การเลือกตั้ง

ไอซ์เจอถาม! เท้งชวนกาพรรคส้ม คนอุดรฯ ช่วยหน่อย!

“ไอซ์ รักชนก” เจอกับสถานการณ์ที่ชาวบ้านเข้ามาสอบถามถึงผลงานในสภา และการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดปัญหาน้ำท่วม ในขณะที่ “ณัฐพงษ์” ประกาศเป้าหมายที่จะทำให้อุดรธานีเป็นสีส้มทั้งจังหวัด พร้อมขอคะแนนเสียงจากชาวอุดรฯ ให้เลือกพรรคอย่างเต็มที่

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เวลา 16.00 น. ที่ตลาดต้นสัก ใกล้แยกพระนั่งเกล้า ถนนนนทบุรี 1 ต.บางกระสอ อ.เมืองนนทบุรี นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ผู้สมัคร สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่ในจังหวัดนนทบุรี พร้อมกับแนะนำตัวนายวุฒากร นุตยกุล ผู้สมัคร สส.เขต 1 ของพรรค

ระหว่างการเดินแนะนำตัวผู้สมัคร ได้มีกลุ่มแฟนคลับเข้ามาขอถ่ายรูปเซลฟี่เป็นจำนวนมาก แต่เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เมื่อชาวบ้านรายหนึ่งที่กำลังเดินซื้อของในตลาด ได้เดินตรงเข้ามาหา ไอซ์ รักชนก และถามว่า “ด่าพระมหากษัตริย์ไหม” ไอซ์ รักชนก จึงถามกลับไปว่าอะไรนะคะ ชาวบ้านจึงพูดต่อว่า “ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์” ไอซ์ รักชนก ตอบกลับไปว่า “ชาติเราคือประชาชน ดังนั้นพวกเรายืนข้างประชาชน” ชาวบ้านคนดังกล่าวก็ยังคงตั้งคำถามต่อไปว่า “เข้าสภาทำอะไรเพื่อประชาชนบ้าง ประชาชนเดือดร้อนน้ำท่วมไม่เห็นไปช่วยประชาชนเลย” ไอซ์ รักชนก พยายามจะอธิบาย แต่ชาวบ้านคนดังกล่าวไม่ยอมรับฟังและเดินหนีไป ทำให้กองเชียร์ตะโกนโห่ไล่ แต่ ไอซ์ รักชนก ได้ยกมือห้ามไม่ให้ใครเข้าไปต่อว่า และไม่มีเหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้น

ในส่วนของการหาเสียงในวันนี้ ไอซ์ รักชนก ได้กล่าวถึงนโยบายของพรรคประชาชน ที่ชูเรื่อง “ไทยไม่เทา ไทยเท่ากัน ไทยทันโลก” โดยจะเร่งปราบปรามสแกมเมอร์ในมือถือ รวมถึงสแกมเมอร์ที่เป็นเพื่อนบ้านและสแกมเมอร์ในสภา นอกจากนี้ ทางพรรคยังให้ความสำคัญกับเรื่องความเท่าเทียม โดยเสนอสวัสดิการเด็กเล็ก 0-6 ขวบ จาก 600 บาท เป็น 1,200 บาท และเบี้ยผู้สูงอายุ จาก 600, 700, 800 เป็น 1,000 บาท และตั้งเป้าที่จะเพิ่มเป็น 1,500 บาทภายใน 1 ปี

หลังจากใช้เวลาแนะนำตัวผู้สมัครประมาณ 1 ชั่วโมง ไอซ์ รักชนก และทีมงานได้เดินทางไปที่ตลาดมณียา ในพื้นที่ ต.ไทรม้า อ.เมืองนนทบุรี ซึ่งเป็นเขตเลือกตั้งที่ 5 โดยมีนายปรีติ เจริญศิลป์ เป็นผู้ลงสมัคร สส.

“ไอซ์” โดนอีกแล้ว เจอชาวบ้านปรี่ถามตอนหาเสียง- “เท้ง” ขอคนอุดรฯ ช่วยกันกาพรรคส้ม

ทางด้าน จ.อุดรธานี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี จากพรรคประชาชน ได้ขึ้นกล่าวปราศรัยภายใต้หัวข้อ “วาระประชาชนคนอุดรฯ” พร้อมกับผู้สมัคร สส. จังหวัดอุดรธานีทั้ง 10 เขต ที่ลานจอดรถ ยูดีทาวน์ โดยมีประชาชนให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมทั้งมอบช่อดอกไม้และตะโกนเรียก “นายกฯ เท้ง” นายณัฐพงษ์กล่าวว่า รู้สึกตื่นเต้นที่ประเทศไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลง และกล่าวถึงจดหมายฉบับหนึ่งที่ได้รับระหว่างการหาเสียงตั้งแต่สระบุรี โคราช ขอนแก่น จนมาถึงอุดรธานี ซึ่งเป็นกำลังใจที่สำคัญ

จดหมายฉบับดังกล่าวมาจากน้องคนหนึ่งอายุ 16 ปี ที่โคราช โดยมีเนื้อหาว่า “ถึงคุณเท้ง หนูเป็นแค่เยาวชนอายุ 16 ปี คนหนึ่ง อีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็จะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ เลือกตั้งครั้งนี้ก็ยังไม่มีโอกาสเลือกตั้ง แต่ถึงอย่างไร หนูก็หวังว่าประเทศจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ และก็หวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ จะได้พรรคประชาชนเป็นรัฐบาล ขอบคุณคุณเท้ง ขอบคุณทุกๆ คนที่สู้มาตั้งแต่อนาคตใหม่ ก้าวไกล และพรรคประชาชน”

นายณัฐพงษ์กล่าวว่า จดหมายฉบับนี้เตือนใจตนถึงคุณค่าพื้นฐานที่ง่ายที่สุดของการเมืองไทยในตอนนี้ โดยที่ไม่ต้องพูดถึงนโยบายกว่า 200 อย่าง

ถ้าวันนี้การเมืองไทยยังมีสีเทา ถ้าคนที่อาสาเป็นผู้แทนสมัครรับเลือกตั้ง รับเงินสีเทา รับเงินกลุ่มทุนใหญ่ กลุ่มอำนาจเดิม ๆ มุ้งใหญ่ ที่ย้ายค่าย ย้ายสีกัน มีการซื้อตัว สส. เป็นว่าเล่น โดยหวังว่าค่ายของฉัน พรรคฉัน จะไปต่อรองเก้าอี้นายกรัฐมนตรีได้ 1 เก้าอี้

ตราบใดที่มีการเมืองสีเทาแบบนี้ นโยบายกว่า 200 เรื่องนั้นก็ทำลำบาก ไม่ว่าจะทำให้ค่าไฟถูกลง ที่ต้องไปสู้กับกลุ่มทุนใหญ่ หรือจะทำสวัสดิการก้าวหน้าก็ต้องใช้เงินภาษี รัฐบาลที่ผ่านมาต้องการทำนโยบายลดแลกแจกแถม ใช้เงินในคลังจนร่อยหรอ เอาแค่นโยบายสองข้อที่เป็นนโยบายหลัก ๆ ของพรรคประชาชน ไม่ต้องพูดถึงนโยบายกว่า 200 ข้อ หากการเมืองมีสีเทาแบบนี้ นโยบาย 200 ข้อก็ทำไม่ได้

ดังนั้น พรรคประชาชนจึงออกมาประกาศชัดว่า การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกตั้งระหว่างส้ม กับเทา แล้ว 8 กุมภาพันธ์ เราจะเลือกรัฐบาลส้ม หรือรัฐบาลเทา?

