การเมืองไทย

“จองชัย” เตือน “วราวุธ” ย้ายพรรค? คนสุพรรณฯ ผูกพันชาติไทยพัฒนา

“จองชัย” ออกโรงเตือน “วราวุธ” คิดให้ดีก่อนย้ายพรรค ชี้ คนสุพรรณบุรีผูกพันพรรคชาติไทยพัฒนา ยอมรับ “สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล” ชวนไปอยู่ด้วยกัน ย้ำส่วนตัวเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่อยากให้ย้าย

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 นายจองชัย เที่ยงธรรม แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวนายวราวุธ ศิลปอาชา สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา จะย้ายไปร่วมงานการเมืองกับพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ในการเลือกตั้งรอบหน้า ว่า ตนมองว่าไปก็ดี ไม่ได้ทำให้ตัวเองพังหรือร่วง แต่จะไปจริงหรือไม่ ขึ้นอยู่กับข้อตกลง ซึ่งข่าวนี้ยังไม่มีการยืนยันใดๆ ทั้งสิ้น เหมือนกับตอนที่มีชื่อนายวราวุธจะไปเป็นแคนดิเดต นายกฯ ให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ก็เป็นเพียงแค่ข่าว ทั้งนี้ ตนเป็นพวกอนุรักษ์นิยม ไม่อยากให้ไป เพราะนายวราวุธรับช่วงต่อดูแลพรรค ชทพ.จากนายบรรหาร ศิลปอาชา อดีตนายกฯ และพ่อที่เคยระบุว่า จะรักษามรดกของพ่อบรรหารไว้ จึงอยากให้ทบทวนคำพูดนี้ให้ลึกซึ้ง และตอนวันเกิดของตน เมื่อ 23 ต.ค. ที่ผ่านมา นายวราวุธมาอวยพรวันเกิดที่บ้านกล้วย จ.สุพรรณบุรี ตนได้กล่าวบนเวทีตอนหนึ่งว่า “พรรค ชาติไทยพัฒนา เป็นมรดกของคนสุพรรณบุรี ไม่ใช่มรดกของศิลปอาชา คนตระกูลศิลปอาชา เป็นเพียงผู้ดูแลมรดกให้กับคนสุพรรณบุรีเท่านั้น ที่ผ่านมาคนสุพรรณบุรีมีความผูกพันกับพรรคชาติไทยพัฒนามาก”

เตือนมีบทเรียนแล้วตอนย้ายพรรค

“ตอนปี 2562 ตอนที่ผมย้ายไปพรรคภูมิใจไทยเพื่อลงแข่งกับนายประภัตร โพธสุธน เลขาธิการพรรค ชทพ. ผมถูกรุม ผลเลือกตั้งที่ออกมา ไม่ใช่ว่าผมแพ้นายประภัตร แต่แพ้คนสุพรรณบุรี ซึ่งการเลือกตั้งรอบนั้นเป็นคติสอนใจให้กับผมว่า เป็น สส.มา 40 ปี เมื่อย้ายพรรคก็แพ้ เพราะคนสุพรรณบุรีผูกพันกับพรรคชาติไทยพัฒนามากกว่าผม” นายจองชัย กล่าว

ยอมรับ “เสี่ยตือ“ ชวนไปภท.

ผู้สื่อข่าวถามว่า นายเสมอกัน เที่ยงธรรม บุตรนายจองชัย เป็น สส.สุพรรณบุรี ที่ถูกจับตาว่าจะย้ายพรรคเป็นคนแรก นายจองชัย กล่าวปฏิเสธทันทีว่า เขาต้องฟังหัวหน้าพรรค เพราะเขาเป็นคนรุ่นใหม่ ไม่ค่อยฟังพ่อ ดังนั้น หัวหน้าพรรคไปไหนเขาก็ไปด้วย แต่คนรุ่นเก่าอย่างตน เป็นอนุรักษ์นิยม อยากให้อยู่กับพรรค ชทพ. เมื่อถามย้ำว่า “มีใครมาชวนให้ย้ายพรรคแล้วหรือไม่” นายจองชัย กล่าวว่า “มีคุยกันกับนายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล บิดาของนายภราดร และนายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย ในลักษณะมาชวนให้ไปทำงานด้วยกัน” แต่ตนบอกว่า “ขณะนี้ยังไม่มีการประชุมพรรค คงยังตอบอะไรไม่ได้” ซึ่งพรรค ชทพ.เตรียมประชุมพรรคสมัยวิสามัญในช่วงเดือนธันวาคมนี้

คนสุพรรณบุรีผูกพันพรรคชาติไทยพัฒนา จริงหรือ?

จากกรณีที่นายจองชัย เที่ยงธรรม ออกมาเตือนนายวราวุธ ศิลปอาชา เรื่องการย้ายพรรค ทำให้เกิดคำถามว่า จริงหรือไม่ที่คนสุพรรณบุรีผูกพันพรรคชาติไทยพัฒนา อย่างเหนียวแน่น? การเมืองท้องถิ่นมีความซับซ้อน และความสัมพันธ์ระหว่างนักการเมืองกับประชาชนในพื้นที่ก็เป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจเลือกตั้ง การที่นายจองชัยเน้นย้ำถึงความผูกพันนี้ อาจเป็นการส่งสัญญาณไปยังนายวราวุธให้พิจารณาถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากตัดสินใจย้ายพรรค

บทเรียนจากการย้ายพรรคของ “จองชัย”

สิ่งที่น่าสนใจคือ ประสบการณ์ตรงของนายจองชัยเองที่เคยย้ายพรรคและพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง ซึ่งเจ้าตัวยอมรับว่าเป็นการแพ้ “คนสุพรรณบุรี” ไม่ใช่แพ้คู่แข่งทางการเมืองโดยตรง นี่เป็นเครื่องยืนยันถึงความสำคัญของความผูกพันระหว่างประชาชนกับพรรคการเมืองในพื้นที่คนสุพรรณบุรีผูกพันพรรคชาติไทยพัฒนามาอย่างยาวนาน การเปลี่ยนแปลงจึงอาจไม่ใช่เรื่องง่าย

อนาคตของพรรคชาติไทยพัฒนาและ “วราวุธ”

