กรมฝนหลวง

โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ

เจาะลึกข่าว โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ

สวัสดีครับท่านผู้อ่านทุกท่าน วันนี้เรามีประเด็นร้อนในแวดวงข้าราชการมาฝากกันครับ เกี่ยวกับกรณีที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศสำคัญ โดยมีการ โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ หลังจากที่เจ้าตัวได้ยื่นหนังสือลาออกจากราชการอย่างเป็นทางการ ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นที่สนใจในแวดวงกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไม่น้อยเลยทีเดียวครับ

สรุปรายละเอียดการ โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ

สำหรับที่มาของเรื่องนี้ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2569 ที่ผ่านมา ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศเรื่องให้ข้าราชการพลเรือนสามัญพ้นจากตำแหน่ง โดยมีสาระสำคัญคือ นายราเชน ศิลปะรายะ ได้รับอนุญาตจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ลาออกจากราชการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวง โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป

สาเหตุและขั้นตอนของเรื่องนี้สรุปได้ดังนี้ครับ:

  • นายราเชน ศิลปะรายะ ได้แสดงเจตจำนงขอลาออกจากราชการ
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์พิจารณาและอนุญาตให้ลาออกได้ตามระเบียบ
  • สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีดำเนินการนำความกราบบังคมทูลฯ เพื่อให้พ้นจากตำแหน่ง
  • มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พ้นจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ

การ โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ ในครั้งนี้ เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายและระเบียบข้าราชการทุกประการ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีความต่อเนื่อง แม้ว่าการลาออกของข้าราชการระดับสูงจะเป็นเรื่องปกติในระบบราชการ แต่การจับตามองถึงทิศทางใหม่ๆ ของผู้บริหารระดับสูงก็ยังคงเป็นสิ่งที่หลายฝ่ายให้ความสนใจเสมอครับ ทั้งนี้ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการในประกาศฉบับนี้

จากเหตุการณ์นี้ เราได้เห็นถึงความเด็ดขาดและความเป็นระบบของราชการไทยที่ดำเนินการตามขั้นตอนได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าการก้าวเดินต่อไปของอดีตอธิบดีฝนหลวงท่านนี้จะเป็นอย่างไร เราเชื่อว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาของท่านจะเป็นประโยชน์ต่อวงการเกษตรไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่งครับ หากท่านมีข่าวสารหรือความเคลื่อนไหวอื่นๆ ที่น่าสนใจ เราจะรีบหยิบมาอัปเดตให้ทราบกันทันทีครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ “ราเชน” อดีตอธิบดีฝนหลวง พ้นผู้ตรวจราชการ หลังยื่นลาออก มีผล 23 มิ.ย.

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

สวัสดีครับพี่น้องชาวไทยทุกท่าน ช่วงนี้หลายพื้นที่เริ่มกังวลกับสถานการณ์ภัยแล้งที่อาจส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการเกษตรและการอุปโภคบริโภค ล่าสุดทางกระทรวงมหาดไทยได้ออกคำสั่งสำคัญเพื่อให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออกได้เตรียมตัวรับมือกันครับ โดยมีเรื่อง มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ออกมาเพื่อให้การแก้ปัญหาภัยแล้งเป็นไปอย่างเป็นระบบและเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างแม่นยำที่สุดครับ

มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง อย่างจริงจัง

นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำถึงแนวทางการดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนให้พี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการจัดตั้งทีมงานในพื้นที่เพื่อให้ประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตรได้ทันท่วงที การดำเนินการตามนโยบาย มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง ในครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่จะช่วยเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและช่วยเหลือเกษตรกรที่กำลังประสบปัญหาขาดแคลนน้ำให้ผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปได้

บทบาทสำคัญของอาสาสมัครฝนหลวงในระดับจังหวัด

การจัดตั้งอาสาสมัครฝนหลวงเข้ามามีส่วนช่วย จะทำให้การรายงานสถานการณ์น้ำและสภาพอากาศในแต่ละพื้นที่ทำได้รวดเร็วขึ้นครับ โดยอาสาสมัครจะเป็นตัวกลางสำคัญในการสะท้อนปัญหาจากชาวบ้านส่งตรงถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การวางแผนทำฝนหลวงเกิดประสิทธิภาพสูงสุดและตอบโจทย์พื้นที่ที่แห้งแล้งจริงๆ นี่คือเหตุผลว่าทำไม มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง จึงเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและมีประโยชน์อย่างมาก

