การจัดตั้งรัฐบาล

“ไผ่ ลิกค์” ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง

ในวงการการเมืองไทยช่วงนี้กำลังร้อนระอุด้วยกระแสข่าวการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยเฉพาะข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังปิดดีลรวบรวมเสียง ส.ส. ถึง 300 เสียง เพื่อตั้งรัฐบาลโดยไม่รวมพรรคกล้าธรรม แต่ตัวแทนพรรคกล้าธรรมกลับยืนยันว่าไม่ทราบเรื่องแต่อย่างใด สร้างความสนใจให้สื่อและนักการเมืองติดตามอย่างใกล้ชิด

“ไผ่ ลิกค์” ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง

วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 นายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม (กธ.) ได้ให้สัมภาษณ์สั้น ๆ ต่อสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแส “ไผ่ ลิกค์ ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง” ของพรรคภูมิใจไทย โดยระบุว่าตนเองยังไม่ทราบเรื่องดังกล่าว เนื่องจากกำลังอยู่ต่างประเทศและยังไม่ได้รับแจ้งจากผู้ใหญ่ในพรรค ข่าวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเจรจาจัดตั้งรัฐบาลที่เข้มข้นหลังการเลือกตั้งทั่วไป

โฆษกพรรคกล้าธรรมยืนยันยังไม่ทราบข่าว

ด้านนายกองตรี ธนกฤต จิตอารีย์รัตน์ โฆษกพรรคกล้าธรรม ก็ได้ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่า ตนเองยังไม่ได้ยินหรือทราบข่าว “ไผ่ ลิกค์ ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง” นี้เช่นกัน ผู้ใหญ่ในพรรคยังไม่มีการแจ้งใด ๆ หากมีพัฒนาการอะไรสำคัญ คงจะมีการประชุมในระดับกรรมการบริหารพรรคหรือแจ้งสื่อทันที ปัจจุบันสถานการณ์ยังคงเป็นไปตามที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม ได้แถลงต่อสื่อว่า ยังไม่มีความเคลื่อนไหวใด ๆ

สถานการณ์การเจรจาตั้งรัฐบาลล่าสุด

หลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคการเมืองต่าง ๆ กำลังเร่งหาพันธมิตรเพื่อรวบรวมเสียงสนับสนุนให้ครบ 251 เสียงในการตั้งรัฐบาล พรรคภูมิใจไทยซึ่งมี ส.ส. จำนวนมาก กลายเป็นตัวแปรสำคัญในการปิดดีลใหญ่ ข่าวลือเรื่องปิดดีล 300 เสียงที่เกินความต้องการ แสดงถึงความมั่นใจในการเจรจา แต่การตัดพรรคกล้าธรรมออกนอกวงสนทนากลับสร้างคำถามมากมาย ว่ามีปัจจัยอะไรซ่อนอยู่

พรรคกล้าธรรมซึ่งนำโดย ร.อ.ธรรมนัส ถือเป็นพรรคใหม่ที่เกิดจากการรวมตัวของ ส.ส. ที่แยกตัวจากพรรคอื่น ๆ โดยมีจุดยืนชัดเจนในประเด็นปฏิรูปและต่อต้านคอร์รัปชัน การถูกตัดออกจากดีลนี้อาจส่งผลต่อโอกาสในการเข้าร่วมรัฐบาลของพรรค

  • ปัจจัยที่อาจทำให้ปิดดีลไร้พรรคกล้าธรรม:
  • ความขัดแย้งนโยบายระหว่างพรรคภูมิใจไทยกับกล้าธรรม
  • การเจรจาลับกับพรรคใหญ่ตัวอื่น เช่น พรรคเพื่อไทยหรือก้าวไกล
  • จำนวนเสียง ส.ส. ของกล้าธรรมที่ยังไม่เพียงพอต่อการต่อรอง
  • กลยุทธ์ทางการเมืองเพื่อกดดันให้พรรคเล็กยอมตามเงื่อนไข

บทบาทของ ร.อ.ธรรมนัส ในสถานการณ์นี้

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ถือเป็นแกนนำสำคัญของพรรคกล้าธรรม ที่มีประสบการณ์ยาวนานในวงการการเมือง เคยเป็นรัฐมนตรีช่วย และมีเครือข่ายกว้างขวาง การที่เขาแจ้งสื่อว่ายังไม่มีเคลื่อนไหว อาจเป็นสัญญาณว่าพรรคกำลังรอจังหวะหรือเตรียมแผนรับมือ หากข่าวปิดดีลเป็นจริง พรรคกล้าธรรมอาจหันไปรวมกับฝ่ายค้านแทน

นักวิเคราะห์การเมืองมองว่า “ไผ่ ลิกค์ ไม่ทราบข่าวปิดดีลรัฐบาล 300 เสียง” นี้ อาจเป็นเพียงข่าวลือเพื่อกดดันการเจรจา หรือกลยุทธ์ในการทดสอบพันธมิตร สถานการณ์การเมืองไทยยังคงผันผวน ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียควรติดตามอย่างใกล้ชิด

อย่างไรก็ตาม หากพรรคภูมิใจไทยปิดดีลสำเร็จจริง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่อาจกำหนดทิศทางรัฐบาลชุดใหม่ของไทย

ความเห็นส่วนตัว: ข่าวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าการเมืองไทยยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน พรรคเล็กอย่างกล้าธรรมต้องเร่งเสริมสร้างอิทธิพลเพื่อไม่ให้ถูกทิ้งไว้ข้างหลัง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้ ลองแชร์ความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามอัปเดตข่าวการเมืองล่าสุดจากบล็อกของเราเพื่อไม่พลาดทุกพัฒนาการ!

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ไม่ทราบข่าวพรรคภูมิใจไทย ปิดดีลตั้งรัฐบาล 300 เสียง ไร้พรรคกล้าธรรม

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ เป็นประเด็นร้อนในวงการเมืองไทยหลังการเลือกตั้งล่าสุด ที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาให้สัมภาษณ์ชัดเจนถึงจุดยืนของพรรค โดยย้ำว่าพรรคไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแย่งชิงตำแหน่งในรัฐบาล แต่พร้อมเจรจาหากเงื่อนไขชัดเจนและปราศจากปัญหาทุนเทาและพรรคที่มีประเด็นจริยธรรม

“อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ

ในรายการ กรรมกรข่าว คุยนอกจอ วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2568 นายอภิสิทธิ์ ได้เปิดใจอย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคประชาธิปัตย์จะไม่รีบประกาศตัวเป็นฝ่ายค้านแบบหักหาญ เพราะเรื่องนี้เป็นอำนาจของกรรมการบริหารพรรคและ ส.ส. ที่จะตัดสินใจร่วมกัน โดยเบื้องต้นพรรคเลือกที่จะอยู่เฉยๆ ก่อน แต่หากมีพรรคอื่นมาแสดงท่าทีประสาน ก็พร้อมนั่งคุย โดยยึดหลักการเดิมที่เคยให้คำมั่นกับประชาชน คือ ไม่มีพรรคกล้าธรรม ไม่มีทุนเทา ไม่มีการครอบงำ และไม่สร้างความแตกแยก