นิยามรัฐบาลเทาดูง่ายๆ พรรคไหนที่ไม่ออกมาประกาศให้ชัดว่าจะไม่ร่วมรัฐบาลกับใครตั้งแต่ประชาชนยังไม่เข้าคูหา พรรคที่บอกเก็บไว้ก่อน เคารพเสียงประชาชน ไว้หลังเลือกตั้งค่อยว่ากัน แบบนี้เหรอที่เป็นการเมืองแบบตรงไปตรงมา

ที่นี่คือเมืองหลวงของคนเสื้อแดง เมืองหลวงของคนรักประชาธิปไตย เอาอุดรให้เป็นสีส้มทั้งจังหวัด ให้เขาได้รู้ว่าเมืองหลวงนี้ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

ระหว่างการเมืองส้ม การเมืองเทา เราไม่ได้จะบอกว่าเราทำการเมืองขาวกว่าการเมืองคนอื่น เราไม่เชื่อเรื่องพรรคเทพ พรรคมาร แต่เราเชื่อในหลักการ

คำว่าไม่เทา คือไม่ทนต่อเรื่องสีเทา ตราบใดที่คนในระบบ คนในอำนาจมีส่วนพัวพันกับเรื่องสีเทา ต้องจัดการขั้นเด็ดขาด ไม่ใช่แบบที่อดีตนายกรัฐมนตรีกล่าวกับสื่อมวลชนเองเลยว่าเป็นคนยกหูโทรหาคนที่มีส่วนเกี่ยวพันกับสีเทาให้ลาออก ส่วนอีกคนอยู่ในคณะรัฐมนตรีหน้าตาเฉย แถมบอกว่าสนิทกับคนที่เกี่ยวพันกับคดีฟอกเงินข้ามชาติ เราไม่ได้บอกใครไม่ดี หากติดตามข่าวสารก็จะเห็นว่าตรงไปตรงมาหรือไม่

ทำไม “เท้ง” ถึงขอคนอุดรฯ ช่วยกันกาพรรคส้ม?

การเลือกตั้งครั้งหน้า ตราบใดที่เป็นการเมืองแบบไม่ตรงไปตรงมา เรากังวลว่าคนจะไปรวมขั้วกันจนนำสีเทากลับมา ก่อนจะไปสู่สวัสดิการที่ดี เศรษฐกิจปากท้องดี เอาเรื่องเทาออกจากการเมืองก่อน กว่า 200 นโยบายของเรา เราพูดและทำได้จริง มีทั้งนโยบายเกษตรกรและพัฒนาเศรษฐกิจท่องเที่ยว ที่อุดรธานีนี้มีครบเครื่องทั้งแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติ ท่องเที่ยวสายความเชื่อ ท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์

ในวันที่เราบอกประเทศไทยคือเมืองท่องเที่ยว ถ้ายกตัวอย่างว่ามีรายได้ 100 บาท 70 บาทอยู่ในห้าเมืองหลัก กรุงเทพฯ เชียงใหม่ ภูเก็ต ชลบุรี พัทยา แต่ที่เหลือคือเมืองอื่น เราจะยกระดับการท่องเที่ยวเมืองรอง มีเงินอุดหนุนให้นักท่องเที่ยวเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว

เรื่องปัญหาที่ดิน เจ้าสัวที่ดินที่ถือครองที่ดินมูลค่ามากที่สุดมีจำนวน 1% ของประเทศ ถือครองมูลค่าที่ดิน 99% ของทั้งประเทศ หลายคนมีปัญหาเรื่องสิทธิทำกิน เราจึงมีนโยบายปฏิรูปที่ดิน ทุกประเทศที่พัฒนาแล้วทั้งญี่ปุ่น เกาหลีใต้ เกษตรกรมีรายได้สูงเพราะเขามีนโยบายปฏิรูปที่ดินมาก่อนหน้านี้หมด

ที่อุดรธานีกว่า 70% ทำเกษตรกรรม เรามีทั้งนโยบายเกษตร นโยบายท่องเที่ยว สองนโยบายหลักนี้ตอบโจทย์พี่น้องชาวอุดรฯ แน่นอน 11 มกราคมนี้ ฝากติดตามการเปิดตัวทีมบริหารของพรรคประชาชน ตอนนี้เปิดให้เห็นแล้วบางส่วน จะเปิดทีละคน นอกจากนโยบายที่ดี ทีมบริหารมืออาชีพของเราหน้าตาเป็นอย่างไร ดูผ่านรายการ The Professionals ได้

สิ่งหนึ่งที่ฝังอยู่ในหัวสมองและจิตใจตน คือวิธีการทำงานการเมืองของพวกเราตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล ถึงประชาชน คำพูดของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เมื่อปี 2562 ที่ผมเริ่มมาสมัคร สส. คุณธนาธรมาที่ขอนแก่น เจอผู้สนับสนุนพรรค สิ่งที่นายธนาธรไม่สามารถทำได้ แกนนำไม่สามารถทำได้ คือลงไปเจอผู้สนับสนุนให้ครบทุกจังหวัด ทั้งประเทศ

ทุกคนเป็นปากเป็นเสียงแทนพวกเราได้ ไม่ต้องถามตน ไม่ต้องถามผู้สมัครหรืออดีตแกนนำ ทุกคนทำกันได้ ว่าเรามีส้ม ไม่มีเทา มีความเป็นประชาธิปไตย เถียงกับ IO แทนเราได้หมดเลย นี่คือหนึ่งในวิธีทำงานตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่

นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า สมาชิกเราเติบโตขึ้นทุกวัน สิ่งที่ทำให้ตนตื้นตัน คือ สิ่งที่ตนถามนายธนาธร ตั้งแต่สมัคร สส. เขต ครั้งแรก ว่าถ้าอยากทำการเมืองให้ดี อยากช่วยหาเสียงต้องทำอย่างไร เขาตอบว่า อย่านั่งในห้องแอร์ ให้ไปลงพื้นที่ จากนั้นจึงจำได้ขึ้นใจและลงมือทำ

นักการเมืองที่ดีต้องถ่อมตน โค้งต่อประชาชน หลังตรงต่อเผด็จการ ทำงานในพื้นที่ ลงพื้นที่ทุกวัน เจอเรื่องไม่ถูกต้อง ต้องเป็นปากเป็นเสียงให้ประชาชน ซื่อตรงกับประชาชน ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมไม่ใช่ประโยชน์ส่วนตน

