ข่าวการเมือง

“รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

“รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

กลายเป็นประเด็นที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้สมัครสอบทั่วประเทศ เมื่อ นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร หรือที่หลายคนรู้จักในฉายา “รองเซมเบ้” รองปลัดกระทรวงมหาดไทย ได้ออกมาประกาศจุดยืนอย่างชัดเจนว่า “รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้ เพื่อจัดการปัญหาทุจริตการสอบที่ฝังรากลึกมานาน โดยเน้นย้ำว่าคนเก่งและคนดีต้องได้รับโอกาสในการบรรจุเข้ารับราชการอย่างภาคภูมิใจ

ก้าวสำคัญสู่ความโปร่งใส: รองเซมเบ้ ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

นโยบายครั้งนี้ถือเป็นการขานรับแนวทางจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องการให้การสอบท้องถิ่นเป็นพื้นที่แห่งความยุติธรรม ปราศจากการแทรกแซง ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร หรือมีอิทธิพลมากแค่ไหน ก็จะต้องได้รับผลของการกระทำโดยไม่มีข้อยกเว้น โดยมีการเน้นย้ำหลักการที่สำคัญดังนี้:

  • ยึดหลักพฤติกรรม: ตัดสินจากข้อเท็จจริงและความถูกต้อง ไม่ดูที่ตัวบุคคล
  • ความยุติธรรม: คนสอบได้ต้องได้บรรจุ ไม่มีการแก้คะแนนหรือการกลั่นแกล้ง
  • ความโปร่งใส: กสถ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำงานอย่างตรงไปตรงมา

ความตั้งใจของคนสอบท้องถิ่นทุกคนนั้นมีค่า ทุกหยาดเหงื่อที่ทุ่มเทอ่านหนังสือและเตรียมตัวสอบ ต้องไม่สูญเปล่าไปกับกลโกงที่ไม่เป็นธรรม การที่ “รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้ ในครั้งนี้ จึงเป็นการสร้างความหวังใหม่ให้กับลูกหลานคนไทยที่อยากจะเข้ามารับใช้ประชาชนด้วยความรู้ความสามารถอย่างแท้จริง

เราในฐานะประชาชนคนหนึ่ง เชื่อมั่นว่าหากการปฏิรูปการสอบครั้งนี้ทำได้อย่างจริงจัง จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ระบบราชการส่วนท้องถิ่นก้าวไปข้างหน้าอย่างเข้มแข็ง การปราบปรามทุจริตไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แต่ถ้าผู้บริหารเอาจริง ผลลัพธ์ย่อมคุ้มค่าต่อประเทศชาติในระยะยาวอย่างแน่นอน

ที่มา – “รองเซมเบ้” ลั่น ใครทำผิดต้องได้รับผล คืนความชอบธรรมให้คนสอบท้องถิ่นได้

รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

ในยุคที่โลกเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว การศึกษาไทยกำลังก้าวสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อรัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง เพื่อตอบโจทย์อุตสาหกรรมแห่งอนาคต นี่ไม่ใช่แค่การปรับสัดส่วนตัวเลข แต่เป็นการปรับทัศนคติของสังคมให้เห็นว่า อาชีวศึกษาคือทางหลักที่สร้างอาชีพและรายได้ที่มั่นคงได้อย่างแท้จริง

รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

รัฐบาลได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการยกระดับทักษะแรงงาน โดยวางเป้าหมายเปลี่ยนสัดส่วนผู้เรียนจากเดิมสายสามัญ 70% และอาชีวะ 30% ให้กลายเป็นสายสามัญ 45% และสายอาชีวะ 55% เพื่อผลิตคนให้ตรงจุดกับภาคอุตสาหกรรมยุคใหม่ที่ต้องการบุคลากรที่มีทักษะเฉพาะทางสูง

ทำไมต้องเร่งผลักดัน รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง

การปรับเปลี่ยนครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมาย เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV), หุ่นยนต์, ดิจิทัล, และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยรัฐบาลได้จับมือกับภาคเอกชนเพื่อจัดการเรียนการสอนแบบทวิภาคีให้ผู้เรียนได้ลงมือทำจริงตั้งแต่วันที่ยังเรียนอยู่

