กัมพูชา

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

ท่าทีล่าสุดจาก “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) ต่อกรณีที่มี “คนนอก” ออกมาโจมตีองค์กรตำรวจ กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมาก โดยบิ๊กต่ายเน้นย้ำถึงความรับผิดชอบในสิ่งที่พูด และขอให้ตำรวจก้มหน้าก้มตาทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนไม่ขอเอ่ยชื่อใครที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์องค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญคือ ทุกคำพูดต้องมีความรับผิดชอบ เพราะอาจกระทบต่อจิตใจของข้าราชการตำรวจทั้งในและนอกราชการได้ ซึ่งเป็นสิทธิของแต่ละคนที่จะแสดงความคิดเห็น แต่ตนขอเลือกที่จะอดทนและทำงานเพื่อประชาชนต่อไป

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ

สำหรับกรณีที่มีอดีตนายตำรวจยื่นหนังสือต่อสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มองว่าการแชร์ข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเป็นการทำลายองค์กร พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนรับฟังทุกความคิดเห็น ทั้งเสียงสนับสนุนและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ แต่สิ่งที่ต้องการคือการทำงานอย่างเต็มที่เพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เช่น สแกมเมอร์และคอลเซ็นเตอร์

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงความรู้สึกของตำรวจที่ทำงานอย่างหนักเพื่อประชาชน โดยยกตัวอย่างตำรวจที่เสียสละจนพิการหรือล้มป่วยจากการปฏิบัติหน้าที่ พร้อมตั้งคำถามว่า คนเหล่านี้สมควรถูกมองว่าเป็นสแกมเมอร์หรือไม่ และยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายกับตำรวจที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด

ฝากถึง “คนนอก” ที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน

สิ่งที่บิ๊กต่ายฝากถึงคนที่เคยอยู่ในกรมปทุมวัน คือการสำนึกในบุญคุณขององค์กรตำรวจ ซึ่งเปรียบเสมือนบ้านที่ให้ที่พักพิง ที่อยู่อาศัย ที่กิน เงินเดือน และอาชีพ บิ๊กต่ายเน้นย้ำว่าตนเองเติบโตมาจากครอบครัวตำรวจและโรงเรียนเตรียมทหาร ซึ่งปลูกฝังวินัย ความซื่อสัตย์ และความรักชาติ รักสถาบัน และได้รับการฝึกอบรมจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจ ซึ่งหล่อหลอมอุดมคติของตำรวจให้ยึดมั่นในประชาชน

นอกจากนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยังกล่าวถึงการที่นายกรัฐมนตรีได้เปิดเวทีบันทึกความเข้าใจ (MOU) ซึ่งเป็นประโยชน์อย่างมากในการทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม

อย่างไรก็ตาม พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยอมรับว่า การกล่าวหาต่อองค์กรตำรวจเป็นเรื่องร้ายแรงและกระทบต่อจิตใจของตำรวจทั้งประเทศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติจะหารือกันเพื่อพิจารณาว่าจะมีการดำเนินการตามกฎหมายหรือไม่ แต่ยืนยันว่าจะรับฟังทุกความคิดเห็นและนำไปปรับปรุงการทำงานให้ดีขึ้น

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญกว่าคือการทำงานอย่างหนักเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชน และการสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคม

บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่ตำรวจทุกคนต้องตระหนักคือการทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด และการรักษาเกียรติขององค์กรไว้

แม้จะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ บิ๊กต่าย ไม่เอ่ยชื่อ คนนอกโจมตีองค์กรตำรวจ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการมุ่งมั่นทำงานเพื่อประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสังคมต่อไป

ที่มา – “บิ๊กต่าย” ไม่ขอเอ่ยชื่อ “คนนอก” โจมตีองค์กรตำรวจ แต่ฝากอย่าทำร้ายบ้านตัวเอง

ส่งตัว! กลุ่มสแกรมเมอร์อินเดีย 270 คนกลับประเทศ

เจ้าหน้าที่ดำเนินการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศแล้ว ที่เหลืออีก 195 คน มีเเผนส่งกลับในวันที่ 10 พฤศจิกายนนี้ ส่วนประเทศอื่น ๆ เริ่มประสานงานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับเเล้วเช่นกัน

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2566 เจ้าหน้าที่ได้ทำการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศ โดยศูนย์สั่งการชายเเดนส่วนหน้าได้ประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย เพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับสู่มาตุภูมิ โดยมีเจ้าหน้าที่ทหารหน่วยเฉพาะกิจราชมนู กองกำลังนเรศวร ด่านตรวจคนเข้าเมืองจังหวัดตาก สถานีตำรวจภูธรเเม่สอด ตำรวจตระเวนชายเเดนที่ 346 อำนวยความสะดวก ซึ่งมีชาวอินเดียหนีข้ามมายังประเทศไทย หลังเมืองเคเคปาร์คเเตก จำนวน 465 คน ซึ่งวันนี้มีเเผนการส่งกลับชาวอินเดียชุดเเรก จำนวน 270 คน ที่ผ่านขั้นตอนการคัดกรองส่งต่อระดับชาติ หรือ NRM

การเคลื่อนย้ายชาวอินเดียจากสถานที่กักกันด่านตรวจคนเข้าเมือง บริเวณ ต.ท่าสายลวด อ.เเม่สอด จ.ตาก โดยใช้รถยนต์กระบะคอกจำนวน 2 คัน ขนสัมภาระ เเละใช้รถบัส 3 คัน ขนย้ายคันละ 45 คน เป็นหญิง 26 คน ชาย 109 คน รวมเที่ยวเเรก 135 คน เดินทางจากสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง จ.ตาก(เเม่สอด) ไปยังท่าอากาศยานเเม่สอด

