กระทรวงพาณิชย์

พาณิชย์สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทั่วประเทศ

สวัสดีครับเพื่อนๆ เกษตรกรและคนรักข่าวเศรษฐกิจวันนี้เรามีข่าวดีสำหรับชาวสวนปาล์มน้ำมันนะครับ เพราะ พาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์ม ทั่วประเทศแล้ว! หวั่นจะมีการกดราคาเกษตรกร ทำให้ราคาปาล์มที่กำลังตกต่ำยิ่งแย่ลงไปอีก ทางกระทรวงพาณิชย์ยังดันใช้น้ำมันไบโอดีเซลเพิ่มด้วย เพื่อช่วยดูดซับผลผลิต ลดความผันผวนของราคา มาดูรายละเอียดกันเลยครับ

พาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทั่วประเทศ หวั่นกดราคาเกษตรกร

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้รับหนังสือจากกลุ่มเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมันหลายพื้นที่ ทั้งภาคกลางและภาคใต้ โดยเฉพาะจากนางอรุณี ชีสังวรณ์ ตัวแทนกลุ่มรพีพัฒน์ จังหวัดปทุมธานี ที่ยื่นต่อนายกฯ และรัฐมนตรีพาณิชย์ ขอให้เร่งแก้ปัญหา ราคารับซื้อปาล์ม ที่ลดลงต่อเนื่อง ล่าสุดอยู่ที่ 6.60-7.20 บาท/กก. ซึ่งต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับต้นทุนที่พุ่งสูง โดยเฉพาะปุ๋ยและขนส่ง

เกษตรกรเสนอให้รัฐเพิ่มการใช้น้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ในไบโอดีเซล B7 และ B20 เพื่อช่วยระบายผลผลิต รวมถึงกำกับดูแลการรับซื้อให้เข้มงวด ตรวจสอบโครงสร้างต้นทุนและค่าขนส่งให้โปร่งใส ชี้แจงนโยบายส่งออกและใช้ในประเทศให้ชัดเจน

มาตรการจากพาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทันที

ทางกรมการค้าภายในรับทราบปัญหาเต็มที่ครับ และยืนยันว่ากำลังบริหารจัดการสมดุลน้ำมันปาล์มดีอยู่ การบริโภคในประเทศคงที่ แต่เพิ่มใช้ในพลังงานจาก 70,000 ตัน เป็น 100,000-110,000 ตัน กรมธุรกิจพลังงานมีแผนขยายจุดจำหน่าย B20 จาก 100 แห่ง เป็น 200 แห่งสิ้นเมษายนนี้ และเพิ่มต่อเนื่องเพื่อภาคขนส่ง

ส่วนส่งออก ไม่ห้ามครับ แค่ใช้ระบบขออนุญาตล่วงหน้าเพื่อควบคุมสมดุล ปรับหลักเกณฑ์ให้ง่ายขึ้น ผู้ประกอบการส่งได้ปกติ สถานการณ์ผลผลิตปีนี้ยังไม่ล้นตลาดช่วงเมษา-พฤษภา แต่ราคาตกเพราะ CPO โลกจาก 40 บาท/กก. เหลือ 36 บาท

  • สั่ง กจร. จังหวัดตรวจตั้งแต่ลานเท โรงงานสกัด ถึงปลายทาง ป้องกันบิดเบือนราคา
  • พบราคาลดวันละ 40-50 สต. แต่ขึ้นช้า จะเร่งตรวจสอบ
  • ลงพื้นที่ตรวจรับซื้อและวัด % น้ำมันต่อเนื่อง
  • หากกดราคาหรือเอาเปรียบเกษตรกร โทษตามกฎหมายทันที

ด้านน้ำมันปาล์มบรรจุขวด ราคายังอิง CPO ย้อนหลัง 1-2 เดือน ผู้ผลิต 6 รายยื่นปรับราคา แต่ยังไม่อนุมัติกรอบใหม่ ปัจจุบันปรับในกรอบเดิมเพราะต้นทุนขึ้น กรมจะพิจารณาตามต้นทุนจริง และจัดการสต็อกไม่ให้กระทบค่าครองชีพประชาชน

ดันใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม ช่วยเกษตรกรปาล์มอย่างไร

นอกจาก พาณิชย์ สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์ม แล้ว การเพิ่มไบโอดีเซล B20 ถือเป็นมาตรการเด่นครับ ช่วยดูดซับผลปาล์ม ลดการพึ่งพาน้ำมันนำเข้า ส่งเสริมพลังงานทดแทนยั่งยืน เกษตรกรจะได้ราคาที่มั่นคงขึ้น แถมผู้บริโภคได้น้ำมันดีเซลผสมปาล์มราคาถูกกว่า

สรุปนะครับ กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญเกษตรกรอันดับแรก ติดตามระบบซื้อขายทั้งห่วงโซ่ รักษาเสถียรภาพราคา ดูแลทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคให้เป็นธรรม ในมุมผมคิดว่านโยบายนี้จะช่วยชาวสวนปาล์มได้จริง หากบังคับใช้เข้มงวด แนะนำเกษตรกรติดตามประกาศจุดจำหน่าย B20 ใกล้บ้าน และแจ้งเบาะแสกดราคาได้ที่กรมการค้าภายในเลยครับ

คุณคิดอย่างไรกับมาตรการนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์ หรือแชร์บทความช่วยเพื่อนเกษตรกรกันนะครับ! ติดตามข่าวเกษตรและเศรษฐกิจอัปเดตที่นี่

ที่มา – “พาณิชย์” สั่งตรวจเข้มราคารับซื้อปาล์มทั่วประเทศ หวั่นกดราคาเกษตรกร ดันใช้ไบโอดีเซลเพิ่ม

“ยศชนัน” เผยเตรียมคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา แง้มปรับเพื่อไทย