สถานการณ์ของพรรคชาติไทยพัฒนาในปัจจุบันถือว่าอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ การตัดสินใจของนายวราวุธ ศิลปอาชา จะมีผลต่ออนาคตของพรรคอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การรักษาพรรคให้อยู่รอดและเติบโตต่อไป จำเป็นต้องอาศัยทั้งวิสัยทัศน์ของผู้บริหารพรรค และการสนับสนุนจากฐานเสียงในพื้นที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนสุพรรณบุรีผูกพันพรรคชาติไทยพัฒนา ซึ่งเป็นฐานเสียงที่สำคัญที่สุด

ทิศทางต่อไปของพรรคชาติไทยพัฒนา

การประชุมพรรคสมัยวิสามัญในช่วงเดือนธันวาคมนี้ จะเป็นโอกาสสำคัญที่พรรคจะได้หารือถึงทิศทางในอนาคต และตัดสินใจว่าจะเดินหน้าต่อไปอย่างไร ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรคของนายวราวุธ การรักษาความสามัคคีภายในพรรค และสร้างความเชื่อมั่นให้กับสมาชิกพรรค รวมถึงประชาชนในพื้นที่ จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

การเมืองไทยเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นได้เสมอ การที่คนสุพรรณบุรีผูกพันพรรคชาติไทยพัฒนาจะเป็นปัจจัยที่ทำให้นายวราวุธตัดสินใจอย่างไร คงต้องติดตามกันต่อไป แต่สิ่งที่แน่นอนคือ การตัดสินใจครั้งนี้ จะส่งผลต่อทั้งตัวนายวราวุธเอง พรรคชาติไทยพัฒนา และการเมืองในจังหวัดสุพรรณบุรีอย่างแน่นอน

ที่มา – “จองชัย” ออกโรงเตือน “วราวุธ” คิดให้ดีก่อนย้ายพรรค ชี้ คนสุพรรณบุรีผูกพันพรรคชาติไทยพัฒนา

4 อดีตสส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง

4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง “ปิติพงศ์” ชี้อนาคตจับมือนามพรรคเป็นธรรมหรือไม่ คงต้องถามเอง พร้อมเผยพรรคประชุมใหญ่ 21 ธ.ค.นี้ พร้อมเลือกตั้ง

วันที่ 20 พ.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีต สส.พรรคไทยรักไทย (ทรท.) ได้โพสต์ภาพผ่านเฟซบุ๊ก ขณะนั่งร่วมรับประทานอาหารกับนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม (ปธ.) พร้อมด้วยนายภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ นายวชิระมณฑ์ คุณะเกษมธนาวัฒน์ หรือเดิมชื่อ ประมณฑ์ คุณะเกษม โดยทั้ง 4 คน เป็นอดีต สส.พรรคไทยรักไทย พร้อมด้วย นายอนิศ โอสถานุเคราะห์ นักธุรกิจและไลฟ์โค้ช น้องชายของนายภัทรศักดิ์ ร่วมนั่งพูดคุยด้วย  โดยนายสุรนันทน์ ยังโพสต์ข้อความด้วยว่า นั่งคุยกับหัวหน้าพรรคเป็นธรรม ปิติพงศ์ เต็มเจริญ ขอบคุณเจ้าภาพ อดีต สส.ภัทรศักดิ์ โอสถานุเคราะห์ พร้อมด้วย อดีต สส.ประมณฑ์ คุณะเกษม และคุณกิ๊ก โอสถานุเคราะห์

รื้อฟื้นความหลังการเมือง

ต่อมา นายปิติพงศ์ เปิดเผยว่า เป็นการมานั่งพูดคุยรื้อฟื้นความหลังทางการเมือง ในฐานะที่เป็นอดีต สส.พรรค ทรท.ด้วยกัน พร้อมอัปเดตข้อมูลทางการเมือง และอนาคตทางการเมือง เนื่องจากกลางปีหน้าจะมีการเลือกตั้ง นักการเมืองต้องมองหาพรรคการเมืองที่ตัวเองเชื่อมั่น

เตรียมประชุมพร้อมเลือกตั้ง

นายปิติพงศ์ กล่าวว่า ส่วนของพรรคเป็นธรรมมีความพร้อมที่จะส่งทั้งว่าที่ผู้สมัคร สส.เขตและแบบบัญชีรายชื่อที่มีคุณภาพ และตามที่กฎหมายกำหนด โดยวันที่ 21 ธ.ค. พรรคจะมีการประชุมสามัญประจำปี เพื่อเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค เพื่อเตรียมการเลือกตั้ง พร้อมเปิดแคมเปญพรรค นำเสนอนโยบายพรรค ซึ่งการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรค ปธ. ได้ สส.มากกว่า 1 เขตแน่นอน

โยนให้ถามแต่ละคนเอง

เมื่อถามว่า อนาคตมีโอกาสที่ทั้งหมดจะมาร่วมงานกับพรรค ปธ.หรือไม่ นายปิติพงศ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ขอให้เป็นการตัดสินใจของแต่ละคน และคงต้องสอบถามเจ้าตัวเอง และจะมี สส. หรือนักการเมืองต่างพรรคย้ายมาร่วมงานพรรค ปธ.หรือไม่ ไว้รอติดตามกัน

การรวมตัวของ 4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง ครั้งนี้ จุดประกายความสนใจในแวดวงการเมืองอย่างมาก การพบปะพูดคุยและรื้อฟื้นความหลังทางการเมืองของอดีต สส.พรรคไทยรักไทย สร้างความน่าสนใจถึงทิศทางในอนาคต การอัปเดตข้อมูลทางการเมืองและการเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะมาถึง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามอง

4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการปรับตัวและแสวงหาแนวทางใหม่ๆ ในสนามการเมือง อดีต สส.พรรคไทยรักไทย ได้ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การพบปะพูดคุยกับนายปิติพงศ์ เต็มเจริญ หัวหน้าพรรคเป็นธรรม ทำให้เกิดคำถามถึงความเป็นไปได้ในการร่วมงานกันในอนาคต