เที่ยวบินเเรกใช้เครื่องบินขนส่งทางทหาร Indian Air Force C-130J หมายเลขเครื่อง IFC1465 (Lockheed Martin C-130J Super Hercules) ลงจอดในเวลา 9.10 น. ณ ท่าอากาศยานนานาชาติเเม่สอด ต.ท่าสายลวด อ.เเม่สอด จ.ตาก เเละบินกลับในเวลา 11.20 น. โดยมีการจัดเจ้าหน้าที่ดูเเลความสงบเรียบร้อยตลอดเส้นทาง เพื่อเข้าสู่ขั้นตอนที่กำหนด

ส่วนเที่ยวบินที่ 2 ลงจอดในเวลา 11.35 น. เเละบินออกจากสนามบินนานาชาติเเม่สอด ในเวลา 12.55 น. นำชาวอินเดียเพศชายกลับจำนวน 135 คน ซึ่งเเต่ละเที่ยวบินสามารถรองรับชาวอินเดียได้ประมาณลำละ 135 คน ก่อนเดินทางกลับประเทศอินเดียต่อไป

อย่างไรก็ตาม กลุ่มชาวอินเดียที่เหลืออีก 195 คน มีเเผนส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศในวันที่ 10 พ.ย.นี้ ในขณะที่ประเทศต่างๆ เริ่มมีการประสานเพื่อรับบุคคลสัญชาติตนเองกลับประเทศบ้างเเล้ว

ส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศแล้ว

การดำเนินการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศครั้งนี้ ถือเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย เพื่อจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และเป็นการแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว

ขั้นตอนการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศ

ขั้นตอนการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศนั้น มีขั้นตอนที่ซับซ้อนและต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายหน่วยงาน ทั้งหน่วยงานไทยและหน่วยงานอินเดีย โดยมีขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้:

  • การคัดกรองและยืนยันสัญชาติของชาวอินเดีย
  • การประสานงานกับสถานทูตอินเดียประจำประเทศไทย
  • การจัดเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการเดินทางกลับประเทศ
  • การดูแลความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกในการเดินทาง

ความสำเร็จในการส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คนกลับประเทศครั้งนี้ เป็นผลมาจากการทำงานอย่างหนักของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และเป็นสัญญาณที่ดีในการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติในอนาคต

ที่มา – เจ้าหน้าที่ส่งตัวกลุ่ม “สแกรมเมอร์” ชาวอินเดียชุดแรก 270 คน กลับประเทศแล้ว

ทหารสระแก้วยึดไส้กรอกลูกชิ้นเถื่อน คาดขาดแคลน!

ทหารพรานสกัดจับสินค้า 3 กระสอบไส้กรอก-ลูกชิ้น หนัก 50 กิโลกรัม เตรียมลักลอบข้ามแดนจากสระแก้ว คาดป้อนตลาดฝั่งกัมพูชา สถานการณ์นี้อาจบ่งชี้ถึงภาวะขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน ในฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน

เมื่อเวลา 06.30 น. วันที่ 6 พ.ย. 68 ผู้สื่อข่าวรายงาน กองกำลังบูรพา ฉก.อรัญประเทศ ชค.ทพ.12(ร้อย.ทพ.1204) ม.พัน 30 และเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์สระแก้ว ทำการลาดตระเวนเพื่อป้องกันและสกัดกั้นการกระทำผิดกฎหมายในพื้นที่รับผิดชอบบริเวณไร่อ้อย บ้านหนองปรือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว

เจ้าหน้าที่ได้ตรวจพบไส้กรอกและลูกชิ้นที่บรรจุอยู่ในถุงกระสอบ จำนวน 3 กระสอบ ถูกซุกซ่อนไว้ห่างจากแนวชายแดน ประมาณ 190 เมตร โดยเตรียมลักลอบนำออกนอกราชอาณาจักรไทย ในระหว่างการตรวจยึดไม่พบผู้กระทำผิดในพื้นที่

จากการตรวจสอบภายในถุงกระสอบทั้งหมด พบว่าเป็นไส้กรอกและลูกชิ้น ซึ่งมีน้ำหนักรวมประมาณ 50 กิโลกรัม การลักลอบนำอาหารแปรรูป ออกนอกประเทศในปริมาณมากเช่นนี้บ่งชี้ว่า อาจมีความต้องการสูงจากตลาด หรือเกิดภาวะขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน ในพื้นที่ชายแดนฝั่งกัมพูชา

ด้านเจ้าหน้าที่ทหารจึงได้ส่งมอบของที่ตรวจยึดทั้งหมดให้กับเจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ ด่านกักกันสัตว์ สระแก้ว เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนและกฎหมายต่อไป.

ขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน

ข่าวการจับกุมไส้กรอกและลูกชิ้นเถื่อนจำนวนมากที่สระแก้ว ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับสถานการณ์ในฝั่งกัมพูชา ทำไมถึงมีความต้องการสินค้าเหล่านี้สูงถึงขนาดที่มีการลักลอบนำเข้า? อะไรคือสาเหตุของภาวะขาดแคลน ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน ที่เกิดขึ้น?