ในวันที่ 23 เมษายน 2567 “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน ได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนให้ความสนใจ โดยเฉพาะในแวดวงการเมืองและการศึกษา นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ได้ให้สัมภาษณ์ที่ทำเนียบรัฐบาลอย่างเป็นกันเอง แสดงถึงความมุ่งมั่นในการแก้ปัญหาการศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

“ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน

นายยศชนัน เน้นย้ำว่ากระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมความพร้อมอย่างครบถ้วนสำหรับการพูดคุยกับโรงเรียนปอเนาะและตาดีกา ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาศาสนาอิสลามที่สำคัญในพื้นที่ชายแดนใต้ แม้จะขออุบรายละเอียด แต่ก็ยืนยันว่ามีแนวทางชัดเจนแล้ว ประเด็นหลักที่ถูกหยิบยกคือการส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษา ความปลอดภัย ความมั่นคง และการลดความรุนแรง รวมถึงปัญหาเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนในพื้นที่

การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่ต้องอาศัยการบูรณาการจากทุกภาคส่วน โรงเรียนปอเนาะและตาดีกาไม่เพียงแต่เป็นแหล่งเรียนรู้ศาสนา แต่ยังเป็นศูนย์กลางชุมชนที่ช่วยหล่อหลอมเยาวชน หากสามารถเชื่อมโยงหลักสูตรให้สอดคล้องกับระบบการศึกษารัฐได้ จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตและลดช่องว่างทางสังคมได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รายละเอียดการเตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกา

จากที่ “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน นายยศชนันได้หารือเบื้องต้นกับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ โดยมุ่งเน้นมิติความมั่นคงและเศรษฐกิจควบคู่กัน ในฐานะสมาชิกคณะรัฐมนตรี เขาจะสะท้อนปัญหาเหล่านี้เพื่อหาทางแก้ไขอย่างยั่งยืน

  • ประเด็นความเท่าเทียม: ส่งเสริมการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพเท่าเทียมทุกคน
  • ความปลอดภัยและมั่นคง: ลดเหตุรุนแรงในพื้นที่ผ่านการศึกษา
  • เศรษฐกิจปากท้อง: พัฒนาทักษะเพื่อเพิ่มรายได้
  • บูรณาการหลักสูตร: เชื่อมโรงเรียนเอกชนศาสนากับระบบรัฐ

นอกจากนี้ ในช่วงบ่ายวันเดียวกัน นายยศชนันจะประชุมกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา สนับสนุนสินค้ามูลค่าสูง ซึ่งอาจนำไปสู่การแถลงข่าว

แง้มประชุมพรรคเพื่อไทย: ปรับคนให้เหมาะกับงาน

สำหรับการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 24 เมษายน นายยศชนันในฐานะแกนนำเผยว่าเป็นการอัปเดตการลงพื้นที่ รายงานแผนระยะสั้น-ยาว และบูรณาการงาน โดยเฉพาะการปรับโครงสร้างบุคลากรให้เหมาะสมกับตำแหน่ง “เป็นการปรับคนให้เหมาะสมกับตำแหน่งหน้าที่ เพื่อความคล่องตัว โดยเฉพาะคนที่ร่วมรัฐบาลและต้องรับมือสถานการณ์เร่งด่วน” เขากล่าว ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติของพรรคการเมือง

การปรับเปลี่ยนนี้สะท้อนถึงความยืดหยุ่นของพรรคเพื่อไทยในการบริหารจัดการท่ามกลางสถานการณ์政治ที่ซับซ้อน ช่วยให้การทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยไม่เปลี่ยนหลักการใหญ่โต

โดยรวมแล้ว “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงรุก ทั้งการศึกษาและการเมือง หากดำเนินการได้ดี จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญสำหรับภาคใต้และเสถียรภาพรัฐบาล

คุณคิดอย่างไรกับแนวทางนี้? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวสารการเมืองการศึกษาล่าสุดจากบล็อกเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “ยศชนัน” เผย เตรียมแนวทางคุย รร.ปอเนาะ-ตาดีกาแล้ว แง้มประชุมเพื่อไทยปรับคนให้เหมาะกับงาน

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงิน DBD e-Filing 2 มิ.ย. 69

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69 เพื่อเสริมความน่าเชื่อถือและรักษามาตรฐานความโปร่งใสทางธุรกิจในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ผู้ประกอบการหลายรายอาจกำลังมองข้ามกำหนดเวลานี้ แต่หากพลาด จะส่งผลกระทบร้ายแรงต่อกิจการของคุณ

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69

จากข้อมูลล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาแจ้งเตือนนิติบุคคลที่มีรอบปีบัญชีสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2568 ให้เร่งนำส่งงบการเงินผ่านระบบออนไลน์ DBD e-Filing ของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) ภายในวันที่ 2 มิถุนายน 2569 ซึ่งเป็นวันสุดท้ายที่กฎหมายกำหนด เนื่องจากวันครบกำหนดเดิมตรงกับวันหยุดราชการ

ในปี 2569 มีนิติบุคคลที่ต้องยื่นงบการเงินถึง 907,151 ราย แต่ปัจจุบันมีเพียง 104,369 ราย หรือร้อยละ 12 ที่ยื่นแล้ว งบการเงินไม่ใช่แค่เอกสารธรรมดา แต่เป็นข้อมูลสำคัญที่สะท้อนผลการดำเนินงานของธุรกิจ ช่วยให้ผู้บริหาร ผู้ถือหุ้น คู่ค้า และนักลงทุนตัดสินใจได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการ

กำหนดเวลายื่นงบการเงินสำหรับแต่ละประเภทนิติบุคคล

เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าใจชัดเจน กำหนดเวลายื่นงบการเงินมีดังนี้:

  • บริษัทจำกัด บริษัทมหาชนจำกัด สมาคมการค้า และหอการค้า: ต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นอนุมัติงบภายใน 30 เมษายน 2569 และยื่นงบภายใน 4 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี (ถึง 2 มิ.ย. 2569)
  • ห้างหุ้นส่วนจดทะเบียน กิจการร่วมค้า และนิติบุคคลต่างประเทศ: ยื่นภายใน 5 เดือนหลังสิ้นรอบบัญชี (ถึง 2 มิ.ย. 2569 เช่นกัน)

ระบบ DBD e-Filing ช่วยให้การยื่นทำได้ง่าย รวดเร็ว และสะดวกสบาย ไม่ต้องเดินทางไปที่สำนักงาน

ประโยชน์ของการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing

การใช้ระบบ DBD e-Filing ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาและต้นทุน แต่ยังสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของไทย คุณสามารถยื่นได้ทุกที่ทุกเวลา 24 ชั่วโมง ไม่มีวันหยุด ลดการใช้กระดาษ ลดความเสี่ยงเอกสารสูญหาย และระบบยังตรวจสอบข้อมูลอัตโนมัติ หากมีข้อผิดพลาด สามารถแก้ไขได้ทันที นอกจากนี้ ยังช่วยเพิ่มคะแนนความน่าเชื่อถือทางธุรกิจ ทำให้เข้าถึงแหล่งทุน สินเชื่อ หรือหุ้นง่ายขึ้น

รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69 เพื่อให้ธุรกิจไทยมีมาตรฐานสากลและโปร่งใสมากยิ่งขึ้น

ผลกระทบหากไม่ยื่นงบการเงินตามกำหนด

หากละเลยไม่ยื่น จะส่งผลเสียหลายประการ เช่น ลดความน่าเชื่อถือ ทำให้คู่ค้าหรือนักลงทุนลังเล และหากไม่ยื่นติดต่อกันเกิน 3 รอบปีบัญชี อาจถูกเพิกถอนทะเบียน กลายเป็นนิติบุคคลร้าง ขีดชื่อออกจากฐานข้อมูล DBD ซึ่งจะทำให้ไม่สามารถทำธุรกรรมสำคัญได้ เช่น เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นหรือเพิ่มทุน

ขั้นตอนการยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing

สำหรับผู้ที่ยังไม่ชำนาญ วิธีการยื่นมีดังนี้:

  • ลงทะเบียนบัญชีผู้ใช้ที่เว็บไซต์ DBD e-Filing
  • เตรียมเอกสารงบการเงินที่ผ่านการอนุมัติจากผู้ถือหุ้น (PDF/A)
  • ล็อกอินระบบ อัปโหลดไฟล์ และกรอกข้อมูล
  • ชำระค่าธรรมเนียมออนไลน์ (ถ้ามี)
  • รับใบรับเรื่องทางอีเมลทันที

แนะนำให้ยื่นแต่เนิ่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงระบบแออัดในวันสุดท้าย

ในมุมมองของผู้เชี่ยวชาญ การยื่นงบการเงินไม่ใช่ภาระ แต่เป็นโอกาสในการแสดงศักยภาพธุรกิจ รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69 เพื่อผลประโยชน์ของทุกฝ่าย หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ รีบเช็คและดำเนินการวันนี้ เพื่อรักษาความเชื่อมั่นและขยายธุรกิจได้อย่างมั่นใจ!

คำแนะนำ: ปรึกษานักบัญชีหรือทนายความหากมีข้อสงสัย เพื่อให้การยื่นสมบูรณ์แบบ

ที่มา – รัฐบาลเตือนนิติบุคคลยื่นงบการเงินผ่าน DBD e-Filing ภายใน 2 มิ.ย. 69

พาณิชย์คุมเข้ม 5 บรรจุภัณฑ์พลาสติก สั่งเอกชนรายงานสต๊อก ป้องกันโก่งราคา

พาณิชย์คุมเข้ม 5 บรรจุภัณฑ์พลาสติก สั่งเอกชนรายงานสต๊อก ป้องกันโก่งราคา เป็นข่าวดีสำหรับผู้บริโภคชาวไทยในยุคที่ราคาสินค้าทุกอย่างกำลังผันผวน โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นถุงหิ้ว ถุงขยะ หรือกล่องอาหาร กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ ได้ออกมาตรการเข้มงวดเพื่อไม่ให้เกิดการกักตุนหรือฉวยโอกาสขึ้นราคา ทำให้เรามั่นใจได้ว่าสินค้าจำเป็นเหล่านี้จะมีราคาเสถียรและเพียงพอกับความต้องการ

พาณิชย์คุมเข้ม 5 บรรจุภัณฑ์พลาสติก สั่งเอกชนรายงานสต๊อก ป้องกันโก่งราคา

หลังจากประชุมติดตามสถานการณ์เม็ดพลาสติกและบรรจุภัณฑ์พลาสติก เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน ได้เปิดเผยว่า ตามนโยบายของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมกันวางแนวทางบริหารจัดการเม็ดพลาสติกให้เพียงพอและราคาเหมาะสม เพื่อปกป้องประชาชนและภาคธุรกิจที่พึ่งพาบรรจุภัณฑ์เหล่านี้ในชีวิตประจำวัน

มาตรการนี้แบ่งเป็น 3 ส่วนหลัก คือ การกำหนดกลุ่มสินค้าเป้าหมาย การลดใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น และการส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืนผ่านการรีไซเคิล นอกจากนี้ ยังมีแผนจัดตั้งคณะกรรมการบูรณาการระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อดูแลมิติเศรษฐกิจ อุตสาหกรรม และสิ่งแวดล้อมอย่างครบถ้วน

5 กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ถูกคุมเข้ม

ในระยะแรก กรมการค้าภายในล็อกเป้า 5 กลุ่มบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ครอบคลุมกว่า 40% ของการใช้งานทั่วไป ซึ่งเป็นสินค้าจำเป็น ดังนี้

