กัมพูชา

ตม.เข้ม! กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

สถานการณ์ชายแดนตึงเครียด ส่งผลให้สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่มาจากกัมพูชาและชาติอื่นๆ ที่ได้รับสิทธิ์ฟรีวีซ่า เนื่องจากมีความกังวลว่าอาจมีกลุ่มบุคคลที่เป็นภัยต่อความมั่นคงแฝงตัวเข้ามาในประเทศ

ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย เพื่อป้องกันการแทรกซึมของกลุ่มบุคคลที่อาจเป็นภัยต่อความมั่นคง หลังจากมีกระแสข่าวว่าอาจมีนักรบรับจ้างพยายามใช้ช่องทางดังกล่าวเข้ามาปฏิบัติการในประเทศไทย

ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

พล.ต.ต.เชิงรณ ริมผดี รอง ผบช.สตม. เปิดเผยว่า ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และ สตม. มีความห่วงใยในสถานการณ์ดังกล่าว จึงได้สั่งการให้เพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งเกิดขึ้น

มาตรการคุมเข้ม ตม. ตรวจสอบ กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย

มาตรการที่สำคัญคือการตรวจสอบประวัติและพฤติการณ์ของผู้เดินทางอย่างละเอียด โดยเฉพาะกลุ่มนักรบรับจ้างจากยุโรปตะวันออกและเอเชียตอนบน รวมถึงชาวกัมพูชาที่เดินทางเข้าไทยด้วยสิทธิฟรีวีซ่า เนื่องจากสถานการณ์ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นทำให้การเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในช่วงนี้ดูผิดปกติวิสัย

หากพบว่ามีบุคคลใดมีพฤติการณ์ที่น่าสงสัย หรืออาจเป็นภัยต่อความมั่นคง จะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองทันที นอกจากนี้ ยังมีการประสานงานกับหน่วยงานข่าวความมั่นคงเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตามความเคลื่อนไหวของกลุ่มบุคคลต้องสงสัยอย่างใกล้ชิด

ตั้งแต่ต้นเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา มีการปฏิเสธการเข้าเมืองไปแล้ว 185 ราย ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความเข้มงวดในการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ ตม. อย่างไรก็ตาม ทาง สตม. ยืนยันว่าจะพยายามดำเนินการโดยไม่กระทบต่อการเดินทางของนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ที่เดินทางเข้าประเทศไทยโดยสุจริต

ผลกระทบและความท้าทาย

มาตรการคุมเข้มดังกล่าวอาจส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการตรวจคนเข้าเมือง โดยเฉพาะที่สนามบินสุวรรณภูมิในช่วงเวลาที่มีเที่ยวบินหนาแน่น แต่ทางเจ้าหน้าที่ ตม. ได้พยายามจัดกำลังพลเต็มอัตราเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้เดินทางให้มากที่สุด คาดว่าระยะเวลาในการรอคิวจะเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แต่จะไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินทางของคนไทย

ข้อแนะนำสำหรับผู้เดินทาง

  • ตรวจสอบเอกสารการเดินทางให้พร้อม
  • เตรียมข้อมูลเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางให้ชัดเจน
  • ให้ความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ในการตรวจสอบ
  • เผื่อเวลาในการเดินทางมากขึ้น

สถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนส่งผลให้ ตม. ต้องเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบบุคคลที่เดินทางเข้าประเทศไทย เพื่อป้องกันภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น แม้มาตรการดังกล่าวอาจสร้างความไม่สะดวกบ้าง แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความมั่นคงของประเทศ

การดำเนินการของ ตม. เป็นไปตามสถานการณ์และความจำเป็น เพื่อรักษาความปลอดภัยของประเทศ การสร้างความเข้าใจและความร่วมมือจากทุกภาคส่วนจึงเป็นสิ่งสำคัญ

ที่มา – ตม.เข้ม กัมพูชา-ต่างชาติ ฟรีวีซ่าเข้าไทย หวั่นเป็นทหารรับจ้าง ปฏิเสธเข้าเมืองแล้ว 185 ราย

ฮุนเซนใส่ร้ายไทย โจมตีไม่เลือกหน้า จริงหรือ?

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงเมื่อ ฮุนเซน โพสต์ข้อความกล่าวหาประเทศไทยอย่างรุนแรง โดยเนื้อหาเป็นการโจมตีประเทศไทยแบบไม่เลือกหน้า พร้อมทั้งใส่ร้ายว่ากองทัพไทยใช้อาวุธร้ายแรงอย่างระเบิดลูกปรายและควันพิษในการโจมตีกัมพูชา ข้อความดังกล่าวสร้างความไม่พอใจและความกังวลใจให้กับหลายฝ่าย วันนี้เราจะมาวิเคราะห์ถึงรายละเอียดในโพสต์ของฮุนเซนใส่ร้ายไทย และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากข้อกล่าวหานี้

