กระทรวงการคลัง

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

สวัสดีเพื่อนๆ ทุกคนครับ วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นที่ชาวใต้หลายพันครัวเรือนกำลังเดือดร้อนกันอย่างหนัก นั่นคือเรื่อง “ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม ซึ่งเป็นข่าวที่ น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ หรือที่ทุกคนรู้จักในชื่อ ลิซ่า ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน ได้โพสต์เฟซบุ๊กทวงถามให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหานี้แบบเป็นกันเอง แต่แฝงความเด็ดขาดสุดๆ หลังจากน้ำท่วมภาคใต้แห้งสนิทไปนาน 3 เดือน ชาวบ้านต้องดิ้นรนซ่อมบ้านด้วยตัวเอง แต่เงินช่วยเหลือยังค้างอยู่ในระบบราชการ!

“ลิซ่า ภคมน” ลั่นคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

จากโพสต์ของลิซ่าเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 เธอชี้แจงชัดเจนว่าปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ น้ำท่วมครั้งใหญ่ทำให้บ้านเรือนพังยับเยิน แต่ตอนนี้ชาวบ้านเข้าไปอยู่อาศัยได้แล้ว แต่เงินซ่อมบ้านจำนวน 49,500 บาทต่อหลัง ยังไม่ถึงมือใครเลย เพราะกระบวนการพิสูจน์ความเสียหายล่าช้าสุดๆ แถมตอนนี้เจ้าหน้าที่ลงสำรวจ ชาวบ้านก็ซ่อมไปแล้วตั้งนาน เก็บหลักฐานความเสียหายไว้ให้ดูได้ที่ไหนล่ะ?

ปัญหาหลักที่ลิซ่า ภคมน ชี้ให้เห็น

นอกจากความล่าช้าแล้ว ยังมีปัญหาทับถม เช่น เงินเยียวยาคำนวณเฉพาะค่าวัสดุ ไม่รวมค่าแรงช่าง ซึ่งในยุคนี้ค่าวัสดุก่อสร้างแพงขึ้นหลายเท่า ชาวบ้านส่วนใหญ่ไม่ใช่ช่างหาต้องจ้างคนอื่นมาทำ ลิซ่าถามตรงๆ ว่าคนที่ร่างระเบียบเคยคิดถึงความเป็นจริงของชาวบ้านบ้างไหม? แถมข่าวดีที่รัฐมนตรีแบดประกาศว่ากกต.อนุมัติเงิน 2 พันล้านบาท ก็เป็นเงินถ้วนหน้าที่ค้างท่อมานาน ไม่ใช่ของใหม่เอี่ยมอะไร

เพื่อนๆ ลองนึกภาพตามนะครับ บ้านพัง ฝ้าเพดานหลุด ประตูหน้าต่างหาย ต้องกู้ยืมญาติพี่น้องมาซ่อมเพื่อให้ลูกหลานมีที่อยู่อาศัย แต่รัฐบาลกลับเงียบกริบ ไม่บอกว่าจะได้เงินเมื่อไหร่ นี่แหละคือความทุกข์ที่แท้จริงของคนใต้

ข้อเสนอสุดแซ่บจากลิซ่า ภคมน เพื่อแก้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วม

ลิซ่าไม่ได้แค่วิจารณ์ แต่เสนอทางออกชัดเจนเลยครับ ถ้าเธอเป็นรัฐบาล จะทำยังไงบ้าง ลองดูรายการนี้:

  • เลิกใช้ระบบเดินจดด้วยมือ: 改ใช้ดาวเทียม GISTDA ที่เห็นความเสียหายบ้านเลขที่ไหนบ้างได้ชัดเจน พรรคประชาชนเคยไปคุยมาแล้ว เทคโนโลยีไทยเรามีพร้อม!
  • ขยายเพดานเงินซ่อมบ้าน: จาก 49,500 บาท เป็น 100,000 บาทต่อหลัง เพราะค่าวัสดุปี 2569 แพงมาก ไม่พอจริงๆ
  • กระจายอำนาจให้ท้องถิ่น: ปลดล็อกให้ประกาศภัยพิบัติเอง ใช้งบในมือช่วยชาวบ้านทันที ไม่ต้องรอกรุงเทพฯ สั่ง
  • ปรับระเบียบกระทรวงการคลัง: รวมค่าแรงช่างเข้าไปด้วย เน้นประชาชนเป็นศูนย์กลาง ไม่ใช่ความสะดวกของเจ้าหน้าที่

ข้อเสนอเหล่านี้ฟังดูเข้าท่าไหมครับ? มันจะทำให้การเยียวยาเร็วขึ้น ยุติธรรมขึ้น และตรงใจชาวบ้านมากกว่าเดิมเยอะ

นอกจากนี้ ลิซ่ายังตำหนิรัฐบาลว่าอย่าประโคมข่าวจ่ายเงินทีละนิด แต่ต้องแก้ระบบทั้งหมด ลิซ่าจะติดตามทวงถามต่อเนื่องด้วยพลังเดียวกับที่นักการเมืองไล่เก้าอี้รัฐมนตรี สุดยอดไปเลย!

ในฐานะคนไทยที่ห่วงใย เราควรติดตามเรื่องนี้ใกล้ชิด รัฐบาลต้องแสดงเจตจำนงจริงจัง ถ้าปล่อยไว้ ชาวใต้จะเดือดร้อนยาว คุณล่ะคิดยังไงกับข้อเสนอของลิซ่า? คิดว่ารัฐควรทำตามไหม? มาคอมเมนต์แชร์ความเห็นกันด้านล่างเลยนะครับ จะได้ช่วยกันกดดันให้ปัญหาเงินซ่อมบ้านน้ำท่วมคลี่คลายเร็วๆ

ที่มา – “ลิซ่า ภคมน” ลั่น 3 เดือนแล้วคนใต้ยังไม่ได้เงินซ่อมบ้านน้ำท่วม เสนอรัฐแก้ระเบียบทั้งระบบ

คลังโชว์ผลงานสยบหนี้นอกระบบ 3.7 พันล้านบาท

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องปัญหาที่หลายบ้านหลายครอบครัวกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือ หนี้นอกระบบ หรือหนี้ที่มาพร้อมดอกเบี้ยโหดร้าย แบบที่กู้วันนี้จ่ายเดือนหน้าดอกพุ่งปรี๊ดจนชีวิตแทบไม่เหลือ! รัฐบาลเห็นใจนะครับ จึงเร่งมือแก้ไข ล่าสุด คลังโชว์ผลงานสยบหนี้นอกระบบ ด้วยการอนุมัติสินเชื่อช่วยเหลือประชาชนกว่า 1.5 แสนราย วงเงินทะลุ 3.7 พันล้านบาท ผ่านธนาคารออมสินและ ธ.ก.ส. ช่วยให้หลายคนหลุดพ้นจากวงจรนี้ได้แล้ว ดีใจแทนจริงๆ ครับ

