ข่าวการเมือง

“สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนจับตามองสำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา ล่าสุดนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาแสดงจุดยืนที่ชัดเจนเกี่ยวกับกรณีที่กัมพูชาเตรียมยื่นเรื่องต่อสหประชาชาติ (UN) เพื่อให้รับรอง “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000 โดยระบุว่าเรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรใหม่และไม่น่ากังวลแต่อย่างใด

“สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000

นายสีหศักดิ์ได้ชี้แจงให้เห็นภาพว่า เอกสารและ MOU ต่างๆ นั้นมีการรับรองจากทางยูเอ็นอยู่แล้ว การเคลื่อนไหวของกัมพูชาในครั้งนี้จึงเป็นเพียงสิ่งที่เคยมีอยู่ ไม่ใช่ประเด็นใหม่ที่ไทยจะต้องตื่นตระหนก นอกจากนี้ยังย้ำว่า MOU 2544 ไม่ได้มีแค่เรื่องแผนที่ 1:200,000 เท่านั้น แต่ยังมีเรื่องของสนธิสัญญาและแผนที่ 1:50,000 ที่ไทยถือครองอยู่ ซึ่งเป็นการยืนยันสิทธิของแต่ละฝ่ายอย่างชัดเจน

กระบวนการประนอมภาคบังคับภายใต้ UNCLOS

นอกจากประเด็นเอกสารแล้ว นายสีหศักดิ์ยังได้อธิบายถึงความคืบหน้ากรณีที่กัมพูชาพยายามดึงไทยเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับตามกติกาของ UNCLOS โดยย้ำว่าไทยพร้อมเดินตามกระบวนการภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่ก็ยังคงตั้งข้อสังเกตว่า “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 44 และแผนที่ 1:200,000 แต่กัมพูชากลับเลือกที่จะปิดประตูการเจรจาทวิภาคี ทั้งที่การพูดคุยแบบทวิภาคีอาจนำไปสู่ทางออกที่ดีกว่าสำหรับปัญหาชายแดนทางบก

สิ่งที่น่าสนใจจากประเด็นนี้มีดังนี้:

  • ความมั่นใจของฝ่ายไทยว่าสามารถดูแลผลประโยชน์ของชาติได้ภายใต้กรอบกติกาโลก
  • ความพยายามของกัมพูชาที่เลือกใช้กลไกประนอมภาคบังคับแทนการเจรจา
  • ความห่วงใยเรื่องความเป็นกลางของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนที่อาจถูกดึงไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง

ในมุมมองของรัฐบาลไทย การยกเลิก MOU 2544 นั้นทำไปเพื่อให้เกิดการเริ่มต้นเจรจาใหม่ที่ทันสมัยและเป็นธรรมกว่าเดิม หลังจากที่ไม่มีความคืบหน้ามานานกว่า 20 ปี การที่กัมพูชาเมินเฉยต่อการพูดคุยทวิภาคีและมุ่งเน้นแต่การใช้กลไกต่างประเทศเข้ากดดัน จึงอาจเป็นการปิดโอกาสในการแก้ไขปัญหาพื้นที่ทับซ้อนทางบกด้วยตนเอง

ท้ายที่สุดแล้ว ความละเอียดอ่อนในสถานการณ์นี้ต้องการความรอบคอบและท่าทีที่หนักแน่น ซึ่งประเทศไทยพร้อมที่จะยืนหยัดรักษาผลประโยชน์ของชาติอย่างเต็มที่ โดยไม่หวั่นไหวต่อเกมการเมืองระหว่างประเทศที่เกิดขึ้น หวังว่าในอนาคตจะมีบรรยากาศที่เอื้อต่อการพูดคุยกันอย่างสร้างสรรค์มากกว่าการเผชิญหน้าบนเวทีโลก

ที่มา – “สีหศักดิ์” ไม่กังวลกัมพูชายื่นยูเอ็นรับรอง MOU 43 – แผนที่ 1:200,000 ชี้ ไม่มีอะไรใหม่

เปิดประวัติ ผกก.หนุ่ย พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป.

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจในแวดวงการเมืองไทยล่าสุด เมื่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้มีมติสำคัญในการแต่งตั้งบุคลากรเข้ามาดำรงตำแหน่งในหน่วยงานหลัก โดยชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือ ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. ซึ่งถือเป็นการขยับตำแหน่งที่น่าจับตามองอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน

ทำความรู้จัก ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป.