ฮุนเซนใส่ร้ายไทย โจมตีไม่เลือกหน้า

เนื้อหาในโพสต์ของฮุนเซนระบุว่า กองทัพไทยได้ทำการบุกล้ำ โจมตี และสังหารชาวกัมพูชาโดยไม่เลือกหน้า รวมถึงการโจมตีสถานที่ต่างๆ เช่น สะพาน ถนน วัด อาราม และโรงเรียน ข้อความนี้กล่าวหาว่าไทยใช้ปืนใหญ่ เครื่องบินขับไล่ ระเบิดลูกปราย และควันพิษ ซึ่งเป็นการกล่าวหาที่ร้ายแรงและอาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

ข้อความที่ฮุนเซนโพสต์มีดังนี้:

“เรียนเพื่อนร่วมชาติทุกท่าน

ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมากองทัพไทยได้บุกล้ำ โจมตี และสังหารชาวกัมพูชาโดยไม่เลือกหน้าและได้เลือกโจมตีสถานที่ต่างๆ แม้กระทั่งสะพาน ถนนวัด อาราม โรงเรียน 

ปืนใหญ่และเครื่องบินขับไล่ถูกนำมาใช้ ระเบิดลูกปราย ควันพิษถูกใช้ในหลายพื้นที่จนไม่สามารถนับได้ ทั้งในพื้นที่ที่พลเมืองไทยอาศัยอยู่และทำงานในกัมพูชาด้วย

ในสถานการณ์เช่นนี้ ในนามของประธานวุฒิสภาประธานคณะที่ปรึกษาส่วนพระองค์ของพระมหากษัตริย์และประธานพรรครัฐบาลข้าพเจ้าขอแนะนำให้นายกรัฐมนตรีและรัฐบาลพิจารณาการระงับการเดินทางทั้งหมดของชาวกัมพูชาและชาวไทยข้ามพรมแดน

ชาวกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยในขณะนี้ต้องดำเนินชีวิตและทำงานในประเทศไทยต่อไปและพลเมืองไทยที่กำลังอาศัยและทำงานอยู่ในกัมพูชาต้องอยู่ในกัมพูชาต่อไปจนกว่าการหยุดยิงจะถูกดำเนินการอย่างสมบูรณ์

มาตรการนี้เพื่อให้แน่ใจในความปลอดภัยของชาวกัมพูชาและชาวไทยจากอุบัติเหตุในการเดินทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเดินทางข้ามพรมแดน

ขอให้ชาวกัมพูชาที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย และชาวไทย โปรดเข้าใจ

ขอให้รัฐบาลกัมพูชาช่วยปกป้องความปลอดภัยของคนไทยที่อาศัยอยู่ในกัมพูชาอย่าให้พวกเขาได้รับอันตรายจากกระสุนหรือระเบิดหรือควันพิษของประเทศไทย.”

ข้อความนี้ยังมีการเรียกร้องให้มีการระงับการเดินทางข้ามพรมแดนระหว่างสองประเทศ เพื่อความปลอดภัยของพลเมืองทั้งสองฝ่าย

ผลกระทบจากกรณี ฮุนเซนใส่ร้ายไทย

การที่ฮุนเซนใส่ร้ายไทย อาจนำมาซึ่งผลกระทบหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่อาจตึงเครียดมากขึ้น การสร้างความเข้าใจผิดและความเกลียดชังระหว่างประชาชนของทั้งสองชาติ และอาจนำไปสู่ความขัดแย้งอื่นๆ ตามมา การแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจึงต้องใช้ความระมัดระวังและความรอบคอบอย่างยิ่ง

ประเทศไทยยังไม่ได้ออกมาตอบโต้อย่างเป็นทางการต่อข้อกล่าวหาดังกล่าว แต่คาดว่าจะมีการตรวจสอบข้อเท็จจริงและชี้แจงให้สาธารณชนทราบต่อไป การดำเนินการใดๆ ควรเป็นไปอย่างมีเหตุผลและมีหลักฐานชัดเจน เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย

นอกจากนี้ สิ่งสำคัญคือการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชนของทั้งสองประเทศ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดและความขัดแย้งที่ไม่จำเป็น การสื่อสารที่เปิดเผยและโปร่งใสจะช่วยลดความตึงเครียดและสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในระยะยาวได้

การที่ฮุนเซนใส่ร้ายไทย ครั้งนี้ เป็นบททดสอบสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การแก้ไขปัญหาอย่างสันติและสร้างสรรค์จะเป็นหนทางที่ดีที่สุดในการรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างไทยและกัมพูชาไว้

สถานการณ์เช่นนี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการทูตและการเจรจาในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ การใช้ความรุนแรงหรือการกล่าวหาที่ไม่มีมูลความจริงจะยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง การหันหน้าเข้าหากันและหาทางออกร่วมกันต่างหาก คือหนทางที่ยั่งยืน

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน และหาทางสร้างความเข้าใจและความร่วมมือที่ดีต่อกัน เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนทั้งสองฝ่าย

ที่มา – ฮุนเซนโพสต์ ใส่ร้ายไทย โจมตีไม่เลือกหน้า แถมใช้ควันพิษ

พลังงาน ยัน! งดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100%

จากสถานการณ์ความไม่สงบชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้กระทรวงพลังงานออกมาตรการสำคัญเพื่อความมั่นคงของชาติ โดยยืนยันการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มาตรการนี้มีเป้าหมายเพื่อดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ และป้องกันการนำน้ำมันไปใช้ในทางที่ไม่เหมาะสม

พลังงาน ยัน! งดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% ตั้งแต่ ก.ค.