รายชื่อ 25 จังหวัดที่ดำเนินการ ได้แก่:

  • กลุ่มจังหวัดภาคกลาง: กาญจนบุรี, ชัยนาท, นครนายก, นครปฐม, นนทบุรี, ปทุมธานี, พระนครศรีอยุธยา, ราชบุรี, ลพบุรี, สมุทรปราการ, สมุทรสงคราม, สมุทรสาคร, สระบุรี, สิงห์บุรี, สุพรรณบุรี, อ่างทอง
  • กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก: จันทบุรี, ฉะเชิงเทรา, ชลบุรี, ตราด, ปราจีนบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, เพชรบุรี, ระยอง, สระแก้ว

ท้ายที่สุดนี้ ผมมองว่าการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนผ่านกลไกอาสาสมัครจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการบริหารจัดการน้ำในอนาคต หากท่านอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ อย่าลืมตรวจสอบข้อมูลข่าวสารจากจังหวัดของท่านเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ไขปัญหาภัยแล้งในครั้งนี้ครับ

ที่มา – มท. สั่งผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก ตั้งอาสาสมัครฝนหลวง รับมือฤดูแล้ง

“หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน”

ประเด็นร้อนทางการเมืองที่กำลังเป็นที่จับตามองในขณะนี้คือ “หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน” ซึ่งนพ.วรงค์ เดชกิตติกรรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้ออกมาเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีเร่งเคลียร์ปัญหาความสงสัยเรื่องทุจริตในกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยเฉพาะกรณีคำสั่งย้ายฟ้าผ่านายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการ ทั้งที่ใกล้เกษียณอายุราชการในเดือนกันยายนนี้

“หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน”

จากข้อมูลที่ นพ.วรงค์ ติดตาม พบว่ามีกระแสข่าวว่า มีญาติของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ติดต่อขอของบประมาณซ่อมบำรุงเครื่องบินของกรมฝนหลวง ซึ่งกำลังถูกสังคมจับตาด้วยเหตุผลหลายประการ อธิบดีราเชนเองก็กล้าที่จะออกมาเปิดเผยข้อมูล ทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยว่าอาจมีกลุ่มบุคคลพยายามหาผลประโยชน์จากงบประมาณแผ่นดินในปีงบประมาณ 2570 นพ.วรงค์ ย้ำว่านี่เป็นหน้าที่โดยตรงของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ต้องลงมาเคลียร์เรื่องนี้ ไม่ใช่โยนให้รัฐมนตรีจัดการเพียงฝ่ายเดียว เพราะหากปล่อยไว้ จะขัดแย้งกับนโยบายปราบปรามการทุจริตที่เพิ่งแถลงต่อรัฐสภา

ปมโยกย้ายอธิบดีราเชน: สาเหตุและข้อสงสัย

คำสั่งโยกย้ายนายราเชนเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน โดยอ้างเหตุผลเพื่อความเหมาะสม แต่หลายคนมองว่าไม่สมเหตุสมผล โดยเฉพาะเมื่ออธิบดีใกล้เกษียณเพียงไม่กี่เดือน นอกจากนี้ ยังมีข่าวลือเรื่องญาติของรัฐมนตรีเกษตรที่โทรศัพท์ติดต่อขอพูดคุยเรื่องงบซ่อมเครื่องบิน ซึ่งเครื่องบินเหล่านี้ใช้ในการทำฝนหลวงและการบินเกษตร มีมูลค่างบสูงและต้องใช้การบำรุงรักษาอย่างต่อเนื่อง กรมฝนหลวงและการบินเกษตรเป็นหน่วยงานสำคัญที่ช่วยเหลือเกษตรกรไทยในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรผ่านเทคโนโลยีฝนเทียม หากเกิดทุจริตในส่วนนี้ จะกระทบโดยตรงต่อประชาชนและเกษตรกรจำนวนมาก