ปัญหาหนี้นอกระบบนี่มันร้ายกาจยังไง? มันคือเงินกู้นอกระบบธนาคาร ที่เจ้าหนี้คิดดอกแพงลิ่ว 20-30% ต่อเดือน บางรายดอกทบต้นจนหนี้บานปลาย ชีวิตพลิกผัน ครอบครัวแตกแยก เกษตรกรก็เดือดร้อนหนักเพราะขาดแคลนทุนทำกิน รัฐบาลจึงไม่รอช้า เริ่มโครงการตั้งแต่ธันวาคม 2566 มาดูผลงานกันเลย

สยบหนี้นอกระบบ

นับตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 ถึง 17 กุมภาพันธ์ 2567 มีประชาชนได้รับอนุมัติสินเชื่อแล้วถึง 152,521 ราย มูลค่ารวม 3,777.16 ล้านบาท! นี่คือผลงานที่จับต้องได้จริง จากนโยบายรัฐบาลที่มุ่งช่วยเหลือคนตัวเล็กให้เข้าถึงเงินถูกกฎหมาย ลดภาระดอกเบี้ย สร้างโอกาสใหม่ทางการเงิน

สยบหนี้นอกระบบ มาตรการเด็ดอะไรบ้าง

การช่วยเหลือครอบคลุมหลายช่องทางเลยครับ เพื่อให้เข้าถึงง่ายที่สุด

  • โครงการสินเชื่อธนาคารประชาชน: ช่วยคนทั่วไปรีไฟแนนซ์หนี้เก่า ดอกต่ำกว่ามาก
  • สินเชื่อเพื่อชำระหนี้สินนอกระบบ: กู้ใหม่มาปิดหนี้เก่าแบบตรงๆ พ้นดอกโหดทันที
  • สินเชื่อกองทุนหมุนเวียนเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากจน: เฉพาะเจาะจงเกษตรกรที่เดือดร้อนหนัก ทุนทำมาหากินไม่ต้องกังวล

นอกจากนี้ ยังมีธุรกิจ สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ (Pico Finance) ที่คลังส่งเสริมอย่างจริงจัง ช่องทางใหม่ระดับจังหวัด ดอกเบี้ยเป็นธรรม ไม่เอารัดเอาเปรียบ ปัจจุบันมีผู้ประกอบการได้รับใบอนุญาต 1,176 ราย ครอบคลุม 75 จังหวัดทั่วประเทศ ยอดอนุมัติสะสมทะลุ 5,753,190 บัญชี วงเงินกว่า 56,000 ล้านบาท! นี่แหละครับ สยบหนี้นอกระบบ แบบยั่งยืน

ทำไมสยบหนี้นอกระบบถึงสำคัญขนาดนี้

หนี้นอกระบบไม่ใช่แค่ปัญหาส่วนบุคคล แต่กระทบเศรษฐกิจฐานรากทั้งระบบครับ เมื่อคนกู้แพง หยุดหมุนเงิน ธุรกิจเล็กๆ ล้มครืน สังคมไม่น่าอยู่ การมีแหล่งเงินถูกต้องช่วยให้คนมีกำลังใจทำมาหากิน ลดอาชญากรรม ลดความเหลื่อมล้ำ คลังจึงทุ่มเททั้งสินเชื่อรัฐและเอกชนถูกกฎหมาย ใครสนใจเปิด Pico Finance ก็สมัครได้ ร่วมแก้ปัญหาด้วยกัน

ผมเชื่อว่านโยบายนี้จะช่วยคนไทยนับล้านในอนาคต ถ้าทุกคนช่วยกันเผยแพร่ข้อมูล โลกจะน่าอยู่ขึ้นเยอะ เล่าให้เพื่อนฟังบ้างนะครับ ว่ามีทางออกจริงๆ

ประโยชน์ที่ได้จากการสยบหนี้นอกระบบ

  • ลดดอกเบี้ยจาก 20-30% เหลือ 15-25% ต่อปี (ถูกกว่ามาก!)
  • สร้างเครดิตดี เข้าถึงสินค้าธนาคารง่ายขึ้น
  • ช่วยเศรษฐกิจหมุนเวียน เงินไหลเวียนในระบบ
  • ป้องกันปัญหาสังคม เช่น ยาเสพติดหรือทะเลาะวิวาทจากหนี้

สุดท้ายนี้ ถ้าคุณหรือคนใกล้ตัวกำลังจมกับหนี้นอกระบบ อย่ารอช้า! โทรสายด่วน 1359 สอบถามข้อมูล หรือไปธนาคารออมสิน ธ.ก.ส. ใกล้บ้าน สมัครง่าย อนุมัติไว พ้นวงจรดอกโหดได้จริง นี่คือโอกาสทองครับ ลงมือเลย!

ความเห็นส่วนตัว: นโยบายนี้เจ๋งมาก ถ้าขยายต่อเนื่อง รัฐบาลจะชนะใจคนได้แน่นอน ช่วยฐานรากให้แข็งแรง เศรษฐกิจประเทศก็โตตาม

ที่มา – คลังโชว์ผลงานสยบหนี้นอกระบบควัก 3.7 พันล้าน อุ้ม 1.5 แสนรายพ้นวงจรดอกโหด

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จากอดีต รมว.คลัง สู่ รมว.พลังงาน

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กำลังเป็นที่สนใจของหลายคนในขณะนี้ เพราะมีข่าวลือหนาหูว่าอาจได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีคลังยุคลุงตู่ที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน วันนี้เรามาเปิดประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ ว่าชายคนนี้มี background อะไรบ้างที่ทำให้ถูกไว้วางใจขนาดนี้

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าการเมืองไทยยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก จากผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้มาแบบถล่มทลายกว่า 180 ที่นั่ง ทำให้มีโผคณะรัฐมนตรีหลุดออกมาแบบไม่คาดคิด นายอนุทิน คาดว่าจะควบนายกฯ กับ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ อาจโยกไปมหาดไทย ส่วนนายโสภณ ซารัมย์ ไปนั่งประธานสภา และที่ฮือฮาที่สุดคือ ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จ่อเป็น รมว.พลังงาน ซึ่งกระทรวงนี้สำคัญมากในยุคที่ไทยกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