นายอภิสิทธิ์ เน้นย้ำว่า “ผมไม่ได้ดิ้นรนอะไร เพราะพรรคการเมืองต้องพร้อมทั้งสองฝ่าย ไม่ว่าจะค้านหรือรัฐบาล ปชป. เป็นพรรคขนาดเล็กที่มี 22 เสียง แต่เรามีจุดยืนชัดเจน” การที่ยังไม่ประกาศชัดเจนนั้น เพื่อไม่ให้ดูหักหาญเกินไป และเปิดช่องให้เกิดการเจรจาที่เหมาะสม

วิเคราะห์การจัดตั้งรัฐบาลรอบนี้

สำหรับภาพรวมการจัดตั้งรัฐบาล นายอภิสิทธิ์ มองว่าพรรคภูมิใจไทยครองเสียงข้างมาก ทำให้รัฐบาลมีความเสถียรภาพสูง แม้ไม่มีพรรคที่มีปัญหาจริยธรรมร่วมด้วย ก็ยังรวบรวมเสียงได้กว่า 290 เสียง ขณะที่ฝ่ายค้านมีเพียง 210 เสียง ต่างกันมาก หากจะดึงพรรคที่มี 58 เสียง (หมายถึงพรรคที่เคยโต้เถียงกันก่อนหน้า) เข้ามา ก็เพื่อป้องกันปัญหาจากพรรคเพื่อไทยที่มี 74 เสียง เพราะ 58 เสียงมีน้ำหนักมากกว่าประชาธิปัตย์ 22 เสียง สามารถใช้หักลบได้หากเกิดปัญหา

พรรคภูมิใจไทยไม่จำเป็นต้องรีบ เพราะไม่มีคู่แข่งในการจัดตั้งรัฐบาล และยังมีอำนาจต่อรองสูงสุดแม้จะอยู่นิ่งๆ ก็ตาม นี่คือมุมมองที่เฉียบคมจากอภิสิทธิ์ ที่แสดงให้เห็นถึงการคำนวณเชิงยุทธศาสตร์การเมือง

  • เงื่อนไขร่วมรัฐบาลของ ปชป.:
  • ไม่มีพรรคกล้าธรรมหรือพรรคที่มีปัญหาจริยธรรม
  • ปราศจากทุนเทาและการครอบงำ
  • ไม่สร้างปมขัดแย้งหรือความแตกแยก
  • ยึดมั่นคำมั่นสัญญากับประชาชน

เมื่อถูกถามถึงการโต้เถียงกับพรรค 58 เสียงที่เคยบอก “คอยดูเถอะ” หลัง ปชป. ประกาศไม่จับมือ นายอภิสิทธิ์ สวนกลับอย่างเจ็บแสบว่า “ไม่เป็นไร คอยดูเถอะเช่นกัน พรรคที่มี ส.ส. ถึง 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ?” เขายังยอมรับว่าการที่พรรคเคยโวว่าจะกำหนดทิศทางรัฐบาลก่อนเลือกตั้งนั้นทำไม่ได้จริง เพราะมีเสียงน้อย แต่พร้อมทำหน้าที่ตรวจสอบเต็มที่

งานแรกที่ ปชป. จะทำในสภา คือการยื่นตรวจสอบจริยธรรมรัฐมนตรีที่มีประเด็น โดยไม่ใช่การกลั่นแกล้ง แต่เป็นการใช้กลไกตามรัฐธรรมนูญ หากถูกชวนร่วมรัฐบาลแต่มีคนที่มีปัญหาอยู่ด้วย ก็จะไม่เข้าร่วม พรรคจะเป็นพลังตรวจสอบที่เอาจริง เพื่อยกระดับมาตรฐานการเมืองไทย

ดักคอรัฐบาล: อย่าเหลิงอำนาจแม้คุมเบ็ดเสร็จ

นายอภิสิทธิ์ ประเมินทิศทางการเมืองว่าหากเลือกตั้งเรียบร้อยหรือต้องลงใหม่ รัฐบาลตัวเลขคงไม่เปลี่ยน แต่จะอยู่ครบเทอมได้หรือไม่ ขึ้นกับว่ารัฐบาลจะไม่สะดุดขาตัวเอง ไม่ทำผิดพลาดใหญ่ หากหลีกเลี่ยงปัญหาจากองค์กรอิสระได้ ก็อยู่ได้ยาว

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่ารัฐบาลอย่าประมาท หากมีอำนาจเบ็ดเสร็จครอบคลุม สว. องค์กรอิสระ และศาล อาจถูกมองว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต ไม่ว่ารัฐบาลฝ่ายใด ในที่สุดอาจกลายเป็นจุดพลิกผันนำไปสู่จุดจบได้

จากจุดยืนนี้ แสดงให้เห็นว่าพรรคประชาธิปัตย์ยังคงยึดหลักธรรมาภิบาลและการตรวจสอบอย่างแท้จริง คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของอภิสิทธิ์? มาร่วมแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตเพื่อไม่พลาดประเด็นสำคัญ!

ที่มา – “อภิสิทธิ์” เผย ปชป. ไม่ดิ้นรนเป็นรัฐบาล สวนพรรค 58 เสียง ทำไมไม่มีใครรุมจีบ

ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามีข่าวฮอตฮิตในวงการการเมืองไทยมาอัปเดตกันแบบเรียลไทม์เลยนะครับ คือเรื่อง ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด แจงปม “ทวี” ทำตามหน้าที่เรื่องเขากระโดงด้วย เรียกได้ว่ารัฐบาลใหม่กำลังจะเกิดขึ้นแบบมั่นคง เมื่อพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้พันธมิตรพรรคเล็กอย่างพรรคประชาชาติมาสนับสนุนเต็มตัว 5 เสียงจากพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้ นี่คือสัญญาณดีที่การเมืองไทยกำลังรวมพลังเพื่อประชาชนครับ

ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด
ภาพประกอบเหตุการณ์ ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ (ที่มา: ไทยรัฐ)

ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 20 ก.พ. 2569 ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย โดยนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ได้แถลงข่าวอย่างเป็นทางการ นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ นำมติพรรคมาส่งมอบให้เลขาธิการภท. โดยยืนยันชัดเจนว่าทั้ง 5 เสียงของ ส.ส. พรรคประชาชาติพร้อมสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรีแบบเต็มตัว และพร้อมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลทันทีที่ กกต. รับรองผลเลือกตั้ง

สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้ก่อนหน้านี้จะมีดราม่าขัดแย้งระหว่าง พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ กับพรรคภูมิใจไทย ในประเด็นคดีฮั้ว สว. และเรื่องที่ดินเขากระโดงสมัยที่ท่านเคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แต่ฝั่งพรรคประชาชาติยืนยันว่าเรื่องเหล่านั้นเป็นหน้าที่ในอดีตที่ศาลตัดสินไปแล้ว ตอนนี้คือการเมืองใหม่ พวกเขาเปรียบเทียบว่าการเมืองเหมือนกีฬา พอเกมจบก็กลับมาเป็นเพื่อนกันได้ น่ารักดีนะครับ แบบนี้แหละที่การเมืองไทยควรเป็น!