  • คำสั่งย้ายฟ้าผ่าใกล้เกษียณ: ไม่สมเหตุสมผลตามคำชี้แจงของนายสุริยะ
  • กระแสญาติรัฐมนตรีขอของบซ่อมเครื่องบิน: เพิ่มความสงสัยทุจริต
  • อธิบดีร้องขอความเป็นธรรมต่อพรรคก้าวไกล: ยังไร้ความคืบหน้า
  • งบประมาณปี 2570: อาจถูกใช้หาผลประโยชน์ส่วนตัว
  • วิปฝ่ายค้านเตรียมหารือวันที่ 5 พ.ค.: จะจองกฐินในสภา

คำแนะนำของนพ.วรงค์ และผลกระทบต่อรัฐบาล

นพ.วรงค์ เสนอความเห็นส่วนตัวว่า เรื่องนี้มีมูลเหตุเพียงพอว่ารัฐบาลควรปรับคณะรัฐมนตรี โดยดึงนายสุริยะออกไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทบภาพลักษณ์ระยะยาว ซึ่งอาจทำให้รัฐบาลนี้มีอายุสั้นลง คำชี้แจงเรื่องโยกย้ายเพื่อความเหมาะสมฟังดูไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะเมื่อมีหลักฐานเรื่องเครือญาติโทรศัพท์ ทั้งนี้ ในที่ประชุมวิปฝ่ายค้านวันที่ 5 พฤษภาคม 2567 เรื่องนี้จะถูกนำมาหารืออย่างแน่นอน นพ.วรงค์ ยังยินดีช่วยเหลืออธิบดีราเชนหากต้องการ

ปมนี้สะท้อนปัญหาโครงสร้างการเมืองไทยที่มักมีข่าวทุจริตในกระทรวงเกษตรฯ ซึ่งเป็นกระทรวงใหญ่ที่มีงบประมาณมหาศาล ประชาชนต้องการความโปร่งใส โดยเฉพาะในยุคที่รัฐบาลภูมิใจไทยนำโดยอนุทินประกาศต่อสู้คอร์รัปชัน หากจัดการไม่เด็ดขาด อาจนำไปสู่การตรวจสอบจากฝ่ายค้านและองค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. ในอดีต กระทรวงเกษตรเคยมีคดีทุจริตหลายครั้ง เช่น โครงการรับจำนำข้าวที่ลามถึงข้าราชการ ทำให้ต้องมีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็งยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ กรมฝนหลวงยังมีบทบาทสำคัญในฤดูแล้ง ช่วยแก้ปัญหาภัยแล้งให้เกษตรกร หากงบซ่อมเครื่องบินถูกใช้ผิดวัตถุประสงค์ จะส่งผลเสียต่อการพัฒนาการเกษตรไทยในภาพรวม รัฐบาลควรตั้งคณะกรรมการตรวจสอบอิสระเพื่อคลายข้อสงสัยโดยเร็ว

ในมุมมองของผู้เขียน เรื่อง “หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน” นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องจริงจังกับการกำกับดูแลข้าราชการและรัฐมนตรี เพื่อรักษาความเชื่อมั่นจากประชาชน หากเคลียร์ได้ทัน จะเป็นโอกาสแสดงศักยภาพในการปราบปรามทุจริตตามที่หาใช่

คุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้? รัฐบาลควรปรับครม.ทันทีหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างและติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “หมอวรงค์” แนะ “อนุทิน” ปรับ “สุริยะ” ออกจาก ครม. เซ่นปมร้อนโยกย้าย “อธิบดีราเชน”

“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้

วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนในวงการการเมืองไทยกันครับ “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ซึ่งเป็นข่าวที่กำลังเป็นกระแสเดือดดาล กรณีที่นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีต ส.ว. และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ยื่นคำร้องต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อขอให้ส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยว่าคุณสมบัติของนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ (รมว.เกษตรฯ) ต้องพ้นจากตำแหน่งหรือไม่ จากปมสั่งย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร

“เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 (หรือ 2569 ตามเอกสาร แต่เชื่อว่าน่าจะเป็น 2567) นายเรืองไกรได้ส่งคำร้องทางไปรษณีย์ไปยังกกต. โดยอ้างว่าการกระทำของนายสุริยะในการโยกย้ายนายราเชน เป็นการขาดความซื่อสัตย์สุจริตที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 (4) ประกอบมาตรา 160 (4)(5) ซึ่งเป็นลักษณะต้องห้ามสำหรับรัฐมนตรี

ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวงที่จุดชนวนดราม่า

ทุกอย่างเริ่มจากนายราเชน ศิลปะรายะ ที่ลาออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยให้เหตุผลว่าสนองนโยบายฝ่ายการเมืองไม่ได้ เขายังโพสต์ข้อความลงเฟซบุ๊กส่วนตัวและให้สัมภาษณ์สื่อ โดยระบุว่ามีปัญหาจากการแทรกแซง ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ข้อความเหล่านี้กลายเป็นหลักฐานสำคัญที่นายเรืองไกรนำมาอ้าง

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เป็นหน่วยงานสำคัญภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ที่รับผิดชอบการทำฝนเทียมเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรในฤดูแล้ง ลดภัยแล้ง และเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร งบประมาณของกรมนี้ก็ไม่ใช่น้อย โดยเฉพาะงบปี 2568-2570 ที่กำลังเป็นประเด็นร้อน

สุริยะชี้แจงปมหลานชายโทรขอดูงบประมาณ

ด้านนายสุริยะ ได้ให้สัมภาษณ์ยอมรับว่าหลานชายของตัวเองเคยติดต่อนายราเชนเพื่อขอดูงบประมาณปี 2570 ของกรมฝนหลวง แต่ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับการสั่งย้าย เพียงแต่เป็นการโยกย้ายเพราะนายราเชนใกล้เกษียณราชการแล้วเท่านั้น คำชี้แจงนี้ยิ่งทำให้เกิดคำถามหนักขึ้น เพราะการที่ญาติโทรไปขอนแกบประมาณของหน่วยงานรัฐ อาจเข้าข่ายการใช้อิทธิพลหรือทุจริตได้

  • นายราเชนลาออกเพราะไม่สนองนโยบายฝ่ายการเมือง
  • โพสต์เฟซบุ๊กและสัมภาษณ์สื่อเป็นพยานหลักฐาน
  • สุริยะยอมรับหลานโทรขอดูงบ แต่ปฏิเสธเกี่ยวข้องกับย้าย
  • เรืองไกรมองว่าเป็นพฤติกรรมฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง

นายเรืองไกรชี้ว่ากกต. มีอำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 สามารถส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ โดยขอให้กกต. รวบรวมพยานหลักฐานจากทุกฝ่าย รวมถึงเรียกนายสุริยะมาชี้แจง และมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที จนกว่าศาลจะตัดสิน

ประเด็นนี้ไม่ใช่แค่เรื่องย้ายข้าราชการธรรมดา แต่สะท้อนปัญหาการแทรกแซงทางการเมืองในหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับชีวิตเกษตรกรกว่า 30% ของประชากรไทย หากรมว.ขาดจริยธรรม อาจกระทบต่อนโยบายช่วยเหลือเกษตรกร เช่น โครงการฝนหลวงที่ช่วยดับไฟป่าและภัยแล้งในหลายพื้นที่

ในอดีต เรเคยเห็นกรณีคล้ายๆ กัน เช่น การวินิจฉัยคุณสมบัติรัฐมนตรีคนอื่นๆ ที่ศาลรัฐธรรมนูญสั่งพ้นตำแหน่งเพราะพฤติกรรมจริยธรรม กรณีนี้หากกกต.รับคำร้องและส่งศาล อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการตรวจสอบนักการเมืองรุ่นใหม่ที่เพิ่งเข้ามา

ส่วนตัวผมมองว่ากรณี “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ เป็นสัญญาณดีที่แสดงให้เห็นระบบตรวจสอบยังทำงาน แม้จะช้าแต่ก็ยังมีน้ำหนัก ช่วยให้ประชาชนมั่นใจในความโปร่งใสมากขึ้น หากสุริยะรอดพ้น ก็ถือเป็นบทเรียนให้ระวังญาติและการใช้อำนาจ

คุณคิดเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้? สุริยะควรพ้นเก้าอี้หรือไม่? มาคุยกันในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้หากคุณสนใจข่าวการเมืองไทย ติดตามเว็บเราเพื่ออัปเดตข่าวสารล่าสุด!