นายปรีดี ดาวฉาย เกิดวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2501 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สมรสกับนางรัตนา ดาวฉาย มีลูก 3 คน ถือเป็นนักกฎหมายตัวจริงเสียงจริงที่จบการศึกษาดีเยี่ยม ปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย และโทกฎหมายเปรียบเทียบจาก University of Illinois สหรัฐฯ ชายคนนี้เริ่มต้นอาชีพในวงการธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย (KBank) ที่ทำงานยาวนานกว่า 35 ปี ตั้งแต่ปี 2525 ในสำนักกฎหมายธนาคาร

เส้นทางในวงการธนาคารจากประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ใน KBank นั้นแจ่มใสมาก จากลูกน้องธรรมดา สู่กรรมการผู้จัดการในปี 2556 เคยเป็นประธานสมาคมธนาคารไทยหลายสมัย และประธาน กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) ที่มีบทบาทเสนอนโยบายเศรษฐกิจให้รัฐบาล ชื่อของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือในวงการการเงิน

  • เริ่มงาน KBank ปี 2525 สำนักกฎหมาย
  • กรรมการผู้จัดการ KBank ปี 2556
  • ประธานสมาคมธนาคารไทย หลายสมัย
  • ประธาน กรอ. เสนอนโยบายเศรษฐกิจ
  • กรรมการบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่น PTTGC, BBL, ADVANC, BDMS

นอกจากนี้ยังเคยเป็น CEO เดอะมอลล์กรุ๊ป และล่าสุดเป็นประธานกรรมการ Gulf Energy Development (GULF) ตั้งแต่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังงาน ทำให้เขาเหมาะสมกับตำแหน่ง รมว.พลังงานสุดๆ

เส้นทางการเมืองประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

เข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกปี 2563 สมัย พล.อ.ประยุทธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด ได้เป็น รมว.คลัง “คนนอก” เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ แต่ดันอยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน เข้าสัตย์ 12 ส.ค. – ลาออก 1 ก.ย. 2563 เหตุผลหลักคือสุขภาพ มีอาการวูบจาก TIA (เส้นเลือดสมองตีบชั่วคราว) จากความเครียดสูง ครอบครัวกังวล แต่ก็มีข่าวลือเรื่องขัดแย้งกับนักการเมือง เช่น การแต่งตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตในครม.สัญจรระยอง ที่ปะทะกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

ถึงจะสั้นแต่ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เขายึดหลักระบบอาวุโสและความเหมาะสม ไม่ยอมโควตาการเมือง ทำให้อึดอัด แต่ในสายตานักธุรกิจ เขาคือคนซื่อสัตย์ Professionalism สูง

ทำไมประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ถึงเหมาะกับ รมว.พลังงาน

ด้วยประสบการณ์บริหารความเสี่ยงการเงินและพลังงานจาก GULF เขาน่าจะนำนโยบายที่มั่นคง รองรับ EEC และพลังงานหมุนเวียนได้ดี ในยุคที่ไทยต้องการลดนำเข้าน้ำมัน

ส่วนตัวผมคิดว่าประวัติ ปรีดี ดาวฉาย คือตัวอย่างของคนที่มาจากภาคเอกชนมาช่วยชาติได้ หากได้ตำแหน่งนี้ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกระทรวงพลังงานแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ที่มา – ประวัติ “ปรีดี ดาวฉาย” จากอดีตรมว.คลัง ยุคลุงตู่ สู่ว่าที่ รมว.พลังงานยุคอนุทิน

คลังไฟเขียว คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักลงทุนและคนสนใจเรื่องเศรษฐกิจสีเขียว! วันนี้เรามีข่าวร้อนจากกระทรวงการคลัง ที่กำลังยกระดับตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย หรือ TFEX ให้ทันโลกยุคใหม่ โดยเฉพาะการไฟเขียวให้คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ ซึ่งเป็นก้าวสำคัญสู่ตลาดทุนสีเขียวและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ สิ่งนี้จะช่วยให้ไทยมีเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่หลากหลาย ดึงดูดนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมาอย่างคึกคักเลยทีเดียว

คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าการปรับปรุงนี้มุ่งตอบโจทย์วิสัยทัศน์เศรษฐกิจใหม่ของไทย โดยขยายสินค้าอ้างอิงภายใต้ พ.ร.บ.สัญญาซื้อขายล่วงหน้า พ.ศ. 2546 ให้ครอบคลุมมากขึ้น ตลาดอนุพันธ์ทั่วโลกกำลังเปลี่ยนไปสู่สินทรัพย์ใหม่ๆ เช่น คาร์บอนและสินทรัพย์ดิจิทัล ไทยจึงต้องตามให้ทัน เพื่อแข่งขันและเติบโตยั่งยืน

คลังไฟเขียว คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ เกิดอะไรขึ้นบ้าง

จากเดิมที่คาร์บอนเครดิตเป็นแค่ตัวแปรอ้างอิง ตอนนี้ยกระดับเป็นสินค้าอ้างอิงที่สามารถส่งมอบได้จริง สามารถซื้อขายแบบส่งมอบหรือชำระเงินสดได้เลย ทำให้กลายเป็นกลไกตลาดที่ใช้งานได้จริง ไม่ใช่แค่นโยบาย นอกจากนี้ยังเพิ่ม:

  • สิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Allowance) และ ใบรับรองพลังงานหมุนเวียน (REC) เพื่อหนุน Net Zero
  • สินทรัพย์ดิจิทัล อย่างคริปโตและโทเคน เพื่อครอบคลุมตลาดที่กำลังบูม
  • ดัชนีใหม่ๆ เช่น FX อัตราดอกเบี้ย ค่าระวาง และสินค้าอ้างอิงอื่นๆ เช่น ผลิตภัณฑ์น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ปิโตรเคมี

การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้จะทำให้ TFEX พัฒนาผลิตภัณฑ์ได้หลากหลาย สอดคล้องสากล ก.ล.ต. ก็กำกับดูแลเข้มงวด กำหนดสเปคสัญญาเพื่อคุ้มครองนักลงทุน ลดความเสี่ยงให้ตลาดทุนโดยรวม

ประโยชน์ของคาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ต่อนักลงทุนไทย

สำหรับนักลงทุนอย่างเราๆ คาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ คือโอกาสทองเลยครับ เพราะช่วยบริหารความเสี่ยงจากราคาคาร์บอนที่ผันผวน บริษัทที่ทำธุรกิจสีเขียวสามารถใช้ hedging ได้ นักลงทุนรายย่อยก็เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สนับสนุน ESG investing ที่กำลังมาแรงทั่วโลก ไทยจะกลายเป็นฮับการเงินสีเขียวในอาเซียน ลองนึกภาพตลาด TFEX คึกคักด้วยสัญญาคาร์บอน น่าตื่นเต้นใช่ไหม?

