กระทรวงพาณิชย์

ศุภจี จับมือสิงคโปร์ เร่งขยายการค้า ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้หารือผ่านระบบประชุมทางไกลกับรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าและอุตสาหกรรมของสิงคโปร์ (นายกาน คิม ยอง) เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2568 เพื่อเดินหน้าขยายความร่วมมือการค้าการลงทุนไทย-สิงคโปร์ ผลักดันการส่งออกสินค้าเกษตรไทย เร่งสรุปข้อตกลงการค้าข้าว และผลักดันการเจรจาความตกลงเศรษฐกิจดิจิทัลของอาเซียน (DEFA) ให้สำเร็จตามเป้าหมาย เพื่อเสริมบทบาทภูมิภาคในเศรษฐกิจดิจิทัล

การผลักดันการ“ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้ ถือเป็นก้าวสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทยและภูมิภาคอาเซียนโดยรวม การร่วมมือกับสิงคโปร์ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินและเทคโนโลยีที่สำคัญ จะช่วยเปิดโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย และเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

นางศุภจี เปิดเผยว่า การหารือครั้งนี้ได้เน้นย้ำความพร้อมของไทยในการขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการค้าระหว่างกัน ซึ่งไทยมีศักยภาพในการขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหาร ที่ไม่เพียงตอบโจทย์รองรับความต้องการของตลาดสิงคโปร์ แต่ยังเป็นช่องทางขยายสู่ตลาดประเทศอื่นๆ ด้วย ทั้งนี้ ทั้งสองฝ่ายได้ร่วมจัดทำข้อตกลงความร่วมมือด้านการค้าข้าว ถือเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับการค้าข้าวของไทยและความมั่นคงทางอาหารของสองประเทศ โดยคาดว่าข้อตกลงค้าข้าวจะเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ความคืบหน้าในเรื่องนี้เป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรไทย และผู้บริโภคในทั้งสองประเทศ

นางศุภจี กล่าวเสริมว่า ได้หารือร่วมกับสิงคโปร์ในการขับเคลื่อนการเจรจาความตกลง DEFA เพื่อให้ภูมิภาคอาเซียนพัฒนาสู่เศรษฐกิจดิจิทัลอย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งไทยในฐานะประธานคณะกรรมการเจรจาความตกลง DEFA ได้ขอให้สิงคโปร์ร่วมสนับสนุนการเจรจาให้มีความคืบหน้ามากที่สุด ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งในประเด็นเศรษฐกิจสำคัญของอาเซียนในปีนี้ ความตกลง DEFA จะเป็นกรอบความร่วมมือสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมโยงทางดิจิทัลในอาเซียน สนับสนุนการค้าข้ามพรมแดนอย่างไร้รอยต่อ ผลักดันการค้าไร้กระดาษ ซึ่งจะช่วยยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของไทยและอาเซียน พร้อมเป็นเครื่องมือสำคัญสนับสนุนภาคธุรกิจในการค้าดิจิทัล

การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาประเทศในยุคปัจจุบัน ความตกลง DEFA จะช่วยให้ธุรกิจไทยสามารถเข้าถึงตลาดดิจิทัลในอาเซียนได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคทางการค้า และส่งเสริมการสร้างนวัตกรรม

ทั้งนี้ ภาพรวมการค้าระหว่างไทยกับสิงคโปร์ในปี 2567 มีมูลค่า 17,758.84 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยส่งออก 10,363.82 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนำเข้า 7,395.01 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ไทยได้ดุลการค้า 2,968.81 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และในช่วง 8 เดือนของปี 2568 (มกราคม-สิงหาคม) มีมูลค่ารวม 12,135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 6.25% ไทยส่งออก 7,212 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวขึ้น 12.57% ขณะที่การนำเข้าจากสิงคโปร์มูลค่า 4,923 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 1.81% ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของสิงคโปร์ในฐานะคู่ค้าที่สำคัญของไทย และศักยภาพในการขยายความร่วมมือทางการค้าให้มากยิ่งขึ้น

“ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

ความสำคัญของการเร่งขยายการค้าและลงทุนระหว่างไทย-สิงคโปร์

การเร่งขยายการค้าและการลงทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทยได้หารือกับรองนายกรัฐมนตรีของสิงคโปร์เพื่อผลักดันประเด็นนี้ ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

  • การค้า: การขยายการส่งออกสินค้าเกษตรและอาหารของไทยไปยังสิงคโปร์จะช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรและผู้ประกอบการไทย
  • การลงทุน: การดึงดูดการลงทุนจากสิงคโปร์จะช่วยสร้างงานและถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับประเทศไทย
  • เศรษฐกิจดิจิทัล: การร่วมมือในกรอบ DEFA จะช่วยส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของทั้งสองประเทศ

การที่นางศุภจีเน้นย้ำถึงความพร้อมของไทยในการขยายความร่วมมือกับสิงคโปร์ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการเป็นศูนย์กลางทางการค้าและการลงทุนในภูมิภาคอาเซียน

การเจรจาความตกลง DEFA และการผลักดันข้อตกลงการค้าข้าวเป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายามในการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและสิงคโปร์ การทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดของทั้งสองประเทศจะนำไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของประชาชน

การที่ “ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้ แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของผู้บริหารประเทศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน การมีนโยบายที่ชัดเจนและการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่แข็งแกร่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยสามารถก้าวข้ามความท้าทายและคว้าโอกาสใหม่ๆ ในโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

การปิดดีลค้าข้าวภายในเดือนพฤศจิกายนนี้ ถือเป็นเป้าหมายที่ท้าทาย แต่ด้วยความร่วมมือและความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่าย ก็มีความเป็นไปได้ที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้สำเร็จ

การเร่งขยายการค้าการลงทุนระหว่างไทยและสิงคโปร์เป็นเรื่องที่น่ายินดี และคาดว่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศในระยะยาว การติดตามความคืบหน้าของความร่วมมือนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แน่ใจว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับประโยชน์อย่างเต็มที่

ที่มา – “ศุภจี” จับมือรองนายกฯ สิงคโปร์ เร่งขยายการค้า-ลงทุน ปิดดีลค้าข้าว พ.ย.นี้

พาณิชย์ จับมือ SME D Bank ปั้น แฟรนไชส์ไทย

“พาณิชย์” จับมือ ”SME D Bank“ เดินหน้าปั้น แฟรนไชส์ไทย เสริมแกร่งเศรษฐกิจฐานราก หนุน 7 แบรนด์นำร่อง ให้สินเชื่อกว่า 239 ล้านบาท พร้อมมอบประกาศนียบัตร 42 ธุรกิจ ผ่านมาตรฐาน DBD Franchise Standard รวมกว่า 3,754 สาขาทั่วประเทศ

กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จัดงาน Success Beyond Standard ประกาศความสำเร็จในการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ภายใต้ความร่วมมือกับธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) มอบสินเชื่อสนับสนุนธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพรวมกว่า 239 ล้านบาท เปิดตัว 7 แบรนด์นำร่อง ที่ได้รับสินเชื่อเพื่อขยายกิจการแฟรนไชส์ซี พร้อมมอบประกาศนียบัตรให้แก่ 42 ธุรกิจแฟรนไชส์ ที่ผ่านการประเมินตามเกณฑ์มาตรฐาน DBD Franchise Standard รวมกว่า 3,754 สาขา ทั่วประเทศ

‘นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน Success Beyond Standard ประกาศความสำเร็จในการยกระดับธุรกิจแฟรนไชส์ไทย โดยมี นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า นายพิชิต มิทราวงศ์ กรรมการผู้จัดการธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME D Bank) คณะผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์ และผู้ประกอบการร่วมด้วย ณ ห้องบุรฉัตรไชยากร ชั้น 4 สำนักงานปลัดกระทรวงพาณิชย์

นางศุภจี กล่าวว่า วันนี้ถือเป็นนิมิตหมายที่สำคัญอย่างยิ่ง กระทรวงพาณิชย์พยายามขับเคลื่อนเศรษฐกิจผ่านโครงการแฟรนไชส์สร้างอาชีพมาอย่างต่อเนื่อง และวันนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความสำเร็จของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสถาบันการเงิน ธุรกิจแฟรนไชส์เป็นธุรกิจที่เติบโตจากฐานธุรกิจทั่วไป แต่สามารถสร้างการจ้างงานและขยายโอกาสทางเศรษฐกิจได้อย่างกว้างขวาง ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการ ‘กระตุ้นสั้น ได้ยาว กระจายตัว’ ให้เศรษฐกิจขยายถึงทุกพื้นที่

รมว.พาณิชย์ กล่าวต่อว่า ความร่วมมือระหว่างกระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กับ SME D Bank ในครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการและผู้สนใจทำธุรกิจแฟรนไชส์เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายขึ้น ผ่านวงเงินสินเชื่อรวมกว่า 239 ล้านบาท ซึ่งจะช่วยทั้ง แฟรนไชส์ซอร์ (Franchisor) และ แฟรนไชส์ซี (Franchisee) ให้มีสภาพคล่อง สามารถเริ่มต้นธุรกิจได้แม้ไม่มีประสบการณ์มาก่อน

“เราขอขอบคุณ SME D Bank ที่ให้การสนับสนุนอย่างดียิ่งในวันนี้ นับเป็นการช่วยเติมเต็มระบบเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง เพราะไม่เพียงช่วยธุรกิจแฟรนไชส์ซอร์ให้ขยายกิจการ แต่ยังเปิดโอกาสให้แฟรนไชส์ซีรายใหม่เข้าถึงทุนได้อย่างทั่วถึง นี่คือการสร้างการกระจายตัวของโอกาสอย่างแท้จริง” นางศุภจีกล่าว

โดยมีธุรกิจแฟรนไชส์ที่ได้รับการสนับสนุนสินเชื่อนำร่องแล้ว 7 แบรนด์ ได้แก่ 1.มาโนอิ 2.Bear Wash 3. ก๋วยเตี๋ยวเรือปัญจะรส 4. Laundrybar 5.Trendy Wash 6.24 Wash และ 7. กาแฟพันธุ์ไทย

ทั้งนี้ กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะยังคงร่วมมือกับ SME D Bank เพื่อคัดกรองธุรกิจแฟรนไชส์ที่มีศักยภาพเพิ่มเติมอีกกว่า 300 ราย เข้าสู่กระบวนการสนับสนุนในระยะต่อไป เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงสินเชื่อและขยายกิจการได้อย่างมั่นคง

นางศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมพัฒนาธุรกิจการค้าในฐานะ “หัวหอกสร้างมาตรฐานแฟรนไชส์ไทย” จะทำหน้าที่เป็นพี่เลี้ยงช่วยยกระดับผู้ประกอบการทั้งรายใหม่และรายเดิมให้เข้าใจระบบแฟรนไชส์ที่มีคุณภาพ ตั้งแต่การสร้างแบรนด์ การวางโมเดลธุรกิจ การควบคุมคุณภาพสินค้าและบริการ ไปจนถึงการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความยั่งยืน โดยมีการบูรณาการร่วมกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศในการผลักดัน แฟรนไชส์ไทยกว่า 48 กิจการ ขยายไปสู่ตลาดต่างประเทศกว่า 30 ประเทศ

และกิจกรรมในวันนี้ยังมีพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ 42 ธุรกิจแฟรนไชส์ไทย ที่ผ่านการประเมินตามมาตรฐาน DBD Franchise Standard ครอบคลุม 6 หมวดธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจอาหาร 17 กิจการ เครื่องดื่ม 11 กิจการ บริการ 7 กิจการ การศึกษา 4 กิจการ ความงาม/สปา 2 กิจการ และค้าปลีก 1 กิจการ รวมกว่า 3,754 สาขาทั่วประเทศ สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกว่า 1,149 ล้านบาท

“วันนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพาณิชย์ SME D Bank และภาคธุรกิจแฟรนไชส์ไทย เราจะช่วยกันสร้างระบบทางธุรกิจที่เข้มแข็ง สนับสนุนให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศอย่างมั่นคงและแข็งแรง” รมว.พาณิชย์ กล่าว

ทั้งนี้ SME D Bank ได้เตรียม สินเชื่อพิเศษจากภาครัฐเพื่อเอสเอ็มอีไทย ดอกเบี้ย 3% ต่อปี คงที่ตลอด 3 ปีแรก ไว้กว่า 1,000 ล้านบาท เพื่อช่วยธุรกิจให้คล่องตัวลดภาระเพิ่มศักยภาพให้เติบโตอย่างยั่งยืนด้วย

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ส่วนส่งเสริมธุรกิจแฟรนไชส์ กองส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจ กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สายด่วน 1570 โทรศัพท์หมายเลข 0 2547 5983 และ franchise.dbd.go.th

สำหรับผู้ประกอบการที่สนใจเข้าร่วมโครงการ แฟรนไชส์ไทย สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า หรือ SME D Bank เพื่อขอรับคำปรึกษาและโอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน

พาณิชย์ จับมือ SME D Bank ปั้น แฟรนไชส์ไทย

โอกาสทอง SME ไทย: สินเชื่อพิเศษเพื่อ แฟรนไชส์ไทย

การจับมือกันครั้งนี้ระหว่างกระทรวงพาณิชย์และ SME D Bank แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการส่งเสริมธุรกิจ แฟรนไชส์ไทย ให้เติบโตอย่างยั่งยืน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่ง่ายขึ้นถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถขยายธุรกิจและสร้างงานสร้างรายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – “พาณิชย์” จับมือ ”SME D Bank“ ปั้น “แฟรนไชส์ไทย” อัดฉีดสินเชื่อ 239 ล้าน หนุน 7 แบรนด์นำร่อง

พาณิชย์คุมเข้ม! ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

พาณิชย์ ประสานสหกรณ์รับซื้อข้าวเหนียวเชียงรายต่อเนื่อง คุมเข้มห้ามกดราคา พร้อมส่งเจ้าหน้าที่ระดมตรวจเครื่องชั่ง–วัดความชื้น ป้องกันเกษตรกรถูกเอาเปรียบ ลั่นพบใครซื้อกดราคา หรือเอาเปรียบเกษตรกรถูกดำเนินคดีเด็ดขาด

นางสาวญาณี ศรีมณี รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า กรมการค้าภายในได้ติดตามกรณีที่เกษตรกรผู้ปลูกข้าวเหนียวในพื้นที่อำเภอพญาเม็งราย จังหวัดเชียงราย เกิดความกังวลเกี่ยวกับการจำหน่ายผลผลิต จึงได้ประสานกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงรายเพื่อเร่งหารือร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น ตัวแทนเกษตรกร และสหกรณ์การเกษตรพญาเม็งราย ซึ่งเป็นกลไกหลักในการรับซื้อข้าวเหนียวในพื้นที่ โดยขณะนี้สหกรณ์ได้รับซื้อข้าวเหนียวจากเกษตรกรอย่างต่อเนื่อง ไม่มีการหยุดหรือปฏิเสธการรับซื้อ ซึ่งช่วยให้เกษตรกรสามารถนำผลผลิตมาจำหน่ายได้อย่างมั่นใจ ไม่เกิดความกังวลเรื่องขาดช่องทางระบายผลผลิต

นอกจากนี้ ในช่วงที่ข้าวออกสู่ตลาดมาก กรม และจังหวัดมีแผนจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อเป็นทางเลือกให้เกษตรกรนำข้าวมาจำหน่าย ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีอำนาจต่อรองในการจำหน่ายข้าวมากขึ้น โดยกำหนดจัดตลาดนัด 2 ครั้ง วันที่ 11 – 13 พ.ย.นี้ ณ สหกรณ์การเกษตรป่าแดด จำกัด อำเภอป่าแดด และ วันที่ 18 – 20 พ.ย.นี้ ณ สหกรณ์การเกษตรแม่สาย จำกัด อำเภอแม่สาย 

ในส่วนข้อเรียกร้องของเกษตรกรเรื่อง พันธุ์ข้าว กข 22 ที่ไม่ได้คุณภาพ เนื่องจากการกลายพันธุ์ ทำให้ขายราคาไม่ดีเท่าที่ควรนั้น หน่วยงานในพื้นที่เตรียมลงพื้นที่พิสูจน์พันธุ์เพื่อแก้ไขปัญหา ซึ่งกรมจะเร่งประสานกรมการข้าว เพื่อพิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป

สำหรับสถานการณ์ข้าวเหนียวจังหวัดเชียงรายล่าสุด ณ วันที่ 19 ต.ค.68 ผลผลิตออกสู่ตลาด 24% หรือ 202,854 ตัน ของผลผลิตทั้งหมดที่ 845,225 ตัน แบ่งเป็น ข้าวเหนียว 539,977 ตัน สัดส่วน 62%, ข้าวเจ้า 192,543 ตัน  สัดส่วน 22%, ข้าวหอมมะลิ 117,540 ตัน สัดส่วน 14% และข้าวหอมปทุม 13,893 ตัน สัดส่วน 2% ขณะที่ราคารับซื้อ ข้าวเหนียวความชื้น 25 – 30% กิโลกรัม (กก.) ละ 6.70 – 7.30 บาท สำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงราย ได้ประสานชมรมโรงสีข้าวจังหวัด และเครือข่ายโรงสีในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อเตรียมรับซื้อเพิ่มในช่วงที่ผลผลิตออกมากขึ้น เพื่อเพิ่มการแข่งขันด้านราคา ไม่ให้เกษตรกรถูกกดราคา และสร้างเสถียรภาพด้านการตลาด

“กรม ยืนยันว่าได้ติดตามสถานการณ์การรับซื้อข้าวเหนียวอย่างใกล้ชิด ขอให้เกษตรกรเชื่อมั่นว่าการรับซื้อเป็นไปอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม นอกจากนี้ ยังได้จัดส่งเจ้าหน้าที่ชั่งตวงวัดลงพื้นที่ตรวจสอบเครื่องชั่งน้ำหนัก เครื่องวัดความชื้น และตรวจสอบการปิดป้ายแสดงราคารับซื้ออย่างชัดเจน เพื่อให้เกษตรกรได้รับประโยชน์สูงสุด ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ”

ทั้งนี้ หากเกษตรกร พบเห็นการกดราคา ใช้เครื่องมือที่ไม่ได้มาตรฐาน หรือสงสัยว่าจะไม่ได้รับความเป็นธรรม สามารถร้องเรียนได้ทันทีที่ สายด่วนกรมโทร. 1569 ซึ่งกรมจะส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงในพื้นที่ และหากพบการกระทำผิดจริง จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยการไม่ปิดป้ายแสดงราคา หรือแสดงราคาไม่ถูกต้อง มีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท และกรณีจงใจกดราคา เอาเปรียบเกษตรกร หรือกระทำการฝ่าฝืนตามพ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 มีโทษ จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ย้ำ! จะไม่ยอมให้มีการ กดราคาข้าวเหนียวเชียงราย อย่างแน่นอน พร้อมดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาดกับผู้ที่เอาเปรียบเกษตรกร

ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

จับตา! มาตรการคุมเข้ม ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย

สถานการณ์ การกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย เป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ทางภาครัฐได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือเกษตรกร เช่น การจัดตลาดนัดข้าวเปลือก เพื่อให้เกษตรกรมีช่องทางในการจำหน่ายผลผลิตโดยตรง และมีอำนาจในการต่อรองราคามากขึ้น

การที่ภาครัฐเข้ามาดูแลและควบคุมสถานการณ์ ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย อย่างเข้มงวด ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะเป็นการแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความมุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเกษตรกรให้ได้รับความเป็นธรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญคือการที่ทุกภาคส่วนร่วมมือกัน เพื่อให้มาตรการต่างๆ ที่ออกมานั้น สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่เกษตรกรอย่างแท้จริง