  • กล่องพลาสติก
  • ถุงแกงและถุงร้อน–เย็น
  • ถุงหูหิ้วและถุงพลาสติกทั่วไป
  • ถุงขยะ
  • ถุงบรรจุสินค้าเกษตร เช่น ถุงปุ๋ยและถุงกระสอบ

กลุ่มเหล่านี้ใช้กันอย่างแพร่หลายในครัวเรือน ร้านอาหาร และฟาร์มเกษตร หากราคาพุ่งหรือขาดแคลน จะกระทบค่าครองชีพของประชาชนโดยตรง

สั่งเอกชนรายงานสต๊อกและราคาทุกสัปดาห์

เพื่อป้องกันการบิดเบือนตลาดหรือกักตุน ซึ่งอาจผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 กรมฯ เชิญผู้ผลิตเม็ดพลาสติกและผู้ประกอบการบรรจุภัณฑ์หารือ โดยสรุปให้รายงานข้อมูลดังนี้

  • ข้อมูลเม็ดพลาสติกในกลุ่มเป้าหมาย: ทุกวันพุธ
  • ข้อมูลการนำเม็ดพลาสติกไปผลิตบรรจุภัณฑ์: ทุก 15 วัน

ครอบคลุมผู้ประกอบการ 70% ของแต่ละกลุ่ม เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ภาคเอกชนยืนยันว่าปริมาณสินค้ามีเพียงพอถึงกรกฎาคม 2569 แต่ราคายังต้องติดตามเพราะผันผวนจากสถานการณ์โลกและค่าขนส่ง

หลังจากนี้ ข้อมูลจะเสนอคณะกรรมการว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อกำหนดมาตรการเพิ่มเติม ช่วยให้ราคาไม่พุ่งกระทบประชาชน

มาตรการ พาณิชย์คุมเข้ม 5 บรรจุภัณฑ์พลาสติก สั่งเอกชนรายงานสต๊อก ป้องกันโก่งราคา นี้ แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบของรัฐบาลในการรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในช่วงที่วัตถุดิบนำเข้าจำเป็นต้องพึ่งพาต่างประเทศ นอกจากป้องกันการโก่งราคาแล้ว ยังส่งเสริมการใช้พลาสติกอย่างยั่งยืน ลดขยะ และปกป้องสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

ในมุมมองของผู้เขียน มาตรการนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ประกอบการและผู้บริโภค หากทุกฝ่ายร่วมมือกันรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใส เราจะหลีกเลี่ยงวิกฤตราคาสูงได้แน่นอน สิ่งสำคัญคือประชาชนควรช่วยกันลดใช้พลาสติกที่ไม่จำเป็น เช่น นำถุงผ้ามาใช้แทนถุงหูหิ้ว เพื่อลดภาระระบบ

ติดตามข่าวสารเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ของเรา เพื่อไม่พลาดข้อมูลสำคัญ!

ที่มา – พาณิชย์คุมเข้ม 5 บรรจุภัณฑ์พลาสติก สั่งเอกชนรายงานสต๊อก ป้องกันโก่งราคา

3 รมช.มหาดไทย ถกศุภจี เปิดรถพุ่มพวง 3,800 คัน

3 รมช.มหาดไทย ร่วมถก “ศุภจี” เปิดรับผู้ประกอบการ “รถพุ่มพวง” ตั้งเป้า 3,800 คัน เป็นข่าวดีที่กำลังมาแรงในวงการลดค่าครองชีพประชาชน โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาสินค้าพุ่งสูงจากสถานการณ์โลก การประชุมครั้งนี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล โดยมี 3 รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายพลพีร์ สุวรรณฉวี, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ และนายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ร่วมหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อขับเคลื่อนโครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ

3 รมช.มหาดไทย ร่วมถก “ศุภจี” เปิดรับผู้ประกอบการ “รถพุ่มพวง” ตั้งเป้า 3,800 คัน

การประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นการลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางและพื้นที่ห่างไกล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้สั่งการให้กระทรวงมหาดไทยบูรณาการกับกระทรวงพาณิชย์ จัดโครงการ “ธงฟ้าราคาประหยัด” จำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็นต่ำกว่าท้องตลาด 30-60% ครอบคลุมกว่า 200 รายการ เช่น ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำมันปาล์ม และน้ำตาลทราย คาดช่วยลดค่าใช้จ่ายครัวเรือนละ 500 บาทต่อเดือน

สำหรับพื้นที่ชนบทที่เข้าถึงร้านค้าธงฟ้าได้ยาก จะใช้ “ตลาดเคลื่อนที่” และ “รถพุ่มพวง” เป็นเครื่องมือกระจายสินค้า มีตัวอย่างความสำเร็จที่จังหวัดนครราชสีมาแล้ว ในที่ประชุมจึงกำหนดเป้ารับผู้ประกอบการรถพุ่มพวงเพิ่ม 3,800 คัน โดยมอบหมายอธิบดีกรมการปกครอง สั่งนายอำเภอทั่วประเทศสนับสนุน สร้างการรับรู้ให้ผู้ประกอบการลงทะเบียนเข้าร่วม

โครงการธงฟ้าเยียวยาลดค่าครองชีพ ช่วยประชาชนอย่างไร

โครงการนี้เกิดจากมติคณะรัฐมนตรี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากวิกฤตตะวันออกกลางที่ทำให้ราคาน้ำมันและสินค้าพุ่งสูง สินค้าธงฟ้าจะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงของดีราคาถูก โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกล

  • ข้าวสาร: ราคาพิเศษ ลดลง 40%
  • ไข่ไก่: สดใหม่ ถูกกว่าท้องตลาด
  • น้ำมันปาล์ม: ช่วยครอบครัวประหยัดงบทำอาหาร
  • น้ำตาลทราย: สำคัญสำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็ก
  • สินค้าอื่นๆ กว่า 200 รายการ