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู โฆษกกระทรวงพลังงาน ได้เปิดเผยข้อมูลที่สำคัญเกี่ยวกับการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% โดยระบุว่า ตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาเริ่มตึงเครียด กระทรวงพลังงานได้ดำเนินการขอความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันทุกรายในประเทศ ให้งดการส่งออกน้ำมันไปยังประเทศกัมพูชา และได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากทุกภาคส่วน

นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานยังได้กำชับให้สำนักงานพลังงานจังหวัดทุกจังหวัดที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ชายแดน ทำการตรวจสอบและเฝ้าระวังการลักลอบส่งออกน้ำมันอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นการส่งออกจากประเทศไทยโดยตรง หรือการลักลอบส่งผ่านประเทศลาว เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามาตรการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% จะมีผลบังคับใช้อย่างแท้จริง

ความร่วมมือจากผู้ค้าน้ำมันและการตรวจสอบอย่างเข้มงวด

โฆษกกระทรวงพลังงานยังเน้นย้ำว่า จากการตรวจสอบอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ยังไม่พบผู้ค้าน้ำมันรายใดฝ่าฝืนมาตรการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบและความร่วมมือของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมน้ำมันของไทย

กระทรวงพลังงานให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการดูแลความมั่นคงของชาติและสวัสดิภาพของพี่น้องประชาชนชาวไทย ด้วยเหตุนี้ จึงได้ดำเนินมาตรการต่างๆ อย่างรอบคอบและรัดกุม เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากสถานการณ์ความไม่สงบ

ทั้งนี้ กฎหมายของประเทศไทยกำหนดให้ผู้ประกอบการค้าน้ำมันทุกราย ต้องรายงานข้อมูลการส่งออกน้ำมันต่อกรมธุรกิจพลังงานอย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยให้กระทรวงพลังงานสามารถกำกับดูแลและตรวจสอบปริมาณการส่งออกน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% นี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการรักษาผลประโยชน์ของชาติ และดูแลความปลอดภัยของประชาชน แม้ว่าอาจส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศบ้าง แต่ความมั่นคงของชาติถือเป็นสิ่งสำคัญสูงสุดที่ต้องให้ความสำคัญ

ในขณะที่สถานการณ์ชายแดนเริ่มคลี่คลาย การพิจารณาทบทวนมาตรการต่างๆ รวมถึงการส่งออกน้ำมัน อาจเป็นไปได้ในอนาคต แต่ในปัจจุบัน ความมั่นคงยังคงเป็นปัจจัยหลักในการตัดสินใจ

การตัดสินใจของกระทรวงพลังงานครั้งนี้ เน้นย้ำถึงความสำคัญของความมั่นคงทางพลังงาน และการพึ่งพาตนเองได้ในสถานการณ์ที่ท้าทาย การลงทุนในพลังงานทางเลือก และการส่งเสริมการประหยัดพลังงาน จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของประเทศไทย

ที่มา – พลังงาน ยืนยันงดส่งออกน้ำมันไปกัมพูชา 100% ตั้งแต่ ก.ค. ยึด “ความมั่นคงของชาติ” เป็นหลัก

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม: พลเรือนดับ 9 ศพ

กัมพูชาอ้าง กองทัพไทยโจมตีทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมเด็กทารก และบาดเจ็บอีก 46 ราย พร้อมเรียกร้องให้ไทยหยุดโจมตีและเคารพข้อตกลงหยุดยิงและปฏิญญาสันติภาพ นี่เป็นสถานการณ์ที่น่ากังวล และต้องการการตรวจสอบอย่างละเอียด

เมื่อวันพุธที่ 10 ธ.ค. 2568 กระทรวงกลาโหมของประเทศกัมพูชา โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊กอ้างว่า การโจมตีของกองทัพไทยบริเวณชายแดน ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิตแล้ว 9 ศพ รวมถึงทารก 1 ราย และมีผู้บาดเจ็บที่เป็นพลเรือนอีก 46 ราย ข่าวดังกล่าวสร้างความตกใจและเสียใจให้กับผู้ที่ได้รับทราบ

กระทรวงกลาโหมยังเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ ประณามไทยอย่างรุนแรง ต่อการละเมิดปฏิญญาร่วมและการก่ออาชญากรรมสงครามและการกระทำที่ผิดกฎหมายซ้ำ ๆ ของไทย และเรียกร้องให้ไทยรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ต่อการละเมิดที่อุกอาจดังกล่าว การเรียกร้องนี้แสดงถึงความรุนแรงของสถานการณ์ และความต้องการความยุติธรรม

โพสต์ระบุอีกว่า กัมพูชาเรียกร้องให้ไทยยุติกิจกรรมที่เป็นปฏิปักษ์ทั้งหมดทันที และถอนกำลังทหารออกจากบูรณภาพแห่งดินแดนของกัมพูชา รวมถึงหลีกเลี่ยงการกระทำที่รุนแรงอันเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและเสถียรภาพในภูมิภาค และเรียกร้องให้ไทยเคารพข้อตกลงหยุดยิง, ปฏิญญาร่วม ตลอดจนพันธกรณีภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ ด้วยความจริงใจ, สุจริต, และเจตนาที่ดี

กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม: พลเรือนดับ 9 ศพ

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นตามที่ กัมพูชาอ้าง นั้น จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง เพื่อให้ทราบข้อเท็จจริงและสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตและการบาดเจ็บของพลเรือน การตรวจสอบนี้ควรมีผู้สังเกตการณ์ระหว่างประเทศเข้าร่วม เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเป็นธรรม

ความสำคัญของการตรวจสอบกรณี กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม

การตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้:

  • ทราบถึงสาเหตุที่แท้จริงของการเสียชีวิตและการบาดเจ็บ
  • กำหนดความรับผิดชอบของผู้ที่เกี่ยวข้อง
  • ป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ซ้ำอีกในอนาคต
  • สร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ กัมพูชาอ้าง นี้ ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน ผู้ที่เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงครอบครัวของพวกเขา ควรได้รับการชดเชยอย่างเหมาะสม เพื่อช่วยบรรเทาความสูญเสียและความทุกข์ทรมานที่พวกเขาต้องเผชิญ

ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน การแก้ไขปัญหาและความขัดแย้งโดยสันติวิธี ผ่านการเจรจาและการทูต เป็นแนวทางที่ดีที่สุดในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

การที่ กัมพูชาอ้าง เรื่องนี้ออกมา ทำให้เกิดคำถามมากมายเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความปลอดภัยของพลเรือน การดำเนินการใดๆ ควรคำนึงถึงหลักมนุษยธรรมและกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและสันติสุขอย่างยั่งยืน

สถานการณ์นี้เป็นบทเรียนสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความเปราะบางของสันติภาพ และความจำเป็นในการป้องกันความขัดแย้ง การลงทุนในสันติภาพ การพัฒนา และการศึกษา เป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างสังคมที่ยุติธรรมและยั่งยืนสำหรับทุกคน

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อกล่าวหาจากกัมพูชา แต่สิ่งสำคัญคือต้องรอฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง และดำเนินการตรวจสอบอย่างโปร่งใสเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นธรรมที่สุด

ที่มา – กัมพูชาอ้างทหารไทยถล่ม พลเรือนดับ 9 ศพ รวมเด็กทารก เจ็บอีก 46 ราย

กัมพูชา จับกุมชาวไทย 75 คน พัวพัน หลอกลวงออนไลน์

เกิดเหตุการณ์ที่น่าตกใจในกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทำการจับกุมชาวไทย 75 คน ซึ่งต้องสงสัยว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ข้ามชาติ สร้างความเสียหายให้กับเหยื่อจำนวนมาก ปฏิบัติการครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทางการกัมพูชาในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี

ตามรายงานข่าวจากสำนักข่าวเฟรชนิวส์ของกัมพูชา ระบุว่า การจับกุมชาวไทย 75 คน เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 หลังจากเจ้าหน้าที่ได้ทำการสืบสวนและพบว่าฟาร์มแห่งหนึ่งชื่อ “อมระ” ในเขตชบา อัมปอว กรุงพนมเปญ ถูกใช้เป็นสถานที่ในการก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์

ปฏิบัติการดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสำนักเลขาธิการของคณะกรรมการเฉพาะกิจเพื่อต่อสู้กับการฉ้อโกงทางระบบเทคโนโลยี, กองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ, คณะบัญชาการเอกภาพกรุงพนมเปญ และผู้แทนอัยการประจำศาลชั้นต้นกรุงพนมเปญ เจ้าหน้าที่ได้เข้าตรวจค้นสถานที่ต้องสงสัยและควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยทั้งหมด 75 คน ซึ่งเป็นชาวไทยทั้งหมด โดยในจำนวนนี้เป็นผู้หญิง 48 คน

กัมพูชา จับกุมชาวไทย 75 คน พัวพัน หลอกลวงออนไลน์

นอกจากผู้ต้องสงสัยแล้ว เจ้าหน้าที่ยังได้ทำการยึดของกลางจำนวนมาก ซึ่งรวมถึงคอมพิวเตอร์พกพาและโทรศัพท์มือถือ ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญที่ใช้ในการก่ออาชญากรรมหลอกลวงออนไลน์

รายละเอียดการจับกุมชาวไทย 75 คน พัวพันหลอกลวงออนไลน์

หลังจากการจับกุมชาวไทย 75 คน เจ้าหน้าที่กัมพูชาได้ส่งมอบตัวผู้ต้องสงสัยและของกลางให้กับกองบัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายต่อไป นอกจากนี้ ฟาร์มที่เกิดเหตุก็ถูกสั่งปิดชั่วคราวเพื่อทำการสอบสวนเพิ่มเติม

ทางการกัมพูชายืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวดที่สุดต่อหัวหน้าแก๊งและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดฉ้อโกงทางระบบเทคโนโลยี โดยไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ การจับกุมชาวไทย 75 คนครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางการกัมพูชาเอาจริงกับการปราบปรามอาชญากรรมทางไซเบอร์

