Scammer

กัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทางการกัมพูชาบุกทลายแหล่งต้องสงสัยในกรุงพนมเปญ จับกุมชาวเกาหลีใต้ได้ 57 ราย และชาวจีนอีก 29 ราย ในข้อหาเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการฉ้อโกงทางไซเบอร์ข้ามชาติ โดยปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากที่กัมพูชาเพิ่งส่งตัวชาวเกาหลีใต้ที่พัวพันเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลับประเทศไปเมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา

คณะกรรมการต่อต้านอาชญากรรมไซเบอร์ของรัฐบาลกัมพูชาเปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดีว่า เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นได้เข้าบุกค้นอาคารแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา (22 ต.ค.) ซึ่งต้องสงสัยว่าถูกใช้เป็นฐานปฏิบัติการของแก๊งฉ้อโกงออนไลน์ข้ามชาติ

จากการบุกเข้าทลายครั้งนี้ ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย พร้อมยึดของกลางเป็นคอมพิวเตอร์ 126 เครื่อง และโทรศัพท์มือถือ 30 เครื่อง นี่เป็นอีกครั้งที่กัมพูชาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

อุตสาหกรรมการฉ้อโกงทางไซเบอร์ที่มีมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ได้ขยายตัวอย่างมากในกัมพูชาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยผู้เชี่ยวชาญระบุว่ามีคนนับพันรายเกี่ยวข้องในธุรกิจผิดกฎหมายนี้ ซึ่งบางส่วนเข้าร่วมด้วยความสมัครใจ ขณะที่อีกหลายส่วนถูกบังคับโดยกลุ่มอาชญากร

การจับกุมครั้งใหญ่เกิดขึ้นเพียงไม่กี่วันหลังจากที่กัมพูชาได้ส่งตัวชาวเกาหลีใต้ 64 ราย ที่ถูกควบคุมตัวในข้อหาพัวพันกับเครือข่าย “Pig Butchering Scam” (การฉ้อโกงที่ใช้เวลาสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจกับเหยื่อก่อนจะทำการขโมยเงิน) กลับประเทศ

การส่งตัวกลับประเทศที่มีการติดตามอย่างใกล้ชิดนี้ เป็นผลมาจากความไม่พอใจของสาธารณชนจากเหตุการณ์นักศึกษาชาวเกาหลีใต้ถูกทรมานและเสียชีวิตในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเชื่อมโยงกับแก๊งอาชญากรรม

เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศของเกาหลีใต้ได้เข้าพบกับนายกรัฐมนตรีกัมพูชาและตำรวจท้องถิ่นเพื่อหารือเกี่ยวกับศูนย์จัดหางานปลอมและศูนย์ฉ้อโกง

ก่อนหน้านี้ นายโช ฮยอน รัฐมนตรีต่างประเทศเกาหลีใต้ กล่าวเมื่อวันจันทร์ว่า มีการจับกุมผู้ต้องสงสัยฉ้อโกงเพิ่มอีก 10 ราย และช่วยเหลือเหยื่อได้ 2 ราย กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีใต้ประเมินว่ามีชาวเกาหลีใต้ราว 1,000 คน เป็นหนึ่งในผู้ที่ทำงานในศูนย์อาชญากรรมเหล่านี้ จากจำนวนรวมทั้งหมดประมาณ 200,000 คนในกัมพูชา โดยมีชาวเกาหลีใต้ประมาณ 550 ราย ถูกรายงานว่าสูญหายหรือถูกควบคุมตัวไว้โดยไม่สมัครใจ หลังจากเดินทางเข้ากัมพูชาตั้งแต่ปีที่แล้ว.

กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

สถานการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่ซับซ้อน และความท้าทายในการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้

ความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

การจับกุมชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ในครั้งนี้ ตอกย้ำถึงความเชื่อมโยงระหว่างอาชญากรรมทางไซเบอร์และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ ปฏิบัติการเหล่านี้มักมีฐานอยู่ในประเทศหนึ่ง แต่เหยื่ออาจอยู่ในอีกประเทศหนึ่ง ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก

แก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ใช้วิธีการหลอกลวงที่หลากหลาย เพื่อหลอกเอาเงินจากเหยื่อ พวกเขาอาจแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ธนาคาร ตำรวจ หรือหน่วยงานราชการอื่นๆ การรู้เท่าทันกลโกงเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

การที่ทางการกัมพูชา จับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย และชาวจีน 29 ราย ในคดีนี้ แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์ในประเทศ

ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

เหตุการณ์เหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะระหว่างกัมพูชา เกาหลีใต้ และจีน รัฐบาลของแต่ละประเทศจำเป็นต้องทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและปกป้องพลเมืองของตน

  • การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศ
  • การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย
  • การปรับปรุงกฎหมายและระเบียบข้อบังคับ

คือสิ่งสำคัญในการต่อต้านอาชญากรรมทางไซเบอร์

การป้องกันตนเองจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางประการในการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์:

  • อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เช่น หมายเลขบัตรเครดิต หรือรหัสผ่าน แก่บุคคลที่คุณไม่รู้จัก
  • ตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ
  • อย่าหลงเชื่อคำขู่ หรือข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • หากคุณสงสัยว่าคุณอาจตกเป็นเหยื่อ ให้แจ้งความกับตำรวจ

การตระหนักถึงกลโกงต่างๆ และการระมัดระวังในการให้ข้อมูลส่วนตัว จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมทางไซเบอร์ได้

ข่าวการจับกุมชาวเกาหลีใต้และชาวจีนที่พัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชาเป็นเครื่องเตือนใจว่าเราต้องระมัดระวังตัวอยู่เสมอในโลกออนไลน์ อาชญากรรมไซเบอร์เป็นภัยคุกคามที่แท้จริง และเราทุกคนต้องมีส่วนร่วมในการป้องกันตนเองและคนรอบข้าง

ที่มา – กัมพูชาจับชาวเกาหลีใต้ 57 ราย ชาวจีน 29 ราย พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

SpaceX ระงับ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

บริษัท สเปซเอ็กซ์ ยืนยัน ระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ที่ศูนย์หลอกลวง หลังอุปกรณ์ถูกแก๊งมิจฉาชีพนำไปใช้อย่างกว้างขวาง

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า รองประธานบริษัท “สเปซเอ็กซ์” (SpaceX) เปิดเผยว่า พวกเขาระงับการให้บริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา ที่ศูนย์หลอกลวงไปแล้วมากกว่า 2,500 เครื่อง หลังจากกลุ่มมิจฉาชีพหันมาใช้บริการอินเทอร์เน็ตดาวเทียมนี้มากขึ้นหลังทางการไทยตัดการส่งพลังงานและอินเทอร์เน็ต

