กระทรวงพาณิชย์

ฟัน 15 บริษัทนอมินีมะพร้าวน้ำหอมกดราคา

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักผลไม้ไทยทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในวงการมะพร้าวน้ำหอมกันเลยดีกว่า นั่นคือ ฟัน 15 บริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี “มะพร้าวน้ำหอม” กดราคารับซื้อ ทำราคาตลาดร่วง ซึ่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเคลื่อนไหวแบบจัดหนักแล้ว!

ฟัน 15 บริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี “มะพร้าวน้ำหอม” กดราคารับซื้อ ทำราคาตลาดร่วง

จากข้อมูลที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าประชุมร่วมกับ 10 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีบริษัทเสี่ยงสูงถึง 15 แห่ง ที่ใช้คนไทยเป็นนอมินี หรือผู้ถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ โดยกระจายตัวในราชบุรี 11 บริษัท และจังหวัดอื่นๆ อย่างสมุทรปราการ ปทุมธานี สมุทรสาคร กรุงเทพฯ อย่างละ 1 ราย บางบริษัทตั้งมานาน 5-6 ปี บางแห่งเพิ่งเกิดใหม่ มีคนไทยเกี่ยวข้อง 10 ราย เป็นทั้งผู้ถือหุ้นและกรรมการ

พฤติกรรมของกลุ่มนี้ไม่ธรรมดาเลยนะครับ ตั้งแต่เช่าสวนปลูกเอง แปรรูป ส่งออกครบวงจร แถมยังกดราคารับซื้อจากเกษตรกร จนราคาตลาดมะพร้าวน้ำหอมร่วงกระจาย ส่งผลกระทบหนักต่อพี่น้องชาวสวน

ผลจากการตรวจสอบและการดำเนินคดีทันที

หลังตรวจพบ กรมฯ ส่งเรื่องให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง ดีเอสไอ และ ปปง. ดำเนินการทันที ถ้าผิดจริง โทษหนักตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 จำคุกไม่เกิน 3 ปี ปรับ 1 แสนถึง 1 ล้านบาท ย้ำชัดว่าจะลุยต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่มะพร้าว แต่ทุเรียน มังคุด ในภาคตะวันออกและใต้ก็โดนด้วย

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า บอกว่าสาเหตุราคาตกต่ำ ไม่ใช่แค่นอมินี แต่ผลผลิตพุ่งจาก 235,903 ไร่ ปี 2564 เป็น 305,706 ไร่ ปี 2568 ผลผลิตเพิ่ม 49.80% จาก 532,942 ตัน เป็น 877,681 ตัน มูลค่าส่งออกลดจาก 9,888.92 ล้านบาท ปี 2566 เหลือ 6,456.52 ล้านบาท ปี 2568 ส่วนแบ่งตลาดจีนหายไปครึ่งหนึ่ง จาก 75% เหลือ 50%

  • ปัญหาหลัก: ทุนต่างชาติใช้คนไทยนอมินี ทำธุรกิจไม่โปร่งใส
  • ผลกระทบ: ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำผิดปกติ
  • การแก้ไข: ขึ้นทะเบียนล้ง ตรวจแรงงาน เลี่ยงภาษี ต้นน้ำ-กลางน้ำ-ปลายน้ำ

รัฐบาลมีมาตรการเข้ม ตรวจสอบการกดราคาไม่เป็นธรรม บังคับใช้กฎหมายเต็มที่ เพื่อความเป็นธรรมให้เกษตรกรและผู้ประกอบการถูกกฎหมาย

นอกจากนี้ ยังพบล้งผลไม้ในภาคตะวันออกและใต้ที่ต้องจับตา หวังว่ารัฐจะเร่งจัดการให้เร็ว ไม่งั้นเกษตรกรเดือดร้อนหนัก

ในมุมมองผมนะครับ ปัญหานี้เป็นบทเรียนสำคัญ เกษตรกรควรรวมกลุ่มกันต่อรองราคา ใช้เทคโนโลยีช่วยเพิ่มมูลค่า เช่น ส่งออกตรง หรือแปรรูปเอง และติดตามนโยบายรัฐอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ถูกเอาเปรียบอีก

คำแนะนำสำหรับเกษตรกร: ลองศึกษาตลาดส่งออกใหม่ๆ นอกจากจีน เช่น อินเดีย หรือยุโรป ที่เริ่มนิยมมะพร้าวน้ำหอมไทย สนับสนุนการขึ้นทะเบียนสวนให้ถูกต้อง จะช่วยได้เยอะเลยครับ

สุดท้าย หวังว่านโยบายนี้จะช่วยพยุงราคาได้จริง และเกษตรกรไทยจะยิ้มได้อีกครั้ง รอติดตามความคืบหน้าครับ!

ที่มา – ฟัน 15 บริษัท ใช้คนไทยเป็นนอมินี “มะพร้าวน้ำหอม” กดราคารับซื้อ ทำราคาตลาดร่วง

พาณิชย์ ขู่ฟันฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ย สต็อกพอถึงปี 69

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและทุกท่านที่สนใจเรื่องปุ๋ยเคมีวันนี้เรามาคุยกันเรื่อง พาณิชย์ ขู่ฟันฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ย ซึ่งเป็นข่าวดีมากๆ เลยนะครับ จากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทำให้หลายคนกังวลว่าราคาปุ๋ยจะพุ่ง แต่กรมการค้าภายในยืนยันชัดเจนว่าสต็อกปุ๋ยไทยมีเหลือเฟือ ไม่ต้องตื่นตระหนกกันเลย

พาณิชย์ ขู่ฟันฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ย

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้ออกมาประกาศย้ำว่าปุ๋ยยูเรียและปุ๋ยเคมีต่างๆ มีเพียงพอในประเทศ แม้ไทยจะนำเข้าส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้สต็อกแน่นเปรี๊ยะ สั่งการให้สำนักงานพาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศลงพื้นที่ตรวจร้านค้าอย่างเข้มงวด ห้ามร้านค้าฉวยโอกาสขึ้นราคาเด็ดขาด ถ้าพบผิดมีโทษหนักตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 จำคุกไม่เกิน 7 ปี หรือปรับไม่เกิน 140,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับเลยทีเดียว ดังนั้นร้านค้าไหนคิดสั้น ระวังโดนฟันหนักนะครับ

สต็อกปุ๋ยไทยมีพอใช้ถึงกลางปี 69 จริงหรือ?

