Scammer

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา

สส.เกาหลีใต้เผย ช่วยเหลือพลเรือน 3 คนที่ถูกขังอยู่ในศูนย์หลอกลวงออนไลน์ในประเทศกัมพูชาได้สำเร็จ หลังพวกเขาร้องขอให้ตำรวจท้องถิ่นเข้าตรวจค้นอาคาร เรื่องราวช่วยเหลือ สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา กลายเป็นที่สนใจอย่างมาก

สำนักข่าว โชซอน อิลโบ (chosun ilbo) ของเกาหลีใต้รายงานว่า นายคิม บยองจู สมาชิกรัฐสภาเกาหลีจากพรรคประชาธิปไตย เปิดเผยว่า ตำรวจท้องถิ่นได้ช่วยเหลือพลเรือนเกาหลีใต้ 3 คน ที่ถูกขังอยู่ในศูนย์ปฏิบัติการหลอกลวงในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา หลังจากเขาได้ร้องขอให้มีการตรวจค้นอาคาร

สส.คิม ซึ่งเป็นผู้นำทีมเฉพาะกิจของพรรคประชาธิปไตยเรื่องความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ในต่างประเทศ กล่าวในระหว่างการแถลงข่าวที่สถานทูตเกาหลีใต้ในกรุงพนมเปญว่า ชายทั้งสามคนซึ่งมีอายุอยู่ในช่วง 20 ปี และถูกขังในอาคารแห่งนี้มานานประมาณ 2 เดือนแล้ว ก่อนที่ตำรวจท้องถิ่นจะเข้าให้ความช่วยเหลือเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

ตามการเปิดเผยของ สส.คิม ชายกลุ่มนี้ ถูกล่อลวงให้มายังกัมพูชา ผ่านคนรู้จักหรือประกาศรับสมัครงานออนไลน์ที่สัญญาว่าจะให้ค่าตอบแทนสูง และ ถูกบังคับให้มีส่วนร่วมในการหลอกลวงโรแมนซ์สแกม (หลอกให้หลงรักเพื่อเอาเงินหรือทรัพย์สิน) ตั้งแต่เดือนสิงหาคม

สส.คิมกล่าวอีกว่า เขาร้องขอให้ตำรวจกัมพูชาเข้าตรวจค้นอาคารที่เชื่อว่าเหยื่อถูกควบคุมตัวอยู่ หลังจากเมื่อวันพุธ เขาได้รับการติดต่อจากแม่ของเหยื่อรายหนึ่งที่แจ้งว่าลูกชายหายตัวไป ซึ่งตำรวจท้องถิ่นได้บุกตรวจค้นอาคาร และช่วยชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนออกมาได้สำเร็จ แม้ว่าผู้กระทำความผิดจะหลบหนีออกจากที่เกิดเหตุไปแล้วก็ตาม

ทั้งนี้ คาดว่าชาวเกาหลีใต้ทั้ง 3 คนจะถูกเนรเทศออกจากกัมพูชากลับประเทศหลังจากผ่านกระบวนการที่จำเป็นแล้ว คล้ายกับชาวเกาหลีใต้ 64 คนที่ถูกกัมพูชาจับกุมตัวในฐานะผู้ต้องสงสัยเกี่ยวข้องกับการหลอกลวงออนไลน์ และถูกส่งกลับประเทศไปเมื่อช่วงเช้าวันเดียวกันนี้

เมื่อนักข่าวถามว่า ชาวเกาหลีทั้ง 3 คนจะถูกตั้งข้อหาเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์หรือไม่? สส.คิมตอบว่า “สิ่งที่ถูกต้องคือการปกป้องชีวิตพลเมืองของเราเป็นอันดับแรก ส่วนความรับผิดชอบทางกฎหมายควรจะถูกดำเนินการในภายหลัง”

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา

เรื่องราวการช่วยเหลือนี้ถือเป็นอุทาหรณ์สำคัญที่เน้นย้ำถึงภัยอันตรายของการหลอกลวงออนไลน์ที่แฝงตัวมาในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณาชวนเชื่อเรื่องงานที่ให้ผลตอบแทนสูงเกินจริง หรือการสร้างความสัมพันธ์หลอกลวงเพื่อหวังผลประโยชน์ ซึ่งมักจะนำไปสู่การถูกกักขัง บังคับใช้แรงงาน และสูญเสียทรัพย์สิน

ทำไมเรื่อง สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา ถึงสำคัญ?

เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและการระมัดระวังในการติดต่อกับบุคคลแปลกหน้าทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการเสนอผลประโยชน์ที่ดูดีเกินจริง นอกจากนี้ยังแสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานภาครัฐและองค์กรต่างๆ ในการช่วยเหลือเหยื่อและปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ

  • ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด: ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานต่างประเทศ หรือลงทุนใดๆ ควรตรวจสอบข้อมูลของบริษัทหรือบุคคลที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียด และศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประเทศที่จะเดินทางไป
  • ระมัดระวังในการติดต่อกับคนแปลกหน้า: อย่าหลงเชื่อข้อเสนอที่ดูดีเกินจริง และระมัดระวังในการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวให้กับบุคคลที่ไม่รู้จักทางออนไลน์
  • แจ้งเบาะแส: หากพบเห็นการกระทำที่น่าสงสัย หรือทราบข้อมูลเกี่ยวกับการหลอกลวงออนไลน์ ควรรีบแจ้งเบาะแสให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การตระหนักถึงภัยอันตรายของการหลอกลวงออนไลน์และการป้องกันตนเองอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสี่ยงในการตกเป็นเหยื่อ และสร้างสังคมออนไลน์ที่ปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น

สส.เกาหลีใต้ช่วยคนไทย จากตึกสแกมเมอร์กัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือระหว่างประเทศในการต่อต้านอาชญากรรมข้ามชาติ และความสำคัญของการปกป้องพลเมืองของตนเอง

ที่มา – สส.เกาหลีใต้เผย ตร.บุกช่วยพลเรือน 3 คนจากตึกสแกมเมอร์ในกัมพูชา

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ “สวี ฟาฉี” โกง 5 พันล้าน

ตำรวจจีนทลายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ นำโดย “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งในเมียนมา โกงเงินคนจีนไปกว่า 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาส่งตัวให้จีนดำเนินคดี

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กระทรวงความมั่นคงสาธารณะจีนแถลงการณ์ว่า ได้ทลายขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติของ “สวี ฟาฉี” หรือ “สวี เหล่าฟา” หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ทางตอนเหนือของเมียนมา ที่โกงเงินเหยื่อกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือราว 5,000 ล้านบาท หลังเมียนมาได้ส่งตัวผู้ต้องหาให้จีนดำเนินคดี

ขบวนการนี้ถูกกล่าวหาว่าก่อเหตุฉ้อโกงทางโทรศัพท์และออนไลน์กว่า 3,400 คดี คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 1.1 พันล้านหยวน หรือประมาณ 5,000 ล้านบาท โดยมีพฤติการณ์ร่วมกันฉ้อโกง ทำร้ายร่างกาย หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกรรโชกทรัพย์

คดีนี้อยู่ภายใต้กรอบความร่วมมือด้านความมั่นคงระหว่างจีนและเมียนมา โดยตำรวจนครฉงชิ่งได้รับมอบหมายให้ทำการสอบสวนตั้งแต่เดือนกันยายน 2566 หลังจากสืบสวนอย่างเข้มข้นเป็นเวลาหลายเดือน เจ้าหน้าที่ได้รวบรวมพยานหลักฐานจำนวนมาก ก่อนที่จะออกหมายจับสาธารณะในเดือนธันวาคมของปีเดียวกัน

ต่อมา ในวันที่ 30 มกราคม 2567 ตำรวจเมียนมาสามารถจับกุมตัว สวี ฟาฉี ได้ และส่งมอบให้กับทางการจีนภายใต้กลไกความร่วมมือด้านกฎหมายและความมั่นคงระหว่างทั้งสองประเทศ

รายงานระบุว่า ระหว่างการสืบสวน เจ้าหน้าที่จีนกว่า 300 นายจากนครฉงชิ่งได้ลงพื้นที่กว่า 18 มณฑลและนคร รวมถึง ฝูเจี้ยน กุ้ยโจว กานซู่ และยูนนาน เพื่อทำการสอบพยานและตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติม โดยทำงานร่วมกับทางการเมียนมาในพื้นที่ที่ยังมีความขัดแย้งทางอาวุธ