การจับกุมชาวไทย 75 คนในครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาการหลอกลวงออนไลน์ที่ยังคงระบาดอย่างต่อเนื่อง ความร่วมมือระหว่างประเทศจึงเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว รวมถึงการให้ความรู้แก่ประชาชนเพื่อป้องกันไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ

ที่มา – กัมพูชาจับกุมชาวไทย 75 คนในพนมเปญ สงสัยพัวพันหลอกลวงออนไลน์

กต. ยันนายกฯ ไทย ไม่รับข้อเสนอมาเลเซีย

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด ล่าสุด กระทรวงการต่างประเทศได้ออกมาแถลงการณ์สำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์ดังกล่าว โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นที่มีการรายงานข่าวว่าประเทศไทยตอบรับข้อเสนอจากมาเลเซียเกี่ยวกับการหยุดยิง

กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย

นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ได้ชี้แจงถึงสถานการณ์ล่าสุดว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่สื่อต่างประเทศ เพื่อป้องกันการบิดเบือนข้อมูลจากฝ่ายกัมพูชา นอกจากนี้ ยังได้เน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญดังนี้

ประการแรก กรณีที่มีรายงานข่าวว่าไทยตอบรับข้อเสนอนายกรัฐมนตรีมาเลเซียเกี่ยวกับการหยุดยิง นายนิกรเดชได้ยืนยันอย่างชัดเจนว่า ข่าวดังกล่าวไม่เป็นความจริง นายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย ทั้งสิ้น รัฐบาลไทยยังคงยึดมั่นในหลักการและแนวทางที่ได้วางไว้

ประการที่สอง เกี่ยวกับการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์อาเซียนเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2568 คณะฯ ได้เดินทางไปยังโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเยี่ยมและให้กำลังใจทหารไทยที่ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงความโปร่งใสและความมุ่งมั่นของไทยในการให้ความร่วมมือกับอาเซียนในการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นกลาง

ประการที่สาม ไทยได้รับคำชี้แจงจากกัมพูชาผ่านเลขาธิการสหประชาชาติเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งเกี่ยวข้องกับการวางทุ่นระเบิดใหม่ อย่างไรก็ตาม คำชี้แจงดังกล่าวไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจากกัมพูชาได้บ่ายเบี่ยงที่จะปฏิบัติตามข้อตกลงมาโดยตลอด ดังนั้น ไทยจึงไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากจะขอให้เลขาธิการสหประชาชาติอำนวยความสะดวกในการจัดตั้งคณะผู้ตรวจสอบข้อเท็จจริงที่เป็นอิสระ เพื่อรักษาไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์ของอนุสัญญา และในระหว่างนี้ ไทยจะยังคงดำเนินการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเพื่อความปลอดภัยของประชาชนต่อไป

แจ้งเตือนคนไทยในกัมพูชา พิจารณาเดินทางออกจากพื้นที่

ประการสุดท้าย กระทรวงการต่างประเทศขอแจ้งเตือนคนไทยที่อยู่ในกัมพูชา ซึ่งมีอยู่ประมาณ 600-1,200 คน ให้พิจารณาเดินทางออกจากกัมพูชา และงดเว้นการเดินทางเข้ากัมพูชาจนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน

สถานการณ์ชายแดนยังคงมีความไม่แน่นอน ดังนั้น การติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิดและการระมัดระวังตัวจึงเป็นสิ่งสำคัญ กระทรวงการต่างประเทศยังคงติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและพร้อมให้ความช่วยเหลือคนไทยที่ได้รับผลกระทบ

ทั้งนี้ กระทรวงฯ ขอให้ประชาชนมั่นใจว่าหน่วยงานไทยกำลังดำเนินการทุกวิถีทางเพื่อรักษาอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน รวมถึงความปลอดภัยของประชาชน และขอความร่วมมือให้ประชาชนบริโภคข่าวสารด้วยความระมัดระวัง เพื่อสื่อสารไปยังประชาคมระหว่างประเทศได้อย่างถูกต้อง

จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย และยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธีและความโปร่งใส

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงต้องติดตามอย่างใกล้ชิด การออกมาแถลงการณ์ที่ชัดเจนของกระทรวงการต่างประเทศในครั้งนี้ ช่วยสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่ประชาชนและนานาชาติ รวมถึงเป็นการยืนยันถึงจุดยืนของประเทศไทยในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติและยึดมั่นในหลักการสากล

ที่มา – กระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันนายกรัฐมนตรีของไทยไม่ได้ตอบรับข้อเสนอใด ๆ ของมาเลเซีย

“อนุทิน” เช็กมือถือ ทรัมป์เตรียมโทรให้หยุดยิง

ในการประชุมร่วมรัฐสภาสมัยวิสามัญเมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาดู ปรากฏข้อความแจ้งเตือนว่า “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิงในสถานการณ์ชายแดน สร้างความฮือฮาให้กับผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์

“อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิง

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นขณะที่สมาชิกรัฐสภากำลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช …. ในวาระ 2 จังหวะที่นายอนุทินกำลังดูโทรศัพท์มือถือ ช่างภาพก็สามารถจับภาพหน้าจอมือถือของท่านได้ เผยให้เห็นข้อความที่ระบุว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในขณะนั้น เตรียมที่จะโทรศัพท์ถึงประเทศไทยและกัมพูชา เพื่อขอให้ยุติการยิง

หลังจากได้รับข้อความดังกล่าว นายอนุทินได้โทรศัพท์กลับไปเพื่อพูดคุยในรายละเอียดเป็นเวลาประมาณ 3 นาที แต่รายละเอียดของการสนทนานั้นไม่ได้ถูกเปิดเผยต่อสาธารณชน

ทำไม “ทรัมป์” ถึงยื่นมือเข้ามาประสานให้หยุดยิง?

แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดที่แน่ชัดถึงสาเหตุที่ทำให้นายโดนัลด์ ทรัมป์ เข้ามาเกี่ยวข้องกับการประสานให้หยุดยิง แต่มีความเป็นไปได้หลายประการ:

  • ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: สหรัฐอเมริกามีความสัมพันธ์อันดีกับทั้งประเทศไทยและกัมพูชา การเข้ามาไกล่เกลี่ยอาจเป็นไปเพื่อรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค
  • ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ: ความขัดแย้งและความไม่สงบในภูมิภาคอาจส่งผลกระทบต่อผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา การเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาจึงอาจเป็นไปเพื่อรักษาผลประโยชน์ของตนเอง
  • บทบาทผู้นำ: ในฐานะมหาอำนาจ สหรัฐอเมริกามักแสดงบทบาทในการแก้ไขข้อพิพาทระหว่างประเทศ การเข้ามาไกล่เกลี่ยความขัดแย้งจึงอาจเป็นไปเพื่อแสดงบทบาทผู้นำ

อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แท้จริงของการเข้ามามีบทบาทของนายทรัมป์ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องรอการเปิดเผยต่อไป

เหตุการณ์ “อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิงแสดงให้เห็นถึงความซับซ้อนของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และบทบาทของผู้นำในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง การเข้ามามีส่วนร่วมของบุคคลระดับประธานาธิบดีสหรัฐฯ สะท้อนให้เห็นว่าสถานการณ์ดังกล่าวมีความสำคัญและส่งผลกระทบในวงกว้าง

นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังเป็นอุทาหรณ์ให้เห็นถึงความสำคัญของการระมัดระวังในการใช้โทรศัพท์มือถือในที่สาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับบุคคลสาธารณะ เนื่องจากข้อมูลที่ปรากฏบนหน้าจออาจถูกเผยแพร่และนำไปสู่การตีความต่างๆ ได้

เรื่องราวของ “อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิง ยังคงเป็นที่พูดถึงในวงกว้าง และเป็นเครื่องเตือนใจถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การรักษาความสงบ และการใช้เทคโนโลยีอย่างระมัดระวัง

ที่มา – “อนุทิน” เช็กมือถือรับแจ้ง “ทรัมป์” เตรียมโทรประสานให้หยุดยิง

ส่องอาวุธหนัก กองทัพกัมพูชา อานุภาพการทำลายถึงไทย

กองทัพกัมพูชา (Royal Cambodian Armed Forces: RCAF) มีการจัดหายุทโธปกรณ์ที่หลากหลาย โดยส่วนใหญ่นำเข้าจากกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต/รัสเซีย และจีน ซึ่งรวมถึงอาวุธหลักที่มีอานุภาพในการทำลายล้างสูงบางชนิด

 อาวุธหลักของกองทัพกัมพูชา

กองทัพกัมพูชามียุทโธปกรณ์หลายประเภทตั้งแต่อาวุธประจำกายไปจนถึงระบบปืนใหญ่หนัก:

  • ระบบจรวดหลายลำกล้อง (Multiple Rocket Launcher Systems – MLRS):
    • BM-21 Grad (ขนาด 122 มม.): เป็นระบบจรวดที่ไม่นำวิถี (ส่วนใหญ่) เน้นการยิงแบบ ปูพรมในพื้นที่กว้างมีท่อยิง 40 ลำกล้อง ระยะยิงประมาณ 20-40 กิโลเมตร อานุภาพทำลายล้างสูงในพื้นที่เป้าหมาย
    • RM-70: พัฒนาจาก BM-21 ถือเป็นหนึ่งในอาวุธปืนใหญ่ที่ทรงพลังที่สุดของกัมพูชา
    • PHL-03 (ขนาด 300 มม. – จรวดพิสัยไกล): เป็นระบบที่จัดหามาจากจีน มีขีดความสามารถที่น่าจับตามองมาก ระยะยิงไกลถึง 70 – 130 หรือ 160 กิโลเมตร (ขึ้นอยู่กับชนิดจรวด) สามารถใช้จรวดนำวิถีได้ และมีอำนาจทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้อย่างราบคาบ ถือเป็นอาวุธพลิกเกม 
  • ปืนใหญ่สนามลากจูง:
  • มีการใช้งานปืนใหญ่หลายขนาด เช่น Type 59-1 (ขนาด 130 มม.) จากจีน, D-30 (ขนาด 122 มม.) จากโซเวียต/รัสเซีย
ส่องอาวุธ
  • ยานเกราะและรถถัง:
  • มีการใช้งานรถถังหลักรุ่นเก่า เช่น T-54/55 และรุ่นลอกแบบ Type 59 รวมถึงยานรบทหารราบ BMP-3 และรถลำเลียงพลหุ้มเกราะ BTR-60PB นอกจากนี้ยังมีรายงานการจัดซื้อรถถังหลักรุ่นใหม่ VT-4 และปืนใหญ่อัตตาจร SH1 (155 มม.) จากจีน