หากเกษตรกรพบว่ามีการ กดราคาข้าวเหนียวเชียงราย หรือพบเห็นพฤติการณ์ที่น่าสงสัยว่าจะมีการเอารัดเอาเปรียบ สามารถแจ้งเรื่องร้องเรียนได้ทันที เพื่อให้เจ้าหน้าที่เข้าไปตรวจสอบและดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ที่มา – “พาณิชย์” คุมเข้ม ห้ามกดราคาข้าวเหนียวเชียงราย ลุยตรวจเครื่องชั่ง สกัดเอาเปรียบเกษตรกร

“ศุภจี” จับมือเปรู เร่ง FTA ไทย-เปรู ให้จบปีนี้

“ศุภจี” เดินหน้า จับมือเปรูเร่งสรุป FTA ไทย-เปรู ฉบับสมบูรณ์ ภายในสิ้นปีนี้ หวังเปิดประตูการค้าเอเชีย-อเมริกาใต้

เมื่อวันที่ 20 ตุลาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันให้การต้อนรับ นางสาวเซซิเลีย ซูนิลดา กาลาร์เรตา บาซัน (H.E. Ms. Cecilia Zunilda Galarreta Bazán) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐเปรูประจำประเทศไทย ณ กระทรวงพาณิชย์ ในโอกาสเข้าพบเพื่อหารือแนวทางเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนระหว่างไทย–เปรู พร้อมยืนยันความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสองฝ่ายในการเร่งรัดการเจรจายกระดับความตกลงการค้าเสรี (FTA) ไทย–เปรู ให้สามารถสรุปผลในสาระสำคัญภายในสิ้นปี 2568

นางศุภจี เปิดเผยว่า ไทยและเปรูมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นมายาวนานกว่า 60 ปี และต่างมีศักยภาพสูงในการเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจ โดยการปรับปรุงและยกระดับความตกลงทางการค้าที่ลงนามไว้กว่า 20 ปีให้ทันสมัย จะช่วยเปิดโอกาสทางการค้าและการลงทุนใหม่ ๆ ให้แก่ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศ ทั้งในด้านสินค้าเกษตร อาหารแปรรูป ยานยนต์ เครื่องจักร และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ พร้อมทั้งการเสริมสร้างความเชื่อมโยงของห่วงโซ่อุปทาน และการขนส่งสินค้าระหว่างเอเชียกับอเมริกาใต้ให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

นางศุภจี กล่าวว่า ท่านเอกอัครราชทูตเปรูฯ กล่าวชื่นชมไทยที่ให้ความสำคัญต่อการสานต่อความร่วมมือและขับเคลื่อนการเจรจา FTA อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ เปรูยังแจ้งว่า มีความพร้อมในด้านเศรษฐกิจ การค้าและโครงสร้างพื้นฐาน และเปิดรับการลงทุนจากต่างประเทศ โดยเปรูได้เปิดท่าเรือชานไค (Port of Chancay) เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 ซึ่งเปรูได้วางเป้าหมายให้เป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกของอเมริกาใต้ และเพิ่มปริมาณการนำเข้า-ส่งออก ระหว่างเอเชียและอเมริกาใต้ให้มากยิ่งขึ้น รวมทั้งยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยขยายตลาดไปสู่อเมริกาใต้ได้สะดวกมากขึ้น

ในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายยังเห็นพ้องที่จะขยายความร่วมมือผ่านกิจกรรมส่งเสริมการค้าและการลงทุนร่วมกัน อาทิ การเข้าร่วมงานแสดงสินค้าระดับนานาชาติในไทย เช่น Bangkok Gems & Jewelry, THAIFEX–Anuga Asia, THAIFEX-HOREC ASIA กิจกรรมจับคู่เจรจาธุรกิจ รวมทั้งการขยายความร่วมมือในมิติอื่น

นอกเหนือจากการค้า ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมด้านการท่องเที่ยว วัฒนธรรม อาหาร และแฟชั่น รวมถึงการส่งเสริมร้านอาหารไทยผ่าน Thai Select เพื่อเชื่อมโยงประชาชนของทั้งสองประเทศให้ใกล้ชิดกันมากยิ่งขึ้น พร้อมย้ำเจตนารมณ์ที่จะผลักดันให้ “ไทย–เปรู” ก้าวสู่การเป็นหุ้นส่วนเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและสมดุลในอนาคต

สำหรับการค้าไทย-เปรู ในช่วงมกราคม-สิงหาคม ปี 2568 เปรูเป็นคู่ค้าอันดับที่ 61 ของไทย (ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 28 ของเปรู) มีมูลค่าการค้ารวม 362.49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (12,024.55 ล้านบาท) ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 189.91 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (6,265.41 ล้านบาท) โดยส่งออกไปเปรูเป็นมูลค่า 276.20 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (9,144.98 ล้านบาท) สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ อาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป และเครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้งและส่วนประกอบ ขณะที่ไทยนำเข้าจากเปรูเป็นมูลค่า 86.29 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (2,879.57 ล้านบาท) สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น สัตว์น้ำสด แช่เย็น แช่แข็งแปรรูปและกึ่งสำเร็จรูป สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และผัก ผลไม้และของปรุงแต่งที่ทำจากผัก ผลไม้ อาทิ บลูเบอร์รี

การเร่งสรุป FTA ไทย-เปรู ภายในปีนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการไทยในการขยายตลาดสู่ลาตินอเมริกา

“ศุภจี” จับมือเปรู เร่ง FTA ไทย-เปรู ให้จบปีนี้

ความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างไทยเเละเปรูมีความสำคัญอย่างยิ่ง เเละการผลักดันให้ FTA ไทย-เปรู สำเร็จลุล่วง จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ทำไมต้องเร่ง FTA ไทย-เปรู?

การมีข้อตกลง FTA ไทย-เปรู จะช่วยลดอุปสรรคทางการค้าเเละการลงทุน ทำให้สินค้าไทยสามารถเเข่งขันในตลาดเปรูได้มากขึ้น นอกจากนี้ยังเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยเข้าถึงเเหล่งวัตถุดิบเเละเทคโนโลยีใหม่ๆ จากเปรูอีกด้วย

ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจาก FTA ไทย-เปรู

  • เพิ่มมูลค่าการค้าระหว่างไทยเเละเปรู
  • ขยายโอกาสทางการลงทุนสำหรับผู้ประกอบการทั้งสองฝ่าย
  • ลดต้นทุนการนำเข้าเเละส่งออกสินค้า
  • สร้างความเข้มเเข็งให้กับห่วงโซ่อุปทาน
  • ส่งเสริมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ

รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการเจรจา FTA ไทย-เปรู เป็นอย่างมาก เเละพร้อมที่จะทำงานร่วมกับรัฐบาลเปรูอย่างใกล้ชิด เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในการสรุปข้อตกลงภายในสิ้นปีนี้ การมีข้อตกลงการค้าเสรีจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศเเละสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้กับผู้ประกอบการไทย เเละเป็นการตอกย้ำถึงความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยเเละเปรู

ที่มา – “ศุภจี” จับมือ “ทูตเปรู” เดินหน้ากระชับความร่วมมือเศรษฐกิจไทย-เปรู เร่ง FTA ให้จบในสิ้นปี

พาณิชย์หนุน “คนละครึ่งพลัส” ลดราคาทั่วไทย

เตรียมตัวให้พร้อม! กระทรวงพาณิชย์ จับมือกับห้างร้านท้องถิ่นทั่วประเทศ จัดมหกรรมลดราคาสินค้าครั้งใหญ่ ภายใต้ชื่อ “รวมพลังห้างท้องถิ่น ลดยิ่งใหญ่ ไทยช่วยไทย” งานนี้ขนสินค้ามาลดกระหน่ำสูงสุดถึง 60% ทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1–15 พฤศจิกายนนี้ คาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้กว่า 1,500 ล้านบาทเลยทีเดียว ใครที่กำลังมองหาสินค้าราคาประหยัด ห้ามพลาดเด็ดขาด!

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธานเปิดงานอย่างเป็นทางการ โดยเน้นย้ำว่าโครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของมาตรการลดค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ร่วมมือกับผู้ประกอบการห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่นกว่า 90 ราย จำนวน 800 สาขา ครอบคลุมทั้ง 77 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อนำสินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันมาลดราคาพิเศษสุดๆ

รมว.พาณิชย์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า ความร่วมมือครั้งนี้สอดคล้องกับนโยบายของนายกรัฐมนตรี ที่ต้องการช่วยเหลือประชาชนให้เข้าถึงสินค้าราคาประหยัด ลดภาระค่าใช้จ่าย และกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งทั่วประเทศ โดยมุ่งเน้นการ ‘กระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว’ ภายใต้กรอบของคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

นอกจากนี้ รมว.พาณิชย์ ยังเน้นย้ำว่า กิจกรรมนี้ตอบโจทย์ 2 ด้านสำคัญของกระทรวงฯ คือ การลดค่าครองชีพ และการพัฒนาเสริมแกร่ง SMEs โดยมหกรรมครั้งนี้เป็นการรวมห้างท้องถิ่นกว่า 90 แห่งทั่วประเทศ เพื่อจำหน่ายสินค้าหลากหลายประเภท ทั้งอุปโภค บริโภค ผลิตภัณฑ์ความงาม อาหารสัตว์ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ในราคาพิเศษ ลดสูงสุดถึง 60% เลยทีเดียว

ที่สำคัญ วันนี้ยังเป็นวันแรกของการลงทะเบียนโครงการ ‘คนละครึ่งพลัส’ ซึ่งเปิดโอกาสให้ทั้งประชาชนทั่วไปและผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐสามารถเข้าร่วมโครงการได้ เพื่อให้ความช่วยเหลือเข้าถึงคนทุกกลุ่มอย่างครอบคลุม คาดการณ์ว่าโครงการนี้จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้มากกว่า 5,000 ล้านบาท และลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้กว่า 1,500 ล้านบาท

“คนละครึ่งพลัส” มหกรรมลดราคาทั่วประเทศ

ภายในงาน ยังมีการจำลองพื้นที่ขายสินค้าราคาพิเศษจากหลากหลายภาคส่วน เช่น บูธจากห้างค้าส่ง-ค้าปลีกท้องถิ่น บูธจากผู้ผลิตและผู้แทนจำหน่ายสินค้า บูธจากสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) ที่นำเสนอสิทธิประโยชน์จากโครงการ OTOP AI Transformation และบูธจาก SME D Bank ที่ให้สินเชื่อดอกเบี้ยพิเศษสำหรับผู้ประกอบการ รวมถึงบูธสินค้าชุมชนจากจังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา

นอกจากการจัดมหกรรมลดราคา “คนละครึ่งพลัส” แล้ว กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ยังเดินหน้าโครงการ “พี่เลี้ยงโชห่วย” เพื่อยกระดับร้านค้าท้องถิ่นให้เป็น “สมาร์ทโชห่วย” ที่มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการ และขยายช่องทางการขายออนไลน์ โดยได้รับความร่วมมือจากห้างค้าปลีกท้องถิ่น ที่จะทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและส่งต่อสินค้าราคาดีให้กับร้านโชห่วยรายย่อย นอกจากนี้ ยังมีการทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตร เช่น DEPA เพื่อ Upskill/Reskill ผู้ประกอบการรายย่อย และร่วมกับ SME D Bank เพื่อสร้างการเข้าถึงแหล่งเงินทุน สิ่งเหล่านี้เป็นพลังแห่งความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และสมาคม ที่จะช่วยให้เศรษฐกิจฐานรากเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ทำไมต้องสนใจมหกรรม “คนละครึ่งพลัส”

มหกรรม “คนละครึ่งพลัส” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลดราคาสินค้า แต่เป็นความพยายามของภาครัฐในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยเหลือประชาชนให้สามารถเข้าถึงสินค้าจำเป็นในราคาที่จับต้องได้ ในช่วงเวลาที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การลดราคาสินค้าครั้งใหญ่นี้ จะช่วยบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายให้กับหลายครัวเรือน และสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นได้เพิ่มยอดขายอีกด้วย

สำหรับผู้บริโภค นี่คือโอกาสทองในการซื้อสินค้าที่ต้องการ ในราคาที่ถูกกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นของใช้ในบ้าน อาหาร เสื้อผ้า หรือแม้แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การวางแผนการซื้อสินค้าล่วงหน้า และการเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจ จะช่วยให้คุณได้รับประโยชน์สูงสุดจากมหกรรม “คนละครึ่งพลัส” ครั้งนี้

โดยสรุป มหกรรม “คนละครึ่งพลัส” เป็นโครงการที่ดี ที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและลดค่าครองชีพให้กับประชาชน หากคุณกำลังมองหาสินค้าราคาประหยัด อย่าลืมแวะไปชมงานได้ตั้งแต่วันที่ 1–15 พฤศจิกายนนี้นะคะ

ที่มา – พาณิชย์ หนุน “คนละครึ่งพลัส” จัดมหกรรมสินค้าลดราคาทั่วประเทศ ดีเดย์ 1–15 พ.ย. 68

พิชัยเตือน! ศุภจีงานหนัก สังคมคาดหวังสูง ตั้ง KPI


นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ออกมาให้กำลังใจคุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ พร้อมทั้งเตือนว่า ภารกิจครั้งนี้ไม่ง่าย เพราะสังคมมีความคาดหวังในตัวรัฐมนตรีคนใหม่สูงมาก หากทำผลงานได้ไม่ดี อาจทำให้ประชาชนผิดหวังอย่างรุนแรงและเสียชื่อเสียงได้ ดังนั้นจึงควรศึกษาข้อมูลให้ละเอียดก่อนลงมือปฏิบัติจริง