ระหว่างวันที่ 17-19 กันยายน 2568 ศาลประชาชนชั้นต้นลำดับที่ 5 นครฉงชิ่ง ได้เปิดการไต่สวนคดีของ สวี ฟาฉี และพวกต่อสาธารณชน ผลจากการสอบสวนพบว่า ตั้งแต่ปี 2562 สวี ฟาฉี ได้ก่อตั้งขบวนการอาชญากรรมในพื้นที่โกกั้ง โดยใช้เครือข่ายอิทธิพลท้องถิ่นร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์ สร้างและเช่าพื้นที่โกง 14 แห่ง เช่น โรงแรมเถียนจื่อ เขตอุตสาหกรรมตงเฉิง เป่าป่าวจ้าย และอาคารหมายเลข 311 เพื่อใช้เป็นฐานหลอกลวงคนจีน

นอกจากนี้ เขายังควบคุมกองกำลังติดอาวุธกว่า 400 คน เพื่อคุ้มกันพื้นที่และบังคับผู้ทำงานในขบวนการ หากผู้ใดไม่ทำตามคำสั่งหรือไม่บรรลุเป้าหมาย จะถูกทำร้าย ทรมาน หรือสังหารอย่างโหดเหี้ยม ขณะที่เจ้าหน้าที่จีนพบหลักฐานคดีฆาตกรรม 1 คดี บาดเจ็บสาหัส 1 คดี และคดีหน่วงเหนี่ยวกักขังและกรรโชกทรัพย์อีกหลายสิบคดีในพื้นที่นี้ ขณะนี้ศาลอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาโทษผู้ต้องหาและสมาชิกแก๊งทั้งหมด

จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

“สวี ฟาฉี” คือใคร? ทำไมถึงโกงเงินได้มากมายขนาดนี้?

สวี ฟาฉี หัวหน้าแก๊งโกกั้ง ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโกงเงินครั้งมหาศาลนี้ ได้สร้างเครือข่ายที่แข็งแกร่งในพื้นที่โกกั้ง ร่วมมือกับกลุ่มคอลเซ็นเตอร์ และใช้ความรุนแรงในการควบคุมลูกน้อง ทำให้ขบวนการของเขาสามารถดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่องและสร้างความเสียหายให้กับเหยื่อจำนวนมาก

การจับกุม สวี ฟาฉี และพวก ถือเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของทางการจีนและความร่วมมือระหว่างประเทศในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม คดีนี้ยังเป็นเครื่องเตือนใจให้เราต้องระมัดระวังกลโกงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และตระหนักถึงภัยอันตรายจากการหลอกลวงทางโทรศัพท์และออนไลน์

คดีนี้แสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนและขอบเขตของอาชญากรรมไซเบอร์ข้ามชาติ การที่ สวี ฟาฉี สามารถสร้างเครือข่ายและดำเนินการหลอกลวงในระดับนี้ บ่งชี้ถึงความจำเป็นในการเพิ่มความร่วมมือระหว่างประเทศในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและยกระดับมาตรการป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ที่มา – จีนจับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ “สวี ฟาฉี” แกนนำโกกั้งเมียนมา โกงคนจีนสูญเงินกว่า 5,000 ล้านบาท

นายกฯ งดสัมภาษณ์สื่อ: เก็บตัวทำงานท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจัง “นายกฯ อนุทิน” เลือกที่จะเข้าทำเนียบรัฐบาล ทำงานบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชน

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 ความเคลื่อนไหวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในวันนี้ คือการปฏิบัติภารกิจบนตึกไทยคู่ฟ้าตลอดทั้งวัน โดยไม่มีการปรากฏตัวต่อสื่อมวลชนแต่อย่างใด

ในช่วงเช้า สำนักโฆษก สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้แจ้งให้กับสื่อมวลชนทราบว่า นายกรัฐมนตรีจะให้สัมภาษณ์ประจำวันตามปกติ แต่ต่อมาได้แจ้งยกเลิกเนื่องจากนายกรัฐมนตรียังมีภารกิจที่ต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดความสงสัยในหมู่สื่อมวลชนถึงเหตุผลของการงดให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้

กระทั่งเวลาประมาณ 15.45 น. นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางขึ้นไปยังตึกไทยคู่ฟ้า ซึ่งคาดการณ์กันว่าเป็นการเข้ามารายงานความคืบหน้าภายหลังจากการเรียกประชุมฝ่ายความมั่นคงเพื่อหารือแนวทางการยกเลิก MOU 43-44 ในช่วงเช้าที่ผ่านมา

อย่างไรก็ตาม ตลอดทั้งวัน นายกรัฐมนตรีก็ไม่ได้มีการให้สัมภาษณ์ใดๆ และได้เดินทางออกจากทำเนียบรัฐบาลในเวลา 16.30 น. สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่ายที่เฝ้าติดตามสถานการณ์

