Scammer

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

นายโช ฮยอน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ เดินทางเยือนกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เพื่อเข้าพบนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา โดยมีเป้าหมายหลักคือการเร่งปราบปรามขบวนการหลอกลวงออนไลน์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในประเทศ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของนักศึกษาเกาหลีใต้วัย 22 ปี เมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ประเด็นหลักคือการผลักดันให้กัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์อย่างจริงจัง

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้แถลงก่อนการเยือนว่า การหารือระหว่างทั้งสองประเทศจะมุ่งเน้น “ความร่วมมือเพื่อขจัดอาชญากรรมแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา” พร้อมระบุว่ามาตรการสำคัญคือการตั้ง “คณะทำงานร่วมเกาหลี–กัมพูชา” ที่รวมเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งสองฝ่าย เพื่อช่วยคลี่คลายปัญหาที่มีชาวเกาหลีใต้เกี่ยวข้องกับขบวนการนี้ ความร่วมมือนี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

เหตุการณ์ดังกล่าวได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้ หลังพบศพของนายพัค มินโฮ นักศึกษาเกาหลีใต้ วัย 22 ปี ในรถกระบะใกล้ภูเขาโบกอร์ จังหวัดกำปอต ทางตอนใต้ของกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ระบุว่าเขาถูกทำร้ายและทรมานก่อนเสียชีวิต ก่อให้เกิดความไม่พอใจอย่างรุนแรงในสังคมเกาหลีใต้และกระตุ้นให้รัฐบาลส่งคณะผู้แทนด่วนไปยังกัมพูชาเพื่อเจรจา

ขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยมีเหยื่อจำนวนมากถูกล่อลวงหรือบังคับให้ทำงานในศูนย์สแกมเมอร์ที่มีการควบคุมอย่างเข้มงวดและใช้ความรุนแรง ข้อมูลจากสหประชาชาติระบุว่า อาชญากรรมไซเบอร์เหล่านี้สร้างรายได้มหาศาลให้กับขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติหลายพันล้านดอลลาร์ต่อปี โดยอ้างความสัมพันธ์ส่วนตัวหรือโอกาสลงทุนหลอกลวงเพื่อโกงเหยื่อทั่วโลก

เจ้าหน้าที่เกาหลีใต้ประเมินว่า ศูนย์หลอกลวงในกัมพูชามีแรงงานราว 200,000 คน รวมถึงชาวเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน เมื่อเดือนที่แล้วมีชาวเกาหลีใต้ 64 คนถูกส่งกลับประเทศด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำ หลังถูกตำรวจจับในกัมพูชา โดยกว่า 50 คนถูกตั้งข้อหามีส่วนร่วมในกิจกรรมฉ้อโกงออนไลน์

รมว.เกาหลีใต้กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การเยือนของนายโช ฮยอนในครั้งนี้ มีขึ้นต่อเนื่องจากการเดินทางของคิม จินอา รัฐมนตรีช่วยกระทรวงต่างประเทศ และคณะผู้แทนสมาชิกรัฐสภาเกาหลีใต้เมื่อเดือนที่ผ่านมา สะท้อนถึงแรงกดดันทางการทูตที่เกาหลีใต้กำลังใช้เพื่อกวาดล้างขบวนการหลอกลวงออนไลน์ในภูมิภาคนี้

ความสำคัญของการปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ในกัมพูชาไม่เพียงแต่เป็นการตอบสนองต่อความสูญเสียของนักศึกษาเกาหลีใต้ แต่ยังเป็นการป้องกันอาชญากรรมข้ามชาติที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนทั่วโลก การที่เกาหลีใต้ใช้แรงกดดันทางการทูต แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์ และความสำคัญของการร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านภัยคุกคามนี้

  • ความร่วมมือระหว่างประเทศ: การจัดตั้งคณะทำงานร่วมเกาหลี-กัมพูชาเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหา
  • การบังคับใช้กฎหมาย: การจับกุมและส่งตัวผู้กระทำผิดกลับประเทศเป็นสิ่งจำเป็น
  • การป้องกัน: การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับกลโกงออนไลน์เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันการตกเป็นเหยื่อ

การปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน การตระหนักถึงภัยคุกคามและการป้องกันตนเองจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

ที่มา – รมว.ต่างประเทศเกาหลีใต้เยือนพนมเปญ กดดันกัมพูชาปราบปรามศูนย์สแกมเมอร์

เมียนมาทลายแก๊งสแกมเมอร์: ทุบตึกกว่า 150 แห่ง

ทางการเมียนมาได้ทำการทลายอาคารของแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวนมากถึง 150 แห่ง บริเวณชายแดนที่ติดกับประเทศไทย หลังจากที่ได้มีการปฏิบัติการกวาดล้าง KK Park ซึ่งเป็นศูนย์สแกมเมอร์ชื่อดัง

เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 กองทัพเมียนมาได้ออกมาเปิดเผยว่า กำลังอยู่ในระหว่างการรื้อถอนอาคารเกือบ 150 หลัง ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของภารกิจสำคัญในการปราบปรามศูนย์หลอกลวงออนไลน์ที่ฉาวโฉ่ บริเวณชายแดนไทย โดยอาคารเหล่านี้มีทั้งโรงยิม สปา และห้องคาราโอเกะ ซึ่งเป็นสถานที่ที่ใช้ในการดำเนินงานของแก๊งสแกมเมอร์

ศูนย์หลอกลวงขนาดใหญ่เหล่านี้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วในพื้นที่ชายแดนของประเทศเมียนมา ซึ่งกำลังเผชิญกับสถานการณ์สงครามกลางเมือง และอำนาจการปกครองของรัฐบาลยังไม่สามารถเข้าถึงได้อย่างเต็มที่ อาคารหลายแห่งถูกใช้เป็นที่พักของสมาชิกแก๊งหลอกลวงออนไลน์ ซึ่งทำการหลอกลวงผู้คนในหลากหลายประเทศทั่วโลก สร้างความเสียหายมูลค่าหลายหมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี

คนงานจำนวนมากตกเป็นเหยื่อของการค้ามนุษย์ และถูกหลอกให้เข้าไปทำงานในศูนย์สแกมเมอร์เหล่านี้ โดยถูกบังคับให้ทำการหลอกลวงผู้อื่น แต่ก็มีบางส่วนที่เข้าไปด้วยความสมัครใจ

เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา กองทัพเมียนมาได้ทำการบุกทลาย KK Park ซึ่งเป็นศูนย์หลอกลวงชื่อดัง พบนักต้มตุ๋นมากกว่า 2,000 คน และเป็นเหตุให้ประชาชนกว่า 1,500 คน ต้องหลบหนีข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย

ในวันอาทิตย์ที่ผ่านมา หนังสือพิมพ์ The Global New Light of Myanmar ซึ่งเป็นสื่อกระบอกเสียงของรัฐบาลทหารเมียนมา ได้เผยแพร่ข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุว่าเจ้าหน้าที่ได้ค้นพบอาคารที่เกี่ยวข้องกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์จำนวน 148 หลัง ซึ่งรวมถึงอาคารหอพัก โรงพยาบาลสี่ชั้น และอาคารคาราโอเกะสองชั้น

จากจำนวนทั้งหมด เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการรื้อถอนไปแล้ว 101 หลัง และกำลังดำเนินการรื้อถอนอาคารที่เหลืออย่างต่อเนื่อง การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่งครั้งนี้ ถือเป็นปฏิบัติการสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

ด้านสำนักข่าว AFP ได้รายงานว่า พวกเขายังไม่สามารถยืนยันรายงานจากสื่อเมียนมาได้ แต่คนในพื้นที่ทั้งในเมียนมาและบริเวณชายแดนไทยรายงานว่า ได้ยินเสียงระเบิดเป็นระยะ นับตั้งแต่กองทัพเมียนมาเริ่มปฏิบัติการ

อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญหลายคนเชื่อว่า การบุกปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ของรัฐบาลเมียนมาอาจเป็นไปอย่างจำกัด และอาจมีการจัดฉากและเผยแพร่ข้อมูลอย่างจำกัด เนื่องจากกองทัพกำลังพยายามสร้างความสมดุล เพื่อบรรเทาแรงกดดันจากนานาชาติให้ปราบปรามศูนย์หลอกลวง โดยที่ยังไม่ทำให้ผลประโยชน์ของตนเองเสียหายมากเกินไป

ทั้งนี้ จีนซึ่งเป็นผู้สนับสนุนทางทหารหลักของเมียนมากำลังไม่พอใจมากขึ้นเรื่อยๆ ที่แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมามุ่งเป้าหมายไปที่พลเมืองจีน และทำให้มีผู้เสียชีวิต

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า การปราบปรามที่หนักหน่วงเกินไป จะส่งผลกระทบต่อผลกำไรที่หล่อเลี้ยงกองกำลังติดอาวุธ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญที่รัฐบาลทหารต้องพึ่งพาในสงครามกลางเมือง

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ แรงกดดันจากนานาชาติ ทำให้คนงานของแก๊งหลอกลวงในเมียนมากว่า 7,000 คน ถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ไทยได้ดำเนินการปิดกั้นอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน เพื่อพยายามจำกัดการทำงานของศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง จริงหรือไม่?

สถานการณ์การทลายกองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง ยังคงเป็นที่จับตามองของนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสถานการณ์ภายในประเทศเมียนมาเอง

ความคืบหน้าล่าสุด: กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง

ความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับสถานการณ์กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการเมียนมาในการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม ยังคงต้องติดตามต่อไปว่า การดำเนินการนี้จะเป็นไปอย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด

การทลายอาคารของแก๊งสแกมเมอร์เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้ การให้ความช่วยเหลือเหยื่อและการป้องกันไม่ให้เกิดการหลอกลวงในอนาคตเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กองทัพเมียนมา ทุบตึกแก๊งสแกมเมอร์ 150 แห่ง หลังกวาดล้าง KK Park

ตร. แถลงผลปราบสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

“สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่ ตอกย้ำความมุ่งมั่น ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง

วันที่ 9 พ.ย. 2568 พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เผยว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”เตรียมแถลงผลปฏิบัติการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ ในวันจันทร์ที่ 10 พ.ย. 2568 เวลา 10.00 น. ณ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ซึ่งจะมีการรวบรวมผลการดำเนินการจากทุกหน่วยทั่วประเทศ เพื่อตอกย้ำความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดย พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในการเดินหน้าเชิงรุกปราบปรามสแกมเมอร์ทุกรูปแบบอย่างเต็มกำลัง ตามนโยบายรัฐบาลที่ประกาศสงครามไซเบอร์สแกม ปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ทุกประเภท โดยยกเป็นวาระแห่งชาติ

พร้อมกันนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติเดินหน้าปฏิบัติการ MONEY CASH BACK อย่างต่อเนื่อง สามารถหยุดยั้งการโอนเงิน ติดตามเงินของผู้เสียหายคืนได้อย่างรวดเร็ว โดยได้รับการประสานงานอย่างมีประสิทธิภาพระหว่าง ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) หรือ ศูนย์ PCT และศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) หรือ WARROOM IAC และสถาบันการเงิน โดยล่าสุด สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และกองบังคับการสืบสวนสอบสวน ตำรวจภูธรภาค 1 สามารถนำเงินคืนผู้เสียหายได้รวมกว่า 1.2 ล้านบาท

คดีที่ 1 สภ.ศรีราชา อายัดเงินได้ 300,320 บาท ขณะบัญชีม้ากำลังถอนเงิน โดยเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2568 ตำรวจ สภ.ศรีราชา ได้รับการประสานจาก WARROOM IAC และทีมสืบสวนทุจริตด้านดิจิทัล ฝ่ายป้องกันอาชญากรรมทางการเงินของธนาคารแห่งหนึ่ง ว่าพบความเคลื่อนไหวผู้ต้องสงสัยภายในธนาคาร ตำรวจชุดเคลื่อนที่เร็วเข้าตรวจสอบ พบนายอำนาจฯ กำลังรอถอนเงินสด 300,320 บาท จึงเข้าควบคุมตัว

