กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้รายงานการตรวจพบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจ ซึ่งเกี่ยวข้องกับอากาศยานไร้คนขับ หรือ “โดรน” นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีการตรวจพบโดรนในบริเวณนี้ แต่จำนวนที่ตรวจพบในครั้งนี้ถือว่าค่อนข้างมาก และส่งผลให้เกิดคำถามตามมาถึงวัตถุประสงค์ของการใช้งาน

กองทัพภาคที่ 2 พบ โดรน แนวชายแดน 60 ลำ

ตามรายงานสรุปสถานการณ์ประจำวันที่ 16 กันยายน 2568 ของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 พบว่ามีการตรวจพบโดรนในพื้นที่ตอนใน 1 ครั้ง จำนวน 2 ลำ และในพื้นที่แนวชายแดนถึง 35 ครั้ง จำนวน 60 ลำ ซึ่งในจำนวนนี้ มี 1 ลำที่สามารถตัดการควบคุมสัญญาณได้สำเร็จ ส่วนที่เหลือตรวจพบในระยะไกลที่อยู่นอกเขตพื้นที่ควบคุมการตัดสัญญาณ

สถานการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการเฝ้าระวังและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่ชายแดนอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้งสองฝ่ายยังคงตรึงกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง โดยฝ่ายไทยได้จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจเพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมพร้อมในการตอบโต้ตามสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

การดำเนินงานด้านจิตอาสา

นอกเหนือจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับการดำเนินงานด้านจิตอาสา โดยศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25 ได้รับมอบสิ่งของเครื่องอุปโภคบริโภคจากสมาคมผู้สื่อข่าวและสื่อมวลชน (ประเทศไทย) เพื่อนำไปมอบให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา นอกจากนี้ ยังมีการติดตามความคืบหน้าในการซ่อมแซมสถานศึกษา โดยร่วมกับกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน ชุดช่างจิตอาสา จากบริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) และประชาชนจิตอาสา ในการปรับปรุงโรงเรียนบ้านโคกกรม อำเภอปราสาท จังหวัดสุรินทร์

ความคืบหน้าในการซ่อมแซมโรงเรียนอยู่ที่ร้อยละ 65 โดยมีการติดตั้งฝ้าเพดาน ทาสีผนังห้อง และติดตั้งประตู การดำเนินงานด้านจิตอาสาเหล่านี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการช่วยเหลือและพัฒนาชุมชนในพื้นที่รับผิดชอบ

กองทัพภาคที่ 2 ได้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และขอความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข้อมูลจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง การตรวจพบโดรนในพื้นที่แนวชายแดนถึง 60 ลำ เป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างละเอียด เพื่อประเมินสถานการณ์และกำหนดมาตรการที่เหมาะสม

การปรากฏตัวของโดรนจำนวนมากเช่นนี้ ใกล้แนวชายแดน เป็นสิ่งที่น่ากังวล และอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศได้ การตรวจสอบหาที่มาและวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการบินโดรนเหล่านี้จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และสร้างความเชื่อมั่นระหว่างประเทศ นอกจากนี้ ประชาชนควรติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อไม่ให้เกิดความตื่นตระหนก และสามารถเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบ “โดรน” พื้นที่แนวชายแดน 60 ลำ ตัดการควบคุมสัญญาณได้ 1 ลำ

กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น! เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

กองทัพภาค 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหวฝั่งกัมพูชา และการปรับปรุงฐานที่มั่นในบางพื้นที่ พบกัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน ไทยจัดกำลังพลประจำจุด ติดตามความเคลื่อนไหว

เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 15 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ระบุว่า ตรวจพบความเคลื่อนไหวและการปรับปรุงฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ ตรวจพบโดรนในพื้นที่แนวชายแดน 32 ครั้ง 57 ลำ ปัจจุบันกองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จังหวัดอำนาจเจริญ พลโท สิรภพ ศุภวานิช เจ้ากรมการทหารช่าง พร้อมด้วย ดร. เกศทิพย์ ศุภวานิช รองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ร่วมกับ จิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน, หัวหน้าส่วนราชการ, องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น, ผู้นำชุมชน และประชาชนในพื้นที่ ร่วมพิธีมอบบ้านถวายเป็นพระราชกุศล และมอบสิ่งของอุปโภคบริโภคให้แก่ครอบครัว อาสาสมัครทหารพราน ประวิทย์ งามแสน ณ ต.ชานุมาน อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 25, กำลังพลจิตอาสาพระราชทาน, ชุดช่างจิตอาสา จากบริษัท ศิริวัฒนา อินเตอร์พริ้นท์ จำกัด (มหาชน) และประชาชนจิตอาสา ติดตามความคืบหน้าการซ่อมแซมสถานศึกษา การติดตั้งฝ้าเพดานในอาคารเรียน, ทาสีผนังห้อง และติดตั้งประตู ความคืบหน้าการซ่อมแซมร้อยละ 60 ณ โรงเรียนบ้านโคกกรม อ.ปราสาท จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง

กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

สถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด หลังจากมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวและการปรับปรุงฐานที่มั่นของฝ่ายกัมพูชาในบางพื้นที่ รวมถึงการพบโดรนจำนวนมากบินในพื้นที่ชายแดน กองทัพไทยได้มีการจัดกำลังพลประจำจุดเพื่อติดตามสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับทุกความเป็นไปได้

รายละเอียดการพบ กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

  • มีการตรวจพบการปรับปรุงฐานที่มั่นของกัมพูชาในบางพื้นที่
  • ตรวจพบโดรนบินในพื้นที่ชายแดนจำนวน 57 ลำ
  • กองทัพไทยจัดกำลังพลประจำจุดเพื่อเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์

การที่กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน ทำให้เกิดความจำเป็นที่ต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวเหล่านี้อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงและความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนได้

นอกเหนือจากเรื่องความมั่นคงแล้ว กองทัพภาคที่ 2 ยังคงมุ่งมั่นในการช่วยเหลือประชาชนผ่านโครงการจิตอาสาต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชนในพื้นที่ต่างๆ ทั่วภาคอีสาน

การรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน ขอให้ประชาชนติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้และตรวจสอบข้อมูลก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิดและความตื่นตระหนก

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการรับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้องและไม่ตื่นตระหนกกับข่าวลือที่ไม่เป็นความจริง ทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาความมั่นคงและปกป้องอธิปไตยของชาติ

การที่กัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดนเป็นสิ่งที่ต้องจับตามอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเสมอไป การเตรียมพร้อมและการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจะช่วยให้เรารับมือกับทุกสถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ที่มา – พบกัมพูชาปรับปรุงฐานที่มั่น เจอโดรน 57 ลำ บินแนวชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โดรนเกษตร 1 ล้านล้าน

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ “กองทัพภาคที่ 2” ตัดสินใจลบโพสต์โครงการระดมทุนจัดซื้อโดรนเกษตรมูลค่ามหาศาลถึง 1 ล้านล้านบาท หลังจากถูกสังคมตั้งคำถามถึงความเกี่ยวข้องของโครงการกับบทบาทของกองทัพ

เรื่องราวเริ่มต้นจากที่เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้เผยแพร่ภาพและข้อความที่ระบุถึงการเข้าพบระหว่างบริษัทแห่งหนึ่ง พร้อมด้วยนายทหารยศพลเอกและคณะที่ปรึกษา กับ พลโทบุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อยื่นเอกสารโครงการ AgriTech Drone Digital Bond วงเงิน 30,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งมีเป้าหมายในการจัดหาโดรนเกษตรอัจฉริยะจำนวน 1 ล้านลำมาใช้งานในประเทศไทย

โครงการนี้ยังระบุถึงแผนการฝึกอบรมนักบินโดรนชั้นสูงจำนวน 100,000 คน ซึ่งจะมาจากทั้งทหารประจำการและทหารกองประจำการ รวมถึงการพัฒนาภาคการเกษตรของไทยด้วยเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเปลี่ยนแปลงเศรษฐกิจฐานรากของประเทศไปสู่ความยั่งยืน โดยทางโครงการมองว่าความร่วมมือกับกองทัพภาคที่ 2 จะเป็นก้าวสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตเกษตรอัจฉริยะ

กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน

อย่างไรก็ตาม หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป ได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในโลกออนไลน์ ผู้คนจำนวนมากเข้ามาแสดงความคิดเห็นและตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับการเข้ามามีส่วนร่วมของกองทัพในโครงการลักษณะนี้ รวมถึงความเหมาะสมและความโปร่งใสของโครงการ

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่เกิดขึ้นทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น

  • โครงการนี้มีความเกี่ยวข้องกับภารกิจหลักของกองทัพอย่างไร?
  • มีกระบวนการตรวจสอบและอนุมัติโครงการที่โปร่งใสหรือไม่?
  • การใช้งบประมาณจำนวนมหาศาลมีความคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติจริงหรือไม่?

ล่าสุด มีรายงานว่าเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำการลบโพสต์ดังกล่าวออกไปแล้ว ซึ่งยังไม่มีคำชี้แจงอย่างเป็นทางการจากกองทัพถึงเหตุผลในการลบโพสต์และการดำเนินงานของโครงการดังกล่าว

ทำไมกองทัพภาคที่ 2 ถึงลบโพสต์?

