กระทรวงพาณิชย์

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน หวั่นผลผลิตเสียหาย

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย เป็นข่าวที่กำลังได้รับความสนใจจากชาวเกษตรกรทั่วประเทศในช่วงนี้ ด้วยสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงพุ่งสูงขึ้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนการผลิตของเกษตรกรไทย โดยเฉพาะในภาคกลางที่กำลังเข้าสู่ฤดูเก็บเกี่ยวข้าวนาปรัง

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย

เมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569 กลุ่มเกษตรกรจากหลายจังหวัด เช่น ระยอง ปทุมธานี สระบุรี นำโดยนายสิงห์ชัย์ เรืองขจร ประธานคณะทำงานผู้ประสานงานสมาชิกสภาเกษตรกรแห่งชาติ ประจำภาคกลาง และนายเสถียร เสือขวัญ ประธานสภาเกษตรกรจังหวัดระยอง ได้ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อนายสันติ ปิยะทัต รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล เวลา 13.30 น.

ปัญหาหลักคือเกษตรกรไม่สามารถหาน้ำมันเชื้อเพลิงได้เพียงพอจากสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากข้อจำกัดในการจำหน่าย ทำให้เครื่องจักรกลทางการเกษตร เช่น รถแทรกเตอร์ ปั๊มน้ำ ต้องหยุดชะงัก หากปล่อยไว้ ผลผลิตทางการเกษตร โดยเฉพาะพืชไร่ พืชสวน และประมงเพาะเลี้ยง จะเสียหายหนัก ส่งผลกระทบต่อรายได้ของเกษตรกรจำนวนมาก

กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน

ข้อเสนอเร่งด่วนจากกลุ่มเกษตรกร

ในหนังสือร้องเรียน กลุ่มเกษตรกรเสนอแนวทางบรรเทาความเดือดร้อน 2 ข้อหลัก:

  • ข้อ 1: รัฐบาลจัดสรรน้ำมันเชื้อเพลิงให้เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียน สามารถซื้อใส่แกลลอนเพื่อใช้ในเครื่องจักรกลเกษตร ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม
  • ข้อ 2: กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ บูรณาการข้อมูลทะเบียนเกษตรกร เพื่อกำกับดูแลราคาน้ำมัน ลดต้นทุนภาคเกษตร

ปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะเกษตรกรเป็นกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย หากผลผลิตเสียหาย จะกระทบต่อห่วงโซ่อาหารทั้งประเทศ สถานการณ์ตะวันออกกลางยืดเยื้อ ทำให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน เกษตรกรไทยต้องเผชิญต้นทุนสูงขึ้น 20-30% ในบางพื้นที่

เกษตรกรยื่นหนังสือร้องเรียน

นายสันติ ปิยะทัต รับปากว่าจะนำเรื่องแจ้งนายกรัฐมนตรีทันที รัฐบาลยืนยันมีน้ำมันสำรองกว่า 100 วัน ปัญหาอยู่ที่การขนส่ง จึงขอให้กระทรวงมหาดไทยผ่อนผันเวลาเดินรถ และขอความร่วมมือผู้ประกอบการไม่กักตุน รัฐบาลพร้อมดูแลเกษตรกรเต็มที่

นายสันติรับหนังสือจากเกษตรกร

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐบาลต้องมีแผนรับมือวิกฤตพลังงานระยะยาว เช่น ส่งเสริมพลังงานทดแทนในภาคเกษตร หรืออุดหนุนน้ำมันเฉพาะกลุ่ม ชาวเกษตรกรควรติดตามข่าวสารและขึ้นทะเบียนให้ครบถ้วน เพื่อรับสิทธิประโยชน์ หากคุณเป็นเกษตรกร ลองแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง เราจะช่วยกันติดตามความคืบหน้า!

ที่มา – กลุ่มเกษตรกรร้องนายกฯ ขอซื้อน้ำมันใส่แกลลอน เหตุหวั่นผลผลิตเสียหาย

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5% ปิดตำนาน มท.2

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี เป็นข่าวใหญ่ที่ทุกคนในวงการการเมืองกำลังจับตาในขณะนี้! หลังจากที่การจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล กำลังเข้าสู่ช่วงสุดท้าย โดยล่าสุดพรรคภูมิใจไทยได้ส่งรายชื่อผู้สมัครเข้าตำแหน่งไปตรวจสอบกับ 18 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว มีรายชื่อกว่า 40 ชื่อ รวมถึงชื่อสำรองหากมีใครขาดคุณสมบัติ นี่คือสัญญาณว่าทุกอย่างใกล้ลงตัวสุดๆ

โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

จุดเด่นที่สุดของโผครม.ชุดนี้คือการเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย ที่ครองตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) มาอย่างยาวนานตั้งแต่สมัยรัฐบาลประยุทธ์ จวบจนรัฐบาลเศรษฐา แพทองธาร และอนุทิน 1 ล่าสุดมีข้อมูลว่าเขาจะขยับขึ้นเป็นรองนายกรัฐมนตรี ดูแลปัญหาน้ำทั่วประเทศและยาเสพติด แทนที่นายโสภณ ซึ่งถือเป็นการปิดตำนาน มท.2 อย่างเป็นทางการ!