นอกจากนี้ยังช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลควบคู่ไปด้วย สินทรัพย์ดิจิทัลเข้ามาเป็นสินค้าอ้างอิง ทำให้การกำกับดูแลครบวงจร รองรับการเติบโตของตลาดคริปโตในไทย

สรุปแล้ว การไฟเขียวครั้งนี้จากคลังและ ก.ล.ต. คือการสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรมและความปลอดภัย สร้างโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่แข็งแกร่งสำหรับอนาคต

Insight สุดท้าย: นี่คือสัญญาณว่าตลาดทุนไทยพร้อมลุยเศรษฐกิจสีเขียวเต็มตัว ถ้าคุณสนใจลงทุนยั่งยืน ตอนนี้คือเวลาที่ดีที่สุด ลองศึกษาคาร์บอนเครดิต สินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์ แล้วเริ่มวางแผนพอร์ต ESG กันเถอะครับ!

CTA: ติดตามข่าวอัพเดทการเงินและการลงทุนสีเขียวเพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา หรือคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดยังไงกับข่าวนี้!

ที่มา – คลังไฟเขียว ตลาดทุนสีเขียว อนุญาต “คาร์บอนเครดิต” เป็นสินค้าอ้างอิงในตลาดอนุพันธ์

บาทแข็งพุ่ง! คุมเข้มเทรดทอง เล็งเก็บภาษี

สถานการณ์บาทแข็งพุ่งกลายเป็นประเด็นร้อนที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กระทรวงการคลัง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้ร่วมหารือเพื่อออกมาตรการรองรับสถานการณ์ดังกล่าว โดยหนึ่งในมาตรการที่ถูกพิจารณาคือการคุมเข้มการซื้อขายทองคำและการพิจารณาจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องติดตามสถานการณ์ค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด หลังจากพบว่าตั้งแต่ต้นปี 2568 เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงร้อยละ 9.4 เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ และแข็งค่าขึ้นประมาณร้อยละ 4.2 ในช่วง 1 เดือนที่ผ่านมา

สาเหตุหลักมาจากการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐฯ หลังนักลงทุนปรับคาดการณ์แนวโน้มการดำเนินนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) รวมถึงปัจจัยเฉพาะของไทย โดยเฉพาะการขายเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัททองคำ หลังราคาทองคำปรับตัวสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ และการเข้าซื้อตราสารหนี้ของนักลงทุนต่างชาติ

บาทแข็งพุ่ง กระทบใครบ้าง?

ปริมาณการซื้อขายทองคำที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในแต่ละวัน จนบางช่วงเวลามีปริมาณการซื้อขายใกล้เคียงกับปริมาณการซื้อขายหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ส่งผลให้กลุ่มบริษัททองคำเข้าซื้อขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ในสัดส่วนที่สูงขึ้นมาก จนบางครั้งเกิดการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิมากถึงร้อยละ 40-50 ของปริมาณการขายเงินดอลลาร์สหรัฐฯ สุทธิของทั้งประเทศในช่วงนั้น ๆ ซึ่งส่งผลกดดันโดยตรงต่อค่าเงินบาทให้บาทแข็งพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว

ที่ผ่านมา ธปท. ได้ผลักดันให้การซื้อขายทองคำไปอยู่ในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ เพื่อลดผลกระทบต่อค่าเงินบาท รวมถึงเพิ่มความเข้มงวดในการทำธุรกรรมเงินตราต่างประเทศของกลุ่มบริษัททองคำ และให้กลุ่มผู้ค้าทองคำรายใหญ่รายงานข้อมูลการทำธุรกรรมซื้อขายทองคำโดยละเอียด แต่ผลกระทบต่อค่าเงินบาทจากธุรกรรมของบริษัททองคำยังคงสูงต่อเนื่อง

มาตรการรับมือ บาทแข็งพุ่ง ที่กำลังพิจารณา

  • การเก็บข้อมูลธุรกรรมทองคำออนไลน์: กรมสรรพากรจะพิจารณาแนวทางการกำหนดให้ผู้ให้บริการซื้อขายทองคำในลักษณะการลงทุนผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์นำส่งข้อมูลธุรกรรมการซื้อขายทองคำให้แก่กรมสรรพากร เช่นเดียวกับแพลตฟอร์มสินค้าหรือบริการออนไลน์อื่นๆ
  • ภาษีธุรกิจเฉพาะสำหรับทองคำแท่งออนไลน์: กรมสรรพากรจะพิจารณาความเหมาะสมในการจัดเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะจากกิจการขายทองคำแท่งของร้านทองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
  • ควบคุมปริมาณการซื้อขายทองคำ: ธปท. จะพิจารณาแนวทางการกำกับปริมาณการทำธุรกรรมทองคำ เช่น การกำหนดเพดานวงเงินการซื้อขายทองคำในแพลตฟอร์มออนไลน์

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการซื้อขาย USDT ผ่านผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลที่อาจส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทแข็งค่า ซึ่ง ก.ล.ต. ชี้แจงว่าเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน เนื่องจากปริมาณธุรกรรมดังกล่าวมีสัดส่วนน้อยมากเมื่อเทียบกับยอด FX inflow โดยรวม

สรุป: การที่บาทแข็งพุ่งเป็นผลจากหลายปัจจัย การออกมาตรการที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อภาคส่วนอื่นๆ ของเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม การที่ภาครัฐตระหนักถึงปัญหาและเร่งหาแนวทางแก้ไขถือเป็นสัญญาณที่ดี

ที่มา – บาทแข็งพุ่ง คลัง-ธปท.-ก.ล.ต. ถกมาตรการจ่อคุมเข้มเทรดทอง เล็งเก็บภาษีธุรกิจเฉพาะ

กนศ. เห็นชอบ “Quick Big Win” เพิ่มความมั่นคงทางการเงิน

“อนุทิน” มอบ “เอกนิติ” ประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 8 ธ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย มอบหมายนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 7/2568 โดยมีคณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมประชุมด้วย

นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รองนายกฯ เอกนิติ กล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้ฝากข้อสั่งการว่า ได้ยกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในเขตท้องที่จังหวัดสงขลา ประกาศ ข้อกำหนด และคำสั่งที่เกี่ยวข้องตั้งแต่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เนื่องจากเหตุภัยพิบัติได้คลี่คลายลง และเข้าสู่ช่วงการฟื้นฟูเมือง โดยช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีได้ลงไปพื้นที่จังหวัดสงขลา เพื่อติดตามเร่งรัดการฟื้นฟูเมือง รวมทั้งได้ไปที่จังหวัดสตูล เพื่อให้กำลังใจและรับฟังปัญหาจากประชาชน และคนทำงานในพื้นที่ ซึ่งที่นั่นก็มีผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมเช่นกัน และนายกรัฐมนตรีได้ให้นโยบายกระทรวงมหาดไทย เพื่อปรับปรุงเกณฑ์การจ่ายเงินผู้เสียชีวิตรายละ 2 ล้านบาท ขยายให้ครอบคลุมผู้เสียชีวิตจากน้ำท่วมทั้งหมด 9 จังหวัดภาคใต้ ด้วยแล้ว ซึ่งอยู่ระหว่างนำเสนอ ครม. ตามขั้นตอนต่อไป