ผลกระทบจากปัญหาการขาดแคลน

การขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคขั้นพื้นฐาน เช่น ไส้กรอกและลูกชิ้น อาจส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ชายแดนได้หลายด้าน:

  • ราคาที่สูงขึ้น: เมื่อสินค้ามีจำนวนจำกัด ผู้ขายอาจขึ้นราคาสูงขึ้น ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงสินค้าได้ยากลำบากยิ่งขึ้น
  • คุณภาพสินค้าที่ลดลง: ในภาวะขาดแคลน ผู้ขายบางรายอาจนำสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานมาขาย เพื่อฉวยโอกาสจากความต้องการที่มีอยู่
  • ความไม่มั่นคงทางอาหาร: การขาดแคลนอาหารแปรรูป อาจส่งผลกระทบต่อโภชนาการของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุ

นอกจากนี้ การลักลอบนำเข้าสินค้าผิดกฎหมายยังส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จากภาษี และอาจเป็นช่องทางให้เกิดอาชญากรรมอื่นๆ ตามมาอีกด้วย

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนสินค้าในพื้นที่ชายแดนจึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรเร่งดำเนินการเพื่อช่วยเหลือประชาชน และป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการส่งเสริมการผลิตในประเทศ การเปิดการค้าชายแดนอย่างถูกกฎหมาย หรือการให้ความช่วยเหลือด้านอาหารแก่ผู้ที่ต้องการ

เหตุการณ์นี้เป็นเครื่องเตือนใจว่า ความมั่นคงทางอาหารเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง และการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืนต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีอาหารที่เพียงพอและมีคุณภาพชีวิตที่ดี

ที่มา – ขาดแคลน ทหารสระแก้วยึด “ไส้กรอก-ลูกชิ้นเถื่อน” 50 กก. คาดเตรียมส่งตลาดกัมพูชา

สลด! สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต กัมพูชาส่งชันสูตร

ข่าวเศร้า! พบศพสาวไทยวัย 28 ปี เสียชีวิตที่ปอยเปต ประเทศกัมพูชา ทางการกัมพูชาได้ส่งร่างไปชันสูตรที่พนมเปญ ยังไม่สามารถระบุวันที่จะส่งร่างกลับประเทศไทยได้

ความคืบหน้าล่าสุดของกรณี สาวไทย อายุ 28 ปี ชาวจังหวัดฉะเชิงเทรา ซึ่งเดินทางไปทำงานในเมืองปอยเปต จังหวัดบันเตียนเมียนเจย ประเทศกัมพูชา และพบว่าเสียชีวิตที่ปอยเปตอย่างปริศนาในที่พัก หลังเพื่อนและผู้พบเห็นศพได้แจ้งให้เจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายนที่ผ่านมา

เบื้องต้น ยังไม่ทราบสาเหตุของการเสียชีวิต ญาติของผู้เสียชีวิตได้ติดต่อประสานขอความช่วยเหลือไปยังศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน หรือ IMF เพื่อให้ช่วยตรวจสอบและดำเนินการขอรับศพกลับไปบำเพ็ญกุศลที่ประเทศไทย แต่ทางการกัมพูชากลับส่งศพไปชันสูตรที่กรุงพนมเปญ โดยอ้างว่าเป็นการดำเนินการตามขั้นตอน ซึ่งแตกต่างจากกรณีหญิงไทยพลัดตกตึกชั้น 3 ก่อนหน้านี้ ที่ไม่มีการส่งศพไปตรวจชันสูตรที่พนมเปญ

สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต กัมพูชาส่งร่างไปชันสูตร

ผู้ประสานงานศูนย์ช่วยเหลือคนไทยในต่างแดน (IMF) เปิดเผยว่า กรณีหญิงไทย อายุ 28 ปี ที่เสียชีวิตที่ปอยเปต มีลักษณะใกล้เคียงกับกรณีพลัดตกตึกก่อนหน้านี้ จากการตรวจสอบเบื้องต้น ทางกัมพูชาพิจารณาว่า การเสียชีวิตจากการผูกคอดังกล่าว อาจมีเงื่อนงำหรือเป็นการตายที่ผิดปกติ จึงส่งศพไปชันสูตรที่สถาบันนิติเวชของประเทศกัมพูชาในกรุงพนมเปญ ตามขั้นตอนของกฎหมาย

หลังจากนั้น จะมีการนำศพกลับมาที่ปอยเปต และประสานงานกับทางการไทย และ สน.ปทก.ฝั่งไทย เพื่อรับศพกลับไปมอบให้ญาติ นำกลับไปบำเพ็ญกุศลทางศาสนา คาดการณ์ว่าค่าใช้จ่ายในการส่งศพและเก็บศพอาจสูงถึงหลักแสนบาท ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับญาติผู้เสียชีวิต ยังไม่มีกำหนดการว่าจะมีการนำศพจากพนมเปญกลับมาส่งให้เจ้าหน้าที่ฝั่งไทยเมื่อใด

อย่างไรก็ตาม ญาติของผู้เสียชีวิตแจ้งว่า มีการส่งข้อความและโทรศัพท์พูดคุยกับแฟนในทำนองสั่งเสียไว้ด้วย

ความคืบหน้าล่าสุดคดี สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต

สถานการณ์การเสียชีวิตของคนไทยในต่างแดนยังคงเป็นเรื่องที่ต้องให้ความสำคัญอย่างต่อเนื่อง การเสียชีวิตของหญิงสาวรายนี้ที่ปอยเปตสร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัวและคนใกล้ชิดเป็นอย่างมาก การดำเนินการสอบสวนหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างโปร่งใสและเป็นธรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อคลายข้อสงสัยและให้ความเป็นธรรมแก่ผู้เสียชีวิตและครอบครัว

