ จึงขอพิจารณาในประเด็นนี้ต่อไป

ประเด็นสำคัญ: กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย.นี้จริงหรือ?

นายณัฐวุฒิกล่าวเพิ่มเติมว่า ควรพิจารณาว่าจะปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพื่อคืนอำนาจการตัดสินใจให้กับประชาชนอีกครั้ง ซึ่งน่าจะเป็นสิ่งที่สำคัญมากกว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของหลายฝ่าย การที่คณะกรรมาธิการคาดว่าจะพิจารณาแล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนนั้น ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย

ความเห็นที่แตกต่างกันในหลายประเด็นอาจทำให้กระบวนการล่าช้าออกไปได้ อย่างไรก็ตาม การแก้ไขรัฐธรรมนูญถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจจึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม การที่นายณัฐวุฒิเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปลดล็อกการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนั้น แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะคืนอำนาจให้กับประชาชนอย่างแท้จริง

การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบและรอบด้าน เพื่อให้ได้รัฐธรรมนูญที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชนอย่างแท้จริง การที่ กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย. ตามที่คาดการณ์ไว้ จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาประชาธิปไตยของไทย การมีส่วนร่วมของประชาชนจึงเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ประสบความสำเร็จ

ที่มา – คาด วง กมธ.รธน. แล้วเสร็จช่วง พ.ย. รับแย้งกันหลายเรื่อง ถกอย่างต่ำ 10 ครั้ง

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อ: เก็บตัวทำงานท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง “นายกฯ อนุทิน” เลือกที่จะเข้าทำเนียบรัฐบาล ทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ คือการปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยไม่มีการปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ในช่วงเช้า สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้กับสื่อมวลชนทราบว่า นายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์ประจำวันตามปกติ แต่ต่อมาได้แจ้งยกเลิกเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความสงสัยในหมู่สื่อมวลชนถึงเหตุผลของการงดให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

กระทั่งเวลาประมาณ 15.45 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งคาดการณ์กันว่าเป็นการเข้ามารายงานความคืบหน้าภายหลังจากการเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อหารือแนวทางการยกเลิก MOU 43-44 ในช่วงเช้าที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวัน นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ และได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลา 16.30 น. สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายที่เฝ้าติดตามสถานการณ์

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การที่นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังจากสังคม รวมถึงยังเป็นการงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการงดให้สัมภาษณ์สื่อครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมกำลังจับตามองและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างเร่งด่วน

การงดให้สัมภาษณ์สื่อของนายกฯ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์ที่รุนแรง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสาธารณชนที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเก็บตัวและงดให้สัมภาษณ์สื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ การสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

การที่รัฐบาลไม่สื่อสารหรือชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างชัดเจน อาจทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจและไม่สบายใจเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาล

การทำงานอย่างหนักหลังฉากเป็นสิ่งที่ดี แต่การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคลายความกังวลของประชาชน หากรัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นและให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา อาจช่วยลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนของสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงความสำคัญของการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ควบคู่ไปกับการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังและยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือและสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ เก็บตัวเงียบทำงานบนตึกไทยฯ ท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์

นายกฯ ตอบปม “พิธา” ติง ยกเลิก MOU 43-44

จากกรณีที่นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล ตั้งคำถามถึงการดำเนินการของรัฐบาลในการยกเลิก MOU 43-44 โดยสงสัยว่าเหตุใดจึงไม่ใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาตอบคำถามดังกล่าว โดยชี้แจงว่าทุกอย่างต้องเป็นไปตามขั้นตอน

นายอนุทินกล่าวเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2568 ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 ดอนเมือง ว่ารัฐสภากำลังศึกษาเรื่องนี้อยู่ ทั้งในส่วนของวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร เมื่อถูกถามว่าสามารถใช้มติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในการยกเลิก MOU 43-44 ได้เลยหรือไม่ นายอนุทินย้ำว่าทุกอย่างต้องมีขั้นตอนที่ถูกต้อง

เมื่อถามถึงความคืบหน้าของการพิจารณาโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาข้อดี-ข้อเสียของ MOU 43-44 นายอนุทินกล่าวว่า “ในเมื่อกมธ.ทั้ง 2 สภา ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรกำลังศึกษาอยู่ เราก็รอฟังผลการศึกษา” เขากล่าวเพิ่มเติมว่า หากผลการศึกษาออกมาเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ก็อาจจะไม่จำเป็นต้องทำประชามติในเรื่องนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ต้องรอผลการศึกษาออกมาก่อนแล้วค่อยนำมาพิจารณาร่วมกัน

นายกฯ ย้ำขั้นตอน ยกเลิก MOU 43-44

ประเด็นการยกเลิก MOU 43-44 กลายเป็นที่สนใจของสังคมอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่นายพิธาตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการใช้กลไกรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ การตอบสนองของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำถึงความสำคัญของขั้นตอนต่างๆ แสดงให้เห็นถึงความระมัดระวังในการตัดสินใจในประเด็นที่มีความละเอียดอ่อนและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 โดยคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญในการพิจารณาถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว การเปิดโอกาสให้ทั้งวุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎรได้มีส่วนร่วมในการศึกษาและพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบคอบและครอบคลุมทุกมิติ

การที่นายอนุทินกล่าวว่า “รอให้ผลการศึกษาออกมาก่อน แล้วค่อยมาพิจารณาร่วมกัน” แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะตัดสินใจว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป การมีส่วนร่วมของรัฐสภาในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล

ทำไมต้องรอผลการศึกษา ยกเลิก MOU 43-44?

การรอผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก MOU 43-44 เป็นข้อตกลงที่มีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายภาคส่วน การศึกษาอย่างละเอียดจะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง การตัดสินใจโดยปราศจากข้อมูลที่ครบถ้วนอาจนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ไม่พึงประสงค์ได้

  • ความสำคัญของการมีส่วนร่วมของรัฐสภา: การเปิดโอกาสให้รัฐสภาได้มีส่วนร่วมในการพิจารณาเรื่องนี้ จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจของรัฐบาล
  • การพิจารณาอย่างรอบคอบ: การศึกษาข้อดีข้อเสียของ MOU 43-44 อย่างละเอียด จะช่วยให้เข้าใจถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการยกเลิกข้อตกลงดังกล่าว
  • การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วน: การรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จะช่วยให้การตัดสินใจเป็นไปอย่างรอบด้านและครอบคลุมทุกมิติ

ในขณะที่สังคมรอคอยผลการศึกษาจากคณะกรรมาธิการวิสามัญฯ การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวที่เกี่ยวข้องกับ MOU 43-44 อย่างใกล้ชิด ถือเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้เข้าใจถึงสถานการณ์และประเด็นต่างๆ ที่เกี่ยวข้องอย่างถูกต้อง การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมสามารถร่วมกันหาทางออกที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยได้

อนาคตของการยกเลิก MOU 43-44 ยังคงเป็นสิ่งที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แต่สิ่งที่ชัดเจนคือ การตัดสินใจในเรื่องนี้จะต้องเป็นไปอย่างรอบคอบ โปร่งใส และคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ

ที่มา – นายกฯ บอกทุกอย่างมีขั้นตอน หลัง “พิธา” ติงยกเลิก MOU 43-44 ทำไมไม่ใช้กลไกสภา

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนโหวตนายกฯ

ถ่ายทอดสดประชุมสภาผู้แทนราษฎร 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวัน “โหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32” หลังประธานสภาฯ สั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนในวันที่ 5 ก.ย.นี้ การประชุมครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นการเตรียมความพร้อมก่อนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ซึ่งสร้างความสนใจให้กับประชาชนทั่วประเทศ

วันที่ 4 กันยายน 2568 ผู้สื่อข่าวรายงานว่าการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 26 ปีที่ 3 ครั้งที่ 19 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่หนึ่ง) ในวันนี้ ตามกำหนดการนัดประชุมในเวลา 09.00 น. ณ ห้องประชุมสภาผู้แทนราษฎร โดยไม่ได้กำหนดเป็นวาระประชุมนัดพิเศษ โดยมีญัตติด่วนที่น่าสนใจในทำนองเดียวกันหลายเรื่อง เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, การขอให้สภาพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา รวมถึงเรื่องที่ค้างพิจารณาอีกหลายเรื่อง

(ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ)

ขณะที่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้กำลังอยู่ในความสนใจของประชาชน ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร พ้นจากความเป็นนายกรัฐมนตรี ทำให้ต้องมีการเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ขึ้น ซึ่งพรรคประชาชนมีมติคณะกรรมการบริหารพรรคออกมาว่าจะโหวตสนับสนุนให้กับ นายอนุทิน ชาญวีรกูล สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 ภายใต้เงื่อนไข 5 ข้อ ที่สำคัญคือต้องยุบสภาภายใน 4 เดือน ซึ่งนายอนุทิน และนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน ลงนามในข้อตกลงร่วมกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 3 กันยายน 2568 ที่ผ่านมา โดยพรรคภูมิใจไทยก็ยื่นเรื่องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรแล้ว 

ทางด้านพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ยอมรับว่าทูลเกล้าฯ เสนอยุบสภาไปแล้ว แต่ต่อมาช่วงเย็นวันเดียวกัน มีกระแสข่าวว่าหนังสือดังกล่าวถูกตีกลับ ซึ่งนายภูมิธรรม ไม่ได้ตอบในประเด็นดังกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องของการโหวตนายกรัฐมนตรี ล่าสุดประธานสภาฯ มีคำสั่งบรรจุวาระเรื่องด่วนที่ 8 พิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 159 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ในการประชุมวันที่ 5 กันยายน 2568 เรียบร้อยแล้ว.

ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

การประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 4 กันยายน 2568 ถือเป็นอีกหนึ่งวันสำคัญทางการเมืองที่ประชาชนให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด การถ่ายทอดสดการประชุมสภาฯ ทำให้ประชาชนสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและกระบวนการตัดสินใจของนักการเมืองได้อย่างใกล้ชิด

ประเด็นสำคัญในการ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68

  • การพิจารณาญัตติด่วนต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา
  • การพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา
  • ความคืบหน้าในการเตรียมการสำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีคนที่ 32

การ ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 ครั้งนี้ จึงเป็นโอกาสอันดีที่ประชาชนจะได้รับทราบข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองอย่างมีวิจารณญาณ

ดังนั้น การติดตาม ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32 จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับประชาชนทุกคนที่ต้องการติดตามสถานการณ์ทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของประเทศ

ที่มา – ถ่ายทอดสดประชุมสภาฯ 4 ก.ย. 68 จับตาก่อนวันโหวตนายกฯ คนที่ 32

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 เพื่อชาติ

“พล.อ.ประวิตร” เห็นด้วยและสนับสนุน ทบทวน MOU 2543-2544 ยึดผลประโยชน์ชาติและประชาชน พร้อมฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า ทำเพื่อเกียรติภูมิประเทศ อวยพรให้ปลอดภัย

วันที่ 24 สิงหาคม 2568 พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ตอบคำถามในประเด็นว่าเห็นด้วยหรือไม่กับกรณีที่มีบางพรรคการเมืองออกมาแถลงให้ทบทวนและยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ว่า ตนเองเห็นด้วย อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ถ้าจะมีการทบทวน MOU 43-44 หรือแม้แต่ยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 ที่มีมานานแล้ว เพื่อที่จะทำให้ประเทศไทยไม่เสียประโยชน์

“ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐก็พร้อมสนับสนุน และขอยืนหยัดเอาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเหนือสิ่งอื่นใด” 

ในตอนท้าย พล.อ.ประวิตร ยังได้ฝากกำลังใจให้น้องๆ ทหารในแนวหน้าทุกคนที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ ในการรักษาอธิปไตยของชาติ จงปลอดภัย และขอให้น้องๆ ทำเพื่อเกียรติภูมิของกองทัพ ประเทศชาติเป็นสำคัญ

“บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ

จากประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเกี่ยวกับการทบทวน MOU 43-44 ที่อาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนในการสนับสนุนการทบทวนข้อตกลงดังกล่าว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการรักษาผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด ท่าทีดังกล่าวเป็นการส่งสัญญาณที่สำคัญต่อรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้พิจารณาประเด็นนี้อย่างรอบคอบและถี่ถ้วน

ทำไมต้องทบทวน MOU 43-44?

MOU 2543 และ MOU 2544 เป็นบันทึกความเข้าใจที่ทำขึ้นในอดีต ซึ่งสถานการณ์และบริบทต่างๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก การทบทวน MOU 43-44 จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้แน่ใจว่าข้อตกลงดังกล่าวยังคงสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชาติในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังเป็นโอกาสในการปรับปรุงแก้ไขข้อตกลงให้มีความเป็นธรรมและเอื้อประโยชน์ต่อประเทศไทยมากยิ่งขึ้น

การตัดสินใจของ พล.อ.ประวิตร ในการสนับสนุนการทบทวน MOU ได้รับการตอบรับจากหลายฝ่ายที่เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว เนื่องจากเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อประเทศชาติ และเป็นการให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการนี้อาจนำไปสู่การเจรจาต่อรองใหม่ หรือการปรับปรุงข้อตกลงเดิมเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสมดุลมากยิ่งขึ้น

การทบทวน MOU 43-44 ไม่ได้หมายความถึงการยกเลิกข้อตกลงในทันที แต่เป็นการเปิดโอกาสให้มีการพิจารณาถึงผลดีผลเสียอย่างรอบด้าน และทำการปรับปรุงแก้ไขในส่วนที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ การดำเนินการนี้จะต้องอาศัยความรอบคอบ ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทย

นอกจากประเด็นเรื่อง MOU แล้ว พล.อ.ประวิตร ยังได้ให้ความสำคัญกับกำลังพลทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน โดยได้ฝากกำลังใจและอวยพรให้ทหารทุกนายปลอดภัยในการปฏิบัติหน้าที่ และขอให้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความเสียสละและมุ่งมั่นเพื่อรักษาอธิปไตยของชาติ การให้กำลังใจทหารเหล่านี้เป็นการแสดงให้เห็นถึงความห่วงใยและความขอบคุณต่อผู้ที่เสียสละเพื่อประเทศชาติ

การแสดงจุดยืนของ พล.อ.ประวิตร ในครั้งนี้ ถือเป็นการส่งสัญญาณทางการเมืองที่สำคัญ และเป็นการยืนยันว่าพรรคพลังประชารัฐจะให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นอันดับแรก การดำเนินการหลังจากนี้จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจว่าการทบทวน MOU จะเป็นไปในทิศทางที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างแท้จริง

การสนับสนุนให้มีการทบทวน MOU 43-44 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชาติและประชาชนอย่างแท้จริง และเป็นสัญญาณที่ดีต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว

ที่มา – “บิ๊กป้อม” หนุนทบทวน MOU 43-44 ยึดผลประโยชน์ชาติ ฝากกำลังใจถึงทหารแนวหน้า

Scroll to top