กระทรวงพาณิชย์

พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันย่อยและคลังกักตุนน้ำมัน

สวัสดีครับทุกท่าน ในช่วงที่ราคาน้ำมันผันผวนแบบนี้ ข่าวการพบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมันยิ่งทำให้หลายคนกังวลใจ เพราะมันกระทบตรงถึงกระเป๋าตังค์ของเราเลยนะครับ ล่าสุดเมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2567 ที่กระทรวงยุติธรรม พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม พร้อมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่าง DSI ตำรวจ กรมการค้าภายใน และกรมธุรกิจพลังงาน ได้แถลงผลปฏิบัติการตรวจสอบ 4 จุดใหญ่ในจังหวัดระยอง ปทุมธานี สมุทรสาคร และขอนแก่น พบความผิดปกติหลายอย่างที่เข้าข่ายกักตุนน้ำมันชัดเจน

พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมัน

ปฏิบัติการนี้มาจากคำสั่งนายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ที่ให้ตรวจสอบตั้งแต่ต้นทางถึงปลายทาง โดยใช้ข้อมูลจากกรมธุรกิจพลังงานและหน่วยงานอื่นๆ ผลที่ได้คือพบพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงทำให้เกิดขาดแคลนน้ำมัน เช่น รถบรรทุกน้ำมันรับของจากคลังแต่ไม่ส่งปั๊ม หรือคลังใช้ไฟฟ้าผิดปกติช่วงราคาน้ำมันขึ้น พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร. เล่าว่าตรวจรถ 11,067 คัน พบ 1 เคสในอุดรธานีที่รถ 10 คันกักน้ำมัน 400,000 ลิตร แถมปั๊มแจ้งไม่มีของแต่จริงๆ มีรถส่ง ในระยองก็เจอคลังเก่าที่เคยเป็นปั๊ม ใช้ไฟพุ่งสูงผิดปกติ

รายละเอียดความผิดปกติในแต่ละพื้นที่

มาดูกันทีละจุดครับ ในระยอง พบโรงกลั่นขนาดย่อยที่เป็นผู้ค้าน้ำมันมาตรา 10 แต่ไม่จดทะเบียนครบถ้วน มีจำหน่ายน้ำมันทดแทนอุตสาหกรรมเกินกำหนด ยังรับจ้างขนส่งโดยไม่จดทะเบียนอีก ส่วนสมุทรสาคร โรงกลั่นเล็กผลิตดีเซล มีปั๊มในตัวแต่ไม่ขออนุญาต ถังเก็บเปลี่ยนวัตถุประสงค์ไม่แจ้ง เจ้าหน้าที่เก็บตัวอย่างน้ำมันส่งแล็บตรวจด้วย ปทุมธานี คลังใช้ไฟฟ้าสูงผิดปกติช่วง 9-10 มี.ค. และ 26 มี.ค. ที่ราคาขึ้น ขอนแก่นก็เกี่ยวข้องกับรถเบี่ยงทาง

  • กวดขันการประวิงขนส่งทางทะเลจากโรงกลั่นกรุงเทพ แหลมฉบัง มาบตาพุด ไปคลังใหญ่
  • เข้มงวดคลังใหญ่ปฏิเสธขายให้ปั๊มปลายทาง
  • ปราบการขนน้ำมันออกนอกเส้นทางเพื่อกักตุน

พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดี DSI บอกว่าทุกกรณีอาจผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยสินค้าและบริการฯ รวมถึงห้ามทำให้ราคาผันผวนโดยจงใจ จะเสนอบอร์ดคดีพิเศษพิจารณา นายวุฒิทัต รองอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน ย้ำโทษหนัก เช่น จำคุก 6 เดือน-2 ปี ปรับ 50,000-200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ขึ้นกับมาตรา

จากข้อมูลทั้งหมด จะขยายผลต่อ ตรวจคลัง 92 แห่ง รถทุกคัน และปั๊มทุกแห่ง เพื่อไม่ให้เกิดซ้ำ ประชาชนอย่างเราต้องช่วยแจ้งเบาะแสด้วยนะครับ

ในมุมผมคิดว่าการกักตุนน้ำมันแบบนี้ไม่ใช่แค่ผิดกฎหมาย แต่ทำลายความเชื่อมั่นระบบพลังงานของประเทศ ส่งผลให้ราคาพุ่ง ประชาชนเดือดร้อน ลองนึกภาพปั๊มแห้งเหือดตอนเราต้องการใช้รถด่วนๆ สิครับ เจ้าหน้าที่ทำดีมากที่เร่งมือ หวังว่าจะจับตัวการใหญ่ได้หมด

คุณเคยเจอปั๊มน้ำมันขาดแคลนบ้างไหม? แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ทราบ เพื่อเฝ้าระวังกันนะครับ!

ที่มา – พบ 4 โรงกลั่นน้ำมันขนาดย่อยและบริษัทคลังน้ำมัน อาจเข้าข่ายกักตุนน้ำมัน

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้

วันนี้ (8 เมษายน 2569) มีข่าวการเมืองเศรษฐกิจที่น่าสนใจ เมื่อ “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว ซึ่งเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลชุดใหม่กำลังเร่งมือช่วยเหลือประชาชนท่ามกลางสถานการณ์ยากลำบากทั้งในและต่างประเทศ โครงการคนละครึ่ง พลัส ถือเป็นนโยบายยอดฮิตที่เคยช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากได้ดีในอดีต และตอนนี้กำลังจะกลับมาอีกครั้ง

“ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เริ่มวันทำงานรอบสองด้วยการไหว้ศาลพระภูมิเจ้าที่และศาลตาศาลยายที่ทำเนียบรัฐบาล เวลา 07.59 น. เพื่อขอพรให้การทำงานราบรื่น โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพราะสถานการณ์โลกกำลังเผชิญสงครามและวิกฤตต่างๆ ต้องเข้มแข็งเพื่อดูแลประชาชนให้ดีที่สุด

ภราดร รับกำกับดูแลสำนักงบประมาณและ ป.ป.ท.