8 กุมภาพันธ์นี้ ขอให้ชาวอุดรธานีกาพรรคส้มทั้ง 2 ใบ ส่งผู้สมัคร สส. ทั้ง 10 คนของอุดรธานีเข้าไปทำงานให้พี่น้องประชาชนในสภา

การเมืองไทยยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นสิ่งสำคัญ ขอเชิญชวนให้ทุกท่านติดตามข่าวสารและร่วมกันตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปในทิศทางที่ดีขึ้น

ที่มา – “ไอซ์” โดนอีกแล้ว เจอชาวบ้านปรี่ถามตอนหาเสียง- “เท้ง” ขอคนอุดรฯ ช่วยกันกาพรรคส้ม

“ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา: เจาะลึกนโยบาย

“ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา พร้อม “ธนาธร” ลงพื้นที่สมุทรปราการ มั่นใจธงส้มยกจังหวัด! มาดูกันว่าพวกเขานำเสนอนโยบายอะไรที่น่าสนใจบ้าง

“ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 2 พรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่สยามสแควร์และบรรทัดทอง โดยนายพริษฐ์ได้ทักทายพูดคุยกับประชาชน พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

นายพริษฐ์กล่าวว่า การมาสยามครั้งนี้มี 2 ประเด็นหลักที่ต้องการสื่อสารในเชิงนโยบาย ประเด็นแรกคือ สยามเป็นพื้นที่รวมตัวของนักเรียน นักศึกษา ดังนั้นพรรคจึงต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพทั้งในและนอกสถานศึกษา การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องส่งเสริมให้เข้าถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย เช่น การมีพื้นที่ทำกิจกรรม พรรคจึงเสนอนโยบายคูปองเปิดโลก เพื่อให้เด็กและเยาวชนนำไปใช้กับกิจกรรมศิลปะหรือกีฬา เพื่อค้นพบตัวเองมากขึ้น

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงปัญหาระดับชาติอย่างปัญหาการจราจรและฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ แม้ว่าชาวกรุงเทพฯ จะมีโอกาสเลือกผู้ว่าฯ แต่ผู้ว่าฯ ยังขาดเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ควร พรรคจึงจะผลักดัน พ.ร.บ. กรุงเทพฯ เพื่อปลดล็อกให้ผู้ว่าฯ มีเครื่องมือแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น

นายพริษฐ์ยังเน้นย้ำว่า พรรคประชาชนต้องการรับใช้ประชาชนทุกรุ่น และนโยบายของพรรคครอบคลุมการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่ม

นโยบายการศึกษาที่ “ไอติม” ขายที่สยาม

นโยบายหลักที่นายพริษฐ์เน้นย้ำคือการส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุม ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมอบโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

นายเสกสิทธิ์กล่าวเสริมว่า เยาวชนไทยมีความสามารถมาก แต่ขาดโอกาส รัฐบาลใหม่ควรสนับสนุน T-POP ให้ก้าวสู่ระดับโลกเพื่อส่งเสริมศักยภาพของเยาวชน

“ธนาธร” เยือนถิ่นเก่าสมุทรปราการ เชื่อธงส้มยกจังหวัดเหมือนเดิม

ในส่วนของสมุทรปราการ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ร่วมหาเสียงกับผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนทั้ง 4 เขต โดยได้พบปะประชาชนในหมู่บ้านและตลาดต่างๆ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจและขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

สมุทรปราการเคยเป็นพื้นที่ที่พรรคก้าวไกลประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเลือกตั้ง 2566 โดยได้ สส. ครบทั้ง 8 เขต ในครั้งนี้ นายวุฒินันท์ บุญชู สส. เขต 4 ได้ตัดสินใจวางมือและส่งต่อให้คนรุ่นใหม่คือ นายชนสิษฎ์ ยอดฉิม ลงสมัครแทน

นายธนาธรกล่าวว่า สมุทรปราการยังคงต้อนรับพรรคประชาชนอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม และเชื่อมั่นว่าครั้งนี้ธงส้มจะปักได้ครบทุกเขต เพราะชาวสมุทรปราการยังคงเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง

“ครั้งนี้ สมุทรปราการเปลี่ยนผู้สมัครคนใหม่มาให้ท่านเลือก 2 คน เป็นคนใหม่ แต่หน้าเดิม ชนสิษฎ์ เขต 4 และ เทพฤทธิ์ เขต 8 ลงสมัคร สส. สมัยแรก แต่ทั้งคู่เป็นทีมงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ร่วมทางกันมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ และทำงานกับ สส. มาโดยตลอด ธรรมเนียมของพรรคเราคือไม่ยึดติดกับคน แต่ยึดในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานเดียวกัน ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คอร์รัปชัน ตรงไปตรงมา เชื่อว่าพี่น้องสมุทรปราการจะเลือก สส. พรรคประชาชนทั้ง 8 เขต เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมไปแล้ว รอบนี้ต้องกาประชาชนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้สำเร็จเสียที”

โดยสรุปแล้ว ทั้ง “ไอติม” และ “ธนาธร” ต่างมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเน้นการศึกษาที่มีคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ที่มา – “ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา-“ธนาธร” ไปสมุทรปราการ เชื่อธงส้มยกจังหวัด

“คุณหญิงสุดารัตน์” เอาผิด “โดม” แม้ขอโทษ!

คุณหญิงสุดารัตน์” ยืนยันเดินหน้าเอาผิดทางกฎหมายกับ “โดม ปกรณ์ ลัม” แม้จะเข้ามาขอโทษแล้วก็ตาม ด้าน “จินนี่” พร้อมให้ปากคำตำรวจ แต่จะไม่เผชิญหน้า ย้ำเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองในการเปลี่ยนแนวคิดและเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 เวลา 15:30 น. ที่ลิโด้ คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หัวหน้าพรรคไทยสร้างไทย พร้อมแคนดิเดตนายกของพรรค ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี โดม ปกรณ์ ลัม นักร้อง นักแสดงชื่อดังที่แสดงความคิดเห็นคุกคาม นางสาวยศสุดา ลีลาปัญญาเลิศ หรือ จินนี่ บุตรสาว ว่า โดม ปกรณ์ ลัม ได้ติดต่อมาตั้งแต่ก่อนปีใหม่ แต่ไม่ได้ติดต่อโดยตรง แต่ติดต่อผ่านคนรอบข้าง เพื่อขอเข้าพบ ซึ่งในวันที่ข่าวออกว่าโดมได้เดินทางมาที่ทำการพรรค แต่พวกเราไม่ได้อยู่ที่ทำการพรรค โดมจึงฝากกระเช้าไว้กับ รปภ. และแจ้งผ่านคนที่ติดต่อมาว่าหลังปีใหม่ค่อยพูดคุยกัน ยืนยันว่าการดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เพื่อต้องการให้สังคมหยุดมองผู้หญิงเป็นวัตถุ และหันมาเคารพคุณค่าความเป็นมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเพศใด ทั้งผู้หญิง, ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศ, ผู้ชาย, คนพิการ และเด็ก