การที่กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน ทำให้เกิดคำถามมากมาย และทำให้หลายคนสงสัยถึงความโปร่งใสของโครงการนี้ การลบโพสต์โดยไม่มีคำชี้แจงใดๆ ยิ่งทำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยมากยิ่งขึ้น

แม้ว่าโครงการนี้จะมีจุดประสงค์ที่ดีในการพัฒนาภาคการเกษตร แต่การเข้ามามีส่วนร่วมของกองทัพในประเด็นที่อาจไม่เกี่ยวข้องกับภารกิจหลัก ทำให้เกิดความกังวลในเรื่องของความเหมาะสมและความโปร่งใส การที่กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน จึงเป็นสิ่งที่สังคมควรจับตามองและเรียกร้องให้มีการชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด

โครงการนี้ถือเป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการสื่อสารที่ชัดเจนและโปร่งใส โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเกี่ยวข้องกับหน่วยงานภาครัฐและงบประมาณจำนวนมาก การเปิดเผยข้อมูลและตอบข้อสงสัยของประชาชนอย่างตรงไปตรงมาจะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและป้องกันความเข้าใจผิดที่อาจเกิดขึ้น

การที่กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน เป็นเรื่องที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะออกมาให้ข้อมูลที่ชัดเจนเพื่อคลายข้อสงสัยของสังคม

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ลบโพสต์โครงการระดมทุนซื้อโดรนเกษตร 1 ล้านล้าน หลังคนตั้งข้อสงสัย

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ชายแดน พบความเคลื่อนไหวของฝ่าย “กัมพูชา” เสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ ก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม คาดรองรับสถานการณ์ในอนาคต ขณะที่ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจอย่างใกล้ชิด

วันที่ 11 กันยายน 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ประจำวันที่ 11 กันยายน 2568 (ณ เวลา 14.00 น.) สถานการณ์โดยรวมตรวจพบความเคลื่อนไหวของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่องในพื้นที่แนวชายแดน

โดยพบการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการก่อสร้างฐานที่มั่นเพิ่มเติม ทั้งยังมีการเคลื่อนย้ายยานพาหนะเข้าสู่พื้นที่ชายแดนหลายครั้ง ส่วนใหญ่เป็นรถบรรทุกที่ขนส่งวัสดุสำหรับการก่อสร้าง เพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงของฐานปฏิบัติการ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมและการปรับกำลังของฝ่ายกัมพูชา เพื่อรองรับสถานการณ์ในอนาคต ฝ่ายไทยยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจในพื้นที่แนวชายแดนอย่างใกล้ชิด เพื่อเฝ้าติดตามและประเมินสถานการณ์ พร้อมทั้งรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติการตอบโต้ หากมีเหตุการณ์ที่กระทบต่ออธิปไตยและความมั่นคงของชาติ

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน มณฑลทหารบกที่ 24 พันเอก วรวุฒิ สำราญ รองผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัดหนองคาย รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค รวมไปถึงสิ่งของที่จำเป็น จากชาว จ.หนองคาย โดยมี พระเทพวชิรคุณเจ้าคณะจังหวัดหนองคาย/เจ้าอาวาสวัดโพธิ์ชัย (พระอารามหลวง) เป็นผู้แทนคณะสงฆ์, ปลัดจังหวัดหนองคาย และผู้บริหารแดงแหนมเนือง ผู้แทนพ่อค้าคหบดีในพื้นที่เป็นผู้แทนประชาชน จ.หนองคาย นำสิ่งของส่งต่อเป็นกำลังใจแก่ทหารแนวหน้า และพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบ โดยมีกำลังพลจิตอาสาพระราชทาน และประชาชนจิตอาสาพระราชทาน ช่วยขนย้ายสิ่งของ

ศูนย์อำนวยการจิตอาสาพระราชทาน จ.สุรินทร์ นายรองรัตน์ จงอุตส่าห์ นายอำเภอเมืองสุรินทร์ พร้อมด้วยปลัดอำเภอ และสมาชิกกองอาสารักษาดินแดนเมืองสุรินทร์ที่ 3 รับมอบสิ่งของอุปโภคบริโภค เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ป้องกันชายแดนไทย–กัมพูชา ในพื้นที่ อ.กาบเชิง และ อ.พนมดงรัก จ.สุรินทร์

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนให้รับข้อมูลข่าวสารด้วยวิจารณญาณ และติดตามเฉพาะช่องทางอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานที่รับผิดชอบ หรือหน่วยงานด้านความมั่นคงในพื้นที่ ซึ่งสามารถตรวจสอบและยืนยันข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง เพื่อป้องกันความเข้าใจคลาดเคลื่อน จากข้อมูลที่ไม่เป็นความจริง.