สิ่งที่น่าสังเกตคือ การที่นายกรัฐมนตรีหลีกเลี่ยงการให้สัมภาษณ์ในครั้งนี้ เกิดขึ้นหลังจากที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์และเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังจากสังคม รวมถึงยังเป็นการงดให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกด้วย

นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ

การตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีในการงดให้สัมภาษณ์สื่อครั้งนี้ ก่อให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับเหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาที่สังคมกำลังจับตามองและเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาสำคัญอย่างเร่งด่วน

การงดให้สัมภาษณ์สื่อของนายกฯ เกิดขึ้นท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์ที่รุนแรง ทำให้หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่าการตัดสินใจดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับแรงกดดันจากสาธารณชนที่ต้องการให้รัฐบาลดำเนินการอย่างจริงจัง

ผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชน

การที่นายกรัฐมนตรีเลือกที่จะเก็บตัวและงดให้สัมภาษณ์สื่อ อาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อรัฐบาล โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาสำคัญของชาติ การสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชนเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือในการแก้ไขปัญหาต่างๆ

การที่รัฐบาลไม่สื่อสารหรือชี้แจงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างชัดเจน อาจทำให้ประชาชนรู้สึกไม่มั่นใจและไม่สบายใจเกี่ยวกับการดำเนินการของรัฐบาล

การทำงานอย่างหนักหลังฉากเป็นสิ่งที่ดี แต่การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผยก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและคลายความกังวลของประชาชน หากรัฐบาลแสดงความมุ่งมั่นและให้ข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหา อาจช่วยลดความกังวลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนได้

นอกจากนี้ การรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วนของสังคมก็เป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ การเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นและเสนอแนวทางแก้ไขปัญหา จะช่วยให้รัฐบาลสามารถกำหนดนโยบายและมาตรการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง

ดังนั้น รัฐบาลควรพิจารณาถึงความสำคัญของการสื่อสารและการสร้างความเข้าใจกับประชาชน ควบคู่ไปกับการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ การสื่อสารที่โปร่งใสและเปิดเผย จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือจากประชาชน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการนำพาประเทศชาติไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง

การแก้ไขปัญหาปราบสแกมเมอร์อย่างจริงจังและยั่งยืน ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม รัฐบาลควรเป็นผู้นำในการประสานความร่วมมือและสร้างความเข้าใจระหว่างหน่วยงานต่างๆ รวมถึงประชาชน เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสามารถดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ที่มา – นายกฯ งดให้สัมภาษณ์สื่อ เก็บตัวเงียบทำงานบนตึกไทยฯ ท่ามกลางกระแสปราบสแกมเมอร์

รวบ! 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

ทหารพรานสกัดจับ 9 คนไทยแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย! ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์ จ่ายค่าหัวคนละ 6,000 บาทเพื่อลักลอบข้ามแดน

จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

เมื่อวันที่ 17 ตุลาคม 2568 กองกำลังบูรพา โดยหน่วยเฉพาะกิจอรัญประเทศ ร่วมกับชุดควบคุมทหารพรานที่ 12, หน่วยเฉพาะกิจกรมทหารราบที่ 2 พัน 1 รอ. และหมวดลาดตระเวน ม.พัน.30 ได้ร่วมกันปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจตราตามช่องทางธรรมชาติ บริเวณไร่อ้อยบ้านผ่านศึก ตำบลผ่านศึก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว

ในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ เจ้าหน้าที่ได้ทำการสกัดจับกลุ่มคนไทยจำนวน 9 คน เป็นชาย 5 คน และหญิง 4 คน ขณะกำลังลักลอบเดินเท้าข้ามแดนจากประเทศกัมพูชาเข้ามายังประเทศไทย

จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ทั้งหมดเป็นชาวไทยที่มาจากหลากหลายจังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สกลนคร พิษณุโลก และอ่างทอง โดยทั้งหมดให้การยอมรับว่าเพิ่งเดินทางกลับมาจากกรุงปอยเปต ประเทศกัมพูชา หลังจากที่ได้ทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต และต้องการที่จะกลับบ้านเกิดเนื่องจากรู้สึกเบื่อหน่ายกับการทำงานในลักษณะดังกล่าวที่เกี่ยวข้องกับสแกมเมอร์