มาดูตัวเลขกันชัดๆ เลยครับ ณ เดือนมกราคม 2569 สต็อกปุ๋ยเคมีทั้งหมดมีถึง 1.52 ล้านตัน ขณะที่ความต้องการใช้เฉลี่ยเดือนละ 0.8 ล้านตัน พอใช้ได้ยาวๆ ส่วนปุ๋ยยูเรียที่เป็นหัวใจหลัก สัดส่วน 36% ของปุ๋ยทั้งหมด มีสต็อก 0.32 ล้านตัน หรือ 6.5 ล้านกระสอบ พอใช้เกิน 2 เดือน แถมยังมีของนำเข้าจากซาอุดีอาระเบียอีก 100,000 ตัน หรือ 2 ล้านกระสอบ รวมแล้ว 8.5 ล้านกระสอบ ใช้ได้สบายๆ ถึงเดือนสิงหาคม 2569 หรือกลางปีเลยครับ

  • สต็อกปุ๋ยเคมีทั้งหมด: 1.52 ล้านตัน (ม.ค. 2569)
  • ใช้เดือนละ: 0.8 ล้านตัน
  • ปุ๋ยยูเรียสต็อก: 6.5 ล้านกระสอบ + นำเข้า 2 ล้าน = 8.5 ล้านกระสอบ
  • พอใช้ถึง: สิงหาคม 2569

นอกจากนี้ ไทยยังมีช่องทางนำเข้าจากมาเลเซียและบรูไนแบบปกติ ไม่มีปัญหา ตอนนี้เป็นช่วงเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง ผลไม้ต่างๆ ข้าวนาปีก็ยังไม่ปลูก ภาคเกษตรเลยไม่กระทบแน่นอน

ราคาปุ๋ยจะปรับขึ้นเมื่อไหร่?

ตอนนี้ราคาปุ๋ยสูตรผสมยูเรียยังคงเดิม เพราะเป็นสต็อกเก่าที่ซื้อก่อนสถานการณ์รุนแรง ถ้าต้นทุนโลกเปลี่ยนจริง กรมจะติดตามใกล้ชิด ปรับตามโครงสร้างต้นทุนจริง โดยคำนึงถึงเกษตรกรเป็นหลัก ไม่ปล่อยให้เดือดร้อนครับ เพื่อนๆ อย่าเร่งซื้อกักตุนเลย สิ้นเปลืองเปล่าๆ

สรุปคือ พาณิชย์ ขู่ฟันฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ย แบบนี้เพื่อปกป้องเกษตรกรไทยให้ได้ปุ๋ยในราคายุติธรรม กรมยังประสานสมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจเกษตรไทย ติดตามทุกวัน ถ้าต้องการแจ้งเบาะแส สายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดใกล้บ้านได้เลย เจ้าหน้าที่พร้อมลงตรวจทันที

ในมุมมองผมนะครับ สถานการณ์แบบนี้แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลใส่ใจภาคเกษตรจริงจัง สต็อกแน่น ราคาคงที่ เกษตรกรโฟกัสปลูกพืชได้เต็มที่ ไม่ต้องกังวลเรื่องต้นทุน ลองแชร์ประสบการณ์ของคุณในคอมเมนต์ด้านล่างด้วยนะครับ ว่าตอนนี้สต็อกปุ๋ยที่ร้านใกล้บ้านเป็นยังไงบ้าง หรือมีเคล็ดลับลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยยังไง แนะนำกันหน่อย!

ที่มา – พาณิชย์ ขู่ฟันฉวยโอกาสขึ้นราคาปุ๋ยโทษหนัก ยันสต็อกปุ๋ยไทยมีพอใช้ถึงกลางปี 69

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก ท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานและโลจิสติกส์โลก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ยอมรับว่าราคาพลังงานผันผวนกระทบผู้ส่งออกรายใหญ่ของไทย โดยสั่งการให้กระทรวงพาณิชย์เร่งรัดมาตรการช่วยเหลือด่วน

“ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

จากผลการประชุมประเมินสถานการณ์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมีนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นประธาน พบว่าผลกระทบทางตรงต่อไทยยังจำกัด สัดส่วนการค้าตะวันออกกลางเพียง 3.67% ของการส่งออกรวมปี 2568 มูลค่า 12,475.58 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ผลกระทบทางอ้อมรุนแรงกว่าคือค่าขนส่งทางเรือพุ่งสูงจากเส้นทางเดินเรือที่เปลี่ยนแปลง ความแออัดตู้คอนเทนเนอร์ และราคาประกันภัยที่ปรับขึ้น

สถานการณ์นี้ทำให้ผู้ส่งออกไทยเผชิญต้นทุนโลจิสติกส์ที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสินค้าที่พึ่งพาการขนส่งทางทะเล เช่น ผลไม้แปรรูป ยางพารา และอิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันโลกที่ผันผวนยังอาจส่งผ่านสู่ต้นทุนการผลิต สร้างแรงกดดันต่อเงินเฟ้อและเสถียรภาพราคาในประเทศ

รายละเอียด 6 มาตรการเชิงรุกที่กระทรวงพาณิชย์เตรียมใช้

  • 1. บริหารจัดการราคาสินค้า: กำกับดูแลราคาอุปโภคบริโภค ป้องกันการกักตุนหรือขึ้นราคาเกินควร ติดตามการส่งผ่านต้นทุนพลังงาน
  • 2. จัดหาวัตถุดิบสำรอง: ประสานผู้นำเข้าสำรวจสต็อก กระจายความเสี่ยงแหล่งนำเข้า สนับสนุนใช้วัตถุดิบในประเทศ
  • 3. สนับสนุนผู้ส่งออก: ร่วมเอกชนประเมินค่าขนส่ง-ประกันภัย ให้คำปรึกษาบริหารต้นทุน ปรับเงื่อนไขส่งมอบ และกระจายตลาด
  • 4. ประสานสายเรือ: ติดตามเส้นทางเดินเรือ ท่าเรือแออัด ห่วงโซ่อุปทาน เพื่อประเมินต้นทุนส่งออก
  • 5. ขับเคลื่อนทูตพาณิชย์: รายงานสถานการณ์การค้า ความเชื่อมั่นผู้นำเข้า แนะนำผู้ประกอบการบริหารความเสี่ยง
  • 6. วิเคราะห์ผลกระทบเงินเฟ้อ: ประเมินต้นทุนพลังงาน-ขนส่งต่อการส่งออก จัดข้อเสนอนโยบายทันท่วงที