กลุ่มอาคารของแก๊งสแกมเมอร์ในเมียนมา ซึ่งหลอกลวงชาวต่างชาติด้วยวิธีการต่างๆ ทั้งหลอกให้รักแล้วตบทรัพย์ หรือ “โรแมนซ์สแกม” และแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ขยายขนาดขึ้นตามแนวชายแดนของเมียนมาโดยอาศัยช่วงที่การปกครองหย่อนยานเนื่องจากภาวะสงครามกลางเมือง ซึ่งเริ่มขึ้นหลังกองทัพก่อรัฐประหารในปี 2564

การปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์ครั้งใหญ่ในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้มีคนงานเกือบ 7,000 คนถูกส่งกลับประเทศต้นทาง ขณะที่ทางการไทยบังคับใช้มาตรการระงับการส่งสัญญาณอินเทอร์เน็ตข้ามพรมแดน ไม่ให้กลุ่มมิจฉาชีพนำไปใช้งาน

แต่การสืบสวนของ AFP เปิดเผยว่า การก่อสร้างอาคารเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไปอย่างรวดเร็ว

ศูนย์จำนวนมากดูเหมือนจะติดตั้งเครื่องรับอินเทอร์เน็ต Starlink จำนวนมากบนหลังคา หลังจากที่ประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเพื่อนบ้านได้ตัดการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตและไฟฟ้าของพวกเขา

น.ส.ลอเรน เดรเยอร์ รองประธานฝ่ายปฏิบัติการธุรกิจ Starlink ของบริษัท SpaceX กล่าวว่า บริษัทได้ยกเลิกการใช้งานชุดอุปกรณ์ Starlink มากกว่า 2,500 ชุด ในบริเวณใกล้เคียงกับจุดที่ต้องสงสัยว่าเป็น “ศูนย์หลอกลวง” ในเมียนมา แต่เธอไม่ได้ระบุว่า การยกเลิกการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อใด

ด้านกองทัพเมียนมาเพิ่งประกาศว่า ได้บุกเข้าตรวจค้นอาคาร “เคเค พาร์ก” (KK Park) ซึ่งเป็นหนึ่งในศูนย์หลอกลวงที่เป็นที่รู้จักที่สุดของประเทศ และยึดอุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้ 30 เครื่อง แต่ตามรายงานของ AFP ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของจำนวนที่ใช้ในสถานที่ดังกล่าวเท่านั้น

นักข่าวของ AFP รายงานว่า พวกเขาเห็นผู้คนกว่า 1,000 คนเดินทางออกจากสถานที่ดังกล่าวด้วยการเดินเท้า, ขี่จักรยานยนต์ หรืออัดแน่นอยู่ในรถกระบะ

คนงาน เคเค พาร์ก คนหนึ่งซึ่งกำลังจะเดินทางออกไป บอกกับ AFP ว่า การปราบปรามยังคงดำเนินอยู่ “ประมาณ 10 โมงเช้า มีทหารเมียนมานั่งรถบรรทุกสี่คันมาถึงที่ไซต์ของเรา.”

นักวิเคราะห์บอกกับ AFP ว่า ศูนย์หลอกลวงเหล่านี้ได้กลายเป็น เสาหลักสำคัญ ของเศรษฐกิจในช่วงสงครามของเมียนมา ซึ่งกองทัพกำลังต่อสู้กับกลุ่มกบฏหลายกลุ่มนับตั้งแต่เข้ายึดอำนาจ และพึ่งพาการสนับสนุนทางทหารจากจีนเพื่อรักษาอำนาจในการปกครอง

แต่ในขณะเดียวกัน รัฐบาลทหารยังต้องพึ่งพากองกำลังติดอาวุธที่ทรงอิทธิพลซึ่งควบคุมพื้นที่ชายแดนในนามของพวกเขา แลกกับการได้รับผลประโยชน์จากศูนย์หลอกลวงเหล่านี้

นาธาน รูเซอร์ นักวิเคราะห์จากสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย กล่าวว่า “รัฐบาลทหารจำเป็นต้องสามารถทำให้กองกำลังติดอาวุธเหล่านั้นร่ำรวยได้ … แต่ในขณะเดียวกันพวกเขาก็ถูกกดดันจากจีนด้วย.”

อนึ่ง จีนไม่พอใจที่พลเมืองจีนกลายเป็นแกนนำในการหลอกลวงในเมียนมา และหลอกคนจำนวนมากเข้าไปให้ศูนย์เหล่านี้และบังคับให้ทำงานหลอกลวงผ่านทางออนไลน์ โดยมุ่งเป้าหมายไปยังหลายประเทศทั่วโลก รวมถึงชาวจีนด้วยกัน รัฐบาลปักกิ่งจึงเป็นผู้นำในการกดดันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เพื่อควบคุมตลาดมืดที่กำลังเฟื่องฟูนี้

รูเซอร์กล่าวว่า ผลลัพธ์ที่ได้คือการรักษาสมดุล โดยรัฐบาลเมียนมาจะดำเนินการในเชิงสัญลักษณ์ ขณะที่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ทำอะไรเลย

ผลกระทบจากการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

การที่ SpaceX ตัดสินใจระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง ถือเป็นมาตรการที่เข้มงวดเพื่อต่อต้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย การดำเนินการนี้ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มมิจฉาชีพที่อาศัย Starlink ในการหลอกลวง แต่ยังส่งสัญญาณไปยังผู้ให้บริการเทคโนโลยีรายอื่นๆ ให้ตระหนักถึงความรับผิดชอบในการป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

แม้ว่าการระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมา จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินงานของกลุ่มมิจฉาชีพ แต่ก็เป็นเพียงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุ การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อจัดการกับปัญหาการหลอกลวงออนไลน์อย่างครบวงจร

ในอนาคต เราอาจได้เห็นมาตรการที่เข้มงวดยิ่งขึ้นในการควบคุมการใช้งานเทคโนโลยี เพื่อป้องกันการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด และสร้างความปลอดภัยให้กับผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตทั่วโลก

การตัดสินใจของ Space X ในการ ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง เป็นสิ่งที่น่าจับตามองและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจในการต่อต้านการใช้เทคโนโลยีในทางที่ผิด

ที่มา – SpaceX ระงับบริการอุปกรณ์ Starlink ในเมียนมากว่า 2,500 เครื่อง

ไทยดันสำเร็จ! “ปราบสแกมเมอร์” วาระ IPU

(ภาพจาก youtube)

รัฐสภาโลก IPU โหวตเกิน 2 ใน 3 รับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตรที่ขอให้บรรจุเรื่อง สแกมเมอร์-อาชญากรรมองค์กร เป็นวาระเร่งด่วน ในขณะที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

เมื่อ 28 ต.ค. 2568 ที่ประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา หรือ IPU สมัยที่ 151 ลงคะแนนเสียงรับร่างญัตติของไทยกับชาติพันธมิตร ที่ขอให้บรรจุเรื่อง “อาชญากรรมองค์กรและอาชญากรรมไซเบอร์” เป็นวาระเร่งด่วนในระเบียบวาระการประชุมใหญ่ของ IPU เพียงเรื่องเดียวในปีนี้ ด้วยคะแนนเสียงเห็นด้วย 850 เสียง และไม่เห็นด้วย 200 เสียง