สำหรับสัดส่วนของพรรคภูมิใจไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะเป็นนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน ได้แก่ นายวรศิษฏ์ เลียงประสิทธิ์ (ส.ส.สตูล), นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (ส.ส.อุทัยธานี) และนายพลพีร์ สุวรรณฉวี (ส.ส.นครราชสีมา)

รายชื่อรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงสำคัญ

ส่วนรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี มี 4 ชื่อ ได้แก่:

  • นายภราดร ปริศนานันทกุล (ส.ส.อ่างทอง)
  • นางศุภมาส อิศรภักดี (ส.ส.บัญชีรายชื่อ)
  • นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (แกนนำพรรค)
  • นางสุขสมรวย วันทนียกุล (ส.ส.อำนาจเจริญ)

กระทรวงกลาโหมชัดเจนแล้ว พล.ท.อดุลย์ บุญธรรมเจริญ ขยับจากรัฐมนตรีช่วยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กระทรวงยุติธรรมยังเป็นพล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ เหมือนเดิม

กระทรวงคมนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ เป็นรัฐมนตรีว่าการ โดยมีรัฐมนตรีช่วย 3 คน: นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (ส.ส.ศรีสะเกษ), นายภัทรพงศ์ ภัทรประสิทธิ์ (ส.ส.พิจิตร), นายสรรเพชญ บุญญามณี (ส.ส.สงขลา)

กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม: นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ และนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย (ส.ส.อุบลราชธานี) เป็นรัฐมนตรีช่วย

กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา: นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล

กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม: นายสุชาติ ชมกลิ่น

กระทรวงพลังงาน: นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์

กระทรวงวัฒนธรรม: นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์

กระทรวงสาธารณสุข: นายพัฒนา พร้อมพัฒน์

กระทรวงอุตสาหกรรม: นายวราวุธ ศิลปอาชา

โควตานายกรัฐมนตรีและพรรคร่วม

โควตาส่วนตัวของนายอนุทิน ประกอบด้วย:

  • นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ
  • นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง
  • นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ – รองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (ไม่มีรัฐมนตรีช่วย เพื่อให้ทำงานเต็มที่)
  • นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ – รองนายกฯ ดูแลกฎหมาย

พรรคร่วมรัฐบาลได้ 5 กระทรวง 9 ตำแหน่ง รวมรัฐมนตรีช่วย 3 ตำแหน่ง และรองประธานสภา 1 คน เช่น กระทรวงเกษตรฯ ศึกษาฯ อว. แรงงาน และพม. ส่วนพรรคพลังประชารัฐได้ 1 ตำแหน่ง

การปรับโผครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงกลยุทธ์ของพรรคภูมิใจไทยในการกระจายอำนาจและมุ่งแก้ปัญหาเรื้อรังอย่างน้ำท่วมและยาเสพติด ซึ่งนายทรงศักดิ์มีประสบการณ์ยาวนาน คาดว่าจะช่วยให้รัฐบาลชุดใหม่เดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

คุณคิดอย่างไรกับโผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – โผ ครม.อนุทิน ใกล้คลอด 99.5 % ปิดตำนาน มท.2 ขยับ “ทรงศักดิ์” ขึ้นชั้น รองนายกรัฐมนตรี

“ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรขึ้นราคาสินค้าอุปโภค

สถานการณ์ราคาพลังงานโลกที่ผันผวนจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้หลายคนกังวลเรื่องค่าครองชีพจะพุ่งสูงขึ้น แต่ “ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรมีสินค้าอุปโภค-บริโภคขึ้นราคา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ชี้แจงว่ายังควบคุมได้ และยังมีสต็อกปุ๋ยกับเม็ดพลาสติกพอใช้ได้อีก 4 เดือน ช่วยให้ราคายังนิ่ง

“ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรมีสินค้าอุปโภค-บริโภคขึ้นราคา

จากข่าวแถลงเมื่อ 17 มี.ค. 2569 หลังประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การสู้รบตะวันออกกลาง รมว.พาณิชย์ ย้ำว่าราคาน้ำมันดีเซลยังมีเพดาน 33 บาท ทยอยปรับไม่เกินปีก่อน กระทรวงพาณิชย์จึงสั่งคุมเข้มสินค้า 8 หมวดหลักที่ห้ามขึ้นราคาโดยไม่ขออนุญาตกรมการค้าภายใน เช่น

  • บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป
  • อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง
  • นมผง
  • ปุ๋ยเคมี
  • ยาปราบศัตรูพืช
  • อาหารสัตว์

ปัจจุบันยังไม่มีผู้ประกอบการรายไหนยื่นขอขึ้นราคา ถ้าพบที่ไหนขึ้นราคาแบบไม่แจ้ง ขอให้แจ้งสายด่วน 1569 ทันที จะมีทีมลงพื้นที่ตรวจสอบและจัดการเด็ดขาด

สินค้าที่แจ้งก่อนได้ แต่ยังไม่ขึ้น

ส่วนสินค้าอุปโภคที่แจ้งก่อนขึ้นได้ เช่น ผงซักฟอก แชมพู น้ำยาล้างจาน ก็ยังไม่มีเคลื่อนไหว รวมถึงสินค้าติดตามราคาเช่น ข้าวสาร น้ำปลา ซอสปรุงรส ยังคงราคาเดิม กระทรวงจะเจรจากับผู้ประกอบการเพื่อพยุงราคาไว้