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่“ทหารกัมพูชา” มีการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์อย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายจับตาดูท่าทีและความเคลื่อนไหวต่างๆ อย่างใกล้ชิด ทางฝั่งไทยเองก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ มีการจัดกำลังพลเฝ้าตรวจตราตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด เพื่อรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา”

การที่“ทหารกัมพูชา” มีความเคลื่อนไหวในการเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์นั้น อาจมีหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นการเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน หรือการแสดงศักยภาพทางทหาร อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่ทุกฝ่ายต้องยึดมั่นในหลักการสันติวิธี และแก้ไขปัญหาต่างๆ ผ่านการเจรจาและการหารือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความขัดแย้งที่รุนแรง

ความสำคัญของการติดตามสถานการณ์ “ทหารกัมพูชา”

การติดตามสถานการณ์“ทหารกัมพูชา” อย่างใกล้ชิดมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะจะช่วยให้เราสามารถประเมินสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างทันท่วงที นอกจากนี้ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้ จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด และลดความตื่นตระหนกในหมู่ประชาชน

  • การเสริมกำลังพลและยุทโธปกรณ์ของ“ทหารกัมพูชา” บ่งบอกถึงการเตรียมความพร้อม
  • ฝ่ายไทยยังคงเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
  • ความร่วมมือจากประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณเป็นสิ่งสำคัญ

สถานการณ์ชายแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายในการรักษาความสงบเรียบร้อย การรับฟังข้อมูลข่าวสารอย่างมีสติ และการติดตามข่าวจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ จะช่วยให้เราเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างถูกต้อง และพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 ตรวจพบความเคลื่อนไหว “ทหารกัมพูชา” เสริมกำลังพล ยุทโธปกรณ์

กองทัพภาค 2 บรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา”

กองทัพภาคที่ 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” ในหัวข้อ “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกัมพูชา” เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจให้แก่กำลังพลหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน หวังสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องรอบด้าน และนำไปใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เมื่อวันที่ 4 กันยายน 2568 พลตรี วีระยุทธ รักศิลป์ รองแม่ทัพภาคที่ 2 เป็นประธานในการบรรยายพิเศษ เรื่อง “อดีต ปัจจุบัน และอนาคต ของกัมพูชา” โดยได้รับเกียรติจาก อาจารย์ทรงฤทธิ์ โพนเงิน นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิและมีความเชี่ยวชาญด้านประวัติศาสตร์ การเมือง และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมิติที่เกี่ยวข้องกับประเทศกัมพูชา มาเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่กำลังพลของหน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน

การบรรยายจัดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบของศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ณ สโมสรร่วมเริงไชย ค่ายสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้กำลังพลได้มีความรู้ความเข้าใจในสถานการณ์ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานในอนาคตได้อย่างเหมาะสม โดยมีกำลังพลจากหน่วยในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 160 นาย และหน่วยกำลังป้องกันชายแดน เข้าร่วมรับฟังการบรรยายผ่านระบบทางไกล

กองทัพภาค 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา”

หัวข้อการบรรยาย “อดีต ปัจจุบัน และอนาคตของกัมพูชา” นับเป็นประเด็นที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพ เนื่องจากกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดต่อกับพื้นที่รับผิดชอบของกองทัพภาคที่ 2 โดยตรง การมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องและรอบด้านเกี่ยวกับสถานการณ์และบริบทต่างๆ ของกัมพูชา จึงเป็นพื้นฐานสำคัญอย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ในการดูแลความมั่นคงของประเทศและรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดน

ความสำคัญของการบรรยายพิเศษเรื่องกัมพูชา

การบรรยายพิเศษในครั้งนี้ถือเป็นกิจกรรมที่สำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะให้แก่กำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ตามแนวชายแดน การมีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคมของประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา จะช่วยให้กำลังพลสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สามารถวิเคราะห์สถานการณ์ต่างๆ ได้อย่างแม่นยำ และสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องเหมาะสมในทุกสถานการณ์

นอกจากนี้ การบรรยายดังกล่าวยังเป็นการส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างกองทัพไทยและกองทัพกัมพูชา ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการสร้างความสงบสุขและความมั่นคงในภูมิภาค การแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ระหว่างกันจะช่วยลดความเข้าใจผิด และสร้างความร่วมมือในด้านต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

การที่กองทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของกำลังพลอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการรักษาความมั่นคงของชาติและการสร้างสันติสุขในภูมิภาค การลงทุนในการพัฒนาทรัพยากรบุคคลถือเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และจะส่งผลดีต่อการปฏิบัติภารกิจของกองทัพในระยะยาวอย่างแน่นอน

ดังนั้น การบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” ที่จัดขึ้นในครั้งนี้ จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการปฏิบัติหน้าที่ของกำลังพลกองทัพภาคที่ 2 ในการดูแลรักษาความมั่นคงของประเทศ และส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีกับประเทศเพื่อนบ้าน