มติเอกฉันท์จากพรรคประชาชาติ

ในการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) ของพรรคประชาชาติ มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ทั้ง 5 เสียงสนับสนุนภท. นำโดย พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง แม้ท่านติดภารกิจไม่ได้มาเอง แต่นายวันมูหมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษาพรรค ก็ยืนยันเต็มปาก นี่แสดงให้เห็นถึงวินัยพรรคที่แข็งแกร่ง พรรคประชาชาติซึ่งเป็นพรรคท้องถิ่นในพื้นที่ปัตตานี ยะลา นราธิวาส เน้นประเด็นศาสนาและสิทธิชาวมุสลิมใต้ จึงเป็นพันธมิตรที่สำคัญสำหรับรัฐบาลใหม่

ซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชาติ ยันสนับสนุนภท.
นายซูการ์โน มะทา ในการแถลง (ที่มา: ไทยรัฐ)

แจงปม “ทวี” ทำตามหน้าที่เรื่องเขากระโดง-ฮั้ว สว.

นายซูการ์โน ชี้แจงชัดว่าปมขัดแย้งเก่าเป็นเรื่องหน้าที่สมัย พ.ต.อ.ทวี เป็น รมว.ยธ. คดีเขากระโดงและฮั้ว สว. ศาลพิจารณาเสร็จสิ้นแล้ว ตอนนี้พรรคพร้อมลุยงานใหม่เพื่อประชาชนในพื้นที่ใต้ที่อยากเห็นพรรคของตัวเองมีบทบาทในรัฐบาล เหตุผลหลักคือระบอบประชาธิปไตยใช้เสียงข้างมาก พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนสูงสุดจากประชาชน ก็สมควรนำจัดตั้งรัฐบาล และภท. ก็แสดงมิตรไมตรีดีมาก

ทิศทางการทำงานร่วมรัฐบาล

สำหรับการโหวตในสภา พรรคประชาชาติยืนยันจะตามมติรัฐบาลทุกประการ เชื่อมั่นวินัย ส.ส. แต่มีจุดยืนชัด ถ้ามติขัดหลักศาสนาอิสลามจะต้องคุยกันก่อน เช่น กฎหมายที่กระทบหลักศาสนา ส่วนประเด็นร้องให้เลือกตั้งโมฆะ ก็ปล่อยให้ กกต. และองค์กรอิสระตัดสิน พรรคทำหน้าที่หาเสียงเสร็จแล้ว

  • เหตุผลหลักที่เข้าร่วม: มติพรรคเอกฉันท์ สนับสนุนอนุทินเป็นนายก
  • วินัยพรรค: โหวตตามรัฐบาล ยกเว้นขัดศาสนา
  • ประโยชน์ประชาชน: โดยเฉพาะพื้นที่สามจังหวัดใต้
  • ลืมอดีต: ปมเก่าเป็นหน้าที่ จบแล้วจับมือใหม่
ภาพแถลงข่าว ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ
บรรยากาศการแถลงข่าว

จากมุมมองของผม การที่ ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด ถือเป็นก้าวสำคัญที่ช่วยให้การจัดตั้งรัฐบาลราบรื่น เสียง 5 เสียงอาจดูน้อย แต่ในสภาไทยที่พรรคกระจาย มันคือตัวชี้วัดเสถียรภาพ โดยเฉพาะเสียงจากใต้ที่มักมีจุดยืนเฉพาะตัว นี่แสดงให้เห็นว่าภท. ภายใต้อนุทิน มีศักยภาพรวบรวมพรรคเล็กได้ดี อนาคตการเมืองไทยน่าจะสงบลงบ้าง หลังจากดราม่าเลือกตั้ง

อย่างไรก็ตาม ยังต้องจับตาว่าพรรคประชาชาติจะรักษาจุดยืนศาสนาได้อย่างไรเมื่อเจอมติรัฐบาล และปมเก่าของทวีจะถูกขุดขึ้นมาอีกหรือไม่ แต่โดยรวมคือข่าวดีครับ!

ความเห็นส่วนตัว: การเมืองไทยควรเน้น ‘จบแล้วเป็นเพื่อน’ แบบนี้มากขึ้น จะได้โฟกัสปัญหาประชาชน เช่น เศรษฐกิจ สุขภาพ การศึกษา แทนดราม่าอดีต คุณล่ะคิดยังไงกับเรื่องนี้? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยนะครับ หรือแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วย!

ที่มา – ภท. เปิดตัว สส.พรรคประชาชาติ ยัน 5 เสียงมาหมด แจง “ทวี” ทำตามหน้าที่เรื่องเขากระโดง

“ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง

หลังการเลือกตั้งทั่วไปที่เพิ่งเสร็จสิ้นลง บรรยากาศการจัดตั้งรัฐบาลในไทยกำลังร้อนระอุ โดยเฉพาะท่าทีของพรรคเล็กๆ ที่ถูกเชิญมาร่วมรัฐบาล ล่าสุด “ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง จากปากของนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคกล้าธรรม ที่ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุมกรรมการบริหารพรรค สะท้อนถึงความยืดหยุ่นและไม่มีเงื่อนไขของพรรคในการเจรจาเข้าร่วมรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย

“ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง

วันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 สื่อมวลชนแห่จับตาการประชุมของพรรคกล้าธรรม ที่มีวาระสำคัญคือท่าทีต่อการเข้าร่วมรัฐบาล หลังกระแสข่าวว่าพรรคภูมิใจไทยอาจไม่ให้เก้าอี้กระทรวงสำคัญ นายไผ่ ลิกค์ ว่าที่ ส.ส.กำแพงเพชร และเลขาธิการพรรค ได้ให้สัมภาษณ์อย่างตรงไปตรงมาว่า พรรคพร้อมทุกอย่าง แต่ยังไม่ถึงขั้นโหวต เพียงรับฟังความเห็นจากว่าที่ ส.ส. และกรรมการบริหาร