นอกจากนี้ ยังมีมาตรการเชิงรุก เช่น ใช้กลไก กกร. ทบทวนสินค้าควบคุมเพิ่ม จัดโปรสินค้าราคาพิเศษผ่านผู้ค้าปลีก-ค้าส่งทั่ว 77 จังหวัด และโครงการธงฟ้าสำหรับพื้นที่เปราะบาง เพื่อไม่ให้กระทบค้าท้องถิ่น

ปุ๋ย-เม็ดพลาสติก ยังมีสต็อกพอ 4 เดือน

สำหรับเกษตรกรที่กังวลต้นทุนปุ๋ย สต็อกในประเทศพอถึงพ.ค. 2569 และรอเรือขนส่งเพิ่มถึงส.ค. แม้ติดปัญหาตะวันออกกลาง แต่ประสานกระทรวงต่างประเทศช่วยเจรจา หากราคาขึ้นจริง มีโครงการธงเขียว ลดราคาปุ๋ย สนับสนุนปุ๋ยชีวภาพ ชดเชยเกษตรกร หาแหล่งนำเข้าจากมาเลเซีย บรูไน

เม็ดพลาสติกที่ใช้บรรจุภัณฑ์บะหมี่ อาหารกระป๋อง ก็พออีก 4 เดือน หาแหล่งทดแทน หากขาดจะเยียวยาผู้ประกอบการ ส่งเสริมพลังงานชีวภาพ ลดต้นทุนระยะยาว

สรุปคือ สินค้าจำเป็นยังไม่ควรขึ้นราคา ประชาชนช่วยสอดส่อง หากเห็นป้ายราคาติดถูก แต่ขายแพงกว่านั้น ซื้อแล้วเก็บหลักฐานแจ้ง 1569 เพราะเป็นคดีอาญา จับได้จริง ทีมพาณิชย์จังหวัด ผู้ว่าราชการ ร่วมดูแลผ่าน กจร.

ในมุมมองเรา สถานการณ์นี้แสดงให้เห็นการเตรียมพร้อมของรัฐบาลดีมาก ช่วยบรรเทาค่าครองชีพประชาชนได้ หากทุกฝ่ายร่วมมือกัน เราจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างราบรื่น คุณพบราคาสินค้าขึ้นผิดกฎหรือยัง? แจ้งเลยที่ 1569 ช่วยกันดูแลเศรษฐกิจฐานราก!

ที่มา – “ศุภจี” ย้ำ ไม่ควรมีสินค้าอุปโภค-บริโภคขึ้นราคา เผย ปุ๋ย-เม็ดพลาสติก ยังมีพออีก 4 เดือน

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน คุมราคา 59 รายการ

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ เป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในช่วงสถานการณ์โลกที่ผันผวน โดยเฉพาะเรื่องราคาน้ำมันที่อาจกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชน วันนี้เราจะมาสรุปข้อมูลสำคัญจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2569 เพื่อให้ทุกคนเข้าใจสถานการณ์ชัดเจนมากขึ้น

“ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ

นางศุภจี ชี้แจงว่าประชาชนไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนกเรื่องน้ำมัน เพราะประเทศไทยยังมีสต็อกน้ำมันสำรองที่เพียงพอ ตามที่กระทรวงพลังงานได้ยืนยันไปแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสับสนหรือการกักตุนที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาขาดแคลนจริงๆ

สต็อกสินค้าจำเป็นยังเพียงพอ ไม่ต้องรีบกักตุน

สำหรับสินค้าอุปโภคบริโภค กระทรวงพาณิชย์ยืนยันว่าสต็อกยังอยู่ในระดับที่มั่นใจได้ เช่น เม็ดพลาสติกสำหรับบรรจุภัณฑ์มีถึงสิ้นเดือนเมษายน และกำลังเร่งนำเข้าจากแหล่งใหม่ๆ โดยประสานกระทรวงการต่างประเทศเจรจากับประเทศตะวันออกกลาง รวมถึงอิหร่าน ปุ๋ยยูเรียมีสต็อกถึงเดือนสิงหาคม แม้ราคาจะต้องพิจารณาต้นทุน แต่สินค้าควบคุมจะไม่ปรับขึ้นเกินสมควร

นอกจากนี้ ยังมีการเจรจาเปิดช่องทางการค้ากับประเทศอื่นๆ เช่น มาเลเซียและบรูไน เพื่อแก้ปัญหาวัตถุดิบและส่งออกสินค้าที่ค้างอยู่ เช่น อาหารแปรรูป รัฐบาลมุ่งดูแลตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง

มาตรการควบคุมราคาสินค้า 59 รายการแบบสมดุล

กระทรวงพาณิชย์รับผิดชอบควบคุมราคาสินค้า 59 ประเภทที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน เช่น ปุ๋ย บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และนม โดยตรึงราคาแต่คำนึงถึงต้นทุนผู้ประกอบการด้วย หากปรับราคาต้องสมเหตุสมผล และมีมาตรการเยียวยาควบคู่ เพื่อให้เศรษฐกิจหมุนเวียนได้ทั้งระบบ ไม่กระทบการจ้างงาน