ผู้ถูกจับกุมทั้งหมดให้ข้อมูลว่า พวกเขาได้จ่ายเงินค่าหัวคนละ 6,000 บาท ให้กับผู้นำพาชาวกัมพูชาเพื่อช่วยนำพาข้ามแดนกลับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เจ้าหน้าที่เข้าทำการจับกุม ไม่พบตัวผู้นำพาในบริเวณที่เกิดเหตุ ซึ่งอยู่ห่างจากแนวชายแดนเพียง 100 เมตรเท่านั้น

ทำไมถึงตัดสินใจเป็น แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต

คำถามที่หลายคนสงสัยคือ ทำไมคนเหล่านี้ถึงตัดสินใจไปทำงานเป็นแอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปต? คำตอบส่วนใหญ่มักจะหนีไม่พ้นเรื่องของค่าตอบแทนที่สูงกว่าเมื่อเทียบกับงานในประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ชีวิตในต่างแดนไม่ได้สวยงามเสมอไป หลายคนต้องเผชิญกับความยากลำบาก ความเหงา และความเสี่ยงต่างๆ นานา การถูกหลอกลวง การเอารัดเอาเปรียบ และสภาพการทำงานที่ไม่เป็นธรรม เป็นสิ่งที่หลายคนต้องเจอ

หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวคนไทยทั้ง 9 คน ซึ่งไม่มีเอกสารการเดินทาง (Passport) ส่งมอบให้กับพนักงานสอบสวน สภ.คลองน้ำใส เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายในข้อหา “ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย” ต่อไป

การลักลอบข้ามแดนเพื่อไปทำงานในต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งงานที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ผิดกฎหมาย เป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ผลกระทบที่ตามมาอาจร้ายแรงกว่าที่คิด การตรวจสอบข้อมูลให้ละเอียด การทำความเข้าใจข้อกฎหมาย และการเตรียมตัวให้พร้อมเป็นสิ่งสำคัญก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ

ที่มา – จับ 9 แอดมินเว็บพนัน ลอบข้ามแดนจากปอยเปตกลับไทย ยอมรับเบื่อหน่ายชีวิตสแกมเมอร์

อนุทินโต้ฮุนมาเนต ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีที่เดียว!

จากกรณีที่ ฯพณฯ ฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้ถึงประเทศไทยให้จัดการปัญหาภายในประเทศตนเองก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือเรื่องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาตินั้น ล่าสุดท่านนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาตอบโต้ถึงประเด็นดังกล่าวแล้ว

เมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วย นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยา และคณะผู้บริหารระดับสูง ได้แก่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พลโทอดุลย์ บุญธรรมเจริญ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม นายทรงศักดิ์ ทองศรี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ได้เดินทางไปเยือน สปป. ลาว อย่างเป็นทางการ นับเป็นการเยือนต่างประเทศครั้งแรกภายหลังเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นโอกาสพิเศษเนื่องในวาระครบรอบ 75 ปี การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและ สปป.ลาว โดยภายหลังจากการเยือน สปป.ลาว นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเข้าเยี่ยมคารวะ นายทองลุน สีสุลิด ประธานประเทศ สปป.ลาว อีกด้วย

ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ได้เดินทางกลับถึงประเทศไทย และเมื่อผู้สื่อข่าวได้สอบถามถึงกระแสข่าวที่ นายฮุน มาเนต ได้ฝากผ่านเกาหลีใต้มาถึงประเทศไทยในเรื่องของการจัดการปัญหาภายในประเทศก่อนที่จะเข้ามาช่วยเหลือผู้อื่นนั้น ท่านนายกฯ ได้ตอบสั้นๆ ว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” พร้อมทั้งกล่าวเสริมว่า “เราอย่าไปเพิ่มความเห็นต่าง หรือความขัดแย้งอะไร ทุกอย่างกำลังเป็นไปได้ด้วยดี”

อนุทิน ชาญวีรกูล โต้ ฮุน มาเนต: ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

การตอบโต้ดังกล่าวของนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในสังคมออนไลน์ ทั้งในแง่ของการตอบโต้ทางการทูต และในแง่ของการสะท้อนปัญหาภายในประเทศที่ยังคงมีอยู่

ความหมายของ “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว”

ถึงแม้ว่านายกฯ อนุทิน จะไม่ได้อธิบายความหมายของประโยคดังกล่าวอย่างชัดเจน แต่เป็นที่เข้าใจกันว่า “ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว” นั้นอาจหมายถึงปัญหาเฉพาะจุดที่รัฐบาลกำลังให้ความสำคัญและเร่งแก้ไขอยู่ หรืออาจตีความได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้ร้ายแรงหรือมีอยู่ทั่วไปในประเทศ