นอกจากการปรับปรุงหลักสูตรแล้ว รัฐบาลยังได้นำระบบ คลังหน่วยกิตแห่งชาติ มาใช้ ซึ่งถือเป็นข่าวดีสำหรับหลายคน เพราะระบบนี้ช่วยให้:

  • ผู้เรียนสามารถสะสมประสบการณ์การทำงานมาเทียบโอนเป็นวุฒิการศึกษาได้
  • เยาวชนที่มีความเสี่ยงหลุดจากระบบสามารถ “เรียนไป ทำงานไป” เพื่อสร้างรายได้
  • ยืดหยุ่นต่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning)

การเปลี่ยนแปลงนี้สะท้อนให้เห็นว่า อาชีวศึกษาไทยยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ทางเลือกสำรอง แต่เป็นหัวใจสำคัญในการสร้าง “ทุนมนุษย์” ที่มีคุณภาพให้กับประเทศ หากเราสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษาและภาคธุรกิจได้แข็งแกร่ง เราจะเห็นการเติบโตของเศรษฐกิจที่เกิดจากฝีมือคนไทยอย่างแน่นอน สำหรับน้องๆ นักเรียนที่กำลังตัดสินใจเลือกทางเดิน การมองหาหลักสูตรอาชีวะที่ตอบโจทย์อนาคตจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ามาก

ที่มา – รัฐตั้งเป้าเพิ่มสายอาชีวะเป็น 55% ปั้นแรงงานทักษะสูง สู่อุตสาหกรรมแห่งอนาคต

รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

เมื่อเข้าสู่ช่วงฤดูฝน หลายพื้นที่ในประเทศไทยมักจะต้องเผชิญกับความท้าทายจากภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ที่มักจะได้รับอิทธิพลจากมรสุมในหลายช่วงเวลา ล่าสุดทางรัฐบาลได้ออกมาตรการเชิงรุกเพื่อเตรียมความพร้อมรับมือ โดยมีคำสั่งจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้ง เร่งดำเนินการสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 14 จังหวัดภาคใต้ ให้ความสำคัญกับรัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม เพื่อลดผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนให้ได้มากที่สุด

การทำงานเชิงรุกในครั้งนี้มุ่งเน้นที่การบูรณาการหน่วยงานทุกภาคส่วน เพื่อให้การรับมือกับสถานการณ์น้ำเป็นไปอย่างมีเอกภาพและรวดเร็ว โดยมีการกำหนดแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้:

แนวทางการดำเนินงานเพื่อรับมืออุทกภัย

  • การซักซ้อมรับมือภัยพิบัติ: ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเตรียมพร้อมศูนย์พักพิงชั่วคราวและจุดจอดรถยนต์ในพื้นที่สูง
  • การใช้เทคโนโลยี: นำข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมชลประทาน และกรมอุตุนิยมวิทยา มาวิเคราะห์เพื่อบริหารจัดการการระบายน้ำในอ่างเก็บน้ำอย่างแม่นยำ
  • การช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง: กำหนดให้ผู้ป่วยติดเตียง ผู้สูงอายุ และกลุ่มเปราะบางเป็นกลุ่มเป้าหมายแรกที่ต้องได้รับความช่วยเหลือและดูแลอย่างใกล้ชิด
  • การสื่อสารสำรอง: เตรียมระบบการสื่อสารให้พร้อมในกรณีที่เกิดเหตุฉุกเฉิน เพื่อให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานไม่สะดุด

อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จในการจัดการกับสถานการณ์น้ำไม่ได้ขึ้นอยู่กับหน่วยงานรัฐเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชนในการติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด การเตรียมความพร้อมของคนในชุมชนเองถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยลดความเสียหายได้เป็นอย่างดี รัฐบาลยังคงยืนยันที่จะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องเพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าจะได้รับการดูแลอย่างทั่วถึง แม้ในสภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศอย่างรวดเร็วก็ตาม