หลายคนอาจคุ้นเคยกับชื่อของ พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย หรือที่เรียกกันติดปากว่า ผกก.หนุ่ย ในฐานะนายตำรวจคนสนิทที่ทำหน้าที่อารักขาครอบครัวชินวัตรมาอย่างยาวนาน ตั้งแต่สมัยที่คุณทักษิณ ชินวัตร ยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี จนมาถึงปัจจุบันในยุคของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร การที่ ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. จึงเป็นที่น่าสนใจว่าจะมีทิศทางการทำงานอย่างไรต่อไป

เส้นทางสู่ตำแหน่งสำคัญ

ก่อนจะมาถึงจุดนี้ พ.ต.อ.วทัญญู ได้ผ่านการโอนย้ายจากข้าราชการตำรวจสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญในตำแหน่งรองผู้อำนวยการสำนักงานขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติ และการสร้างความสามัคคีปรองดอง (ป.ย.ป.) เมื่อช่วงปลายปี 2568 และล่าสุดจากการประชุม ครม. เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ก็ได้มีมติเห็นชอบให้ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. อย่างเป็นทางการ

หากวิเคราะห์ถึงบทบาทหน้าที่ของหน่วยงาน ป.ย.ป. ถือว่าเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความปรองดอง การที่ ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. จึงเป็นการตอกย้ำถึงความไว้วางใจในการประสานงานและขับเคลื่อนนโยบายระดับประเทศในช่วงรอยต่อที่สำคัญนี้ โดยภารกิจหลักที่หลายฝ่ายเฝ้ารอคือการพิสูจน์ผลงานในการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

  • ประวัติการทำงาน: อดีตนายตำรวจอารักขาคนสนิทครอบครัวชินวัตร
  • บทบาทปัจจุบัน: ผู้อำนวยการ ป.ย.ป.
  • เป้าหมาย: ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง

อย่างไรก็ตาม ในฐานะประชาชน เราคงต้องคอยติดตามดูต่อไปว่าในบทบาทใหม่นี้ ท่านจะสามารถบริหารจัดการและผลักดันงานในกระทรวงสำคัญได้สำเร็จเพียงใด นี่ถือเป็นอีกหนึ่งจิ๊กซอว์ตัวสำคัญในการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหารงานราชการไทยที่ต้องจับตามองกันต่อไปยาวๆ ครับ

ที่มา – “ผกก.หนุ่ย – พ.ต.อ.วทัญญู วิทยผโลทัย” นั่งผู้อำนวยการ ป.ย.ป. หลัง ครม. แต่งตั้ง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการปรับเปลี่ยนตำแหน่งระดับสูงภายในกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวการโยกย้ายนายปิ่นสักก์ สุรัสวดี อธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ให้ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมประมง

“สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง

นายสุชาติได้กล่าวถึงประเด็นนี้ว่า จากประสบการณ์ที่ได้ร่วมงานกันมาเกือบ 1 ปี นายปิ่นสักก์ถือเป็นบุคคลที่มีความรู้ความสามารถสูง โดยเฉพาะในด้านประมงและทรัพยากรทางทะเล ซึ่งหากถามว่า “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง หรือไม่ นายสุชาติได้ให้คำตอบที่น่าสนใจว่า นายปิ่นสักก์จบการศึกษาตรงสายและมีองค์ความรู้ที่เชี่ยวชาญ ซึ่งน่าจะนำไปใช้ประโยชน์ในงานด้านประมง ทั้งน้ำจืดและน้ำเค็มได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ท่านรัฐมนตรีได้ย้ำชัดเจนว่าในขณะนี้ยังไม่ได้รับการทาบทามจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อย่างเป็นทางการ

มุมมองต่อการบริหารงานราชการ

นอกจากประเด็นเรื่องโยกย้ายแล้ว นายสุชาติยังได้เน้นย้ำถึงหลักการบริหารงานในกระทรวงของตนว่า ตนไม่ได้มองแค่เรื่องตำแหน่งบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ยังให้ความสำคัญกับ:

  • การสานต่อนโยบายของรัฐบาล เช่น ภูเก็ตโมเดล
  • การพิจารณา KPI ความตั้งใจในการทำงาน และความซื่อสัตย์สุจริต
  • การเตรียมความพร้อมสำหรับข้าราชการที่จะเกษียณอายุราชการ