ตามคำสั่งนายกฯ วันที่ 7 เมษายน นายภราดรได้รับมอบหมายกำกับดูแล สำนักงบประมาณ และ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ซึ่งสำนักงบประมาณเป็นหน่วยงานที่เคยดูแลมาก่อน จึงพร้อมสานต่อทันที

สำหรับการประชุมครม.ครั้งแรก 11 เมษายน จะเสนอปฏิทินจัดทำร่างงบประมาณปี 2570 เพื่อกำหนดทิศทางชัดเจน ไม่ให้ล่าช้า เริ่มใช้ 1 ตุลาคม 2569 นายกฯ กำชับให้งบฯ เข้ากับสถานการณ์ ชะลอโครงการไม่จำเป็น นำเงินมาช่วยประชาชนก่อน

  • เริ่มนับหนึ่งปฏิทินงบ 11 เมษายน
  • หน่วยงานเสนอคำขอใช้เงิน เดดไลน์พฤษภาคม
  • คัดกรองและอนุมัติ ล่าช้าสูงสุด 15-20 วัน
  • เสร็จทัน 1 ตุลาคม เพื่อใช้จริง

อัปเดต “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” เรื่องงบคนละครึ่ง พลัส

นายภราดรยืนยันว่าจะหารือกับนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และรมว.คลัง วันนี้ เพื่อหาแหล่งงบสำหรับ “คนละครึ่ง พลัส” และโครงการไทยช่วยไทย ซึ่งเป็นโครงการใหญ่ช่วยประชาชน โดยใช้ พ.ร.บ.โอนงบฯ คาดเริ่มมิถุนายน

งบกลางเพียงพอหรือไม่? นายภราดรชี้ว่าน่าจะพอ เพราะนายกฯ สั่งชะลอโครงการไม่เร่งด่วน นำงบมาช่วยประชาชนก่อน รายละเอียดจำนวนสิทธิ์ (อาจ 20 ล้านคนเหมือนเดิม?) วงเงิน และโครงสร้าง อยู่ระหว่างออกแบบโดยกระทรวงการคลัง ร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ พลังงาน ยืนยันเฟสแรกเร็วที่สุด

โครงการคนละครึ่ง พลัส จะช่วยลดภาระค่าครองชีพ กระตุ้นการบริโภคในร้านค้าชุมชน เหมือนเฟสก่อนที่ประสบความสำเร็จ ลดการตกงาน และหมุนเงินในระบบ สถานการณ์ปัจจุบันคล้ายโควิด รัฐบาลต้องรับมือหนัก แต่พร้อมเต็มที่

นอกจากนี้ ยังตอบโต้ฝ่ายค้านเรื่อง “รวยไม่ไหวแล้ว” ว่าสถานการณ์ตอนนี้รุนแรงไม่แพ้โควิด รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า

สรุปแล้ว “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ แสดงถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที โครงการนี้คาดว่าจะเป็นตัวช่วยสำคัญฟื้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะ SME และผู้มีรายได้น้อย

ความเห็นส่วนตัว: นโยบายแบบนี้ตอบโจทย์มากในยุคเศรษฐกิจซบเซา หากดำเนินเร็วจริง จะช่วยให้ประชาชนมีกำลังซื้อเพิ่ม และเศรษฐกิจหมุนเวียนได้ดีขึ้น คุณล่ะคิดยังไง? ลองแชร์ประสบการณ์ใช้คนละครึ่งเฟสเก่าในคอมเมนต์ด้านล่าง และกดแชร์บทความนี้เพื่อให้เพื่อนๆ ได้รับรู้ข้อมูลอัปเดต!

ที่มา – “ภราดร” จ่อหารือ “เอกนิติ” งบฯ “คนละครึ่ง พลัส” วันนี้ ยันจะดำเนินการเฟสแรกให้เร็ว

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก หลังจากสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็นสัญญาณดีต่อห่วงโซ่อุปทานของไทย โดยเฉพาะสินค้าสำคัญอย่างเม็ดพลาสติกที่กำลังเผชิญวิกฤตราคาพุ่งสูง นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เป็นประธานการประชุมสำคัญเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2569 ที่ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล เพื่อหาแนวทางบริหารจัดการปัญหานี้

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก

การประชุมครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมสำคัญ เช่น นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และประธานบอร์ด ปตท. รวมถึงนายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ทุกฝ่ายมาร่วมถกเถียงเพื่อหาทางออกให้กับภาคอุตสาหกรรมที่พึ่งพาเม็ดพลาสติกเป็นวัตถุดิบหลัก เม็ดพลาสติกถูกประกาศเป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่วันที่ 25 มีนาคม 2569 เนื่องจากราคาพุ่งสูงจากปัญหาการขาดแคลนทั่วโลก โดยเฉพาะจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบการผลิต petrochemical

นางศุภจี เปิดเผยก่อนประชุมว่า การหยุดยิงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านจะช่วยให้การขนส่งสินค้าคล่องตัวขึ้น รัฐบาลจะสามารถควบคุมสินค้าต้นทางได้ดีกว่าเดิม โดยจะตรวจสอบสต็อกและต้นทุนอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน หากสถานการณ์สงบจริง จะเป็นผลดีต่อผู้ประกอบการไทยที่ต้องนำเข้าวัตถุดิบเหล่านี้

มองเป็นผลดีหลังสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์

วิกฤตเม็ดพลาสติกส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมหลายแห่งในไทย เช่น การผลิตบรรจุภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์พลาสติก และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ราคาที่พุ่งสูงทำให้ต้นทุนการผลิตเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อราคาสินค้าสำหรับผู้บริโภค การหยุดยิงครั้งนี้คาดว่าจะช่วยลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักในการผลิตเม็ดพลาสติก นางศุภจี ย้ำว่าการประชุมจะหารือถึงสต็อกปัจจุบัน สาเหตุราคาขึ้น และแนวทางร่วมกับกระทรวงอุตสาหกรรม

  • ตรวจสอบสต็อกเม็ดพลาสติกทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็น PE, PP, PET
  • ประเมินต้นทุนและปริมาณนำเข้าเพื่อป้องกันการกักตุน
  • ส่งเสริมการรีไซเคิลขยะพลาสติก ซึ่งไทยมีขยะพลาสติกจำนวนมากแต่รีไซเคิลได้เพียง 20% เท่านั้น
  • ประสานงานระหว่างกระทรวงพาณิชย์และอุตสาหกรรมเพื่อมาตรการควบคุมราคา