มาตรการเหล่านี้เป็นเชิงรุกเพื่อรักษาตลาดส่งออกไทยให้แข่งขันได้ โดยรัฐบาลจะบูรณาการกับหน่วยงานและเอกชน รองรับความผันผวนภูมิรัฐศาสตร์ ผู้ส่งออกควรเตรียมตัวปรับกลยุทธ์ เช่น หาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาเส้นทางเสี่ยง หรือใช้เทคโนโลยีติดตามโลจิสติกส์แบบเรียลไทม์

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ มาตรการ “ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก จะช่วยลดผลกระทบระยะสั้นได้ดี แต่ต้องติดตามราคาพลังงานโลกต่อเนื่อง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจต้องมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม

สำหรับผู้ประกอบการ สนับสนุนให้ติดตามประกาศจากกระทรวงพาณิชย์และเข้าร่วมโครงการช่วยเหลือ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่านคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย

ที่มา – “ศุภจี” สั่ง พาณิชย์ กำหนด 6 มาตรการเชิงรุก รับมือค่าขนส่งพุ่งช่วยผู้ส่งออก

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

ในสถานการณ์โลกที่ตึงเครียดจากความขัดแย้งระหว่างชาติมหาอำนาจ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” กลายเป็นประเด็นสำคัญที่คนไทยทุกคนต้องติดตาม เพื่อความปลอดภัยของทุกคนในประเทศ วันนี้เราจะมาวิเคราะห์รายละเอียดมาตรการที่ สมช. หรือสภาความมั่นคงแห่งชาติ ได้ออกมาแจ้งให้ทราบ พร้อมทั้งผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการ สมช. ได้เปิดเผยหลังการประชุมเมื่อวันที่ 2 มี.ค. 2569 ว่า ที่ประชุมได้ยกระดับการคุมเข้มความปลอดภัยทั่วประเทศ โดยมอบหมายให้ฝ่ายข่าวกรองและตำรวจเฝ้าระวังสถานเอกอัครราชทูตของประเทศที่ขัดแย้งกันอย่าง สหรัฐอเมริกา อิหร่าน และอิสราเอล รวมถึงประเทศที่เกี่ยวข้องอื่นๆ นอกจากนี้ ยังสั่งจับตาการเคลื่อนไหวของบุคคลที่เข้า-ออกประเทศไทย เพื่อป้องกันเหตุรุนแรงหรือความไม่สงบที่อาจลุกลามมาถึงไทย

มาตรการหลักที่ สมช. ออกไว้

มาตรการที่ออกมานี้ครอบคลุมหลายมิติ เพื่อให้ครอบคลุมทุกความเสี่ยง ดังนี้

  • เฝ้าระวังสถานทูต: เพิ่มกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยรอบสถานทูตสหรัฐฯ อิหร่าน อิสราเอล และพื้นที่ใกล้เคียง
  • ติดตามบุคคลต้องสงสัย: ตรวจสอบข้อมูลผู้โดยสารที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มที่อาจมีความเชื่อมโยงกับฝ่ายขัดแย้ง
  • ควบคุมสื่อสังคมออนไลน์: ติดตามข่าวปลอมหรือเนื้อหาที่บิดเบือนเพื่อสร้างความแตกแยกในสังคมไทย
  • ป้องกันภัยไซเบอร์: ร่วมมือกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ตรวจสอบการโจมตีทางไซเบอร์ที่อาจตามมาจากสงคราม
  • ผลกระทบเศรษฐกิจ: มอบหมายกระทรวงพลังงานและพาณิชย์ประเมินผลต่อราคาน้ำมันและการส่งออก

เลขาฯ สมช. ย้ำว่าฝ่ายตำรวจได้เตรียมพร้อมรับมืออยู่แล้ว และประชาชนยังสามารถใช้ชีวิตปกติได้ โดยเฉพาะย่านท่องเที่ยวยอดนิยมอย่างถนนข้าวสาร ซึ่งเจ้าหน้าที่จะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อปกป้องทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ

เหตุผลเบื้องหลังมาตรการเข้มงวด

ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิหร่าน และอิสราเอล กำลังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะประเด็นนิวเคลียร์และการโจมตีทางทหาร ซึ่งอาจส่งผลกระทบทางอ้อมต่อไทยในฐานะประเทศที่เป็นกลางแต่มีนักท่องเที่ยวและนักธุรกิจจากทุกชาติ ไทยเคยประสบปัญหาจากเหตุการณ์คล้ายๆ กันในอดีต เช่น การประท้วงหน้าสถานทูต ดังนั้น การที่ ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” จึงเป็นการป้องกันล่วงหน้าเพื่อรักษาความสงบสุข

นอกจากนี้ ในที่ประชุมยังหารือถึงการใช้สื่อโซเชียลที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือปลุกปั่น โดยจะมีการตรวจสอบเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันความขัดแย้งภายในประเทศ ส่วนด้านเศรษฐกิจ คาดว่าราคาน้ำมันอาจผันผวน ส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน

คำแนะนำสำหรับประชาชน

ในช่วงนี้ ควรหลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมที่อาจเสี่ยงต่อความขัดแย้ง ตรวจสอบข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และรายงานข้อมูลน่าสงสัยให้เจ้าหน้าที่ทราบทันที การเฝ้าระวังนี้ไม่ใช่เพื่อจำกัดเสรีภาพ แต่เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

สุดท้าย ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล” แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการปกป้องชาติ ถ้าคุณมีประสบการณ์หรือมุมมองเกี่ยวกับเรื่องนี้ แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย! ติดตามข่าวอัปเดตเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ

ที่มา – ที่ประชุม สมช. สั่งเฝ้าระวังสถานทูตคู่ขัดแย้ง “สหรัฐฯ-อิหร่าน-อิสราเอล”