ที่มา – “เรืองไกร” ยื่น กกต. ส่งศาล รธน. ชี้ขาดคุณสมบัติ “สุริยะ” พ้นเก้าอี้ ปมสั่งย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

สุริยะ ปฏิเสธย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง ต้องการคนคล่องตัว

ข่าว สุริยะ ปฏิเสธย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการการเมืองและเกษตรกรรมไทย เมื่อนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ออกมาชี้แจงกรณีการโยกย้ายนายราเชน ศิลปะรายะ ออกจากตำแหน่งอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ไปเป็นผู้ตรวจราชการกระทรวงแทน สาเหตุที่ถูกพูดถึงคือการไม่รับโทรศัพท์จากหลานของนายสุริยะ แต่ท่านรัฐมนตรียืนยันว่าไม่ใช่เรื่องนี้เลย

สุริยะ ปฏิเสธย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

สุริยะ ปฏิเสธย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง โดยย้ำชัดว่าการตัดสินใจโยกย้ายมาจากความเหมาะสมในการทำงาน ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างที่ถูกกล่าวหา วันที่ 29 เมษายน 2569 หลังครม.มีมติโยกย้าย นายราเชนได้ให้สัมภาษณ์ในรายการเจาะลึกทั่วไทย ว่าอาจเพราะไม่รับสายหลานนายสุริยะ ขณะที่กำลังลงพื้นที่ปราบไฟป่า แต่สุริยะชี้แจงว่าประเด็นเล็กน้อยเช่นนี้ไม่สมควรนำไปโยงกับการโยกย้าย และตนไม่เคยใช้อำนาจแบบนั้นตั้งแต่เข้าสู่การเมืองปี 2545

สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังสุริยะ ปฏิเสธย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง

สุริยะ ปฏิเสธย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง โดยชี้ว่ากระทรวงเกษตรต้องรับมือปัญหาเร่งด่วนของเกษตรกรรากหญ้า เช่นภัยแล้ง ไฟป่า และน้ำท่วม ซึ่งต้องการบุคลากรที่คล่องตัว อายุน้อย และมีพลังงานเต็มเปี่ยม ไม่ใช่ผู้ใกล้เกษียณที่อาจทำงานไม่เต็มที่ ยอมรับว่าปัจจัยอายุเป็นส่วนหนึ่งในการพิจารณา และกำลังดูตำแหน่งอื่นๆ ที่มีข้าราชการใกล้เกษียณเช่นกัน

ส่วนประเด็นหลานชาย สุริยะยืนยันว่าหลานโทรขอเข้าพบจริง แต่ยังไม่มีการพูดคุยอะไร หากเป็นการของานถือว่าผิดกฎหมาย และเป็นไปไม่ได้ที่จะย้ายเพราะเรื่องนี้ ที่ผ่านมาสมัยเป็น รมว.คมนาคม ก็ย้ำให้ทุกอย่างโปร่งใสตามกฎเกณฑ์

เรื่องงบประมาณและนโยบายพรรคเพื่อไทย

นายราเชนยังกล่าวถึงการขอข้อมูลงบประมาณปี 2570 ที่ย่านรัชดา สุริยะปฏิเสธว่าไม่ได้ไปเอง และพรรคเพื่อไทยไม่ได้ตั้งอยู่นั้น มอบหมายนายสรวุฒิ เนื่องจำนง เลขานุการรัฐมนตรีไปแทน เพื่อตรวจสอบให้สอดคล้องกับนโยบายพรรคและกรอบสำนักงบประมาณ เน้นช่วยเหลือเกษตรกรรากหญ้าให้ตรงจุด

  • ปัญหาหลักที่กระทรวงเกษตรต้องแก้:ภัยแล้งและฝนหลวง
  • การจัดการไฟป่าและภัยพิบัติทางเกษตร
  • ปรับโครงสร้างน้ำและการบินเกษตร
  • เพิ่มประสิทธิภาพงบประมาณให้ถึงรากหญ้า
  • ส่งเสริมคนรุ่นใหม่เข้าทำงานภาครัฐ