ปืนเล็กยาวและอาวุธประจำกาย:

  • ส่วนใหญ่เป็นอาวุธที่มาจากอดีตโซเวียตและจีน เช่น AK-47, Type 56/81, และปืนที่มาจากตะวันตก เช่น M16A1
ส่องอาวุธ

อานุภาพการทำลาย

อาวุธที่น่ากังวลที่สุดในบริบทชายแดนคือ ระบบจรวดหลายลำกล้อง (MLRS) เช่น BM-21 Grad และ PHL-03

  • BM-21 Grad: แม้จะขาดความแม่นยำสูง (เน้นการยิงปูพรม) แต่การยิงจรวดพร้อมกัน 40 ลูกในพื้นที่เป้าหมายจะก่อให้เกิด ความเสียหายรุนแรงในวงกว้าง ทั้งต่อกำลังพล อาคารบ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานในแนวหลัง
  • PHL-03: ด้วยพิสัยการยิงที่ไกลและจรวดที่มีตัวเลือกนำวิถี จะทำให้อำนาจการยิงของกัมพูชา ครอบคลุมพื้นที่ลึกเข้าไปในประเทศไทยได้มากขึ้น และสามารถทำลายล้างพื้นที่ขนาดใหญ่ได้

เคยยิงมาฝั่งไทยหรือไม่ และเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง

มีการรายงานอย่างเป็นทางการว่าอาวุธของกัมพูชาเคยยิงเข้ามาในพื้นที่ฝั่งไทย ในเหตุการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนที่ผ่านมา โดยเฉพาะกรณีการปะทะหลายครั้งในช่วงปี พ.ศ. 2554 (กรณีปราสาทพระวิหาร) และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายหลัง

  • เหตุการณ์ในอดีต (เช่น ปี พ.ศ. 2554/2568):
    • มีการรายงานการใช้ เครื่องยิงจรวด BM-21 Grad ยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือนลึกในฝั่งไทย
    • ตัวอย่างเช่น ใน เหตุการณ์ปะทะไทย-กัมพูชาเมื่อกรกฎาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานว่ากระสุนจาก BM-21ตกลงใส่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงในเขตอำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ รวมถึงสร้างความเสียหายแก่บ้านเรือนประชาชน

การอ้างอิงในปัจจุบัน:

  • ล่าสุดใน เดือนธันวาคม พ.ศ. 2568 มีรายงานการปะทะกันอย่างหนักบริเวณช่องบก จังหวัดอุบลราชธานี/ศรีสะเกษ ซึ่งกองทัพบกไทยได้ประณามการกระทำของกัมพูชาที่ใช้อาวุธยิงสนับสนุนต่างๆ ยิงมายังแนวทหารและ เคยยิงใส่พื้นที่เป้าหมายพลเรือนฝ่ายไทย ทำให้มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิต (อ้างอิง: Line Today, The101.world) นอกจากนี้ยังมีการอ้างอิงว่ากัมพูชาได้ยิง BM-21 ลงพื้นที่บ้านเรือนประชาชนฝั่งไทย ในจังหวัดบุรีรัมย์ (อ.บ้านกรวด)

ข้อตกลงในการถอนอาวุธ:

  • ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2568 ได้มีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาค (RBC) ระหว่างไทยและกัมพูชา และมีข้อตกลงร่วมกันในการ ถอนอาวุธหนักและยุทโธปกรณ์ที่มีอานุภาพทำลายล้างสูง ออกจากแนวชายแดนเป็นระยะ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอาวุธเหล่านี้เคยถูกนำมาประจำการในบริเวณดังกล่าว

ที่มา :https://www.thairath.co.th/scoop/interview/2900666

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน ย้ำไทยต้องจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก ควบคู่ยุทธศาสตร์การรบ

วันที่ 9 ธันวาคม 2568 พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร ประธานยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง พรรคไทยสร้างไทย แสดงความกังวลต่อสถานการณ์ปะทะตามแนวชายแดนไทย กัมพูชา ซึ่งกำลังทวีความตึงเครียดขึ้นจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา ปัญหาเศรษฐกิจ และแรงกดดันจากมหาอำนาจที่กำลังจับตาพฤติกรรมของกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา โดย พล.ท. ภราดร ระบุว่า สถานการณ์ล่าสุดเป็นมากกว่าการยิงตอบโต้ระหว่างทหารสองประเทศ แต่มีมิติทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามข่าวสารเข้ามาพัวพันอย่างซับซ้อน