“พาณิชย์” เฝ้าระวังศึกตะวันออกกลาง ผลกระทบส่งออกไทย

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้สนใจเรื่องเศรษฐกิจและการส่งออกไทยทุกท่าน วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนที่กระทบตรงๆ ต่อผู้ประกอบการไทยกันครับ คือ “พาณิชย์” เฝ้าระวังศึกตะวันออกกลาง สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประเมินผลกระทบส่งออกไทย สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งอาจทำให้ราคาพลังงานโลกพุ่งปรี๊ด ค่าเดินเรือแพงหูฉี่ และตลาดการเงินสั่นคลอนได้ กระทรวงพาณิชย์จึงไม่รอช้า รีบสั่งการให้ทุกฝ่ายเฝ้าระวังแบบวันต่อวัน เพื่อปกป้องการส่งออกของไทยที่กำลังโตสวยงามในปีนี้

“พาณิชย์” เฝ้าระวังศึกตะวันออกกลาง สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประเมินผลกระทบส่งออกไทย

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่ากระทรวงได้สั่งการให้หน่วยงานทั้งหมดติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อพลังงาน โลจิสติกส์ และความเชื่อมั่นของนักลงทุน ตะวันออกกลางไม่ใช่แค่ตลาดสำคัญของไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลก ถ้าศึกนี้ลุกลาม ไทยอาจเจอทั้งต้นทุนสูงขึ้นและยอดสั่งซื้อลดลงได้ง่ายๆ

เพื่อรับมือ รมว.พาณิชย์ได้กำชับสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) 58 แห่งทั่วโลก ให้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจ การค้า และมาตรการของคู่ค้าทุกวัน โดยโฟกัสที่ตะวันออกกลาง ยุโรป และสหรัฐฯ ที่อาจโดนกระเทือนทางอ้อม เช่น การเปลี่ยนเส้นทางเรือ ค่าประกันภัยทะเลที่พุ่ง และพฤติกรรมผู้นำเข้าที่อาจชะลอออร์เดอร์

ผลกระทบที่คาดว่าจะเกิดกับการส่งออกไทย

มาดูกันครับว่าศึกตะวันออกกลางจะกระทบไทยยังไงบ้าง กระทรวงกำลังประเมินเชิงลึกแบบรายสินค้า เพื่อหาความเสี่ยงเฉพาะอุตสาหกรรม นี่คือประเด็นหลักๆ:

  • ราคาพลังงานโลกพุ่ง: น้ำมันแพงขึ้น ต้นทุนผลิตและขนส่งของผู้ส่งออกไทย โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหนัก จะเพิ่มทันที
  • โลจิสติกส์สะดุด: ถ้าช่องแคบฮอร์มูซหรือเส้นทางสำคัญถูกปิด ค่าเหมาลงเรืออาจพุ่ง 2-3 เท่า สินค้าไทยที่ส่งทางทะเลจะลำบาก
  • ตลาดคู่ค้าหด: กลุ่มประเทศอ่าวอาหรับ อิสราเอล และแถบนั้นเป็นตลาดใหญ่ของไทย สินค้าอาหาร ข้าว ผลไม้ ยางพารา อาจโดนลดสั่งซื้อเพราะเศรษฐกิจชะงัก
  • ความผันผวนการเงิน: ค่าเงินบาทอาจแกว่ง นักลงทุนต่างชาติถอนทุน ส่งผลต่อภาคธุรกิจ SME

มาตรการช่วยเหลือจากกระทรวงพาณิชย์

ไม่ต้องกังวลครับ รัฐบาลมีแผนพร้อม! นอกจากสั่งทูตพาณิชย์แล้ว ยังเตรียมกระจายตลาดส่งออกไปเอเชียใต้ แอฟริกา ลาตินอเมริกา เพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดเดียว นอกจากนี้ จะจัดประชุมใหญ่ร่วมภาคเอกชน สภาหอการค้า สภาอุตสาหกรรม และโลจิสติกส์ เพื่อหามาตรการบรรเทา เช่น:

  • ประสานธนาคารรัฐ เตรียมสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำให้ผู้ส่งออกที่เดือดร้อน
  • วิเคราะห์ความเสี่ยงรายสินค้า และแนะนำทางเลือกตลาดใหม่
  • ติดตามพฤติกรรมผู้นำเข้าแบบเรียลไทม์ ช่วยผู้ประกอบการปรับกลยุทธ์
  • บูรณาการกับกระทรวงต่างประเทศและความมั่นคง เพื่อดูแลคนไทยในพื้นที่ด้วย

ทำไมตะวันออกกลางถึงสำคัญนัก? เพราะปีที่แล้วไทยส่งออกไปกลุ่ม GCC (ประเทศอ่าว) กว่า 1 แสนล้านบาท สินค้าหลักคืออาหารแปรรูป 29% เครื่องจักร 20% สินค้าอุปโภค 15% ถ้าตลาดนี้สะดุด GDP ไทยอาจเสียหายไม่น้อย ดังนั้นการที่ “พาณิชย์” เฝ้าระวังศึกตะวันออกกลาง สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประเมินผลกระทบส่งออกไทย แบบนี้ ถือเป็นเชิงรุกที่ฉลาดมาก

สุดท้าย รมว.ศุภจี ฝากบอกผู้ประกอบการว่า “อย่าตื่นตระหนก ติดตามข้อมูลจากภาครัฐ รัฐบาลจะดูแลเต็มที่” ผมเห็นด้วยครับ การเตรียมพร้อมล่วงหน้าและกระจายความเสี่ยงคือกุญแจสู่ความสำเร็จในยุคโลกาภิวัตน์แบบนี้

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ: เริ่มเช็คห่วงโซ่อุปทานตัวเองเลยครับ ลองมองตลาดใหม่ๆ อย่างอินเดียหรือแอฟริกา และอัพเดทประกันภัยให้ครอบคลุม ติดตามข่าวจาก นโยบายรัฐ เพิ่มเติมได้นะครับ ถ้ามีคำถาม คอมเมนต์ด้านล่างเลย เรายินดีช่วย!