“วันนี้มีการแสดงเจตจำนงชัดเจนในการดำเนินคดี เพื่อให้สังคมตระหนักว่าการมองผู้หญิงเป็นวัตถุ ในปี พ.ศ.นี้ ควรจบได้แล้ว” คุณหญิงสุดารัตน์กล่าว

พรรคไทยสร้างไทยเป็นพรรคการเมือง เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ เราจึงต้องปกป้องในกรณีอื่นๆ และกรณีนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว แต่เป็นหน้าที่ของพรรคการเมืองที่ต้องทำเพื่อเปลี่ยนความคิดของคนในสังคม ให้เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ หากใครโดนแบบนี้ ไม่ใช่แค่ลูกสาวตน แต่เป็นลูกหลานใครก็ควรได้รับการเคารพเช่นกัน

“คุณหญิงสุดารัตน์” เดินหน้าเอาผิด “โดม” แม้จะมาขอโทษ

เมื่อถูกถามถึงแนวคิดในการเพิ่มโทษสำหรับการคุกคามทางออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์ ที่ไม่เกรงกลัวกฎหมาย คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า กฎหมายนี้เพิ่งประกาศใช้ และกำลังพิจารณาช่องโหว่ทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดความรัดกุมยิ่งขึ้น ซึ่งถือเป็นนโยบายที่สำคัญในการสร้างสังคมที่ปลอดภัย ทั้งด้านการกดขี่ทำร้ายทางร่างกายและจิตใจ

เมื่อถามว่า หากโดมเข้ามาขอโทษ จะรับคำขอโทษหรือไม่? คุณหญิงสุดารัตน์ ตอบว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องความแค้น แต่ต้องสื่อสารให้เข้าใจว่าสังคมควรมองกันอย่างเป็นพี่น้อง ครอบครัวเดียวกัน และเอื้ออาทรต่อกัน ไม่ใช่ดูหมิ่นหรือดูถูกใคร ไม่ว่าเขาจะยากจนแค่ไหน แต่ต้องมีการพูดคุยกันก่อน และในช่วงหลังปีใหม่นี้ยังไม่ได้ติดต่อจาก โดม ปกรณ์ ลัม

ส่วนเรื่องการให้ปากคำกับตำรวจ สน.พหลโยธิน และโอกาสที่จะเผชิญหน้ากับคู่กรณี คุณหญิงสุดารัตน์ กล่าวว่า ในทางกฎหมายคงไม่มีการเผชิญหน้ากันอย่างแน่นอน จินนี่เองตอนแรกรู้สึกเสียใจ แต่เมื่อตั้งสติได้ก็เข้มแข็ง และสามารถแก้ปัญหาและไตร่ตรองทุกอย่างด้วยสติ

สำหรับการดำเนินการหลังจากนี้ให้เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งจินนี่เองต้องเข้าให้ปากคำตามกฎหมาย ส่วนจะเข้าไปวันไหนนั้นยังไม่มีการนัดหมาย

น.ส.ยศสุดา กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องนัดหมายกับทีมทนายอีกครั้ง หลังจากผ่านช่วงปีใหม่ หลังจากนั้นจะดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

ทำไม “คุณหญิงสุดารัตน์” ถึงยังยืนยันที่จะดำเนินคดี?

แม้ว่าโดม ปกรณ์ ลัม จะออกมาขอโทษแล้ว แต่คุณหญิงสุดารัตน์ยังคงยืนยันที่จะดำเนินคดีต่อไป เหตุผลสำคัญไม่ใช่เรื่องความแค้นส่วนตัว แต่เป็นการส่งสัญญาณไปยังสังคมว่าการคุกคามทางเพศและการลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ การดำเนินคดีนี้จึงเป็นเหมือนการสร้างบรรทัดฐานใหม่ เพื่อให้สังคมตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพซึ่งกันและกัน

การตัดสินใจของคุณหญิงสุดารัตน์ครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการปกป้องสิทธิสตรีและผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดในสังคม การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ และการกระทำใดๆ ที่เป็นการลดทอนคุณค่าของความเป็นมนุษย์ไม่ควรถูกมองข้าม

ที่มา – “คุณหญิงสุดารัตน์” เดินหน้าเอาผิด “โดม” แม้จะมาขอโทษ เดือดต้องหยุดมองผู้หญิงเป็นวัตถุ

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ผลสำรวจล่าสุดจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล หาก สส. เขตเดิมย้ายพรรค โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งซ้ำก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมอย่างมากในระบบบัญชีรายชื่อ

การสำรวจ “ส่องกระแสเลือกตั้ง: ความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคลและพรรคการเมืองของคนไทย” โดยไทยรัฐโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าชมโพลถึง 1.75 ล้านครั้ง และมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมากถึง 11,419 คน ซึ่งผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางทางการเมืองที่น่าสนใจในปี 2569

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อ สส. ที่ย้ายพรรค คำถามสำคัญคือ “หาก สส. เขตเดิมของคุณย้ายพรรค ในการเลือกตั้งครั้งนี้คุณจะยังเลือกเขาอยู่หรือไม่?” คำตอบจากผลสำรวจนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักการเมืองหลายท่าน

ผลสำรวจพบว่า 56.47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะไม่เลือก สส. ที่ย้ายพรรคอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาชื่นชอบที่พรรค เมื่อ สส. เปลี่ยนพรรค ก็ถือว่าสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน 18.69% ยังไม่ตัดสินใจ 15.34% รอดูแนวนโยบายใหม่ และเพียง 9.49% เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุน สส. ที่ย้ายพรรค

สัญญาณเตือน สส. ย้ายพรรค จากไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับ สส. ที่คิดจะย้ายพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความอยู่รอด เพราะฐานเสียงเดิมอาจไม่ได้ตามไปสนับสนุนเสมอไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และอุดมการณ์ของพรรคมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว

ในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) พบว่าพรรคประชาชนได้รับความสนใจมากที่สุด โดยมีคะแนนนิยมสูงถึง 41.38% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทย (19.79%) และพรรคภูมิใจไทย (13.15%) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ (10.53%) พรรคเศรษฐกิจ (5.57%) พรรครวมไทยสร้างชาติ (2.06%) พรรคไทยสร้างไทย (1.5%) และพรรคไทยก้าวใหม่ (1.12%) ก็ได้รับความสนใจตามลำดับ

ข้อมูลประชากรของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและวัยเกษียณ โดยผู้ที่มีอายุ 46-59 ปี ตอบมากที่สุด (34.34%) รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (32.10%) กลุ่มอายุ 36-45 ปี (13.06%) กลุ่มอายุ 26-35 ปี (10.32%) และกลุ่มอายุ 18-25 ปี (10.18%)

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (41.93%) ภาคกลาง (18.72%) ภาคอีสาน (16.90%) ภาคเหนือ (11.91%) และภาคใต้ (10.54%)