จากการสอบสวนเบื้องต้น นายอำนาจยอมรับว่า ได้รับว่าจ้างให้ถอนเงินโดยแลกค่าจ้างเพียง 4,000 บาท ขณะที่เจ้าหน้าที่อีกชุดคุมตัว นางธัญญพัทธ์ ทำหน้าที่ควบคุมการถอนเงิน จากการสอบสวนสารภาพว่าได้รับว่าจ้างผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ให้ดูแลการถอนเงิน เมื่อตรวจสอบที่มาของเงิน พบมีผู้เสียหายรายหนึ่งอยู่ในพื้นที่ สน.ท่าข้าม กรุงเทพมหานคร ถูกหลอกลงทุน โอนเงินให้แก๊งมิจฉาชีพผ่านบัญชีของนายอำนาจ 301,141 บาท จึงให้เข้าร้องทุกข์ เพื่อดำเนินการคืนเงินตามโครงการ MONEY CASH BACK

อีกคดี ชุดสืบสวนตำรวจภูธรภาค 1 จับกุมเครือข่ายคอกม้า 12 ราย ยึดเงินสดกว่า 927,000 บาท โดย ศปอส.ตร. สืบสวนเส้นทางการเงินและติดตามผู้ต้องสงสัยในเครือข่ายบัญชีม้า ก่อนเข้าตรวจสอบที่ธนาคารแห่งหนึ่งใน จ.พระนครศรีอยุธยา พบกลุ่มบุคคล 12 ราย พฤติการณ์ตรงกับข้อมูลเครือข่ายบัญชีม้า จึงเข้าควบคุมตัวพร้อมตรวจยึดของกลางเงินสด 927,000 บาท ส่งพนักงานสอบสวน สภ.พระนครศรีอยุธยา ดำเนินคดีตามกฎหมาย

จากการสอบสวนผู้ต้องหาทั้งหมด ให้การว่าเห็นโฆษณาชักชวน “รับเช่าบัญชี รายได้สูง” ผ่านเพจเฟซบุ๊ก เช่น “หารายได้เสริมง่ายๆ” และ “ไม่ง้อเงินเดือน” อ้างว่าถูกแอดมินในไลน์หลอกให้ส่งเอกสารส่วนตัว และบัญชีธนาคารเพื่อเช่าบัญชี โดยได้รับค่าตอบแทนครั้งละ 5,000 บาท เมื่อถึงวันถอนเงิน แอดมินจะสั่งการผ่านโทรศัพท์ตลอดเวลา และมีผู้คุมบัญชีคอยติดตามดูแลในพื้นที่ เมื่อถอนเงินเสร็จจะนำเงินทั้งหมดส่งต่อให้ผู้รวบรวมเงินตามคำสั่ง

รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ปฏิบัติการครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและธนาคารเอกชน เพื่อหยุดยั้งเส้นทางการเงินของมิจฉาชีพได้อย่างทันท่วงที ทั้งนี้ ผบ.ตร.ชมเชยชุดสืบสวน สภ.ศรีราชา จ.ชลบุรี และตำรวจภูธรภาค 1 ที่สามารถดำเนินการเชิงรุก รวดเร็ว เฉียบขาด จนนำไปสู่การยึดเงินคืน และจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งเครือข่าย และขอเตือนผู้หลงผิดให้เช่าบัญชี รับจ้างกดเงินแลกกับรายได้ไม่กี่บาท ทั้งที่รู้ว่าเป็นขบวนการอาชญากรรมที่ตำรวจมุ่งมั่นปราบปรามเด็ดขาด จริงจัง ต้องถูกดำเนินคดี รับโทษหนักทั้งจำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับไม่เกิน 300,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

อย่างไรก็ตาม สำนักงานตำรวจแห่งชาติขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างทุ่มเท เสียสละ เพื่อคุ้มครองประชาชนจากภัยอาชญากรรมออนไลน์ และขอให้ประชาชนร่วมกันเฝ้าระวัง หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย สามารถแจ้งข้อมูลได้ที่ สายด่วน 1441 หรือ ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ ได้ตลอด 24 ชั่วโมง.

สำนักงานตำรวจแห่งชาติ

การแถลงผลการปราบปรามสแกมเมอร์ครั้งใหญ่นี้ แสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ของ “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ”

ความมุ่งมั่นของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งมั่นที่จะปกป้องประชาชนจากอาชญากรรมออนไลน์ทุกรูปแบบ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการแจ้งเบาะแส เพื่อให้การปราบปรามสแกมเมอร์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประชาชนควรตระหนักถึงกลโกงของมิจฉาชีพ และระมัดระวังในการทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อ

ที่มา – “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ตอกย้ำความมุ่งมั่น เตรียมแถลงผลปราบ “สแกมเมอร์” ครั้งใหญ่

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมหลอกเหยื่อ!

ตำรวจบุกจับนายหน้าซิมผี! ปูพรมล่าเครือข่าย ป้อนซิมให้แก๊งมิจฉาชีพ เปิดซิมกว่า 300 หมายเลข ใช้หลอกลวงเหยื่อ เตือนประชาชนอย่ารับจ้างเปิดซิม ผิดกฎหมาย!

เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ชุด Anti Scam Center กก.สส.ภ.จว.จันทบุรี นำโดย พ.ต.อ.อรรฆพงษ์ สุนทรวิภาต รอง ผบก.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.อ.พีรพล เสลารัตน์ ผกก.สส.ภ.จว.จันทบุรี, พ.ต.ท.ธนเดช หลาบมาลา รอง ผกก.สส.ฯ และ พ.ต.ท.ภัควัต เมฆฉาย สว.กก.สส.ฯ พร้อมกำลังตำรวจ เข้าจับกุม น.ส.พรนภา หรือมิ้น อายุ 25 ปี ชาว ต.ทุ่งเบญจา อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี พร้อมของกลางโทรศัพท์ iPhone 8 Plus จำนวน 1 เครื่อง

สืบสวนพบว่า ผู้ต้องหาใช้ Facebook โพสต์ในกลุ่มสาธารณะ โฆษณารับเปิดลงทะเบียนซิมมือถือให้คนอื่น โดยมีค่าตอบแทน เป็นนายหน้าซิมผี คือซิมที่ลงทะเบียนด้วยชื่อคนอื่น แต่ไม่รู้ว่าใครเป็นผู้ใช้งานจริง

ผู้ต้องหารับสารภาพว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หาคนเปิดซิมได้กว่า 200-300 หมายเลข! ตำรวจเจอประวัติในระบบรับแจ้งความออนไลน์ 2 คดี จึงควบคุมตัวส่ง สภ.ทุ่งเบญจา ดำเนินคดี

ตำรวจเตือนว่า ซิมผีเป็นช่องทางสำคัญที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพออนไลน์ และเครือข่ายอาชญากรรมใช้หลอกลวงประชาชน เพราะตามตัวคนร้ายยาก ห้ามขายข้อมูลบัตรประชาชน ใช้ชื่อคนอื่นลงทะเบียนซิม หรือจ้างเปิดซิมเด็ดขาด! เพราะผิดกฎหมายทั้งผู้ใช้ ผู้ขาย และผู้ลงทะเบียนแทน อาจถูกนำไปก่ออาชญากรรมต่างๆ

หากเห็นการรับจ้างลงทะเบียนซิม หรือขอซื้อบัตรประชาชนเพื่อลงทะเบียนซิม แจ้งตำรวจใกล้บ้าน หรือโทร 191 ได้เลย

จับนายหน้าซิมผี เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

ทำไมนายหน้าซิมผีถึงเป็นภัยสังคม?

