กองทัพภาคที่ 2

เสธ.ทบ. ยัน! กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

เสธ.ทบ. เผยถึงการประชุม GBC ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ซึ่งยังมีการปะทะต่อเนื่อง เพื่อดำเนินการตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ย้ำจุดยืนกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือ GBC ถึงข้อยุติในการประชุมว่า คงต้องติดตาม ขณะนี้เป็นเพียงการพูดคุยของฝ่ายเลขานุการ GBC เท่านั้น ซึ่งจะมีรายละเอียดว่าสามารถตกลงอะไรกันได้บ้าง ส่วนกัมพูชาจะยอมรับข้อเสนอของฝ่ายไทยหรือไม่นั้น ขอให้รอฟังการประชุม ทั้งฝ่ายเลขานุการ GBC รวมถึงในวันที่ 27 ธ.ค.นี้ ของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมทั้ง 2 ประเทศ ขอย้ำว่า ในพื้นที่หน้าที่ของเรายังคงดำเนินการอยู่ ซึ่งยังมีการปะทะอย่างต่อเนื่อง เรายังต้องทำและปฏิบัติ และทำหน้าที่นั้นให้ดีที่สุด

เมื่อถามว่า 1 ใน 3 ข้อเสนอ คือกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนในฐานะผู้รุกราน ปัจจุบันนี้ได้เห็นสัญญาณนั้นแล้วหรือไม่ ภายหลังได้มีการทำหนังสือมาถึงกระทรวงกลาโหม พล.อ.ชัยพฤกษ์ ตอบว่า กัมพูชาได้ส่งสัญญาณมาโดยตลอด ตั้งแต่ช่วงต้นว่าคิดและอยากปฏิบัติเช่นนั้น แต่เราไม่ได้เป็นฝ่ายที่ทำให้สถานการณ์เกิดขึ้น และเมื่อเกิดขึ้นแล้ว เราต้องปกป้องอธิปไตย

เมื่อถามว่า กัมพูชาสงวนคำพูดหลบเลี่ยงที่จะประกาศหยุดยิงก่อนโดยใช้วิธีการให้ไทยและกัมพูชาประกาศหยุดยิงพร้อมกันหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า เชื่อว่าฝ่ายกัมพูชาพยายามสื่อสารกับคนไทยในประเทศเช่นนั้น เมื่อถามว่าเรายังยืนยันในจุดยืนว่า ฝ่ายกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า แน่นอน

เมื่อถามว่าปัจจุบันกัมพูชาอยู่ในสภาพที่สิ้นสภาพแล้วหรือไม่ พล.อ.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า ขณะนี้ได้ทำลายไปหลายส่วน กำลังที่อยู่บริเวณเขตอธิปไตยของเรา ตอนนี้ทำได้ 90% แต่ในพื้นที่ทางลึก ยุทโธปกรณ์ที่เขามีอยู่ ก็ยังมีอีกจำนวนมาก แต่ไม่ขอพูดถึงรายละเอียด คิดว่าเราดำเนินการตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้เป็นที่น่าพอใจ

กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

จุดยืนของไทยชัดเจน: กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด แม้จะมีการประชุม GBC แต่ยังไม่มีข้อสรุปที่เป็นรูปธรรมที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ชัดเจนคือจุดยืนของประเทศไทยที่ต้องการให้กัมพูชาแสดงความรับผิดชอบด้วยการประกาศหยุดยิงก่อน

การที่กัมพูชาส่งสัญญาณว่าจะทำในลักษณะเดียวกันนั้น ยังไม่เพียงพอต่อการสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจ เนื่องจากเป็นผู้ที่ก่อให้เกิดสถานการณ์ความรุนแรงขึ้นก่อน การประกาศหยุดยิงจึงเป็นการแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งและหันมาสู่การเจรจาอย่างสันติ

พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ เสนาธิการทหารบก ได้ย้ำถึงความสำคัญของการปกป้องอธิปไตยของชาติ ซึ่งเป็นหน้าที่หลักของทหาร และได้กล่าวถึงความคืบหน้าในการดำเนินการในพื้นที่ โดยระบุว่าสามารถทำลายกำลังของฝ่ายตรงข้ามไปได้มาก แต่ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง

ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และส่งผลกระทบต่อประชาชนทั้งสองฝั่ง การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีจึงเป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรให้ความสำคัญ การเจรจาและการสร้างความเข้าใจร่วมกันเป็นหนทางที่จะนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

การที่ประเทศไทยยืนหยัดในหลักการและจุดยืนที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่สำคัญในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน การเจรจาใดๆ จะต้องอยู่บนพื้นฐานของความเคารพซึ่งกันและกัน และคำนึงถึงความถูกต้องเป็นธรรม

สถานการณ์ปัจจุบันยังคงมีความไม่แน่นอน แต่การที่ประเทศไทยแสดงจุดยืนที่ชัดเจนและหนักแน่น จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนในที่สุด สิ่งสำคัญคือการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลและกองทัพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ

ถึงแม้ว่าการพูดคุยและการเจรจาจะเป็นสิ่งสำคัญ แต่การเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ การที่กองทัพยังคงปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องอธิปไตยอย่างเข้มแข็ง เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครมารุกรานอธิปไตยของชาติ

ประเทศไทยควรใช้โอกาสนี้ในการเสริมสร้างความสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้าน และสร้างความเข้าใจอันดี เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งในอนาคต การทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาต่างๆ จะเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย และนำไปสู่ความสงบสุขในภูมิภาค

การยืนยันว่า กัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญที่จะนำไปสู่การเจรจาอย่างจริงจัง และแสดงถึงความตั้งใจที่จะแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธี การที่ประเทศไทยยึดมั่นในหลักการนี้ จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง และนำไปสู่การยุติความขัดแย้งอย่างยั่งยืน