การตัดสินใจของแต่ละบุคคลและความเป็นไปได้ในการย้ายพรรคของนักการเมืองอื่นๆ ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามกันต่อไป พรรคเป็นธรรมมีความพร้อมที่จะส่งผู้สมัคร สส.เขตและแบบบัญชีรายชื่อที่มีคุณภาพ และเตรียมเปิดแคมเปญพรรคเพื่อนำเสนอนโยบายต่างๆ

อนาคตพรรคเป็นธรรมกับการ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง

พรรคเป็นธรรมตั้งเป้าหมายที่จะได้รับ สส.มากกว่า 1 เขตในการเลือกตั้งครั้งหน้า การ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง ของอดีต สส.ไทยรักไทย อาจเป็นสัญญาณของการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่น่าจับตามอง การรวมตัวของบุคลากรที่มีประสบการณ์และความมุ่งมั่น อาจนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในอนาคต

การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นโอกาสสำคัญสำหรับพรรคการเมืองต่างๆ ในการนำเสนอนโยบายและได้รับการสนับสนุนจากประชาชน การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างใกล้ชิด จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจเลือกผู้แทนที่เหมาะสมกับความต้องการของตนเองได้

ดังนั้น การ รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง ของอดีต สส.ไทยรักไทย จึงเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ที่น่าสนใจ และอาจมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในอนาคต

ที่มา – 4 อดีต สส.ไทยรักไทย รื้อฟื้นความหวัง อัปเดตการเมือง “ปิติพงศ์” ยันพรรคเป็นธรรมพร้อมเลือกตั้ง

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวรวย วอนแจงที่มาเงิน

“ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

จากกรณีที่เป็นประเด็นร้อนแรงในโลกออนไลน์ระหว่าง สส.ไผ่ ลิกค์ และ สส.รักชนก ศรีนอก ล่าสุด สส.ไผ่ ได้ออกมาโพสต์เฟซบุ๊กเพื่อชี้แจงถึงประวัติครอบครัวและเรียกร้องให้ สส.รักชนก ตอบคำถามเรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท

“ไผ่ ลิกค์” แจงที่มาครอบครัว ยันฐานะดีก่อนเล่นการเมือง

สส.ไผ่ ระบุว่า ปกติแล้วเป็นคนที่ไม่ค่อยเปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากนัก แต่เนื่องจากมีการตั้งคำถามถึงที่มาของทรัพย์สิน จึงขอชี้แจงว่า คุณปู่คุณย่าคือคุณปู่วิลเลียม ลิกค์ และคุณย่าบุญรอด ล่ำซำ ที่บ้านทำธุรกิจหลายอย่าง เช่น หมู่บ้านจัดสรร โรงโม่หิน อสังหาริมทรัพย์ อพาร์ตเมนต์ สถานบันเทิง และตลาด แต่ปัจจุบันตนได้ยุติบทบาททางธุรกิจทั้งหมดเพื่อมาทำงานการเมืองรับใช้ประชาชน

“เข้าใจคนที่ตั้งคำถามผมนะว่าคุณคิดอะไรอยู่ ผมไม่ได้คิดแบบพวกคุณแน่นอนที่จะเข้าทำอย่างอื่นที่ไม่ใช่ทำเพื่อประชาชน” สส.ไผ่ กล่าว

จี้ “รักชนก” แจงที่มาเงินบริจาค 2 แสน

ประเด็นสำคัญที่ สส.ไผ่ ต้องการให้ สส.รักชนก ตอบคือ เรื่องที่มาของเงินบริจาคจำนวน 200,000 บาท ว่ามีเส้นทางเงินที่ถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ เพราะจนถึงปัจจุบัน สส.รักชนก ยังไม่ได้แสดงหลักฐานทางการเงินใดๆ มีเพียงคำอธิบายว่า “เงินเดือนพอทำได้” หรือ “พรรคไม่มีทุนใหญ่” ซึ่งไม่เพียงพอต่อการตรวจสอบ

สส.ไผ่ ย้ำว่า เรื่องนี้ไม่ใช่ความขัดแย้งส่วนตัว แต่เป็นเรื่องที่ประชาชนควรได้รับคำตอบที่ชัดเจน และไม่ควรมีการเบี่ยงประเด็นโดยการนำเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องมาโยง เช่น คดีรถหรูที่ศาลยกฟ้องไปแล้ว หรือประเด็นส่วนตัวเมื่อหลายสิบปีก่อน เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยไขข้อสงสัยเรื่อง “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค แต่อย่างใด

ยืนยันไม่ขาดคุณสมบัติรัฐมนตรี พร้อมให้ตรวจสอบทรัพย์สิน

สส.ไผ่ ยังกล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาว่าขาดคุณสมบัติรัฐมนตรีจากคดีทำร้ายร่างกายเมื่อปี 2548 ว่า หน่วยงานรัฐได้วินิจฉัยแล้วว่ากรณีดังกล่าวไม่เข้าลักษณะต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญ และเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรีในการพิจารณา

นอกจากนี้ สส.ไผ่ ยังยินดีให้ตรวจสอบหนี้สินจำนวน 550,000 บาท และพร้อมให้ ป.ป.ช. ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินทั้งหมด เพราะไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องปกปิด ตรงกันข้าม สส.รักชนก กลับไม่ยอมเปิดเผยเส้นทางการเงินจำนวน 200,000 บาท ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำเพื่อความโปร่งใส

สส.ไผ่ กล่าวทิ้งท้ายว่า การเมืองที่ดีต้องอยู่บนมาตรฐานเดียวกัน ไม่ใช่ใช้วาทกรรมเพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ และยืนยันว่าจะให้ความร่วมมือในการตรวจสอบทุกประเด็นตามกฎหมาย

ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการทำงานการเมือง เพื่อสร้างความโปร่งใสและความน่าเชื่อถือต่อประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง และสุดท้ายนี้ “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก” ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาคเป็นสิ่งที่สังคมควรให้ความสนใจและติดตามอย่างใกล้ชิด

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” สวน “รักชนก”ครอบครัวฐานะดีตั้งแต่เกิด วอนอย่าบิดเบือนประเด็นแจงที่มาเงินบริจาค

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

“ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่ เย้ย “อนุทิน” เป็นรัฐบาลกลัวการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน

วันที่ 20 พ.ย. 2568 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เปิดเผยว่า พรรคเพื่อไทยพร้อมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจตามมาตรา 151 อย่างแน่นอน แม้ล่าสุดนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ออกมายอมรับว่าได้เตรียมร่างพระราชกฤษฎีกา (พ.ร.ฎ.) ยุบสภาแล้ว หากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจจริง แต่หากยื่นอภิปรายเพื่อเสนอแนะการทำงานของรัฐบาลตามมาตรา 152 อาจจะอยู่จนครบวาระคือยุบปลายเดือนมกราคม 2569 แทน เพราะหากยื่นขึ้นมาตนเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยก็แพ้โหวตในสภาอยู่ดี

ประเสริฐ อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย

นายประเสริฐ กล่าวด้วยว่า นายอนุทิน จะคิดแบบนั้นไม่ได้ การเป็นรัฐบาลต้องพร้อมรับการตรวจสอบจากฝ่ายค้าน ส่วนที่นายอนุทิน บอกว่ารัฐบาลบริหารประเทศเพียง 120 วันยังไม่ได้ทำอะไรผิดเลย จะมีอะไรให้ตรวจสอบ อยากบอกว่าการบริหารประเทศ ไม่ได้อยู่ที่ระยะเวลาว่าจะนานหรือไม่นาน เพราะแม้จะเข้ามามีอำนาจไม่นานหากบริหารประเทศล้มเหลว เอื้อประโยชน์พวกพ้องประชาชนก็รับไม่ได้เพราะประเทศเสียหาย การอภิปรายรัฐบาลเป็นการทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ หากนายอนุทิน ไม่ยอมรับการตรวจสอบก็ไม่ควรมาเป็นรัฐบาล

ซัดน่าละอาย ตกปลาในบ่อเพื่อน

“สำหรับสถานการณ์ในพรรคเพื่อไทยน่าจะนิ่งแล้ว การย้ายพรรคหากจะมีก็ส่วนน้อย หากย้ายไปเพราะอุดมการณ์ทางการเมืองไม่ตรงกันหรือมีจุดยืนที่ไม่ตรงกันก็ไม่ว่ากัน แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นการย้ายพรรคของนักการเมืองที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่มาจากปัจจัยอื่น ดังนั้นหากพรรคการเมืองใดใช้วิธีการชกใต้เข็มขัดทำลายระบบพรรคการเมืองด้วยวิธีการที่ไม่ปกติ จึงเป็นการทำลายพรรคการเมืองมากกว่า ที่อ้างว่าในอดีตก็เคยทำ ในอดีตที่มีการย้ายพรรคนั้นเขามาทั้งพรรค ไม่ใช่แอบมาตกปลาในบ่อเพื่อนแบบที่ทำอยู่มันน่าละอาย” นายประเสริฐ กล่าว

จากกรณีที่นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ออกมากล่าวถึงพฤติกรรมของพรรคการเมืองที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” นั้น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาภายในระบบการเมืองไทยที่ยังคงมีการแย่งชิงทรัพยากรบุคคล และการใช้วิธีการที่ไม่โปร่งใสในการดึงดูดนักการเมืองจากพรรคอื่น การกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ส่งผลเสียต่อพรรคการเมืองที่ถูกกระทำเท่านั้น แต่ยังบั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองโดยรวมอีกด้วย

การที่นักการเมืองย้ายพรรคด้วยเหตุผลส่วนตัวหรือผลประโยชน์มากกว่าอุดมการณ์ทางการเมือง เป็นสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามและตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะอาจนำไปสู่การทุจริตคอร์รัปชัน และการบริหารประเทศที่ขาดประสิทธิภาพในระยะยาว การสร้างระบบการเมืองที่เข้มแข็งและโปร่งใส ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย ทั้งนักการเมือง พรรคการเมือง และประชาชน ในการร่วมกันสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยึดมั่นในหลักการและจริยธรรม

นอกจากนี้ การที่พรรคเพื่อไทยเตรียมยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ก็เป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลตามระบอบประชาธิปไตย การอภิปรายไม่ไว้วางใจเป็นโอกาสให้ฝ่ายค้านได้ตั้งคำถามและตรวจสอบการบริหารงานของรัฐบาลอย่างละเอียด ซึ่งจะช่วยให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลและข้อเท็จจริงต่างๆ เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งครั้งต่อไป

การเมืองไทยยังคงเผชิญกับความท้าทายต่างๆ มากมาย การสร้างระบบการเมืองที่โปร่งใส เป็นธรรม และยึดมั่นในหลักการ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาประเทศให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน และการกระทำที่ “ตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย” ควรหมดไปจากสารบบการเมืองไทยเสียที

ดังนั้นการที่นายประเสริฐออกมาพูดถึงเรื่องนี้จึงเป็นการตอกย้ำถึงปัญหาของการเมืองไทยที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง และพรรคเพื่อไทยเองก็ต้องพิสูจน์ตัวเองให้ได้ว่าสามารถเป็นทางเลือกที่ดีกว่าให้กับประชาชนได้

ที่มา – “ประเสริฐ” อัดพรรคการเมืองตกปลาในบ่อเพื่อน น่าละอาย ลั่น “เพื่อไทย” ยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจแน่

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

“เอกนิติ” เลี่ยงตอบคำถามสื่อ หลังถูกถามเรื่องนั่งแท่นแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แสดงสีหน้าเขินอาย พร้อมขอบคุณประชาชนที่ตอบรับเป็นอย่างดี แต่ยืนยันหนักแน่นว่า “ยังไม่ได้สมัครสมาชิกพรรค”

เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามสื่อมวลชนเกี่ยวกับกระแสข่าวการตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ก่อนที่จะเดินหนีจากวงสัมภาษณ์เป็นครั้งที่สอง

ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามถึงความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว นายเอกนิติกล่าวสั้น ๆ ว่า “ไปแล้ว ๆ” พร้อมเดินออกไปโดยไม่ได้ให้เหตุผลว่าทำไมเขาจึงหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามนี้ เมื่อถูกถามว่าได้สมัครเป็นสมาชิกพรรคภูมิใจไทยแล้วหรือไม่ นายเอกนิติปฏิเสธอย่างชัดเจนว่า “ยังไม่ได้สมัครครับ”