ผู้ประกอบการที่มีรถพุ่มพวงสามารถลงทะเบียนรับสินค้าราคาพิเศษไปขายต่อในชุมชน สร้างรายได้ให้ SME และช่วยประชาชนพร้อมกัน

รถพุ่มพวง: ทางออกสำหรับพื้นที่ห่างไกล

รถพุ่มพวงคือรถขายของเคลื่อนที่ที่ปรับแต่งให้ขายสินค้าธงฟ้า ตั้งเป้า 3,800 คันทั่วประเทศ นายอำเภอจะช่วยประชาสัมพันธ์ ผู้ประกอบการสมัครได้ง่ายผ่านช่องทางที่กำหนด มาตรการนี้ไม่เพียงดูแลราคาสินค้า แต่ยังเสริมความเข้มแข็งเศรษฐกิจฐานราก

นอกจากนี้ ยังมีผู้เข้าร่วมประชุมสำคัญ เช่น นายไชยชนก ชิดชอบ รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม, นางสุขสมรวย วันทนียกุล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง ทำให้โครงการนี้มีพลังขับเคลื่อนเต็มที่

ในมุมมองของผู้เขียน โครงการนี้เป็นก้าวสำคัญในการลดความเหลื่อมล้ำ โดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจผันผวน หากผู้ประกอบการรถพุ่มพวงเข้าร่วมจำนวนมาก จะช่วยให้สินค้าราคาถูกกระจายถึงทุกหย่อมหญ้าได้จริง ติดตามและสมัครเข้าร่วมโครงการธงฟ้าได้ที่หน่วยงานท้องถิ่นใกล้บ้านคุณ เพื่อช่วยกันลดค่าครองชีพ!

ที่มา – 3 รมช.มหาดไทย ร่วมถก “ศุภจี” เปิดรับผู้ประกอบการ “รถพุ่มพวง” ตั้งเป้า 3,800 คัน

ไทยช่วยไทย เฟส 2 เริ่มแล้ว ช้อปถูก ลดค่าครองชีพ

ไทยช่วยไทย เฟส 2 มาแล้วนะทุกคน! ในช่วงที่ค่าครองชีพแพงขึ้นทุกวัน รัฐบาลและกระทรวงพาณิชย์ไม่นิ่งนอนใจ จัดโครงการดีๆ ช่วยประชาชนให้ช้อปสินค้าจำเป็นในราคาถูกผ่านแอปดังอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok กันเลย เริ่มตั้งแต่วันที่ 16 เมษายนนี้ สินค้าเฮาส์แบรนด์จาก Tops, Big C และ Lotus ลดกระหน่ำเฉลี่ย 20-50% แถมมีคูปองส่วนลดพิเศษอีก 20-25% และส่งฟรีไม่เกิน 5 กิโลเมตรผ่าน Grab กับ Lineman ด้วย ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพได้จริงๆ

ไทยช่วยไทย เฟส 2 เริ่มแล้ว ช้อปสินค้าราคาถูกผ่านแอปดัง

นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เผยว่า ไทยช่วยไทย เฟส 2 ขยายช่องทางขายออนไลน์ จากเดิมที่ซื้อได้แค่ห้างสรรพสินค้า ร้านสะดวกซื้อ ตอนนี้สั่งผ่านแอปดังได้ง่ายๆ สินค้าเฮาส์แบรนด์คุณภาพดี ราคาประหยัด เช่น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา น้ำมันพืช ซอสปรุงรส บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง ล้วนลดราคาเฉลี่ย 20-50% ใครกำลังมองหาของใช้ประจำวันถูกๆ ต้องรีบเลย!

ไทยช่วยไทย เฟส 2

สินค้าไหนบ้างที่ร่วมโครงการไทยช่วยไทย เฟส 2

  • ผลิตภัณฑ์อาบน้ำและดูแลส่วนบุคคล: สบู่ แชมพู ครีมอาบน้ำ
  • ของใช้ในครัวเรือน: ผงซักฟอก น้ำยาล้างจาน
  • อาหารแห้งและปรุงรส: ข้าวสาร น้ำตาล น้ำปลา ซอส น้ำมันพืช
  • อาหารสำเร็จรูป: บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารกระป๋อง
  • อื่นๆ: ยาสีฟัน กระดาษทิชชู

นอกจากนี้ยังมีโปรส่งฟรีในรัศมี 5 กม. ทำให้คนเมืองช้อปสะดวกสุดๆ ตามนโยบายรัฐบาลช่วยลดภาระค่าครองชีพท่ามกลางวิกฤติราคาพลังงาน

สินค้าเฮาส์แบรนด์ราคาถูก

เฟส 3 ของไทยช่วยไทย กำลังมา SMEs 2,000 ราย

ไม่หยุดแค่นี้ กระทรวงพาณิชย์เตรียม ไทยช่วยไทย เฟส 3 ผลักดันสินค้าจากผู้ผลิต SME กว่า 2,000 รายมาขายออนไลน์ คาดเริ่มเดือนพฤษภาคมนี้ กำลังเจรจากับแพลตฟอร์มให้ยกเว้นค่าธรรมเนียมขาย เพื่อช่วย SME ลดต้นทุน เช่น Grab/Lineman ไม่เกิน 30%, Shopee 10-11% + ค่าอื่นๆ, Lazada/TikTok 15-20% ถ้าสำเร็จ SME ขายได้มากขึ้น ประชาชนได้สินค้าถูกเพิ่ม

เฟส 3 ไทยช่วยไทย

กรมพัฒนาธุรกิจการค้ากำลังวิเคราะห์ feedback จากเฟส 1-2 เพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น ช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการ เกิดประโยชน์สูงสุด