อย่างไรก็ตาม คำกล่าวนี้ก็ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า ปัญหาที่นายกฯ อนุทิน กล่าวถึงนั้นคืออะไร และรัฐบาลมีแนวทางในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างไร

  • ปัญหาเศรษฐกิจ: สภาพเศรษฐกิจที่ยังคงชะลอตัว, หนี้ครัวเรือนที่สูง, และการว่างงาน
  • ปัญหาสังคม: ความเหลื่อมล้ำทางรายได้, ปัญหายาเสพติด, และอาชญากรรม
  • ปัญหาการเมือง: ความขัดแย้งทางความคิดเห็น, การทุจริตคอร์รัปชัน, และความไม่มั่นคงทางการเมือง

สิ่งที่ต้องจับตามอง

การที่นายกรัฐมนตรีออกมากล่าวถึงประเด็น ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว นั้น ถือเป็นการส่งสัญญาณว่ารัฐบาลกำลังรับรู้ถึงปัญหาและความท้าทายต่างๆ ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สำคัญกว่าคือการที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแก้ไขปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนำพาประเทศไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

มาร่วมกันติดตามและเป็นกำลังใจให้รัฐบาลในการแก้ไข ปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว เพื่ออนาคตที่ดีกว่าของพวกเราทุกคน

ที่มา – นายกฯ อนุทิน โต้กลับ “ฮุน มาเนต” บอกปัญหาประเทศไทยไม่มี มีอยู่ที่เดียว

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลปราบ สแกมเมอร์ ไม่นิ่งเฉย!

“ไชยชนก ชิดชอบ” ยืนยันรัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” พร้อมตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

วันที่ 16 ต.ค. 2568 นายไชยชนก ชิดชอบ สส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการปราบปรามสแกมเมอร์หลังมีการตั้งคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี แต่ถูกตั้งคำถามว่ารัฐบาลนิ่งเฉย โดยยืนยันว่ารัฐบาลไม่ได้นิ่งเฉย เพราะเป็นเรื่องสำคัญที่กระทรวงดีอีเดินหน้ามามากแล้ว

ส่วนการตั้งคณะกรรมการโดยนายกฯ เป็นประธานเอง เป็นสิ่งที่ดีที่ทุกองคาพยพทำงานร่วมกันที่ทรงพลัง หากดูจากรายชื่อของคณะกรรมการ มีหลายหน่วยงานรวมถึงหน่วยงานทหารด้วย โดยตั้งเป้าหมายปราบเรื่องนี้ใน 4 เดือน

สำหรับจะปราบให้หมดเลยหรือไม่นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า มีหลายปัจจัยทั้งด้านการต่างประเทศที่เกี่ยวข้องในกัมพูชา ซึ่งมีข้อจำกัดระหว่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ มิจฉาชีพ หากเกิดในประเทศไทย ตำรวจมีอำนาจหน้าที่รับผิดชอบเต็มที่ แต่หากข้ามแดนไป ตำรวจและทหารของไทยจะไม่สามารถทำอะไรได้

แต่มีสิ่งหนึ่งที่ตนสั่งการให้ศึกษาแล้ว และเตรียมจะเสนอให้คณะกรรมการ คือการศึกษากฎหมายใหม่ ‘Active Cyber Defence 2025’ ที่ประเทศญี่ปุ่นเพิ่งออกมา ซึ่งมีหลายประเทศทำในลักษณะคล้ายกัน เป็นกฎหมายที่ตอบโต้ทางไซเบอร์ได้ ยกตัวอย่าง มีการคุกคามเราทางไซเบอร์ เราสามารถมีทีมงานเฉพาะ หรือคณะกรรมการอนุมัติเรื่องต่อเรื่องและแฮกกลับได้ โดยไม่ได้ผิดกฎหมายระหว่างประเทศ เวียดนามก็ทำ ญี่ปุ่นก็ทำ ซึ่งปลายเดือนนี้ตนจะลงนามความร่วมมือที่สหประชาชาติด้วย

เมื่อถามว่า กรณีฝ่ายค้านเปิดตัวละครอย่างนายเบน สมิธ มีความสัมพันธ์กับคนในรัฐบาล เช่น ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.เกษตรฯ นายไชยชนก กล่าวว่า ในเชิงลึกแบบนี้คงตอบไม่ได้ว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร สิ่งที่ทำได้คงต้องรับไปตรวจสอบ แต่เมื่อนายกฯ ได้ตั้งคณะกรรมการแล้ว ทุกคนต้องรวบรวมข้อเท็จจริงและส่งให้หน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงดำเนินการ อาจจะไม่ใช่แค่กระทรวงดีอี แต่รวมถึงเจ้าหน้าที่ตำรวจด้วย