นายไผ่ ยอมรับว่าการเจรจาครั้งนี้ยุ่งยากกว่าทุกครั้ง เนื่องจากสมการทางการเมืองซับซ้อน โดยเฉพาะกระแสที่พรรคภูมิใจไทยเสนอให้โหวตนายกรัฐมนตรีมาก่อนแล้วค่อยเกลี่ยกระทรวง ซึ่งนายไผ่ชี้ว่า ไม่มีในโลก ต้องพูดคุยกันก่อน และรอความชัดเจนจากปัญหาการนับคะแนนใหม่ บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หรือแม้กระทั่งการเลือกตั้งใหม่ในบางพื้นที่

ย้ำกล้าธรรมไม่มีข้อต่อรองร่วมรัฐบาล

หนึ่งในประเด็นสำคัญที่นายไผ่ ลิกค์ ย้ำซ้ำๆ คือพรรคกล้าธรรมไม่มีข้อต่อรองหรือข้อแม้ใดๆ ในการเข้าร่วมรัฐบาล แม้กระทัสข่าวว่าร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ประธานที่ปรึกษาพรรค จะไม่ได้ตำแหน่งรัฐมนตรี นายไผ่ยืนยันว่า “ท่านธรรมนัสไม่ยึดติดเก้าอี้ใดๆ” และ “พรรคไม่ได้อยากได้กระทรวงอะไร พรรคภูมิใจไทยให้ทำอะไรก็พร้อม”

  • ไม่มีเงื่อนไข: พรรคกล้าธรรมพร้อมเป็นทุกอย่าง ไม่เรียกร้องกระทรวงสำคัญ
  • ธรรมนัสไม่ยึดติด: ยอมรับตำแหน่งใดก็ได้ หรือไม่มีก็ไม่เป็นไร
  • รอความชัดเจน: ปัญหาเลือกตั้งต้องแก้ก่อน ไม่ส่งสัญญาณใดๆ
  • การพูดคุยยังกลางๆ: ประสานกับเลขาฯ ภูมิใจไทย แต่เป็นฝ่ายน้อยกว่าต้องรอ

นายไผ่ ยังวิเคราะห์ว่าความยุ่งยากเกิดจากพรรคใหญ่ที่ประกาศไม่รวมกับบางพรรคก่อน โดยพรรคอันดับหนึ่งได้เสียงเยอะแต่สมการเปลี่ยนไป ทำให้การรวมตัวยากกว่าทุกสมัย นอกจากนี้ หากต้องเลือกระหว่างเป็นฝ่ายค้านหรือเลือกตั้งใหม่ นายไผ่ชี้ว่าฝ่ายค้านง่ายกว่า เพราะค่าใช้จ่ายผู้สมัครสูงถึง 1.5 ล้านบาทต่อคน และประชาชนเหนื่อย

ท่าทีของพรรคกล้าธรรมต่อปัญหาการจัดตั้งรัฐบาล

แม้จะมีข่าวลือว่าพรรคภูมิใจไทยอาจตั้งเงื่อนไขไม่เอาร.อ.ธรรมนัส นายไผ่โต้ว่า ท่านธรรมนัสยอมสละตำแหน่งแล้ว จะเอาอะไรอีก ขอเลิกเล่นการเมืองแบบเก่าแล้วเดินหน้าแทน นอกจากนี้ นายไผ่ยังแสดงความกังวลต่อ กกต. ที่ยังไม่รับรองผลเลือกตั้งเต็มรูปแบบ ทำให้ทุกอย่างไม่แน่นอน

พรรคกล้าธรรมที่ได้ ส.ส. ถึง 58 เสียง จากคะแนนฉันทามติประชาชน ขอบคุณทุกคนที่ไว้วางใจ และย้ำว่าประเทศต้องเดินหน้า ประชาชนรอความหวัง โดยเฉพาะการแก้รัฐธรรมนูญที่พรรคดีใจจะได้มีส่วน

ปิดท้ายการสัมภาษณ์ด้วยอารมณ์ขัน นายไผ่บอกว่าไม่เครียด จะไปเที่ยวต่างประเทศหลังประชุม เพราะหาเสียงเหนื่อย อยากพักผ่อน สะท้อน mindset สบายๆ ท่ามกลางพายุการเมือง

มุมมองอนาคตการเมืองไทย

จากท่าทีของ “ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง เห็นได้ชัดว่าพรรคกล้าธรรมเลือกเล่นบทผู้น้อยที่ยืดหยุ่น เพื่อผลประโยชน์ชาติเหนือพรรคการเมือง แต่ความไม่แน่นอนยังลอยนวล รัฐบาลใหม่จะเกิดเมื่อไหร่ต้องรอติดตาม

การเมืองไทยครั้งนี้สอนให้เห็นว่าการเจรจาต้องมีมารยาท ไม่เหยียบหัวพันธมิตรเก่า สุดท้าย เราเชื่อว่าพรรคกล้าธรรมจะมีบทบาทสำคัญไม่ว่าจะฝ่ายใด เพราะหลักการชัดเจนไร้ข้อต่อรอง คุณคิดอย่างไรกับสถานการณ์นี้? แสดงความเห็นในคอมเมนต์และแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวการเมืองอัปเดต!

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ลั่นไม่มีในโลก ให้โหวตนายกฯ ก่อนเกลี่ยกระทรวง ย้ำกล้าธรรมไม่มีข้อต่อรองร่วมรัฐบาล

เสื้อแดงหนุนเพื่อไทยร่วมรัฐบาล ประเสริฐโยนยศชนันตัดสินใจ

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวการเมือง! วันนี้เรามาพูดถึงประเด็นร้อนๆ ในวงการการเมืองไทยกันหน่อยนะครับ เสื้อแดงหนุนเพื่อไทยร่วมรัฐบาล กันอย่างคึกคักเลยทีเดียว หลังจากที่ผลการเลือกตั้งออกมา พรรคเพื่อไทยก็ได้รับการเชิญชวนให้ร่วมตั้งรัฐบาลกับพรรคภูมิใจไทย ทำให้ฐานมวลชนเสื้อแดงไม่ยอมอยู่นิ่งๆ พวกเขามารวมตัวกันที่สำนักงานพรรคเพื่อไทย เพื่อยื่นข้อเสนอและให้กำลังใจแบบเต็มที่

เสื้อแดงหนุนเพื่อไทยร่วมรัฐบาล

เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 10.30 น. กลุ่มคนเสื้อแดงเพื่อชาติ ประชาธิปไตย และคนที่เรารักศรัทธา ได้เดินทางมาพร้อมพลังงานล้นเหลือ สวมเสื้อแดงสดใส ตะโกน slogan สุดฮิตอย่าง “LET IT BE ชั่งแม่มัน” เพื่อแสดงจุดยืนชัดเจน พวกเขายื่นซองอั่งเปาสีแดงพร้อมข้อความให้กำลังใจให้กับนายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทยที่มารับหนังสือด้วยตัวเอง