นอกจากนี้ ยังมีการพูดถึงการลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมในประเทศให้ผลิตเม็ดพลาสติกจากน้ำมันปิโตรเลียมของไทยเอง ผ่านบริษัทอย่าง ปตท. เพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

“ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่กระทบประชาชนและผู้ประกอบการ การดำเนินการอย่างรวดเร็วจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ทันท่วงที โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวจากโควิด-19

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์นี้เป็นโอกาสให้ไทยเร่งพัฒนาการรีไซเคิลและ circular economy สำหรับพลาสติก เพื่อลดผลกระทบจากความขัดแย้งโลกในอนาคต หากทำได้สำเร็จ จะไม่เพียงแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ยังยกระดับอุตสาหกรรมไทยให้ยั่งยืนยิ่งขึ้น

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและการเมืองล่าสุดได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างชาญฉลาด

ที่มา – “ศุภจี” นั่งหัวโต๊ะ ถกรับมือวิกฤตเม็ดพลาสติก มองเป็นผลดีหลังสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงอิหร่าน 2 สัปดาห์

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อก! วันนี้เรามาคุยกันแบบเป็นกันเองเรื่องดราม่าการเมืองร้อนๆ ล่าสุดที่กำลังเป็นกระแส นั่นคือ “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ เรื่องนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันแพงที่คนไทยทุกคนกำลังปวดหัวกันถ้วนหน้า แล้วนักการเมืองสองท่านนี้ปะทะกันหนักแค่ไหน มาฟังกันเลยครับ

“สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

วันที่ 29 มีนาคม 2567 (ในเนื้อหา original เขียน 2569 คงพิมพ์ผิด) นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รองหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ออกมาโต้กลับแบบแซ่บๆ ใส่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่วิจารณ์ว่านางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังละเว้นหน้าที่ เพราะไม่เข้าไปแทรกแซงราคาน้ำมัน

นายสิริพงศ์บอกชัดเจนเลยครับ ว่ากระทรวงพาณิชย์ไม่มีอำนาจตามกฎหมายจะไปกำหนดหรือแทรกแซงราคาน้ำมันได้ ถ้าทำไปจะผิดกฎหมายซะเอง! อ้างอิงคำพิพากษาศาลปกครองชัดๆ คดีดำที่ 1872/2556 และคดีแดงที่ 1937/2561 ศาลยืนยันว่ากระทรวงพาณิชย์ ไม่มีอำนาจ กำหนดราคาน้ำมันเชื้อเพลิง

ทำไมกระทรวงพาณิชย์ถึงแทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้?

ย้อนประวัติศาสตร์หน่อยนะครับ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 รัฐบาลไทยยกเลิกการควบคุมราคาน้ำมัน ให้เป็นไปตามกลไกตลาดเสรี มีกระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างกรมธุรกิจพลังงาน คณะกรรมการกำกับดูแลพลังงาน (กกพ.) และกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงคอยดูแลโดยตรง ส่วนคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) และกระทรวงพาณิชย์ มีหน้าที่แค่ตรวจสอบการแสดงราคาและป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าทั่วไปเท่านั้น ไม่ใช่กำหนดราคาน้ำมัน

นอกจากศาลปกครองแล้ว ผู้ตรวจการแผ่นดินก็วินิจฉัยชัดว่าอำนาจกำกับดูแลราคาน้ำมันอยู่ที่ กระทรวงพลังงาน 100% ศาลปกครองสูงสุดยังยืนยันคำพิพากษาศาลปกครองกลางด้วย ดังนั้นถ้านายพีระพันธุ์แนะนำให้รัฐมนตรีพาณิชย์ทำตามนั้น ก็เท่ากับวางกับดักให้ผิดกฎหมายเลยครับ นายสิริพงศ์แซวด้วยว่านายพีระพันธุ์เป็นนักกฎหมาย จะไม่รู้ได้ไง หรือแค่อยากหาแสงสปอตไลต์แบบ 2-in-1?

  • คำพิพากษาศาลปกครองหลักๆ: คดีดำ 1872/2556 และคดีแดง 1937/2561 ยืนยันไม่มีอำนาจ
  • ผู้ตรวจการแผ่นดิน: อำนาจอยู่กระทรวงพลังงาน พาณิชย์แค่ตรวจราคา
  • โครงสร้างราคาน้ำมัน: ขึ้นกับราคานานาชาติ + ภาษี + กองทุนน้ำมัน

นายพีระพันธุ์เคยมีอำนาจเต็ม ทำไมไม่ทำ?

จุดแซ่บสุดที่นายสิริพงศ์ชี้ คือตอนนายพีระพันธุ์เคยเป็นรัฐมนตรี มีอำนาจดูแลโครงสร้างพลังงานมานาน เห็นราคาน้ำมันถูกแพงหมดแล้ว ทำไมไม่จัดการให้เสร็จสักที? มาวิจารณ์รัฐบาลรักษาการที่ยังไม่มีอำนาจเต็ม ครม.ใหม่ยังไม่มาเลย จะเก่งอะไรตอนนี้ล่ะ?

จริงๆ แล้วโครงสร้างราคาน้ำมันไทยซับซ้อนมากนะครับ ประกอบด้วยต้นทุนนำเข้า ภาษีศุลกากร ภาษีสรรพสามิต ค่า refinery และกองทุนน้ำมันที่ช่วยอุดหนุน ประชาชนเห็นแค่ราคาปั๊ม แต่เบื้องหลังมีปัจจัยโลกอย่างสงครามยูเครน OPEC ลดผลิต ปรับตัวยากจริงๆ รัฐบาลปัจจุบันก็พยายามลดภาษี ปล่อยกองทุน แต่ก็มีขีดจำกัด

จากประเด็น “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้ ทำให้เห็นชัดว่าการเมืองไทยชอบจับผิดกัน แต่ขาดการเสนอทางออกจริงจัง ถ้าทุกพรรคช่วยกันผลักดันนโยบายพลังงานยั่งยืน เช่น ส่งเสริม EV ลดนำเข้าน้ำมัน คงดีกว่านี้

ส่วนตัวผมคิดว่าปัญหาคือระบบมากกว่านักการเมืองคนใดคนหนึ่ง ควรโฟกัสที่การปฏิรูประบบกองทุนน้ำมันและภาษีให้โปร่งใสมากขึ้น คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? ราคาน้ำมันแพงแบบนี้ รัฐควรทำอะไรเพิ่ม? คอมเมนต์แชร์ความเห็นด้านล่างเลยครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อ จะได้เข้าใจประเด็นชัดเจนขึ้น!