ที่มา – เสธ.ทบ. ยันทหารยังคงทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตย ย้ำกัมพูชาต้องประกาศหยุดยิงก่อน

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

เปิดภาพนาทีประวัติศาสตร์! “แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี” ร่วมบัญชาการรบในภารกิจสุดหินเพื่อยึดและควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญอย่าง “เนิน 350” โดยเน้นย้ำความรอบคอบและความระมัดระวังสูงสุดในทุกขั้นตอน

เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2568 เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความประกาศความสำเร็จในการเข้าควบคุมและสถาปนาพื้นที่ “เนิน 350” ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญใกล้ปราสาทตาควาย อำเภอพนมดงรัก จังหวัดสุรินทร์ หลังจากที่มีการปะทะอย่างหนักกับกองกำลังฝ่ายกัมพูชา

เปิดภาพ! แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดเนิน 350

พลโท วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 ได้เปิดเผยถึงรายละเอียดของการปฏิบัติการครั้งนี้ว่า อยู่ภายใต้การบัญชาการรบร่วมกับ พลตรี สมภพ ภาระเวช ผู้บัญชาการกองกำลังสุรนารี โดยเน้นย้ำว่าทุกขั้นตอนการปฏิบัติงานเป็นไปอย่างรอบคอบ รัดกุม และต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูงสุด เนื่องจากฝ่ายกัมพูชาได้ละเมิดอนุสัญญาออตตาวา ด้วยการลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมากในพื้นที่การรบ ทำให้การเคลื่อนกำลังและการตรวจยึดพื้นที่ต้องดำเนินไปด้วยมาตรการความปลอดภัยขั้นสูงสุด

การยึด “เนิน 350” สำเร็จครั้งนี้ ถือเป็นชัยชนะที่สำคัญอย่างยิ่งทางยุทธศาสตร์

สดุดีวีรบุรุษผู้กล้า

อย่างไรก็ตาม ชัยชนะครั้งนี้ต้องแลกมาด้วยความสูญเสียอันยิ่งใหญ่ เมื่อ จ่าสิบเอก สำเริง คลังประโคน และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร้อย.อวบ.ร.23 พัน.3 ได้เสียสละชีวิตของตนเองในการปฏิบัติหน้าที่เป็นชุดยิงคุ้มครอง ปกป้องและเปิดทางให้เพื่อนร่วมรบสามารถถอนกำลังได้อย่างปลอดภัยจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 เวลา 10.10 น. ในระหว่างภารกิจเข้าตีต่อที่หมาย “เนิน 350” ซึ่งฝ่ายตรงข้ามได้ใช้อาวุธยิงสนับสนุนและอาวุธเล็งตรงโจมตีอย่างต่อเนื่อง

แม่ทัพภาคที่ 2 ได้กล่าวยกย่องวีรกรรมของทั้งสองนายว่าเป็นแบบอย่างของทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย “การเสียสละของทั้งสองนาย คือแบบอย่างของคำว่า ทหารอาชีพผู้ยืนหยัดเพื่อแผ่นดินไทยจนลมหายใจสุดท้าย”

ปัจจุบัน ร่างของวีรบุรุษทั้งสองนายอยู่ระหว่างการลำเลียงลงสู่พื้นที่ราบ โดยยังคงต้องใช้มาตรการความปลอดภัยสูงสุด เนื่องจากยังมีความเสี่ยงจากทุ่นระเบิดและวัตถุระเบิดแสวงเครื่องที่อาจหลงเหลืออยู่

ชัยชนะในการยึด “เนิน 350” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การได้มาซึ่งพื้นที่ แต่เป็นการยืนยันว่าอธิปไตยของชาติไทย ยังคงมีผู้พร้อมที่จะยืนหยัดปกป้องด้วยชีวิต

จ.ส.อ. สำเริง คลังประโคน สังกัด ร.23 พัน.3 และ พลทหาร ภานุพัฒน์ เสาร์สา สังกัด ร.23 พัน.3 ชื่อของท่านทั้งสองจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ของกองทัพไทย และจะอยู่คู่กับแผ่นดินไทยตลอดไป

การปฏิบัติการครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความเสียสละ ความกล้าหาญ และความมุ่งมั่นของทหารไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ การยึด “เนิน 350” สำเร็จ จึงเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่ต้องจารึกไว้

ที่มา – เปิดภาพ แม่ทัพภาคที่ 2 – ผบ.กกล.สุรนารี ร่วมบัญชาการรบ ภารกิจยึด “เนิน 350”

ทภ.2 สรุป! รบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปแนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา ปะทะหนักพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ไทยรุกคุมพื้นที่สำคัญ ลดศักยภาพ BM-21 ยันไทยคุมเกมรบ ขวัญกำลังพลยังดี

ความคืบหน้าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม 2568 ทางกองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์แนวรบชายแดนไทย-กัมพูชา วันที่ 15 ธ.ค. ว่า กัมพูชาได้เปิดฉากยิงเข้ามายังฝ่ายไทย ตั้งแต่เวลา 02.13 น. – 22.00 น. โดยชายแดนด้านจังหวัดอุบลราชธานี แนวรบช่องบก สถานการณ์ส่วนใหญ่ปกติ ตลอดทั้งวัน มีเพียงการตรวจพบโดรนของฝ่ายตรงข้ามเป็นระยะในช่วงเย็นและค่ำ ซึ่งฝ่ายเราใช้การลาดตระเวนทางอากาศและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด ไม่พบการปะทะขนาดใหญ่