ปัญหานายหน้าซิมผีและซิมผีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการหลอกลวง แต่ยังส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ เพราะซิมเหล่านี้มักถูกนำไปใช้ในการกระทำผิดกฎหมายที่ร้ายแรง เช่น การฟอกเงิน การค้ายาเสพติด และการก่อการร้าย เนื่องจากยากต่อการติดตามและระบุตัวผู้กระทำผิด ทำให้การป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ การที่มิจฉาชีพสามารถเข้าถึงซิมจำนวนมากได้อย่างง่ายดาย ทำให้พวกเขาสามารถสร้างความเสียหายแก่ประชาชนได้ในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงทางการเงิน การข่มขู่ หรือการเผยแพร่ข้อมูลเท็จ ดังนั้น การกวาดล้างนายหน้าซิมผีและซิมผีจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประชาชนและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การที่ตำรวจสามารถจับกุมนายหน้าซิมผีรายนี้ได้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ แต่ยังคงต้องมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องและจริงจัง เพื่อกำจัดปัญหาซิมผีให้หมดไปจากสังคมไทย

อยากฝากถึงทุกคนว่า อย่าหลงเชื่อการโฆษณาชวนเชื่อที่ให้ผลตอบแทนง่ายๆ ในการเปิดซิม เพราะนอกจากจะผิดกฎหมายแล้ว ยังอาจทำให้คุณตกเป็นเหยื่อ หรือเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดในการกระทำผิดโดยไม่รู้ตัว

ที่มา – จับนายหน้า “ซิมผี” เปิดซิมกว่า 300 หมายเลขป้อนแก๊งมิจฉาชีพใช้หลอกลวงเหยื่อ

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

ท่าทีล่าสุดจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต่อกรณีที่มี “คนนอก” ออกมาโจมตีองค์กรตำรวจ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยบิ๊กต่ายเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบในสิ่งที่พูด และขอให้ตำรวจก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนไม่ขอเอ่ยชื่อใครที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์องค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ทุกคำพูดต้องมีความรับผิดชอบ เพราะอาจกระทบต่อจิตใจของข้าราชการตำรวจทั้งในและนอกราชการได้ ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ตนขอเลือกที่จะอดทนและทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

สำหรับกรณีที่มีอดีตนายตำรวจยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่าการแชร์ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเป็นการทำลายองค์กร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนรับฟังทุกความคิดเห็น ทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่ต้องการคือการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงความรู้สึกของตำรวจที่ทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน โดยยกตัวอย่างตำรวจที่เสียสละจนพิการหรือล้มป่วยจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้สมควรถูกมองว่าเป็นสแกมเมอร์หรือไม่ และยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายกับตำรวจที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ฝากถึง “คนนอก” ที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน

สิ่งที่บิ๊กต่ายฝากถึงคนที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน คือการสำนึกในบุญคุณขององค์กรตำรวจ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านที่ให้ที่พักพิง ที่อยู่อาศัย ที่กิน เงินเดือน และอาชีพ บิ๊กต่ายเน้นย้ำว่าตนเองเติบโตมาจากครอบครัวตำรวจและโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งปลูกฝังวินัย ความซื่อสัตย์ และความรักชาติ รักสถาบัน และได้รับการฝึกอบรมจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งหล่อหลอมอุดมคติของตำรวจให้ยึดมั่นในประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงการที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดเวทีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยอมรับว่า การกล่าวหาต่อองค์กรตำรวจเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบต่อจิตใจของตำรวจทั้งประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะหารือกันเพื่อพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะรับฟังทุกความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่ตำรวจทุกคนต้องตระหนักคือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด และการรักษาเกียรติขององค์กรไว้

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมต่อไป

ที่มา – “บิ๊กต่าย” ไม่ขอเอ่ยชื่อ “คนนอก” โจมตีองค์กรตำรวจ แต่ฝากอย่าทำร้ายบ้านตัวเอง

จีนประหาร 5 มาเฟียตระกูลไป๋ แก๊งสแกมเมอร์

(ภาพจาก Xinhua)

ศาลจีนตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงของมาเฟียตระกูลไป๋ แก๊งอาชญากรรมซึ่งเปิดศูนย์สแกมเมอร์หลายสิบแห่งในเมียนมา นอกจากนั้นยังมีจำเลยคนอื่นถูกตัดสินลงโทษอีกนับสิบคน

เมื่อวันอังคารที่ 4 พ.ย. 2568 ศาลประชาชนกลางในเมืองเซินเจิ้น มณฑลกวางตุ้ง ทางตอนใต้ของจีน ตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกระดับสูงแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ องค์กรอาชญากรรมชื่อฉาวที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ตอนเหนือของเมียนมา เนื่องจากมีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมมากมาย ทั้งฉ้อโกง ฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา และทำร้ายร่างกาย

จำเลยทั้งหมด 21 คนทั้งที่เป็นสมาชิกตระกูลไป๋และผู้เกี่ยวข้อง ถูกตัดสินว่ามีความผิดในข้อหาต่างๆ กัน โดยคำพิพากษาของศาลระบุว่า การกระทำผิดของอาชญากรกลุ่มนี้ส่งผลให้พลเมืองชาวจีนเสียชีวิต 6 ศพ ตัดสินใจจบชีวิตตัวเองอีก 1 ราย และได้รับบาดเจ็บอีกหลายคน