สำหรับประชาชนที่กำลังมองหาโอกาสในการเพิ่มความมั่นคงทางการเงิน มาตรการ “Quick Big Win” ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ

รับทราบ Quick Big Win

สำหรับที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ซึ่งนโยบายดังกล่าวได้ส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้ง 3 ตัว ได้แก่ 1) ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค 2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ 3) ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา โดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค ปรับเพิ่มขึ้นจาก 65.9 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 71.1 ในเดือนตุลาคม 2568 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีการฟื้นตัวจาก 50.7 ในเดือนกันยายน 2568 มาอยู่ที่ 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568 ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs ปรับเพิ่มจาก 48.0 ในเดือนกันยายน 2568 เป็น 53.2 ในเดือนพฤศจิกายน 2568

กระตุ้นการออมประชาชน

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังได้เห็นชอบในหลักการและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยกระทรวงการคลัง (กค.) โดยจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป ทั้งนี้ มาตรการเพื่อเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชนดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนมีช่องทางในการออมที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น ประชาชนมีแรงจูงใจในการออม กระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางและมีรายได้น้อยมีการออมเพิ่มขึ้น มีภาวะทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) มีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพยามเกษียณอายุ และภาครัฐสามารถบรรเทาภาระงบประมาณด้านสวัสดิการกรณีชราภาพในการดูแลผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้

มาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน จะช่วยให้ประชาชนคนไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระยะยาว

คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

การประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งล่าสุดได้ให้ความเห็นชอบมาตรการสำคัญที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประชาชน นั่นคือมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน ซึ่งเป็นนโยบายที่น่าจับตามองและคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศ

“Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน คืออะไร?

มาตรการนี้มีเป้าหมายหลักในการส่งเสริมให้ประชาชนมีโอกาสในการออมเงินมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้มีรายได้น้อยและปานกลาง ซึ่งจะช่วยสร้างหลักประกันทางการเงินที่มั่นคงสำหรับอนาคต โดยเฉพาะในวัยเกษียณ นโยบายนี้จะสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงช่องทางการออมที่สะดวกและหลากหลายมากขึ้น พร้อมทั้งสร้างแรงจูงใจในการออมผ่านรูปแบบต่างๆ

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดขึ้นจากมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน นั้น นอกจากประโยชน์โดยตรงต่อประชาชนในการสร้างความมั่นคงทางการเงินแล้ว ยังคาดว่าจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมอีกด้วย การที่ประชาชนมีเงินออมมากขึ้นจะทำให้มีกำลังซื้อเพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อธุรกิจต่างๆ และช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ภาครัฐยังจะได้รับประโยชน์จากการลดภาระด้านสวัสดิการในระยะยาว เนื่องจากประชาชนสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นในวัยชรา ลดการพึ่งพางบประมาณภาครัฐในการดูแลผู้สูงอายุที่ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้

มาตรการนี้จึงเป็น win-win situation สำหรับทุกฝ่าย ทั้งประชาชน ธุรกิจ และภาครัฐ เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสังคมที่มั่นคงและยั่งยืนทางเศรษฐกิจ

ที่มา – คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เห็นชอบมาตรการ “Quick Big Win” เพิ่มโอกาสความมั่นคงทางการเงินของประชาชน

ครม. ถกมาตรการ ฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ พรุ่งนี้

ครม.เศรษฐกิจ เตรียมเสนอ 4 มาตรการใหญ่เพื่อฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้เข้าที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ หวังดึงเงินจาก พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังฯ มาช่วยเหลือ พักหนี้ และปล่อยซอฟต์โลน ช่วยเหลือประชาชนกว่า 2.9 ล้านคนที่ได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่กว่า 5 แสนล้านบาท

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2568 ณ ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงผลการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (ครม.เศรษฐกิจ) ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยที่ประชุมเห็นชอบมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้จำนวน 4 มาตรการหลัก และจะนำเสนอต่อที่ประชุมครม. ในวันพรุ่งนี้ (2 ธ.ค.) เพื่อพิจารณาอนุมัติ

สถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ได้สร้างความเสียหายอย่างมากต่อเศรษฐกิจและทรัพย์สิน กระทบต่อประชาชนกว่า 2.9 ล้านคน และก่อให้เกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจในพื้นที่รวมกว่า 5 แสนล้านบาท

สำหรับมาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ทั้ง 4 ด้าน รัฐบาลเตรียมใช้เงินจากมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วม ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ โดยมาตรการที่จะนำเสนอต่อครม. แบ่งออกเป็น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ มาตรการเยียวยาประชาชนที่ได้รับผลกระทบ และมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะกลุ่ม SME ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้

1. การลดภาระหนี้สิน: สถาบันการเงินเฉพาะกิจจะดำเนินมาตรการพักชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยเป็นเวลา 12 เดือน โดยยกเว้นการคิดดอกเบี้ยในช่วงเวลาพักชำระหนี้ (ดอกเบี้ย 0% ต่อปี) สำหรับลูกหนี้รายละไม่เกิน 1,000,000 บาทต่อสถาบันการเงินเฉพาะกิจ นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะผ่อนปรนเกณฑ์การจัดชั้นลูกหนี้ไม่ให้เป็นหนี้เสีย (NPL)

นอกจากนี้ ยังมีสินเชื่อเพื่อเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ เป็นสินเชื่อเพิ่มเติมภายใต้วงเงินกู้เดิมกับธนาคาร (ลูกหนี้เดิม) รายละไม่เกิน 1 แสนบาท ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก และสินเชื่อเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ วงเงินไม่เกิน 1 ล้านบาทต่อราย ปลอดดอกเบี้ย 12 เดือนแรก

ธปท. และสมาคมธนาคารไทยจะผ่อนปรนเกณฑ์ในการปล่อยสินเชื่อเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME รวมถึงการปล่อยสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ และให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันสินเชื่อให้ภาคธุรกิจด้วย