  • ตรึงราคาสินค้าจำเป็นไม่ให้เกินกำหนด
  • พิจารณาต้นทุนจากสถานการณ์โลกที่ผันผวน
  • เยียวยาทั้งผู้ประกอบการและประชาชน
  • นำเสนอมาตรการเข้าประชุมครม. และ ศบก. เพื่อความชัดเจน

แม้ราคาน้ำมันจะอยู่ภายใต้กระทรวงพลังงาน แต่กระทรวงพาณิชย์ช่วยตรวจสอบราคาหน้าปั๊มให้ตรงตามประกาศ และป้องกันการกักตุน หากพบการจำหน่ายเกินราคาหรือไม่เป็นธรรม สามารถแจ้งสายด่วน 1569 หรือสำนักงานพาณิชย์จังหวัดได้ทันที

ขอความร่วมมือจากประชาชน อย่าตื่นตระหนก

ศุภจี ย้ำว่าปัจจัยกดดันราคา เช่น การสู้รบในตะวันออกกลาง เป็นเรื่องควบคุมยาก รัฐบาลจะดูแลในส่วนที่ทำได้ และไม่ผลักภาระให้ประชาชน การกักตุนอาจยิ่งทำให้ปัญหาแย่ลง ขอให้ทุกคนรอฟังมาตรการอย่างเป็นทางการหลังประชุมครม.

สรุปแล้ว สถานการณ์ยังอยู่ในการควบคุม ผู้บริโภคควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ หากมีปัญหาเรื่องราคาสินค้า อย่าลังเลที่จะแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย

คำแนะนำ: อย่าตื่นตระหนก รอมาตรการชัดเจนจากรัฐบาล และช่วยกันประหยัดพลังงานเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันที่อาจผันผวน

ที่มา – “ศุภจี” ย้ำอย่าตื่นตระหนกน้ำมัน เผยกระทรวงพาณิชย์คุมเข้มราคาสินค้า 59 รายการ

“ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

ในสถานการณ์ที่ราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคพุ่งสูงขึ้นจากวิกฤตพลังงานที่เกิดจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สังคมไทยกำลังจับตามองมาตรการจากรัฐบาลอย่างใกล้ชิด ล่าสุด “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เตรียมเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 17 มีนาคม 2569 หลังจากเข้าหารือกับนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 16 มีนาคมที่ผ่านมา

“ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

นางศุภจี เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชนที่กำลังเผชิญกับราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง สาเหตุหลักมาจากสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง ซึ่งกระทบต่ออุปทานน้ำมันโลก ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งทะลุ 90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล รัฐบาลจึงเร่งประสานงานผ่านศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อหามาตรการที่เหมาะสมและยั่งยืน

ผลกระทบจากวิกฤตพลังงานต่อเศรษฐกิจไทย

วิกฤตพลังงานครั้งนี้ไม่เพียงกระทบราคาน้ำมัน แต่ยังลามไปยังสินค้าอื่นๆ เช่น อาหาร ขนส่ง และพลังงานไฟฟ้า ทำให้ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยและรายได้ปานกลาง กำลังเผชิญความลำบากในการจับจ่ายใช้สอย รัฐบาลจึงต้องออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ

  • ราคาน้ำมันดีเซลปรับขึ้นกว่า 5 บาทต่อลิตรในสัปดาห์ที่ผ่านมา
  • ค่าขนส่งสาธารณะและสินค้าอุปโภคเพิ่มขึ้น 10-15%
  • เงินเฟ้อคาดการณ์ปี 2569 อยู่ที่ 2.5-3%
  • ผลกระทบต่อภาคการผลิตและเกษตรกรรมที่พึ่งพาพลังงานสูง

นอกจากนี้ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง ยังคงสงวนท่าทีเรื่องการออกพระราชกำหนดการ (พ.ร.ก.) กู้เงินเพื่อชดเชยกองทุนน้ำมัน โดยแนะนำให้สอบถามจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ซึ่งสะท้อนถึงการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้กระทบงบประมาณแผ่นดิน

มาตรการที่คาดว่าจะเสนอในที่ประชุมครม.

จากข้อมูลที่รั่วไหลและการวิเคราะห์ ผู้เชี่ยวชาญคาดว่ารัฐบาลอาจพิจารณามาตรการดังนี้

  • อุดหนุนราคาน้ำมัน ผ่านกองทุนน้ำมันก๊าซ เพื่อตรึงราคาขายปลีก
  • ลดภาษีนำเข้าน้ำมันและ VAT ชั่วคราว
  • แจกคูปองส่วนลดน้ำมันให้ผู้มีรายได้น้อย
  • ส่งเสริมพลังงานทางเลือก เช่น รถ EV และก๊าซธรรมชาติ
  • ควบคุมราคาสินค้าจำเป็น 20 รายการ

มาตรการเหล่านี้จะช่วยให้ประชาชนรับมือวิกฤตพลังงานได้ดีขึ้น และรักษากำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ หาก “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน สำเร็จ จะเป็นสัญญาณบวกต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

อย่างไรก็ตาม ผู้บริโภคควรปรับพฤติกรรม เช่น ลดการใช้น้ำมันส่วนบุคคล หันมาใช้ขนส่งสาธารณะ หรือลงทุนในยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดผลกระทบระยะยาว สถานการณ์นี้ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อ