ผู้ที่ถูกตัดสินประหารชีวิตได้แก่ ไป๋ ซั่วเฉิง หัวหน้าแก๊ง กับ ไป๋ อิงชาง ลูกชายของเขา ส่วนอีก 3 คนคือ หยาง หลี่เฉียง, หู เสี่ยวเจียง และ เฉิน กวงอี้ นอกจากนั้นยังมีจำเลย 2 คนที่ถูกตัดสินประหารชีวิตแบบรอลงอาญา 2 ปี, อีก 5 คนถูกตัดสินจำคุกตลอดชีวิต และอีก 9 คนรับโทษจำคุกตั้งแต่ 3-20 ปี ควบคู่กับบทลงโทษเพิ่มเติม ทั้งปรับ ยึดทรัพย์ และเนรเทศ

ทั้งนี้ สำนักข่าว บีบีซี รายงานว่าตระกูลไป๋เป็นหนึ่งในกลุ่มมาเฟียไม่กี่กลุ่มที่ก้าวขึ้นมามีอำนาจในช่วงทศวรรษ 2000s เล่าก์ก่าย (Laukkaing) ซึ่งเป็นพื้นที่ห่างไกลที่ยากจน ให้กลายเป็นศูนย์กลางที่สร้างรายได้มหาศาลจากบ่อนกาสิโนและซ่องโสเภณี

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พวกเขาได้เปลี่ยนไปทำธุรกิจหลอกลวง นำผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์หลายพันคน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวจีน มากักขัง, ทารุณกรรม และบังคับให้ร่วมในการหลอกลวงผู้อื่น ในปฏิบัติการหลอกลวงออนไลน์หลากหลายรูปแบบ

ตามรายงานของสำนักข่าว ซินหัว ของจีน อาชญากรกลุ่มนี้ก่อสร้างศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวง 41 แห่งในภูมิภาคโกก้างของเมียนมา และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่ออาชญากรรมต่างๆ ตั้งแต่การฉ้อโกงทางโทรคมนาคม การเปิดแหล่งซ่องสุมเล่นการพนัน การฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา การจัดการและบีบบังคับค้าประเวณี จนถึงการจัดการบุคคลข้ามพรมแดนอย่างผิดกฎหมาย

หนึ่งในจำเลยที่ถูกตัดสินประหารชีวิตสมรู้ร่วมคิดกับผู้อื่นเพื่อลักลอบค้าและผลิตยาเสพติดเมทแอมเฟตามีนราว 11 ตัน ขณะที่เม็ดเงินทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการพนันและกิจกรรมฉ้อโกงสูงเกิน 2.9 หมื่นล้านหยวน (ราว 1.33 แสนล้านบาท)

จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

เรื่องราวของแก๊งมาเฟียตระกูลไป๋ที่ก่ออาชญากรรมข้ามชาติและสร้างความเสียหายอย่างมหาศาลได้เดินทางมาถึงจุดสิ้นสุด เมื่อศาลจีนตัดสินลงโทษประหารชีวิตสมาชิกคนสำคัญ ซึ่งถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการจีนเอาจริงเอาจังกับการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติทุกรูปแบบ การตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องพลเมืองและรักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม

การดำเนินการทางกฎหมายต่อแก๊งมาเฟียเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงโทษผู้กระทำผิดเท่านั้น แต่ยังเป็นการส่งสัญญาณเตือนไปยังกลุ่มอาชญากรอื่นๆ ว่าการกระทำผิดกฎหมายจะไม่ได้รับการละเว้น

ผลกระทบของการตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

การตัดสินประหารชีวิต 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา มีผลกระทบหลายด้านดังนี้:

  • ด้านความยุติธรรม: การลงโทษผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม ช่วยสร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม
  • ด้านความปลอดภัย: การปราบปรามอาชญากรรม ช่วยลดภัยคุกคามต่อความปลอดภัยของประชาชน
  • ด้านเศรษฐกิจ: การลดอาชญากรรม ช่วยสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการพัฒนาเศรษฐกิจ

นอกจากนี้ คดีของมาเฟียตระกูลไป๋ยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายและการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

การที่ศาลจีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ถือเป็นก้าวสำคัญในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นข้อพิสูจน์ว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย

ที่มา – จีนตัดสินประหาร 5 สมาชิกมาเฟียตระกูล “ไป๋” แก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

“สุดารัตน์” ชี้ ภัยทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย หว่านแจก-ซื้อเสียง ย้ำคนไทยต้องไม่เลือกนักการเมืองชั่ว จี้รัฐบาลเร่งปราบขบวนการฟอกเงิน หวั่นนำไปสู่ความพินาศทั้งระบบของชาติ

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2568 คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัว ถึงกรณีสถานการณ์ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญกับการแทรกซึมของทุนดำและขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ ปล้นเงินจากประชาชนไทยและทั่วโลก ผ่านการหลอกลวงออนไลน์และธุรกรรมผิดกฎหมาย โดยมีมูลค่าความเสียหายปีละหลายแสนล้านบาท และกำลังพยายามฟอกเงินผ่านการเมืองไทย เพื่อยึดประเทศอย่างเป็นระบบและก่ออาชญากรรมเหล่านี้

คุณหญิงสุดารัตน์ ระบุในตอนหนึ่งว่า ด้วยเงินเพียง 20,000 ล้านบาท จากกลุ่มแก๊งสแกมเมอร์ซึ่งเป็นทุนดำที่ปล้นคนไทยไปหลายแสนล้านบาท ร่วมกับนักการเมืองชั่วบางกลุ่ม ขบวนการเหล่านี้สามารถแทรกซึมเข้ามามีอิทธิพลทางการเมืองได้อย่างน่ากลัว ตั้งแต่ช่วงสถานการณ์โควิด-19 ในรอบ 5 ปีที่ผ่านมา กัมพูชากลายเป็นศูนย์กลางของสแกมเมอร์ที่ใช้หลอกและปล้นเงินจากผู้คนทั่วโลก รวมถึงมีการหลอกแรงงานไทยและต่างชาติเข้าไปทำงานในเครือข่าย มีการซ้อมทรมานและเสียชีวิต เข้าข่ายการค้ามนุษย์ จนทั่วโลกเรียกกันว่าสแกมโบเดีย