เมื่อผู้สื่อข่าวถามย้ำว่าการถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้นถือเป็นนิมิตหมายที่ดีหรือไม่ นายเอกนิติเพียงแต่หัวเราะและตอบว่า “ขอเก็บไว้ก่อนนะครับ” ผู้สื่อข่าวจึงกล่าวว่า ประชาชนให้การตอบรับดีกับการถูกเสนอชื่อในครั้งนี้ นายเอกนิติยิ้มและถามกลับว่า “จริงหรือเปล่า” ก่อนจะกล่าวขอบคุณและเดินออกไป

รมว.คลัง ยิ้มเขิน! ตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ

กระแสข่าวการที่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง อาจถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ กำลังเป็นที่จับตามองอย่างใกล้ชิดจากหลายฝ่าย ทั้งในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป ท่าทีที่คลุมเครือของนายเอกนิติเองก็ยิ่งทำให้เกิดความสงสัยและคำถามมากมายตามมา

ทำไมต้องหลีกเลี่ยงการตอบคำถาม?

การที่นายเอกนิติหลีกเลี่ยงที่จะตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทำให้เกิดการวิเคราะห์มากมายว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง บางคนมองว่าอาจเป็นเพราะยังอยู่ในขั้นตอนของการเจรจาและยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ทั้งหมด ในขณะที่บางคนก็มองว่าอาจเป็นการเล่นเกมทางการเมืองเพื่อดูท่าทีของฝ่ายต่างๆ ก่อนที่จะตัดสินใจ

อนาคตทางการเมืองของเอกนิติ

ไม่ว่าเหตุผลที่แท้จริงจะเป็นอะไร การที่ชื่อของนายเอกนิติถูกเสนอขึ้นมาเป็นแคนดิเดตนายกฯ ก็แสดงให้เห็นถึงศักยภาพและความสามารถของเขาในฐานะนักบริหารและนักการเมือง สิ่งที่น่าสนใจคือเขาจะตัดสินใจอย่างไรต่อไป และอนาคตทางการเมืองของเขาจะเป็นอย่างไร

ความท้าทายรออยู่

หากนายเอกนิติตัดสินใจที่จะก้าวเข้าสู่สนามการเมืองอย่างเต็มตัว เขาจะต้องเผชิญกับความท้าทายมากมาย ทั้งการสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน การสร้างความสามัคคีในพรรค และการนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์ความต้องการของประเทศ

  • การเมืองไทยมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของคนใหม่ ๆ อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีได้
  • การตัดสินใจของนายเอกนิติจะส่งผลต่ออนาคตทางการเมืองของเขาอย่างแน่นอน
  • ประชาชนมีสิทธิที่จะรับรู้ข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องและครบถ้วน

การเมืองไทยในปัจจุบันมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การเข้ามาของผู้เล่นใหม่ ๆ อาจสร้างความสดใหม่และความคิดสร้างสรรค์ในการแก้ไขปัญหาของประเทศได้ แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการที่นักการเมืองทุกคนต้องยึดมั่นในผลประโยชน์ของชาติและประชาชนเป็นสำคัญ

การตัดสินใจของนายเอกนิติในครั้งนี้จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตทางการเมืองของเขาเอง และอาจส่งผลกระทบต่อการเมืองไทยโดยรวมอีกด้วย เราคงต้องติดตามดูกันต่อไปว่าเขาจะตัดสินใจอย่างไร และอนาคตของเขาจะเป็นอย่างไร

ที่มา – รมว.คลังยิ้มเขิน ประชาชนตอบรับเป็นแคนดิเดตนายกฯ ยังแบ่งรับแบ่งสู้

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี ชวนให้กำลังใจ

“วรชัย” งง เรียกภาษี “ทักษิณ” 1.7 หมื่นล้าน ทั้งที่เคยถูกยึดเงินขายหุ้นไปแล้ว 4.6 หมื่นล้านบาท สงสัยเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหน ชวนกินข้าวหน้าเรือนจำให้กำลังใจเสาร์นี้

เมื่อวันที่ 20 พ.ย. 2568 นายวรชัย เหมะ อดีตสส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ให้สัมภาษณ์ กรณีศาลฎีกาพิพากษากลับให้กรมสรรพากรเรียกเก็บภาษีจากนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ จำนวน 1.7 หมื่นล้านบาทกรณีขายหุ้นว่า เรื่องนี้เกิดขึ้นมาเกือบ 20 ปีแล้ว ตนรู้สึกงงกับเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะเงิน 7 หมื่นล้านบาทจากการขายหุ้น ถูกยึดไปจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท แล้วยังต้องมาเสียภาษีอีก 1.7 หมื่นล้านบาทอีก เลยสงสัยว่าเงินที่ถูกยึดไปอยู่ที่ไหนไปเข้ากระเป๋าใคร และการขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ไม่ต้องเสียภาษีเหมือนกรณีอื่นๆ กรณี น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯก็ถูกคสช.ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนไหนถูกกระทำเช่นนี้เลย นี่คือความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ ฉะนั้นในวันเสาร์นี้ ขอเชิญพี่น้องที่รักความเป็นธรรม รักประชาธิปไตยรวมตัวแสดงพลังให้กำลังใจนายทักษิณ หน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อทานอาหารพร้อมกับนายทักษิณในเรือนจำ ขอเชิญประชาชนมากันให้มากที่สุดในวันเสาร์นี้ และเพื่อขอคืนความยุติธรรมให้กับนายทักษิณ ที่ถูกกระทำมาตลอดกว่า 18 ปี

“วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนให้กำลังใจ

จากกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส. สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ได้ออกมาแสดงความสงสัยเกี่ยวกับกรณีที่อดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิณ ชินวัตร ถูกเรียกเก็บภาษีเป็นจำนวนเงิน 1.7 หมื่นล้านบาทนั้น กำลังเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการเมืองและประชาชนทั่วไป โดยนายวรชัยได้ตั้งข้อสังเกตถึงความซับซ้อนของเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาถึงข้อเท็จจริงที่ว่า เงินจากการขายหุ้นของนายทักษิณได้ถูกยึดไปแล้วเป็นจำนวนมาก

ประเด็นที่น่าสนใจ: ทำไมต้องเสียภาษีอีก?