ที่มา – “สิริพงศ์” ซัด “พีระพันธุ์” เก่งแต่วิจารณ์ ผลงานอยู่ไหน ยันพาณิชย์แทรกแซงราคาน้ำมันไม่ได้

กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง

สถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยังคงรุนแรง ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการขนส่งสินค้าไทย โดยเฉพาะเรือสินค้าที่ตกค้างตามท่าเรือต่างๆ ทั่วโลก ล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน ในการประชุมศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2569 นายอรรถพล ฤกษ์พิบูล รมว.พลังงาน ได้เป็นประธานแทนรองนายกฯ พิพัฒน์ รัชกิจประการ

กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง

หลังการประชุม นายประคัลร์ กอดำรงค์ อัครราชทูตฝ่ายการพาณิชย์ ได้แถลงถึงมาตรการสำคัญ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้มอบหมายให้ทูตพาณิชย์ทั้ง 58 แห่งทั่วโลก รายงานสถานการณ์เรือสินค้าไทยที่ติดค้างอย่างใกล้ชิด รวมถึงหาช่องทางนำเรือกลับประเทศ โดยประสานงานกับท่าเรือรองเพื่อขนถ่ายสินค้าให้สะดวกที่สุด ช่วยลดผลกระทบต่อผู้ส่งออกรายย่อยและอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการส่งออกทางทะเล

ปัญหาเรือสินค้าไทยตกค้างเกิดจากความขัดแย้งที่ทำให้เส้นทางการขนส่งทางเรือหยุดชะงัก สินค้าไทยอย่างข้าว ยางพารา อาหารแปรรูป และสินค้าอุตสาหกรรม ติดอยู่ตามท่าเรือในตะวันออกกลางและเส้นทางสำคัญ ส่งผลให้ต้นทุน物流พุ่งสูงขึ้น ค่าประกันภัยเรือเพิ่ม และความล่าช้าที่อาจทำให้สูญเสียตลาดส่งออก

มาตรการช่วยเหลือ 4 กลุ่มประชาชนจากผลกระทบวิกฤต

นอกจากการติดตามเรือสินค้าแล้ว ศบก. ยังกำหนดมาตรการบรรเทาผลกระทบค่าครองชีพ โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลัก เพื่อครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานทั้งระบบ

  • กลุ่มเปราะบาง: ลดค่าครองชีพทันทีผ่านโครงการไทยช่วยไทย และธงฟ้าราคาประหยัด รวมสินค้าควบคุมราคา 66 รายการ ตาม พ.ร.บ. ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542
  • กลุ่มเกษตรกร: ลดต้นทุนด้วยโครงการธงเขียวพลัส สนับสนุนปุ๋ยอินทรีย์ ลดพึ่งพาปุ๋ยเคมีนำเข้า
  • กลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย: เชื่อมโยงไทยช่วยไทยกับผู้ประกอบการท้องถิ่น สนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำจากธนาคารรัฐ และกำกับราคาปุ๋ย อาหารสัตว์ วัตถุดิบ
  • กลุ่มผู้ส่งออก: บริหารต้นทุนขนส่ง ประสานค่าจ้างเรือ หาทางปลดล็อกเรือตกค้าง โดยกระทรวงพาณิชย์ร่วมสภาหอการค้า

มาตรการเหล่านี้ช่วยรักษาความสามารถแข่งขันของผู้ส่งออกไทย ท่ามกลางวิกฤตที่ทำให้ราคาน้ำมันและค่าขนส่งพุ่ง นอกจากนี้ กรมสารนิเทศ กระทรวงการต่างประเทศ ยังย้ำว่าสถานการณ์ตะวันออกกลางยังน่าเป็นห่วง แม้มีการเจรจาแต่ความรุนแรงยังมีต่อเนื่อง

กรณีช่วยเหลือคนไทยในพื้นที่ เช่น รับศพนายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยที่เสียชีวิตจากสะเก็ดระเบิดในอิสราเอล และติดตามลูกเรือ 3 คนบนเรือมยุรีนารี รวมถึงเรือสินค้าอื่นๆ ที่ตกค้าง ศบก. จะประชุมกลุ่มย่อยต่อไป

กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง ถือเป็นก้าวสำคัญในการรับมือวิกฤต สะท้อนความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการปกป้องเศรษฐกิจไทยจากปัจจัยภายนอก ผู้ส่งออกควรติดตามข้อมูลจากทูตพาณิชย์และใช้ท่าเรือทางเลือกเพื่อลดความเสี่ยง

ในมุมมองของเรา สถานการณ์นี้เน้นย้ำถึงความจำเป็นต้องกระจายความเสี่ยงการส่งออก ไม่พึ่งเส้นทางใดเส้นทางหนึ่งมากเกินไป และเร่งพัฒนาการขนส่งทางรางหรืออากาศเป็นตัวสำรอง หากคุณเป็นผู้ประกอบการ สามารถติดตามอัปเดตเพิ่มเติมและแชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์ด้านล่างได้เลย เพื่อช่วยกันหาทางออก!