ทั้งนี้ เนื่องจากที่ประชุมเห็นว่า เรื่องดังกล่าวเป็นปัญหาเร่งด่วน ซึ่งส่งผลกระทบต่อด้านต่างๆ ในวงกว้าง จึงต้องการให้รัฐสภาทั่วโลกรับทราบ และแสดงบทบาทร่วมกัน ในการจัดการปัญหาภายใต้กรอบนิติบัญญัติ

ญัตติดังกล่าวว่าด้วยเรื่องการดำเนินการของรัฐสภา เพื่อต่อต้านอาชญากรรมองค์กรข้ามชาติ, อาชญากรรมไซเบอร์ และภัยคุกคามแบบผสมผสานต่อประชาธิปไตย และความมั่นคงของมนุษย์ เสนอต่อที่ประชุมโดย รัฐสภาไทย, อาร์เจนตินา, ชิลี, โปแลนด์ และสวีเดน และได้รับการสนับสนุนจาก กลุ่มละตินอเมริกา และแคริบเบียน และกลุ่มทเวลฟ์พลัส

หนึ่งในประเทศที่คัดค้านการเสนอร่างญัตติของไทยคือรัสเซีย โดยอ้างว่าไทยทำผิดขั้นตอน แต่คณะกรรมการของ IPU ยืนยันว่าไม่ผิด ขณะที่ ผู้แทนจากรัฐสภากัมพูชาไม่ได้เข้าร่วมประชุม และไม่ได้ร่วมโหวตในครั้งนี้

ไทยผลักดัน “ปราบสแกมเมอร์” สำเร็จในเวที IPU

นับเป็นความสำเร็จของประเทศไทยในการผลักดันประเด็นสำคัญระดับโลกอย่างการปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนในการประชุม IPU (Inter-Parliamentary Union) ที่จัดขึ้น ณ ประเทศกัมพูชา การที่รัฐสภาโลกให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความร้ายแรงของปัญหาอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กรที่ส่งผลกระทบต่อผู้คนทั่วโลก

ร่างญัตติที่เสนอโดยประเทศไทยและพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างท่วมท้นจากประเทศสมาชิก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นร่วมกันในการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง การที่กัมพูชาไม่ร่วมโหวตในครั้งนี้กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองถึงท่าทีของประเทศต่อการปราบสแกมเมอร์ในอนาคต

ความสำคัญของการผลักดันวาระ “ปราบสแกมเมอร์”

การผลักดันวาระปราบสแกมเมอร์ให้เป็นวาระเร่งด่วนของ IPU มีความสำคัญอย่างยิ่งเนื่องจากเป็นการสร้างความตระหนักรู้ในระดับนานาชาติเกี่ยวกับภัยร้ายของอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งมักมีลักษณะข้ามชาติและยากต่อการจัดการด้วยกลไกภายในประเทศเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ การที่ IPU ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ จะช่วยกระตุ้นให้รัฐสภาของประเทศสมาชิกต่างๆ เร่งพิจารณาและปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้สามารถรับมือกับอาชญากรรมเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลและประสบการณ์ในการปราบสแกมเมอร์

ความร่วมมือในระดับนานาชาติเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในการต่อสู้กับอาชญากรรมไซเบอร์และอาชญากรรมองค์กร เนื่องจากอาชญากรเหล่านี้มักใช้เทคโนโลยีและเครือข่ายข้ามชาติในการก่อเหตุ ทำให้การติดตามและจับกุมเป็นไปได้ยาก การมีกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ชัดเจนจะช่วยให้การปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

สิ่งที่ประเทศไทยทำสำเร็จในเวที IPU ครั้งนี้จึงเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระดับโลกเพื่อต่อต้านภัยร้ายจากสแกมเมอร์และอาชญากรรมองค์กร ซึ่งจะนำไปสู่การปกป้องประชาชนจากภัยคุกคามเหล่านี้ได้อย่างยั่งยืน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : nationtv

ที่มา – ไทยทำสำเร็จ ชง “ปราบสแกมเมอร์” เป็นวาระเร่งด่วนเวที IPU กัมพูชาไม่ร่วมโหวต

รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ยืนยัน ไม่มีแผนลดโควตาแรงงานกัมพูชาในประเทศ ย้ำแรงงานทุกคนควรได้รับการปกป้องโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือถิ่นกำเนิด

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อ 20 ต.ค. 2568 นายคิม ยอง-ฮุน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อเสียงเรียกร้องให้ตัดโควตาวีซ่า E-9 สำหรับแรงงานกัมพูชา ท่ามกลางกระแสความไม่พอใจของประชาชนที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น จากเหตุการณ์การลักพาตัวและอาชญากรรมอื่น ๆ ที่มุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีในกัมพูชา

ในการแถลงข่าวต่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศในกรุงโซล นายคิมปฏิเสธข้อเสนอที่ว่ารัฐบาลกัมพูชาควรต้องรับผิดชอบต่ออาชญากรรมล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับพลเมืองเกาหลีใต้ หรือข้อเสนอที่ว่าเกาหลีใต้ควรลดโควตาแรงงานกัมพูชา E-9 ของกัมพูชาเพื่อเป็นการตอบโต้

นายคิมกล่าวว่า “ขณะนี้เราไม่มีแผนที่จะปรับโควตาแรงงานกัมพูชา E-9 ของกัมพูชา” พร้อมเตือนว่า การลดโควตาแต่เพียงฝ่ายเดียวหรือจำกัดใบอนุญาตการจ้างงานโดยอิงจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบแยกเดี่ยวนี้ อาจทำให้แรงงานกัมพูชาที่อาศัยและทำงานอยู่ในเกาหลีอยู่แล้วถูกตีตราอย่างไม่เป็นธรรม ขณะเดียวกันก็บ่อนทำลายความสัมพันธ์ด้านแรงงานทวิภาคีด้วย

ความคิดเห็นของเขามีขึ้นในขณะที่อาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองเกาหลี โดยแก๊งอาชญากรรมที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา เกิดขึ้นหลายระลอก จนจุดประกายให้เกิดการถกเถียงเกี่ยวกับอนาคตของความร่วมมือด้านแรงงานระหว่างสองประเทศ

ทั้งนี้ วีซ่า E-9 อนุญาตให้นายจ้างชาวเกาหลีจ้างแรงงานต่างชาติในอุตสาหกรรมที่ขาดแคลนแรงงาน เช่น การผลิต การเกษตร การประมง และการก่อสร้างได้ โดยในปีนี้ รัฐบาลได้กำหนดโควตาวีซ่า E-9 ทั้งหมดไว้ที่ 130,000 คน