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรมีบทบาทสำคัญในการทำฝนเทียม สนับสนุนเกษตรกรกว่า 10 ล้านรายทั่วประเทศ การมีผู้นำที่คล่องตัวจะช่วยเร่งโครงการ เช่น การปฏิบัติการฝนหลวงในฤดูแล้ง หรือดับไฟป่าด้วยเครื่องบินเกษตร ซึ่งต้องการความรวดเร็วและนวัตกรรม

การโยกย้ายครั้งนี้สะท้อนนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ที่ให้ความสำคัญกับการปรับโครงสร้างบุคลากร เพื่อให้การทำงานมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะในกระทรวงที่ใกล้ชิดประชาชน สุริยะยังยินดีให้อดีตอธิบดีเข้าพูดคุยเพื่อรับฟังความเห็น แสดงถึงความโปร่งใส

มุมมองและข้อคิดเห็น: การนำคนรุ่นใหม่มาทำงานแก้ปัญหาเกษตร ถือเป็นแนวทางที่ถูกต้องในยุคดิจิทัลและ气候เปลี่ยนแปลง แต่ต้องระวังไม่ให้กระทบขวัญกำลังใจข้าราชการอาวุโสด้วย หากปรับสมดุลได้ จะช่วยยกระดับภาคเกษตรไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

คุณคิดอย่างไรกับกรณีนี้? การโยกย้ายเพื่อความคล่องตัวจำเป็นหรือไม่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวเกษตรอัปเดตได้ที่นี่!

ที่มา – “สุริยะ” ปฏิเสธย้ายอธิบดีกรมฝนหลวง เพราะไม่ให้หลานเข้าพบ ยันต้องการคนคล่องตัว ไม่ใช่คนใกล้เกษียณ

“ราเชน” ลาออกกรมฝนหลวง ลั่น “ผมผิดอะไร”

เหตุการณ์ล่าสุดที่สร้างความสนใจในแวดวงราชการและเกษตรกรชาวไทย เมื่อ “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร” ทำให้หลายคนตั้งคำถามถึงเบื้องหลังการเคลื่อนไหวครั้งนี้ กรมฝนหลวงและการบินเกษตรซึ่งมีบทบาทสำคัญในการช่วยเหลือเกษตรกรแก้ปัญหาภัยแล้ง กลับกลายเป็นประเด็นร้อนจากดราม่าภายใน

“ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร”

วันที่ 29 เมษายน 2567 เวลาประมาณ 13.50 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งอย่างเป็นทางการ หลังจากได้รับคำสั่งย้ายไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ซึ่งถือเป็นการ “เด้งเข้ากรุ” ก่อนเกษียณอายุราชการเพียง 5 เดือนเท่านั้น ในคำเปิดใจของนายราเชน เขาได้ตั้งคำถามตรงๆ ว่า “ผมผิดอะไรถึงย้ายผม” พร้อมแฉประเด็นน่าสนใจว่ามีบุคคลปริศนาเข้ามาติดต่อขอโควตางานทำฝนหลวงหลายครั้ง โดยอ้างความสัมพันธ์กับบุคคลระดับสูง และยังมีการเรียกตัวไปพูดคุยเรื่องงบประมาณปี 2570 อีกด้วย นายราเชนทิ้งท้ายว่า “ให้ไปตรวจสอบกันเองว่าจริงหรือไม่” ซึ่งน่าจะจุดประกายให้เกิดการสืบสวนเพิ่มเติม

พื้นหลังของกรมฝนหลวงและบทบาทอธิบดีราเชน

กรมฝนหลวงและการบินเกษตรก่อตั้งขึ้นเพื่อดำเนินการโครงการทำฝนหลวง ซึ่งเป็นเทคโนโลยีช่วยเพิ่มปริมาณฝนให้กับพื้นที่เกษตรกรรม โดยใช้เครื่องบินโปรยสารเคมีกระตุ้นเมฆ ช่วยบรรเทาภัยแล้งและภัยแล้งไฟป่า ภายใต้การนำของนายราเชนในช่วงที่ผ่านมา กรมฯ ได้ขยายการปฏิบัติการไปยังหลายจังหวัด โดยเฉพาะภาคอีสานและภาคเหนือที่มักเผชิญปัญหาน้ำแล้ง นายราเชนซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานในวงการเกษตร ได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีเมื่อไม่กี่ปีก่อน และผลงานเด่นคือการพัฒนาระบบการบินเกษตรให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สาเหตุที่อาจนำไปสู่การลาออก