แนวรบช่องอานม้า เป็นพื้นที่การรบเข้มข้นอีกจุดหนึ่ง ฝ่ายเราเปิดปฏิบัติการเชิงรุกต่อเนื่อง โดยเฉพาะการเข้าตีและเคลียร์ที่หมาย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาว / ปืนใหญ่ / ปืนทค. อย่างต่อเนื่อง ฝ่ายเราสามารถเข้าควบคุมที่หมายได้ตามแผน และวางกำลังเสริมความมั่นคง

ชายแดนจังหวัดศรีสะเกษ แนวรบพื้นที่ซำแต-โดนตรวล-ภูผี-สัตตะโสม-พนมประสิทธิโส-ช่องตาเฒ่า มีการข่าวรายงานว่า ฝ่ายกัมพูชาอนุมัติให้ยิง RM-70 โดยเป้าหมายคือ ผามออีแดง สระตราว ตามาเรีย ภูมะเขือ

ฝ่ายเราได้ทำลายโรงจอดรถ 12 คัน ของกัมพูชา บริเวณแยกสวายจรุม ทำให้ไฟลุกไหม้และมีเสียงระเบิดดังหลายครั้ง นอกจากนี้ฝ่ายเราได้ใช้ F-16 ทิ้งระเบิด ที่ทำการกองพันสนับสนุน 371 (พัน.สสน.371) และยิงทำลายที่ทำการตำรวจตระเวนชายแดน 795 ของฝ่ายกัมพูชา (ทก.พัน.ตชด.795) ได้รับความเสียหาย 80%

แนวรบพื้นที่ผามออีแดง-ห้วยตามาเรีย ทั้งสองฝ่ายมีการปะทะเป็นระยะๆ ด้วยปืนเล็กยาวประปราย

แนวรบภูมะเขือ-โดนเอาว์ ไทยสามารถทำลายเสาสัญญาณของฝ่ายทหารกัมพูชา บริเวณช่องโดนเอาว์ และยังคงมีการปะทะด้วยปืนเล็กยาวประปราย ฝ่ายไทยใช้ปืนใหญ่ยิงต่อต้านปืนใหญ่กัมพูชาเป็นห้วงๆ

โดยช่วงเย็นไทยได้ตรวจพบโดรนจำนวนมากบินหลายพื้นที่ สะท้อนถึงความพยายามของกัมพูชาในการลาดตระเวนและกดดันทางอากาศ

แนวรบช่องสะงำ ไม่มีการสู้รบ สถานการณ์เฝ้าระวัง

ชายแดนจังหวัดสุรินทร์ แนวรบ ช่องจอม – ช่องเปรอ – ช่องระยะ ฝ่ายไทยดำเนินกลยุทธ์เชิงรุก ใช้การยิงข่มและการยิงทำลายเป้าหมายสำคัญของ กพช. อย่างต่อเนื่อง เข้าควบคุมที่หมายในพื้นที่ช่องระยีได้สมบูรณ์ พร้อมเสริมความมั่นคงที่ตั้ง

ไทยมีการใช้โดรนทิ้งระเบิด และยิงปืนใหญ่ทำลายที่ตั้ง ทหารกัมพูชาและจุดต้องสงสัยหลายแห่ง โดยประเมินว่าฝ่ายตรงข้ามได้รับความเสียหายสูง

แนวรบพื้นที่คนา ฝ่ายไทยสามารถทำการยึดที่หมาย และควบคุมพื้นที่ พร้อมทั้งทำการเสริมความมั่นคง ได้แล้ว

แนวรบพื้นที่ตาควาย ทหารกัมพูชามีการยิงปืนกล และ BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น

นอกจากนี้ทหารกัมพูชา ยังได้ยิง BM-21 โจมตีพื้นที่ปราสาทตาควายและเนิน 350 และยิง BM-21 ใส่ฐานทหาร และทหารกัมพูชายังคงใช้โดรน FPV บินโจมตีฐานทหารและบริเวณปราสาทตาควายหลายครั้ง

ซึ่งฝ่ายไทยสามารถยึดที่หมายสำคัญ และควบคุมพื้นที่ได้ พร้อมทำการเสริมความมั่นคงอย่างเร่งด่วน

ทั้งนี้มีข้อสังเกตสำคัญ คือ ทุกครั้งที่ฝ่ายตรงข้ามยิง BM-21 จะมีโดรน FPV บินติดตามเข้ามาหลายลำ แสดงถึงการประสานการยิงกับอากาศยานไร้คนขับอย่างเป็นระบบ

แนวรบช่องกร่าง ทั้งสองฝ่ายมีการยิงปืนใหญ่เป็นห้วงๆ มีกระสุน BM-21 ตกในพื้นที่ช่องกร่าง และพื้นที่ 255 นอกจากนี้ ทหารกัมพูชาได้ยิง BM-21 ขึ้นมาจากด้านทิศใต้ช่องกร่าง ลงพื้นที่ช่องเสม็ดและปราสาทตาเมือน ซึ่งฝ่ายไทยได้เข้ารุกยึดครองปราสาทตาควาย และสถาปนาความมั่นคง (แม้จะมีการยึดครอง แต่ปราสาทตาควาย ยังคงมีการสู้รบและถูกโจมตีอย่างหนักจากกัมพูชาด้วยอาวุธหนัก BM-21 อย่างต่อเนื่องและหนาแน่น)

แนวรบพื้นที่ตาเมือนธม ช่วงเช้ามืดตรวจพบความเคลื่อนไหวของรถยนต์ฝ่ายตรงข้ามและมีการใช้อาวุธวิถีโค้งยิงใส่ฝ่ายเรา ฝ่ายเราทำการยิงโต้ตอบจน กพช. หยุดยิง

ชายแดนจังหวัดบุรีรัมย์ แนวรบช่องสายตะกู ปรากฏมีการยิงตอบโต้กันด้วยปืน ค. และปืนเล็กยาว ประปราย มีการยิงตอบโต้ด้วยปืน ค. และปืนใหญ่ อย่างหนาแน่นเวลา

โดยสรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนมีลักษณะการปะทะเป็นช่วงๆ ในพื้นที่สำคัญ โดยเฉพาะพื้นที่ตาควายและช่องอานม้า ฝ่ายตรงข้ามพึ่งพา จลก. BM-21, ปืนใหญ่, เครื่องยิงลูกระเบิด และโดรน FPV อย่างชัดเจน

ขณะที่ฝ่ายไทยเน้นการรุกเชิงระบบ ใช้ปืนใหญ่ และการเข้าตีภาคพื้น ใช้โดรนทิ้งระเบิด เพื่อทำลายที่ตั้งและโครงสร้างการสื่อสารของฝ่ายตรงข้าม

ผลการปฏิบัติภาพรวมถือว่า ฝ่ายไทยสามารถควบคุมพื้นที่เป้าหมายสำคัญได้หลายจุด, ลดขีดความสามารถในการสั่งการและการยิงของฝ่ายตรงข้ามได้อย่างมีนัยสำคัญ ขวัญกำลังพลโดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี สถานการณ์ช่วงค่ำหลายพื้นที่กลับสู่ภาวะปกติ แต่ยังต้องเฝ้าระวังภัยจากโดรนและการยิงระยะไกลอย่างต่อเนื่อง ในระยะต่อไป

สรุปแนวรบ ไทย-กัมพูชา “ตาควาย-ช่องอานม้า” โดย ทภ.2

สถานการณ์ล่าสุดที่ ตาควาย-ช่องอานม้า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในพื้นที่ “ตาควาย-ช่องอานม้า” ที่มีการปะทะอย่างต่อเนื่อง การสรุปสถานการณ์จาก ทภ.2 ช่วยให้เราเข้าใจภาพรวมและแนวโน้มในอนาคตได้ดีขึ้น

ที่มา – ทภ.2 สรุปแนวรบไทย-กัมพูชา ปะทะหนัก “ตาควาย-ช่องอานม้า” แฉ กัมพูชาอนุมัติยิง RM-70

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย: ดุเดือด!

สรุปสถานการณ์การปะทะระหว่างไทยและกัมพูชาในพื้นที่ สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ซึ่งกองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผลการปฏิบัติการในช่วงวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา โดยมีการเข้ายึดพื้นที่สำคัญหลายแห่งและทำลายฐานทหารของฝ่ายตรงข้ามไปถึง 48 แห่ง สถานการณ์ใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย นั้นดุเดือดเป็นอย่างมาก ฝ่ายไทยสามารถควบคุมเกมการรบและยิงตอบโต้ได้อย่างต่อเนื่อง

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

รายงานข่าวจากกองทัพภาคที่ 2 เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชาประจำวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ดังนี้:

  • ช่องสายตะกู: มีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาเมือนธม: มีการปะทะด้วยอาวุธเล็งตรงและปืนใหญ่อย่างต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องกร่าง: พบว่ามีการรบปะทะประปราย
  • พื้นที่ตาควาย: มีการรบปะทะกันอย่างหนัก ทั้งอาวุธเล็งตรงและอาวุธวิถีโค้ง มีการใช้โดรนโจมตีจากทั้งสองฝ่าย
  • พื้นที่ปราสาทคณาและโดยรอบ: ไทยสามารถเข้าควบคุมพื้นที่และทำลายบันไดส่วนหัวได้เรียบร้อย การสู้รบยังคงมีต่อเนื่อง
  • ช่องจอม/ช่องเปรอ/ช่องระยี: ไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาที่มั่นเพื่อป้องกันการตีโต้ตอบ
  • ช่องสะงำ: เป็นพื้นที่ที่ยังคงมีการเฝ้าระวัง และยังไม่มีการปะทะ
  • ภูมะเขือ/ช่องโดนเอาว์/พลาญยาว/พลาญหินแปดก้อน: ยังคงมีการยิงจรวด BM-21 เข้ามาในพื้นที่อยู่เป็นระยะ
  • พื้นที่ซำแต: ทหารไทยสามารถควบคุมพื้นที่ได้แล้ว และอยู่ระหว่างการสถาปนาพื้นที่เพื่อป้องกันการตีโต้ตอบจากกัมพูชา
  • พื้นที่ช่องอานม้า เนิน 677: ทหารไทยสามารถควบคุมได้แล้ว และอยู่ระหว่างปฏิบัติภารกิจต่อเนื่อง
  • พื้นที่ช่องบก: ยังมีการยิงปะทะกันประปราย ซึ่งสถานการณ์ขณะนี้อยู่ระหว่างการเฝ้าระวัง

นอกจากนี้ ทางฝ่ายไทยยังสามารถทำลายที่ตั้งทางการทหาร คลังน้ำมัน/คลังกระสุน ที่ตั้งยิงปืนใหญ่และปืน ค. และฐานที่ตั้งสแกมเมอร์ รวม 48 แห่ง

สรุปผลการปฏิบัติการในสมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย

สรุปผลการปฏิบัติการต่อข้าศึกระหว่างวันที่ 8-13 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ฝ่ายไทยสามารถทำลาย:

  1. ทหารกัมพูชาเสียชีวิต 181 นาย
  2. รถถัง 10 คัน
  3. โดรน 64 ลำ
  4. BM-21 จำนวน 1 คัน
  5. เสาแอนตี้โดรน 4 ต้น
  6. ปืนต่อสู้อากาศยาน (ปตอ.) 4 กระบอก
  7. ระบบควบคุมแอนตี้โดรน 1 ชุด
  8. รถบรรทุก 6 คัน
  9. เสาสัญญาณ 1 ต้น
  10. ปืนใหญ่ 1 กระบอก
  11. ปืนครก (ค.) 6 กระบอก

สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ยังคงเป็นพื้นที่ที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เนื่องจากสถานการณ์ยังคงมีความไม่แน่นอนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การป้องกันชายแดนและการรักษาอธิปไตยของชาติเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นใน สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเตรียมพร้อมทางทหารและการมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเพื่อรับมือกับภัยคุกคามต่างๆ การสนับสนุนและให้กำลังใจแก่ทหารที่ปฏิบัติหน้าที่ในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

ที่มา – สมรภูมิปราสาทตาเมือนธม–ตาควาย ดุเดือด ทภ.2 โจมตีฐานที่ตั้งทหารกัมพูชา ดับ 181 นาย

กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่

สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามีข่าวอัปเดตสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ที่น่าสนใจจากกองทัพภาคที่ 2 มาฝากกันครับ โดยสรุปแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ได้ดำเนินการทำลายฐานปฏิบัติการทางทหาร คลังน้ำมัน/กระสุน และอื่นๆ ของฝ่ายกัมพูชาไปทั้งสิ้นถึง 48 ที่เลยทีเดียว

กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่

เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2568 เวลา 08.11 น. เพจเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้โพสต์สรุปผลการปฏิบัติการดังกล่าว โดยระบุรายละเอียดของสิ่งที่ถูกทำลายดังนี้:

  • บก.ควบคุม 10 ที่
  • ฐานทหาร 14 ที่
  • หลุมเครื่องยิงลูกระเบิด 6 หลุม
  • ฐานที่ตั้งปืนใหญ่ 2 ที่
  • คลังกระสุน 3 ที่
  • คลังน้ำมัน 1 ที่
  • ฐานที่ตั้งสแกมเมอร์/ฐานจุดปล่อยโดรนโจมตีทางทหาร 2 ที่
  • บังเกอร์ 10 ที่

รวมทั้งหมด 48 ที่

การดำเนินการ กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่ นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาความมั่นคงตามแนวชายแดน และป้องกันภัยคุกคามรูปแบบต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้

รายละเอียดการปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่

แม้ว่ารายละเอียดของการปฏิบัติการ กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่ จะไม่ได้ถูกเปิดเผยทั้งหมด แต่จากข้อมูลที่ได้มีการรายงาน พบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างมีระบบและมีเป้าหมายที่ชัดเจน โดยมุ่งเน้นไปที่การทำลายโครงสร้างพื้นฐานทางทหารที่สำคัญของฝ่ายตรงข้าม เพื่อลดศักยภาพในการปฏิบัติการต่างๆ

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่เป้าหมายในการทำลายครอบคลุมทั้งฐานบัญชาการ ฐานทหารทั่วไป คลังกระสุน คลังน้ำมัน รวมถึงฐานที่ตั้งอุปกรณ์พิเศษอย่างสแกมเมอร์และจุดปล่อยโดรน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความรอบคอบในการประเมินภัยคุกคามและความมุ่งมั่นในการป้องกันอย่างเต็มที่

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา เป็นพื้นที่ที่ต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีความซับซ้อนและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา การมีมาตรการป้องกันที่เข้มแข็งและการดำเนินการอย่างเด็ดขาด ถือเป็นสิ่งจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่

การที่กองทัพภาคที่ 2 ทำลายฐานทหารกัมพูชา 48 ที่นี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความสามารถของกองทัพไทยในการปกป้องอธิปไตยของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชน อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาความขัดแย้งและความร่วมมือในด้านต่างๆ กับประเทศเพื่อนบ้าน ก็ยังคงเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยสร้างสันติภาพและความมั่นคงในระยะยาว

การดำเนินการครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเด็ดขาดในการรักษาความมั่นคงของชาติ และเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้มีการใช้พื้นที่ของตนในการกระทำที่เป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 สรุปทำลายฐานทหารกัมพูชา คลังน้ำมัน/กระสุน และอื่นๆ รวม 48 ที่

สดุดี! พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ วีรบุรุษชายแดนใต้

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพจากเหตุปะทะเดือดบน “เนิน 677” ช่องอานม้า เดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด จ.นราธิวาส เพื่อร่วมปกป้องอธิปไตย สมัครรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระแม่

วันที่ 13 ธันวาคม 2568 จากกรณีที่มีรายงานว่า บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า จังหวัดอุบลราชธานี สถานการณ์ยังคงตึงเครียดและรุนแรงต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงเช้า เนื่องจากฝั่งกัมพูชาพยายามจะเข้ามายึดพื้นที่เนิน 677 ทำให้มีเสียงปืนใหญ่ดังขึ้นหลายนัด โดยทหารปืนใหญ่ ต้องยิงสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง จนเกิดทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย ดังที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น (ปะทะหนักที่เนิน 677 ช่องอานม้า ทหารไทยถูกสะเก็ดระเบิด พลีชีพ 4 นาย บาดเจ็บ 3 นาย)

ล่าสุดทางด้านเพจเฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส ได้โพสต์ข้อความอาลัยหนึ่งในพลทหารผู้เสียชีวิตลูกหลานชาวนราธิวาส โดยระบุว่า พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี ตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม ผู้เสียสละชีวิตตน เพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย ขณะปฏิบัติหน้าที่สู้รบ ณ บริเวณเนิน 677 ช่องอานม้า อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี

น้องเดินทางไกลกว่าพันกิโลจากบ้านเกิด เพื่อร่วมปฎิบัติหน้าที่อันยิ่งใหญ่ ร่วมปกป้องผืนแผ่นดินไทยให้คงอยู่ วีรบุรุษจากชายแดนใต้ สู่ชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารผู้กล้าของไทย