ด้วยทัศนคติที่เปิดกว้าง หากมีการทาบทามอย่างถูกต้องและเห็นว่าเป็นการเติบโตในสายงานที่เหมาะสม นายสุชาติยืนยันว่าตนพร้อมสนับสนุนให้บุคลากรได้ไปทำหน้าที่ในจุดที่เขาถนัด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศชาติและประชาชน ตามหลักการทำงานของรัฐบาลที่ไม่ควรมองแค่กระทรวงใดกระทรวงหนึ่ง

บทสรุปของเรื่องนี้คงต้องรอติดตามกันต่อไปว่า การขยับตำแหน่งครั้งนี้จะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือกระบวนการพิจารณาแต่งตั้งต้องผ่านการตรวจสอบที่เข้มงวด ทั้งในเรื่องคุณสมบัติและพฤติกรรม เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผู้ที่เข้ามารับหน้าที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานให้สัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายของประเทศอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด นี่ถือเป็นตัวอย่างของการให้ความสำคัญกับความเชี่ยวชาญเฉพาะทางในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของไทย

ที่มา – “สุชาติ” รับ “ปิ่นสักก์” เหมาะนั่งอธิบดีกรมประมง แต่ยังไม่ได้รับการทาบทามจาก ก.เกษตรฯ

แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม

แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม

ในช่วงที่สถานการณ์บ้านเมืองกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี กลับมีกระแสข่าวลือหนาหูเกี่ยวกับเรื่องการปรับเปลี่ยนโครงสร้างรัฐบาล หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงประเด็นนี้อย่างชัดเจนว่าข่าวลือเหล่านี้เป็นเพียงสีสันที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกยุคทุกสมัย

นายสุชาติมองว่า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหน เมื่อถึงช่วงเวลาที่ปัญหาของประเทศได้รับการแก้ไขจนเบาบางลง ข่าวการเมืองเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลใหม่หรือการสลับขั้วมักจะถูกนำเสนอออกมาเป็นระยะๆ ซึ่งในมุมมองของแกนนำพรรคภูมิใจไทยคนนี้ ยืนยันว่าการที่ใครสักคนปล่อยข่าวลือเรื่อง แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม นั้น ไม่สามารถระบุเจตนาที่แท้จริงของผู้ให้ข่าวได้ ว่าหวังดีต่อประเทศชาติหรือต้องการสร้างกระแสให้เกิดความสับสนในหมู่ประชาชนกันแน่

ความสามัคคีในพรรคร่วมรัฐบาลยังคงเหนียวแน่น

นอกจากประเด็นเรื่อง แค่สีสันการเมือง สุชาติ เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้ว เขียว แดง ส้ม แล้ว นายสุชาติยังย้ำให้เห็นถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของพรรคร่วมรัฐบาลในปัจจุบัน โดยระบุว่าทุกพรรคยังคงเดินหน้าทำงานร่วมกันเพื่อแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนอย่างต่อเนื่อง และความสามัคคีนี้คือปัจจัยหลักที่ทำให้รัฐบาลสามารถขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้สำเร็จลุล่วงได้ตามเป้าหมาย

หากเรามองย้อนกลับไป จะพบว่ากลยุทธ์การปล่อยข่าวลือเพื่อสร้างความปั่นป่วนทางการเมืองไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่สิ่งที่ประชาชนควรพิจารณาคือ:

  • ความน่าเชื่อถือของแหล่งข่าวที่นำเสนอ
  • ผลงานที่เป็นรูปธรรมของรัฐบาลในปัจจุบัน
  • การทำงานร่วมกันของพรรคร่วมรัฐบาลที่ผ่านมา

ท้ายที่สุดแล้ว ข่าวลือต่างๆ ที่ออกมาเป็นเพียงเรื่องปกติที่เกิดขึ้นในแวดวงการเมือง ซึ่งไม่ควรนำมาเป็นประเด็นให้เกิดความตื่นตระหนก เพราะการทำงานเพื่อส่วนรวมย่อมสำคัญกว่าการฟังข่าวลือที่ไม่มีที่มาที่ไป แล้วคุณล่ะครับ มองว่าข่าวลือเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนมากน้อยเพียงใด หรือนี่จะเป็นเพียงสัญญาณของการเตรียมตัวเข้าสู่โหมดเลือกตั้งในอนาคตกันแน่?