ที่มา – กองทัพภาค 2 จัดบรรยายพิเศษเรื่อง “กัมพูชา” เสริมความรู้หน่วยกองกำลังป้องกันชายแดน

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ชายแดน มีความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา พบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ

วันที่ 2 ก.ย. 68 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา ประจำวันที่ 2 กันยายน 2568 เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียด ดังนี้

สถานการณ์โดยรวม มีการตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาโดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบ โดรนบริเวณพื้นที่ช่องอานม้า 4 ครั้ง 8 ลำ พื้นที่สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน 7 ครั้ง 23 ลำ และพื้นที่ช่องสายตะกู 1 ลำ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

กองกำลังทั้ง 2 ฝ่าย ยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทย จัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ ตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหว ของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ ตามสถานการณ์

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 5 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 1 ศูนย์ 58 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 424 คน ปัจจุบันมียอด 482 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือน ของประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา ศอ.จอส.พระราชทาน จว.บุรีรัมย์ นายเกรียงศักดิ์ สมจิต รอง ผวจ.บุรีรัมย์, ผู้นำส่วนราชการ, ผู้นำชุมชนในพื้นที่ และประชาชนจิตอาสา ร่วมงานกิจกรรม โครงการ “ประตูแห่งเกียรติยศ สดุดีทหารกล้า” ซึ่ง บริษัท ศักดิ์สิทธิ์ อัลลอย สเตนเลส อินเตอร์ จำกัด ได้จัดทำประตู และช่องรั้ว พร้อมม้านั่ง จำนวน 5 ตัว ส่งมอบให้กับครอบครัว ร.ต.ธีรยุทธ กระจ่างทอง ที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ฯ และบริษัทฯ ได้มอบ ม้านั่งอีกจำนวน 5 ตัว ให้แก่ครอบครัวของ ส.อ. ธีรพล เพียขันที ทหารพรานที่บาดเจ็บ ณ อ.ละหานทราย จว.บุรีรัมย์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้แก่ทหาร และครอบครัว ต่อไป

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25 พ.อ.ธนาคม เลื่อนทอง หก.กกร.มทบ.25 พร้อมด้วยจิตอาสา 904, จิตอาสาพระราชทาน และ ชป.กร.มทb.25 เยี่ยมเยียน พบปะพูดคุยให้กำลังใจ สอบถามถึงปัญหาข้อขัดข้อง พร้อมมอบถุงยังชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน ให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ 60 หลังคาเรือน ณ อ.ปราสาท และ อ.พนมดงรัก จว.สุรินทร์ ประชาชนรู้สึกดีใจ และขอขอบคุณหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำหรับการดูแล.

สถานการณ์ชายแดนยังคงต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงในภูมิภาค

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา

จากรายงานล่าสุด กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจพบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาในหลายพื้นที่ตามแนวชายแดน ซึ่งรวมถึงการบินโดรนในบริเวณสำคัญต่างๆ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 กันยายน 2568 และกำลังถูกติดตามอย่างใกล้ชิด

รายละเอียดความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชาล่าสุด

  • ช่องอานม้า: พบโดรน 4 ครั้ง จำนวน 8 ลำ
  • สัตตะโสม-ภูผี-โดนตวน: พบโดรน 7 ครั้ง จำนวน 23 ลำ
  • ช่องสายตะกู: พบโดรน 1 ลำ

ฝ่ายไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นและเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากสถานการณ์จำเป็น นอกจากนี้ ยังมีการดูแลประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย โดยมีการจัดตั้งศูนย์รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ความช่วยเหลือและบรรเทาความวิตกกังวลของประชาชน

นอกจากการดำเนินงานด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีกิจกรรมจิตอาสาที่ดำเนินการโดย ศอ.จอส.พระราชทาน ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้กำลังใจแก่ทหารและครอบครัวที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน รวมถึงการมอบถุงยังชีพและให้ความช่วยเหลือแก่ประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราทุกคนสามารถเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่าลืมติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่เชื่อถือได้และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวทหารกัมพูชา บินโดรนว่อนหลายพื้นที่ชายแดน

ทหารกัมพูชา: โดรนโผล่ซำแต-ช่องตาเฒ่า

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงน่าจับตา เมื่อล่าสุดมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” โดยเฉพาะการปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่สำคัญอย่าง ซำแต – ช่องตาเฒ่า ถึง 6 ครั้ง สร้างความกังวลและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดจากกองทัพไทย

พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

กองทัพภาคที่ 2 ได้สรุปสถานการณ์ตามแนวชายแดน โดยระบุว่ามีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” อย่างต่อเนื่อง ซึ่งรวมถึงการพบโดรนในพื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า จำนวน 6 ครั้ง และในพื้นที่สัตตะโสม – ภูผี – โดนตวน อีก 1 ครั้ง ทำให้ต้องมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินสถานการณ์และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2568 โดยศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 ได้แถลงถึงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งเป็นข้อมูล ณ เวลา 14.00 น. ของวันดังกล่าว

โดยรวมแล้ว สถานการณ์ยังคงอยู่ในภาวะที่ต้องเฝ้าระวัง แม้ว่ากองกำลังทั้งสองฝ่ายจะยังคงวางกำลังในพื้นที่ของตนเอง แต่ฝ่ายไทยก็ยังคงจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” และเตรียมพร้อมสำหรับการตอบโต้หากมีสถานการณ์ที่จำเป็น

สถานการณ์ล่าสุด: โดรน “ทหารกัมพูชา” กับการรับมือของไทย

การปรากฏตัวของโดรนในพื้นที่ชายแดน ถือเป็นประเด็นที่ต้องให้ความสนใจเป็นพิเศษ เพราะอาจเป็นการลาดตระเวน หรือเตรียมการสำหรับปฏิบัติการบางอย่าง กองทัพไทยจึงต้องเพิ่มความเข้มงวดในการเฝ้าระวัง และใช้เทคโนโลยีต่างๆ เพื่อตรวจจับและติดตามโดรนเหล่านี้

นอกจากประเด็นด้านความมั่นคงแล้ว ยังมีเรื่องของการดูแลผู้อพยพ ที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ชายแดน ซึ่งทางกองทัพและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้อำนวยความสะดวกให้กับประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัย โดยจัดพื้นที่รวบรวมพลเรือนในจังหวัดอุบลราชธานีและสุรินทร์ เพื่อให้ประชาชนได้รับความปลอดภัยและความช่วยเหลือที่จำเป็น

ในส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ศอ.จอส.พระราชทาน ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการให้กำลังใจ และซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากสถานการณ์ รวมถึงการให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

กองทัพภาคที่ 2 ขอความร่วมมือประชาชนในการรับข้อมูลข่าวสารด้วยความระมัดระวัง และติดตามข่าวสารจากช่องทางที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และการตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

  • ติดตามข่าวสารจากหน่วยงานราชการเท่านั้น
  • อย่าหลงเชื่อข่าวลือ
  • ช่วยกันสอดส่องดูแลความปลอดภัย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การรับรู้ข้อมูลที่ถูกต้องและการมีสติในการพิจารณาข่าวสาร จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เราสามารถรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ที่มา – พบความเคลื่อนไหวของ “ทหารกัมพูชา” มีโดรนโผล่พื้นที่ซำแต – ช่องตาเฒ่า 6 ครั้ง

กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก

กองทัพภาคที่ 2 อัปเดตสถานการณ์ตามแนวชายแดน พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ อยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด

วันที่ 30 สิงหาคม 2568 ศูนย์ปฏิบัติการกองทัพภาคที่ 2 แถลงสถานการณ์ตามแนวชายแดนไทย – กัมพูชา เวลา 14.00 น. โดยมีรายละเอียดดังนี้ สถานการณ์โดยรวมมีการตรวจพบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา โดยเจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบโดรนบริเวณพื้นที่ช่องบก 1 ลำ และอยู่ระหว่างการติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้ามอย่างใกล้ชิด กองกำลังทั้ง 2 ฝ่ายยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นของตนเอง ฝ่ายไทยจัดกำลังพลประจำจุดเฝ้าตรวจตามเหตุการณ์ เพื่อติดตามความเคลื่อนไหวของฝ่ายตรงข้าม และเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติตอบโต้ตามสถานการณ์ กรณีที่มีรายงานข่าวว่ากองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวผิดปกติ

กรณีข้อกล่าวหาฝ่ายกัมพูชาต่อการใช้สารพิษของฝ่ายไทย ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์ของกัมพูชา มีการเผยแพร่ภาพทหารกัมพูชาสวมใส่หน้ากากป้องกันสารพิษ พร้อมกล่าวอ้างว่ากองทัพไทยอาจมีการใช้อาวุธเคมีและสารพิษในการปฏิบัติการทางทหารนั้น กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนชี้แจงอย่างชัดเจนว่า ข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เป็นความจริง ฝ่ายไทยไม่เคยมีนโยบาย และไม่มีความจำเป็นต้องใช้อาวุธเคมีหรือแก๊สพิษในการปฏิบัติการทางทหารแต่อย่างใด การนำเสนอข้อมูลดังกล่าวเป็นเพียงการบิดเบือนข้อเท็จจริง ซึ่งอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความหวาดกลัวแก่ประชาชนภายในประเทศกัมพูชาเอง