ที่มา – “พาณิชย์” เฝ้าระวังศึกตะวันออกกลาง สั่งทูตพาณิชย์ทั่วโลก ประเมินผลกระทบส่งออกไทย

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ ดูแลผู้ประกอบการไทย

กระทรวงพาณิชย์กำลังเร่งมือเต็มที่ในการติดตามสถานการณ์การค้าสำคัญกับสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะหลังจากที่มีคำวินิจฉัยจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายภาษีนำเข้า ล่าสุด พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้ประกอบการไทยจะได้รับการดูแลอย่างเต็มที่ในช่วงที่การค้าโลกมีความผันผวนสูง

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ หลังคำวินิจฉัยศาลสูงสุด

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง แม้จะมีพัฒนาการล่าสุดจากศาลสูงสุดสหรัฐฯ ที่มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนยันคำตัดสินชั้นต้นว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ไม่สามารถใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่างตอบแทนได้ เนื่องจากอำนาจดังกล่าวเป็นของรัฐสภาสหรัฐฯ ตามรัฐธรรมนูญ

คำวินิจฉัยนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ทำให้มาตรการภาษีที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทยในอัตรา 19% ภายใต้ IEEPA ถูกยกเลิก สร้างความหวังให้ผู้ส่งออกไทย แต่ก็ยังต้องจับตาท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ ต่อไป เพราะอาจมีมาตรการทดแทนเข้ามา

รายละเอียดคำวินิจฉัยศาลสูงสุดสหรัฐฯ และผลกระทบเบื้องต้น

ศาลสูงสุดชี้แจงว่ากฎหมาย IEEPA ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการควบคุมธุรกรรมเศรษฐกิจในภาวะฉุกเฉิน แต่ไม่รวมถึงการกำหนดภาษี ซึ่งต้องได้รับอนุญาตชัดเจนจากสภาคองเกรส นี่เป็นตัวอย่างของหลักการ checks and balances ในระบบประชาธิปไตยอเมริกันที่ป้องกันการใช้อำนาจเกินขอบเขต

สำหรับผู้ประกอบการที่เคยจ่ายภาษีไปแล้ว อาจมีสิทธิขอคืน แต่กระบวนการคาดว่าจะซับซ้อน เนื่องจากมียอดเงินมหาศาลและหลายฝ่ายเกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์จึงมอบหมายกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศให้ประเมินสถานการณ์รอบด้าน

มาตรการภาษีใหม่ที่สหรัฐฯ ประกาศใช้แทน

เพื่อแก้ปัญหาดุลการชำระเงิน ประธานาธิบดีทรัมป์ได้ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าทั่วโลกเพิ่ม 10% ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เป็นเวลา 150 วัน ตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ซึ่งต่ำกว่าอัตราเดิม 19% ที่กำหนดไว้สำหรับไทย

ผู้ส่งออกไทยต้องเตรียมตัวรับมือ โดยภาษีที่ต้องจ่ายจะเป็นอัตราปกติ (MFN) + 10% + ค่าธรรมเนียมอื่น ๆ หรือ AD/CVD หากสินค้านั้นถูกสอบสวน สินค้าที่มีผลกระทบ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อาหารแปรรูป และสินค้าอุปโภคบริโภค

  • มาตรา 122 Trade Act 1974: ภาษีสูงสุด 15% ไม่เกิน 150 วัน เพื่อแก้ดุลการชำระเงิน
  • มาตรา 232 Trade Expansion Act 1962: ภาษีด้านความมั่นคง เช่น เหล็ก 50%, อลูมิเนียม 50%, ยานยนต์ 25%
  • มาตรา 301 Trade Act 1974: ตอบโต้การค้าที่ไม่เป็นธรรม
  • มาตรา 338 Trade Act 1930: ต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางการค้า

พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด เพื่อคาดการณ์มาตรการอื่น ๆ ที่อาจตามมา กระทรวงจะให้ข้อมูลเชิงลึกแก่ภาคธุรกิจและเจรจาลดผลกระทบ

กระทรวงพาณิชย์ดูแลผู้ประกอบการไทยอย่างไร

นอกจากติดตามสถานการณ์แล้ว กระทรวงพาณิชย์ยังมีแผนบริหารความเสี่ยง เช่น ส่งเสริมกระจายตลาดส่งออกไปยังอาเซียน จีน และยุโรป รวมถึงให้คำปรึกษาผ่านสายด่วนกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ โทร. 0-2507-7555 ผู้ประกอบการสามารถสอบถามข้อมูลภาษี คำวินิจฉัย และกลยุทธ์ปรับตัวได้ทันที

ในมุมมองผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยยกระดับคุณภาพสินค้าและหาตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาสหรัฐฯ เพียงแห่งเดียว ซึ่งจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจไทยในระยะยาว หากคุณเป็นผู้ส่งออก อย่ารอช้า ติดต่อกระทรวงพาณิชย์วันนี้เพื่อรับคำแนะนำเฉพาะบุคคล!

ที่มา – พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ ติดตามคำวินิจฉัยศาลสูงสุด ดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย

“พาณิชย์” แก้ “หอมใหญ่” ราคาตกต่ำ เร่งสกัดนำเข้า กางมาตรการรักษาเสถียรภาพ

สถานการณ์ราคาหอมหัวใหญ่ในตลาดไทยกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ เมื่อราคาดิ่งลงเหลือเพียง 5-6 บาทต่อกิโลกรัมเท่านั้น ล่าสุดกรมการค้าภายในหรือ “พาณิชย์” ได้ออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อแก้ไขปัญหานี้ โดย “พาณิชย์” แก้ “หอมใหญ่” ราคาตกต่ำ เร่งสกัดนำเข้า กางมาตรการรักษาเสถียรภาพ ซึ่งเป็นข่าวดีสำหรับเกษตรกรผู้ปลูกหอมหัวใหญ่ โดยเฉพาะในพื้นที่เชียงใหม่ที่เป็นแหล่งผลิตหลักกว่า 70% ของประเทศ

“พาณิชย์” แก้ “หอมใหญ่” ราคาตกต่ำ เร่งสกัดนำเข้า กางมาตรการรักษาเสถียรภาพ

นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยหลังลงพื้นที่ตรวจสอบที่อำเภอแม่วาง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ปัญหาหลักมาจากผลผลิตที่ออกมามากในช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์ถึงมีนาคม รวมถึงการนำเข้าจากต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นตั้งแต่ธันวาคม 2568 โดยผู้ประกอบการนำเข้าบางรายสำแดงราคาต่ำเกินจริง ทำให้แข่งขันราคากับสินค้าในประเทศได้ ส่งผลให้ราคาหอมหัวใหญ่ในแหล่งผลิตร่วงหนัก จากเดิมเฉลี่ย 13 บาทต่อกิโลกรัม เหลือเพียง 5-6 บาทสำหรับเบอร์คละ (0-3)