ที่มา – กระทรวงพาณิชย์ มอบทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลก ติดตามเรือสินค้าไทยตกค้าง

ศบก.ไฟเขียวตั้งคณะทำงานดูแลเรือสินค้าไทยฮอร์มุซ

สวัสดีครับทุกท่าน วันนี้เรามีข่าวอัพเดทสำคัญจากที่ประชุมศบก. หรือศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการขาดแคลนพลังงานและค่าครองชีพ ที่เพิ่งเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2569 โดยมีประเด็นร้อนที่ทุกคนจับตามอง นั่นคือ ศบก. ไฟเขียว เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่กระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก

ศบก. ไฟเขียว เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ที่ประชุมซึ่งนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน ได้รับทราบความคืบหน้าการทำงานบูรณาการระหว่างหน่วยงานต่างๆ เพื่อติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบต่อราคาพลังงาน ค่าครองชีพ การสู้รบในตะวันออกกลาง และการอพยพคนไทยจากพื้นที่เสี่ยง กรมประชาสัมพันธ์ยังกำหนดเป้าหมายประชาสัมพันธ์ชัดเจน 3 ข้อ คือ 1. จัดการข้อมูลเท็จอย่างรวดเร็ว 2. อยู่ข้างประชาชนเสมอ 3. เอาจริงกับคนเอาเปรียบประชาชน

อัพเดทสถานการณ์พลังงานและมาตรการบรรเทาผลกระทบ

กระทรวงพลังงานรายงานว่ายังใช้กองทุนน้ำมันอุดหนุนราคาอยู่ พร้อมภาพรวมห่วงโซ่อุปทานดีเซลและเบนซิน ตั้งแต่จัดหาน้ำมันดิบ ผลิต ส่งออก และจำหน่าย นอกจากนี้ มีความคืบหน้าการสนับสนุนน้ำมัน B20 ที่ผู้ค้าน้ำมันเริ่มทยอยจำหน่ายแล้ว โดยบางจากเป็นรายแรกเมื่อ 25 มีนาคม 2569 ที่โรงกลั่นพระโขนง ขายตรงให้ภาคอุตสาหกรรม ส่วนเว็บแอป Fuel-Now ก็กำลังขอความร่วมมือรายงานข้อมูลเพื่อให้ประชาชนเช็คราคาได้สะดวก

ผลการตรวจคลังน้ำมันวันที่ 24 มีนาคม โดยกรมธุรกิจพลังงาน ร่วมตำรวจนครบาล DSI และกระทรวงพาณิชย์ ไม่พบผิดปกติ คลังทุกแห่งติดประกาศราคาชัดเจน ปริมาณจ่ายน้ำมันเดือนมีนาคมใกล้เคียงหรือสูงกว่าเดือนก่อนๆ ด้วยครับ

ที่ประชุมศบก.

มาตรการกระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพและสินค้าตกค้าง

กระทรวงพาณิชย์โฟกัส 4 กลุ่มเป้าหมายหลักเพื่อลดภาระประชาชน:

  • กลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย: โครงการไทยช่วยไทย และธงฟ้าราคาประหยัด คัดสินค้าจำเป็นราคาพิเศษ เพิ่มสินค้าควบคุมจาก 59 เป็น 66 รายการ
  • เกษตรกร: ขยายธงเขียวพลัส จัดหาปุ๋ยเคมีราคาต่ำ ส่งเสริมปุ๋ยอินทรีย์ลดต้นทุน
  • SMEs: สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) เชื่อมโยงผู้ผลิตใหญ่กับรายย่อย รักษาสภาพคล่อง
  • ผู้ส่งออก: ร่วมสมาคมติดตามโลจิสติกส์ ค่าประกันภัย หาช่องทางส่งออกใหม่

ที่สำคัญ กระทรวงพาณิชย์ประสานแก้ปัญหาสินค้าตกค้างในเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ โดยติดต่อผู้นำเข้าในปลายทางหรือประเทศใกล้เคียงรับซื้อ ลดความเสียหายให้ผู้ส่งออกไทย โดยตรงเชื่อมโยงกับประเด็น ศบก. ไฟเขียว เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่จะช่วยจัดลำดับความสำคัญสินค้าและเรือไทยให้ผ่านจุดเสี่ยงได้ปลอดภัย

สถานการณ์ตะวันออกกลางและการดูแลคนไทย

กระทรวงการต่างประเทศแจ้งว่าสถานการณ์สู้รบรุนแรงขึ้น ไม่มีสัญญาณเจรจา จะติดตามต่อเนื่อง วันนี้ยังมีพิธีรับศพนายชัยวัฒน์ แววนิล แรงงานไทยเสียชีวิตในอิสราเอล 18 มีนาคม ณ สุวรรณภูมิ ก่อนนำไปประกอบพิธีที่ชัยภูมิ

สรุปที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อยทันที เพื่อพิจารณาลำดับเรือและสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ นี่คือมาตรการเชิงรุกที่รัฐบาลไทยแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อเศรษฐกิจและประชาชนครับ

ในมุมมองผม การเคลื่อนไหวแบบนี้เป็นสัญญาณดีมาก เพราะช่องแคบฮอร์มุซเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่ขนส่งน้ำมันกว่า 20% ของโลก หากเรือไทยติดขัดจะกระทบหนักต่อการนำเข้า-ส่งออก แนะนำให้ผู้ประกอบการติดตามประกาศจากหน่วยงานอย่างใกล้ชิด และเตรียมแผนสำรองไว้ด้วยนะครับ ศบก. ไฟเขียว เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะช่วยให้ทุกอย่างคลี่คลายเร็วขึ้นแน่นอน

คุณมีประสบการณ์เกี่ยวกับปัญหาโลจิสติกส์หรือไม่? แชร์ในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ได้อ่านด้วยนะครับ เพื่อให้ทุกคนเตรียมตัวรับมือสถานการณ์ได้ทันท่วงที!

ที่มา – ศบก. ไฟเขียว เตรียมตั้งคณะทำงานกลุ่มย่อย ดูแลเรือสินค้าไทยผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

ดูแลสินค้าจำเป็น: ศุภจีรับคุมราคาไม่ทั้งหมด

ช่วงนี้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นลิตรละ 6 บาท ทำเอาประชาชนหลายคนกังวลว่าราคาสินค้าต่างๆ จะตามมาแพงตามไปด้วย ล่าสุด นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาให้ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการ ดูแลสินค้าจำเป็น เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้ประชาชนในยามวิกฤตนี้ โดยยอมรับตรงๆ ว่าทางรัฐไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าทุกตัวได้ทั้งหมด แต่จะโฟกัสไปที่สินค้าจำเป็นที่กระทบชีวิตประจำวันของคนไทยเป็นหลัก