สำหรับพี่น้องประชาชนในพื้นที่เสี่ยงภัย หากพบเหตุการณ์ผิดปกติ หรือต้องการความช่วยเหลือ อย่าลังเลที่จะติดต่อเจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง ตำรวจ หรือหน่วยกู้ภัยในพื้นที่ใกล้บ้านท่าน การเฝ้าระวังร่วมกันจะทำให้เราผ่านวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยที่สุดครับ

ที่มา – รัฐบาลสั่งการผู้ว่าฯ 14 จังหวัดภาคใต้ เฝ้าระวังใกล้ชิดรับมือสถานการณ์น้ำท่วม

พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง

เชื่อว่าหลายคนคงเคยได้ยินชื่อจังหวัดพัทลุงกันมาบ้าง แต่อาจจะยังไม่เคยได้ไปสัมผัสเสน่ห์ที่ซ่อนอยู่อย่างแท้จริง ล่าสุดมีข่าวดีเมื่อคุณสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ได้ลงพื้นที่เพื่อผลักดันให้จังหวัดแห่งนี้ก้าวขึ้นมาเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นนำ ภายใต้แนวคิด พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจฐานรากและดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาสัมผัสธรรมชาติและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์

พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก

การลงพื้นที่ครั้งนี้ถือเป็นการปักหมุดหมายใหม่ให้กับพัทลุง โดยเน้นการยกระดับโครงสร้างพื้นฐานให้มีความพร้อมในการรองรับนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ โดยคุณสุรศักดิ์ได้ย้ำว่าจังหวัดนี้มีต้นทุนทางธรรมชาติที่ยอดเยี่ยม ทั้งแหล่งท่องเที่ยวทางน้ำและประวัติศาสตร์ที่ยังคงความเป็นธรรมชาติไว้อย่างครบถ้วน

ศักยภาพของพัทลุงที่ต้องบอกต่อ

นอกจากจะมีทรัพยากรที่สวยงามแล้ว พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาจุดเช็คอินสำคัญมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • บ่อน้ำร้อน-ธารน้ำเย็น เขาชัยสน: ปั้นให้เป็นศูนย์กลาง Wellness Tourism เพื่อตอบโจทย์สายสุขภาพ
  • โครงการสะพานโนรา: การเร่งรัดโครงสร้างพื้นฐานเพื่อเชื่อมโยงเส้นทางท่องเที่ยวให้สะดวกสบายยิ่งขึ้น
  • เส้นทางสายธรรมชาติและศรัทธา: การบูรณาการถ้ำน้ำลอดเขาแดง เข้ากับวิถีวัฒนธรรมมโนราห์ที่เป็นจุดกำเนิดทางศิลปวัฒนธรรม

ด้วยความตั้งใจนี้ การเดินทางไปเยือนพัทลุงจะไม่ใช่แค่การไปเที่ยวแบบผ่านๆ แต่เป็นการเข้าไปสัมผัสถึงหัวใจของวัฒนธรรมท้องถิ่น และสนับสนุนรายได้ให้กับชุมชนอย่างแท้จริง การผลักดันจากภาครัฐที่มุ่งเน้นการเชื่อมโยงกิจกรรมแช่น้ำร้อนเข้ากับโฮมสเตย์ และการนำเสนอเรื่องราวผ่านศิลปะมโนราห์ จะเป็นแม่เหล็กสำคัญที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวให้พำนักยาวนานขึ้น

ในฐานะนักเดินทาง เราอยากเห็นพัทลุงเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน โดยคงไว้ซึ่งอัตลักษณ์เดิมของจังหวัด หากคุณกำลังวางแผนทริปหน้า อย่าลืมใส่พัทลุงไว้ในลิสต์ที่ต้องไปเยือน รับรองว่าเสน่ห์ของเมืองรองแห่งนี้จะทำให้คุณประทับใจไม่รู้ลืม แล้วคุณจะเข้าใจว่าทำไมพัทลุงถึงเป็นจุดหมายปลายทางที่น่าจับตามองที่สุดในเวลานี้

ที่มา – พัทลุงมีของดีอยู่มาก “สุรศักดิ์” มุ่งยกระดับเมืองรอง สู่เมืองท่องเที่ยวหลัก

เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามอง สำหรับทิศทางนโยบายเศรษฐกิจของรัฐบาล เมื่อล่าสุดนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความเป็นไปได้ในการนำงบประมาณจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท มาใช้ขับเคลื่อนโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจท่องเที่ยวอย่าง “ไทยเที่ยวไทยพลัส” เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการรายย่อยที่กำลังเผชิญกับวิกฤตความผันผวนจากสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ

ในมุมมองของรัฐบาล การดำเนินการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องที่ผิดวัตถุประสงค์แต่อย่างใด หากมีการวางเงื่อนไขที่ชัดเจนและรัดกุม เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน เพราะเป้าหมายหลักคือการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบโดยตรงจากเหตุการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลต่อต้นทุนพลังงานและภาคการท่องเที่ยวอย่างหนัก

เจาะลึกสถานะโครงการไทยเที่ยวไทยพลัสและอนาคตไทยช่วยไทยพลัส

ความน่าสนใจของแนวคิดการ เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน ในครั้งนี้ คือการเน้นย้ำถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการประคองธุรกิจรายเล็ก ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย โดยรัฐมนตรีภราดรมองว่า เงื่อนไขของโครงการนี้สอดคล้องกับสถานการณ์ฉุกเฉินที่รัฐบาลจำเป็นต้องเข้ามาดูแลประชาชนและผู้ประกอบการอย่างเร่งด่วนที่สุด

สำหรับความคืบหน้าของโครงการที่เกี่ยวข้องอื่นๆ มีประเด็นที่น่าสนใจดังนี้:

  • การพิจารณาเกณฑ์ผู้มีสิทธิ: ต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ เพื่อให้เงินกู้ถึงมือผู้ประกอบการที่เดือดร้อนจริง
  • สถานการณ์พลังงาน: โครงการนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านพลังงานและแก้ปัญหาผลกระทบจากราคาพลังงานผันผวน
  • โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส เฟส 2”: ขณะนี้ยังคงต้องรอการตัดสินใจจากนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นผู้ตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลขอให้ประชาชนรอความชัดเจนหลังจากจบเฟสแรกของโครงการเดิมก่อน เพื่อประเมินสถานการณ์สงครามและเศรษฐกิจโลกควบคู่กันไป สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ รัฐบาลจะสามารถจัดการบริหารงบกู้เงินจำนวนนี้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนได้อย่างไรในช่วงเวลาที่ท้าทายเช่นนี้

ในความเห็นของเรา การนำงบประมาณกู้เงินมาหมุนเวียนในประเทศผ่านการท่องเที่ยวถือเป็นเครื่องมือที่รวดเร็วและเห็นผลชัดเจน แต่หัวใจสำคัญไม่ได้อยู่ที่ตัวเงินเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ “ความทั่วถึง” ของมาตรการที่จะต้องเข้าถึงผู้ประกอบการรายเล็กได้จริง เพื่อให้เราผ่านพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้พร้อมกันทั้งประเทศ

ที่มา – เล็งใช้งบฯ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำไทยเที่ยวไทยพลัส “ภราดร” ชี้ ไม่ผิดหลักฉุกเฉิน

เร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิ บัตรคนจน

เร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิ บัตรคนจน ก่อนเสียโอกาส

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวสำคัญสำหรับใครที่กำลังรอรับสิทธิจากรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องของการเร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิ บัตรคนจน ซึ่งทางโฆษกรัฐบาลได้ออกมาเน้นย้ำเลยว่า อย่าเพิ่งนิ่งนอนใจกันนะครับ เพราะตอนนี้ยังมีตัวเลขผู้ที่ได้รับสิทธิรายใหม่ที่ยังไม่ได้ยืนยันตัวตนอีกจำนวนมาก หากใครที่มีรายชื่อแต่ยังไม่ได้ดำเนินการ แนะนำให้รีบไปจัดการให้เรียบร้อยเพื่อรักษาสิทธิของตัวเองกันครับ