เงินจำนวนมหาศาลที่ได้จากการปล้นนี้จำเป็นต้องผ่านกระบวนการฟอกขาว หรือการฟอกเงิน (Money Laundering) ซึ่งประเทศไทยกลับกลายเป็นเป้าหมายหลักของอาชญากรข้ามชาติ เนื่องจากระบบการตรวจสอบและกฎหมายที่อ่อนแอ ทำให้ไทยกลายเป็นสวรรค์ของอาชญากร และเป็นศูนย์กลางการฟอกเงินของขบวนการสแกมเมอร์ทั่วภูมิภาค เมื่ออาชญากรเหล่านี้เข้ามาทำธุรกิจฟอกเงินในประเทศไทย ย่อมต้องจ่ายสินบนให้กับผู้มีอำนาจบางราย โดยเฉพาะนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อแลกกับการคุ้มครองหรือการหลีกเลี่ยงการบังคับใช้กฎหมาย จึงก่อให้เกิดขบวนการ “ทุนดำ” ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและมีอิทธิพลครอบงำระบบการเมือง

หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย เผยต่อไปว่า กลุ่มทุนดำเหล่านี้ไม่ได้เพียงฟอกเงินผ่านช่องทางเดิม เช่น การซื้ออสังหาริมทรัพย์ หมู่บ้านจัดสรร หุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไทย สกุลเงินดิจิทัล หรือทองคำเท่านั้น ซึ่งล้วนส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งและกระทบต่อภาคการส่งออกของไทยอย่างรุนแรง แต่ยังพัฒนาเป็นรูปแบบใหม่ที่น่ากลัวกว่าเดิม คือการฟอกเงินผ่านกระบวนการทางการเมืองในการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึง อาจมีการใช้เงินทุนดำเข้ามาซื้อเสียงและควบคุมพรรคการเมือง เพื่อยึดประเทศไทยอย่างเบ็ดเสร็จ โดยมีรายงานว่าขบวนการดังกล่าวเตรียมใช้งบประมาณไม่เกิน 20,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรบางรายหัวละ 50–70 ล้านบาท เพื่อซื้อตัวและซื้อเสียงในการเลือกตั้ง

ทั้งนี้ หายนะของประเทศจะมาถึงแน่ หากคนไทยไม่พร้อมใจกันลุกขึ้นสู้ ขอเรียกร้องให้ประชาชนไม่เลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงอย่างเด็ดขาด เพราะเงินที่นำมาแจกนั้นคือเงินที่ปล้นจากคนไทยเอง ประชาชนสามารถรับเงินได้เพราะเป็นเงินของพวกเราที่ถูกปล้นไป แต่ต้องไม่กากบาทให้กับนักการเมืองชั่วที่เอาเงินสกปรกมาซื้ออำนาจ เพื่อกลับมาโกงชาติและประชาชนต่อไป

“ขอเรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีให้เร่งดำเนินการปราบปรามแก๊งสแกมเมอร์ที่ซุกซ่อนอยู่ในประเทศไทย รวมถึงนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่ให้การคุ้มครองขบวนการเหล่านี้ โดยต้องสั่งอายัดทรัพย์ ตรวจสอบเส้นทางการเงิน และดำเนินคดีอาญากับทุกคนที่เกี่ยวข้องอย่างเด็ดขาด พร้อมทั้งประสานความร่วมมือกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกาและนานาชาติเพื่อสกัดเส้นทางทุนดำไม่ให้กลับมาทำลายประเทศอีก หากประเทศไทยไม่รีบดำเนินการอย่างจริงจัง ขบวนการทุนดำจะกลายเป็นผู้ครอบงำการเมือง เศรษฐกิจ และระบบราชการไทยอย่างเบ็ดเสร็จ เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในหลายประเทศในละตินอเมริกา ซึ่งอาจนำไปสู่ความพังพินาศทั้งระบบของชาติ”

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย

คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย ได้ออกมาเตือนถึงภัยร้ายที่กำลังคืบคลานเข้ามาในประเทศไทย นั่นคือ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย โดยขบวนการเหล่านี้กำลังใช้ช่องว่างทางกฎหมาย และความอ่อนแอของระบบตรวจสอบ เพื่อฟอกเงินที่ได้จากการหลอกลวงประชาชน

“สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะขบวนการเหล่านี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้ามาในระบบการเมือง และพร้อมที่จะใช้เงินสกปรกซื้ออำนาจ เพื่อที่จะเข้ามาควบคุมประเทศอย่างเบ็ดเสร็จ

ทำไมต้องเร่งปราบปราม “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย?

การปล่อยให้ “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย เป็นภัยเงียบที่กัดกินสังคมไทย จะนำไปสู่ปัญหามากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • การทุจริตคอร์รัปชันที่เพิ่มขึ้น
  • ความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่รุนแรงขึ้น
  • ความเสื่อมถอยของระบบเศรษฐกิจ
  • ความไม่มั่นคงทางการเมือง

ดังนั้น การเร่งปราบปรามขบวนการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อปกป้องประเทศชาติและประชาชน

ไม่ใช่แค่นักการเมือง แต่ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมในการต่อต้านภัยร้ายนี้ โดยการไม่สนับสนุนนักการเมืองที่ซื้อเสียง และร่วมกันตรวจสอบการทุจริตคอร์รัปชัน หากทุกคนร่วมมือกัน เราจะสามารถป้องกันไม่ให้ขบวนการทุนดำเหล่านี้เข้ามายึดครองประเทศไทยได้

การตระหนักถึงภัยร้ายของทุนดำและสแกมเมอร์ที่กำลังรุกคืบเข้ามาในประเทศไทยเป็นสิ่งสำคัญยิ่งกว่าที่เคย ประชาชนต้องร่วมมือกันตรวจสอบนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจเกี่ยวข้องกับขบวนการเหล่านี้ เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาเข้ามามีอำนาจและทำลายประเทศชาติของเรา

ที่มา – “สุดารัตน์” ชี้ ทุนดำ-สแกมเมอร์รุกคืบยึดการเมืองไทย จี้รัฐบาลเร่งปราบปราม

ไทยเสนอ 3 แนวทาง ยกระดับอาเซียน-เกาหลีใต้

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ร่วมต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะการหลอกลวงออนไลน์ มุ่งหน้าสู่อนาคตดิจิทัลสีเขียวและความยั่งยืน