พล.ท. ภราดร ชี้ให้เห็นว่า ต้นตอความตึงเครียดรอบใหม่ส่วนหนึ่งเกิดจากปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติซึ่งโยงใยเชิงผลประโยชน์กับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การที่ไทยเข้มงวดด้านการบังคับใช้กฎหมายและอายัดทรัพย์ผู้เกี่ยวข้อง ทำให้เกิดแรงกดดันต่อผู้นำกัมพูชาจนมีความพยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนภายในประเทศ นอกจากนี้ มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีนต่างกังวลต่อบทบาทของเครือข่ายสแกมเมอร์ระดับภูมิภาค จึงผลักดันให้กัมพูชาเร่งสะสางปัญหา ยิ่งทำให้แรงกดดันทางการเมืองภายในทวีคูณจนสะท้อนออกมาในพื้นที่ชายแดน

พล.ท. ภราดร ยังกล่าวถึงรูปแบบการเคลื่อนไหวของกัมพูชาที่มีการใช้สงครามข่าวสารอย่างเข้มข้น ทั้งการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง รวมถึงการใช้พื้นที่พลเรือนเป็นฐานยิงหรือจุดตั้งอาวุธหนัก ซึ่งเป็นพฤติกรรมที่สร้างความเสี่ยงต่อประชาชนและละเมิดหลักปฏิบัติสากล ขณะที่ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติการทุกอย่างเป็นการป้องกันตนเอง และมีการเก็บหลักฐานอย่างต่อเนื่องเพื่อเสนอต่อประชาคมโลก โดยเฉพาะในช่วงที่มีการปะทะตามหลายจุดสำคัญริมชายแดนที่กัมพูชามีการใช้อาวุธยิงสนับสนุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

พล.ท. ภราดร ระบุว่า รัฐบาลและกองทัพไทยต้องเป็นเอกภาพร่วมกันกำหนดกลยุทธ์ปฏิบัติการที่ชัดเจนเพื่อยุติภัยคุกคามให้เร็วที่สุด ทั้งการตอบโต้เฉพาะเป้าหมายทางทหาร การทำลายเส้นทางลำเลียงกำลังและคลังอาวุธ รวมถึงการเตรียมพร้อมป้องกันล่วงหน้าไม่ให้สถานการณ์ลุกลาม พร้อมย้ำว่ากองทัพจะไม่ประมาทแม้กัมพูชาจะมีข้อจำกัดด้านยุทโธปกรณ์ ในขณะที่ฝ่ายปกครองก็เร่งเตรียมความพร้อมด้านการอพยพและแผนช่วยเหลือประชาชนในทุกพื้นที่เสี่ยง

พล.ท. ภราดร ย้ำว่าหากไทยต้องการให้วิกฤตครั้งนี้ยุติลงอย่างยั่งยืน จำเป็นต้องจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความโปร่งใส ความสะอาดบริสุทธิ์ในระบบเศรษฐกิจและการเมือง ควบคู่กับการดำเนินยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงที่เด็ดขาดให้สถานการณ์ชายแดนจบลงอย่างแท้จริง พร้อมระบุว่าการมีการเมืองที่สุจริตและไม่ปล่อยให้เครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติฝังตัวอยู่ในภูมิภาค จะเป็นรากฐานสำคัญที่ทำให้ไทยไม่ต้องเผชิญความไม่มั่นคงซ้ำซาก และช่วยสร้างเสถียรภาพระยะยาวทั้งภายในประเทศและในภูมิภาคต่อไป

“เสธ.แมว” ชี้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชาที่กำลังตึงเครียดขึ้น ทำให้หลายฝ่ายออกมาแสดงความกังวลและเสนอแนะแนวทางแก้ไข หนึ่งในนั้นคือ พล.ท. ภราดร พัฒนถาบุตร หรือ “เสธ.แมว” ที่ออกมาวิเคราะห์ถึงสาเหตุของวิกฤตและเสนอแนะแนวทางการแก้ไขอย่างตรงจุด

ปัจจัยที่ทำให้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น

ตามที่ “เสธ.แมว” ได้กล่าวไว้ ปัจจัยที่ทำให้ ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนนำไปสู่วิกฤตชายแดนมีหลายประการ ได้แก่

  • ความเปราะบางทางการเมืองภายในกัมพูชา
  • ปัญหาเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อประชาชน
  • แรงกดดันจากมหาอำนาจที่ต้องการให้กัมพูชาจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์

ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลกัมพูชา และอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนโดยการสร้างสถานการณ์ความตึงเครียดตามแนวชายแดน

นอกจากนี้ “เสธ.แมว” ยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการปัญหาเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาหลายอย่าง และมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มผู้มีอำนาจในกัมพูชา การจัดการปัญหาเหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือให้กับระบบเศรษฐกิจและการเมืองของทั้งสองประเทศ

การแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการใช้กำลังทหารเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจซึ่งกันและกัน รวมถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุอย่างยั่งยืน

ดังนั้น การที่ “เสธ.แมว” ออกมาให้ข้อมูลและเสนอแนะแนวทางการแก้ไข ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จึงเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการหาทางออกให้กับวิกฤตชายแดนในครั้งนี้ และเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นว่ายังมีผู้ที่ห่วงใยและต้องการเห็นสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “เสธ.แมว” ชี้ปัญหาการเมืองกัมพูชาบีบคั้น จนปะทุเป็นวิกฤตชายแดน แนะฟันเครือข่ายสแกมเมอร์ให้สิ้นซาก

Scroll to top