รายละเอียดการ เร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิ บัตรคนจน

จากข้อมูลล่าสุด รัฐบาลได้พยายามอย่างเต็มที่ในการบูรณาการทุกหน่วยงานเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการที่อาจไม่สะดวกในการใช้งานผ่านระบบออนไลน์ สำหรับใครที่สงสัยว่าทำไมต้องรีบดำเนินการ คำตอบคือหากคุณยืนยันตัวตนไม่ทันตามกำหนดการ จะทำให้เสียสิทธิในการรับเงินหรือสวัสดิการต่างๆ ที่ควรจะได้รับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไปครับ

นอกจากเรื่องการยืนยันตัวตนแล้ว อีกประเด็นที่น่าสนใจคือเรื่องของการทบทวนสิทธิครับ ตอนนี้ยังมีผู้ที่ยังไม่ได้ยื่นคำร้องอีกกว่า 5 ล้านคน ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่เยอะมาก รัฐบาลจึงอยากเชิญชวนให้ทุกคนที่มีความประสงค์จะยื่นทบทวนสิทธิ เร่งดำเนินการภายในวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นี้เท่านั้นนะครับ

ช่องทางการดำเนินการมีดังนี้:

  • แอปพลิเคชัน “ทางรัฐ” และ “เป๋าตัง”
  • เว็บไซต์โครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ
  • ธนาคารของรัฐทั้ง 5 แห่ง
  • ศูนย์ One Stop Service (OSS) ณ ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ

สำหรับจังหวัดที่ยังมีผู้ค้างการยืนยันตัวตนสูงสุด ได้แก่ นครราชสีมา นครศรีธรรมราช อุบลราชธานี บุรีรัมย์ และขอนแก่น หากใครอยู่ในพื้นที่เหล่านี้ รบกวนช่วยกันเช็กให้มั่นใจนะครับว่าตัวเราหรือคนในครอบครัวได้ทำรายการสำเร็จแล้วหรือยัง การที่รัฐบาลต้องออกมารณรงค์และ เร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิ บัตรคนจน อย่างต่อเนื่อง ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนตกหล่นจากความช่วยเหลือจริงๆ ครับ

สุดท้ายนี้ ผมอยากฝากให้ทุกคนตรวจสอบสถานะสิทธิของตนเองให้ดี อย่าปล่อยให้โอกาสหลุดมือไปเพราะความไม่สะดวกในการเดินทาง หรือไม่ทราบขั้นตอนนะครับ หากติดปัญหาตรงไหน สามารถติดต่อกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน หรือเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ เพื่อขอความช่วยเหลือได้ทันทีครับ การรักษาสิทธิของตัวเองเป็นเรื่องสำคัญมาก เพื่อให้เราได้รับสวัสดิการที่รัฐบาลตั้งใจมอบให้อย่างเต็มที่ครับ

ที่มา – เร่งตาม 8.3 แสนคน ยืนยันตัวตนรับสิทธิ “บัตรคนจน” เผย 5 ล้านคนยังไม่ยื่นทบทวนสิทธิ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีข่าวสำคัญที่น่ายินดีมาแจ้งให้ทราบกันครับ โดยล่าสุดเว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาได้เผยแพร่ประกาศฉบับสำคัญเกี่ยวกับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งถือเป็นเกียรติประวัติอันสูงสุดแก่ข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างมุ่งมั่นและเสียสละครับ

โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

สำหรับการประกาศในครั้งนี้ เป็นไปตามพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหารชั้นสัญญาบัตรเลื่อนยศสูงขึ้น โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 4 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา นี่คือความภูมิใจของทั้งตัวข้าราชการและครอบครัวครับ

รายนามข้าราชการที่ได้รับโปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

รายชื่อข้าราชการทั้ง 19 ท่านที่ได้รับการเลื่อนยศเป็นร้อยโท มีดังนี้ครับ:

  • ร้อยตรี ณัฐพล พัฒน์บุญ
  • ร้อยตรี จันทรัสม์ หมื่นศรี
  • ร้อยตรี ชนภัทร คำแก้ว
  • ร้อยตรี เอกภพ ผักหวาน
  • ร้อยตรี ณัฐวัฒน์ เหลืองชูทธิ์
  • ร้อยตรี ประวันวิทย์ ทิพย์วังโพธิ์
  • ร้อยตรี สหวัญ เทพเทียมทัศน์
  • ร้อยตรี ภูมิพัฒน์ อุปพงศ์
  • ร้อยตรี ณัฐพงศ์ มีมาก
  • ร้อยตรี กฤตกร บริบูรณ์
  • ร้อยตรี ธนวิชญ์ กุลเกียรติชัย
  • ร้อยตรี ติณห์ เลื่อมใส
  • ร้อยตรี เมธวัฒน์ สายธงแก้ว
  • ร้อยตรี ณรงค์ฤทธิ์ กายจะโปะ
  • ร้อยตรี เจษฎา สุโข
  • ร้อยตรี สิทธิกร ซ้ายสนาม
  • ร้อยตรี ภัทรภณ บัวมาศ
  • ร้อยตรี ตรีทศ ลีรักพานิช
  • ร้อยตรี คมกฤษณ์ บุญเกิด

การเลื่อนยศในครั้งนี้ถือเป็นเครื่องยืนยันถึงความวิริยะอุตสาหะในการปฏิบัติหน้าที่ในฐานะข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร ซึ่งแต่ละท่านต่างทำหน้าที่ของตนเองด้วยความจงรักภักดีและซื่อสัตย์สุจริต การได้มาซึ่งยศร้อยโทจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงความพร้อมในการรับผิดชอบงานที่สำคัญยิ่งขึ้นไปในอนาคต

หากเพื่อนๆ ต้องการตรวจสอบข้อมูลประกาศอย่างเป็นทางการ สามารถเข้าไปดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาครับ ในนามของพวกเราก็ขอแสดงความยินดีกับทุกท่านที่ได้รับเกียรติยศในครั้งนี้ด้วยครับ หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ ทราบข้อมูลที่เป็นทางการและถูกต้องนะครับ

ที่มา – โปรดเกล้าฯ พระราชทานยศ ร้อยโท แก่ 19 ข้าราชการในพระองค์ฝ่ายทหาร

รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด

ในสถานการณ์การเมืองที่กำลังเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ เมื่อใกล้ถึงเวลาเปิดสมัยประชุมสภาฯ น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความพร้อมของรัฐบาล โดยเน้นย้ำถึงประเด็นสำคัญว่า รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งถือเป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าทางฝั่งรัฐบาลไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด

รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด

การเตรียมความพร้อมสำหรับการเปิดสมัยประชุมสามัญในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ถือเป็นวาระสำคัญที่รัฐบาลต้องเร่งผลักดันกฎหมายหลายฉบับ โดยเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และศูนย์ข้อมูล (Data Center) ซึ่ง น.ส.แนน ได้ระบุว่าพรรคร่วมรัฐบาลพร้อมทำงานเต็มที่ อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่หลายคนจับตามองคือการเคลื่อนไหวของฝ่ายค้านที่อาจมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่ง รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นไหนก็ตาม

มุมมองต่อประเด็นการเมืองและเสถียรภาพรัฐบาล

เมื่อถูกถามถึงกรณีฝ่ายค้านอาจหยิบยกประเด็นเรื่องการฮั้ว สว. มาเป็นหัวข้ออภิปราย น.ส.แนนได้ตั้งข้อสังเกตว่าฝ่ายค้านควรพิจารณาถึงความเหมาะสมและหลักฐานที่มีอยู่ เพราะที่ผ่านมามักเป็นการกล่าวหาโดยปราศจากข้อมูลที่ชัดเจน เธอจึงย้ำว่า รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ และเชื่อมั่นว่ารัฐบาลสามารถชี้แจงทุกข้อสงสัยได้อย่างตรงไปตรงมาเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องให้กับประชาชน

  • ความพร้อมของรัฐบาลในการเสนอกฎหมายเศรษฐกิจดิจิทัล
  • จุดยืนของโฆษกพรรคภูมิใจไทยต่อการอภิปรายไม่ไว้วางใจ
  • ความสำคัญของการมีหลักฐานก่อนการตั้งคำถามในสภาฯ