คุณคิดว่ามาตรการใดจะช่วยประชาชนได้มากที่สุด? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจจากเราเพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – “ศุภจี” จ่อชง ครม.งัดมาตรการช่วยประชาชนรับมือวิกฤตพลังงาน

“ศุภจี” เปิดไทม์ไลน์แจง USTR ชี้ 3 สินค้าระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง”

“ศุภจี” เปิดไทม์ไลน์แจง USTR ชี้ 3 สินค้าระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง” เป็นประเด็นร้อนที่นักธุรกิจไทยกำลังจับตามอง หลังจากสหรัฐฯ เริ่มกระบวนการตรวจสอบภายใต้มาตรา 301 ซึ่งอาจกระทบสินค้าส่งออกหลักของไทย

“ศุภจี” เปิดไทม์ไลน์แจง USTR ชี้ 3 สินค้าระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง”

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาเปิดเผยไทม์ไลน์การชี้แจงต่อสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) เกี่ยวกับการไต่สวนมาตรา 301 ของกฎหมายการค้าปี 1974 โดยชี้ว่าสินค้า 3 กลุ่มหลักที่เสี่ยงได้รับผลกระทบคือ ยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องจักร และยาง ซึ่งเป็นสินค้าที่ไทยมีการเกินดุลการค้ากับสหรัฐฯ สูง

เหตุผลหลักที่ USTR หันมาสนใจไทยมาจากการเกินดุลการค้าที่พุ่งสูงถึง 5.1 หมื่นล้านดอลลาร์สในปี 2568 เพิ่มจาก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์สในปีก่อนหน้า นอกจากนี้ อัตราการใช้กำลังการผลิตในไทยยังต่ำกว่า 60% ติดต่อกัน 2 ปี และมีเพียง 1 ใน 3 ของอุตสาหกรรมที่ฟื้นตัวเต็มที่หลังโควิด-19 สถานการณ์นี้ทำให้สหรัฐฯ มองว่าไทยมี “กำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง” ในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจเป็นอุปสรรคต่อนโยบาย Re-shoring หรือการดึงฐานการผลิตกลับสหรัฐฯ

ไทม์ไลน์ชี้แจงต่อ USTR ที่ “ศุภจี” ประกาศ

เพื่อรับมือกับสถานการณ์นี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งคณะทำงานพิเศษ โดยมีนายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน ร่วมด้วยอธิบดีทุกกรม เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบเป็นรายภาคอุตสาหกรรมและหาแนวทางชี้แจง ไทม์ไลน์สำคัญได้แก่:

  • 15 เมษายน 2569: ยื่นความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อ USTR
  • 5 พฤษภาคม 2569: เข้าร่วมการพิจารณาสาธารณะที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี.
  • ภายใน 7 วันหลังการพิจารณา: ยื่นความเห็นโต้แย้งเพิ่มเติม

“ศุภจี” เปิดไทม์ไลน์แจง USTR ชี้ 3 สินค้าระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง” โดยย้ำว่าประเทศไทยแตกต่างจากประเทศอื่นๆ ที่ถูกตรวจสอบ เช่น ไม่มีนโยบายแทรกแซงค่าเงินเหมือนสวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ หรือเวียดนาม และไม่มีเงินอุดหนุนส่งออกโดยตรงแบบบังกลadesh ทำให้ไทยมีจุดแข็งในการชี้แจง

ผลกระทบที่อาจเกิดกับ 3 สินค้าระส่ำ

สินค้า 3 กลุ่มที่ USTR จับตา มีดังนี้:

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน: สินค้าส่งออกหลักของไทย มูลค่าการเกินดุลสูง
  • เครื่องจักร: ใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตทั่วโลก
  • ยาง: ไทยเป็นผู้ผลิตยางรถยนต์รายใหญ่

หาก USTR พบว่านโยบายไทย “ไม่สมเหตุสมผลหรือเลือกปฏิบัติ” อาจนำไปสู่การเพิ่มภาษีศุลกากร โดยไม่มีเพดานอัตราภาษี เหมือนกรณีสหรัฐฯ เก็บภาษีจีนสูงถึง 100% ในอดีต อย่างไรก็ตาม นางศุภจี ยืนยันไม่หนักใจ เพราะไทยมีข้อมูลชี้แจงชัดเจน โดยเฉพาะประเด็นโลคอลคอนเทนต์

สถานการณ์นี้ไม่เพียงกระทบผู้ส่งออก แต่ยังส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งประเทศ ผู้ประกอบการควรติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิด เพื่อปรับกลยุทธ์การส่งออก

ในมุมมองของผู้เขียน สิ่งสำคัญคือการเร่งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย เช่น เพิ่มอัตราการใช้กำลังการผลิตและพัฒนานวัตกรรม เพื่อลดความเสี่ยงจากมาตรการการค้าต่างประเทศ ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการค้าอัปเดตล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา!