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 27 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันที่ 2 ของการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ห้องประชุมใหญ่ 2 ชั้น 3 ศูนย์การประชุม KLCC กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมและกล่าวถ้อยแถลงในการประชุมสุดยอดอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี ครั้งที่ 26 (26th ASEAN – Republic of Korea Summit) โดย นายอี แช มย็อง (H.E. Mr. Lee Jae Myung) ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐเกาหลีคนใหม่จะได้พบกับผู้นำอาเซียน เป็นครั้งแรก ขณะที่ไทยทำหน้าที่เป็นประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลี

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายกรัฐมนตรี เน้นถึงการประชุมครั้งนี้ว่า เป็นการทบทวนและกำหนดทิศทางความร่วมมือในอนาคตระหว่างอาเซียนกับสาธารณรัฐเกาหลี รวมถึงส่งเสริมการดำเนินการสถาปนาการเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน (Comprehensive Strategic Partnership: CSP) เมื่อปี 2567 ซึ่งโอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงทั้งในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี และในฐานะประเทศสมาชิกอาเซียนในคราวเดียวกัน

โดยนายกรัฐมนตรีได้กล่าวต้อนรับประธานาธิบดีอี แช มย็อง พร้อมแสดงวิสัยทัศน์ในนามอาเซียน เพื่อยืนยันความมุ่งมั่นของอาเซียนในการขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์รอบด้านอาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมชื่นชมบทบาทของเกาหลีใต้ในกลไกความร่วมมือของอาเซียน และจะดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน – สาธารณรัฐเกาหลีฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573)

ด้านความมั่นคง – นายกรัฐมนตรีแสดงความมุ่งมั่นต่อความร่วมมือทางการเมือง เพื่อรับมือกับภัยคุกคามด้านความมั่นคงรูปแบบใหม่ เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ ตลอดจนสนับสนุนการเสริมสร้างความตระหนักรู้ด้านกิจการทางทะเลผ่านความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น โดยนายกรัฐมนตรียังได้เสนอความร่วมมือระหว่างอาเซียนกับเกาหลีในการปราบปราม Scammer อย่างจริงจัง ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากผู้นำสมาชิกอาเซียนหลายชาติ ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ และลาว

ด้านเศรษฐกิจ – นายกรัฐมนตรีย้ำถึงการส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการยกระดับความตกลงการค้าเสรีอาเซียน–เกาหลี (ASEAN-Korea Trade Agreement – AKFTA) ในปี 2026 และการใช้ประโยชน์จากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (Regional Comprehensive Economic Partnership: RCEP) เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน

ด้านดิจิทัลและนวัตกรรม – นายกรัฐมนตรีเร่งผลักดันความร่วมมือด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ส่งเสริมความร่วมมือด้านเทคโนโลยีอัจฉริยะ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการพัฒนาทักษะดิจิทัล โดยชื่นชม “โครงการ Korea–ASEAN Digital Innovation Flagship” ของรัฐบาลเกาหลี

ด้านสังคมและวัฒนธรรม – นายกรัฐมนตรีได้ผลักดันการส่งเสริมการศึกษา การท่องเที่ยว กีฬา การพัฒนาแรงงาน และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ ระหว่างอาเซียนและเกาหลีใต้เพื่อเตรียมความพร้อมสู่อนาคต

ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม – เน้นการส่งเสริมการทำงานร่วมกับศูนย์อาเซียนในสาขาอนามัย สิ่งแวดล้อม และพลังงานหมุนเวียน

ไทยเสนอ 3 แนวทางหลักเพื่อความร่วมมือ

จากนั้น นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถ้อยแถลงในนามประเทศไทย โดยเสนอ 3 แนวทางความร่วมมือหลัก เพื่อเสริมสร้างความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทย–อาเซียน–สาธารณรัฐเกาหลี ได้แก่

1) การพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล สนับสนุนข้อริเริ่ม “AI Initiative” ของเกาหลีใต้ เพื่อการเติบโตอย่างครอบคลุม

2) การส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ผ่านการเร่งรัดเจรจา “Thailand–ROK Economic Partnership Agreement (EPA)” และการปรับปรุงข้อตกลง AKFTA เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของภูมิภาค

3) การสร้างอนาคตสีเขียวและยั่งยืน โดยไทยพร้อมร่วมมือกับเกาหลีในการดำเนินโครงการ “Clean Air for Sustainable ASEAN” และแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีสิ่งแวดล้อม

นายกรัฐมนตรียังได้ย้ำจุดยืนของไทยในการส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค โดยสนับสนุนการแก้ไขข้อขัดแย้งด้วยการเจรจาและความร่วมมือ ไม่ใช่การเผชิญหน้า และแสดงความพร้อมของไทยและอาเซียนที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลชุดใหม่ของสาธารณรัฐเกาหลีในการดำเนินการตามแผนการดำเนินงานอาเซียน-สาธารณรัฐเกาหลี ฉบับใหม่ (พ.ศ. 2569-2573) เพื่อขับเคลื่อนความเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์แบบรอบด้าน ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ หวังสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนต่อไป

โดยสรุปแล้ว ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ เพื่อมุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยี เศรษฐกิจดิจิทัล และสร้างอนาคตสีเขียวที่ยั่งยืน หวังว่าความร่วมมือนี้จะนำไปสู่การเติบโตและความมั่นคงของภูมิภาค

ที่มา – ไทยเสนอ 3 แนวทางยกระดับความร่วมมืออาเซียน–เกาหลีใต้ ต้านภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบผู้ถือหุ้น ปรินซ์ อินเตอร์ฯ

ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย สอบปากคำพยาน 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ไขปมโยงเครือข่าย ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และ เฉิน จื้อ

จากกรณีที่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป ซึ่ง นายเฉิน จื้อ หรือ วินเซนต์ ผู้ก่อตั้งบริษัทฯ กำลังถูกทางการสหรัฐฯ ดำเนินคดีในข้อหาฉ้อโกงและฟอกเงิน จากการทำธุรกิจศูนย์สแกมเมอร์ในประเทศกัมพูชา โดยใช้แรงงานบังคับ

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower โดยทำสัญญาเช่าระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึง 30 กันยายน 2569 เพื่อประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และเป็นคนละบริษัทกับกลุ่มที่ถูกสหรัฐฯ อายัดทรัพย์ของนายเฉิน จื้อ และไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับการเช่าอาคาร Sino-Thai Tower หรือเจ้าของอาคาร