นับตั้งแต่เกาหลีใต้ลงนามในข้อตกลงการจัดส่งแรงงานกับกัมพูชาในปี 2006 แรงงานกัมพูชาก็กลายเป็นผู้ใช้วีซ่า E-9 มากที่สุดเป็นอันดับสอง รองจากเนปาล

นายคิมกล่าวด้วยว่า ท่ามกลางปัญหาการลดลงของจำนวนแรงงาน และการลดลงของประชากรในเกาหลีใต้ แรงงานต่างชาติถือว่าเป็นผู้ร่วมมือที่ขาดไม่ได้ในการรักษาระบบเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ

และรัฐบาลของประธานาธิบดีอี แจ มยอง มุ่งมั่นที่จะสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคง ครอบคลุม และปลอดภัย ซึ่งแรงงานทุกคน รวมถึงผู้ที่ไม่ได้เป็นพลเมืองก็สามารถทำงานได้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติ

“เรากำลังเตรียมกรอบการบริหารจัดการแรงงานที่เป็นระบบมากขึ้นและกลไกสนับสนุนแบบบูรณาการสำหรับแรงงานต่างชาติ ขณะเดียวกันก็ยังคงเสริมสร้างการคุ้มครองสิทธิและสวัสดิการของพวกเขาอย่างต่อเนื่องด้วย” นายคิมกล่าว

เนื่องจากมีความกังวลเพิ่มขึ้นเกี่ยวกับความเกลียดกลัวชาวต่างชาติ (xenophobia) และข้อมูลเท็จที่มุ่งเป้าไปที่แรงงานต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวจีน นายคิมจึงได้ยืนยันหนักแน่นอีกครั้งว่า “แรงงานทุกคนสมควรได้รับความเคารพ และแรงงานทุกคนควรได้รับการปกป้องโดยไม่คำนึงถึงสัญชาติหรือถิ่นกำเนิด”

เขากล่าวเสริมว่า “คำพูดที่สร้างความเกลียดชังและการมีอคติบนพื้นฐานของถิ่นกำเนิดและเชื้อชาติ ไม่ถือเป็นเสรีภาพในการแสดงออก แต่เป็นอาชญากรรมและไม่สามารถยอมรับได้”

เมื่อผู้สื่อข่าวต่างประเทศถามเรื่องการละเมิดสิทธิ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่นายจ้างในเกาหลี ยึดหนังสือเดินทางของแรงงานต่างชาติอย่างผิดกฎหมาย นายคิมยอมรับว่าการละเมิดดังกล่าวยังคงมีอยู่และได้กล่าว “ขอโทษในนามของรัฐบาล” พร้อมสัญญาว่าจะมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดมากขึ้นและมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งขึ้น

“เราจะจัดตั้งช่องทางการรายงาน รวมถึงความร่วมมือกับกลุ่มพลเมือง เพื่อให้มั่นใจว่าเสียงของแรงงานข้ามชาติจะได้รับการรับฟัง และความกังวลของพวกเขาจะได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ” นายคิมกล่าว

รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น รัฐมนตรีแรงงานเกาหลีใต้ได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานต่างชาติทุกคน และจะดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับทุกคนที่เข้ามาทำงานในเกาหลีใต้

ทำไมเกาหลีใต้ถึงต้องการแรงงานกัมพูชา

การที่เกาหลีใต้ยังคงต้องการแรงงานจากกัมพูชา เนื่องมาจากปัญหาการขาดแคลนแรงงานภายในประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น การผลิต การเกษตร และการก่อสร้าง แรงงานจากกัมพูชาจึงเข้ามาช่วยเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไปนี้ ทำให้เศรษฐกิจของเกาหลีใต้ยังคงสามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

ความสำคัญของโควตาแรงงานกัมพูชา

การคงโควตาแรงงานกัมพูชาจึงเป็นสิ่งสำคัญ ไม่เพียงแต่ต่อเศรษฐกิจของเกาหลีใต้เท่านั้น แต่ยังรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของแรงงานชาวกัมพูชาและครอบครัวของพวกเขาอีกด้วย การทำงานในต่างประเทศเปิดโอกาสให้พวกเขาสามารถหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพและพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังคือการดูแลและปกป้องสิทธิของแรงงานเหล่านี้อย่างจริงจัง เพื่อป้องกันปัญหาการถูกเอารัดเอาเปรียบและการเลือกปฏิบัติที่อาจเกิดขึ้นได้ การมีมาตรการที่เข้มงวดและโปร่งใสในการตรวจสอบและจัดการเรื่องนี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรมองข้าม

อนาคตของแรงงานกัมพูชาในเกาหลีใต้

แม้ว่าจะมีเสียงเรียกร้องให้ลดจำนวนแรงงานจากกัมพูชา แต่รัฐบาลเกาหลีใต้ยังคงยืนยันที่จะรักษาโควตาเดิมไว้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนแรงงาน และการให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานอย่างปลอดภัยและเป็นธรรมสำหรับแรงงานทุกคน ไม่ว่าพวกเขาจะมาจากชาติใดก็ตาม

ในอนาคต คาดว่าเกาหลีใต้จะยังคงพึ่งพาแรงงานจากต่างชาติ รวมถึงแรงงานจากกัมพูชาต่อไป ดังนั้น การพัฒนาและปรับปรุงระบบการจัดการแรงงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้มั่นใจได้ว่าแรงงานทุกคนจะได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมและได้รับโอกาสในการพัฒนาตนเองอย่างเต็มศักยภาพ

ที่มา – รมต.เกาหลีใต้ยันไม่ลดโควตาแรงงานกัมพูชา ชี้ต้องรักษาความเป็นธรรม

สลด! นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา

(ภาพจาก Vera Kravtsova / Daily Mail)

นางแบบสาวชาวเบลารุส ถูกสแกมเมอร์หลอกมาไทย ก่อนถูกลักพาตัวไปเมียนมา พร้อมบังคับให้ทำงานกับแก๊งหลอกลวงออนไลน์ สุดท้ายถูกฆาตกรรมแล้วชิงอวัยวะไปขาย คนร้ายไม่วายเรียกค่าไถ่ศพ

สำนักข่าวต่างประเทศหลายสำนักรวมถึง เดลีเมล รายงานว่า น.ส.เวรา คราฟต์โชวา นางแบบและนักร้องสาวชาวเบลารุสวัย 26 ปี ถูกฆาตกรรมและชิงอวัยวะ หลังจากเธอตกเป็นเหยื่อการหลอกลวงออนไลน์ และถูกลักพาตัวจากประเทศไทยไปยังศูนย์สแกมเมอร์ของแก๊งอาชญากรรมในประเทศเมียนมา

น.ส.คราฟต์โซวา เดินทางมายังกรุงเทพมหานคร ของประเทศไทย เมื่อ 20 ก.ย. เพื่อสัมภาษณ์งานหลังจากได้รับข้อความเสนองานถ่ายแบบแบบพาร์ทไทม์