ที่มา – “ศุภจี” เปิดไทม์ไลน์แจง USTR ชี้ 3 สินค้าระส่ำ “ยานยนต์-เครื่องจักร-ยาง”

พาณิชย์ ถกแก้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ ล้างทุนนอมินี

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักผลไม้ไทยทุกท่าน วันนี้เรามาคุยกันเรื่องที่หลายคนกำลังกังวล นั่นคือ พาณิชย์ ถกแก้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เล็งจัดระเบียบทั้งระบบ-ล้างบางทุนนอมินี ครับ ปัญหานี้กระทบเกษตรกรผู้ปลูกมะพร้าวน้ำหอมของเราอย่างหนัก ราคาตกต่ำจนไม่คุ้มทุน แต่วันนี้กระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ จัดประชุมใหญ่เพื่อหาทางออกแบบยั่งยืนเลยนะ

พาณิชย์ ถกแก้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เล็งจัดระเบียบทั้งระบบ-ล้างบางทุนนอมินี

นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เปิดเผยหลังประชุมเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2567 ว่า สาเหตุหลักของราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำมาจากหลายปัจจัย เช่น ผลผลิตล้นตลาด โรงงานรับซื้อไม่ไหวเพราะคุณภาพไม่ตรงสเปกตลาด และที่สำคัญคือกลุ่มทุนต่างชาติใช้ ‘นอมินี’ แฝงตัวเข้ามาครองตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทำให้เกษตรกรไทยเสียเปรียบไปเต็มๆ รายได้น้อยเกินต้นทุน ดูแลต้นไม้ไม่ได้ดีพอ สุดท้ายช่องโหว่ให้ต่างชาติเข้ามา

ปัญหาหลักที่เกษตรกรเผชิญ

  • ผลผลิตมากเกินความต้องการตลาด (Supply เกิน Demand)
  • คุณภาพมะพร้าวไม่มาตรฐาน ทำให้ถูกปฏิเสธจากต่างประเทศ
  • ทุนนอมินีต่างด้าวครองธุรกิจ คิดราคารับซื้อต่ำ
  • ต้นทุนเพาะปลูกสูง แต่ขายได้ราคาถูก

ในที่ประชุมเชิญสภาอุตสาหกรรมราชบุรี สภาเกษตรกร สมาคมมะพร้าวน้ำหอมไทย และผู้ประกอบการกว่า 15 ราย มาระดมสมองกัน หาแนวทางปรับโครงสร้างทั้งระบบ ตั้งแต่จัดการผลผลิตให้พอดีตลาด ยกระดับคุณภาพ ขยายตลาดส่งออก และเข้มตรวจสอบนอมินี

แนวทางแก้ไขที่คาดหวังผล

  • บริหารจัดการ Supply-Demand: ป้องกันล้นตลาด ปรับราคาให้สมเหตุสมผล
  • ยกระดับคุณภาพ: มาตรฐานแปรรูป ไม่มีสารปนเปื้อน เพื่อส่งออกได้
  • ขยายตลาด: พัฒนาสินค้าพรีเมียม ส่งออกจีนและตลาดอื่นๆ เพิ่มในประเทศ
  • ล้างทุนนอมินี: ตรวจสอบเข้มตาม พ.ร.บ.ธุรกิจคนต่างด้าว พ.ศ.2542 และ พ.ร.บ.บัญชี

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ย้ำว่าการประชุมนี้คือจุดเริ่มต้นสร้างความยั่งยืนให้อุตสาหกรรมมะพร้าวน้ำหอมไทย ซึ่งมีศักยภาพสูงในตลาดโลก ต้องร่วมมือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ป้องกันเสียโอกาสแข่งขัน และเตือนคนไทยอย่าช่วยนอมินี มิฉะนั้นโดนโทษหนัก จำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือปรับ 100,000-1 ล้านบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ แถมปรับรายวันถ้าไม่เลิก

เชื่อว่าราคาจะดีขึ้นใน 1 เดือนข้างหน้า โดยเฉพาะตลาดจีนที่ฤดูหนาวผ่านไป จะดื่มเย็นเพิ่ม กระทรวงพาณิชย์จะบูรณาการทุกฝ่าย ไม่ใช่แค่หน่วยงานเดียว เพื่อใช้กับเกษตรอื่นๆ ด้วย สร้างตลาดเกษตรไทยที่โปร่งใส ยั่งยืน

ในฐานะคนไทยที่ชื่นชอบมะพร้าวน้ำหอมหวานหอมฉ่ำ ผมคิดว่านี่เป็นข่าวดีมาก ถ้าการจัดระเบียบสำเร็จ เกษตรกรจะมีรายได้มั่นคง ตลาดไทยแข็งแกร่งขึ้นแน่นอน เพื่อนๆ ลองติดตามพัฒนาการนะครับ ถ้ามีอัพเดทราคาใหม่ จะมาบอกต่อ สนับสนุนเกษตรกรไทยด้วยการซื้อสินค้าไทยกันเถอะ!