จากการวิเคราะห์ผลสำรวจของไทยรัฐโพลชุดนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนของพรรค มากกว่าการพึ่งพาบารมีส่วนตัวหรือการย้ายพรรคเพื่อแสวงหาอำนาจ

ผลสำรวจนี้ย้ำเตือนนักการเมืองว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนโยบายที่จับต้องได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสำเร็จในระยะยาว

ที่มา – ไทยรัฐโพล: เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “บารมีส่วนตัว” ปิดตายทางรอด สส. ย้ายพรรค

“ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี ชูพรรคเน้นนโยบาย

“ไอซ์ รัชนก” ลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน หาเสียงตลาดปทุมธานี บอกตลอด 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมาพรรคเน้นขายนโยบายเป็นหลัก ผลักดันได้แล้วในนิติบัญญัติ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 4 มกราคม 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก (ไอซ์) สส. และผู้สมัคร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางลงพื้นที่ตลาดปทุมธานี เพื่อช่วยหาเสียงให้กับ นายวรชิต จันทร์แบบ (เปา) ผู้สมัคร สส. จังหวัดปทุมธานี เขต 2 เบอร์ 2 สังกัดพรรคประชาชน ท่ามกลางบรรยากาศคึกคัก มีพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนเข้ามาขอถ่ายรูปคู่กับไอซ์ รักชนก เป็นจำนวนมาก

ด้านนางสาวรัชนก ศรีนอก หรือไอซ์ ได้ให้สัมภาษณ์ว่าในการเลือกตั้งครั้งนี้จังหวัดปทุมธานีเพิ่มมาอีก 1 เขตเลือกตั้ง ซึ่งทางพรรคประชาชนก็โฟกัสที่นโยบายและเน้นขายนโยบายเป็นหลัก ซึ่งตลอดระยะเวลา 2 ปี 7 เดือนที่ผ่านมาในสภาของพรรคประชาชนนั้นจะซัพพอร์ตสิ่งที่เราพูดไปและได้หาเสียงไป แม้ว่าเราไม่ได้เป็นรัฐบาลในครั้งที่ผ่านมา และมีนโยบายหลายๆ นโยบาย ซึ่งเราผลักดันให้เกิดขึ้นในอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งในส่วนของตัวผู้สมัครนั้น นายวรชิต จันทร์แบบ หรือ เปา เป็นคนในพื้นที่และเคยเป็นผู้ช่วย สส.พรรคประชาชนมาโดยตลอด ส่วนนายวรชิต จันทร์แบบ หรือ เปา ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 2 เบอร์ 2 ได้ให้สัมภาษณ์ว่าเป็นคนปทุมลุ่มน้ำเจ้าพระยา มีความพร้อมที่จะเข้าไปแก้ไขปัญหาให้พ่อแม่พี่น้องชาวจังหวัดปทุมธานีอย่างเต็มความสามารถ

ไอซ์ รัชนก หาเสียงปทุมธานี

ไอซ์ รัชนก ช่วยหาเสียง

พรรคประชาชน เน้นนโยบาย

ปทุมธานี เลือกตั้ง

รัชนก ศรีนอก

“ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี บอกพรรคประชาชนเน้นขายนโยบายเป็นหลัก

การลงพื้นที่หาเสียงในจังหวัดปทุมธานีครั้งนี้ของ “ไอซ์ รัชนก” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการผลักดันนโยบายต่างๆ ที่ได้เคยสัญญาไว้กับประชาชน แม้ว่าจะไม่ได้เป็นรัฐบาล แต่ก็ยังคงทำงานในส่วนของนิติบัญญัติอย่างเต็มที่

“ไอซ์ รัชนก” ย้ำ! พรรคประชาชนเน้นขายนโยบาย

“ไอซ์ รัชนก” ได้กล่าวเน้นย้ำถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่ “ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี บอกพรรคประชาชนเน้นขายนโยบายเป็นหลัก” มาโดยตลอด โดยเชื่อว่านโยบายที่ดีจะเป็นสิ่งที่สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน การโฟกัสที่นโยบายจึงเป็นหัวใจสำคัญในการทำงานของพรรค

นอกจากนี้ การที่พรรคส่งผู้สมัคร สส. ที่เป็นคนในพื้นที่อย่าง นายวรชิต จันทร์แบบ ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะเข้าใจปัญหาและความต้องการของคนในท้องถิ่นอย่างแท้จริง เพื่อที่จะสามารถนำเสนอแนวทางแก้ไขที่ตรงจุดและตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนได้อย่างเหมาะสม

การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาชนชาวปทุมธานี จะได้พิจารณาและตัดสินใจเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาจังหวัดไปสู่การพัฒนาและความเจริญก้าวหน้าได้อย่างแท้จริง โดยพิจารณาจากนโยบาย ความสามารถ และความตั้งใจจริงของผู้สมัครแต่ละคน

สำหรับผู้ที่สนใจติดตามความเคลื่อนไหวและนโยบายของพรรคประชาชน สามารถติดตามได้ผ่านช่องทางต่างๆ ของพรรค เพื่อประกอบการตัดสินใจในการเลือกตั้งที่จะมาถึง

อย่าลืมติดตามข่าวสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเลือกตั้งอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การตัดสินใจของท่านเป็นไปอย่างถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม

การเลือกตั้งครั้งนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออนาคตของประเทศ ขอเชิญชวนทุกท่านออกไปใช้สิทธิใช้เสียงของท่านอย่างเต็มที่

การที่ “ไอซ์ รัชนก” ลงพื้นที่หาเสียงในปทุมธานี สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจังหวัดนี้ในการเลือกตั้งครั้งนี้ และการที่พรรคประชาชนเน้นขายนโยบาย ก็ถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจในการพัฒนาการเมืองไทยในอนาคต

ที่มา – “ไอซ์ รัชนก” หาเสียงปทุมธานี บอกพรรคประชาชนเน้นขายนโยบายเป็นหลัก

เลือกตั้งล่วงหน้า: แห่ลงทะเบียน 1.2 ล้านคน

กกต. สรุปยอดลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า 15 วันล่าสุด พบผู้ลงทะเบียนทะลุ 1.2 ล้านคน! และยอดขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตพุ่งสูงถึง 2 แสนคนแล้ว มาอัปเดตข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับการเลือกตั้งครั้งนี้กัน

แห่ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว 1.2 ล้านคน

สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้สรุปยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า ทั้งในเขต นอกเขต และนอกราชอาณาจักร ตั้งแต่วันที่ 20 ธันวาคม 2568 ถึง 3 มกราคม 2569 รวมทั้งสิ้น 1,264,103 คน โดยแบ่งเป็น:

  • ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าในเขตเลือกตั้ง: 4,837 คน
  • ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้านอกเขต: 1,148,146 คน
  • ขอลงคะแนนออกเสียงนอกราชอาณาจักร: 111,120 คน

สำหรับการลงทะเบียนขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้า จัดขึ้นสำหรับผู้ที่มีกิจธุระจำเป็นที่ไม่สามารถไปใช้สิทธิในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ได้ รวมถึงผู้ที่อยู่นอกราชอาณาจักร และเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานในวันเลือกตั้ง

หากใครที่ได้ลงทะเบียนไปแล้ว แต่เปลี่ยนใจ หรือไม่สะดวกไปใช้สิทธิในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ สามารถยกเลิกการลงทะเบียนได้ เพื่อไปใช้สิทธิพร้อมกับการออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569

ยอดลงทะเบียนออกเสียงประชามตินอกเขตทะลุ 2 แสน

นอกจากนี้ กกต. ยังได้สรุปยอดผู้ลงทะเบียนขอใช้สิทธิออกเสียงประชามตินอกเขตและนอกราชอาณาจักร ซึ่งเปิดให้ลงทะเบียนระหว่างวันที่ 3-5 มกราคม 2569 โดยในวันแรก (3 มกราคม) มีผู้ลงทะเบียนรวม 225,920 คน แบ่งเป็น:

  • ขอใช้สิทธินอกเขตออกเสียงประชามติ: 207,439 คน
  • ขอใช้สิทธินอกราชอาณาจักร: 18,418 คน

สำหรับการออกเสียงประชามติ จะไม่มีการลงคะแนนล่วงหน้า จะมีเพียงการลงคะแนนออกเสียงนอกเขตในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันเลือกตั้ง ดังนั้น หากใครไม่สามารถไปใช้สิทธิในเขตที่ตนเองมีภูมิลำเนา ก็สามารถลงทะเบียนขอใช้สิทธินอกเขตได้

การที่ประชาชนให้ความสนใจลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าและออกเสียงประชามตินอกเขตเป็นจำนวนมาก แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวทางการเมืองของประชาชนชาวไทย อย่าลืมตรวจสอบสิทธิของตัวเอง และวางแผนการเดินทางไปใช้สิทธิกันให้เรียบร้อยนะครับ เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตของประเทศ

ที่มา – ขอใช้สิทธิเลือกตั้งล่วงหน้าแล้ว 1.2 ล้านคน ส่วนยอดออกเสียงประชามตินอกเขตพุ่ง 2 แสนคนแล้ว

“อภิสิทธิ์” ขอบคุณผลโพล ขอเขต 3 กทม. ปักธง

“อภิสิทธิ์” ขอเขต 3 กทม. เป็นเขต “4 อภิ” ส่ง “อภิมุข” คว้าชัยเลือกตั้ง ดักทาง อย่าใช้ชาตินิยม-ปมชายแดนมาแข่งขัน ด้านโฆษกปชป. ขอบคุณคนสงขลา โพลนำคู่แข่งเกือบ 4 เท่า “ชัยชนะ” หาเสียงสมุทรสาคร เคาะประตูบ้านขอคะแนนเสียงสนับสนุน

เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 4 ม.ค. 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นำทีมคณะผู้บริหารพรรคเดินเคาะประตูบ้านขอคะแนนให้นายอภิมุข ฉันทวานิช ผู้สมัคร สส. กทม. เขต 3 พรรค ปชป. เบอร์ 3 ในพื้นที่เขตบางคอแหลม-ยานนาวา ที่ซอยเจริญกรุง 103 (ตลาดริมคลอง) มีชาวบ้านแห่ต้อนรับพร้อมโชว์ภาพถ่ายนายอภิรักษ์ โกษะโยธิน และนายอภิมุขเมื่อครั้งเป็น ส.ก. เขตนี้ และมีลายเซ็นของนายอภิสิทธิ์ที่เซ็นให้เมื่อปี 2550 พร้อมบอกว่าเป็นแฟนคลับพรรคปชป. มานาน “คิดถึงและรอการกลับมานานแล้ว” โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตนมีความผูกพันกับพื้นที่นี้ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นทางการเมืองของตนที่ได้เป็น สส. สมัยแรก อีกทั้งเขตนี้ถือว่าเป็นเขต “อภิ” เพราะตนเป็น สส. สมัยแรกที่นี่ ม.ล.อภิมงคล ก็เคยเป็น สส. และยังมีนายอภิรักษ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. จึงเป็น 3 อภิ และอยากให้มีอภิที่ 4 คือ อภิมุข แต่ถ้าจะให้ดีต้องมีอีกหนึ่งคือ อภินิหารที่จะคว้าชัยชนะ

“อภิสิทธิ์” ขอบคุณผลโพลสงขลา ขอเขต 3 กทม. ปักธง

ส่วนผลสำรวจของนิด้าโพล จ.สงขลา ที่พบว่า ทั้งแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี สส.เขตและบัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ มีคะแนนสูงสุด 40.67% นั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอบคุณชาวสงขลา ซึ่งเมื่อวันที่ 3 ม.ค.ที่ผ่านมา ตนลงพื้นที่ อ.หาดใหญ่ได้พบชาวสงขลาที่รอคอยรัฐบาลเพื่อมาฟื้นฟู อ.หาดใหญ่ และเอาจริงเอาจังกับปัญหาหลายอย่างในจังหวัดสงขลา ส่วนที่บางพรรคตั้งข้อสังเกตถึงการลงทะเบียนเลือกตั้งล่วงหน้าว่า อาจจะเป็นการทุจริตซื้อเสียงล่วงหน้านั้น ตนอยากให้กกต.มีความชัดเจนในเรื่องนี้ เพราะก็มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้ว ซึ่งการเลือกตั้งล่วงหน้ากติกาหลายอย่างไม่เข้มงวดเท่าวันเลือกตั้งจริง เมื่อถามถึงกรณีนายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ แกนนำพรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า มีการติดต่อซื้อเสียงโหวตเลือก อ. เป็นนายกรัฐมนตรีล่วงหน้า ถ้าได้รับเลือกเป็น สส. นายอภิสิทธิ์ถึงกับหัวเราะ ก่อนกล่าวติดตลกว่า ชื่อ อ. มีหลายคน ขอให้ไปถามนายนิพิฏฐ์เองจะดีกว่า และนายนิพิฏฐ์ก็ยังไม่ได้รายงานอะไรมาถึงตน ทราบตามข่าวเท่านั้น