แต่ข่าวระบุว่า ทันทีที่เธอเดินทางมาถึงประเทศไทย น.ส.คราต์โซวาก็ถูกลักพาตัวไปโดยแก๊งอาชญากรรมท้องถิ่น และถูกพาไปยังชายแดนที่ติดกับประเทศเมียนมา พร้อมกับถูกยึดหนังสือเดินทางและโทรศัพท์มือถือ ถูกทำร้ายร่างกายและถูกข่มขู่ให้ทำงานเป็นส่วนหนึ่งในปฏิบัติการ “โรแมนซ์สแกม” (หลอกให้รักแล้วตบทรัพย์) ทางออนไลน์

ข่าวระบุอีกว่า สถานที่ที่ น.ส.คราฟต์โซวาถูกพาตัวไปนั้น เป็นพื้นที่ไร้กฎหมายที่เรียกว่า “แคมป์” (camp) ตั้งอยู่ทางเหนือของเมียนมา เป็นศูนย์ปฏิบัติการอาชญากรรมออนไลน์ขนาดใหญ่ที่บริหารร่วมกันโดย แก๊งชาวจีนกับกลุ่มติดอาวุธท้องถิ่น

ผู้คนที่ถูกพาไปที่นั่นจะถูกควบคุมตัวและถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการก่ออาชญากรรมออนไลน์ เช่น แก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยหากไม่ทำตามที่สั่งหรือทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย พวกเขาจะถูกทำร้ายร่างกาย, ถูกทรมาน หรือถูกขู่บังคับให้ขายบริการทางเพศ และชิงอวัยวะไปขาย

ข่าวระบุว่า น.ส.คราฟต์โซวาทำกำไรไม่ได้ตามเป้าหมาย แก๊งอาชญากรจึงตัดการสืบสวนกับภายนอกของเธอทั้งหมด ไม่นานจากนั้น แก๊งก็ติดต่อไปยังครอบครัวของ น.ส.คราฟต์โซวา และอ้างว่า เธอเสียชีวิตแล้ว พร้อมเรียกร้องเงินจำนวน 500,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16 ล้านบาท) เพื่อแลกกับการส่งร่างกลับคืน

เมื่อครอบครัวคราฟต์โซวาไม่ทำตาม แก๊งอาชญากรจึงส่งข้อความเพิ่มโดยระบุว่า ร่างของคราฟต์โซวาถูกฌาปนกิจแล้ว และบอกว่าไม่จำเป็นต้องตามหาเธออีก

ครอบครัวคราฟต์โซวายังได้รับข้อความจากบุคคลปริศนาอ้างว่า คราฟต์โซวาถูกขายให้กับแก๊งค้าอวัยวะในช่วงต้นเดือนตุลาคม และถูกนำอวัยวะออกไป ก่อนจะถูกสังหารและร่างถูกฌาปนกิจ

กระทรวงการต่างประเทศของเบลารุสยืนยันว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง และกำลังให้ความช่วยเหลือครอบครัวคราฟต์โซวาผ่านช่องทางทางการทูต และมีรายงานด้วยว่า มารดาของคราฟต์โซวาพยายามเจรจากับแก๊งอาชญากร ซึ่งตกลงจะคืนอัฐิลูกสาวของเธอให้โดยไม่เรียกเงินค่าไถ่ โดยเธอวางแผนจะเดินทางไปเมียนมาเพื่อจัดการเรื่องอัฐิ

ทั้งนี้ รายงานของสหประชาชาติในปี 2566 ประเมินว่า มีเหยื่อการค้ามนุษย์ประมาณ 120,000 คนถูกควบคุมตัวอยู่ในเมียนมา โดยส่วนใหญ่มาจากเวียดนาม อินเดีย ศรีลังกา และมีบางส่วนมาจากรัสเซียและประเทศในยุโรปตะวันออก ซึ่งถูกบังคับให้ทำงานในศูนย์หลอกลวงในฐานะ “ทาสยุคใหม่” (modern slave)

เหตุการณ์ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา นี้เป็นเรื่องที่น่าสลดใจอย่างยิ่ง และสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงออนไลน์และการค้ามนุษย์ที่ยังคงมีอยู่

นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา

เรื่องราวของ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา หลังถูกลักพาตัวจากไทย กลายเป็นอุทาหรณ์เตือนใจให้ระมัดระวังการติดต่อเสนองานออนไลน์ที่ไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เสนอผลตอบแทนสูงเกินจริง

ความเสี่ยงของการหลอกลวงออนไลน์ที่นำไปสู่เหตุการณ์ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา

กรณีของนางแบบสาวเบลารุสนี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการตรวจสอบประวัติและความน่าเชื่อถือของผู้ว่าจ้างก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ นอกจากนี้ การแจ้งให้คนใกล้ชิดทราบถึงแผนการเดินทางและที่อยู่เป็นสิ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้สามารถขอความช่วยเหลือได้ทันท่วงทีในกรณีฉุกเฉิน

นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา ยังกระตุ้นให้เราต้องพิจารณาถึงความรุนแรงของปัญหาการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคที่มีความขัดแย้งและกฎหมายอ่อนแอ การร่วมมือระหว่างประเทศและการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดเป็นสิ่งจำเป็นในการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้

เพื่อป้องกันตนเองจากภัยคุกคามและการหลอกลวงออนไลน์ที่อาจนำไปสู่สถานการณ์เลวร้ายเช่นเดียวกับ นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา คุณควร:

  • ตรวจสอบข้อมูลและความน่าเชื่อถือของบุคคลหรือบริษัทที่เสนองานอย่างละเอียด
  • ระมัดระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริงและหลีกเลี่ยงการให้ข้อมูลส่วนตัวที่ไม่จำเป็น
  • แจ้งแผนการเดินทาง ที่อยู่ และข้อมูลติดต่อให้กับคนใกล้ชิด
  • พิจารณาทำประกันการเดินทางที่ครอบคลุมกรณีการถูกลักพาตัวหรือการหายตัวไป
  • หากรู้สึกไม่ปลอดภัยหรือถูกคุกคาม ให้รีบติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลของประเทศตนเอง

เหตุการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตระหนักถึงภัยคุกคามทางออนไลน์และการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน การระมัดระวังและการป้องกันตนเองเป็นสิ่งสำคัญในการปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของคุณ

ที่มา – นางแบบสาวเบลารุส ถูกฆ่าชิงอวัยวะในเมียนมา หลังถูกลักพาตัวจากไทย

สส.เกาหลีใต้เผย คนไปกัมพูชาแล้วไม่กลับปีละพัน

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ข้อมูลน่าตกใจที่กำลังถูกจับตามอง! สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของเกาหลีใต้เปิดเผยว่า ในแต่ละปีมีพลเมืองเกาหลีจำนวนมากเดินทางไปยังกัมพูชาแต่ไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ซึ่งจุดประกายความกังวลว่าอาจมีชาวเกาหลีเข้าไปเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์ (scammer) ในกัมพูชามากกว่าที่คิดไว้