นอกจากนี้ การให้ความช่วยเหลือญาติผู้เสียชีวิตในการดำเนินการด้านเอกสาร การจัดการศพ และการเดินทางกลับประเทศไทยก็เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง หน่วยงานภาครัฐและองค์กรที่เกี่ยวข้องควรเร่งให้ความช่วยเหลือในทุกด้าน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของครอบครัวผู้สูญเสีย

การเดินทางไปทำงานในต่างประเทศมีความเสี่ยงที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ควรศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับกฎหมาย วัฒนธรรม และสภาพความเป็นอยู่ของประเทศนั้นๆ อย่างละเอียด รวมถึงเตรียมความพร้อมด้านการเงินและสุขภาพ เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้น การมีสติและความรอบคอบจะช่วยลดความเสี่ยงและทำให้การทำงานในต่างแดนเป็นไปอย่างราบรื่น

เราหวังว่าการสอบสวนจะคลี่คลายข้อสงสัยและนำความจริงมาสู่ครอบครัวผู้เสียชีวิต และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก

สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปต ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าอีกครั้งที่เกิดขึ้นกับคนไทยในต่างแดน การดูแลช่วยเหลือคนไทยในต่างแดนจึงเป็นสิ่งที่ทุกภาคส่วนต้องให้ความสำคัญและร่วมมือกันอย่างจริงจัง

ที่มา – สลด สาวไทยเสียชีวิตที่ปอยเปตอีกราย กัมพูชาส่งร่างไปชันสูตรที่ “พนมเปญ”

กัมพูชาสั่งปิดกาสิโนสีหนุวิลล์ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายนที่ผ่านมา สำนักเลขาธิการคณะกรรมการควบคุมการพนันเชิงพาณิชย์กัมพูชา (CGMC) และสำนักงานตำรวจแห่งชาติกัมพูชา ได้ร่วมกันปฏิบัติการกับหน่วยงานท้องถิ่น สั่งระงับและปิดธุรกิจกาสิโนรวม 4 แห่ง ในจังหวัดพระสีหนุ เนื่องจากมีเหตุอันควรสงสัยว่ากระทำความผิดฐานปกปิดและฉ้อโกงโดยใช้ระบบเทคโนโลยี ซึ่งการดำเนินการครั้งนี้เกี่ยวข้องกับคดีที่ส่อ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นไปตามคำสั่งเลขที่ 01 ของรัฐบาลราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยการรณรงค์กวาดล้างการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี หรือการปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์/หลอกลวงออนไลน์นั่นเอง

คณะทำงานนำโดย พลโท เซียง เซน รองเลขาธิการ CGMC ได้ประสานงานกับผู้บริหารจังหวัดพระสีหนุ กองบัญชาการตำรวจจังหวัด และกระทรวงแรงงานจังหวัด โดยมี นายชิว อิกคง รองอัยการศาลชั้นต้นจังหวัดพระสีหนุ เป็นผู้ประสานงานด้านกระบวนการทางกฎหมาย

กัมพูชาสั่งปิดกาสิโนสีหนุวิลล์ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

รายชื่อกาสิโนทั้ง 4 แห่งที่ถูกคณะทำงานเข้าสั่งระงับและปิดผนึกใบอนุญาต มีดังนี้:

  • มติเลขที่ 028 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จินเพ่ย กรุ๊ป จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย กรุ๊ป
  • มติเลขที่ 029 GCCC ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท แคมโบเดียน เฮง ซิน เรียล เอสเตท จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จินเพ่ย
  • มติเลขที่ 030 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. มีเดีย จำกัด ซึ่งเป็นเจ้าของคาสิโนชื่อ จี.ซี. คาสิโน
  • มติเลขที่ 031 ของคณะกรรมการบริหารคาสิโน ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2568 ว่าด้วยการระงับใบอนุญาตของบริษัท จี.ซี. บริษัท จินเป่ย คาสิโน จำกัด เจ้าของกาสิโน จินเพ่ย 4 ที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานปกปิดข้อมูลและฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี ซึ่งอาจจะ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

การที่กัมพูชาสั่งปิดกาสิโนสีหนุวิลล์ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลกัมพูชาในการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์อย่างจริงจัง การดำเนินการดังกล่าวเกิดขึ้นเนื่องจากกาสิโนเหล่านี้ต้องสงสัยว่ามีการลักลอบกระทำความผิดซ่อนเร้นการฉ้อโกงผ่านระบบเทคโนโลยี

ทำไมกัมพูชาสั่งปิดกาสิโนสีหนุวิลล์ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

เหตุผลหลักที่กัมพูชาสั่งปิดกาสิโนสีหนุวิลล์ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เนื่องจากกาสิโนเหล่านี้ถูกสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการฉ้อโกงออนไลน์ และการดำเนินงานของ แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับประชาชนจำนวนมาก การปิดกาสิโนเหล่านี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของมาตรการที่เข้มงวดขึ้นเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในประเทศกัมพูชา

ผลกระทบจากการที่กัมพูชาสั่งปิดกาสิโนสีหนุวิลล์ พัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในแวดวงธุรกิจกาสิโนเท่านั้น แต่ยังส่งผลต่อภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของประเทศในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกด้วย รัฐบาลกัมพูชาจึงต้องเร่งสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนและประชาชนว่า ได้มีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว

การที่รัฐบาลกัมพูชาออกมาตรการจัดการขั้นเด็ดขาดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และพร้อมที่จะร่วมมือกับนานาชาติเพื่อต่อต้านภัยคุกคามทางไซเบอร์ทุกรูปแบบ