บริษัท เอช ที อาร์ จำกัด ซึ่งเป็นผู้ให้เช่าพื้นที่ในอาคาร Sino-Thai Tower แก่บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้ชี้แจงว่า บริษัทฯ ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ โดยให้บริการด้านการให้เช่าและดูแลอาคารสำนักงานในนาม Sino-Thai Tower ในฐานะผู้ให้เช่า บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้เช่าพื้นที่สำนักงานอยู่บนชั้น 7 ของอาคาร เพื่อดำเนินธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ ให้บริการลูกค้าภายในประเทศไทยเท่านั้น และยืนยันว่าบริษัทฯ ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตและการคอร์รัปชั่นทุกรูปแบบ ไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อม

ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2568 เวลา 09:30 น. ที่อาคาร Sino-Thai Tower เลขที่ 32/28 ถนนสุขุมวิท 21 (ซอยอโศก) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) นำโดย ร.ต.อ.วิษณุ ฉิมตระกูล รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผอ.กองกิจการอำนวยความยุติธรรม พร้อมคณะพนักงานสืบสวนเรื่องที่ 134/2568 และเจ้าหน้าที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางเข้าพบผู้ถือหุ้น บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด เพื่อบันทึกการสอบปากคำและรับมอบพยานเอกสารตามที่ผู้ถือหุ้นประสงค์จะให้ความร่วมมือกับ DSI

กระบวนการสอบปากคำพยานกับผู้ถือหุ้นบริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จะเป็นการสอบปากคำผู้ถือหุ้นชาวไทย 2 ราย ได้แก่ นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ และ นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ โดยจะสอบถามถึงที่มาที่ไปของการประกอบธุรกิจ และผลประกอบการที่ผ่านมา รวมถึงความสัมพันธ์และความเชื่อมโยงกับเครือข่ายบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป และผู้ถือหุ้นทั้งหมดว่ามีใครถือหุ้นในบริษัทอื่นหรือไม่

ประเด็นสำคัญในการสอบสวน ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย

หากผู้ถือหุ้นรายใดให้การว่าตนเองเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป หรือไม่เกี่ยวข้อง คณะพนักงานสืบสวนจะบันทึกคำให้การไว้ทั้งหมด เพราะบุคคลมีสิทธิ์ที่จะให้การอย่างไรก็ได้ หากให้การว่าเคยเกี่ยวข้องกับบริษัท ปรินซ์ โฮลดิ้ง กรุ๊ป พนักงานสืบสวนก็จะสอบถามต่อว่าเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง จากธุรกิจใด เกิดขึ้นในช่วงเวลาใด และตอนนี้ยังร่วมธุรกิจกันอยู่หรือไม่ หากผู้ถือหุ้นต้องการมอบพยานเอกสารใดแก่ DSI เพื่อประกอบคำให้การ ทาง DSI ก็ยินดีรับนำไปพิจารณาในสำนวนการสืบสวน

บริษัท ปรินซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด จดทะเบียนเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2565 ทุนปัจจุบัน 2 ล้านบาท ประกอบธุรกิจนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยมีนาย หวัง ยู่ ถัง สัญชาติจีน (ไต้หวัน) เป็นกรรมการรายเดียว รายชื่อผู้ถือหุ้นล่าสุดเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2568 พบว่า นายหวัง ยู่ ถัง ถือหุ้นใหญ่สุด 49% ส่วนผู้ถือหุ้นชาวไทยอีก 3 ราย ได้แก่ นายพิภพ ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 21%, นายปริตวาทย์ กุลศรีสุวรรณ ถือหุ้น 20%, นายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ ถือหุ้น 10%

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2566 บริษัทมีการแจ้งเพิ่มทุนจดทะเบียนจากเดิม 1 ล้านบาท เป็น 2 ล้านบาท นายหวัง ยู่ ถัง เพิ่งเข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2566 และนายวุฒิชัย ประทุมวัลย์ เข้ามาเป็นกรรมการเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2567 ปัจจุบัน นายวุฒิชัย ได้ยุติการเป็นกรรมการบริษัทแล้ว เหลือนายหวัง ยู่ ถัง เป็นกรรมการรายเดียว

วัตถุประสงค์การทำธุรกิจของบริษัทเมื่อปี 2565 พบว่า บริษัทแห่งนี้ประกอบกิจการขายสินค้าตามวัตถุประสงค์จากประเทศญี่ปุ่น เช่น เครื่องประดับ เครื่องนุ่งห่ม อาหารแห้ง เสื้อผ้า เป็นต้น แต่ในปี 2566 แจ้งเปลี่ยนเป็นการขายปลีกสินค้าอื่น ๆ ในร้านค้าทั่วไป จากนั้นเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2567 เปลี่ยนเป็นกิจกรรมของตัวแทนและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ โดยได้รับค่าตอบแทนหรือตามสัญญาจ้าง กระทั่งวันที่ 15 มิถุนายน 2568 ได้เปลี่ยนประเภทธุรกิจเป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ และบริษัทได้มีการนำส่งงบการเงิน 3 ปีย้อนหลัง ดังนี้:

  • งบการเงินปี 2565: สินทรัพย์รวม 1,006,266 บาท, หนี้สินรวม 44,000 บาท, รายได้รวม 6,266 บาท, รายจ่ายรวม 44,000 บาท, ขาดทุนสุทธิ 37,733 บาท
  • งบการเงินปี 2566: สินทรัพย์รวม 729,345 บาท, หนี้สินรวม 18,888 บาท, รายได้รวม 10,000 บาท, รายจ่ายรวม 1,261,810 บาท, ขาดทุนสุทธิ 1,251,810 บาท
  • งบการเงินปี 2567: สินทรัพย์รวม 1,521,851 บาท, หนี้สินรวม 5,096,157 บาท, รายได้รวม 858,415 บาท, รายจ่ายรวม 5,072,286 บาท, ขาดทุนสุทธิ 4,284,763 บาท

การ ดีเอสไอเข้าตึกซิโน-ไทย ครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการตรวจสอบข้อเท็จจริงและความโปร่งใสในการทำธุรกิจ หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมเกี่ยวกับกรณีนี้ จะมีการรายงานให้ทราบต่อไป

ที่มา – ดีเอสไอ เข้าตึกซิโน-ไทย สอบ 2 ผู้ถือหุ้นชาวไทย ปรินซ์ อินเตอร์ฯ ไขปมโยง “เฉิน จื้อ”

Scroll to top