สรุปแล้ว ไทยช่วยไทย เฟส 2 เป็นโอกาสทองสำหรับคนอยากประหยัด อย่ารอช้า ดาวน์โหลดแอป Shopee Lazada TikTok แล้วช้อปเลยวันนี้ ช่วยตัวเองและช่วยเศรษฐกิจไทยไปด้วยกัน! คุณลองช้อปแล้วได้ของถูกจริงมั้ย แชร์ประสบการณ์ในคอมเมนต์นะ

ที่มา – ไทยช่วยไทย เฟส 2 เริ่มแล้ว ช้อปสินค้าราคาถูกผ่านแอปฯ ดัง ช่วยลดค่าครองชีพ

ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301

ในสถานการณ์การค้าที่ตึงเครียดระหว่างไทยกับสหรัฐฯ ล่าสุด ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย ด้วยการส่งเอกสารหลักฐานชัดเจนเพื่อหักล้างข้อกล่าวหาภายใต้มาตรา 301 หรือที่รู้จักกันในชื่อ Section 301 ของกฎหมายการค้าสหรัฐฯ เรื่องกำลังการผลิตส่วนเกินและสินค้าแรงงานบังคับ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เตรียมเดินทางด่วนไปหารือกับ USTR (สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ) ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ เพื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของไทยและป้องกันความเสี่ยงกำแพงภาษีที่อาจตามมา

ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301

กระทรวงพาณิชย์ของไทยได้ส่งคำชี้แจงและเอกสารหลักฐานไปยัง USTR อย่างทันเวลาพอดีในวันที่ 15 เมษายน 2569 ซึ่งเป็นเส้นตายที่กำหนดไว้ โดยตอบโต้ 2 ประเด็นหลักที่สหรัฐฯ กล่าวหาไทย รองนายกฯ ศุภจี กล่าวอย่างมั่นใจว่า ไทยมีข้อมูลครบถ้วนที่จะพิสูจน์ว่าไม่มีปัญหาตามที่ถูกกล่าวหา

ประเด็นแรก: กำลังการผลิตส่วนเกินใน 3 อุตสาหกรรมหลัก

สหรัฐฯ เปิดไต่สวน 16 ประเทศ รวมไทย ในประเด็นที่มีกำลังการผลิตส่วนเกิน (Overcapacity) ในอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน ผลิตภัณฑ์ยาง และเครื่องใช้ไฟฟ้า ไทยชี้แจงว่า อุตสาหกรรมเหล่านี้ขยายตัวตามนโยบายรัฐบาลที่ส่งเสริมการใช้โลคอลคอนเทนต์ หรือวัตถุดิบในประเทศ เพื่อยกระดับสินค้าไทย ไม่ใช่การผลิตเกินจำเป็น และไม่ใช่ช่องทางผ่านสินค้าจากประเทศอื่นเพื่อเลี่ยงภาษี

  • ยานยนต์และชิ้นส่วน: การส่งเสริมการผลิตในประเทศช่วยลดต้นทุนและเพิ่มขีดแข่งขัน
  • ผลิตภัณฑ์ยาง: ไทยเป็นผู้ผลิตยางธรรมชาติรายใหญ่ แต่เน้นคุณภาพและมาตรฐานสากล
  • เครื่องใช้ไฟฟ้า: การลงทุนจากเอกชนภายใต้นโยบาย BOI ไม่ก่อให้เกิด overcapacity

ประเด็นที่สอง: สินค้าแรงงานบังคับ

สำหรับการนำเข้าสินค้าจากประเทศที่ใช้แรงงานบังคับ ซึ่งสหรัฐฯ กล่าวหา 60 ประเทศรวมไทย ไทยยืนยันชัดเจนว่า ไม่ได้นำเข้าสินค้าดังกล่าวเลย โดยมีเอกสารตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ที่โปร่งใส ไทยยังยึดมั่นหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานตาม ILO มาอย่างยาวนาน

นางศุภจี เปิดเผยว่า “มั่นใจในคำชี้แจงของไทย เพราะเราไม่ได้เป็นอย่างที่ถูกกล่าวหา แต่ยังต้องลุ้นผลพิจารณา” เธอวางแผนเดินทางไปสหรัฐฯ ต้นเดือนพฤษภาคม เพื่อเจรจาโดยตรงกับ USTR และช่วงกลางเดือน 13 พ.ค. จะส่งคำชี้แจงเพิ่มเติมอีกครั้ง อาจด้วยการไปพบหน้า หรือวิดีโอคอนเฟอเรนซ์

หลังจากนั้น USTR จะพิจารณาภายใน 7 วัน และประกาศผล หากแพ้คดี ไทยอาจเจอกำแพงภาษีนำเข้า ซึ่งเชื่อมโยงกับมาตรา 122 ที่จะหมดอายุ 24 ก.ค. 2569 ส่งผลกระทบต่อการส่งออกของไทยไปสหรัฐฯ ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ โดยเฉพาะสินค้าอุตสาหกรรมหลัก

ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นและกลยุทธ์รับมือ

มาตรา 301 เป็นเครื่องมือที่สหรัฐฯ ใช้ปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศ คล้ายกรณีจีนในอดีต หากไทยรอดพ้น จะเป็นสัญญาณดีต่อนักลงทุน แต่หากไม่ อาจเห็นภาษี 10-15% หรือสูงกว่า ส่งผลให้ผู้ส่งออกไทยต้องปรับตัว เช่น หาตลาดใหม่ในอาเซียน หรือยกระดับเทคโนโลยี

นอกจากนี้ ไทยยังเร่งเจรจา FTA กับสหรัฐฯ ในระยะยาว เพื่อลดความเสี่ยงการค้าดังกล่าว ภาคเอกชนอย่างสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (FTI) ก็สนับสนุนเต็มที่ โดยเตรียมข้อมูลเพิ่มเติม

การที่ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย แสดงถึงความคล่องตัวของกระทรวงพาณิชย์ ในยุคที่สงครามการค้าระลอกใหม่ ผู้ประกอบการไทยควรติดตามสถานการณ์ใกล้ชิด

ในมุมมองของผู้เขียน ไทยมีโอกาสสูงที่จะผ่านด่านนี้ไปได้ เพราะหลักฐานชัดเจนและนโยบายโปร่งใส ลองติดตามผลการเจรจาของศุภจีในเดือนพฤษภาคมนี้ และเตรียมกลยุทธ์รับมือ หากมีอัพเดทใหม่ จะนำมาอัพเดทให้ทราบต่อไป คอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดอย่างไรกับประเด็นนี้!