ประวัติของ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ อายุ 21 ปี เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2547 บรรจุเข้ารับราชการทหารเมื่อ 1 พ.ย.2566 ในตำแหน่ง พลยิงอาวุธต่อสู้รถถัง สังกัด กองพันจู่โจม มีภูมิลำเนา ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส พลอาสาฯ มุสตากีม ถือเป็นสายเลือดทหารหาญโดยแท้ เพราะมีแม่เป็นทหารหญิง ปัจจุบันรับใช้ชาติอยู่ที่ จังหวัดสระบุรี น้องรักและเป็นห่วงแม่มาก เหตุผลที่สมัครเป็นทหารไปรับใช้ชาติ เพราะอยากแบ่งเบาภาระของแม่

หลับเถิดทหารผู้กล้า เราทุกคนจะจดจำความกล้าหาญและเสียสละของท่านตราบนิรันดร์…

กำหนดการพิธีฝั่งศพ พลอาสา มุสตากีม มาเจ๊ะมะ กำหนดจัด ณ กุโบสะบือรัง (บ้านสุแฆ) ม.3 ต.ดุซงญอ อ.จะแนะ จ.นราธิวาส

ขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก สำนักงานประชาสัมพันธ์ จ.นราธิวาส

สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

จากเหตุการณ์ความสูญเสียที่เนิน 677 ช่องอานม้า จ.อุบลราชธานี ชื่อของ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้าหาญและการเสียสละเพื่อชาติ เขาคือหนึ่งในทหารหาญที่พลีชีพเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติไทย

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ: ผู้เสียสละจากชายแดนใต้

เรื่องราวของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ เป็นเครื่องเตือนใจให้เรารำลึกถึงความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเสียสละเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย แม้จะต้องจากบ้านเกิดที่นราธิวาสมาไกลถึงอุบลราชธานี เขาก็ยังคงมุ่งมั่นที่จะทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มกำลังความสามารถ

  • ความกล้าหาญ: พลฯ มุสตากีม แสดงให้เห็นถึงความกล้าหาญในการเผชิญหน้ากับศัตรู
  • ความเสียสละ: เขาได้สละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องประเทศชาติ
  • ความรักชาติ: แรงจูงใจสำคัญในการรับราชการทหารของเขาคือความรักชาติและความต้องการที่จะแบ่งเบาภาระของมารดา

พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ จะอยู่ในความทรงจำของพวกเราตลอดไป ความกล้าหาญและเสียสละของเขาจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนรุ่นหลังได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องชาติบ้านเมือง และความเสียสละของเหล่าทหารกล้าที่พร้อมจะพลีชีพเพื่อชาติ

การจากไปของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ ถือเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของกองทัพไทยและประเทศชาติ แต่ความเสียสละของเขาจะไม่สูญเปล่า เพราะเขาได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้กับประเทศชาติ และชื่อของเขาจะถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ในฐานะวีรบุรุษผู้กล้าหาญ

ขอสดุดีวีรกรรมของ พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ และขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวและเพื่อนฝูงของเขา

ที่มา – สดุดีวีรบุรุษจากชายแดนใต้ “พลฯ มุสตากีม มาเจ๊ะมะ” สละชีพบนเนิน 677 ช่องอานม้า

ทภ.2 แฉสมุดทหารกัมพูชา ยึดซำแต-เนิน 677

กองทัพภาคที่ 2 (ทภ.2) เปิดเผยข้อมูลสำคัญที่ได้จากสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา หลังจากการเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677 ได้สำเร็จ การค้นพบครั้งนี้เผยให้เห็นแผนผังการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญในการรักษาความปลอดภัยในพื้นที่ชายแดน

เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2568 ทภ.2 ได้สรุปสถานการณ์การสู้รบระหว่างไทยและกัมพูชา ณ เวลา 11.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้:

  1. การเข้ายึดที่หมายซำแต, เนิน 677 บริเวณช่องอานม้าเป็นไปด้วยความเรียบร้อย อย่างไรก็ตาม ยังคงอยู่ในระหว่างการปฏิบัติการทางทหารเพื่อเคลียร์พื้นที่
  2. ในพื้นที่คณาดำเนินการเข้ายึดได้แล้ว 3 ที่หมาย และยังคงปฏิบัติการในส่วนที่เหลือ
  3. พื้นที่ตาควายยังคงมีการปะทะกันอย่างหนัก และผลการปฏิบัติงานจะรายงานให้ทราบต่อไป
  4. สำหรับพื้นที่สำคัญอื่นๆ ตลอดแนวชายแดน ยังคงมีการสู้รบประปราย แต่สถานการณ์โดยรวมอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ และมีการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากฝ่ายกัมพูชายังคงพยายามใช้อาวุธปืนใหญ่และจรวดหลายลำกล้อง (BM-21) ยิงเข้ามายังฐานปฏิบัติการของฝ่ายไทย

รายการยุทโธปกรณ์และสิ่งอุปกรณ์ที่สำคัญที่ยึดได้จากฐานปฏิบัติการของทหารกัมพูชาในพื้นที่ ซำแต-เนิน 677 ประกอบด้วย:

  1. โทรศัพท์ 8 เครื่อง
  2. สมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา 1 เล่ม
  3. ลูกระเบิด m203 7 ลูก
  4. จรวด RPG พร้อมอุปกรณ์ 50 ชุด
  5. กระสุนปืน 11,765 นัด
  6. วิทยุสื่อสาร 15 เครื่อง

จากการตรวจสอบสมุดบันทึกการปฏิบัติงานของทหารกัมพูชา พบข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง โดยมีการบันทึกแผนผังการวางทุ่นระเบิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม 2568 จำนวน 11 จุด รวม 30 ลูก และกับระเบิดแสวงเครื่องประกอบ TNT จำนวน 2 จุด รวม 6 ลูก นอกจากนี้ ยังพบแผนการเตรียมวางทุ่นระเบิดเพิ่มเติมในวันที่ 21 สิงหาคม 2568 อีก 6 จุด แต่ยังไม่มีการระบุจำนวนทุ่นระเบิด