ดูแล “สินค้าจำเป็น” ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยสุด

นางศุภจี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีมาตรการช่วยเหลือเร่งด่วน 7 มาตรการ โดยกระทรวงพาณิชย์จะช่วยกลุ่มเปราะบางที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผ่านโครงการ “ไทยช่วยไทย” คัดสินค้าเฮาส์แบรนด์และแบรนด์รองที่ใช้ประจำวันมาขายราคาพิเศษ กระจายไป 77 จังหวัดทั่วประเทศ เริ่มเมษายน-พฤษภาคม 2569 นอกจากนี้ยังมีงานธงฟ้าลดราคาสินค้าจำเป็น ตั้งแต่มีนาคม-สิงหาคม 2569 เพื่อสกัดการฉวยโอกาสขึ้นราคาในช่วงวิกฤต

เพิ่มสินค้าและบริการควบคุมใหม่ 7 รายการ

ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เมื่อ 25 มีนาคม 2569 มีมติเพิ่มสินค้าและบริการในบัญชีควบคุมอีก 7 รายการ หลังรับฟังความเห็นทุกฝ่ายแล้ว โดยมีความจำเป็นเร่งด่วน ทำให้ยอดรวมเพิ่มจาก 59 เป็น 66 รายการ คาดเสนอ ครม. 31 มีนาคม 2569 สินค้าใหม่ ได้แก่:

  • เม็ดพลาสติก
  • มะพร้าวผลอ่อนและผลิตภัณฑ์
  • ปลากะพงขาว
  • น้ำดื่มบรรจุขวด
  • น้ำปลา
  • ซีอิ๊ว
  • กากถั่วเหลือง

สำหรับเม็ดพลาสติก มะพร้าวผลอ่อน ปลากะพงขาว จะมีมาตรการทางกฎหมายต้องแจ้งราคาและปริมาณ ส่วนน้ำดื่ม น้ำปลา ซีอิ๊ว กากถั่วเหลือง ขึ้นบัญชีไว้เพื่อพร้อมใช้กฎหมายหากมีปัญหา

นอกจากนี้ ยังเพิ่มมาตรการเข้มงวดกับสินค้าไก่ สุกร ไข่ไก่ โดยใช้มาตรา 27 พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ.2542 สามารถกำหนดราคา กำไรสูงสุด ห้ามส่งออก-นำเข้า หรือห้ามจำหน่ายได้ทันทีหากจำเป็นเร่งด่วน

สำหรับน้ำตาลทราย ต้องแจ้งกรมการค้าภายในก่อนปรับราคา ส่วนยารักษาโรค เวชภัณฑ์ บริการขนส่งออนไลน์ รอราคาฐานจาก อย. สบส. กขค. และกระทรวงดิจิทัล

ยกระดับมาตรการสินค้าควบคุม 8 รายการ

ยกระดับสินค้าอุปโภค 6 รายการ จากแจ้งราคาเป็นต้องขออนุญาตก่อนปรับ เช่น กระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย สบู่ รวมน้ำมันปาล์มดิบต้องขออนุญาตส่งออก น้ำมันปาล์มขวดขออนุญาตปรับราคา หอมหัวใหญ่แจ้งข้อมูลนำเข้า-คงเหลือ

“ในสถานการณ์ไม่ปกติ ยอมรับว่าไม่สามารถควบคุมราคาสินค้าได้ทั้งหมด แต่ได้เลือกดูแลสินค้าจำเป็นที่กระทบประชาชนโดยตรง หากพบการเอาเปรียบ แจ้งมาได้ รัฐพร้อมตรวจสอบทันที” นางศุภจีย้ำ ปัจจุบันดีเซลขึ้นลิตรละ 9 บาท ยังไม่มีผู้ประกอบการขอขึ้นราคา แต่กรมการค้าภายในวิเคราะห์ผลกระทบแล้ว

ด้านนายสมชาย พรรัตนเจริญ ที่ปรึกษาสมาคมค้าส่ง-ปลีกไทย ชี้ว่าราคาน้ำมันขึ้นกระทบขนส่งรายย่อย บางเส้นทางหยุดวิ่งแล้ว เช่น สิงห์บุรี-ขอนแก่น ต้นทุนขึ้น 30% สินค้าที่เสี่ยง ได้แก่ เหล้าเบียร์ น้ำดื่ม เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำปลา ซีอิ๊ว แต่ยังไม่มีปรับราคา

การดูแลสินค้าจำเป็นครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับค่าครองชีพประชาชน แม้สถานการณ์ยากลำบาก แต่มาตรการเหล่านี้ช่วยสกัดการเก็งกำไรได้ดี หากคุณพบราคาสินค้าแปลกๆ แจ้งกรมการค้าภายในได้เลย เพื่อความเป็นธรรมแก่ทุกคน

ติดตามข่าวอัพเดทมาตรการเศรษฐกิจและเคล็ดลับประหยัดเงินในช่วงราคาน้ำมันแพงได้ที่บล็อกนี้!

ที่มา – ดูแล “สินค้าจำเป็น” ให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยสุด “ศุภจี” รับคุมราคาสินค้าไม่ได้ทั้งหมด

“ไผ่” แฉปุ๋ยยูเรียใกล้วิกฤต จี้รัฐแก้ด่วน

สถานการณ์ปุ๋ยยูเรียในไทยกำลังตึงเครียดสุดๆ เมื่อ “ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ออกมาแฉปุ๋ยยูเรียใกล้วิกฤต เสี่ยงขาดแคลนก่อนเทศกาลสงกรานต์นี้พอดี เกษตรกรนับล้านรายอาจเดือดร้อนหนักหากรัฐบาลไม่รีบแก้ปัญหา วันนี้เราจะมาวิเคราะห์กันให้ชัดๆ ว่าปัญหานี้คืออะไร และจะกระทบยังไงกับพี่น้องชาวนา

ข้อมูลปริมาณปุ๋ยยูเรียคงเหลือ

“ไผ่” แฉปุ๋ยยูเรียใกล้วิกฤต เกิดอะไรขึ้นบ้าง

เมื่อวันที่ 26 มีนาคม 2569 เวลา 17.20 น. นายไผ่ ลิกค์ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว พร้อมรูปภาพข้อมูลปริมาณปุ๋ยคงเหลือของผู้นำเข้าและผู้ผลิต ณ วันที่ 10 มีนาคม (รวบรวม 17 มีนาคม) เขาย้ำชัดว่า “ความจริงมีเพียงหนึ่งเดียว เราต้องบอกให้เกษตรกรเตรียมตัว ใครที่บอกว่าปุ๋ยมีพอ มันเป็นเรื่องไม่จริง” โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรีย (40-0-0) ที่ใช้กับนาข้าวหลังต้นข้าวเริ่มโต ก่อนสงกรานต์น่าจะไม่พอแล้ว