2. การเติมเงินในกระเป๋า: นายกรัฐมนตรีได้กำชับเรื่องการจ่ายเงินเยียวยาผู้ประสบภัยตามเกณฑ์ครัวเรือนละไม่เกิน 9,000 บาท โดยกระทรวงมหาดไทยจะเสนอที่ประชุมครม. ในวันพรุ่งนี้ เพื่อขออนุมัติงบกลาง และจะเร่งเบิกจ่ายให้ถึงมือประชาชนอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกัน กระทรวงการคลังได้ขยายวงเงินทดรองราชการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดสามารถนำไปใช้จ่ายได้สะดวกมากขึ้น จังหวัดละ 100 ล้านบาท พร้อมผ่อนปรนหลักเกณฑ์ในการเบิกจ่ายเพื่อให้สามารถใช้ในกรณีฉุกเฉินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนในพื้นที่

สำหรับการประกันภัย ประชาชนที่ทรัพย์สินเสียหาย บริษัทประกันจะเร่งจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความเสียหายที่เกิดขึ้นจริงไม่เกิน 20,000 บาท ส่วนร้านค้าจะได้รับค่าสินไหมทดแทน 30,000 บาท และรถยนต์จะเร่งเคลมให้รวดเร็ว โดยสามารถถ่ายรูปรถยนต์ให้เห็นทะเบียนและระดับน้ำ เพื่อให้ประชาชนสามารถเคลมรถยนต์ได้ทันที

กระทรวงแรงงานได้ขยายระยะเวลาการนำส่งเงินประกันสังคมทั้งหมด และลูกจ้างจะได้รับการจ่ายประโยชน์ทดแทนกรณีว่างงานในอัตรา 50% ของค่าจ้าง สูงสุดไม่เกิน 180 วัน นอกจากนี้ ยังมีการจัดสินเชื่อให้ผู้ประกอบการเพื่อส่งเสริมการจ้างงาน ในกิจการที่มีลูกจ้างไม่เกิน 200 คน กู้ได้ไม่เกินรายละ 15 ล้านบาท

3. การลดภาระค่าใช้จ่าย: จะมีการขยายเวลาชำระภาษีและค่าธรรมเนียม รวมถึงประสานงานกับกระทรวงมหาดไทยเพื่อลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างในพื้นที่ประสบภัย พร้อมลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซมทรัพย์สินตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 100,000 บาท และลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสำหรับการซ่อมแซมรถยนต์ตามที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน 30,000 บาท

ผู้ประกอบการที่มีค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมทรัพย์สิน สามารถนำค่าใช้จ่ายดังกล่าวมาหักได้ 2 เท่า นอกจากนี้ ผู้ที่บริจาคเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัยและองค์กรสาธารณกุศลต่างๆ ก็สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้เช่นกัน

4. ด้านอื่นๆ: เช่น รัฐวิสาหกิจจะตรวจสอบความปลอดภัยของที่อยู่อาศัย สิ่งปลูกสร้าง ระบบท่อน้ำ ระบบไฟฟ้า รางรถไฟ เป็นต้น การอำนวยความสะดวกในการจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจัดหน่วยบริการเคลื่อนที่ (Mobile Unit) ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยงานพันธมิตร โดยลงพื้นที่ให้คำปรึกษาและบริการต่างๆ ด้านการค้าระหว่างประเทศแก่ผู้ประกอบการในพื้นที่ การอำนวยความสะดวกในการยื่นงบการเงินและบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น เป็นต้น

นอกจากนี้ ธนาคารแห่งประเทศไทยจะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมและสอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อให้ลูกหนี้ของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการทางการเงินที่ไม่ใช่สถาบันการเงิน (Non-Bank) ที่ประสบอุทกภัย ได้รับความช่วยเหลือที่สอดคล้องกับแนวทางการให้ความช่วยเหลือของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ

รองนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า นายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้มีการถอดบทเรียนจากภัยพิบัติครั้งนี้ โดยให้นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ เป็นประธานในการถอดบทเรียนต่างๆ ทั้งการแก้ไขปัญหาระยะสั้นและการเตรียมความพร้อมระยะยาว กระทรวงต่างประเทศจะขอความช่วยเหลือจากประเทศที่เคยประสบปัญหาอุทกภัย เช่น ประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำมาวางระบบในการดูแล

นายกรัฐมนตรียังได้มอบหมายให้กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬาเตรียมแคมเปญกระตุ้นการท่องเที่ยว หลังจากฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ และให้หน่วยราชการต่างๆ จัดสัมมนาในจังหวัดที่ประสบภัย เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวและช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจในพื้นที่ต่อไป ส่วนมาตรการลดค่าน้ำประปาและค่าไฟฟ้า ที่ประชุมได้มอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยรับไปดำเนินการต่อ

ฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

มาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ครอบคลุมอะไรบ้าง

โดยสรุปแล้ว มาตรการฟื้นฟูเยียวยาน้ำท่วมภาคใต้ ครอบคลุมทั้งการลดภาระหนี้สิน การเติมเงินในกระเป๋า การลดภาระค่าใช้จ่าย และด้านอื่นๆ เช่น การตรวจสอบความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อให้ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถกลับมาดำเนินชีวิตและธุรกิจได้ตามปกติ

ที่มา – ชงที่ประชุมครม. พรุ่งนี้ 4 มาตรการใหญ่ ฟื้นฟู-เยียวยาน้ำท่วมภาคใต้

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก! รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า นักเศรษฐศาสตร์–สาธารณสุข–ภาคการเงิน เตือนโครงสร้างภาษีซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล แนะเร่งปฏิรูปโครงสร้างภาษี เพื่อสร้างรายได้

ปีงบประมาณ 2569 ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในปีที่ท้าทายที่สุดของการคลังไทยในรอบทศวรรษ หลายสัญญาณชี้ชัดรายได้ภาษีอาจไม่ถึงเป้าหมายทั้งจากแรงกดดันทางเศรษฐกิจ พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป รวมถึงความซับซ้อนของโครงสร้างภาษีในบางผลิตภัณฑ์ที่กระตุ้นให้รัฐบาลทบทวนมาตรการแก้ไขเร่งด่วน