ตัวแทนกลุ่มได้อ่านแถลงการณ์สนับสนุน เสื้อแดงหนุนเพื่อไทยร่วมรัฐบาล โดยมีข้อเสนอแนะสำคัญ 3 ข้อที่อยากให้พรรคเพื่อไทยนำไปปฏิบัติจริงจัง เพื่อให้การร่วมรัฐบาลครั้งนี้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน

ข้อเสนอ 3 ข้อจากมวลชนเสื้อแดง

  • ข้อ 1: เชิญชวนพรรคภูมิใจไทยและพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ลงนามสัตยาบรรณ แสดงความจริงใจในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ให้กลายเป็นฉบับสีน้ำเงินที่หลายคนกังวล
  • ข้อ 2: คำนึงถึงประโยชน์ประชาชนเป็นหลัก รักษานโยบายเรือธงของพรรค เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย พักหนี้เกษตรกร ให้เกิดผลจริง
  • ข้อ 3: เป็นต้นแบบรัฐบาลใหม่ที่โปร่งใส ลดทุจริต ปกป้องประชาชน บังคับใช้กฎหมายเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติ เช่น กรณีที่ดินเขากระโดง

ฟังดูดีเลยใช่ไหมครับ? นี่คือเสียงจากฐานมวลชนที่ยังศรัทธาในพรรคเพื่อไทย และหวังให้การร่วมรัฐบาลครั้งนี้ไม่ใช่แค่แบ่งเก้าอี้ แต่ต้องตอบโจทย์ชีวิตคนไทยจริงๆ

ประเสริฐ จันทรรวงทอง ตอบรับอย่างไร?

นายประเสริฐรับปากเต็มที่เลยครับ ว่าจะนำเงื่อนไข 3 ข้อนี้ไปแจ้งพี่น้องเสื้อแดงให้ทราบ และยืนยันว่าพรรคได้รับเชิญอย่างเป็นทางการ ไม่ใช่ไปขอเองตามข่าวลือ ส่วนเรื่องแบ่งโควตารัฐมนตรี 5 กระทรวง? ยังไม่คุยกันเลยครับ เขาบอกว่าไปคุยกันแบบมองไปข้างหน้า ไม่จมกับอดีต แม้ช่วงหาเสียงจะมีกระทบกระทั่งบ้าง แต่หลังเลือกตั้งให้อภัยกัน

สำหรับกระแสที่พรรคเพื่อไทยจะได้กระทรวงสังคมเป็นหลัก หรือกระทรวงเศรษฐกิจให้ภูมิใจไทย ประเสริฐย้ำว่า ยังไม่ตกลงอะไร ปล่อยให้พรรคหลักตัดสินใจไป ส่วนประเด็นฮอตสุด นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดตนายกฯ ลำดับ 1 จะรับตำแหน่งรัฐมนตรีหรือไม่? ประเสริฐโยนไปให้ยศชนันตัดสินใจเองเลยครับ ในฐานะ ส.ส. บัญชีรายชื่อลำดับ 1 สามารถทำงานได้ทั้งสภา ฝ่ายบริหาร หรือช่วยพรรค ยังไม่นัดคุยกับภูมิใจไทยรอบสองด้วย

วิเคราะห์กันหน่อยนะครับ การที่ เสื้อแดงหนุนเพื่อไทยร่วมรัฐบาล แบบนี้ แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงยังเหนียวแน่น แม้จะมีดราม่าหลายอย่างหลังเลือกตั้ง แต่พรรคเพื่อไทยก็ยังเป็นที่รักของมวลชน การยื่นเงื่อนไขชัดเจนแบบนี้ ช่วยกดดันให้รัฐบาลใหม่ต้องจริงจังกับนโยบายประชาชน ไม่ใช่แค่เล่นการเมืองภายใน ถ้าทำได้ตามนี้ ก็น่าจะเป็นรัฐบาลที่แข็งแกร่งและยั่งยืน

อย่างไรก็ตาม การเมืองไทยยังมีเซอร์ไพรส์อีกเยอะ ต้องติดตามต่อว่ายศชนันจะเลือกทางไหน และการแบ่งเค้กจะออกมาแบบไหน คุณคิดว่าพรรคเพื่อไทยควรรับเงื่อนไขเสื้อแดงทั้งหมดไหม? หรือมีข้อเสนอเพิ่มเติม? คอมเมนต์มาบอกกันหน่อยครับ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านด้วยนะ แล้วเจอกันใหม่ในโพสต์ข่าวการเมืองร้อนๆ ถัดไป!

ที่มา – เสื้อแดงหนุนเพื่อไทยร่วมรัฐบาล “ประเสริฐ” โยน “ยศชนัน” ตัดสินใจเองนั่ง รมต. หรือไม่

ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่หนุนอนุทินนายกฯ 281 เสียง

วันนี้เรามีข่าวการเมืองร้อนๆ มาอัปเดตกันครับ พรรคภูมิใจไทยกำลังเร่งรวบรวมพันธมิตรเพื่อจัดตั้งรัฐบาลใหม่ โดยล่าสุดมีการ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ซึ่งเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้สถานการณ์ชัดเจนขึ้นมาก หลังจากผลเลือกตั้งออกมา พรรคใหญ่ๆ เริ่มจับมือกันเพื่อแก้ปัญหาประเทศ

เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.30 น. ที่ทำการพรรคภูมิใจไทย คึกคักไปด้วยแกนนำพรรคเล็กๆ ที่เดินทางมาร่วมหารือ นำโดยนายราเชน ตระกูลเวียง หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ นายชวลิต วิชยสุทธิ์ รองหัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย และนายอุดมเดช รัตนเสถียร ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคไทยสร้างไทย พวกเขามาพบปะกับนายทรงศักดิ์ ทองศรี แกนนำพรรคภูมิใจไทย และนายสิรภพ ดวงสอดศรี ผู้อำนวยการพรรค เพื่อคุยเรื่องร่วมรัฐบาลและสนับสนุนนายอนุทิน ชาญวีรกูล เป็นนายกรัฐมนตรี

หลังจากนั้น นายไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย พร้อมนางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย โฆษกพรรค ได้แถลงข่าวความคืบหน้า บอกว่านายทรงศักดิ์ได้ประสานงานกับพรรคไทยสร้างไทยและทางเลือกใหม่แล้ว ให้มาร่วมเดินหน้าเลือกนายกฯ ไปด้วยกัน นี่คือการยืนยันชัดเจนของ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

เหตุผลที่พรรคเล็กๆ เลือกหนุนอนุทิน

นายอุดมเดช จากไทยสร้างไทย กล่าวว่าตนคุ้นเคยกับนายทรงศักดิ์จากกลุ่ม 16 พรรค และเห็นด้วยว่าประเทศไทยต้องการรัฐบาลเข้มแข็งเพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจและความมั่นคงชายแดน ปัญหาเหล่านี้รุมเร้าเราอยู่ หากไม่มีรัฐบาลที่มั่นคงจะยิ่งแย่ ดังนั้นหลังนับคะแนนเสร็จ พวกเขาพร้อมสนับสนุนพรรคเสียงข้างมาก ซึ่งตอนนี้คือพรรคภูมิใจไทย