เพื่อแก้ไขปัญหานี้ กรมการค้าภายในได้ประสานงานกับกรมศุลกากรและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการนำเข้าและขนย้ายหอมหัวใหญ่ ผู้ประกอบการต้องขออนุญาตและแจ้งรายละเอียดครบถ้วน เพื่อป้องกันการลักลอบและสวมสิทธิ์ นอกจากนี้ ยังร่วมกับสำนักงานพาณิชย์จังหวัดเชียงใหม่และเอกชน จัดโครงการรับซื้อผลผลิตในราคานำตลาด เป้าหมาย 1,000 ตัน ระหว่างวันที่ 21-28 กุมภาพันธ์นี้ และเตรียมมาตรการเพิ่มเติมในต้นเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงผลผลิตออกมากที่สุด

5 มาตรการหลักที่ “พาณิชย์” กางออกมาเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาหอมใหญ่

กรมการค้าภายในได้วางแผนครบวงจรเพื่อช่วยเหลือเกษตรกร โดยมีมาตรการสำคัญ 5 ประการ ดังนี้

  • ทำตลาดล่วงหน้า: ลงนาม MOU กับผู้ประกอบการรับซื้อ 6,700 ตัน มูลค่า 80 ล้านบาท สร้างความมั่นใจให้เกษตรกรมีตลาดรองรับ
  • กระจายสินค้าผ่านพาณิชย์จังหวัด: สั่งการให้จังหวัดที่ไม่ใช่แหล่งผลิตช่วยรับออเดอร์และกระจายหอมหัวใหญ่บรรจุถุง 1, 2 และ 5 กิโลกรัม เพื่อความสะดวกในการขาย
  • รณรงค์อุดหนุน: ขอความร่วมมือส่วนราชการและ 20 อำเภอที่ไม่ใช่แหล่งผลิต สนับสนุนซื้อผลผลิตจากพื้นที่เพาะปลูก
  • จัดจุดจำหน่ายโดยตรง: เปิดพื้นที่ขายตรงที่ศาลากลาง สถานที่ราชการ และงานธงฟ้า เช่น ล่าสุดนำหอมจากเชียงใหม่ไปขายในงานธงฟ้าที่สระแก้ว วันที่ 19-21 กุมภาพันธ์
  • ผลักดันส่งออก: ประสานทูตพาณิชย์ที่โตเกียว เพื่อส่งออกไปญี่ปุ่น

สำหรับราคาปัจจุบันในตลาดกรุงเทพฯ หอมหัวใหญ่เบอร์ 0-1 ขายส่งเฉลี่ย 22.50 บาทต่อกิโลกรัม ขายปลีก 37.50 บาท ซึ่งใกล้เคียงปีก่อน เชียงใหม่มีผลผลิตทั้งฤดูกาล 25,000 ตัน ปัจจุบันออกแล้ว 30% คาดสิ้นสุดเดือนมีนาคม

ปัญหานี้ไม่เพียงกระทบเกษตรกรในเชียงใหม่เท่านั้น แต่สะท้อนถึงความเปราะบางของตลาดเกษตรไทยที่เผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้า มาตรการของ “พาณิชย์” แก้ “หอมใหญ่” ราคาตกต่ำ เร่งสกัดนำเข้า กางมาตรการรักษาเสถียรภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี หากดำเนินการต่อเนื่องและทุกภาคส่วนร่วมมือ จะช่วยให้ราคากลับมาเสถียรได้ในไม่ช้า

ในฐานะผู้สนใจเรื่องเกษตร เราคิดว่าการส่งออกและการทำตลาดล่วงหน้าเป็นกุญแจสำคัญ เกษตรกรควรติดตามประกาศจากพาณิชย์จังหวัดใกล้บ้าน หากคุณเป็นเกษตรกรหรือผู้บริโภค สามารถช่วยสนับสนุนโดยซื้อหอมหัวใหญ่ไทยในราคายุติธรรมได้เลยวันนี้! ติดตามข่าวอัปเดตปัญหาเกษตรเพิ่มเติมในบล็อกของเรา

ที่มา – “พาณิชย์” แก้ “หอมใหญ่” ราคาตกต่ำ เร่งสกัดนำเข้า กางมาตรการรักษาเสถียรภาพ

ส้มโอเวียงแก่น GI: สินค้าเด่น เนื้อแน่น เปรี้ยวอมหวาน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา ประกาศขึ้นทะเบียน ส้มโอเวียงแก่น เป็นสินค้า GI น้องใหม่ สร้างชื่อเสียงให้เชียงรายเป็นอันดับ 2 ของประเทศที่มีสินค้า GI มากที่สุด! มาดูกันว่าอะไรทำให้ส้มโอจากเวียงแก่นถึงพิเศษขนาดนี้

ส้มโอเวียงแก่น: GI น้องใหม่ เนื้อแน่น เปรี้ยวอมหวาน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) อย่างเป็นทางการ เพื่อคุ้มครองชื่อเสียง คุณภาพ และอัตลักษณ์เฉพาะถิ่นของผลไม้เศรษฐกิจที่สำคัญของอำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย การขึ้นทะเบียนนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยยกระดับมูลค่าทางการตลาด แต่ยังเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค และสนับสนุนการสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้แก่เกษตรกรและชุมชนท้องถิ่น สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ภูมิปัญญาการผลิตของชุมชน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กล่าวว่า การส่งเสริมการคุ้มครอง GI เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญภายใต้นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพาณิชย์ มุ่งเน้นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่ผู้ประกอบการไทยด้วยทรัพย์สินทางปัญญา การขึ้นทะเบียนสินค้า GI ถือเป็นกลไกสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ของไทยอย่างเป็นรูปธรรม มีระบบควบคุมคุณภาพและการตรวจสอบย้อนกลับที่น่าเชื่อถือ พร้อมเชื่อมโยงสินค้าสู่ตลาดสมัยใหม่ เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขันให้กับสินค้าชุมชนท้องถิ่นของไทยให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