ไผ่ ลิกค์ กราบขอร้องรัฐบาลให้เอาความจริงออกมาพูดและแก้ปัญหาด่วน อย่าปล่อยให้เกษตรกรเสี่ยงหมดตัว ฝากถึง “ศุภจี สุธรรมพันธุ์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เร่งจัดการ ก่อนจะซ้ำรอยวิกฤตน้ำมันที่เคยเกิดขึ้น ซึ่งถ้าเป็นเรื่องปุ๋ย ผลกระทบจะรุนแรงกว่ามากเพราะเกษตรกรลงทุนไปแล้วทั้งฤดู

ข้อมูลปริมาณปุ๋ยยูเรียที่เหลือน้อยน่าตกใจ

  • ปริมาณปุ๋ยยูเรียคงเหลือในคลังผู้นำเข้าและผู้ผลิต ต่ำกว่าที่ควรจะเป็นมาก
  • รวบรวมข้อมูล ณ 10 มี.ค. 2569 แสดงแนวโน้มขาดแคลนชัดเจน
  • ช่วงที่ต้องการสูงสุดคือหลังต้นข้าวงอก ตรงกับก่อนสงกรานต์พอดี
  • หากไม่นำเข้าด่วน เกษตรกรจะไม่มีทางเลือกอื่น

ผลกระทบจากปุ๋ยยูเรียใกล้วิกฤต ต่อเกษตรกรไทย

ปุ๋ยยูเรียคือหัวใจสำคัญของการปลูกข้าวในไทย เพราะมีไนโตรเจนสูง ช่วยให้ต้นข้าวเติบโตแข็งแรง ผลผลิตดี หากขาดแคลนในช่วงวิกฤต 2-3 สัปดาห์ก่อนสงกรานต์ ซึ่งเป็นช่วงใส่ปุ๋ยครั้งสำคัญ ชาวนาจะสูญเสียผลผลิตอย่างน้อย 20-30% ทำให้รายได้หายวับทั้งปี ปัญหานี้ไม่ใช่แค่ขาดปุ๋ย แต่ยังทำให้ราคาพุ่งกระฉูด เกษตรกรรายย่อยที่ทุนน้อยจะล้มละลายกันเป็นแถว

ย้อนดูสาเหตุหลัก มาจากปัญหาการนำเข้าที่ติดขัด ราคาวัตถุดิบแพงขึ้นทั่วโลก สงครามและปัญหาซัพพลายเชน ทำให้ไทยที่พึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยยูเรียกว่า 80% เสี่ยงวิกฤต นอกจากนี้ การจัดการสต็อกของหน่วยงานรัฐยังไม่โปร่งใส ทำให้ข้อมูลขัดแย้งกัน

จี้รัฐแก้ด่วน ก่อนซ้ำรอยวิกฤตน้ำมัน

ไผ่ ลิกค์ ชี้ว่ารัฐบาลต้องเร่งนำเข้าปุ๋ยเพิ่ม โปร่งใสข้อมูลสต็อก และช่วยเหลือเกษตรกรด้วยเงินอุดหนุนราคา อย่าปล่อยให้พูดสวนกันไปมาเหมือนวิกฤตน้ำมันปีก่อน ที่ประชาชนเดือดร้อนหนัก เขายังแซวว่านายกฯ ไม่ได้ใช้กระทรวงเกษตรฯ เลย อาจเพราะพรรคตัวเองไม่ได้ร่วมรัฐ แต่พวกเขายังห่วงประชาชนอยู่

  • เร่งนำเข้าปุ๋ยยูเรียด่วนเพื่อสต็อกก่อนสงกรานต์
  • เปิดเผยข้อมูลปริมาณปุ๋ยจริงให้เกษตรกรรู้
  • ควบคุมราคาไม่ให้พุ่งสูงเกินเอื้อม
  • ตั้งกองทุนช่วยเหลือเกษตรกรฉุกเฉิน

ในมุมมองของเรา ปัญหาปุ๋ยยูเรียใกล้วิกฤตนี้เป็นสัญญาณเตือนว่ารัฐต้องให้ความสำคัญกับภาคเกษตรมากขึ้น เกษตรกรคือกำลังหลักของเศรษฐกิจไทย 60% ของประชากร ถ้าพวกเขาล้ม GDP ประเทศจะสะเทือนแน่

คำแนะนำสำหรับเกษตรกร: รีบสำรวจปุ๋ยในพื้นที่ ลองใช้ปุ๋ยทางเลือกอย่างปุ๋ยชีวภาพหรือสูตรอื่น หากจำเป็นยืมเงินทุนหมุนเวียนแต่คำนวณให้ดี และติดตามข่าวจาก ส.ส. ไผ่ ลิกค์ ต่อไป

คุณคิดว่าปัญหานี้จะคลี่คลายทันก่อนสงกรานต์ไหม? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และกดแชร์บทความนี้ให้เกษตรกรคนอื่นๆ ได้เตรียมตัวด้วย สนับสนุนการเกษตรไทยให้ยั่งยืน!