ส่วนนายราเชน หัวหน้าพรรคทางเลือกใหม่ ย้ำว่าเคารพกติกาเสียงข้างมาก แม้พรรคตัวเองมีแค่ 1 เสียง แต่ยินดีโหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ ตามหลักสากล นี่แสดงให้เห็นถึงความเป็นเอกภาพในวงการเมืองไทยยุคนี้

รายชื่อพรรคและจำนวนเสียงสนับสนุน

ตอนนี้รวมเสียงได้ 281 เสียงแล้ว ซึ่งเกินกึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร นี่คือรายละเอียด:

  • พรรคภูมิใจไทย 193 เสียง
  • พรรคเพื่อไทย 74 เสียง
  • พรรคเศรษฐกิจ 3 เสียง
  • พรรคใหม่ 1 เสียง
  • พรรครวมใจไทย 1 เสียง
  • พรรคไทยทรัพย์ทวี 1 เสียง
  • พรรครวมพลังประชาชน 1 เสียง
  • พรรคมิติใหม่ 1 เสียง
  • พรรคประชาธิปไตยใหม่ 1 เสียง
  • พรรคเพื่อชาติไทย 2 เสียง
  • พรรคทางเลือกใหม่ 1 เสียง
  • พรรคไทยสร้างไทย 2 เสียง

ส่วนพรรคกล้าธรรมที่มี 58 เสียง ยังไม่ชัดเจน นายไชยชนกบอกว่ามีการคุยกับนายไผ่ ลิกค์ เลขาธิการพรรคแล้ว และนายอนุทินคุยกับนางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ หัวหน้าพรรคเบื้องต้น แต่รอสรุปอย่างเป็นทางการ พรรคกล้าธรรมจะประชุมบ่ายวันนี้ด้วย ทุกอย่างยังมีโอกาส และไม่มีเงื่อนไขอะไรชัดเจนจากพรรคเล็กๆ

โฆษกพรรคภูมิใจไทยยังบอกว่าจะมีแถลงข่าวต่อเนื่อง วันพรุ่งนี้ก็มีอีก การ เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐบาลใหม่ใกล้เกิดขึ้น

ในมุมมองของผม การรวมตัวแบบนี้แสดงให้เห็นว่าพรรคการเมืองไทยเริ่มจริงจังกับการแก้ปัญหาประเทศมากขึ้น ไม่ใช่แค่แย่งชิงอำนาจ รัฐบาลที่เข้มแข็งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและความมั่นคงได้จริง หากคุณสนใจข่าวการเมือง ลองติดตามต่อและแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ด้านล่างว่าคุณคิดว่ารัฐบาลชุดนี้จะทำอะไรได้บ้างนะครับ!

ที่มา – เปิดตัว ไทยสร้างไทย-ทางเลือกใหม่ ประกาศหนุน “อนุทิน” นั่งนายกฯ รวมเสียงทะลุ 281 เสียง

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จากอดีต รมว.คลัง สู่ รมว.พลังงาน

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กำลังเป็นที่สนใจของหลายคนในขณะนี้ เพราะมีข่าวลือหนาหูว่าอาจได้นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในรัฐบาลใหม่ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล หลังจากเคยเป็นอดีตรัฐมนตรีคลังยุคลุงตู่ที่อยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน วันนี้เรามาเปิดประวัติ ปรีดี ดาวฉาย กันแบบละเอียดยิบเลยนะครับ ว่าชายคนนี้มี background อะไรบ้างที่ทำให้ถูกไว้วางใจขนาดนี้

ก่อนอื่นต้องบอกเลยว่าการเมืองไทยยุคนี้เปลี่ยนแปลงเร็วมาก จากผลเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยคว้าเก้าอี้มาแบบถล่มทลายกว่า 180 ที่นั่ง ทำให้มีโผคณะรัฐมนตรีหลุดออกมาแบบไม่คาดคิด นายอนุทิน คาดว่าจะควบนายกฯ กับ รมว.กลาโหม นายไชยชนก ชิดชอบ อาจโยกไปมหาดไทย ส่วนนายโสภณ ซารัมย์ ไปนั่งประธานสภา และที่ฮือฮาที่สุดคือ ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย จ่อเป็น รมว.พลังงาน ซึ่งกระทรวงนี้สำคัญมากในยุคที่ไทยกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

นายปรีดี ดาวฉาย เกิดวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2501 ปัจจุบันอายุ 67 ปี สมรสกับนางรัตนา ดาวฉาย มีลูก 3 คน ถือเป็นนักกฎหมายตัวจริงเสียงจริงที่จบการศึกษาดีเยี่ยม ปริญญาตรีนิติศาสตร์บัณฑิต เกียรตินิยมอันดับ 2 จากธรรมศาสตร์ เนติบัณฑิตไทย และโทกฎหมายเปรียบเทียบจาก University of Illinois สหรัฐฯ ชายคนนี้เริ่มต้นอาชีพในวงการธนาคาร โดยเฉพาะธนาคารกสิกรไทย (KBank) ที่ทำงานยาวนานกว่า 35 ปี ตั้งแต่ปี 2525 ในสำนักกฎหมายธนาคาร

เส้นทางในวงการธนาคารจากประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ใน KBank นั้นแจ่มใสมาก จากลูกน้องธรรมดา สู่กรรมการผู้จัดการในปี 2556 เคยเป็นประธานสมาคมธนาคารไทยหลายสมัย และประธาน กรอ. (คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน) ที่มีบทบาทเสนอนโยบายเศรษฐกิจให้รัฐบาล ชื่อของเขากลายเป็นสัญลักษณ์ของความน่าเชื่อถือในวงการการเงิน

  • เริ่มงาน KBank ปี 2525 สำนักกฎหมาย
  • กรรมการผู้จัดการ KBank ปี 2556
  • ประธานสมาคมธนาคารไทย หลายสมัย
  • ประธาน กรอ. เสนอนโยบายเศรษฐกิจ
  • กรรมการบริษัทจดทะเบียนหลายแห่ง เช่น PTTGC, BBL, ADVANC, BDMS

นอกจากนี้ยังเคยเป็น CEO เดอะมอลล์กรุ๊ป และล่าสุดเป็นประธานกรรมการ Gulf Energy Development (GULF) ตั้งแต่ 9 มกราคม 2569 ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับพลังงาน ทำให้เขาเหมาะสมกับตำแหน่ง รมว.พลังงานสุดๆ