ทำไมต้องส้มโอเวียงแก่น? อะไรคือความพิเศษ

ล่าสุด กรมทรัพย์สินทางปัญญาได้ประกาศขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” เป็นสินค้า GI ลำดับที่ 9 ของจังหวัดเชียงราย ต่อจากสินค้าขึ้นชื่อต่างๆ เช่น กาแฟดอยตุง กาแฟดอยช้าง สับปะรดนางแล สับปะรดภูแลเชียงราย ชาเชียงราย ข้าวเหนียวเขี้ยวงูเชียงราย ข้าวก่ำล้านนา และเครื่องเคลือบเวียงกาหลง ซึ่งสินค้า GI ทั้งหมดนี้สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเข้าสู่จังหวัดกว่า 300 ล้านบาทต่อปี การเพิ่ม ส้มโอเวียงแก่น เข้าไป ทำให้เชียงรายกลายเป็นจังหวัดที่มีสินค้า GI มากเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจากนครราชสีมา แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา และศักยภาพของคนในพื้นที่ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็ง

ส้มโอเวียงแก่น ปลูกในพื้นที่อำเภอเวียงแก่น จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีลักษณะภูมิประเทศที่เป็นเอกลักษณ์คือเป็นแอ่งกระทะ ล้อมรอบด้วยภูเขา และมีแม่น้ำงาวไหลผ่าน ดินในบริเวณนี้เป็นดินตะกอนแม่น้ำที่อุดมไปด้วยอินทรียวัตถุ มีการระบายน้ำที่ดี และมีค่าความเป็นกรด–ด่างที่เหมาะสม สภาพภูมิอากาศที่เอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก ทำให้ส้มโอเวียงแก่นมีคุณภาพโดดเด่น ทั้งในด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส และความสดฉ่ำ เป็นที่ต้องการของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ

ส้มโอเวียงแก่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI มีทั้งหมด 3 พันธุ์ ได้แก่

  • พันธุ์ขาวใหญ่: ผลทรงรี น้ำหนักเฉลี่ย 1.2 – 2.5 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอมเหลือง เนื้อแน่นกรอบ ฉ่ำน้ำ มีสีขาวอมเหลืองอ่อน รสชาติเปรี้ยวอมหวาน มีความซ่า ฝาดและขมเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์
  • พันธุ์ทองดี: ผลทรงกลมแป้น น้ำหนักเฉลี่ย 1 – 2 กิโลกรัม เปลือกสีเหลือง เนื้อนิ่ม ฉ่ำน้ำ มีสีชมพูอ่อน รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความขมและซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์
  • พันธุ์เซลเลอร์: ผลทรงกลม น้ำหนักเฉลี่ย 0.8 – 2.0 กิโลกรัม เปลือกสีเขียวอ่อน เนื้อกรอบ มีสีแดงทับทิม รสชาติหวานอมเปรี้ยว มีความซ่าเล็กน้อย ความหวานไม่ต่ำกว่า 9 องศาบริกซ์

ปัจจุบัน มีผู้ผลิตส้มโอเวียงแก่นในจังหวัดเชียงราย 1,383 ครัวเรือน มีผลผลิตเฉลี่ยราว 25,130 ตันต่อปี สร้างมูลค่าทางการตลาดรวมกว่า 100 ล้านบาทต่อปี โดยมีการส่งออกประมาณ 50 ล้านบาทต่อปี โดยมีประเทศจีนเป็นตลาดส่งออกที่สำคัญ นี่คือตัวอย่างที่ชัดเจนของศักยภาพสินค้าเกษตรอัตลักษณ์ไทยที่สามารถแข่งขันในตลาดสากลได้

การขึ้นทะเบียน GI “ส้มโอเวียงแก่น” ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การคุ้มครองชื่อสินค้าและคุณภาพตามแหล่งภูมิศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นการยกระดับมูลค่าสินค้าเกษตร เพิ่มรายได้ให้เกษตรกร และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากของจังหวัดเชียงรายอย่างยั่งยืน กรมทรัพย์สินทางปัญญาจะเดินหน้าขับเคลื่อนงาน GI อย่างต่อเนื่อง โดยจะมีการจัดทำระบบควบคุมคุณภาพสินค้า การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) และส่งเสริมช่องทางการตลาด เพื่อเพิ่มรายได้และต่อยอดธุรกิจชุมชน

นอกจากนี้ กรมทรัพย์สินทางปัญญายังร่วมมือกับแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซชั้นนำ เช่น TikTok Shop, Shopee และ Lazada เพื่อสนับสนุนช่องทางจำหน่ายสินค้า GI ออนไลน์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงสินค้าผ่านการไลฟ์สด การจัดทำคลิปสั้น และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่างๆ รวมถึงการเปิดตลาดส่งออกสู่ต่างประเทศ

การขึ้นทะเบียน GI ส้มโอเวียงแก่น เป็นเรื่องที่น่ายินดีสำหรับเกษตรกรและผู้บริโภค เพราะเป็นการรับประกันคุณภาพและความเป็นเอกลักษณ์ของสินค้า แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ การรักษามาตรฐานและพัฒนาผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ส้มโอเวียงแก่นยังคงเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศไปอีกนาน

ที่มา – ขึ้นทะเบียน “ส้มโอเวียงแก่น” สินค้า GI น้องใหม่ เนื้อแน่น เปรี้ยวอมหวาน

ขึ้นทะเบียน GI “ไอริช วิสกี้” ภูมิปัญญากว่า 500 ปี

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ เปิดตัว GI “ไอริช วิสกี้” สุรากลั่นจากธัญพืชบนเกาะไอร์แลนด์ รสชาติแห่งวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมากว่า 500 ปี

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ประกาศขึ้นทะเบียน “ไอริช วิสกี้” สุรากลั่นจากสาธารณรัฐไอร์แลนด์ เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indications : GI) ลำดับที่ 25 ของต่างประเทศ (ลำดับที่ 11 ของสหภาพยุโรป) ที่ได้ขึ้นทะเบียนในประเทศไทย นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อคุณภาพ มาตรฐาน และแหล่งกำเนิดสินค้าอย่างแท้จริง อีกทั้งยังสะท้อนพัฒนาการความร่วมมือที่ดีระหว่างไทยกับสหภาพยุโรปที่มีมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา เปิดเผยว่า กรมทรัพย์สินทางปัญญามีภารกิจในการให้ความคุ้มครอง GI แก่สินค้าไทยและต่างประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มสินค้าที่มีชื่อเสียง มีความเชื่อมโยงกับแหล่งผลิต และมีประวัติศาสตร์การผลิตมาอย่างยาวนาน ทั้งนี้ การคุ้มครองสินค้า GI ของต่างประเทศในไทยนั้น ถือเป็นกลไกสำคัญในการแลกเปลี่ยนและต่อยอดความร่วมมือ เพื่อสนับสนุนการนำสินค้า GI ไทยไปขึ้นทะเบียนและได้รับการคุ้มครองในต่างประเทศเช่นกัน โดยล่าสุด กรมฯ ได้ประกาศให้ “ไอริช วิสกี้” เป็นสินค้าจากต่างประเทศที่ได้รับ GI ลำดับที่ 25 ในไทย