ประเทศไทยยึดมั่นอย่างเคร่งครัดต่อพันธกรณีตามอนุสัญญาว่าด้วยการห้ามอาวุธเคมี (Chemical Weapons Convention – CWC) และไม่เคยมีการพัฒนา ผลิต ครอบครอง หรือใช้อาวุธเคมีในทุกกรณี อีกทั้งยังให้ความสำคัญต่อหลักมนุษยธรรมและการปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

กองทัพภาคที่ 2 ขอให้ประชาชนทุกฝ่ายมั่นใจว่า ประเทศไทยดำเนินการด้วยความโปร่งใส ยึดหลักสันติวิธี และพร้อมให้ความร่วมมือกับประชาคมระหว่างประเทศอย่างเต็มที่ เพื่อธำรงไว้ซึ่งความมั่นคง ความปลอดภัย และสันติภาพในภูมิภาค ทั้งนี้ข้อกล่าวหาที่ฝ่ายกัมพูชานำมาเผยแพร่ต่อสาธารณชนนั้น เป็นข่าวเท็จและเป็นเพียงกลยุทธ์เพื่อผลประโยชน์ทางการเมืองภายในประเทศตนเอง มิได้มีข้อเท็จจริงใด ๆ เกี่ยวข้องกับนโยบายหรือการปฏิบัติการของฝ่ายไทย

การดูแลผู้อพยพ อำนวยความสะดวกประชาชนจากพื้นที่เสี่ยงภัยไปยังพื้นที่รวบรวมพลเรือน 7 ศูนย์ ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี 3 ศูนย์ 100 คน และในพื้นที่ จ.สุรินทร์ 4 ศูนย์ 501 คน ปัจจุบันมียอด 601 คน เนื่องจากมีความวิตกกังวล ทั้งนี้ทางฝ่ายปกครองได้จัดชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้าน เข้าดูแลพื้นที่บ้านเรือนของพี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานด้านจิตอาสา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้นายชำนาญ ชื่นตา ผวจ.สุรินทร์ นำแจกันดอกไม้และกระเช้าสิ่งของพระราชทานไปมอบแก่กำลังพล 4 นาย ที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาในพื้นที่ จว.สุรินทร์ เพื่อเป็นขวัญกำลังใจ แสดงถึงความห่วงใยของพระองค์ต่อกำลังพล ขณะนี้กำลังพลอยู่ในระหว่างการรักษาตัวได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิด จากทีมแพทย์ พยาบาลของโรงพยาบาลปราสาท อ.ปราสาท และโรงพยาบาลสุรินทร์ อ.เมืองสุรินทร์ จว.สุรินทร์

ศอ.จอส.พระราชทาน มทบ.25, ศอ.จอส.พระราชทาน จว.สุรินทร์ และศอ.จอส.พระราชทาน จว.อุบลราชธานี จิตอาสา 904 พร้อมด้วยจิตอาสาพระราชทาน เยี่ยมศูนย์พักพิงชั่วคราว และได้มอบสิ่งของเครื่องอุปโภค-บริโภค อาหาร น้ำดื่ม ให้กับประชาชน, ผู้สูงอายุ, ผู้ป่วย และเด็ก ณ ศูนย์พักพิงชั่วคราว จว.สุรินทร์ และ จว.อุบลราชธานี อย่างต่อเนื่อง.

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพภาคที่ 2 พบอะไรบ้าง?

กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจตามแนวชายแดน ซึ่งจำเป็นต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด การปรากฏตัวของโดรนเป็นสัญญาณที่ต้องจับตา และต้องมีการประเมินสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด ความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกิดขึ้นส่งผลต่อความมั่นคงในภูมิภาค การรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องเป็นสิ่งที่สำคัญ เพื่อป้องกันความเข้าใจผิด และรับมือกับสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้น

ทำไมต้องติดตามข่าว กองทัพภาคที่ 2 พบทหารกัมพูชา?

  • เพื่อรับทราบสถานการณ์ชายแดน
  • เพื่อเข้าใจมาตรการรักษาความปลอดภัย
  • เพื่อติดตามข่าวสารที่ถูกต้องและเป็นจริง

การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้อย่างกองทัพภาคที่ 2 จะช่วยให้ประชาชนได้รับข้อมูลที่ถูกต้องและครบถ้วน เกี่ยวกับสถานการณ์ชายแดนและการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่

การเฝ้าระวังชายแดนเป็นภารกิจที่สำคัญอย่างยิ่ง การที่ กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชาและโดรน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการรักษาความเข้มงวด และเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่ไม่คาดฝัน การมีข้อมูลที่ถูกต้องและการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดจึงเป็นสิ่งที่สำคัญสำหรับทุกคน