ที่มา – แค่สีสันการเมือง “สุชาติ” เมินข่าวลือรัฐบาลข้ามขั้วเขียว แดง ส้ม ย้ำพรรคร่วมยังสามัคคี

“สีหศักดิ์” เผย “ฮลุน โซโล่” ถึงไทยพรุ่งนี้เช้า สาเหตุเสียชีวิตยังไม่มีข้อสรุปทางการ

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามข่าวการจากไปอย่างกะทันหันของ ฮลุน โซโล่ หรือคุณบวรทัต เป็งสุข ยูทูบเบอร์สายท่องเที่ยวชื่อดังที่ไปประสบเหตุเสียชีวิตในประเทศจอร์เจีย ซึ่งล่าสุดมีความคืบหน้าสำคัญออกมาให้แฟนคลับได้รับทราบกันแล้วครับ

“สีหศักดิ์” เผย “ฮลุน โซโล่” ถึงไทยพรุ่งนี้เช้า สาเหตุเสียชีวิตยังไม่มีข้อสรุปทางการ

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ล่าสุดว่า ในวันที่ 6 สิงหาคมนี้ ร่างของ “สีหศักดิ์” เผย “ฮลุน โซโล่” ถึงไทยพรุ่งนี้เช้า สาเหตุเสียชีวิตยังไม่มีข้อสรุปทางการ โดยจะเดินทางมาถึงสนามบินในช่วงเช้ามืดเวลา 05.15 น. ซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ประสานงานอย่างใกล้ชิดกับทางการจอร์เจียเพื่ออำนวยความสะดวกในการนำร่างกลับสู่มาตุภูมิอย่างสมเกียรติ เพื่อให้ครอบครัวนำไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาต่อไป

สถานะการสอบสวนจากทางจอร์เจีย

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมถึงยังไม่มีผลการชันสูตรที่แน่ชัด ทางท่านรัฐมนตรีฯ ได้ชี้แจงว่า ขณะนี้ทางฝ่ายจอร์เจียยังคงอยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อมูลและรายละเอียดในบางประเด็นเพื่อให้เกิดความชัดเจนที่สุด โดยทางรัฐบาลไทยได้กำชับให้มีการตรวจสอบอย่างเต็มที่และรอบคอบที่สุด ส่วนเรื่องทรัพย์สินส่วนตัวของยูทูบเบอร์หนุ่มนั้น ทางเจ้าหน้าที่ได้เก็บรักษาไว้เป็นอย่างดีเพื่อรอส่งมอบให้ทางญาติ

สำหรับเหตุการณ์ “สีหศักดิ์” เผย “ฮลุน โซโล่” ถึงไทยพรุ่งนี้เช้า สาเหตุเสียชีวิตยังไม่มีข้อสรุปทางการ นั้น ทางภาครัฐขอยังไม่เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกในขณะนี้ เนื่องจากต้องให้เกียรติครอบครัวและรอให้ร่างเดินทางกลับถึงประเทศไทยก่อน เพื่อพูดคุยรายละเอียดอีกครั้งก่อนจะมีการแถลงให้ทราบโดยทั่วกัน

สรุปประเด็นสำคัญที่แฟนคลับควรรู้:

  • ร่างเดินทางถึงไทยวันที่ 6 สิงหาคม 2569 เวลา 05.15 น.
  • ครอบครัวเตรียมวางแผนส่งชันสูตรเพิ่มเติมในประเทศไทย
  • สาเหตุการเสียชีวิตยังอยู่ระหว่างการรวบรวมหลักฐานและตรวจสอบจากทางการจอร์เจีย
  • กระทรวงการต่างประเทศดูแลประสานงานให้อย่างใกล้ชิด

พวกเราในฐานะแฟนคลับและผู้ติดตามต่างก็ร่วมส่งกำลังใจให้ครอบครัวของคุณบวรทัตผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปได้ด้วยดี ความสูญเสียในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่น่าเสียใจมากสำหรับวงการท่องเที่ยวไทย หวังว่าความจริงทั้งหมดจะปรากฏในเร็ววันครับ

ที่มา – “สีหศักดิ์” เผย “ฮลุน โซโล่” ถึงไทยพรุ่งนี้เช้า สาเหตุเสียชีวิตยังไม่มีข้อสรุปทางการ

เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

สวัสดีครับทุกคน วันนี้มีข่าวความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจจากทำเนียบรัฐบาลมาฝากกันครับ สำหรับใครที่รอติดตามข่าวสารเกี่ยวกับการประชุมนอกสถานที่ของรัฐบาล ต้องบอกเลยว่าในที่สุดเราก็ได้ความคืบหน้าเรื่อง เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม ซึ่งถือเป็นประเด็นที่หลายคนในพื้นที่ภาคใต้ต่างเฝ้ารอคอยกันอย่างใจจดใจจ่อครับ

เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

นางณัฐฏ์จารีย์ อนันต์ศิลป์ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าล่าสุดเกี่ยวกับการประชุมคณะรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการนอกสถานที่ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ครม.สัญจร หลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้มีการเลื่อนกำหนดการเดิมไปเมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยครั้งนี้ยืนยันแล้วว่าจะไปจัดกันที่จังหวัดสงขลาครับ

รายละเอียดการเตรียมการ ครม.สัญจรแรก

สำหรับการจัด เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม นั้น คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปลายเดือนสิงหาคม โดยวันที่ 31 สิงหาคม 2569 เป็นหนึ่งในวันที่น่าจับตามองมากที่สุด ซึ่งทางเลขาธิการ ครม. ได้มีการประสานงานอย่างใกล้ชิดกับสภาพัฒน์ เพื่อเตรียมวาระการประชุมที่เน้นไปที่การขับเคลื่อนนโยบายและประโยชน์ของประชาชนในพื้นที่โดยตรง

  • พื้นที่จัดงาน: จังหวัดสงขลา (อำเภอหาดใหญ่)
  • ช่วงเวลาที่คาดการณ์: ปลายเดือนสิงหาคม 2569
  • ความคืบหน้า: กำลังหารือวาระประชุมกับสภาพัฒน์

การจัดประชุมในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะไม่ใช่แค่การย้ายที่ประชุม แต่เป็นการลงพื้นที่เพื่อรับฟังปัญหาและหาทางแก้ไขให้กับชาวบ้านในจังหวัดสงขลาและพื้นที่ใกล้เคียงอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งถือเป็นเป้าหมายหลักของการลงพื้นที่ทำงานของคณะรัฐมนตรีครับ

ในฐานะประชาชน เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่า การที่ เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม จะนำมาซึ่งนโยบายอะไรใหม่ๆ ที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวในภาคใต้ได้บ้าง หากใครที่อาศัยอยู่ในแถบนั้น เตรียมตัวพบกับความเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ที่จะเกิดขึ้นในปลายเดือนนี้ได้เลยครับ ส่วนตัวผมมองว่าการที่รัฐบาลลงพื้นที่จริงแบบนี้ จะช่วยให้เห็นปัญหาหน้างานได้ชัดเจนกว่านั่งประชุมในห้องแอร์ที่กรุงเทพฯ แน่นอนครับ หวังว่าผลลัพธ์จะออกมาดีและเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนจริงๆ

ที่มา – เลขาฯ ครม. เผยเตรียมจัด ครม.สัญจรแรก ปลาย ส.ค.นี้ หลังเลื่อนจากกำหนดเดิม

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองในโลกโซเชียลมีเดีย เมื่อมีภาพบัตรประชาชนของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หลุดออกมา โดยในภาพดังกล่าว นายอนุทินสวมใส่เสื้อสีส้ม ซึ่งสร้างความสงสัยให้กับประชาชนเป็นอย่างมากว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

ล่าสุด นายอนุทินได้ออกมาตอบคำถามสื่อมวลชนที่ทำเนียบรัฐบาลถึงกรณี อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว โดยนายกรัฐมนตรีได้พยักหน้ารับและยืนยันสั้นๆ ว่าภาพถ่ายบัตรประชาชนใบดังกล่าวเป็นการถ่ายไว้นานแล้ว ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นในปัจจุบันแต่อย่างใด

สั่งตรวจสอบเข้มกรณีข้อมูลรั่วไหล

นอกจากประเด็นเรื่องภาพถ่ายบัตรประชาชนแล้ว ประเด็นที่สำคัญยิ่งกว่าคือเรื่องความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนชาวไทย หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าข้อมูลทางราชการบางส่วนอาจมีการรั่วไหล นายอนุทินในฐานะผู้กำกับดูแลกระทรวงมหาดไทย จึงได้สั่งการอย่างเร่งด่วนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตรวจสอบทันทีว่า อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว และข้อมูลอื่นๆ ที่ปรากฏนั้นหลุดออกมาจากหน่วยงานใด