โดยนายพิชัยได้แนะนำให้คุณศุภจีกำหนด KPI หรือดัชนีชี้วัดความสำเร็จที่ชัดเจน 4 เรื่อง ภายในระยะเวลา 4 เดือน เพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจในการแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม โดย KPI ที่นายพิชัยเสนอมีดังนี้:

“พิชัย” เตือน “ศุภจี” งานหนัก ชี้สังคมคาดหวังสูง แนะตั้ง KPI 4 เรื่องใน 4 เดือน

  1. การแก้ไขปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ: ราคาสินค้าเกษตรหลายชนิด เช่น ข้าว มันสำปะหลัง และผลไม้ กำลังเผชิญกับปัญหาราคาตกต่ำ รัฐมนตรีต้องเร่งหาแนวทางแก้ไขอย่างเร่งด่วน เพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้มีรายได้ที่มั่นคง
  2. การรักษาระดับการส่งออก: การส่งออกเป็นเครื่องจักรสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย รัฐมนตรีต้องรักษาระดับการส่งออกให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ และหาตลาดใหม่ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้าให้กับผู้ประกอบการไทย
  3. การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรป (EU): การเจรจาเขตการค้าเสรีกับ EU เป็นโอกาสสำคัญในการขยายตลาดส่งออกของไทย รัฐมนตรีต้องเร่งเจรจาให้แล้วเสร็จภายในกำหนด เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถเข้าถึงตลาดยุโรปได้ง่ายขึ้น
  4. การป้องกันสินค้าด้อยคุณภาพไหลทะลักเข้าประเทศไทย และ การแก้ปัญหานอมินี: สินค้าด้อยคุณภาพและนอมินีเป็นปัญหาที่กัดกร่อนเศรษฐกิจไทย รัฐมนตรีต้องเร่งปราบปรามสินค้าด้อยคุณภาพและแก้ไขปัญหานอมินีอย่างจริงจัง เพื่อปกป้องผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ นายพิชัยยังได้ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับการดำเนินงานในกระทรวงพาณิชย์ เช่น เรื่องการส่งข้าว 280,000 ตันไปประเทศจีน ซึ่งเป็นเรื่องที่ผูกพันกับโครงการรถไฟความเร็วสูงตั้งแต่สมัยรัฐบาลไทยรักไทย รวมถึงแนวทางการปลูกกล้วยหอมส่งญี่ปุ่น ซึ่งเป็นโครงการที่สามารถสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้อย่างมาก

นายพิชัยยังกล่าวถึงเรื่องการส่งออกมันสำปะหลังไปจีน รวมถึงการจัดการราคาผลไม้ที่ราคาลดลงมากจากผลผลิตที่ออกมามาก และการแก้ไขปัญหาการส่งออกทุเรียนที่มีการปนเปื้อนสาร BY2 ที่สามารถแก้ไขได้จนส่งออกไปจีนได้อย่างเรียบร้อย

ทำไมต้องตั้ง KPI?

การตั้ง KPI สำหรับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้การทำงานมีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถวัดผลและประเมินผลได้อย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบต่อประชาชนอีกด้วย

“พิชัย” เตือน “ศุภจี” งานหนัก ชี้สังคมคาดหวังสูง แนะตั้ง KPI 4 เรื่องใน 4 เดือน। เหมือนที่ได้กล่าวไว้ กระทรวงพาณิชย์มีเรื่องอีกมาก ซึ่งคงต้องใช้เวลานานกว่าจะแก้ไขได้ ดังนั้นจึงอยากเสนอเรื่องสำคัญเพียง 4 เรื่องนี้ในเวลา 4 เดือน ให้ รมว. พาณิชย์คนใหม่แสดงผลงานให้เป็นที่ประจักษ์ เพื่อไม่ทำให้ประชาชนและกองเชียร์ที่คาดหวังไว้ต้องผิดหวัง และเชื่อว่าน่าจะต้องทำได้ โดยเมื่อสิ้นสุดรัฐบาลนี้แล้วจะได้มาวัดผลกันว่าผลงานเป็นไปตามที่คาดหวังหรือไม่ ขอให้กำลังใจ ขอให้ทำงานให้สำเร็จ

การที่นายพิชัยออกมาให้คำแนะนำและตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางการทำงานของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์คนใหม่ ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาแนวทางการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ในอนาคต รัฐมนตรีควรรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกภาคส่วน และนำมาปรับปรุงแนวทางการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ที่มา – “พิชัย” เตือน “ศุภจี” งานหนัก ชี้สังคมคาดหวังสูง แนะตั้ง KPI 4 เรื่องใน 4 เดือน

ศุภจี ลุย! กระชับสัมพันธ์ไทย-ออสเตรเลีย ด้านการค้า

“ศุภจี” ถกหัวหน้าผู้บริหารเขตปกครองพิเศษรัฐออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี กระชับความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน พร้อมสนับสนุนการยกระดับเพื่อความเชื่อมโยงภาคเอกชนไทย-ออสเตรเลีย

เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ พร้อมด้วยคณะผู้บริหารของกระทรวงพาณิชย์ ได้ร่วมกันให้การต้อนรับนายแอนดรูว์ บาร์ (Mr. Andrew Barr) ผู้ว่าการรัฐออสเตรเลียนแคพิทอลเทร์ริทอรี (Chief Minister of the Australian Capital Territory: ACT) ณ กระทรวงพาณิชย์ โดยได้หารือแนวทางกระชับความร่วมมือออสเตรเลียด้านการค้าและการลงทุนที่ทั้งสองฝ่ายมีศักยภาพ พร้อมสนับสนุนการยกระดับเพื่อความเชื่อมโยงภาคเอกชนไทย-ออสเตรเลีย

นางศุภจี เปิดเผยว่า ในระหว่างการหารือทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองความเห็นเกี่ยวกับความร่วมมือด้านการค้าและยุทธศาสตร์ด้านการลงทุน ซึ่งทั้งออสเตรเลียและไทยมีจุดยืนที่คล้ายคลึงกัน โดยให้ความสำคัญกับการลงทุนด้านการศึกษา สุขภาพ การท่องเที่ยว วัฒนธรรม และส่งเสริมแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดย ACT มีเป้าหมายเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมสีเขียว ขณะที่ไทยเน้นผลักดันการพัฒนาเทคโนโลยีการเกษตรและการทำเกษตรแม่นยำ รวมถึงการใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วย เพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ

นางศุภจี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นอกจากออสเตรเลียจะผลักดันนโยบายการลงทุนภายใต้ยุทธศาสตร์การลงทุนของออสเตรเลียในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อมุ่งไปสู่ปี ค.ศ. 2040 แล้ว ขณะเดียวกัน ออสเตรเลียก็เน้นดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศเพื่อพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยเชิงบูรณาการ ซึ่งเป็นเป้าหมายในระดับประเทศของออสเตรเลียในขณะนี้ พร้อมสนับสนุนนวัตกรรมและธุรกิจสตาร์ทอัพผ่านเครือข่ายและศูนย์บ่มเพาะธุรกิจในกรุงแคนเบอร์รา

ทั้งนี้ ที่ผ่านมาไทยและออสเตรเลียได้มีการเดินทางเยือนของคณะนักธุรกิจระหว่างกันอย่างสม่ำเสมอ สะท้อนถึงปฏิสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดระหว่างภาคเอกชนของทั้งสองประเทศ และเห็นว่าไทยมีโอกาสที่จะผลักดันโครงการ Thai SELECT ให้มีจำนวนร้านในออสเตรเลียมากขึ้น เนื่องจากอาหารไทยเป็นที่นิยม และ Thai SELECT จะช่วยรับรองถึงคุณภาพของร้านอาหารไทยนั้น ๆ

นอกจากนี้ ออสเตรเลียยังชื่นชมความสำเร็จของไทยในฐานะจุดหมายปลายทางยอดนิยม และให้ความสำคัญกับการเรียนรู้จากประสบการณ์ของไทยในการบริหารจัดการอุตสาหกรรมด้านบริการ (hospitality industry) ขณะเดียวกัน ยินดีที่สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงแคนเบอร์รา ได้จัดงานเทศกาลไทยเป็นประจำ เพื่อส่งเสริมความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ

นางศุภจี กล่าวปิดท้ายว่า การหารือครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างไทยและออสเตรเลียที่มุ่งเน้น “การเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับความยั่งยืน” ถือเป็นการเปิดโอกาสใหม่ ๆ สำหรับการต่อยอดความร่วมมือทั้งในระดับภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนของทั้งสองประเทศในอนาคต

สำหรับการค้าไทย-ออสเตรเลีย ในช่วงมกราคม-สิงหาคม ปี 2568 ออสเตรเลียเป็นคู่ค้าอันดับที่ 11 ของไทย (ไทยเป็นคู่ค้าอันดับที่ 9 ของออสเตรเลีย) มีมูลค่าการค้ารวม 11,136.62 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (370,742.41 ล้านบาท) ไทยได้ดุลการค้าคิดเป็นมูลค่า 4,031.10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (131,856.31 ล้านบาท) โดยส่งออกไปออสเตรเลียเป็นมูลค่า 7,583.86 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (251,299.36 ล้านบาท)

สินค้าส่งออกสำคัญ เช่น รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ และผลิตภัณฑ์ยาง ขณะที่ไทยนำเข้าจากออสเตรเลียเป็นมูลค่า 3,552.76 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (119,443.05 ล้านบาท) สินค้านำเข้าสำคัญ เช่น ก๊าซธรรมชาติ สินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะและผลิตภัณฑ์ และพืชและผลิตภัณฑ์จากพืช

“ศุภจี” ลุยกระชับความร่วมมือออสเตรเลีย ด้านการค้า-ลงทุน ยกระดับเชื่อมโยงภาคเอกชน

เป้าหมายของการกระชับความร่วมมือออสเตรเลียคืออะไร?

เป้าหมายหลักของการกระชับความร่วมมือออสเตรเลียในครั้งนี้ คือ การส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ควบคู่ไปกับการพัฒนาที่ยั่งยืน ครอบคลุมทั้งด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน รวมถึงการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย นางศุภจีเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างความเข้าใจและมิตรภาพระหว่างประชาชนของทั้งสองประเทศ ผ่านกิจกรรมและการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมต่างๆ

การที่ไทยและออสเตรเลียกระชับความร่วมมือออสเตรเลียกันอย่างใกล้ชิด จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในระยะยาว ทั้งสองประเทศมีศักยภาพและทรัพยากรที่สามารถเกื้อหนุนซึ่งกันและกันได้ การสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือในทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

การตัดสินใจเชิงนโยบายที่มุ่งเน้นการกระชับความร่วมมือออสเตรเลียครั้งนี้ จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ และเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคต

ที่มา – “ศุภจี” ลุยกระชับความร่วมมือออสเตรเลีย ด้านการค้า-ลงทุน ยกระดับเชื่อมโยงภาคเอกชน

ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนใช้สิทธิ FTA 1.7 ล้านล้านบาท

ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57%

ในช่วงที่เศรษฐกิจโลกยังคงมีความผันผวน การส่งออกของไทยยังคงแสดงศักยภาพที่แข็งแกร่ง โดยเฉพาะการใช้สิทธิประโยชน์จากข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ที่ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าต่างประเทศ ได้เปิดเผยข้อมูลล่าสุดที่สะท้อนความสำเร็จนี้ ช่วงเดือนมกราคม-กรกฎาคม ปี 2568 มูลค่าการใช้สิทธิ FTA รวมถึง 53,421.24 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 1.70 ล้านล้านบาท คิดเป็นสัดส่วน 81.59% ของการส่งออกทั้งหมด และเติบโตขึ้น 11.57% เมื่อเทียบกับปีก่อน สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ประกอบการไทยสามารถใช้ประโยชน์จาก FTA ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะในตลาดหลักอย่างอาเซียน จีน และอินเดีย

ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57%

นางอารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่าการเติบโตนี้มาจากการส่งออกไปยังตลาดอาเซียนภายใต้ ATIGA ซึ่งเป็นอันดับหนึ่ง มูลค่า 18,505.89 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 68.61% รองลงมาคือ ACFTA กับจีน มูลค่า 16,046.17 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วนสูงถึง 98.31% AIFTA กับอินเดีย มูลค่า 6,232.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 75.11% JTEPA กับญี่ปุ่น มูลค่า 3,670.36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 76.07% และ TAFTA กับออสเตรเลีย มูลค่า 3,195.98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สัดส่วน 58.29% สินค้าหลักที่ใช้สิทธิสูงสุด ได้แก่ ทุเรียนสด ยานยนต์สำหรับขนส่ง ยางสังเคราะห์ แพลทินัม และน้ำตาลจากอ้อย ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจไทย

สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมที่โดดเด่นในการใช้สิทธิ FTA

สำหรับสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูป 5 อันดับแรก ได้แก่ ทุเรียนสด น้ำตาลจากอ้อย ไก่ปรุงแต่ง ผลไม้สดอย่างฝรั่ง มะม่วง มังคุด และมันสำปะหลังเส้น มูลค่ารวม 15,713.28 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็น 29.41% ของทั้งหมด ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรม ได้แก่ ยานยนต์ ยางสังเคราะห์ แพลทินัม เครื่องปรับอากาศ และเครื่องจักรอัตโนมัติ มูลค่ารวม 37,707.96 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 70.59% การส่งออกเหล่านี้ช่วยกระจายความเสี่ยงและลดการพึ่งพาตลาดเดียว โดยกรมการค้าต่างประเทศติดตามข้อมูลจาก 12 ฉบับ FTA จากทั้งหมด 14 ฉบับ ยกเว้น TNZCEP และ AHKFTA เนื่องจากระบบพิเศษ

นอกจากนี้ ทุเรียนยังคงเป็นแชมป์ผลไม้ส่งออก โดยเฉพาะไปยังจีน ขณะที่ตลาดอินเดียมีศักยภาพสูงจากกำลังซื้อที่เพิ่มขึ้น ในเดือนกรกฎาคม ยังเห็นการเติบโตของแพลทินัมและอัญมณีเครื่องประดับ ซึ่งแสดงถึงความหลากหลายของผู้ประกอบการไทย การใช้สิทธิ FTA ไม่เพียงลดภาษี แต่ยังช่วยบรรเทาผลกระทบจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก ทำให้ไทยสามารถขยายตลาดใหม่ได้

กรมการค้าต่างประเทศยังผลักดันผ่านการจัดสัมมนา 10 ครั้งทั่วประเทศในปี 2568 มีผู้เข้าร่วม 1,364 คน เกินเป้า 1,200 คน แสดงถึงความสนใจสูง ในปี 2569 จะเดินหน้าต่อด้วยกิจกรรมเชิงรุก เพื่อให้ผู้ประกอบการใช้ FTA เต็มศักยภาพ

  • ประโยชน์หลักของ FTA: ลดภาษี สร้างแต้มต่อแข่งขัน
  • ตลาดหลัก: อาเซียน จีน อินเดีย
  • สินค้าดาวเด่น: ทุเรียน ยานยนต์ ยาง
  • การเติบโต: +11.57% ใน 7 เดือน

การส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57% เป็นสัญญาณบวกที่ผู้ประกอบการควรเล็งใช้โอกาสนี้ขยายธุรกิจ หากคุณเป็นผู้ส่งออก ลองตรวจสอบสิทธิ FTA ที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มยอดขาย สามารถติดต่อกรมการค้าต่างประเทศเพื่อข้อมูลเพิ่มเติม

ที่มา – ส่งออกไทยแกร่ง 7 เดือนแรกใช้สิทธิ FTA ทะลุ 1.7 ล้านล้านบาท โตต่อเนื่อง 11.57%

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้นเรื่อยๆ กรมการค้าภายใน (DIT) ไม่นิ่งนอนใจ ได้ลุยมาตรการ Quick Big Win เพื่อลดค่าครองชีพและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างจริงจัง ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ โดยมุ่งเน้นผลลัพธ์ที่เห็นได้ชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ

กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน เริ่มจากมหกรรมธงฟ้า

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยว่า มาตรการหลักคือการจัดมหกรรมธงฟ้า 1,300 ครั้งทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ที่จังหวัดศรีสะเกษ และต่อเนื่องตลอดปี 2569 รวมถึงช่วงเทศกาลสำคัญอย่างปีใหม่ เทศกาลกินเจ ตรุษจีน และเปิดเทอม เพื่อลดราคาสินค้าจำเป็น คาดว่าช่วยประชาชนประหยัดได้กว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี นอกจากนี้ ยังเชื่อมโยงสินค้าเกษตรเข้าตลาดใหญ่ และเพิ่มช่องทางขายในต่างจังหวัด ช่วยเกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้น โดยรวมทั้งโครงการธงเขียวที่ลดราคาปุ๋ยและยาเกษตร

มาตรการ MOU กับโรงพยาบาล ลดค่ายาและเวชภัณฑ์

MOU โรงพยาบาลเปิดเผยค่ายา

อีกมาตรการเด่นคือการลงนาม MOU กับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อให้โรงพยาบาลเปิดเผยราคายาและเวชภัณฑ์ก่อนชำระเงิน ช่วยให้ผู้ป่วยเลือกซื้อจากร้านยาภายนอกได้อย่างโปร่งใส คาดประหยัดค่าใช้จ่ายกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี ลดความแออัดในโรงพยาบาลรัฐ และเพิ่มผู้ใช้บริการให้เอกชน สำหรับเวชภัณฑ์สำคัญอย่างผ้ากอซ สำลี แผ่นแปะแผล ชุดตรวจ ATK ถุงมือยาง และแผ่นรองซับ กรมฯ กำกับต้นทุน คาดช่วยประหยัดอีก 1,100 ล้านบาท

นอกจากนี้ กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน ยังครอบคลุมสินค้าเกษตร เช่น ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ที่ควบคุมการนำเข้าจากพื้นที่เผาไหม้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2569 เพื่อสิ่งแวดล้อม และประกันราคารับซื้อให้เกษตรกร สำหรับมันสำปะหลัง ส่งเสริมแปรรูปเป็นมันเส้น สนับสนุนเครื่องจักร และใช้พันธุ์ต้านโรคใบด่าง ควบคุมนำเข้าสินค้าต่ำคุณภาพ ป้องกันอุตสาหกรรมไทย

สินค้าเกษตร

ผลักดันผลไม้และพืชเศรษฐกิจ

สำหรับกระเทียม หอมแดง หอมใหญ่ ที่ผลผลิตออกมามากและเน่าเสียง่าย กรมฯ ร่วมห้างค้าปลีกกระจายผลผลิต เชื่อมโยงซื้อขายล่วงหน้า และรณรงค์กินผลไม้ไทย เพื่อรักษาราคาให้เป็นธรรมทั้งเกษตรกรและผู้บริโภค มาตรการเหล่านี้ไม่เพียงลดค่าครองชีพ แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้เติบโต

  • จัดมหกรรมธงฟ้าลดราคาสินค้าจำเป็น
  • MOU โรงพยาบาลโปร่งใสค่ายา
  • สนับสนุนเกษตรกรเพิ่มรายได้
  • ควบคุมนำเข้าสินค้าคุณภาพต่ำ

โดยรวมแล้ว กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน จะช่วยให้ชีวิตประชาชนดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้บริโภค อย่าลืมติดตามกิจกรรมเหล่านี้เพื่อประโยชน์สูงสุด มุมมองของผมคือ นโยบายแบบนี้คือกุญแจสำคัญในการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤต

ที่มา – กรมการค้าภายใน ลุย Quick Big Win ลดค่าครองชีพ–เพิ่มรายได้ประชาชน

Scroll to top