ภาษีไทยปี 2569 รายได้เสี่ยงหลุดเป้า โจทย์หนักกว่าที่คาด

แม้เศรษฐกิจไทยมีสัญญาณฟื้นตัวหลังโควิด-19 แต่ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็ก (SMEs) ยังไม่ฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ ทำให้ระบบเศรษฐกิจยังไม่กลับมาเดินเครื่องเต็มร้อย และกำลังซื้อก็ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้ภาษีนิติบุคคล และภาษีมูลค่าเพิ่มหรือ VAT โตไม่ตามกรอบ และหนี้ครัวเรือนยังคงอยู่ในระดับสูง ขณะที่ฝั่งภาษีศุลกากร และภาษีสรรพสามิตก็ยังมีหลายส่วนที่ไม่เป็นไปตามเป้าซึ่ง KKP Research ของธนาคารเกียรตินาคินภัทรจำกัด (มหาชน) ประเมินว่า ความสามารถในการจัดเก็บภาษีของไทยลดจาก 17% เหลือเพียง 15% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) และเตือนชัดว่าหากรายได้ภาษีหลุดเป้าในช่วง 1–2 ปีข้างหน้า ความเสี่ยงทางการคลังจะสูงขึ้นมาก และอาจส่งผลต่ออันดับเครดิตของประเทศได้

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TTB ระบุว่า “เมื่อรายได้ภาษีไม่ถึงเป้า แต่รายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ความเสี่ยงเชิงการคลังจะสูงขึ้น และอาจส่งผลให้ต้นทุนการกู้ยืมของประเทศสูงขึ้นตามไปด้วย”

โจทย์ใหม่ของการคลังไทย “แก่ก่อนรวย” ทำฐานภาษีหดตัว

สิ่งที่ทวีความเสี่ยงให้การเก็บภาษีในปี 2569 หนักยิ่งขึ้นคือโครงสร้างประชากรไทยที่เดินหน้าสู่ “สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์” (Super-Aged Society) อย่างต่อเนื่อง ทำให้คนวัยทำงานลดลง ฐานภาษีเงินได้จึงลดลงตาม ในขณะเดียวกันการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุสมบูรณ์นั้น ทำให้โครงสร้างการใช้จ่ายเปลี่ยนไป กล่าวคือผู้สูงอายุใช้จ่ายน้อยลงในสินค้าที่มีภาษีมูลค่าเพิ่ม แต่ใช้จ่ายมากขึ้นในหมวดสุขภาพที่ไม่ต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้การจัดเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มโตช้ากว่าที่คาด แต่ภาระรายจ่ายรัฐเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องทัั้งจากงบบำนาญ งบสาธารณสุขและงบสวัสดิการผู้สูงอายุ เมื่อฐานภาษีหดตัว แต่รายจ่ายเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ปี 2569 เป็นต้นไปรัฐบาลจะมีพื้นที่นโยบายทางการคลัง (Fiscal Space) น้อยลงกว่าที่เคยเป็นมา 

ผู้บริโภคเลือกสินค้าราคาประหยัด ทำรายได้สรรพสามิตต่ำกว่ากรอบ

พฤติกรรม “คุมค่าใช้จ่าย” ในสภาวะเศรษฐกิจที่ผันผวน ส่งผลโดยตรงกับสินค้าสรรพสามิต ที่ผู้บริโภคจำนวนมากเปลี่ยนไปซื้อสินค้าราคาถูกลง (Down Trading) เช่น บุหรี่ราคาประหยัด สุราราคาถูก สินค้าพลังงานต้นทุนต่ำ ที่มีภาษีต่อหน่วยต่ำ แม้ยอดขายอาจใกล้เคียงเดิม แต่รัฐจัดเก็บภาษีได้ลดลง นอกจากนี้ สินค้าผิดกฎหมาย เช่น บุหรี่เถื่อน แอลกอฮอล์เถื่อน ที่ลักลอบหนีภาษี ยังขยายตัวและบั่นทอนรายได้รัฐโดยตรง

ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

โฟกัส “ภาษียาสูบ” – ช่องโหว่ใหญ่สุดของรายได้รัฐในปี 2569

จากการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตในปีงบประมาณ 2568 พบว่า ภาษีรถยต์ สุรา และยาสูบ เป็นกลุ่มสินค้าที่สร้างรายได้หลักให้กับสรรพสามิต แต่มีการจัดเก็บได้ลดน้อยลงจากปีงบประมาณก่อนหน้า โดยภาษีรถยนต์ และภาษีสุรา มีการจัดเก็บน้อยลงเนื่องจากมาตรการลดภาษีเพื่อช่วยผู้ประกอบการ และจูงใจให้ผู้บริโภคหันไปใช้สินค้าที่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมน้อยกว่า เช่น รถยนต์ไฟฟ้า แต่สำหรับสินค้ายาสูบนั้นไม่ได้มีมาตรการใดออกมา แต่กลับจัดเก็บรายได้ได้ลดลงต่อเนื่อง เนื่องจากโครงสร้างภาษีแบบ “สองอัตรา” เปิดช่องให้เกิดพฤติกรรมหลีกเลี่ยงภาษีโดยไม่ผิดกฎหมาย ทั้งในฝั่งผู้ผลิตและผู้บริโภค เป็นปรากฏการณ์ที่ผู้บริโภค Down Trading ไปยังบุหรี่ราคาถูก และผู้ผลิตตั้งราคาถูกลงเพื่ออยู่ในชั้นภาษีต่ำ รายได้รัฐที่เก็บได้ต่อซองต่ำลง บุหรี่ผิดกฎหมายเพิ่มส่วนแบ่งตลาด ซ้ำเติมการจัดเก็บรายได้ของรัฐ

ศาสตราจารย์ ดร.อรรถกฤต ปัจฉิมนันท์ จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ระบุว่าตั้งแต่มีการบังคับใช้โครงสร้างภาษีบุหรี่แบบ 2 อัตรา ยังไม่เห็นข้อดีของโครงสร้างแบบนี้ จึงเสนอแนะให้ใช้โครงสร้างภาษีแบบอัตราเดียว เช่นเดียวกับในต่างประเทศซึ่งจะทำให้ระบบภาษีโปร่งใสและลดการบิดเบือนราคาได้มากกว่าเดิม

มุมสาธารณสุข ภาษีหลายอัตราเปิดช่องให้เยาวชนเข้าถึงบุหรี่ได้ง่ายขึ้น

นอกจากรายได้รัฐที่รั่วไหล โครงสร้างภาษีแบบหลายอัตรายังถูกวิพากษ์จากมุมสาธารณสุขอย่างหนัก เพราะทำให้ราคาบุหรี่บางกลุ่มต่ำเกินจริง โดยเฉพาะสินค้าราคาประหยัดที่เยาวชนเข้าถึงได้ง่ายที่สุด ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่าเยาวชนมี price sensitivity สูง ผู้ที่ “เริ่มสูบครั้งแรก” มักเลือกสินค้าที่ราคาต่ำที่สุดในตลาด เมื่อระบบภาษีเปิดช่องให้ยังมีบุหรี่ราคาถูกอยู่จำนวนมาก จึงทำให้มาตรการป้องกันการเริ่มสูบ “ไม่ทำงานเต็มที่”