แนวทางการตรวจสอบและมาตรการป้องกันในอนาคตที่นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำมีดังนี้:

  • ตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลที่หลุดออกมาว่ามีที่มาจากระบบใด
  • ประเมินมาตรฐานความปลอดภัยของฐานข้อมูลหน่วยงานรัฐ
  • กำหนดบทลงโทษและมาตรการป้องกันการเข้าถึงข้อมูลส่วนบุคคลโดยมิชอบ
  • เพิ่มประสิทธิภาพการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ของภาครัฐ

อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ เมื่อผู้สื่อข่าวถามเจาะลึกถึงรายละเอียดของหน่วยงานต้นทางที่อาจเป็นจุดรั่วไหลของข้อมูล นายกรัฐมนตรีได้เพียงรับฟังคำถามและเดินเข้าห้องประชุมคณะรัฐมนตรีไปโดยไม่ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ประชาชนยังคงรอความชัดเจนจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรงต่อไป

การจัดการกับปัญหาข้อมูลหลุดไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ในยุคดิจิทัลเช่นนี้ ความเชื่อมั่นของประชาชนต่อหน่วยงานรัฐขึ้นอยู่กับว่าระบบฐานข้อมูลของเรามีความปลอดภัยเพียงใด หาก อนุทิน พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว เป็นเพียงยอดภูเขาน้ำแข็ง เราก็หวังว่ารัฐบาลจะเร่งปิดช่องโหว่และยกระดับความปลอดภัยให้ได้มาตรฐานสากล เพื่อปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลของทุกคนให้ปลอดภัยที่สุด

ที่มา – “อนุทิน” พยักหน้ารับ แจงภาพถ่ายบัตรประชาชนเสื้อสีส้มนานแล้ว สั่งเช็กข้อมูลหลุด

ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

กลายเป็นประเด็นร้อนที่หลายคนจับตามอง สำหรับความคืบหน้าเรื่องการตรวจสอบการทุจริตในแวดวงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ล่าสุด นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าสำคัญเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญของการจัดการปัญหาการทุจริตคอร์รัปชันในระบบราชการไทย

รายละเอียดการตรวจสอบและการเตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

สำหรับประเด็นที่ นายปกรณ์ นิลประพันธ์ ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง ได้ชี้แจงนั้นมีความชัดเจนว่า ทางคณะกรรมการฯ ได้มีการสรุปผลการตรวจสอบและมีมติเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อวันที่ 4 สิงหาคมที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ในส่วนของขั้นตอนการรายงานต่อนายกรัฐมนตรีนั้น นายปกรณ์ระบุว่า ปกรณ์ เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้ เนื่องจากเอกสารและรายงานดังกล่าวยังคงอยู่ในขั้นตอนการปรับแก้รายละเอียดให้มีความสมบูรณ์ที่สุดก่อนที่จะนำเสนอต่อไป

สาเหตุสำคัญที่เรื่องนี้ยังไม่ได้นำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในทันทีนั้น นายปกรณ์อธิบายว่าเป็นเพราะต้องการความรอบคอบในเนื้อหา เพื่อให้มั่นใจว่าผลการตรวจสอบจะเป็นธรรมและถูกต้องตามหลักกฎหมายอย่างแท้จริง การดำเนินการในลักษณะนี้สะท้อนให้เห็นถึงความระมัดระวังของภาครัฐในการจัดการกับปัญหาทุจริตที่อาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ของข้าราชการท้องถิ่น

ประเด็นสำคัญที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • การตรวจสอบมุ่งเน้นไปที่การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุบุคคลเป็นข้าราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น
  • คณะกรรมการฯ ได้ข้อสรุปแล้ว แต่ต้องการปรับแก้รายละเอียดรายงานให้สมบูรณ์
  • นายปกรณ์ ยืนยันว่าจะรายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบเป็นการส่วนตัวก่อน
  • ยังไม่มีการนำเข้าวาระการประชุม ครม. ในช่วงเวลานี้เนื่องจากติดขั้นตอนการปรับปรุงข้อมูล