เส้นทางการเมืองประวัติ ปรีดี ดาวฉาย

เข้าสู่วงการการเมืองครั้งแรกปี 2563 สมัย พล.อ.ประยุทธ์ ท่ามกลางวิกฤตโควิด ได้เป็น รมว.คลัง “คนนอก” เพื่อช่วยฟื้นเศรษฐกิจ แต่ดันอยู่ในตำแหน่งแค่ 20 วัน เข้าสัตย์ 12 ส.ค. – ลาออก 1 ก.ย. 2563 เหตุผลหลักคือสุขภาพ มีอาการวูบจาก TIA (เส้นเลือดสมองตีบชั่วคราว) จากความเครียดสูง ครอบครัวกังวล แต่ก็มีข่าวลือเรื่องขัดแย้งกับนักการเมือง เช่น การแต่งตั้งอธิบดีกรมสรรพสามิตในครม.สัญจรระยอง ที่ปะทะกับนายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง

ถึงจะสั้นแต่ประวัติ ปรีดี ดาวฉาย แสดงให้เห็นถึงความเป็นมืออาชีพ เขายึดหลักระบบอาวุโสและความเหมาะสม ไม่ยอมโควตาการเมือง ทำให้อึดอัด แต่ในสายตานักธุรกิจ เขาคือคนซื่อสัตย์ Professionalism สูง

ทำไมประวัติ ปรีดี ดาวฉาย ถึงเหมาะกับ รมว.พลังงาน

ด้วยประสบการณ์บริหารความเสี่ยงการเงินและพลังงานจาก GULF เขาน่าจะนำนโยบายที่มั่นคง รองรับ EEC และพลังงานหมุนเวียนได้ดี ในยุคที่ไทยต้องการลดนำเข้าน้ำมัน

ส่วนตัวผมคิดว่าประวัติ ปรีดี ดาวฉาย คือตัวอย่างของคนที่มาจากภาคเอกชนมาช่วยชาติได้ หากได้ตำแหน่งนี้ คงเห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกในกระทรวงพลังงานแน่นอน คุณล่ะคิดยังไง ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยสิ!

ที่มา – ประวัติ “ปรีดี ดาวฉาย” จากอดีตรมว.คลัง ยุคลุงตู่ สู่ว่าที่ รมว.พลังงานยุคอนุทิน

ไม่ฟันธง ไชยชนก คุมดีอีต่อ กระแสจ่อ มท.1

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังร้อนระอุหลังการเลือกตั้ง ไม่ฟันธง ไชยชนก คุมดีอีต่อ ยังคงเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อมีกระแสข่าวลือว่านายไชยชนก ชิดชอบ อาจจะสลับไปนั่งเก้าอี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.1) แทน ขณะที่นายอนุทิน ชาญวีรกุล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย คาดว่าจะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมด้วยตัวเอง บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกเบื้องหลังข่าวนี้และความเป็นไปได้ในรัฐบาลใหม่

ไม่ฟันธง ไชยชนก คุมดีอีต่อ

วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2567 แหล่งข่าวจากกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดีอีคนปัจจุบัน ยังคงทำงานตามปกติในช่วงรอการจัดตั้งรัฐบาล แม้จะไม่ได้เข้ามาทุกวันเพราะต้องดูแลหน้าที่เลขาธิการพรรคภูมิใจไทยด้วย เมื่อถามถึงอนาคตว่าจะไม่ฟันธง ไชยชนก คุมดีอีต่อหรือไม่ แหล่งข่าวตอบสั้นๆ ว่า ยังไม่สามารถยืนยันได้ ต้องรอให้การจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นก่อน

นายไชยชนก ถือเป็นบุคคลสำคัญของพรรคภูมิใจไทย ลูกชายของนายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี เขามีประสบการณ์ในการกำกับดูแลกระทรวงดีอี ซึ่งรับผิดชอบเรื่องดิจิทัลอีโคซิสเต็ม เศรษฐกิจดิจิทัล และสังคมดิจิทัลมาอย่างดี หากเขาได้อยู่ต่อ คงช่วยขับเคลื่อนวาระดิจิทัลของรัฐบาลใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง แต่กระแสข่าวลือที่ว่าเขาอาจไปนั่ง มท.1 ทำให้สถานการณ์คลุมเครือ

คาด “อนุทิน” นายกฯ ควบกลาโหม

ขณะที่ไม่ฟันธง ไชยชนก คุมดีอีต่อ นายอนุทิน ชาญวีรกุล ก็เป็นอีกชื่อที่ถูกพูดถึงในฐานะนายกรัฐมนตรีคนใหม่ โดยคาดว่าเขาจะควบตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้พรรคในการดูแลด้านความมั่นคง นอกจากนี้ พรรคภูมิใจไทยประกาศชัดว่าจะครองกระทรวงสำคัญด้านความมั่นคงและเศรษฐกิจทั้งหมด

พรรคภูมิใจไทยครองกระทรวงหลัก

จากโพสต์ของนายอนุทิน พรรคภูมิใจไทยตั้งเป้าคุมกระทรวงดังนี้

  • กระทรวงกลาโหม
  • กระทรวงมหาดไทย
  • กระทรวงการคลัง
  • กระทรวงการต่างประเทศ
  • กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา
  • กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม
  • กระทรวงเกษตรและสหกรณ์
  • กระทรวงพาณิชย์
  • กระทรวงยุติธรรม
  • กระทรวงพลังงาน

รายการนี้แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลของพรรคในรัฐบาลใหม่ หากนายไชยชนกไปนั่งมท.1 จริง จะเป็นการย้ายเก้าอี้ที่สมเหตุสมผลเพราะมท.ต้องดูแลเรื่องความมั่นคงภายในและท้องถิ่น ซึ่งคล้ายกับการกำกับดีอีที่ต้องรับมือกับภัยไซเบอร์และข้อมูลดิจิทัล

背景การเมืองหลังเลือกตั้ง

หลังผลเลือกตั้งที่พรรคเพื่อไทยนำ แต่พรรคภูมิใจไทยกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการจัดตั้งรัฐบาล การเจรจาระหว่างพรรคต่างๆ ยังดำเนินอยู่ โดยพรรคภูมิใจไทยใช้จุดแข็งในการเจรจาเพื่อให้ได้กระทรวงใหญ่ๆ นี่คือเหตุผลที่ไม่ฟันธง ไชยชนก คุมดีอีต่อ เพราะตำแหน่งอาจถูกสลับเพื่อสมดุลอำนาจ

กระทรวงดีอีมีบทบาทสำคัญในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะการผลักดัน 5G, Cloud, และ AI เพื่อเศรษฐกิจไทย หากเปลี่ยนคน สิ่งที่ต้องจับตาคือความต่อเนื่องของนโยบาย ขณะที่มท.1 ต้องรับมือปัญหาชายแดนและท้องถิ่น นายไชยชนกซึ่งมีเครือข่ายกว้างขวางน่าจะเหมาะสม