ที่มา – ไทยโต้กลับสหรัฐฯ ทันเส้นตาย งัดหลักฐานสู้ปม ม.301 “ศุภจี” เตรียมบินพบ USTR พ.ค. นี้

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรสำเร็จ

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน เป็นข่าวที่ได้รับความสนใจอย่างมากในช่วงนี้ หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้เดินทางมาสักการะศาลพระภูมิและศาลตายาย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำทำเนียบรัฐบาล เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 16 เมษายน 2567 ก่อนเริ่มปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นทางการในฐานะรองนายกรัฐมนตรี

ศุภจี ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯศุภจี สักการะศาลพระภูมิทำเนียบรัฐบาล

“ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรให้การทำงานสำเร็จ

ในพิธีไหว้ครั้งนี้ นางศุภจีไม่ได้ขอพรอะไรมากมาย แต่ย้ำว่าจะทุ่มเททำหน้าที่ให้ดีที่สุดเพื่อประเทศชาติและประชาชน ขอเพียงให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยอำนวยพรให้ทำได้ตามที่ตั้งใจ การเริ่มต้นด้วยการไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นและความเคารพในประเพณีไทย ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของผู้นำในบ้านเรา นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณว่าพร้อมลุยงานหนักทันทีหลังวันหยุดยาว

ศุภจี ไหว้ศาลตายาย ทำเนียบรัฐบาล

รับความกดดันจากวิกฤตหลายด้าน ขอทุกภาคส่วนร่วมมือ

นางศุภจียอมรับตรงๆ ว่าการนั่งเก้าอี้รองนายกรัฐมนตรีครั้งนี้มีความกดดันสูง เพราะบ้านเราเจอวิกฤตซ้อนทับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ค่าครองชีพที่พุ่ง ส่งออกที่ชะงักงันจากสถานการณ์โลก เธอตั้งใจจะปรับรูปแบบการทำงานให้บูรณาการกับกระทรวงต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาทั้งระยะสั้น กลาง และยาว "ขอให้ทุกคนร่วมมือกันผ่านวิกฤตไปด้วยกัน" เป็นคำที่อบอุ่นและเชิญชวนให้คนไทย unity กันในยามยาก

รองนายก ศุภจี พูดคุยกับสื่อ

มาตรการกระทรวงพาณิชย์ดูแลค่าครองชีพและกระตุ้นเศรษฐกิจ

ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ นางศุภจีเน้นย้ำมาตรการดูแลค่าครองชีพ โดยจับตาสินค้าควบคุม 38 รายการ เช่น ข้าวสาร น้ำมัน พวกอุปโภคบริโภคที่จำเป็น หากราคาขยับ จะเข้าไปกำกับให้เป็นธรรมทั้งผู้บริโภคและผู้ประกอบการ นอกจากนี้ยังมีโครงการ “ไทยช่วยไทย” ที่เริ่มขายสินค้าราคาพิเศษตั้งแต่ 1 เมษายน ร่วมกับห้างค้าส่งใหญ่ทั่วประเทศ เพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกสินค้าราคาประหยัด

ไม่หยุดแค่นั้น ยังผลักดัน SME เข้าสู่แพลตฟอร์มออนไลน์ เพื่อเสริมศักยภาพผู้ประกอบการรายย่อยให้แข่งขันได้ ส่วนการส่งออกที่กำลังตึงตัวจากตลาดบางแห่งที่ยากลำบาก กำลังหาตลาดใหม่เพิ่ม และพยายามเต็มที่เพื่อให้ไทยมีรายได้ในช่วงวิกฤต

  • สินค้าควบคุม: จับตาราคาให้สมเหตุสมผล
  • ไทยช่วยไทย: สินค้าราคาพิเศษทั่วประเทศ
  • SME ออนไลน์: ยกระดับธุรกิจเล็กสู่ดิจิทัล
  • ส่งออกใหม่: หาตลาดทดแทน ลดผลกระทบ

ศุภจี เดินเยี่ยมรังนกกระจอก

หลังให้สัมภาษณ์ นางศุภจียังแวะเยี่ยมห้องทำงานสื่อที่ “รังนกกระจอก” บอกว่าอยากสื่อสารกับสื่อมากขึ้น สามารถติดต่อทีมโฆษกหรือเลขาได้ หากมีประเด็นสำคัญ จะยินดีให้ข้อมูลและแลกเปลี่ยน ไม่ต้องยืนรอสัมภาษณ์ที่บันไดอีกต่อไป การเปิดใจแบบนี้แสดงถึงความโปร่งใสและใกล้ชิดประชาชน

โดยรวมแล้ว การที่ “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ เป็นจุดเริ่มต้นที่น่าปลอบใจ แสดงถึงความมุ่งมั่นและศรัทธาในการทำงาน ขณะที่คำขอพรให้สำเร็จและคำเรียกร้องให้ร่วมมือ เป็น insight สำคัญว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยทุกคน รัฐบาลมีแผนชัด แต่ประชาชนต้องช่วยกันด้วย คุณคิดอย่างไร ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ และติดตามข่าวอัปเดตมาตรการเศรษฐกิจจากกระทรวงพาณิชย์เพื่อผ่านวิกฤตนี้ไปด้วยกันนะครับ!