จากข้อมูลที่นายราเชนเปิดเผย สาเหตุหลักน่าจะมาจากแรงกดดันภายนอก โดยเฉพาะการขอโควตางานจากบุคคลภายนอกที่อาจเชื่อมโยงกับนักการเมืองหรือผู้มีอิทธิพล นอกจากนี้ ยังมีประเด็นงบประมาณปี 2570 ที่ถูกเรียกไปหารือ ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการจัดสรรทรัพยากรของกรม การย้ายตำแหน่งก่อนเกษียณแบบนี้ มักถูกมองว่าเป็นกลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อเคลียร์ทางให้บุคคลใหม่

  • ถูกสั่งย้ายไปผู้ตรวจราชการกระทรวง
  • เหลือเวลาก่อนเกษียณเพียง 5 เดือน
  • มีบุคคลปริศนาขอโควตางานทำฝนหลวง
  • ถูกเรียกคุยงบประมาณปี 2570
  • ยื่นลาออกทันทีหลังคำสั่งย้าย

ประเด็นเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามถึงความโปร่งใสในการบริหารงานราชการ โดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับทรัพยากรน้ำซึ่งเป็นหัวใจของภาคเกษตร

ปฏิกิริยาจากสังคมและเกษตรกร

ข่าว “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร” แพร่กระจายอย่างรวดเร็วบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะเพจข่าวเกษตรอย่าง “อีเสี้ยม ขยี้เกษตร” ที่นำเสนอภาพและรายละเอียด เกษตรกรหลายคนแสดงความเสียใจ เพราะเชื่อมั่นในผลงานของนายราเชน ขณะที่นักวิจารณ์การเมืองมองว่านี่เป็นตัวอย่างของการแทรกแซงจากภายนอก ในช่วงฤดูแล้งปีนี้ การทำฝนหลวงมีความสำคัญยิ่งต่อผลผลิตข้าวและพืชผลอื่นๆ หากเกิดช่องว่างในการบริหาร อาจกระทบต่อประชาชนจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังมีกระแสเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเรื่องโควตางานและงบประมาณ เพื่อความโปร่งใส บางคนเปรียบเทียบกับกรณีคล้ายๆ กันในอดีตที่อธิบดีหลายคนถูกย้ายก่อนเกษียณแบบกะทันหัน

จากมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้สะท้อนปัญหาเชิงระบบในการเมืองไทยที่มักมีอิทธิพลต่อราชการ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ควบคุมทรัพยากรสำคัญอย่างน้ำและอากาศ การลาออกของนายราเชนอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูป หากมีการตรวจสอบอย่างจริงจัง คุณคิดอย่างไรกับเรื่องนี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความนี้เพื่อติดตามพัฒนาการข่าว “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร” ต่อไป

ขอบคุณภาพจาก: เพจอีเสี้ยม ขยี้เกษตร

ที่มา – “ราเชน” ยื่นขอลาออกจากอธิบดีกรมฝนหลวงหลังถูกสั่งย้าย ลั่น “ผมผิดอะไร”

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” เป็นข่าวที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงฤดูแล้งที่ร้อนระอุ โดยเฉพาะในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติพานพร้าวแก้งไก่ ซึ่งครอบคลุมอำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย อำเภอนายูง จังหวัดอุดรธานี และอำเภอปากชม จังหวัดเลย สถานการณ์ไฟป่ายังคงน่าเป็นห่วง แม้เจ้าหน้าที่จะทำงานอย่างหนักเพื่อควบคุม

“วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

วันที่ 13 เมษายน 2569 นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบสถานการณ์ไฟป่าด้วยตนเอง หลังจากเกิดเหตุตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน โดยร่วมกับจังหวัดอุดรธานี ประเมินความเสียหายและให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานอย่างสุดกำลัง แม้ไฟจะไม่ลุกลามแบบโหมกระหน่ำแล้ว แต่ยังมีกลุ่มควันหลายจุดที่พร้อมปะทุได้ทุกเมื่อ ทำให้ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