เป้าหมาย “อภิสิทธิ์”: ขอบคุณผลโพล ขอเขต 3 กทม. ปักธง

เมื่อถามย้ำว่า กังวลหรือไม่กับการแข่งขันเลือกตั้งที่มีการใช้เงิน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่กังวลเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องเจอกับอะไร สิ่งหนึ่งที่พยายามพูดคือ จะทำอย่างไรที่จะกอบกู้การเมืองสุจริต ไม่ให้ภาพลักษณ์ของสภา เป็นการหยิบยื่นผลประโยชน์ให้ สส. และไม่มีวินัยพรรค รวมไปถึงมีการจับกลุ่มแยกค่าย อะไรต่างๆ จะทำให้ประชาชนหมดศรัทธาในการเมือง ส่วนกรณีการปลุกกระแสให้ประชาชนเลือกข้างในการเลือกนักการเมืองนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประเทศ ส่วนที่มีการใช้กระแสชาตินิยมและปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา มาเป็นจุดขายในการหาเสียงเลือกตั้งนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ประชาชนพอใจที่กองทัพปฏิบัติการได้ดี และขอบคุณรัฐบาลที่เปิดโอกาสให้กองทัพทำงานได้อย่างเต็มที่ แต่จากนี้ไปจะเป็นงานของรัฐบาลที่ยากขึ้นในเรื่องการต่างประเทศ เพื่อให้มั่นใจว่า สิ่งที่ทุกคนเสียสละกันมานั้น จะไม่สูญเปล่า ไม่ถอยหลังกลับไปสู่ที่เดิม จึงอยากให้ทุกพรรคเอาใจช่วย และเป็นหนึ่งเดียวในเรื่องนี้ ไม่ควรเอามาแบ่งแยกแข่งขันเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง

ด้าน นายพงศกร ขวัญเมือง โฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวขอบคุณพี่น้องประชาชน กรณีผลสำรวจของนิด้าโพล เรื่อง “เลือกตั้ง 69 ของคนสงขลา” ที่สะท้อนกระแสนิยมของพรรคประชาธิปัตย์ เพิ่มสูงขึ้นทิ้งห่างพรรคคู่แข่งในพื้นที่เกือบสี่เท่าตัวนั้น พรรคขอบคุณต่อกำลังใจและความไว้วางใจที่พี่น้องประชาชนมอบให้ถือเป็นแรงผลักดันในการทำงานที่รอบคอบ จริงจังยิ่งขึ้น ทั้งนี้ พรรคไม่มองผลโพลเป็นชัยชนะทางการเมือง แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่า ยังมีประชาชนอีกจำนวนมากที่เฝ้ามอง รอการพิสูจน์ และยังไม่ตัดสินใจเลือก ซึ่งพรรคเคารพทุกความคิดเห็น และพร้อมพิสูจน์ตัวเองด้วยการลงมือทำ มากกว่าการใช้คำพูดหรือวาทกรรม ยืนยันพรรคพร้อมรับฟังทุกเสียง และพร้อมทำหน้าที่ด้วยความสุจริต เป็นมืออาชีพ และมีความรับผิดชอบต่อความไว้วางใจที่ได้รับ พรรคขอขอบคุณทุกความไว้วางใจ ทุกกำลังใจอีกครั้ง และจะทำงานเต็มความสามารถให้สมกับความหวังที่ประชาชนมอบให้พรรคประชาธิปัตย์

ขณะที่ จ.สมุทรสาคร นายชัยชนะ เดชเดโช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ลงพื้นที่บริเวณชุมชนวัดน้อยนางหงส์ และชุมชนวัดชีผ้าขาว เทศบาลตำบลท่าจีน อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร เพื่อช่วยนายภัคเมศฐ์ ธีระศิลาเวทย์ ผู้สมัคร สส. สมุทรสาคร เขต 1 หมายเลข 2 แนะนำตัวและขอคะแนนเสียงสนับสนุนให้กับผู้สมัครและพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมกับได้อวยพรพี่น้องประชาชนเนื่องในเทศกาลวันขึ้นปีใหม่ 2569

โดยนายชัยชนะ กล่าวว่า วันนี้ได้มาลงพื้นที่ช่วยผู้สมัคร สส. สมุทรสาคร เขต 1 ของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้ให้ความสำคัญกับเรื่องของการทำประมง เพราะจังหวัดสมุทรสาครเป็นจังหวัดที่มีการทำประมงเป็นหลัก โดยพรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายในเรื่องของการแก้ปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) และจะสนับสนุนการออกใบอนุญาตแบบ One Stop Service และยังมีในส่วนของนโยบายเกี่ยวกับการแก้ปัญหามลพิษต่างๆ ที่จะสามารถแก้ปัญหาให้กับพี่น้องในพื้นที่สมุทรสาคร รวมถึงหากได้เข้าไปเป็นรัฐบาลจะเข้าไปทำในเรื่องของสวัสดิการแรงงาน และการบริหารจัดการแรงงาน ทั้งแรงงานไทยและแรงงานต่างด้าว

“ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาธิปัตย์ชูนโยบายไทยไม่ทนทุนเทา เราจะสร้างการเมืองสุจริตไปด้วยกัน ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยทุกคนจะร่วมสร้างพลังใหม่ ปราบปรามการเมืองสีเทา ร่วมสร้างการเมืองใหม่ โดยการเชื่อมั่นหัวหน้าอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงขอคะแนนเสียงจากพี่น้องประชาชนทุกเขตในจังหวัดสมุทรสาครให้สนับสนุนผู้สมัครและพรรคประชาธิปัตย์” นายชัยชนะ กล่าว

การที่นายอภิสิทธิ์ออกมาขอบคุณผลโพลและขอเขต 3 กทม. นั้น แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและความมุ่งมั่นของพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกตั้งครั้งนี้

ที่มา – “อภิสิทธิ์” ขอบคุณผลโพลสงขลา ขอเขต 3 กทม. ปักธงเป็น “4 อภิ” หลังเคยคว้าชัยมาแล้ว

โพลคนสงขลา: เลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของชาวสงขลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 โดยผลสำรวจชี้ว่าผู้คนในจังหวัดสงขลามีแนวโน้มที่จะเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี

ผลสำรวจยังระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ติดอันดับ 3 ในขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ติดอันดับ 4 สำหรับพรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนในอันดับ 3

การสำรวจนี้ดำเนินการโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระหว่างวันที่ 20 – 25 ธันวาคม 2568 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา จำนวน 1,067 หน่วยตัวอย่าง การสำรวจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

ผลสำรวจความคิดเห็น: ใครที่คนสงขลาอยากให้เป็นนายกฯ

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 40.67 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 2: ร้อยละ 24.18 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4: ร้อยละ 11.43 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 5: อื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ระบุชื่อบุคคลอื่นๆ เช่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และบุคคลจากพรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย และพรรคอื่นๆ รวมถึงผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน

สำหรับพรรคการเมืองที่คนสงขลามีแนวโน้มจะเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 45.45 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: ร้อยละ 19.49 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
  • อันดับ 3: ร้อยละ 15.09 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน
  • อันดับ 4: อื่นๆ

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นว่า “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” ยังคงได้รับความนิยมจากชาวสงขลาเป็นอย่างมากในการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่ไม่ตัดสินใจอีกจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งจริง

ทำไมผลโพลถึงชี้ไปที่ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์”?