การตัดสินใจของกัมพูชาในการปิดกาสิโนเหล่านี้เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังผู้ที่คิดจะใช้ประเทศเป็นฐานในการก่ออาชญากรรมว่า จะไม่มีที่ยืนในกัมพูชาอีกต่อไป

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาการฉ้อโกงออนไลน์ให้หมดสิ้นไปนั้น จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนทั่วไป การสร้างความตระหนักรู้ถึงอันตรายของการหลอกลวงออนไลน์ และการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับวิธีการป้องกันตนเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

ที่มา – กัมพูชาสั่งปิด-ระงับธุรกิจกาสิโน 4 แห่งในสีหนุวิลล์ ส่อพัวพันแก๊งคอลเซ็นเตอร์

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา สแกมเมอร์

ตร.กัมพูชาบุกค้นโกดังในกรุงพนมเปญ ยึดของกลางมือถือกว่า 2,000 เครื่อง คอมพิวเตอร์หลายร้อยชุด พร้อมซิมการ์ดนับหมื่นใบ จับผู้ต้องหา 7 ราย ทั้งชาวจีนและกัมพูชา พัวพันขบวนการสแกมเมอร์ข้ามชาติ

วันที่ 31 ตุลาคม 2568 สำนักข่าวเฟรชนิวส์ ของกัมพูชารายงานว่า ตำรวจกัมพูชานำชุดปฏิบัติการพิเศษ บุกตรวจค้นบ้านพักกลางกรุงพนมเปญที่ถูกใช้เป็นสถานที่นำเข้าและจำหน่ายอุปกรณ์เทคโนโลยีและสื่อสาร เพื่อสนับสนุนขบวนการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยตำรวจสามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ทั้งหมด 7 คน เป็นชาวจีน 3 คน รวมหัวหน้าเครือข่าย และชาวกัมพูชา 4 คน

จากการตรวจค้น เจ้าหน้าที่พบของกลางจำนวนมาก อาทิ โทรศัพท์มือถือ 2,323 เครื่อง อุปกรณ์อินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink 12 ชุด หน้าจอ LCD 48 เครื่อง คอมพิวเตอร์แบบ All-in-One 447 เครื่อง เคสคอมพิวเตอร์ 147 ชุด จอมอนิเตอร์ 239 เครื่อง เครื่องชาร์จโทรศัพท์หลายเครื่องพร้อมกัน 343 ชุด เราเตอร์ Wi-Fi 89 เครื่อง และซิมการ์ดจากต่างประเทศกว่า 18,950 ใบ รวมถึงซิมท้องถิ่นอีกจำนวนมาก

จากการสอบสวนเบื้องต้นพบว่า อุปกรณ์ทั้งหมดถูกใช้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติการของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยเฉพาะซิมการ์ดจากต่างประเทศ เช่น สหรัฐฯ ตุรกี ไทย เวียดนาม มาเลเซีย เม็กซิโก สเปน และอิตาลี ซึ่งถูกนำไปสร้างบัญชีปลอมบนแอปพลิเคชันต่าง ๆ รวมถึงเปิดบัญชีธนาคารปลอม เพื่อใช้หลอกลวงเหยื่อในหลายประเทศ

ผู้ต้องหาทั้งหมดรับสารภาพว่า ได้รับคำสั่งให้นำอุปกรณ์ไปส่งตามจังหวัดต่าง ๆ ของกัมพูชา เพื่อสนับสนุนฐานปฏิบัติการหลอกลวงทางออนไลน์ในพื้นที่อื่น ๆ

หลังปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ได้ส่งตัวผู้ต้องหาพร้อมของกลางให้พนักงานอัยการศาลเทศบาลพนมเปญดำเนินคดีตามกฎหมาย และอยู่ระหว่างขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการและแหล่งนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีที่ผิดกฎหมาย เพื่อดำเนินการทางกฎหมายต่อไป.

คดีนี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงภัยของการหลอกลวงทางออนไลน์ที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชาได้ในครั้งนี้ ถือเป็นความสำเร็จในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ แต่ก็ยังคงมีช่องว่างให้เหล่ามิจฉาชีพเหล่านี้ดำเนินการต่อไปได้ ดังนั้น เราจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังและตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบก่อนที่จะทำธุรกรรมใดๆ บนโลกออนไลน์การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชาครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของอาชญากรรมทางเทคโนโลยีในระดับนานาชาติ การที่ซิมการ์ดจากหลากหลายประเทศถูกนำมาใช้ในการกระทำผิด ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการมีมาตรการควบคุมและตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการนำไปใช้ในทางที่ผิดกฎหมาย

ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

การบุกทลายเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติในกัมพูชาครั้งนี้ ทำให้เราเห็นภาพรวมของการทำงานของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น พวกเขามีการจัดหาอุปกรณ์เทคโนโลยีจำนวนมาก มีการใช้ซิมการ์ดจากต่างประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการติดตาม และมีการกระจายฐานปฏิบัติการไปยังพื้นที่ต่างๆ เพื่อให้ยากต่อการถูกจับกุม

ความสำคัญของการปราบปรามเครือข่ายสแกมเมอร์

การที่ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา ที่ลักลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์ครั้งนี้ มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางออนไลน์ เพราะนอกจากจะช่วยลดจำนวนเหยื่อที่ถูกหลอกลวงแล้ว ยังเป็นการตัดท่อน้ำเลี้ยงของแก๊งคอลเซ็นเตอร์เหล่านี้อีกด้วย