ขึ้นทะเบียน GI “ไอริช วิสกี้” สุรากลั่นธัญพืช จากไอร์แลนด์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกว่า 500 ปี

สำหรับ “ไอริช วิสกี้” สินค้าที่ได้รับ GI ล่าสุดนั้น นางอรมน อธิบายว่า เป็นสุรากลั่นที่ผลิตบนเกาะไอร์แลนด์และไอร์แลนด์เหนือ ที่สะท้อนเรื่องราวทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญา ภูมิประเทศ และภูมิอากาศเฉพาะถิ่นผสมผสานอยู่ในทุกขั้นตอนการผลิต ตั้งแต่การคัดเลือกเมล็ดธัญพืชท้องถิ่น เช่น ข้าวบาร์เลย์ที่ผ่านการเพาะงอกอย่างเหมาะสม มาใช้เป็นวัตถุดิบแทนองุ่นหรือผลไม้ชนิดอื่น การใช้น้ำที่กลั่นจากแหล่งน้ำธรรมชาติซึ่งมีคุณสมบัติเป็นน้ำกระด้างหรือน้ำอ่อน ส่งผลต่อรสชาติของเมล็ดข้าวในกระบวนการบด ประกอบกับทักษะ ภูมิปัญญา และความเชี่ยวชาญของผู้ผลิตในท้องถิ่นที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานตั้งแต่ช่วงศตวรรษที่ 6

นอกจากนี้ สภาพอากาศของไอร์แลนด์ได้รับอิทธิพลจากกระแสน้ำอุ่นกัลฟ์สตรีม ทำให้เกิดความอบอุ่นและความชื้นตลอดปี ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการบ่มสุราที่ใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 3 ปี โดยอุณหภูมิระดับปานกลางจะช่วยให้แอลกอฮอล์สามารถดูดซึมสีและสารประกอบจากไม้ของถังบ่มได้อย่างสม่ำเสมอ ส่งผลให้สุราที่ได้มีสีทองอ่อนไปจนถึงสีอำพันเข้ม มีรสชาตินุ่มลื่น กลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไอริช วิสกี้ ได้รับการรับรอง GI และมีคุณภาพเป็นที่ยอมรับในระดับสากลมาอย่างยาวนาน

ซึ่งการยื่นขอขึ้นทะเบียน GI ไอริช วิสกี้ ในประเทศไทยครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของตลาดในไทย และยังช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภคชาวไทยว่าสินค้าที่วางจำหน่ายเป็นของแท้ มีคุณภาพ และเป็นไปตามมาตรฐานสากล

สินค้าของต่างประเทศ ที่ขึ้นทะเบียน GI ในไทย มีอะไรบ้าง?

นางอรมน กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันมีสินค้าต่างประเทศที่ได้รับการขึ้นทะเบียน GI ในไทยรวมทั้งสิ้น 25 รายการ ครอบคลุมสินค้าจากสหภาพยุโรป เอเชีย และภูมิภาคต่างๆ อาทิ แชมเปญ (ฝรั่งเศส) สกอตช์ วิสกี้ (สกอตแลนด์) พรอสชูตโต ดี ปาร์มา (อิตาลี) ไวน์นาปา วัลเลย์ (สหรัฐเมริกา) เตกีลา (เม็กซิโก) เมลอนยูบาริ (ญี่ปุ่น) กาแฟบวนมาถวด (เวียดนาม) เป็นต้น

ทั้งนี้ ไอร์แลนด์เป็นหนึ่งในสมาชิกของสหภาพยุโรปที่เป็นคู่ค้าสำคัญของไทย การที่กรมฯ เร่งดำเนินการขึ้นทะเบียน GI สินค้าจากสหภาพยุโรปครั้งนี้ นอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคในการสร้างความเชื่อมั่นต่อผลิตภัณฑ์ที่วางขายในประเทศแล้ว ยังเป็นเครื่องมือเชิงนโยบายในการสร้างความเชื่อมั่นทางการค้า ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในฐานะประเทศที่มีระบบการคุ้มครอง GI ที่ได้มาตรฐาน และเชื่อมโยงความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

ขณะที่ในปัจจุบัน มีสินค้าไทยได้รับ GI ในต่างประเทศแล้ว 10 รายการ ใน 33 ประเทศ อาทิ ข้าวหอมมะลิทุ่งกุลาร้องไห้ (ในสหภาพยุโรป มาเลเซีย และอินโดนีเซีย) กาแฟดอยช้าง (ในสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น) ผ้าไหมยกดอกลำพูน (ในอินเดีย และอินโดนีเซีย) เป็นต้น

นางอรมน กล่าวด้วยว่า ในปี 2569 กรมฯ มีแผนจัดทำคำขอ GI ในต่างประเทศเพิ่ม 2 สินค้า ได้แก่ ข้าวสังข์หยดเมืองพัทลุง เตรียมยื่นในประเทศญี่ปุ่น และมะม่วงน้ำดอกไม้สีทองพิษณุโลก เตรียมยื่นในประเทศมาเลเซีย เพื่อขยายความร่วมมือด้านทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ สร้างโอกาสทางการค้า ควบคู่ไปกับการรักษาอัตลักษณ์และสร้างมาตรฐานให้แก่สินค้า GI ในระดับสากล เพื่อประโยชน์ของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคอย่างยั่งยืน

การขึ้นทะเบียน GI “ไอริช วิสกี้” ไม่เพียงแต่เป็นการรับรองคุณภาพและแหล่งที่มา แต่ยังเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมและภูมิปัญญาที่สืบทอดมายาวนาน หวังว่าการดำเนินการนี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค

ที่มา – ขึ้นทะเบียน GI “ไอริช วิสกี้” สุรากลั่นธัญพืช จากไอร์แลนด์ ภูมิปัญญาที่สืบทอดกว่า 500 ปี

Scroll to top