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อมีนักการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้อง ทำให้การแก้ปัญหาสแกมเมอร์ล่าช้าสะดุดลง นายไชยชนก กล่าวว่า ตอบไม่ได้ แต่ที่ผ่านมาเราเดินเต็มที่มาโดยตลอดและจะเดินเต็มที่ต่อไป หากถามว่ามีอุปสรรคไหม ตั้งแต่ตนประกาศตัวมาเจออุปสรรครุมเร้ามาก ก็สงสัยเหมือนกัน คนคิดดีทำดี ทำงานเต็มที่ กลายเป็นว่าโดนหมดทุกทางมากกว่าเดิม เป็นเรื่องที่น่าคิด แต่ก็สรุปอะไรไม่ได้ เราไม่มีหลักฐาน แต่ถ้ามีหลักฐานก็ดำเนินการเต็มที่ และกลุ่มที่ตั้งข้อสังเกตและนำเสนอ หากมีหลักฐานก็ควรนำมาให้ชัดเจน ช่วยกันดำเนินการเร็วขึ้น

เมื่อถามว่า ตอนนี้สหรัฐฯ ยึดทรัพย์นักธุรกิจบิตคอยน์ ประเทศไทยจะดำเนินการด้วยหรือไม่ นายไชยชนก กล่าวว่า ก็เดินไปให้สุดทุกทาง การที่นายกฯ ตั้งคณะกรรมการฯ ก็คงจะเดินหน้าต่อไปเรื่อยๆ

ส่วนความคืบหน้าตรวจสอบเงินสินบน 40 ล้าน แลกกับการไม่เดินหน้าปราบปรามสแกมเมอร์นั้น นายไชยชนก กล่าวว่า เพื่อความชัดเจน ตอนนี้สแกมเมอร์หรือไม่ ไม่แน่ใจ แต่เว็บที่ตรวจสอบพบถือว่าใช่ จะโยงสแกมเมอร์หรือไม่ต้องแยกกันก่อน โดยขอให้รอชมความคืบหน้าในการตรวจสอบ

เมื่อถามย้ำว่า นายประเสริฐ จันทรรวงทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรมว.ดีอี ทวงถามว่าตรวจสอบถึงไหนแล้ว นายไชยชนก กล่าวว่า รอชม ตอนแรกคิดว่า 30 วัน แต่ตอนนี้ทราบข้อมูลว่าเร็วกว่านั้น ขอให้รอชมเร็วๆ นี้.

“ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์”

จากกรณีที่รัฐบาลถูกตั้งคำถามถึงความนิ่งเฉยในการปราบปราม “สแกมเมอร์” นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ได้ออกมาให้ความมั่นใจว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยปัญหานี้ และกำลังเร่งดำเนินการแก้ไขอย่างเต็มที่

เป้าหมายการปราบปราม สแกมเมอร์ ใน 4 เดือน

นายไชยชนกได้กล่าวถึงเป้าหมายในการปราบปราม “สแกมเมอร์” ภายใน 4 เดือน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศ และการปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เพื่อรับมือกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่ซับซ้อนมากขึ้น

นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการตรวจสอบข้อกล่าวหาที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง และพร้อมที่จะดำเนินการอย่างโปร่งใส หากพบว่ามีหลักฐานที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกระทำผิด

สถานการณ์การหลอกลวงออนไลน์ในปัจจุบันมีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น การปราบปราม “สแกมเมอร์” จึงเป็นเรื่องที่ท้าทาย และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน

  • ตรวจสอบข้อมูลก่อนให้ข้อมูลส่วนตัว
  • ระมัดระวังการคลิกลิงก์หรือดาวน์โหลดไฟล์จากแหล่งที่ไม่น่าเชื่อถือ
  • หากสงสัยว่าตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวง ให้แจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

การสร้างความตระหนักรู้และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับภัยคุกคามทางไซเบอร์เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อลดโอกาสในการตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

รัฐบาลยืนยันว่าจะดำเนินการปราบปราม สแกมเมอร์ อย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน และสร้างความมั่นคงทางไซเบอร์ให้กับประเทศ