โทรศัพท์ทั้ง 8 เครื่องและสมุดบันทึก 1 เล่ม ได้ถูกส่งมอบให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อดำเนินการตรวจสอบและขยายผลต่อไป ข้อมูลที่ได้จากสมุดบันทึกนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการวางแผนป้องกันและรักษาความปลอดภัยในพื้นที่

สำหรับพื้นที่ที่คาดว่าอาจมีการวางทุ่นระเบิดหรือกับระเบิด หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทำการควบคุมพื้นที่ดังกล่าว และเตรียมการสำหรับหน่วยเก็บกู้ทุ่นระเบิด (EOD) เพื่อเข้าทำการตรวจสอบและพิสูจน์ต่อไป ความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่เป็นสิ่งที่กองทัพให้ความสำคัญสูงสุด

ทภ.2 เผยข้อมูลในสมุดบันทึกทหารกัมพูชา หลังไทยเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677

ข้อมูลที่ได้จากการยึด ซำแต-เนิน 677 ครั้งนี้ เป็นประโยชน์อย่างมากในการทำความเข้าใจยุทธวิธีและการวางแผนของฝ่ายตรงข้าม ทำให้กองทัพสามารถตอบสนองและป้องกันภัยคุกคามได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ความสำคัญของข้อมูลจากสมุดบันทึกทหารกัมพูชาในการปฏิบัติการที่ซำแต-เนิน 677

การได้มาซึ่งสมุดบันทึกของทหารกัมพูชา ช่วยให้ทราบถึง:

  • รูปแบบการวางทุ่นระเบิดและกับระเบิดแสวงเครื่อง
  • พื้นที่ที่คาดว่าจะมีการวางระเบิด
  • แผนการปฏิบัติงานอื่นๆ ของทหารกัมพูชา

ข้อมูลเหล่านี้เป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการวางแผนการปฏิบัติการทางทหาร การป้องกันความเสียหาย และการรักษาความปลอดภัยของทหารและประชาชนในพื้นที่

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าจะดำเนินการทุกมาตรการอย่างเต็มความสามารถ เพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน ปกป้องอธิปไตย บูรณภาพแห่งดินแดน และศักดิ์ศรีของประเทศชาติอย่างเด็ดขาดและถึงที่สุด การรักษา ซำแต-เนิน 677 และพื้นที่อื่นๆ ตามแนวชายแดน เป็นภารกิจที่กองทัพให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก

การเปิดเผยข้อมูลในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพในการปกป้องประเทศชาติ และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ เพื่อความสงบสุขของประชาชน

ที่มา – ทภ.2 เผยข้อมูลในสมุดบันทึกทหารกัมพูชา หลังไทยเข้ายึดพื้นที่ซำแต-เนิน 677

ด่วน! กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชา

“กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ชายแดน การสู้รบขยายวงกว้าง รุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง “ฝ่ายกัมพูชา” เสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 9 ธันวาคม 2568 (เวลา 17.00 น.) สถานการณ์ตั้งแต่เวลา 09.00 ถึง 17.00 ของวันนี้ ทหารกัมพูชาโจมตีฝ่ายเราอย่างหนัก การสู้รบขยายวงกว้างและมีความรุนแรงด้วยจรวดหลายลำกล้อง BM-21 ประมาณ 125 ครั้ง กระสุนลูกจรวด 5,000 นัด โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV จำนวน 33 พื้นที่ ใส่ฐานและที่มั่นของฝ่ายเราในหลายแนวรบ โดยเฉพาะในพื้นที่ช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์ ฝ่ายเราตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วน

ปัจจุบันยังมีสถานการณ์อยู่ตลอดแนวการวางกำลัง จากผลการปะทะกันอย่างหนักตลอดห้วงเวลาที่ผ่านมา ฝ่ายเราได้สูญเสียนักรบกล้าสละชีพเพื่อพิทักษ์ชาติไปจำนวน 4 นาย บาดเจ็บรวม 68 นาย ฝ่ายกัมพูชาเสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 จะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อความมั่นคงปลอดภัย และรักษาอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงตึงเครียด โดยล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาอัปเดตสถานการณ์การสู้รบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีความรุนแรงและขยายวงกว้างมากขึ้น การปะทะครั้งนี้ส่งผลให้เกิดความสูญเสียทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะฝ่ายกัมพูชาที่มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากถึง 61 ศพ และยังมีผู้บาดเจ็บอีกจำนวนมากที่ยังไม่สามารถประเมินได้

รายละเอียดสถานการณ์ล่าสุดจากกองทัพภาคที่ 2

จากข้อมูลที่ กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า ทหารกัมพูชาได้ทำการโจมตีอย่างหนักหน่วง โดยมีการใช้จรวดหลายลำกล้อง BM-21 จำนวนมากถึง 125 ครั้ง และกระสุนลูกจรวดอีกกว่า 5,000 นัด นอกจากนี้ยังมีการใช้โดรนพลีชีพหรือโดรน FPV โจมตีฐานและที่มั่นของฝ่ายไทยในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณช่องอานม้าและช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี, เถียงตาม็อก จังหวัดศรีสะเกษ และช่องคนา ปราสาทตาควาย จังหวัดสุรินทร์

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความรุนแรงของการสู้รบที่ยังคงดำเนินอยู่ แม้ว่าฝ่ายไทยจะมีการตอบโต้ด้วยอาวุธอย่างได้สัดส่วนแล้วก็ตาม การโจมตีอย่างต่อเนื่องจากฝ่ายกัมพูชาส่งผลให้เกิดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินของทั้งสองฝ่าย