หลายฝ่ายกำลังรอดูว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะส่งผลอย่างไรต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการทุจริต รวมถึงมาตรการป้องกันที่จะตามมาในอนาคต หากภาครัฐสามารถจัดการเรื่องนี้ได้อย่างโปร่งใสและยุติธรรม จะถือเป็นสัญญาณที่ดีในการปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องการตรวจสอบทุจริตไม่ว่าจะอยู่ในระดับใดถือเป็นเรื่องที่ประชาชนให้ความสำคัญอย่างมาก การที่นายปกรณ์ออกมาให้ข้อมูลเช่นนี้ ถือเป็นการแสดงความคืบหน้าให้สาธารณชนได้รับทราบถึงความเคลื่อนไหว แม้จะยังไม่ใช่บทสรุปสุดท้าย แต่ก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการแสดงความรับผิดชอบของรัฐบาลชุดนี้ เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าหลังจากมีการรายงานให้นายกรัฐมนตรีทราบแล้ว จะมีการดำเนินมาตรการทางกฎหมายอย่างไรต่อไป

ที่มา – “ปกรณ์” เตรียมแจ้งผลสอบทุจริตท้องถิ่นให้นายกฯ ทราบ แต่ยังไม่เข้า ครม. เหตุกำลังปรับแก้

สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

กลายเป็นประเด็นร้อนที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก เมื่อวันที่ 5 สิงหาคม ที่ผ่านมา สภาองค์กรของผู้บริโภค ได้นำโดยนางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ เข้ายื่นหนังสือเปิดผนึกเพื่อเรียกร้องให้ สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. โดยมีเหตุผลสำคัญมาจากความกังวลในเรื่องคุณสมบัติของประธาน กสทช. ที่ส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนงานขององค์กรในภาพรวม

ทำไมต้องเร่งรัด “หมอสรณ” ให้ยุติปฏิบัติหน้าที่?

ปัญหาสำคัญในขณะนี้คือความชะงักงันภายในสำนักงาน กสทช. ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้บริโภค นางสาวสุภิญญาระบุว่า กสทช. กำลังอยู่ในสภาวะคอขวด ไม่สามารถขับเคลื่อนวาระสำคัญต่างๆ ได้ โดยเฉพาะเรื่องใบอนุญาต Digital TV ที่จะหมดอายุในอีก 2 ปีข้างหน้า หากไม่มีการกำกับดูแลที่ชัดเจน ย่อมหมายถึงความเสี่ยงที่ตกอยู่กับภาคประชาชนและผู้ประกอบการสื่อโดยตรง การที่สภาองค์กรของผู้บริโภคต้องออกมายื่นหนังสือเพื่อ สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช. จึงถือเป็นความพยายามเพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะและให้องค์กรสามารถเดินหน้าต่อไปได้

สำหรับข้อเรียกร้องหลักจากทางสภาผู้บริโภคมีดังนี้:

  • ขอให้ท่านนายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ยุติการปฏิบัติหน้าที่เพื่อรักษาเกียรติและศักดิ์ศรีขององค์กร กสทช.
  • ให้กรรมการ กสทช. ที่เหลืออยู่ 6 ท่าน เตรียมพร้อมรับมือวาระงานที่ค้างอยู่จำนวนมาก
  • ขอให้รัฐบาลเร่งดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมาย เพื่อให้สถาบัน กสทช. กลับมาทำหน้าที่คุ้มครองผู้บริโภคได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

นางสาวสุภิญญา ยังได้ฝากข้อคิดถึงอดีตของตนเองในการเป็นกรรมการ กสทช. ว่าบางครั้งการถอยออกมาหนึ่งก้าวเพื่อประโยชน์ส่วนรวมเป็นเรื่องที่สามารถทำได้ และยังไม่สายเกินไปที่จะตัดสินใจในขณะนี้ การเคลื่อนไหวครั้งนี้ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดนอกจากการให้ทุกฝ่ายหวนกลับมาตั้งต้นที่ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง

เราคงต้องติดตามกันต่อไปว่าสถานการณ์นี้จะคลี่คลายไปในทิศทางใด เพราะหากปล่อยให้เกิดภาวะสุญญากาศทางอำนาจหรือความขัดแย้งเช่นนี้ต่อไป ผู้ที่เสียประโยชน์สูงสุดก็คือพวกเราเหล่าผู้บริโภคทุกคน หวังว่าทาง กสทช. และรัฐบาลจะเร่งหาทางออกร่วมกันโดยเร็วที่สุดครับ

ที่มา – สภาองค์กรผู้บริโภคยื่นจดหมายเปิดผนึกถึง กสทช. เร่งรัด “หมอสรณ” ยุติปฏิบัติหน้าที่ประธาน กสทช.

Scroll to top