คำถามสำคัญที่นายวรชัยและอีกหลายคนตั้งขึ้นก็คือ เหตุใดนายทักษิณจึงยังต้องถูกเรียกเก็บภาษีอีก ทั้งๆ ที่เงินจากการขายหุ้นจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาทได้ถูกยึดไปแล้ว ข้อสงสัยนี้ได้จุดประกายให้เกิดการถกเถียงและเรียกร้องให้มีการตรวจสอบความโปร่งใสในกระบวนการทางกฎหมายและการเงินที่เกี่ยวข้องกับกรณีนี้อย่างละเอียด

นอกจากนี้ นายวรชัยยังได้กล่าวถึงกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่ถูกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจยึดทรัพย์จากคดีจำนำข้าว โดยเน้นย้ำว่า ไม่เคยมีนายกรัฐมนตรีไทยคนใดที่ถูกกระทำในลักษณะเดียวกัน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความอยุติธรรมที่ยังคงมีอยู่ในสังคมไทย

เพื่อเป็นการแสดงออกถึงการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่นายทักษิณ นายวรชัยได้เชิญชวนประชาชนที่รักความเป็นธรรมและประชาธิปไตยให้รวมตัวกันในวันเสาร์ที่จะถึงนี้ บริเวณหน้าเรือนจำคลองเปรม เวลา 12.00 น. เพื่อร่วมรับประทานอาหารและส่งกำลังใจให้นายทักษิณที่อยู่ในเรือนจำ การรวมตัวครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อเรียกร้องความยุติธรรมและแสดงออกถึงความไม่เห็นด้วยต่อการกระทำที่ไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมา

สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับนายทักษิณได้กลายเป็นสัญลักษณ์ของความขัดแย้งทางการเมืองและสังคมที่ยังคงฝังรากลึกในประเทศไทย การออกมาเคลื่อนไหวและเรียกร้องความยุติธรรมของประชาชนจึงเป็นการแสดงออกถึงความต้องการที่จะเห็นสังคมไทยก้าวไปสู่ความเป็นธรรมและความเสมอภาคอย่างแท้จริง

  • การถูกเรียกเก็บภาษีของนายทักษิณ: ความเป็นธรรมอยู่ที่ไหน?
  • การรวมตัวให้กำลังใจ: พลังของประชาชนในการเรียกร้องความยุติธรรม
  • มองอนาคต: สังคมไทยจะก้าวไปสู่ความเป็นธรรมได้อย่างไร?

การที่อดีตนายกรัฐมนตรีต้องเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและสร้างสังคมที่เคารพสิทธิและเสรีภาพของประชาชนทุกคน

ดังนั้น การตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเพื่อแสดงออกถึงการสนับสนุนความเป็นธรรม จึงเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้มีอำนาจว่าประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงและความโปร่งใสในทุกภาคส่วนของสังคม มาร่วมกันสร้างสังคมที่ทุกคนได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมและเป็นธรรม

ที่มา – “วรชัย” งง “ทักษิณ” ถูกเรียกภาษี 1.7 หมื่นล้าน ชวนพลพรรคให้กำลังใจหน้าเรือนจำ

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

“อนุทิน” ย้ำอำนาจยุบสภาเป็นของนายกรัฐมนตรี บอกเป็นรัฐบาลข้างน้อยต้องพร้อมเดินหน้าสู่การเลือกตั้ง เผยยังไม่ได้คุยกับ“ศุภจี” หลังเปิดตัวนั่งแคนดิเดตนายกฯ ภท.

วันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเปิดตัวนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทยว่า ยังไม่ได้เปิดตัวอะไรทั้งสิ้น เป็นเพียงแค่ผู้สื่อข่าวถามมาก็ตอบไป ใครก็ตามที่มีความสามารถมีผลงานมีความตั้งใจในการทำงาน ทำประโยชน์สูงสุดให้แก่ประเทศพรรคการเมืองทุกพรรคไม่เพียงแค่ภูมิใจไทยก็ต้องการคนเช่นนี้ หากยินดีที่จะมาช่วยเหลือบ้านเมืองก็เป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย ส่วนตัวยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีเนื่องจากยังปฏิบัติหน้าที่ที่สหรัฐอเมริกา

นายอนุทินยังกล่าวถึงการส่งสัญญาณให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเตรียมพร้อมยุบสภาว่า ไม่ต้องส่งสัญญาณเคยพูดตั้งแต่สมัยยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ว่าเรื่องยุบสภาเป็นพระราชอำนาจและคนที่จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อม คือนายกรัฐมนตรี ดังนั้นที่จะนำเรื่องนี้ขึ้นทูลเกล้าฯ คือนายกรัฐมนตรีเพียงคนเดียว ไม่ต้องไปหารืออะไรกับใคร

เมื่อถามว่า การเปิดแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีครบ 3 คน แสดงว่าอาจยุบสภาก่อนหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า วันนี้เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อยต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และต้องบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา ยังไม่คุย “ศุภจี”

สถานการณ์ทางการเมืองขณะนี้มีความเคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเด็นเรื่องของการยุบสภา ซึ่งเป็นอำนาจของนายกรัฐมนตรี ล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงเรื่องนี้ รวมถึงกรณีของนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคภูมิใจไทย

ประเด็นสำคัญที่นายอนุทินเน้นย้ำคือ อำนาจในการยุบสภานั้นเป็นของนายกรัฐมนตรีแต่เพียงผู้เดียว และการตัดสินใจว่าจะยุบสภาหรือไม่นั้น ไม่จำเป็นต้องปรึกษาหารือกับใครทั้งสิ้น นอกจากนี้ นายอนุทินยังกล่าวถึงเรื่องการเปิดตัวนางศุภจี ว่ายังไม่ได้มีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ แต่เป็นการตอบคำถามของผู้สื่อข่าวเท่านั้น

นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภา

สำหรับความเป็นไปได้ในการยุบสภา นายอนุทินกล่าวว่า รัฐบาลปัจจุบันเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย จึงต้องมีความพร้อมในการดำเนินการให้เร็วที่สุด และบริหารบ้านเมืองในระยะเวลาที่จำกัด ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าการยุบสภาอาจเกิดขึ้นได้ในอนาคตอันใกล้