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์ประกิต วาทีสาธกกิจ กล่าวไว้ชัดว่า “ภาษีบุหรี่เป็นเครื่องมือที่ดีที่สุดตามคำแนะนำของธนาคารโลกและองค์การอนามัยโลก จึงมีความปรารถนาตลอดเวลาให้ประเทศไทยมีระบบภาษีบุหรี่ที่ดี คือ ‘อัตราเดียว’ เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมการบริโภคและเพิ่มรายได้รัฐไปพร้อมกัน”

ปี 2569 ปีแห่งการปฏิรูปภาษีไทย – เริ่มจากหมวดที่รั่วไหลที่สุด

เมื่อพิจารณาทั้งภาพเศรษฐกิจ ภาพการคลัง และภาพประชากร จะเห็นว่าปี 2569 จะเป็นปีที่ไทยต้องเร่ง “ปฏิรูปโครงสร้างภาษี” เพื่อสร้างรายได้ มากกว่าจะรอพึ่งพาการเติบโตทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว หาสิ่งที่เป็น Quick Big Win และเลือกขึ้นมาก่อน เป็นก้าวแรกของรากฐานทางการคลังที่เข้มแข็ง

รับมืออย่างไรเมื่อ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า

สำหรับผู้ประกอบการและประชาชนทั่วไป การทำความเข้าใจสถานการณ์ ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับนโยบายและการเปลี่ยนแปลงที่อาจเกิดขึ้น การวางแผนการเงินอย่างรอบคอบ การปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการเติบโตอย่างยั่งยืน เป็นสิ่งที่เราทุกคนสามารถทำได้เพื่อช่วยให้ประเทศก้าวผ่านความท้าทายนี้ไปได้ด้วยดี

ที่มา – ปี 2569 รัฐเจอศึกหนัก รายได้ภาษีเสี่ยงหลุดเป้า เตือนโครงสร้างซับซ้อนทำรายได้รั่วไหล

ครม. คุมเข้มวินัยการคลัง ปี 2572

คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบ “แผนการคลังระยะปานกลาง” มุ่งเน้นการควบคุมวินัยการคลังอย่างเข้มงวด โดยตั้งเป้าหมายให้การขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ภายในปี 2572 ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในระยะยาว

เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้แถลงถึงมติ ครม. ที่เห็นชอบแผนการคลังระยะปานกลาง (MTFF) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญของนโยบาย “ควิ๊ก บิ๊ก วิน” ที่ขับเคลื่อนโดย 4 หน่วยงานเศรษฐกิจหลัก ได้แก่ กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และธนาคารแห่งประเทศไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการสร้างวินัยทางการคลังที่เข้มแข็งยิ่งขึ้นผ่าน 3 มาตรการสำคัญ:

  1. จำกัดงบกลาง: งบกลางจะถูกจำกัดให้ไม่เกิน 3% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด
  2. จัดสรรงบชำระหนี้: จัดสรรงบประมาณสำหรับการชำระหนี้ไม่ต่ำกว่า 4% ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี
  3. ควบคุมงบผูกพัน: จำกัดงบประมาณผูกพันข้ามปีให้สูงสุดไม่เกิน 5%

นอกจากนี้ นายเอกนิติ ยังกล่าวถึงประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลเกี่ยวกับนโยบายกึ่งการคลังภายใต้มาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลัง โดยยืนยันว่า ครม. ได้มอบหมายให้คณะกรรมการนโยบายการคลัง ร่วมกับสำนักงบประมาณ และกระทรวงการคลัง ดำเนินการพิจารณาและกำหนดกระบวนการที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ โดยยังคงรักษากรอบเพดานการใช้จ่ายไม่ให้เกิน 32% ต่อปี

“มาตรฐานวินัยการคลังของไทย กำหนดให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ของ GDP และเราตั้งเป้าหมายที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ภายในปี 2572” นายเอกนิติกล่าว “ในปี 2567 ที่ผ่านมา เรามีการขาดดุลงบประมาณ 4.4% แต่เรายังคงยืนยันเพดานหนี้สาธารณะเดิมที่ 70%”

ทั้งนี้ ครม. ยังได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังและสำนักงบประมาณ ร่วมกันปรับปรุงโครงสร้างรายได้และรายจ่ายของประเทศ โดยมีเป้าหมายที่สำคัญในแผนการคลังระยะปานกลาง ดังนี้:

  • เพิ่มสัดส่วนรายได้ภาครัฐให้มากกว่า 15.1% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 14.8%
  • ลดสัดส่วนรายจ่ายภาครัฐให้ไม่เกิน 18% ของ GDP จากปัจจุบันที่ 19%

นายเอกนิติ กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้ว่าภาพรวมของงบประมาณอาจลดลง แต่รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่ออนาคตของประเทศ ผ่านโครงการต่างๆ เช่น Thailand Future Fund และกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ นอกจากนี้ รัฐบาลจะเร่งผลักดันการใช้กลไก PPP (Public-Private Partnership) หรือการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้เกิดการลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ และไม่ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้สาธารณะของประเทศ

ครม. เห็นชอบมาตรการ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การที่ ครม. ให้ความสำคัญกับการคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการบริหารจัดการการเงินของประเทศอย่างรอบคอบและยั่งยืน การควบคุมรายจ่ายและการเพิ่มรายได้ จะช่วยลดภาระหนี้สาธารณะและสร้างความมั่นคงทางการเงินให้กับประเทศในระยะยาว

เป้าหมายสำคัญ: ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

การกำหนดเป้าหมายให้ขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการคลัง การดำเนินการตามแผนการคลังระยะปานกลางอย่างเคร่งครัด จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน และส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศในภาพรวม

การคุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572 เป็นเรื่องที่ท้าทาย แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการสร้างความมั่นคงทางการเงินของประเทศในระยะยาว การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับเรื่องนี้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความมุ่งมั่นในการบริหารประเทศอย่างยั่งยืน

การที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานและการใช้กลไก PPP เป็นการแสดงให้เห็นว่า รัฐบาลไม่ได้มองข้ามความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว การลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ และ PPP จะช่วยดึงดูดการลงทุนจากภาคเอกชน ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างงาน

การดำเนินนโยบายการเงินการคลังที่เข้มงวดมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว การควบคุมวินัยการคลังและการบริหารจัดการหนี้สาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จะช่วยลดความเสี่ยงต่อวิกฤตเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและประชาชน การที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่ออนาคตของประเทศ

ที่มา – ครม. เห็นชอบ คุมเข้มวินัยการคลัง ตั้งเป้าขาดดุลงบประมาณไม่เกิน 3% ในปี 2572

Scroll to top