ที่มา – พาณิชย์ ถกแก้ราคามะพร้าวน้ำหอมตกต่ำ เล็งจัดระเบียบทั้งระบบ-ล้างบางทุนนอมินี

“อภิสิทธิ์” จี้ดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุน ลั่นทบทวนราคาพลังงาน

สถานการณ์ราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นในช่วงนี้กำลังสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนชาวไทยอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินที่รัฐบาลพยายามตรึงไว้ แต่เบื้องหลังนั้นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงต้องแบกรับภาระหนี้สินมหาศาล ล่าสุด “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน เพื่อช่วยลดภาระและป้องกันปัญหาในอนาคต นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งระบบ เพื่อให้เหมาะสมกับวิกฤติเศรษฐกิจปัจจุบัน

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์คลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊กส่วนตัวเมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2569 โดยชี้ให้เห็นว่าปัจจุบันค่าการกลั่นน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา สิ่งนี้ทำให้บริษัทน้ำมันได้กำไรส่วนต่างมหาศาล ขณะที่ประชาชนต้องเผชิญราคาน้ำมันแพง

อภิสิทธิ์เสนอว่ารัฐบาลควรนำกำไรส่วนนี้เข้าสู่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อชดเชยการตรึงราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละเกือบ 16 บาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงผิดปกติ หากไม่ทำเช่นนี้ กองทุนจะขาดสภาพคล่องและอาจนำไปสู่การปรับราคาขึ้นในอนาคต สร้างผลกระทบหนักต่อผู้ใช้รถใช้ถนน โดยเฉพาะรถบรรทุกและแท็กซี่ที่พึ่งพาดีเซลเป็นหลัก

กรณ์ จาติกวณิช เตือนฟันกำไร 3 เท่าใน 10 วัน กองทุนเสี่ยงหนี้อ่วม

ในโพสต์เดียวกัน นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้วิเคราะห์เพิ่มเติมว่า ประชาชนอาจไม่รู้ว่าราคาน้ำมันหน้าปั๊มยังนิ่งสนิทเพราะกองทุนชดเชย เมื่อวันที่ 11 มีนาคม ชดเชยดีเซลถึง 16.97 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 และ 95 ชดเชย 7.41 บาท รัฐประกาศตรึงดีเซลที่ 29.94 บาทต่อลิตรจนถึง 17 มีนาคม 2569 หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น ราคาอาจพุ่งสูงเพื่อให้ตลาดปรับตัวและส่งเสริมการประหยัดพลังงาน

ที่น่ากังวลคือค่าการกลั่นพุ่ง 3 เท่าใน 10 วัน จากเดิม 2 บาทต่อลิตร เป็น 6 บาท หมายความว่ารัฐกำลังใช้เงินภาษีประชาชนจ่ายกำไรให้บริษัทกลั่นน้ำมัน หากกระทรวงพาณิชย์ควบคุมให้ค่ากลั่นปกติที่ 2 บาท ราคาน้ำมันจะถูกลงทันที 4 บาทต่อลิตร ซึ่งจะช่วยลดภาระกองทุนได้อย่างมาก

  • ค่ากลั่นเพิ่มจาก 2 บาท เป็น 6 บาทต่อลิตร ในเวลาเพียง 10 วัน
  • กองทุนชดเชยดีเซล 16.97 บาท/ลิตร แก๊สโซฮอล์ 7.41 บาท/ลิตร
  • ตรึงราคาดีเซล 29.94 บาท จนถึง 17 มี.ค. 2569
  • หากไม่ดึงกำไรเข้าสกน กองทุนอาจขาดทุนหนัก ส่งผลราคาน้ำมันพุ่ง
  • ต้องทบทวนราคาก๊าซหุงต้มและไฟฟ้าด้วย เพื่อลดผลกระทบเศรษฐกิจ

วิกฤติพลังงานครั้งนี้เกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง สงครามรัสเซีย-ยูเครน และนโยบาย OPEC ที่ลดกำลังการผลิต ทำให้ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูง ในไทยที่นำเข้าน้ำมันเกือบ 100% จึงหลีกเลี่ยงผลกระทบไม่ได้ รัฐบาลต้องมีมาตรการเร่งด่วน ไม่ใช่แค่ตรึงราคา แต่ต้องปรับโครงสร้างให้โปร่งใสและยั่งยืน

การที่ “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่ากลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ถือเป็นข้อเสนอที่ตรงจุดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชน หากนำไปปฏิบัติ จะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาและลดการเก็งกำไร นอกจากนี้ การทบทวนโครงสร้างราคาพลังงานทั้งหมด รวมถึงก๊าซ LPG และไฟฟ้า จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวเร็วขึ้น โดยไม่ปล่อยให้เอกชนได้กำไรเกินควรในยามวิกฤติ

ในมุมมองของผู้เขียน ข้อเสนอนี้สมเหตุสมผลและควรเร่งดำเนินการ รัฐบาลไม่ควรละเลยเสียงสะท้อนจากฝ่ายค้านที่มุ่งช่วยเหลือประชาชน ชาวไทยทุกคนควรติดตามและกดดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คุณคิดเห็นอย่างไรกับข้อเสนอนี้? แสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความเพื่อให้ข้อมูลนี้แพร่กระจายสู่สาธารณะ

ที่มา – “อภิสิทธิ์” จี้รัฐดึงกำไรค่าการกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ลั่นต้องทบทวนโครงสร้างราคาพลังงาน

“ศุภจี” ตามติดสงครามตะวันออกกลาง ขออย่าตื่นตระหนก

สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังร้อนระอุขึ้นทุกวัน ทำให้หลายคนเริ่มกังวลกับผลกระทบที่อาจตามมา โดยเฉพาะราคาน้ำมันและสินค้าอุปโภคบริโภคที่อาจปรับตัวสูงขึ้น ล่าสุด “ศุภจี” ตามติดสงครามตะวันออกกลาง อย่างใกล้ชิด โดยนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญ เพื่อคลายความกังวลของประชาชน