ท้ายที่สุดแล้ว เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ได้วัดกันเพียงแค่ตัวเลขเสียงในสภาฯ เท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการสื่อสารและบริหารงานให้เห็นผลเป็นรูปธรรม การที่รัฐมนตรีออกมาแสดงความมั่นใจเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่าในมุมของฝ่ายบริหาร พวกเขาพร้อมแล้วที่จะพิสูจน์ผลงานผ่านการตอบข้อซักถามในสภาฯ อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งนับเป็นกลไกปกติของระบอบประชาธิปไตยที่เราควรจับตามองอย่างใกล้ชิดต่อไปว่าฝ่ายค้านจะนำข้อมูลชุดใดมาพิสูจน์ความจริงได้บ้าง

ที่มา – รมช.ดีอี มั่นใจเสถียรภาพรัฐบาล ยันตอบฝ่ายค้านได้หมด หากยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ

“ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่

เรียกได้ว่าเป็นประเด็นร้อนแรงทางการเมืองที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด เมื่อล่าสุดมีกระแสข่าวว่า “ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่ ที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนในการแถลงข่าวที่จะถึงนี้ ซึ่งถือเป็นภาคต่อของการขุดคุ้ยความผิดปกติในการเลือก สว. ที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตมาอย่างต่อเนื่อง

“ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ได้ออกมาเคลื่อนไหวผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว เชิญชวนประชาชนร่วมติดตามการแถลงข่าวเจาะลึกหลักฐาน คดีโกง สว. ภาค 4 โดยงานนี้ไม่ได้มีแค่เรื่องของ “ใบสั่ง” เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเส้นทางการเงินที่น่าสงสัยและสายสัมพันธ์เบื้องลึกเบื้องหลัง โดยจะมีพยานบุคคลสำคัญอย่าง นายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ จากไอลอว์ มาร่วมตีแผ่ความจริงในครั้งนี้ด้วย

เปิดปม “ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่ที่เกี่ยวข้อง

ทางด้าน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ ได้ออกมาให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ไฮไลต์ของการแถลงข่าวในครั้งนี้คือการนำเสนอภาพเส้นทางการเงินที่ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยจะมีพยานกลุ่มใหม่จากจังหวัดที่แตกต่างออกไปมายืนยันถึงการทำเป็นขบวนการ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เส้นเงินเหล่านี้กำลังพุ่งเป้าไปถึงบุคคลใหม่ที่ยังไม่เคยเปิดเผยตัวตนมาก่อน โดยบุคคลดังกล่าวมีความใกล้ชิดกับพรรคการเมืองอย่างมีนัยสำคัญ

  • หลักฐานเส้นทางการเงินที่เชื่อมโยงถึงตัวบุคคลใหม่
  • ข้อมูลผลประโยชน์ต่างตอบแทนที่ผิดกฎหมายชัดเจน
  • ความกังวลต่อการทำงานของ กกต. ในชุดคณะอนุกรรมการที่ 36

สิ่งที่สังคมตั้งคำถามคือ หากหลักฐานมีความชัดเจนขนาดนี้ เหตุใดคณะอนุกรรมการของ กกต. จึงยังมองว่าไม่มีความผิด? สิ่งนี้สร้างความเคลือบแคลงใจให้กับประชาชนอย่างมากว่า กกต. ชุดใหญ่จะมีความเห็นอย่างไรต่อไป ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้ตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมาและโปร่งใสที่สุด

ในมุมมองส่วนตัวของผู้เขียน การติดตามประเด็นนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพราะหากกระบวนการคัดเลือกสภาสูงเกิดความไม่เป็นธรรม ย่อมส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการบริหารประเทศในระยะยาว เราต้องจับตาดูว่าหลักฐานใหม่ในวันที่ 9 ส.ค. นี้ จะสามารถสั่นคลอนหรือมัดตัวผู้กระทำผิดได้มากน้อยเพียงใด และหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะใช้ดุลยพินิจเพื่อรักษาความยุติธรรมให้แก่ประชาชนอย่างแท้จริง

ที่มา – “ไอติม-พนิดา” จ่อแฉเส้นเงินคดี ฮั้วสว. โยงบุคคลใหม่ที่ไม่เคยเปิดพรุ่งนี้

Scroll to top