ภาพสถานการณ์ไฟป่าพานพร้าวแก้งไก่

ช่วงเช้าวันที่ 13 เมษายน สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย นายวัชระพลจึงรีบประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยสั่งเคลื่อนย้ายเฮลิคอปเตอร์มาช่วยดับไฟทันทีที่เครื่องบินมาถึง สภาพอากาศร้อนจัดในช่วงนี้เป็นปัจจัยเสี่ยงหลักที่ทำให้ไฟป่าเกิดขึ้นง่าย ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต่างขอบคุณเจ้าหน้าที่ที่ทำงานเต็มที่ เพื่อให้ประชาชนเดินทางท่องเที่ยวช่วงสงกรานต์ได้อย่างปลอดภัย

นายวัชระพล ลงพื้นที่ตรวจไฟป่า

ผลกระทบจากไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” และมาตรการรับมือ

ไฟป่าที่พานพร้าวแก้งไก่ไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ป่าไม้เท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดหมอกควันที่กระทบสุขภาพประชาชนในพื้นที่ใกล้เคียง ลมแรงและความแห้งแล้งยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้าย นายวัชระพลเน้นย้ำถึงการสร้างแนวไฟป้องกันเพื่อสกัดไม่ให้ไฟลุกลาม และการใช้เทคโนโลยีจากกรมฝนหลวงในการ诱ฝนเทียมเพื่อช่วยดับไฟได้อย่างมีประสิทธิภาพ

  • ลงพื้นที่ประเมินสถานการณ์และให้กำลังใจเจ้าหน้าที่
  • ประสานเฮลิคอปเตอร์จากกรมฝนหลวงมาช่วยดับไฟ
  • เฝ้าระวังกลุ่มควันที่อาจปะทุใหม่
  • สร้างแนวป้องกันไฟเพื่อป้องกันการขยายวง

เฮลิคอปเตอร์กรมฝนหลวงเตรียมช่วยดับไฟ

นอกจากนี้ ยังมีการวางแผนระยะยาวเพื่อป้องกันไฟป่าในอนาคต เช่น การรณรงค์ให้เกษตรกรเลิกเผาเพื่อเตรียมดิน การปลูกต้นไม้ทนไฟ และการใช้โดรนตรวจจับจุดความร้อนล่วงหน้า ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้ไฟป่าเกิดบ่อยขึ้น ดังนั้นความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงสำคัญยิ่ง

บทเรียนจากเหตุไฟป่าและคำแนะนำป้องกัน

จากประสบการณ์ครั้งนี้ “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่” ได้แสดงให้เห็นถึงความรวดเร็วในการตอบสนองของรัฐบาล บทเรียนสำคัญคือต้องเตรียมพร้อมตลอดฤดูแล้ง โดยประชาชนสามารถช่วยได้ด้วยการไม่ทิ้งก้นบุหรี่ขณะเดินป่า หลีกเลี่ยงการจุดไฟในที่โล่ง และแจ้งเบาะแสทันทีหากพบไฟป่า

สถานการณ์ไฟป่าไม่เพียงทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แต่ยังคุกคามชีวิตและทรัพย์สิน การมีหน่วยงานอย่างกรมฝนหลวงที่พร้อมช่วยเหลือจึงเป็นข่าวดีสำหรับทุกคน ในช่วงสงกรานต์นี้ ขอให้ทุกท่านเดินทางปลอดภัยและช่วยกันอนุรักษ์ป่าไม้

สุดท้ายนี้ การเฝ้าระวังและป้องกันคือกุญแจสำคัญในการรับมือภัยพิบัติจากธรรมชาติ หากคุณมีข้อมูลเพิ่มเติมหรืออยากแบ่งปันประสบการณ์ สามารถคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย หรือติดตามข่าวอัปเดตสถานการณ์ไฟป่าเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

ที่มา – “วัชระพล” รมช.เกษตรฯ ประสานกรมฝนหลวงรับมือไฟป่า “พานพร้าวแก้งไก่”

Scroll to top