นอกจากนี้ ยังมีข่าวลืออื่นๆ เช่น กระทรวงการคลังอาจตกเป็นของพรรคร่วม แต่พรรคภูมิใจไทยยืนกรานครองเศรษฐกิจหลัก สถานการณ์นี้สะท้อนการเมืองไทยที่เต็มไปด้วยการต่อรอง

ในมุมมองของผู้เขียน สถานการณ์ไม่ฟันธง ไชยชนก คุมดีอีต่อ แสดงให้เห็นว่าพรรคภูมิใจไทยกำลังวางหมากเพื่อบทบาทนำในรัฐบาล ไม่ว่าจะผลเป็นอย่างไร รัฐบาลใหม่น่าจะเน้นเศรษฐกิจและความมั่นคงเป็นหลัก คุณคิดอย่างไรกับกระแสนี้? คอมเมนต์ด้านล่างและแชร์บทความเพื่อติดตามข่าวอัปเดตการจัดตั้งรัฐบาลได้เลย

ที่มา – ไม่ฟันธง “ไชยชนก” คุมดีอีต่อ หลังมีกระแสจ่อ มท.1 คาด “อนุทิน” นายกฯ ควบกลาโหม

ประวัติ ภราดร ปริศนานันทกุล ชิงเก้าอี้ประธานสภา

ประวัติ ภราดร ปริศนานันทกุล กำลังเป็นที่สนใจหลังกระแสข่าวชื่อของเขาถูกพูดถึงสำหรับตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ว่าที่ ส.ส.อ่างทอง สมัยที่ 5 จากพรรคภูมิใจไทย คนนี้มีเส้นทางที่น่าจับตามองทั้งการศึกษาและการเมืองมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะพาคุณไปส่องประวัติแบบละเอียด เพื่อเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีโอกาสก้าวขึ้นสู่บัลลังก์สูงสุดในสภา

ประวัติ ภราดร ปริศนานันทกุล

นายภราดร ปริศนานันทกุล หรือที่รู้จักในชื่อเล่นว่า “แบด” เกิดวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2522 ปัจจุบันอายุ 47 ปี เกิดที่ตำบลเอกราช อำเภอป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เป็นบุตรชายของนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล และนางรวีวรรณ ปริศนานันทกุล มีน้องชายคือ นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล หรือ “แชมป์” ว่าที่ ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทยเช่นกัน ครอบครัวนี้เลยกลายเป็น “ตระกูลนักการเมืองอ่างทอง” ที่แข็งแกร่ง

การศึกษาและพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ด้านการศึกษา ภราดร จบมัธยมจากโรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย ชื่อดังด้านวิชาการ ปริญญาตรีสาขาสถิติ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และปริญญาโทเศรษฐศาสตร์จาก Warwick University ประเทศอังกฤษ การศึกษาระดับสากลนี้ช่วยให้เขามีมุมมองกว้างไกล เหมาะกับการทำงานในสภาและรัฐบาล

เส้นทางการเมืองของแบด ภราดร

เส้นทางการเมืองของ ประวัติ ภราดร ปริศนานันทกุล เริ่มต้นตั้งแต่ปี 2550 ลงสมัคร ส.ส.อ่างทอง คู่พ่อ (นายสมศักดิ์) และชนะเลือกตั้ง ต่อเนื่องสมัย 2 ในปี 2554 สังกัดพรรคชาติไทยพัฒนา ปี 2561 ย้ายซบพรรคภูมิใจไทย ชนะสมัย 3 ปี 2562 ได้เป็นโฆษกพรรค ปี 2563 เป็นประธานกรรมาธิการวิสามัญรับฟังความเห็นนักเรียน-ประชาชน สมัย 4 ปี 2566

จุดพีคคือปี 2567 ได้เป็นรองประธานสภาฯ คนที่ 2 หลังเสนอชื่อโดยเพื่อไทย แต่ปี 2568 พรรคภูมิใจไทยถอนตัวจากรัฐบาลเพื่อไทย เนื่องจากคลิปเสียงวิกฤติชายแดน เขาลาออกเพื่อรับผิดชอบ กลับมาเป็นฝ่ายค้าน ต่อมาปี 2569 หลังศาล รธน. วินิจฉัยแพทองธาร พ้นนายกฯ พรรคภูมิใจไทยนำโดยอนุทิน เป็นนายกฯ ชุดใหม่ ภราดรได้เป็นรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ แต่สภาถูกยุบ เข้าสู่เลือกตั้งใหม่

  • สมัยที่ 1: 2550 พรรคชาติไทยพัฒนา
  • สมัยที่ 2: 2554 พรรคชาติไทยพัฒนา
  • สมัยที่ 3: 2562 พรรคภูมิใจไทย
  • สมัยที่ 4: 2566 พรรคภูมิใจไทย
  • สมัยที่ 5: 2569 พรรคภูมิใจไทย (ล่าสุด)

ล่าสุดในเลือกตั้ง 2569 เขาชนะอีกสมัย เตรียมเป็น ส.ส.สมัย 5 ช่วงทำหน้าที่รองประธานสภา ได้รับคำชมเรื่องวางตัว ควบคุมการประชุมดีเยี่ยม

กระแสข่าวชิงเก้าอี้ประธานสภาฯ

หลังเลือกตั้ง พรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้ ส.ส. 193 ที่นั่งอันดับ 1 มีกระแสแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีและประธานสภา ชื่อ ประวัติ ภราดร ปริศนานันทกุล โผล่เป็นตัวเต็งประธานสภา คู่แข่งอย่างนายโสภณ ซารัมย์ รองนายกฯ ส.ส.บุรีรัมย์ เมื่อถามเจ้าตัว ตอบติดตลกว่า “จะไล่ผมจากทำเนียบแล้วหรอ” และ “ทำได้หมด” แสดงความมั่นใจและพร้อมทุกตำแหน่ง

จากประสบการณ์ยาวนาน การวางตัวดี และฐานะ ส.ส.อ่างทองถาวร ทำให้โอกาสสูงที่จะหวนคืนนิติบัญญัติในตำแหน่งใหญ่กว่าเดิม จับตาการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทยว่าจะเป็นอย่างไร

สรุปแล้ว ประวัติ ภราดร ปริศนานันทกุล คือตัวอย่างนักการเมืองรุ่นใหม่ที่มีการศึกษาดี เส้นทางชัดเจน และรับผิดชอบสูง หากได้เป็นประธานสภาฯ คงนำพาสภาให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น คุณคิดอย่างไรกับโอกาสของเขา? แชร์ความเห็นในคอมเมนต์และติดตามข่าวการเมืองอัปเดตที่นี่!

ที่มา – ประวัติ “ภราดร ปริศนานันทกุล” หลังกระแสข่าวมีชื่อโผล่เก้าอี้ “ประธานสภาฯ”

Scroll to top