การที่พรรคภูมิใจไทยเสนอชื่อนางศุภจีเป็นแคนดิเดตนายกฯ นั้น แสดงให้เห็นถึงความพร้อมของพรรคในการเตรียมตัวสำหรับการเลือกตั้งครั้งหน้า อย่างไรก็ตาม นายอนุทินยังไม่ได้พูดคุยกับนางศุภจีในเรื่องนี้ เนื่องจากนางศุภจียังคงปฏิบัติหน้าที่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา

ประเด็นที่น่าสนใจคือ การที่นายกรัฐมนตรีออกมาเน้นย้ำถึงอำนาจในการยุบสภา แสดงให้เห็นถึงความต้องการที่จะควบคุมสถานการณ์ทางการเมือง และอาจมีการตัดสินใจในเรื่องนี้ในอนาคตอันใกล้ การที่พรรคภูมิใจไทยเตรียมความพร้อมสำหรับการเลือกตั้งด้วยการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ ก็เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าการเมืองไทยกำลังเข้าสู่ช่วงของการเปลี่ยนแปลง

สถานการณ์การเมืองขณะนี้ยังคงมีความไม่แน่นอนสูง การจับตาดูท่าทีของนายกรัฐมนตรีและพรรคการเมืองต่างๆ จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อทำความเข้าใจทิศทางของการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – นายกฯ ยันมีอำนาจยุบสภาอยู่ในมือ บอกยังไม่ได้คุย “ศุภจี” ชวนเป็นแคนดิเดตนายกฯ ภท.

สุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

“สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย ลั่น “วันนี้ไม่มีแล้วบ้านเก่า-บ้านใหม่ มีแต่บ้านเรา” อ้อนหากประชาชนนึกถึง มีหวังกวาดชลบุรียกจังหวัด นายสุชาติ ชมกลิ่น มั่นใจกับการมาของนายสนธยา คุณปลื้ม จะนำมาซึ่งความสำเร็จในการเลือกตั้งครั้งหน้า

เมื่อเวลา 14.25 น. วันที่ 19 พ.ย. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในฐานะสมาชิกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีจะพานายสนธยา คุณปลื้ม อดีต รมว.วัฒนธรรม มาเปิดตัวกับพรรคภูมิใจไทยในวันที่ 23 พ.ย.นี้หรือไม่ ว่า ตนไม่บังอาจไปรับใคร ขอเป็นน้องที่ต้อนรับมากกว่า แต่ถือเป็นนิมิตหมายที่ดีของการเมือง เชื่อว่าการเมืองเป็นเรื่องของความพร้อมของแต่ละไทม์มิ่ง วันนี้ตนสังกัดพรรค ภท. เชื่อว่าพรรคที่สังกัดอยู่น่าจะเป็นเวลาที่ดี ทุกพรรคที่ตนอยู่ก็ไทม์มิ่งที่ดีทั้งนั้น และเป็นความโชคดีที่มีผู้หลักผู้ใหญ่ของการเมืองมาอยู่รวมกัน ผสมกันทั้งเก่าทั้งใหม่ วันนี้คำว่าบ้านเก่าบ้านใหม่ไม่มีแล้ว ชลบุรีก็บ้านเราทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวถามว่า มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ จ.ชลบุรี จะเป็นลมบูรพาที่แข็งแรง หรือจะเป็นลมพัดลมเพ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนได้คุยกับนายสนธยาแล้ว ตนก็เหมือนเป็นน้องอยู่แล้ว เพราะเคยอยู่ด้วยกันมาหลายสิบปี การเมืองเมื่อก่อนมันอาจมีเหตุการณ์ที่ทำให้ต้องอยู่คนละพรรค แต่วันหนึ่งเพื่อชลบุรี เพื่อให้ผู้นำไม่มีแบ่งแยก ให้ชาวบ้านได้สามัคคี พุ่งเป้ารวบรวมชาวชลบุรีให้เดินหน้าเป็นหนึ่ง มันต้องเสียสละ อายุเยอะกันหมดแล้ว และยืนยันไม่ได้แบ่งคนละครึ่ง แต่เอาเป็นว่าใครถนัดตรงไหน การเมืองมันไม่ใช่สมบัติ ไม่ใช่ของใคร เป็นเรื่องของประชาชน

เมื่อถามว่า จะรวมพลังกันสู้กับสีส้มได้หรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า ตนไม่รู้ว่าตนแข่งกับใคร เพราะถ้าเรารวมกันและทำงานให้ประชาชน ประเทศชาติบ้านเมือง และทำให้ชาวชลบุรีได้ประโยชน์สูงสุด มันก็ควรที่จะต้องอยู่รวมกัน เมื่อถามย้ำว่า มั่นใจหรือไม่ว่า จะทวงเก้าอี้ สส.ในการเลือกตั้งมาได้ นายสุชาติ กล่าวว่า เราทุกคนต้องมั่นใจ เดินทางมาถึงขนาดนี้แล้ว เมื่อถามอีกว่า มั่นใจว่า จะได้ยกจังหวัดหรือไม่ นายสุชาติ กล่าวว่า พูดไม่ได้ อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด การเมืองใครลงก็ต้องหวังทุกคนสุชาติหวัง! สนธยาซบภูมิใจไทย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

นายสุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรีแสดงความมั่นใจในการรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม ที่จะเข้ามาร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย โดยเชื่อมั่นว่าการผนึกกำลังครั้งนี้ จะนำไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้น และสามารถกวาดที่นั่ง ส.ส. ในจังหวัดชลบุรีได้ทั้งหมด

เป้าหมาย กวาดชลบุรีทั้งจังหวัด

การประกาศความมั่นใจของนายสุชาติ ชมกลิ่น ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นของพรรคภูมิใจไทย ในการที่จะช่วงชิงพื้นที่ทางการเมืองในจังหวัดชลบุรี ซึ่งถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่สำคัญ การได้นายสนธยา คุณปลื้ม ซึ่งเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลในพื้นที่ เข้ามาร่วมทีม จะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับพรรคมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม การที่จะประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้ได้นั้น พรรคภูมิใจไทยจะต้องเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันกับพรรคการเมืองอื่นๆ ที่มีฐานเสียงที่แข็งแกร่งในพื้นที่ การสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในนโยบายและแนวทางการทำงานของพรรค รวมถึงการบริหารจัดการความคาดหวังของประชาชนให้ได้อย่างเหมาะสม