ที่มา – “ไชยชนก” ยันรัฐบาลไม่นิ่งเฉยปราบ “สแกมเมอร์” เตรียมบิน UN ลงนามความร่วมมือนานาชาติ

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม คาดโยงแก๊งคอล

สถานการณ์น่าสลดใจเกิดขึ้นเมื่อมีการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจกำลังสืบสวนว่าคดีนี้อาจมีความเชื่อมโยงกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ข้ามชาติ

พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รายงานข่าวจากสื่อเกาหลีใต้ระบุว่า ตำรวจได้รับแจ้งเหตุการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามเมื่อสัปดาห์ก่อน โดยศพถูกพบในบริเวณใกล้เคียงกับชายแดนประเทศกัมพูชา ทำให้เกิดข้อสงสัยถึงสาเหตุการเสียชีวิตและแรงจูงใจที่ซ่อนอยู่เบื้องหลัง

สถานีตำรวจเขตฮเยฮวาในกรุงโซลเปิดเผยว่า ผู้เสียชีวิตเป็นหญิงสาววัย 30 ปี ถูกพบเมื่อวันที่ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ขณะนี้ตำรวจท้องถิ่นกำลังดำเนินการสอบสวนอย่างละเอียดเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง แม้ว่ารายงานชันสูตรเบื้องต้นจะไม่พบร่องรอยของการถูกทำร้ายร่างกายก็ตาม ร่างของผู้เสียชีวิตได้ถูกส่งมอบให้แก่ครอบครัวเพื่อประกอบพิธีกรรมทางศาสนาแล้ว

ตำรวจสงสัยโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

สิ่งที่น่าสนใจคือ ตำรวจเกาหลีใต้ได้เริ่มการสืบสวนภายใน หลังจากได้รับเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวของผู้เสียชีวิต โดยมุ่งเน้นไปที่ความเป็นไปได้ที่หญิงสาวรายนี้อาจมีความเกี่ยวข้องกับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ที่ปฏิบัติการอยู่ในประเทศกัมพูชา ซึ่งเป็นประเด็นที่ทำให้คดีนี้ซับซ้อนและน่าติดตามมากยิ่งขึ้น

สำนักข่าวยอนฮัปรายงานว่า ตำรวจได้รับข้อมูลจากชาวเกาหลีใต้ที่หลบหนีออกมาจากกัมพูชา หลังจากที่เคยทำงานเป็นผู้ถือบัญชีม้า โดยให้การว่าผู้เสียชีวิต “ถูกกักขังอยู่ในโรงแรมแห่งหนึ่งเป็นเวลานาน” ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่อาจนำไปสู่การไขปริศนาการเสียชีวิตของเธอได้

สถานการณ์อาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับชาวเกาหลีใต้ในกัมพูชา ไม่ว่าจะเป็นการหลอกลวงจ้างงาน หรือการบังคับให้ทำงานผิดกฎหมาย ได้กลายเป็นข่าวใหญ่ในเกาหลีใต้ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลเกาหลีใต้กำลังเร่งดำเนินการช่วยเหลือและนำตัวชาวเกาหลีใต้ประมาณ 60 คนที่ถูกควบคุมตัวในกัมพูชากลับประเทศโดยเร็วที่สุด

การพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามครั้งนี้ ทำให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของชาวเกาหลีใต้ที่เดินทางไปทำงานหรือท่องเที่ยวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ

คดีนี้ยังเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบข้อมูลและข้อเสนอการทำงานอย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนตัดสินใจเดินทางไปทำงานในต่างประเทศ เพื่อป้องกันการตกเป็นเหยื่อของขบวนการหลอกลวงต่างๆ นอกจากนี้ การประสานงานและความร่วมมือระหว่างหน่วยงานตำรวจของแต่ละประเทศเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ตรวจสอบข้อมูลบริษัทจัดหางานอย่างละเอียด
  • ติดต่อสถานทูตหรือสถานกงสุลเพื่อขอคำแนะนำ
  • แจ้งแผนการเดินทางให้ครอบครัวหรือเพื่อนสนิททราบ
  • ระมัดระวังการเปิดเผยข้อมูลส่วนตัว

กรณีการพบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนามนี้ ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่เตือนใจให้เราทุกคนตระหนักถึงภัยอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้ในการเดินทางไปต่างประเทศ และควรเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อความปลอดภัยของตนเองเสมอ

ที่มา – พบศพสาวเกาหลีใต้ในเวียดนาม ใกล้ชายแดนกัมพูชา คาดโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์

Scroll to top