ที่มา – กองทัพภาคที่ 2 พบความเคลื่อนไหวของทหารฝ่ายกัมพูชา เจอโดรนที่ช่องบก 1 ลำ

กองทัพภาคที่ 2 ยันชายแดนไทย-กัมพูชาปกติ

“กองทัพภาคที่ 2” ยืนยันสถานการณ์ 4 จังหวัดตามแนวชายแดน “ไทย–กัมพูชา” ยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีการปะทะ พร้อมทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติ-ดูแลประชาชนอย่างดีที่สุด

วันที่ 26 ส.ค. 2568 เฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2 โพสต์ข้อความโดยระบุว่า “ตามที่ปรากฏข่าวสารในสื่อออนไลน์เกี่ยวกับการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราว โดยผู้ว่าราชการจังหวัดสุรินทร์ ได้ประกาศจัดตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราว จำนวน 7 แห่ง ในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ เพื่อรองรับประชาชนที่อพยพจากอำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์นั้น

กองทัพภาคที่ 2 ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริงกับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในพื้นที่แล้ว พบว่า การเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวดังกล่าว มีวัตถุประสงค์เพื่อรองรับและดูแลประชาชนในกลุ่มเปราะบาง อาทิ ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และประชาชนบางส่วนที่ยังมีความกังวลต่อสถานการณ์ โดยขณะนี้มีประชาชนจากอำเภอกาบเชิง อพยพเข้ามาในพื้นที่อำเภอเมืองสุรินทร์ ประมาณ 200 คน

ทั้งนี้ กองทัพภาคที่ 2 ขอเรียนให้พี่น้องประชาชนมั่นใจว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา ยังคงเป็นไปตามปกติ ไม่มีเหตุการณ์ปะทะระหว่างกำลังทหารไทยกับกัมพูชา จึงขอให้พี่น้องประชาชนติดตามข่าวสารจากหน่วยงานภาครัฐและแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการเท่านั้น เพื่อป้องกันการสับสนจากข่าวลือหรือข้อมูลที่คลาดเคลื่อน

อย่างไรก็ตาม กองทัพภาคที่ 2 อยู่เคียงข้างประชาชน และจะทำหน้าที่ปกป้องประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนอย่างดีที่สุด”.

ขอบคุณเฟซบุ๊ก กองทัพภาคที่ 2

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยัน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์ยังปกติ ไม่มีปะทะ

จากสถานการณ์ที่มีข่าวลือเกี่ยวกับการปะทะตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ความกระจ่างแล้วว่า สถานการณ์ในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดนยังคงเป็นปกติ และไม่มีเหตุการณ์ความรุนแรงใดๆ เกิดขึ้น ข่าวดังกล่าวสร้างความสบายใจให้กับประชาชนในพื้นที่เป็นอย่างมาก หลังจากที่หลายคนมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของตนเองและครอบครัว

กองทัพภาคที่ 2 ยืนยันสถานการณ์ชายแดนปกติ

การยืนยันสถานการณ์ปกติจากกองทัพภาคที่ 2 ถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการป้องกันการแพร่กระจายของข่าวลือ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในพื้นที่ การติดตามข่าวสารจากแหล่งที่เชื่อถือได้จึงเป็นสิ่งที่เราควรให้ความสำคัญ เพื่อไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่อาจสร้างความตื่นตระหนกและความเข้าใจผิดได้

นอกจากนี้ การที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ออกมาให้ข้อมูลเกี่ยวกับการเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวในจังหวัดสุรินทร์ ก็ช่วยให้ประชาชนเข้าใจถึงวัตถุประสงค์ที่แท้จริงของการจัดตั้งศูนย์ฯ และลดความกังวลที่ไม่จำเป็นลงได้ ข้อมูลที่ถูกต้องและชัดเจนจากหน่วยงานภาครัฐจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งในการจัดการกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของการรับข้อมูลข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และการตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนที่จะเชื่อหรือส่งต่อข้อมูลใดๆ การมีสติและความรอบคอบในการรับข้อมูลจะช่วยให้เราสามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง และไม่ตกเป็นเหยื่อของข่าวปลอมที่อาจสร้างความเสียหายได้

ความมุ่งมั่นของกองทัพภาคที่ 2 ในการปกป้องประเทศชาติและดูแลความปลอดภัยของประชาชนเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม และเป็นกำลังใจให้กับพวกเราทุกคนในการร่วมกันสร้างสังคมที่สงบสุขและปลอดภัย

ที่มา – “กองทัพภาคที่ 2” ยืนยัน 4 จังหวัดตามแนวชายแดนไทย–กัมพูชา สถานการณ์ยังปกติ ไม่มีปะทะ

Scroll to top