ที่มา – “ศุภจี” ถือฤกษ์ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ทำเนียบฯ ขอพรทำงานสำเร็จ รับกดดัน ขอร่วมมือผ่านวิกฤตด้วยกัน

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กางปีกป้อง SMEs ไทย พบเคสเต่าบิน

สวัสดีครับเพื่อนๆ ผู้ประกอบการ SMEs ไทยทุกท่าน! วันนี้เรามีข่าวดีและข่าวแจ้งเตือนมาฝากกัน จาก กรมทรัพย์สินทางปัญญา ที่กำลังกางปีกป้องกันแบรนด์ไทยไม่ให้ถูกเลียนแบบในต่างแดน ล่าสุดเจอเคสเครื่องหมายการค้า “เต่าบิน” ถูกยื่นจดทะเบียนคล้ายๆ กันที่เวียดนาม ผ่านโครงการ Trademark Monitor ไตรมาสแรกปี 2569 กรมรีบประสานเจ้าของแบรนด์ให้ยื่นคัดค้านทันที เพื่อปกป้องศักยภาพ SMEs ไทยในตลาดโลกตามนโยบายรัฐบาลเลยนะครับ

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กางปีกป้อง SMEs ไทย

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ออกโรงดูแลเต็มที่ ภายใต้โครงการ Trademark Monitor ที่เฝ้าระวังการที่ต่างชาตินำโลโก้หรือเครื่องหมายการค้าของคนไทยไปจดทะเบียนแบบไม่ชอบธรรม โดยเฉพาะในตลาดใหญ่ๆ อย่างจีนและอาเซียน ซึ่งเป็นคู่ค้าหลักของเรา คราวนี้เจอเคส “เต่าบิน” ของบริษัท ฟอร์ท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถูกเลียนแบบยื่นจดในเวียดนาม สำหรับสินค้าอย่างเครื่องจำหน่ายอัตโนมัติและเครื่องดื่มไร้แอลกอฮอล์ กรมเลยแจ้งเตือนด่วนให้เจ้าของไปคัดค้านภายใน 60-90 วันตามกฎหมายเวียดนาม

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา กางปีกป้อง SMEs ไทย
นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมทรัพย์สินทางปัญญา บอกว่าคำสั่งตรงจาก นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกฯ และ รมว.พาณิชย์ ที่ให้ความสำคัญกับ SMEs ไทยสุดๆ ผ่านนโยบาย 10+ อย่าง “SMEs Plus” และ “Trade Plus” ที่ช่วยยกระดับการแข่งขัน ปกป้อง IP ในและต่างประเทศ สร้างความเชื่อมั่นให้ไทยในเวทีโลก

กรมทรัพย์สินทางปัญญา กางปีกป้อง SMEs ไทย ผ่านโครงการ Trademark Monitor

โครงการนี้เข้าสู่ปีที่ 2 แล้ว มี SMEs ไทยกว่า 100 รายสมัครรับบริการเฝ้าระวังฟรี 1 ปี เริ่มตั้งแต่ธ.ค. 2568 ตรวจในขั้นประกาศโฆษณาของสำนักงาน IP ต่างประเทศ ถ้าพบคล้ายๆ ก็แจ้งให้คัดค้านทันที ช่วยลดความเสี่ยงสูญเสียตลาด โดยเฉพาะเวียดนามที่ตลาดส่งออกเครื่องดื่มไทยของเรามีสัดส่วนสูงถึง 24% จาก CLMV กว่า 1,705 ล้านเหรียญสหรัฐในปี 2568

เครื่องหมายการค้าเต่าบิน เคสเลียนแบบที่เวียดนาม กรมทรัพย์สินทางปัญญา กางปีกป้อง SMEs ไทย

ทำไม SMEs ไทยต้องใส่ใจเรื่องนี้? เพราะในยุคการค้าออนไลน์และขยายตลาดอาเซียน การมีเครื่องหมายการค้าถูกแย่งไป อาจเสียโอกาสมหาศาล ลองนึกภาพ “เต่าบิน” ที่ดังในไทย ถูก copy ไปขายในเวียดนาม เราจะทำยังไง? โครงการนี้คือฮีโร่ที่ช่วยเราได้จริงๆ

นอกจากนี้ กรมยังมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษากฎหมายคัดค้านใกล้ชิด ทำให้เจ้าของแบรนด์มั่นใจมากขึ้น

  • ประโยชน์ของ Trademark Monitor:
  • เฝ้าระวังฟรี 1 ปี ในจีน-อาเซียน
  • แจ้งเตือนทันเวลาคัดค้าน
  • คำปรึกษากฎหมายฟรี
  • ปกป้องแบรนด์ขยายตลาดโลก

สำหรับ SMEs ที่อยากเข้าร่วม สามารถติดต่อกรมทรัพย์สินทางปัญญาได้เลยนะครับ อย่ารอช้า!

สรุปแล้ว กรมทรัพย์สินทางปัญญา กางปีกป้อง SMEs ไทย เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้ธุรกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืน การปกป้องทรัพย์สินทางปัญญาคือกุญแจสู่ความสำเร็จในตลาดโลก ลองคิดดูสิ ถ้าเราไม่ป้องกัน วันนึงแบรนด์เราอาจกลายเป็นของคนอื่น! ผู้ประกอบการทุกท่านรีบเช็คเครื่องหมายการค้าตัวเอง แล้วสมัครโครงการนี้ซะตั้งแต่เนิ่นๆ นะครับ จะได้ไปลุยตลาดเวียดนามและอาเซียนแบบไม่ต้องกังวล

ที่มา – กรมทรัพย์สินทางปัญญา กางปีกป้อง SMEs ไทย พบเคสเลียนแบบ “เต่าบิน” โผล่จดทะเบียนที่เวียดนาม

Scroll to top