สำหรับผู้ที่ตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงทางออนไลน์ สิ่งสำคัญที่สุดคือการแจ้งความต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยเร็วที่สุด เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการสืบสวนและติดตามจับกุมผู้กระทำผิดมาลงโทษได้ นอกจากนี้ การเผยแพร่ข้อมูลและเตือนภัยให้ผู้อื่นได้รับทราบ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้อื่นตกเป็นเหยื่อได้เช่นกัน

ในยุคที่เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของเรามากขึ้น การตระหนักถึงภัยคุกคามทางออนไลน์จึงเป็นสิ่งสำคัญที่เราทุกคนต้องให้ความสำคัญ เรียนรู้ที่จะป้องกันตัวเองและคนรอบข้างจากกลโกงต่างๆ เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตบนโลกออนไลน์ได้อย่างปลอดภัย

ที่มา – ตร.กัมพูชาบุกจับเครือข่ายจีน-กัมพูชา เปิดโกดังกลางพนมเปญ ลอบนำเข้าอุปกรณ์เทคโนโลยีสแกมเมอร์

ไทยพร้อมส่งเชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ

กองทัพบก เผย ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึกกลับตามหลักกติกาสากล แต่กัมพูชาต้องร่วมมือ 4 ประเด็นสำคัญด้วยความจริงใจอย่างเป็นรูปธรรมก่อน การตัดสินใจส่งตัวเชลยศึกกลับประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เป็นไปตามหลักการสากล

วันที่ 29 ต.ค. 2568 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) ถ.ราชดำเนิน พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวชี้แจงประเด็นที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับการปล่อยตัวเชลยศึก ภายหลังไทยและกัมพูชาได้เข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย เมื่อวันที่ 26 ต.ค.2568 ที่ผ่านมาว่าการพิจารณาปล่อยตัวเชลยศึกของฝ่ายไทยเป็นไปตามหลักกติกาสากลและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งจะพิจารณาจากลักษณะท่าทีของความเป็นปฏิปักษ์ ที่เคยมีต่อกัน ต้องมีการลดระดับลงชัดเจน ผ่านผลการดำเนินการตามข้อตกลงที่ทั้งสองประเทศเห็นชอบร่วมกันไว้แล้ว 4 ข้อหลัก ได้แก่ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ และการบริหารจัดการพื้นที่ชายแดน

การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึกนั้น ถือเป็นสัญญาณที่ดีต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่ากัมพูชาต้องให้ความร่วมมืออย่างแท้จริงใน 4 ประเด็นหลักที่กล่าวมา

ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ

จุดเริ่มต้นเคลื่อนย้ายรถถัง

พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในปัจจุบันทั้งสองฝ่ายได้เริ่มจัดทำแผนปฏิบัติการ (Action Plan) ตามกรอบห้วงเวลา และเริ่มปฏิบัติแล้วบางส่วน เช่น การถอนอาวุธหนัก อย่างกรณีการเคลื่อนย้ายรถถังออกจากพื้นที่ชายแดนของทั้งสองประเทศเมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2568 แม้จะเป็นเพียงการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เพื่อสอดรับผลการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน แต่ถือเป็นจุดเริ่มต้นในการดำเนินการตามข้อตกลง ทั้งนี้เมื่อวันที่ 28 ต.ค. 2568 ได้มีการประชุมฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการประสานงานชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างกองทัพภาคที่ 2 ของไทย และภูมิภาคทหารที่ 4 ของกัมพูชา เพื่อลงรายละเอียดขั้นตอนการปรับกำลังและถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ พร้อมกำหนดกรอบระยะเวลาในการปฏิบัติร่วมกันอย่างเป็นระบบ

การเคลื่อนย้ายรถถัง แม้จะเป็นเพียงสัญลักษณ์ แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของทั้งสองฝ่ายที่จะลดความตึงเครียดตามแนวชายแดน และเป็นก้าวแรกที่สำคัญในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจซึ่งกันและกัน

เสนอ 13 พื้นที่เก็บทุ่นระเบิด

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับด้านการเก็บกู้ทุ่นระเบิด ฝ่ายไทยได้เสนอพื้นที่ดำเนินการเบื้องต้นจำนวน 13 พื้นที่ ครอบคลุมเขตปฏิบัติของกองทัพภาคที่ 1, กองทัพภาคที่ 2 และกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรี–ตราด ซึ่งขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการแล้วใน 4 พื้นที่ และจะขยายผลต่อเนื่องไปยังพื้นที่อื่น ๆ ต่อไป โดยเฉพาะในช่วงหลักเขตที่ 42–47 ซึ่งเมื่อพื้นที่มีความปลอดภัย จะเข้าสู่กระบวนการสำรวจเพื่อจัดทำหลักเขตแดนชั่วคราว และตรวจสอบสิทธิการถือครอง เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ได้อย่างปลอดภัย

การเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งต่อความปลอดภัยของประชาชนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดน หากพื้นที่นั้นปลอดภัยจากทุ่นระเบิดแล้ว ประชาชนก็จะสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่นั้นได้อย่างเต็มที่

ส่งข้อมูลสแกมเมอร์ให้กัมพูชา

ในส่วนของการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและขบวนการสแกมเมอร์ รัฐบาลได้มอบหมายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกระทรวงมหาดไทย ร่วมกันดำเนินการ โดยได้ประสานส่งข้อมูลเป้าหมายให้กับทางการกัมพูชา พร้อมจัดตั้งทีมเฉพาะกิจร่วม (Joint Task Force) เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง

การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติเป็นความร่วมมือที่สำคัญระหว่างประเทศ การที่ไทยและกัมพูชาร่วมมือกันในเรื่องนี้ จะช่วยลดปัญหาอาชญากรรมและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ

ตามติดความก้าวหน้า

หลังจากนี้ ฝ่ายไทยจะดำเนินการติดตามความก้าวหน้าของการดำเนินการตามแผนและขั้นตอน ตามที่ได้มีการตกลงและเห็นชอบร่วมกันไว้ ผ่านเวทีการประชุม JBC, GBC และ RBC เพราะหากสิ่งที่ได้ตกลงกันไว้ ไม่บังเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมที่เพียงพอ กองทัพบกอาจจะพิจารณาเสริมใช้มาตรการอื่นภายใต้กรอบกฎหมาย และกติกาสากลมาสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อดำรงความมุ่งมั่นในการปกป้องอธิปไตย และผลประโยชน์ของชาติ

เงื่อนไขสำคัญ: กัมพูชาร่วมมือจริงจัง

การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ จริงจังใน 4 ประเด็น ถือเป็นท่าทีที่ชัดเจน การให้ความร่วมมืออย่างจริงใจของกัมพูชาเท่านั้นที่จะนำไปสู่การปล่อยตัวเชลยศึกได้ การตัดสินใจนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน การดำเนินการตามข้อตกลงทั้ง 4 ข้อเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างทั้งสองประเทศ

การดำเนินการที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จะยิ่งสร้างความมั่นใจให้ทุกฝ่ายว่าการแก้ไขปัญหาเป็นไปอย่างยั่งยืน การที่กองทัพบกติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด สะท้อนให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความตั้งใจจริงในการแก้ไขปัญหา

โดยสรุปแล้ว การที่ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ อย่างจริงจัง ถือเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างประเทศ แต่ความสำเร็จของกระบวนการนี้ขึ้นอยู่กับความร่วมมือและความตั้งใจจริงของทั้งสองฝ่าย

ที่มา – กองทัพบก เผย ไทยพร้อมส่งตัว 18 เชลยศึก หากกัมพูชาร่วมมือ 4 ประเด็นสำคัญอย่างเป็นรูปธรรม

ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ KK Park ต่างชาติหนีเข้าไทย

สถานการณ์ตึงเครียดชายแดนไทย-เมียนมายังคงคุกรุ่น เมื่อกองกำลังบีจีเอฟปฏิบัติการ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ฝั่งเมียนมา แรงระเบิดส่งผลกระทบข้ามแดน เศษชิ้นส่วนกระเด็นเข้าเขตไทย ขณะที่ชาวต่างชาติจำนวนมากพากันหนีตายข้ามฝั่งมายังประเทศไทย

รายงานข่าวเมื่อวันที่ 27 ตุลาคม 2568 ระบุว่า กองกำลังทหารพิทักษ์ชายแดน (บีจีเอฟ) ซึ่งเป็นกะเหรี่ยงอาสาสมัครของทหารเมียนมา ได้ทำการระเบิดทำลายอาคารที่เกี่ยวข้องกับขบวนการสแกมเมอร์ในพื้นที่โครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษจีน หรือ เคเคปาร์ค (KK Park) บริเวณบ้านเอ่งจีเมี่ยง อ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง การระเบิดครั้งนี้เป็น ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park และเกิดขึ้นในช่วงเย็นของวันที่ 26 ตุลาคมที่ผ่านมา

จุดที่เกิดเหตุระเบิดอยู่ห่างจากชายแดนไทย-เมียนมาเพียง 500 เมตร แรงระเบิดส่งผลให้ชิ้นส่วนต่างๆ ซึ่งคาดว่าเป็นเหล็กกัลวาไนซ์จากอาคารในฝั่งเมียนมา ปลิวข้ามมาตกใส่ห้องน้ำชาวบ้าน ลูกแร็คเสาไฟฟ้า และหลังคาบ้านเรือนประชาชนในหมู่บ้านแม่กุใหม่ท่าซุง ฝั่งไทย จำนวน 3 หลังได้รับความเสียหาย

นอกจากนี้ มีรายงานว่ามีบุคคลต่างด้าว ชาวต่างชาติ และชาวไทย รวมทั้งสิ้น 28 สัญชาติ จำนวน 1,525 คน (ชาย 1,275 คน และหญิง 250 คน) ได้หลบหนีภัยจากเมืองเคเคปาร์ค จ.เมียวดี ประเทศเมียนมา ข้ามมายังฝั่งไทยเพื่อความปลอดภัย

ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park

สถานการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park นี้สร้างความตื่นตระหนกและความกังวลให้กับประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเกรงว่าสถานการณ์จะทวีความรุนแรงขึ้น และอาจส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง

ผลกระทบจากเหตุการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park

เหตุการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ส่งผลกระทบหลายด้าน ดังนี้:

  • ความเสียหายต่อทรัพย์สิน: บ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณชายแดนได้รับความเสียหายจากแรงระเบิดและชิ้นส่วนที่ปลิวข้ามมา
  • ความตื่นตระหนกและความหวาดกลัว: ประชาชนในพื้นที่รู้สึกหวาดกลัวต่อสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น และกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของตนเอง
  • การอพยพ: มีผู้คนจำนวนมากอพยพจากพื้นที่เสี่ยงภัยเพื่อความปลอดภัย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาความขัดแย้งและความไม่สงบที่ยังคงดำเนินอยู่ในประเทศเมียนมา และส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การแก้ไขปัญหาดังกล่าวจึงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สถานการณ์ ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park นี้เป็นเครื่องเตือนใจให้เราตระหนักถึงความสำคัญของสันติภาพและความมั่นคง การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นอีกในอนาคต