ที่มา – “ไผ่” แฉปุ๋ยยูเรียใกล้วิกฤต เสี่ยงขาดก่อนสงกรานต์ จี้รัฐแก้ด่วน ก่อนซ้ำรอยน้ำมัน

พาณิชย์ลุยตรวจตลาดรังสิต รับหมู-ไก่แพง จ่อคุมน้ำขวดเม็ดพลาสติก

สวัสดีครับเพื่อนๆ วันนี้เรามาพูดถึงข่าวสำคัญที่กระทรวงพาณิชย์ลุยตรวจตลาดรังสิต รับหมู-ไก่แพงขึ้นจริง จ่อคุมเข้ม “น้ำขวด-เม็ดพลาสติก” กันแบบเป็นกันเองเลยนะครับ ในช่วงที่ค่าครองชีพกำลังพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ ประชาชนอย่างเราก็อยากรู้ว่ารัฐบาลกำลังทำอะไรบ้างเพื่อช่วยเหลือใช่ไหมล่ะ กระทรวงพาณิชย์เลยลงพื้นที่จริงจังที่ตลาดรังสิต จังหวัดปทุมธานี เพื่อตรวจสอบสถานการณ์ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค พบว่าสินค้าส่วนใหญ่ยังเพียงพอ แต่บางอย่างอย่างเนื้อหมู เนื้อไก่ขึ้นราคาจริงๆ เพราะต้นทุนขนส่งและวัตถุดิบแพงขึ้นตามมา ส่วนบรรจุภัณฑ์อย่างน้ำขวดและเม็ดพลาสติกก็ปรับขึ้นตามห่วงโซ่อุปทาน แต่ดีที่ร้านอาหารปรุงสำเร็จอย่างข้าวแกง ก๋วยเตี๋ยว ยังยื้อราคาไว้เพื่อรักษาลูกค้าเก่า สุดยอดเลยใช่ปะ

พาณิชย์ลุยตรวจตลาดรังสิต รับหมู-ไก่แพงขึ้นจริง จ่อคุมเข้ม “น้ำขวด-เม็ดพลาสติก”

รายละเอียดจากนายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) และโฆษกกระทรวงพาณิชย์ บอกว่าทีมงานลงพื้นที่วันที่ 24 มีนาคม 2567 (ปี 2569 ในข่าวอาจพิมพ์ผิดนะครับ) พบว่าราคาสินค้าบางประเภทปรับขึ้นตามต้นทุนจริงๆ เช่น เนื้อไก่และเนื้อหมูที่ขึ้นจากค่าน้ำมันขนส่งและอาหารสัตว์ ขณะที่สินค้าอื่นๆ ยังทรงตัว ผู้ประกอบการร้านอาหารก็กัดฟันตรึงราคาไว้เพราะกลัวลูกค้าหนีไปร้านอื่น นี่แหละครับที่แสดงถึงความรับผิดชอบต่อชุมชน

ในที่นี้ยังมีการพูดคุยกับพ่อค้าแม่ค้าประชาชน ชี้แจงมาตรการช่วยเหลือ เช่น โครงการ ธงฟ้า ที่เชื่อมโยงผู้ผลิตตรงถึงผู้บริโภค ลดชั้นกลางให้ราคาถูกลง มาตรการลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ และกำกับราคาภายใต้ พ.ร.บ.ราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ถ้าพบใครฉวยโอกาสขึ้นราคาเกินจริง กักตุน หรือปฏิเสธขาย โทรสายด่วน 1569 ได้เลยนะครับ ทีมงานยังเก็บข้อมูลราคาเพื่อคำนวณเงินเฟ้อด้วย

จ่อเพิ่มน้ำขวด-เม็ดพลาสติกเป็นสินค้าควบคุม

นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์กำลังพิจารณาเพิ่มสินค้าควบคุมใหม่ๆ เช่น น้ำดื่มบรรจุขวด และ เม็ดพลาสติก เพื่อไม่ให้ต้นทุนส่งต่อไปหาผู้บริโภคแบบไม่เป็นธรรม รวมถึงสินค้าจำเป็นอย่างกระดาษชำระ แชมพู ผงซักฟอก ผ้าอนามัย สบู่ น้ำยาล้างจาน ด้วยครับ เป้าหมายคือให้ราคาสอดคล้องต้นทุนจริง มีของพอขาย และไม่เอาเปรียบประชาชน ถือเป็นมาตรการเข้มข้นที่เราควรติดตาม

มหกรรมธงฟ้า ลดราคาสูงสุด 60% ที่กาญจนบุรี

ไม่หยุดแค่นั้น นายจิรวุฒิ สุวรรณอาจ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน ยังจัด มหกรรมธงฟ้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจภูมิภาค วันที่ 23-25 มี.ค. นี้ ที่สนามข้างสำนักงาน อบจ.กาญจนบุรี มีสินค้ากว่า 1,000 รายการ จาก 10 หมวด ลดสูงสุด 60% จากผู้ผลิต เกษตรกร SMEs ชุมชน มาช่วยลดภาระค่าครองชีพโดยตรง

ไฮไลท์สินค้าราคาถูกสุดๆ มีดังนี้:

  • ไข่ไก่เบอร์ M แผงละ 80 บาท
  • น้ำตาลทราย กิโลกรัมละ 20 บาท
  • น้ำมันพืชปาล์ม ขวดละ 35 บาท
  • ข้าวหอมมะลิ 100% (5 กก.) ถุงละ 100 บาท
  • มะพร้าว ลูกละ 10 บาท
  • กะหล่ำปลี กิโลกรัมละ 10 บาท
  • มะนาวแป้น ลูกละ 3 บาท (7 ลูก 100 บาท)

นอกจากบะหมี่ ปลากระป๋อง ซอส น้ำยาซักผ้า ของใช้ เครื่องครัว เสื้อผ้า ด้วยครับ งานนี้จัดต่อเนื่องมา 11 ครั้งแล้วทั่วประเทศ ไม่เพียงลดราคา แต่ยังกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก สร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการรายย่อย ใครอยู่ใกล้กาญจนบุรี อย่าพลาดนะ รีบไปช้อปเลย!

สรุปแล้ว มาตรการจากกระทรวงพาณิชย์แบบนี้ ถือว่าดีมากครับ ช่วยบรรเทาค่าครองชีพในช่วงของแพงได้จริง โดยเฉพาะคนรายได้น้อย ถ้าทุกฝ่ายร่วมมือกัน ไม่ฉวยโอกาส ชีวิตเราจะดีขึ้นแน่นอน คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้ ลองแชร์ประสบการณ์ราคาสินค้าในพื้นที่คุณมาคุยกันในคอมเมนต์ได้เลยนะครับ หรือติดตามข่าวอัปเดตเพิ่มเติมที่นี่!

ที่มา – พาณิชย์ลุยตรวจตลาดรังสิต รับหมู-ไก่แพงขึ้นจริง จ่อคุมเข้ม “น้ำขวด-เม็ดพลาสติก”

Scroll to top