“ศุภจี” ตามติดสงครามตะวันออกกลาง

นางศุภจี กล่าวในการให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนว่า รัฐบาลไทยได้จัดตั้ง ศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เพื่อติดตามเหตุการณ์แบบเรียลไทม์ โดยประสานงานกับทุกกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพลังงาน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงมหาดไทย เพื่อเตรียมมาตรการรับมือที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

ทุกวันเวลา 18.00 น. ศูนย์ฯ จะมีการแถลงข่าวอัปเดตสถานการณ์ล่าสุด เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ ไม่ใช่ข่าวลือที่อาจทำให้เกิดความตื่นตระหนกโดยไม่จำเป็น “เราติดตามวันต่อวัน และแจ้งให้ทุกคนทราบ หากมีอะไรเปลี่ยนแปลง จะรายงานทันที” นางศุภจี เน้นย้ำ

ขออย่าตื่นตระหนก รัฐบาลมีแผนชัดเจน

รัฐมนตรีศุภจี ย้ำชัดว่า ไม่ต้องตื่นตระหนก แต่ให้ช่วยกันติดตามข้อมูลอย่างใกล้ชิด รัฐบาลได้เตรียม "ฉากทัศน์" หรือสถานการณ์สมมติไว้หลายแบบแล้ว หากเป็นกรณีระยะสั้น จะใช้มาตรการที่เริ่มดำเนินการไปแล้ว เช่น การควบคุมราคาน้ำมันดีเซลและเบนซินให้คงที่ รวมถึงสำรองสินค้าจำเป็นในสต็อก

แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มาตรการเพิ่มเติมก็พร้อมออกมา เช่น การอุดหนุนราคาพลังงาน การกระจายสินค้าผ่านตลาดสดและห้างสรรพสินค้าที่ร่วมโครงการ และการควบคุมราคาสินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน 20 รายการ เพื่อให้ค่าครองชีพของประชาชนไม่พุ่งสูง

  • ติดตามแถลงข่าวทุกวัน 18.00 น. จากศูนย์ ศบก.
  • ใช้พลังงานอย่างประหยัด ลดการใช้น้ำมันส่วนบุคคล
  • ซื้อสินค้าจำเป็นในปริมาณเหมาะสม ไม่กักตุน
  • เลือกซื้อสินค้าจากผู้ประกอบการที่เข้าร่วมโครงการคุมราคา

ผลกระทบสงครามตะวันออกกลางต่อไทย

สงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะความตึงเครียดระหว่างอิสราเอล-อิหร่าน และกลุ่มฮูธีในเยเมน ส่งผลโดยตรงต่อเส้นทางขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญของโลก ราคาน้ำมันดิบ Brent พุ่งสูงขึ้นกว่า 10% ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในไทยมีแนวโน้มปรับขึ้นตาม หากยืดเยื้อ อาจกระทบค่าขนส่ง ค่าไฟฟ้า และราคาอาหารนำเข้า

อย่างไรก็ตาม ไทยมีสต็อกน้ำมันสำเร็จรูปเพียงพอใช้ได้ 3-6 เดือน และกำลังเจรจากับผู้ผลิตน้ำมันในตะวันออกกลางเพื่อหาแหล่งทางเลือกเพิ่มเติม นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าต่างประเทศเพื่อกระจายความเสี่ยง

ครม.หนุน Work from Home เพิ่มประสิทธิภาพ

นอกจากมาตรการทางเศรษฐกิจแล้ว คณะรัฐมนตรี (ครม.) ยังมีมติส่งเสริมการประชุมออนไลน์และการทำงานแบบ Work from Home (WFH) สำหรับหน่วยงานรัฐและเอกชนที่พร้อม โดยนางศุภจี มองว่านี่เป็นโอกาสทองในการทบทวนกระบวนการทำงานเก่าๆ นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาปรับใช้ ลดการเดินทาง ลดใช้พลังงาน และเพิ่ม productivity ในระยะยาว

“หน่วยงานไหนพร้อมก็เริ่มได้เลย ถือเป็นโอกาสปรับตัวให้เข้ากับยุคใหม่” เธอกล่าว หากสถานการณ์รุนแรงขึ้น WFH จะช่วยลดความเสี่ยงการแพร่กระจายโรคหรือปัญหาการจราจรที่อาจเกิดจากความตึงเครียดทางสังคม

สรุปแล้ว แม้สถานการณ์ “ศุภจี” ตามติดสงครามตะวันออกกลาง จะน่ากังวล แต่รัฐบาลไทยพร้อมรับมือเต็มที่ ประชาชนอย่างเราควรติดตามข้อมูลจากช่องทาง官方 หลีกเลี่ยงข่าวปลอม และช่วยกันประหยัดพลังงาน หากทุกคนร่วมมือ เราจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างราบรื่น คุณคิดเห็นอย่างไร ลองแชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมกดติดตามบล็อกเพื่ออัปเดตข่าวสารเศรษฐกิจล่าสุด!

ที่มา – “ศุภจี” ตามติดสงครามตะวันออกกลาง ขออย่าตื่นตระหนก ยันมีแผนคุมราคาสินค้า-พลังงาน

Scroll to top