นายพัค ชาน-แด สส. จากพรรคประชาธิปไตย ซึ่งเป็นพรรครัฐบาลของเกาหลีใต้ ได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจนี้ โดยระบุว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีชาวเกาหลีใต้หลายพันคนที่เดินทางไปยังกัมพูชา แต่กลับไม่มีข้อมูลการเดินทางกลับประเทศ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาจมีพลเมืองของตนเข้าไปพัวพันกับการทำงานในศูนย์หลอกลวงในประเทศกัมพูชา มากกว่าที่เคยมีการประเมินไว้ก่อนหน้านี้

ข้อมูลจากกระทรวงยุติธรรมของเกาหลีใต้ ซึ่งถูกยื่นให้กับ สส.พัค ระบุถึงส่วนต่างของจำนวนชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปกัมพูชาและจำนวนผู้ที่เดินทางกลับจากกัมพูชา โดยตัวเลขดังกล่าวอยู่ที่ 3,209 คนในปี 2565, 2,662 คนในปี 2566 และ 3,248 คนในปี 2567 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับปี 2564 ที่มีส่วนต่างเพียง 113 คนเท่านั้น

การที่ชาวเกาหลีจำนวนมากไม่ได้เดินทางกลับประเทศ ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า จำนวนพลเมืองที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการหลอกลวงที่มีฐานอยู่ในกัมพูชา อาจมีจำนวนสูงกว่าตัวเลขประมาณการของรัฐบาลที่ระบุไว้ราว 1,000 คนหรือไม่

สำหรับตัวเลขในปี 2568 นับตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงเดือนสิงหาคม พบว่ามีชาวเกาหลีใต้เดินทางไปกัมพูชา 67,609 คน แต่เดินทางกลับมาเพียง 66,745 คน คิดเป็นส่วนต่าง 864 คน

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากหน่วยงานตรวจคนเข้าเมืองของกัมพูชาชี้ว่า ในปี 2567 มีชาวเกาหลีใต้เดินทางเข้าประเทศถึง 192,305 คน ในขณะที่ข้อมูลจากฝั่งเกาหลีใต้ระบุว่ามีพลเมืองเดินทางออกจากประเทศไปยังกัมพูชาในปีเดียวกันนั้นเพียง 100,820 คนเท่านั้น ตัวเลขที่แตกต่างกันอย่างมากนี้ยิ่งทำให้สถานการณ์มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวยอนฮัป (Yonhap) รายงานโดยอ้างอิงการเปิดเผยของผู้ที่รู้จักกับพนักงานในเครือข่ายอาชญากรรมแห่งหนึ่งในกัมพูชาว่า มีชาวเกาหลีใต้ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินการหลอกลวงในประเทศนี้อย่างน้อย 2,000 ถึง 3,000 คน

“ไม่ได้มีเพียงแค่คนที่เดินทางออกไปโดยเครื่องบินเท่านั้น แต่ยังมีคนที่ลักลอบเข้ากัมพูชาโดยผ่านประเทศจีนอีกด้วย” แหล่งข่าวระบุถึงวิธีการเดินทางที่หลากหลายของเหล่าอาชญากร

แหล่งข่าวอีกรายหนึ่งซึ่งอ้างว่าเคยทำงานในศูนย์อาชญากรรม ให้ข้อมูลว่ามีชาวเกาหลีอยู่ในศูนย์ดังกล่าวประมาณ 50 คน โดยบางคนเมื่อหาเงินได้จำนวนหนึ่งแล้วก็จะย้ายไปตั้งบริษัทใหม่ในภูมิภาคอื่น

นายพัค แสดงความกังวลว่า อาจยังมีเหยื่อชาวเกาหลีจากอาชญากรรมในกัมพูชาอยู่อีกจำนวนมาก พร้อมทั้งเรียกร้องให้มีการตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศอย่างละเอียด

“รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลของผู้ที่ไม่เดินทางกลับประเทศซ้ำ โดยการเปรียบเทียบประวัติการเข้าและออกของแต่ละบุคคลกับบันทึกของกงสุลและตำรวจ” นายพัคกล่าวเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูล

สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

ทำไมคนเกาหลีใต้ถึงไปกัมพูชาแล้วไม่กลับ?

คำถามที่น่าสนใจคือ อะไรเป็นแรงจูงใจที่ทำให้ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน ปรากฏการณ์นี้อาจมีสาเหตุมาจากหลายปัจจัย ไม่ว่าจะเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่กัมพูชา การเข้าไปพัวพันกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หรือแม้แต่การลักลอบเข้าไปทำงานผิดกฎหมาย

รัฐบาลเกาหลีใต้ต้องเร่งดำเนินการตรวจสอบอย่างละเอียดเพื่อป้องกันการแสวงหาผลประโยชน์จากพลเมือง และให้ความช่วยเหลือเหยื่อที่อาจตกเป็นเป้าหมายของอาชญากรรมข้ามชาติ นอกจากนี้ การประสานงานกับทางการกัมพูชาเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดก็เป็นสิ่งสำคัญ

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน นี้ เป็นสัญญาณเตือนให้ตระหนักถึงภัยร้ายของอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นในการร่วมมือกันระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

การที่ สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน กลายเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องความเป็นอยู่และความปลอดภัยของพลเมืองเกาหลีใต้ด้วย

ที่มา – สส.เกาหลีใต้เผย พลเมืองไปกัมพูชา แต่ไม่กลับมาปีละหลายพันคน

เกาหลีใต้ส่งอัฐิ นศ.เสียชีวิตในกัมพูชา กลับอังคารนี้

ข่าวเศร้าจากกัมพูชา! เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ หลังถูกทรมานและฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม รายงานผลชันสูตรร่วมเบื้องต้นไม่พบความเสียหายต่ออวัยวะภายใน

ตำรวจเกาหลีใต้แถลงการณ์ว่า กำลังดำเนินการส่งอัฐิของนักศึกษาหนุ่มวัย 22 ปี ผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งตกเป็นเหยื่อของแก๊งอาชญากรรมในกัมพูชา กลับสู่มาตุภูมิในวันอังคารที่จะถึงนี้ การเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นหลังจากเจ้าหน้าที่จากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาร่วมกันทำการชันสูตรศพอย่างละเอียดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ก่อนที่จะประกอบพิธีฌาปนกิจศพ

ตามข้อมูลจากสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ อัฐิของนักศึกษาผู้เคราะห์ร้าย ซึ่งมีการเปิดเผยนามสกุลเพียงว่า ‘พัค’ จะออกเดินทางจากกัมพูชาในเวลา 23.30 น. (ตามเวลาท้องถิ่น) ของวันจันทร์ และมีกำหนดการเดินทางถึงท่าอากาศยานนานาชาติอินชอนในเกาหลีใต้ในเวลา 7.00 น. (ตามเวลาเกาหลีใต้) หลังจากนั้น อัฐิจะถูกส่งมอบให้กับครอบครัวของเขา เพื่อประกอบพิธีทางศาสนาต่อไป

ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่สืบสวนจากทั้งเกาหลีใต้และกัมพูชาได้ร่วมกันทำการชันสูตรศพของนักศึกษาพัค ที่วัดแห่งหนึ่งในกรุงพนมเปญ ซึ่งเป็นสถานที่เก็บรักษาร่างของเขามานานกว่าสองเดือน นับตั้งแต่พบศพของเขาเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ใกล้กับภูเขาบกกอร์ บริเวณที่มีฐานปฏิบัติการและศูนย์กักกันของแก๊งหลอกลวงงาน ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ชาวเกาหลีใต้

กระบวนการชันสูตรศพเริ่มขึ้นในเวลา 10.35 น. (ตามเวลากัมพูชา) และใช้เวลาประมาณ 3 ชั่วโมง ก่อนที่จะมีการฌาปนกิจในเวลา 13.40 น.