ที่มา – ระเบิดรอบ 4 ตึกสแกมเมอร์ใน KK Park ฝั่งเมียนมา ต่างชาติหนีตายเข้าไทย

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

นายกรัฐมนตรีไทย อนุทิน ชาญวีรกูล และฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ระหว่างการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ โดยมีนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ร่วมเป็นสักขีพยาน ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของอาเซียนในการสร้างเสถียรภาพและป้องกันความขัดแย้งในภูมิภาค

วันนี้ (26 ตุลาคม) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีไทย และนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ร่วมลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” อย่างเป็นทางการ ที่จัดขึ้นนอกรอบการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 ณ ศูนย์การประชุมกัวลาลัมเปอร์

การลงนามครั้งนี้ได้รับการจับตามองเป็นพิเศษ เนื่องจากมี นายกรัฐมนตรีดาโต๊ะ ซรี อันวาร์ อิบราฮิม แห่งมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา เข้าร่วมเป็นสักขีพยาน

ข้อตกลงสันติภาพนี้มีขึ้นเพื่อตอกย้ำความเข้าใจเรื่องการหยุดยิงที่บรรลุข้อตกลงกันเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา หลังจากการเจรจาระดับสูง โดยนายอันวาร์เป็นเจ้าภาพที่เมืองปุตราจายา ซึ่งช่วยลดความตึงเครียดตามแนวชายแดนร่วมของทั้งสองประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังกำหนดให้มีการจัดตั้ง ทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียน อย่างเป็นทางการ เพื่อติดตามการปฏิบัติตามข้อตกลงและป้องกันไม่ให้เกิดการปะทะขึ้นใหม่ในเขตชายแดน ซึ่งเป็นการสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของอาเซียนในการป้องกันความขัดแย้งภายใต้การเป็นประธานของมาเลเซีย ประจำปี 2025

นายโมฮาหมัด ฮาซัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย เปิดเผยก่อนหน้านี้ว่า องค์ประกอบสำคัญของข้อตกลงหยุดยิงนี้ รวมถึงการที่ไทยและกัมพูชาจะต้องถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน ตลอดจนการเก็บกู้และทำลายวัตถุระเบิดหรือทุ่นระเบิดในพื้นที่ด้วย

ประเทศไทยและกัมพูชามีข้อพิพาทเหนือพรมแดนยาว 817 กิโลเมตรมาเป็นเวลานาน และความตึงเครียดได้ปะทุเป็นความขัดแย้งทางทหารเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา การหยุดยิงที่เกิดขึ้นในครั้งนั้นถูกมองว่าเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของอาเซียนที่ช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ขยายวงกว้าง และรับประกันความปลอดภัยของพลเรือนหลายพันคน

รัฐมนตรีโมฮาหมัดกล่าวว่า แม้จะมีการหยุดยิงตั้งแต่ปลายเดือนกรกฎาคม แต่ยังคงมีการละเมิดข้อตกลงเล็กน้อย เช่น “การใช้หนังสติ๊ก” ไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อาวุธปืน ดังนั้น อาเซียนจึงหวังว่าการลงนามครั้งนี้จะสามารถรักษาข้อตกลงหยุดยิงไว้ได้อย่างมั่นคง และเรียกร้องให้ทั้งสองประเทศดำเนินการเจรจาต่อไปเพื่อบรรลุข้อยุติอย่างสันติในประเด็นการปักปันเขตแดน.

“อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการเสริมสร้างความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง การที่ผู้นำระดับสูงจากทั้งมาเลเซียและสหรัฐอเมริกามาร่วมเป็นสักขีพยานแสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของนานาชาติต่อเสถียรภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การมีส่วนร่วมของอาเซียนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชาเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อสันติภาพ การจัดตั้งทีมผู้สังเกตการณ์อาเซียนเป็นกลไกสำคัญที่จะช่วยป้องกันการปะทะกันในอนาคต และสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนในพื้นที่ชายแดน

ทำไม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ถึงสำคัญ?

“ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงนามในข้อตกลง แต่เป็นการแสดงออกถึงความมุ่งมั่นทางการเมืองของทั้งสองประเทศในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว การที่ทั้งสองฝ่ายสามารถตกลงที่จะถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดนและการร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นการแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจจริงที่จะสร้างความปลอดภัยและความมั่นคงให้กับประชาชน

นอกจากนี้ “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งโดยการเจรจาและประนีประนอม การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการเป็นคนกลางช่วยให้ทั้งสองฝ่ายสามารถหาทางออกที่ยอมรับได้ทั้งสองฝ่าย และหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง

การลงนามใน “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา” เป็นก้าวสำคัญในการสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และเป็นตัวอย่างที่ดีของการทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้วยสันติวิธี หากทั้งสองประเทศสามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้อย่างเคร่งครัด ก็จะสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันในระยะยาว และส่งผลดีต่อการพัฒนาและความเจริญรุ่งเรืองของทั้งสองประเทศ

เราหวังว่าการลงนามในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีและยั่งยืนระหว่างไทยและกัมพูชา

ที่มา – “อันวาร์-ทรัมป์” ร่วมเป็นสักขีพยานลงนาม “ประกาศความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา”

Scroll to top