การที่นายสุชาติ กล่าวว่า “หากประชาชนนึกถึงเราสักเสี้ยวนาทีเราก็ได้ครบหมด” แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในพลังของประชาชน และเป็นการส่งสัญญาณไปยังผู้สนับสนุนให้ร่วมแรงร่วมใจกันสนับสนุนพรรคภูมิใจไทยในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

  • การรวมพลังกับนายสนธยา คุณปลื้ม จะช่วยเพิ่มโอกาสในการกวาด ส.ส. ชลบุรี
  • ต้องเผชิญกับความท้าทายในการแข่งขันกับพรรคอื่นและการสร้างความเชื่อมั่น
  • ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการสนับสนุนของประชาชน

การเมืองเป็นเรื่องของการแข่งขัน แต่สุดท้ายแล้ว ประโยชน์สูงสุดที่ควรได้รับคือประชาชน ทุกพรรคการเมืองควรมีเป้าหมายเดียวกัน คือการพัฒนาประเทศชาติและยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนให้ดียิ่งขึ้น

การที่นายสุชาติ ชมกลิ่น ออกมาแสดงความมั่นใจว่าจะสามารถกวาดชลบุรีทั้งจังหวัดได้นั้น ถือเป็นเรื่องที่น่าติดตามอย่างใกล้ชิด ว่าสุดท้ายแล้วผลลัพธ์จะเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้หรือไม่ การเลือกตั้งครั้งหน้าจะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญ ว่าพรรคภูมิใจไทยจะสามารถยึดครองพื้นที่ชลบุรีได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดหรือไม่

ที่มา – “สุชาติ” ย้ำ นิมิตหมายดี “สนธยา” ซบภูมิใจไทย หวังกวาดชลบุรี ยกจังหวัด

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ปมเงินบริจาค

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมือง เมื่อ “ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรคกล้าธรรม ออกมาตั้งคำถามถึง “ไอซ์ รักชนก” ส.ส.พรรคประชาชน เกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาคจำนวน 2 แสนบาทที่ “ไอซ์ รักชนก” บริจาคให้กับพรรค เรื่องราวนี้ได้รับความสนใจจากประชาชนและสื่อมวลชนอย่างกว้างขวาง

“ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

นายไผ่ ลิกค์ ได้โพสต์ข้อความผ่าน Facebook ส่วนตัว โดยระบุว่า ต้องการให้ ส.ส.รักชนก ชี้แจงถึงแหล่งที่มาของเงินจำนวนดังกล่าว เนื่องจากข้อมูลที่นายไผ่ ลิกค์ มีอยู่ พบว่าเมื่อนางสาวรักชนก เข้ามาเป็น ส.ส. มีทรัพย์สินเพียง 300,000 บาท การบริจาคเงินจำนวน 200,000 บาท จึงเป็นข้อสงสัยที่ต้องการคำอธิบาย

นายไผ่ ลิกค์ ยังกล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จำนวนเงิน 2 แสนบาทอาจจะไม่มากนัก แต่ในฐานะนักการเมืองที่มาจากประชาชน ทุกคนต้องพร้อมที่จะถูกตรวจสอบที่มาที่ไปของทรัพย์สินและความถูกต้องของธุรกรรมทางการเงินต่างๆ

“ถามเพราะอยากรู้แค่นั้นครับ ขั้นตอนออกไปถ้ายังไม่ได้คำตอบอาจจะต้องไปยื่น ปปช. ตรวจสอบเส้นทางการเงิน” นายไผ่ ระบุ

นายไผ่ ลิกค์ ยืนยันว่า จุดประสงค์ของการตั้งคำถามครั้งนี้ ไม่ได้มีเจตนาที่จะกล่าวหาใคร แต่เป็นการดำเนินการตามหลักการความโปร่งใส ซึ่งเป็นสิ่งที่นักการเมืองทุกคนควรยึดถือปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน นายไผ่ หวังว่ากระบวนการชี้แจงนี้จะเป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ดีให้กับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรและการเมืองไทยโดยรวม

ประเด็นสำคัญที่ “ไผ่ ลิกค์” ยกขึ้นมาถาม “ไอซ์ รักชนก”

  • ที่มาของเงินบริจาค 200,000 บาท
  • ความโปร่งใสทางการเงินของนักการเมือง
  • การตรวจสอบทรัพย์สินของ ส.ส.
  • บรรทัดฐานความโปร่งใสในการเมืองไทย

เรื่องนี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของความโปร่งใสและความรับผิดชอบทางการเงินของนักการเมือง การตรวจสอบที่มาของทรัพย์สินและการบริจาคเงินเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และป้องกันการทุจริตคอร์รัปชันที่อาจเกิดขึ้นได้ในอนาคต

การออกมาตั้งคำถามของ “ไผ่ ลิกค์” ในครั้งนี้ ถือเป็นการกระตุ้นให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการตรวจสอบนักการเมือง และเรียกร้องให้มีการเปิดเผยข้อมูลทางการเงินอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบและตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการเลือกผู้แทนของตนเอง

ทั้งนี้ คงต้องติดตามกันต่อไปว่า “ไอซ์ รักชนก” จะออกมาตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับที่มาของเงินบริจาค 2 แสนบาทนี้อย่างไร และเรื่องนี้จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเรื่องของความโปร่งใสทางการเมืองมากน้อยแค่ไหน

สิ่งที่เกิดขึ้น แสดงให้เห็นว่า การเมืองไทยยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในเรื่องของความโปร่งใสและความรับผิดชอบ การผลักดันให้เกิดกฎหมายและกลไกที่จะช่วยตรวจสอบนักการเมืองอย่างเข้มงวดจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อสร้างการเมืองที่สะอาดและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไผ่ ลิกค์” ซัด “ไอซ์ รักชนก” ถามที่มาเงินบริจาคพรรค 2 แสนบาท

Scroll to top