ความสูญเสียที่เกิดขึ้น:

  • ฝ่ายไทย: เสียชีวิต 4 นาย บาดเจ็บ 68 นาย
  • ฝ่ายกัมพูชา: เสียชีวิต 61 นาย บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันว่าจะดำเนินการทุกมาตรการเพื่อรักษาความมั่นคงปลอดภัยและอธิปไตยของประเทศอย่างเต็มกำลัง การอัปเดตสถานการณ์อย่างต่อเนื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องและเข้าใจถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างแท้จริง

การสู้รบที่เกิดขึ้นนี้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นในอนาคต การแก้ไขปัญหาโดยสันติวิธีและการเจรจาจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงความสูญเสียและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ชายแดนยังคงเป็นสิ่งที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด และหวังว่าทุกฝ่ายจะใช้ความอดทนอดกลั้นและหาทางออกร่วมกัน เพื่อนำไปสู่สันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” อัปเดตสถานการณ์ กัมพูชาเสียชีวิต 61 ศพ บาดเจ็บยังประเมินไม่ได้

ทบ. เผยเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา ทหารเสียชีวิต

สถานการณ์ตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นที่จับตามอง ล่าสุด กองทัพบกได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าและสรุปความสูญเสียจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 ว่า จากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน (7-8 ธ.ค. 68) มีกำลังพลจากกองทัพภาคที่ 1 และ 2 ได้รับผลกระทบ โดยมีผู้เสียชีวิต 1 นาย และบาดเจ็บถึง 18 นาย ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเสียใจอย่างยิ่ง

สรุปเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

สรุปรายละเอียดผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว:

วันที่ 7 ธันวาคม 2568: บาดเจ็บ 2 นาย

  • ส.อ. อนุชาติ เรือนคำ (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 6 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): ถูกยิงที่ขาซ้าย
  • พลทหาร พรชัย จำปาจูม (กองพันทหารราบที่ 3 กรมทหารราบที่ 6): โดนแรงอัดกระสุนปืนเล็ก

วันที่ 8 ธันวาคม 2568: เสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 13 นาย

พื้นที่ฐานป้องไพร ช่องบก

  • จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): เสียชีวิต
  • พลทหาร ยุทธภูมิ ปริปุรณะ (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณใบหน้า
  • พลทหาร พีรวัส ตะเพียนทอง (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาทั้งสองข้าง
  • จ.ส.อ. นภา เถื่อนไพล (กองร้อยทหารม้าลาดตระเวนที่ 6): ถูกโจมตีจากอาวุธยิงสนับสนุน มีอาการแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ธนวัฒน์ แก้วหาญ (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก
  • พลทหาร ดำรง มูลสาร (กรมทหารราบที่ 16): โดนแรงระเบิดแน่นหน้าอก

พื้นที่ฐานแดนไกล ช่องอานม้า

  • ส.อ. ธรรมวัฒน์ ศรีหมอก (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดที่ต้นขาทั้งสองข้าง
  • ส.อ. ชนะพงษ์ สถิตป่าแขม (กองพันจู่โจม): ถูกสะเก็ดบริเวณต้นขาทั้งสองข้าง
  • พลทหาร วิรัก อรุณประสิทธิชัย (กองพันจู่โจม): โดนสะเก็ดระเบิดบริเวณขาขวา

บริเวณฐานเนิน 527

  • อส.ทพ. สนิท หวังลาภ (กรมทหารพรานที่ 23): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ
  • พลทหาร ศรายุทธ พินิจภาระ (กองพันทหารม้าที่ 17 กรมทหารราบที่ 1): อาการบาดเจ็บที่นิ้วมือ

พื้นที่ปราสาทตาเมือนธม

  • พลทหาร ธีรพัฒน์ พรมเย็น (กองพันทหารม้าเฉพาะกิจที่ 20): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่พระร่วง

  • พลทหาร กิตติโชติ ศรีสุลัย (กองพันทหารปืนใหญ่ที่ 106 กรมทหารปืนใหญ่ที่ 6): โดนแรงอัดจากระเบิด

พื้นที่ปราสาทคนา

  • ส.อ. สมเกียรติ กาละพันธ์ (กองพันทหารช่างที่ 6 กองพลทหารราบที่ 6): โดนแรงระเบิดจาก RPG

พื้นที่กองทัพภาคที่ 1

  • ส.อ. นพชัย คลังแสง (ร.112): ได้รับบาดเจ็บจากสะเก็ดระเบิดบริเวณปาก และมีอาการแน่นหน้าอก
  • ส.อ. ธีรวัฒน์ วงด้วง (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ มีอาการแน่นหน้าอก หูอื้อจากแรงระเบิด
  • จ.ส.อ. สิรวิชญ์ อะมะมูล (ช.พัน.2): ได้รับบาดเจ็บจากการปะทะ บริเวณสะโพกจากแรงระเบิด

สถานการณ์เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นายนี้ แสดงให้เห็นถึงความไม่แน่นอนและความเสี่ยงที่ทหารไทยต้องเผชิญในการปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งต่อครอบครัวของ จ.ส.อ. ศตวรรษ สุจริต และขอเป็นกำลังใจให้ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทุกนายหายโดยเร็ว

เหตุการณ์ความรุนแรงที่เกิดขึ้นบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ทุกฝ่ายควรตระหนักถึงความสำคัญของการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงการสูญเสียที่ไม่จำเป็น และสร้างความมั่นคงและความสงบสุขให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – ทบ. เผย เหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา 2 วัน ทหารไทยเสียชีวิต 1 นาย บาดเจ็บ 18 นาย

Scroll to top