ตำรวจเกาหลีใต้เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบเบื้องต้น ไม่พบร่องรอยความเสียหายต่ออวัยวะภายในของผู้เสียชีวิต อย่างไรก็ตาม สาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริงจะได้รับการสรุปอีกครั้ง หลังจากการตรวจสอบเพิ่มเติมในเกาหลีใต้

“สาเหตุการเสียชีวิตที่แน่ชัดจะได้รับการยืนยันหลังจากรวบรวมผลการสืบสวนของทั้งสองประเทศ รวมถึงการตรวจเนื้อเยื่อ และการทดสอบยาและสารพิษ ซึ่งมีกำหนดจะดำเนินการในเกาหลีใต้” สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุในการแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน

เหตุการณ์การเสียชีวิตของนายพัค ซึ่งถูกล่อลวงไปยังกัมพูชาโดยแก๊งอาชญากร ได้จุดประกายความไม่พอใจอย่างกว้างขวางในหมู่ชาวเกาหลีใต้ และส่งผลให้รัฐบาลต้องส่งผู้แทนไปยังกัมพูชาเมื่อสัปดาห์ก่อน เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอาชญากรรมที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของพวกเขา

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

ความคืบหน้าล่าสุด เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจถึงอันตรายของการหลอกลวงงานข้ามชาติ และความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างแดน นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นที่รัฐบาลของแต่ละประเทศจะต้องร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติที่มุ่งเป้าไปที่พลเมืองของตนเอง

เรื่องราวของนักศึกษาพัคเป็นโศกนาฏกรรมที่น่าเศร้าใจ และหวังว่าการนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ จะช่วยบรรเทาความโศกเศร้าของครอบครัวและเพื่อนฝูงของผู้เสียชีวิตได้บ้าง และขอให้เหตุการณ์นี้เป็นอุทาหรณ์ให้กับทุกคนที่กำลังมองหางานทำในต่างประเทศ ให้ระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้ดี เพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรม

เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้ ถือเป็นบทสรุปของการดำเนินการในเบื้องต้น แต่การสืบสวนเพื่อหาตัวผู้กระทำผิดและนำมาลงโทษยังคงดำเนินต่อไป

ที่มา – เกาหลีใต้เตรียมส่งอัฐินักศึกษาที่เสียชีวิตในกัมพูชา กลับประเทศอังคารนี้

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตำรวจเกาหลีใต้เดินหน้ากวาดล้างอาชญากรรมไซเบอร์ ด้วยการขอศาลออกหมายจับผู้ต้องสงสัย 59 ราย จากทั้งหมด 64 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับประเทศจากกัมพูชา หลังพบหลักฐานเชื่อมโยงกับหลากหลายกลโกงออนไลน์ ทั้งคอลเซ็นเตอร์, การหลอกให้รัก และ “ขบวนการเชือดหมู” คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเกาหลีใต้ในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเกาหลีใต้ เปิดเผยว่า ได้ยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอออกหมายจับผู้ต้องสงสัยจำนวน 59 ราย ที่ถูกส่งตัวกลับจากประเทศกัมพูชา ฐานต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์หลายรูปแบบ ซึ่งรวมถึงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ผู้ต้องสงสัย 64 ราย ถูกส่งตัวกลับถึงเกาหลีใต้ด้วยเที่ยวบินเช่าเหมาลำเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา (18 ต.ค.) โดยมี 1 ราย ถูกจับกุมทันทีด้วยหมายจับที่ออกไว้ก่อนแล้ว ส่วนผู้ต้องสงสัยที่เหลือ 63 ราย มี 4 ราย ถูกปล่อยตัวในเวลาต่อมา และ 1 ราย ถูกปล่อยตัวหลังจากอัยการปฏิเสธคำขอหมายจับของตำรวจ ทำให้เหลือผู้ที่ถูกขอหมายจับในล็อตนี้ 59 ราย ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้ เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ในที่สุด

เจ้าหน้าที่ได้ควบคุมตัวบุคคลเหล่านี้ทันทีที่เครื่องบินลงจอดและถูกนำตัวออกจากเครื่องบินโดยสวมกุญแจมือ โดย 45 ราย ถูกส่งไปยังจังหวัดชุงนัมทางตะวันตกเฉียงใต้ และอีก 19 ราย ถูกส่งไปยังภูมิภาคอื่น ๆ

นายปาร์ค ซอง-จู ผู้อำนวยการสำนักงานสอบสวนแห่งชาติ ระบุเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่า บุคคลที่ถูกส่งตัวกลับมามีส่วนพัวพันกับอาชญากรรมหลากหลายประเภท ทั้ง คอลเซ็นเตอร์, โรมานซ์ สแกม (หรือ หลอกให้รัก) และการฉ้อโกงแบบ “No-show”

นายวี ซอง-รัก ที่ปรึกษาด้านความมั่นคงแห่งชาติ เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ผู้ที่ถูกควบคุมตัวนั้นมีทั้ง “ผู้เข้าร่วมโดยสมัครใจและผู้เข้าร่วมโดยไม่สมัครใจ” ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของขบวนการเหล่านี้

ทางการเกาหลีใต้คาดการณ์ว่า มีพลเมืองเกาหลีใต้ประมาณ 1,000 คน ที่คาดว่าจะเป็นส่วนหนึ่งของผู้ที่ทำงานในแก๊งหลอกลวงในกัมพูชา จำนวนรวม 200,000 คน  ซึ่งบางรายถูกบังคับภายใต้การขู่เข็ญให้ดำเนินกลโกงที่เรียกว่า “การเชือดหมู” ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกลงทุนในสกุลเงินดิจิทัลที่ใช้เวลาสร้างความไว้ใจกับเหยื่อก่อนที่จะขโมยเงินไป

การส่งตัวผู้ต้องสงสัยกลับในครั้งนี้มีขึ้นภายหลังกระแสความไม่พอใจของสาธารณชนในประเทศต่อกรณีการทรมานและสังหารนักศึกษาเกาหลีใต้ ในกัมพูชาเมื่อต้นปีนี้ ซึ่งมีรายงานว่าเป็นฝีมือของขบวนการอาชญากรรมดังกล่าว.

เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ทำไมเกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์จึงสำคัญ?

เหตุการณ์ เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ จากกัมพูชาครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และความพยายามของเกาหลีใต้ในการปกป้องพลเมืองจากภัยการหลอกลวงออนไลน์ การที่ทางการเกาหลีใต้ดำเนินการอย่างจริงจังเช่นนี้ เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าอาชญากรรมไซเบอร์จะไม่ถูกละเลย

นอกจากนี้ คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตระหนักรู้ถึงกลโกงออนไลน์รูปแบบต่างๆ และการป้องกันตนเองจากการตกเป็นเหยื่อ การหลอกลวงทางออนไลน์มีวิวัฒนาการอยู่เสมอ และผู้บริโภคจำเป็นต้องระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะลงทุนหรือให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ

ต่อไปนี้เป็นเคล็ดลับบางส่วนในการป้องกันตนเองจากการหลอกลวงออนไลน์:

  • ตรวจสอบข้อมูลของผู้ติดต่อก่อนที่จะให้ข้อมูลส่วนตัวใดๆ
  • ระมัดระวังข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง
  • อย่าคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • ใช้รหัสผ่านที่คาดเดาได้ยากและเปลี่ยนรหัสผ่านของคุณเป็นประจำ
  • ติดตั้งซอฟต์แวร์ป้องกันไวรัสและอัปเดตซอฟต์แวร์ของคุณให้เป็นปัจจุบัน
  • รายงานการหลอกลวงออนไลน์ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตระหนักรู้และการระมัดระวังเป็นกุญแจสำคัญในการปกป้องตนเองจากภัยการหลอกลวงออนไลน์ ขอให้ทุกคนปลอดภัยจากอาชญากรรมไซเบอร์!

ที่มา – เกาหลีใต้ออกหมายจับ 59 ผู้ต้องสงสัยแก๊งคอลเซ็นเตอร์ หลังส่งตัวกลับจากกัมพูชา

เกาหลีใต้ เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน สู้ภัยอาชญากรรมกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ธุรกิจเชื่อมโยงเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา คาดตัดสินใจปลายเดือนนี้ หวังลดปัญหาพลเมืองถูกหลอกลวงและค้ามนุษย์

สถานการณ์อาชญากรรมในกัมพูชาที่ส่งผลกระทบต่อพลเมืองเกาหลีใต้ กำลังนำไปสู่มาตรการตอบโต้ที่เข้มข้นขึ้น ล่าสุด รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังพิจารณาใช้มาตรการ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน ต่อธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์และการหลอกลวง

การตัดสินใจว่าจะดำเนินการคว่ำบาตรหรือไม่ คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนนี้ และหากดำเนินการจริง จะถือเป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุดที่เกาหลีใต้เคยใช้เพื่อตอบโต้ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา

เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน

ตามรายงานของหน่วยงานข่าวกรองทางการเงิน (FIU) ภายใต้คณะกรรมการบริการทางการเงินของเกาหลีใต้ กำลังพิจารณาที่จะกำหนดให้ผู้ต้องสงสัยและธุรกิจที่เกี่ยวข้องเป็น “นิติบุคคลที่ถูกจำกัด” ซึ่งจะนำไปสู่การอายัดทรัพย์สินและการสกัดกั้นธุรกรรมทางการเงิน รวมถึงสกุลเงินดิจิทัล

เจ้าหน้าที่รัฐบาลเกาหลีใต้รายหนึ่งกล่าวว่า “หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้หารือกันแล้วว่าจะกำหนดลักษณะขององค์กรอาชญากรรมในกัมพูชาและตอบสนองต่อองค์กรเหล่านี้อย่างไร”

การหารือนี้เกิดขึ้นหลังจากที่สหรัฐอเมริกาและสหราชอาณาจักรได้ประกาศคว่ำบาตรกลุ่มบริษัท Prince Group และ Huione Group ในกัมพูชา ซึ่งถูกกล่าวหาว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และการฉ้อโกงทางไซเบอร์

ผลกระทบของการคว่ำบาตรทางการเงินต่อเครือข่ายอาชญากรรม

หาก เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จริง จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อเครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา การเข้าถึงแหล่งเงินทุนจะถูกจำกัด ทำให้การดำเนินงานเป็นไปได้ยากขึ้น นอกจากนี้ ยังเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าเกาหลีใต้จะไม่ยอมรับการกระทำผิดกฎหมายที่เกิดขึ้นในต่างประเทศ และพร้อมที่จะใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อปกป้องพลเมืองของตน

นายยู แจ-ซอง รักษาการผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ตำรวจกำลังตรวจสอบข้อกล่าวหาเพื่อพิจารณาว่าจะเปิดการสอบสวนอย่างเป็นทางการต่อบริษัทในเครือ Prince Group ในเกาหลีใต้หรือไม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการจัดการกับปัญหาอย่างจริงจัง

การคว่ำบาตรทางการเงินครั้งนี้ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงท่าทีครั้งสำคัญของเกาหลีใต้ ที่ผ่านมาเน้นใช้วิธีทางการทูตในการแก้ไขปัญหา แต่สถานการณ์ที่เลวร้ายลงทำให้ต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวมากขึ้น FIU ยังมีแผนที่จะขยายการสอบสวนกิจกรรมการฟอกเงินที่เกี่ยวข้องกับสกุลเงินดิจิทัลทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ภายในสิ้นปีนี้อีกด้วย

นอกจากนี้ การที่สหรัฐฯ และสหราชอาณาจักรประกาศคว่ำบาตรบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอาชญากรรมในกัมพูชาก่อนหน้านี้ แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ การที่เกาหลีใต้เข้าร่วมในความพยายามนี้ จะยิ่งทำให้การต่อสู้กับอาชญากรรมในภูมิภาคมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การคว่ำบาตรทางการเงินอาจมีผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เกาหลีใต้จึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบถึงผลดีผลเสียที่จะเกิดขึ้น และเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และความจำเป็นที่รัฐบาลต้องใช้มาตรการที่หลากหลายเพื่อแก้ไขปัญหา นอกจากมาตรการทางกฎหมายและการเงินแล้ว การให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยของการหลอกลวงและการค้ามนุษย์ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน

การตัดสินใจของเกาหลีใต้ที่จะ เกาหลีใต้เตรียมคว่ำบาตรทางการเงิน จะเป็นตัวอย่างให้ประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคพิจารณา และอาจนำไปสู่ความร่วมมือที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ

ที่มา – เกาหลีใต้พิจารณาคว่ำบาตรทางการเงิน สู้เครือข่ายอาชญากรรมในกัมพูชา

Scroll to top