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงได้รับความนิยมในสงขลาอาจมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ฐานเสียงเดิมที่แข็งแกร่ง ความผูกพันกับพรรคที่มีมายาวนาน และภาพลักษณ์ของความเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจริงอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าผลการเลือกตั้งจริงจะเป็นไปตามผลสำรวจหรือไม่

การเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาวสงขลาเอง โดยพิจารณาจากนโยบาย วิสัยทัศน์ และความสามารถของพรรคการเมืองและผู้สมัครแต่ละคน

ที่มา – โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

พรรครักชาติ ชู 6 นโยบายไม่ยกร่าง รธน.ใหม่

พรรครักชาติ ชู 6 นโยบายไม่ยกร่าง รธน.ใหม่ทั้งฉบับ พร้อมย้ำไม่ใช่พรรคทหารหนุนหลัง

“เจษฎ์-ชัยวุฒิ” พรรครักชาติ ลงพื้นที่ตลาดประชานิเวศน์ และสยาม ด้าน “เจษฎ์” ขอเสียงวัยรุ่น ชู 6 นโยบาย ไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ พร้อมย้ำ รช. ไม่ใช่พรรคทหารหนุนหลัง

เมื่อเวลา 07.30 น. วันที่ 3 ม.ค. 2569 ที่ตลาดประชานิเวศน์ 1 พื้นที่แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. พรรครักชาติ(รช.) นำโดยนายเจษฎ์ โทณะวณิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 และนายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ หัวหน้าพรรค ในฐานะแคนดิเดตนายกฯลำดับที่ 2 ลงพื้นที่ช่วยน.ส.สุวีรา เติมรุ่งเรืองเลิศ ผู้สมัคร สส.กทม. เขต 8 หมายเลข 10 หาเสียง พร้อมทีมผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อ โดยนายเจษฎ์ เปิดเผยว่า เสียงสะท้อนจากประชาชนส่วนใหญ่อยากเห็นการเมืองที่ใสสะอาดและผู้แทนที่เข้ามาพัฒนาบ้านเมืองอย่างแท้จริง ไม่ใช่เข้ามาเพื่อกอบโกย ทั้งนี้ พรรคจะนำข้อมูลที่ได้ไปปรับปรุงแผนนโยบายให้ตอบโจทย์และนำไปสู่การปฏิบัติได้จริงในแต่ละท้องที่

นายเจษฎ์ ยังได้ให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและพื้นที่ทับซ้อนว่า แม้การใช้กำลังปะทะกันจะไม่ใช่ทางออก แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องยืนหลังตรงในเวทีโลก เพื่อแสดงให้เห็นถึงสิทธิอันชอบธรรมในการสืบสิทธิเหนือดินแดนที่มีมาตั้งแต่สมัยล่าอาณานิคม เราต้องทำให้ประชาคมโลกประจักษ์ว่า ตลอด 100 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยรุกรานใคร แต่หากวันนี้เราถูกรุกราน เราต้องรักษาอธิปไตยและกำหนดเส้นเขตแดนของเราให้ชัดเจน ก่อนที่จะเจรจากันอย่างตรงไปตรงมา โดยให้ชาวโลกเป็นสักขีพยานและสนับสนุนฝ่ายที่ถูกต้อง

ด้านนายชัยวุฒิ กล่าวถึงทางเลือกในสนามเลือกตั้งว่า อยากให้ประชาชนมองข้ามขนาดของพรรคการเมือง แต่มองที่อุดมการณ์เป็นหลัก หากพรรคใหญ่ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ การเลือกพรรคเล็กที่มีอุดมการณ์ตรงกันจะช่วยให้มีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ตรวจสอบรัฐบาลได้อย่างเข้มข้น

จากนั้น ช่วงบ่าย นายชัยวุฒิ นายเจษฎ์ นำทีมผู้สมัคร สส.ของพรรค ลงพื้นที่สยามขอคะแนนกลุ่มวัยรุ่นเยาวชนคนรุ่นใหม่ โดยนายเจษฎ์กล่าวถึงนโยบายพรรครช.ที่ยื่นกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ว่า มีทั้งหมด 6 เรื่อง

6 นโยบายหลักของพรรครักชาติ ที่เน้นการพัฒนาอย่างยั่งยืน

  • รณรงค์ให้ประชาชนเข้าใจและเห็นประโยชน์ของรัฐธรรมนูญปี 2560 โดยเน้นการแก้ไขเฉพาะมาตราที่จำเป็นหรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาเสถียรภาพและรับฟังความเห็นของประชาชนโดยไม่ต้องยกร่างใหม่ทั้งฉบับ
  • เพิ่มโอกาสให้ธุรกิจรายย่อย (SMEs) เติบโตอย่างแข็งแกร่ง ผ่านการขยายวงเงินสินเชื่อที่เข้าถึงง่าย และใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจและส่งเสริมการทำธุรกิจ
  • ผลักดันตลาดหุ้นไทยให้โดดเด่นในสายตานักลงทุนระดับโลก พร้อมมาตรการดูแลและสร้างความมั่งคั่งให้แก่นักลงทุนรายย่อยอย่างยั่งยืน
  • สร้างกิจกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น สวนสนุกระดับโลก, มหกรรมกีฬาสากล และคอนเสิร์ตระดับโลก เพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมบันเทิงและกีฬาไทย
  • ขยายโครงการ EEC ไปสู่ภูมิภาคอื่นทั่วประเทศ
  • ปราบปรามสแกมเมอร์ ด้วยการแก้กฎหมาย และตั้งหน่วยงานดูแลเฉพาะ จัดประชุมนานาชาติ เพื่อจัดทำอนุสัญญาปราบปรามสแกมเมอร์ระดับโลก

ส่วนที่ขณะนี้กระแสการเมืองแบ่งเป็น อนุรักษ์นิยม และ ก้าวหน้า ซึ่งพรรครช.ถูกว่าเป็นพรรคอนุรักษ์นิยม โหนกระแสรักชาติ โหนกระแสทหารนั้น นายชัยวุฒิ กล่าวว่า พรรครักชาติเป็นเรื่องอุดมการณ์ของพรรค เพราะไม่อยากให้คนคิดไม่ดีกับบ้านเมือง ชังชาติ เราจึงชื่อพรรครช.ไม่ได้มีกองทัพหรือทหารหนุนหลัง และไม่ได้อนุรักษ์นิยมแบบสุดโต่ง

อย่างไรก็ตามในการลงพื้นที่พรรครักชาติยังมีการเต้นท่าเกาหลัง ซึ่งมีความหมายว่า ไม่โกง ไม่เทา ไม่เกาหลัง เพราะเกาหลังคือการสมรู้รวมคิด ฮั้วทุจริตคอร์รัปชันอีกด้วย

โดยรวมแล้ว พรรครักชาติ พยายามนำเสนอแนวทางที่แตกต่าง โดยเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการปราบปรามอาชญากรรมไซเบอร์ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพทางการเมือง โดยไม่ยกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ซึ่งเป็นจุดยืนที่น่าสนใจและอาจได้รับความสนใจจากประชาชนที่ต้องการความเปลี่ยนแปลง แต่ไม่อยากเห็นความวุ่นวายทางการเมือง

ที่มา – พรรครักชาติ ชู 6 นโยบายไม่ยกร่าง รธน. ใหม่ทั้งฉบับ พร้อมย้ำไม่ใช่พรรคทหารหนุนหลัง

Scroll to top