ข่าวการเมือง

โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจเมื่อ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ออกมาให้ความมั่นใจกับสังคมเกี่ยวกับมาตรการรักษาความปลอดภัยภายในอาคารรัฐสภา หลังจากมีกระแสความกังวลจากที่ประชุมคณะกรรมาธิการงบประมาณปี 2570 โดยท่านยืนยันหนักแน่นว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งผู้ปฏิบัติงานและประชาชนที่เข้ามาติดต่อราชการ

นายโสภณเล่าถึงประสบการณ์ตรงของตนเองว่า แม้จะเป็นถึงประธานสภาฯ แต่ก็ไม่เคยได้รับอภิสิทธิ์เหนือใคร โดยครั้งหนึ่งท่านพยายามเดินเลี่ยงเครื่องเอกซเรย์ด้วยความเคยชิน แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจสภาฯ กลับยืนหยัดทำตามหน้าที่อย่างเคร่งครัดและเรียกให้ท่านกลับไปเดินผ่านเครื่องตรวจอาวุธตามระเบียบ ซึ่งเหตุการณ์นี้ทำให้ท่านรู้สึกประทับใจในมาตรฐานการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด

มาตรการคุมเข้มเพื่อความปลอดภัยสูงสุด

ภายใต้การกำกับดูแลของนายโสภณ ได้มีการยกระดับความเข้มงวดในหลายจุดสำคัญ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าคำกล่าวที่ว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน จะไม่ใช่เพียงคำพูดลอยๆ โดยมาตรการที่น่าสนใจมีดังนี้:

  • บุคคลทุกคนที่เข้าสู่พื้นที่ต้องผ่านเครื่องเอกซเรย์และตรวจอาวุธอย่างไม่มีข้อยกเว้น
  • การบังคับใช้กฎการติดบัตรแสดงตนอย่างเคร่งครัด หากไม่มีบัตรจะถูกเชิญออกทันที
  • ห้ามรับทิปอย่างเด็ดขาดเพื่อป้องกันการละเลยต่อหน้าที่
  • มีการตรวจตราบุคคลภายนอกที่ สส. พาเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวอย่างละเอียด

การดำเนินการเช่นนี้ถือเป็นการปรับปรุงวินัยเจ้าหน้าที่และการรักษาความปลอดภัยเชิงรุก ซึ่งท่านประธานสภาฯ ย้ำชัดเจนว่าไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม หากพกพาอาวุธเข้ามาจะต้องถูกยึดหรือฝากไว้ที่จุดตรวจสอบเท่านั้น นี่คือการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าความปลอดภัยในสภาฯ ต้องมาก่อนอภิสิทธิ์ใดๆ ทั้งสิ้น

ในฐานะประชาชนที่เฝ้าติดตามข่าวสาร เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่ามาตรการเหล่านี้จะสามารถรักษาความต่อเนื่องได้ยาวนานเพียงใด แต่สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้คือความกล้าหาญของผู้นำสภาฯ ที่กล้าออกมาประกาศว่า โสภณ ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน นั้น เป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการคืนความเชื่อมั่นให้กับรัฐสภาไทยให้เป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริงครับ

ที่มา – “โสภณ” ลั่นสภาฯ ปลอดภัย 100% รับประกันไม่มี สส. ถูกยิงตายแน่นอน

อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel

ปลื้มบิ๊กทุนออสซี่เชื่อมั่นไทย “อนุทิน” จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel

ข่าวดีสำหรับเศรษฐกิจไทยเมื่อล่าสุด นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เดินทางไปเยือนประเทศออสเตรเลีย เพื่อกระชับความสัมพันธ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนรายใหญ่ โดยงานนี้มีประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือเรื่อง อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในต่างแดน

จากการหารือในงาน Thailand–Australia Investment and Business Partnership Reception นายอนุทินเปิดเผยว่า บรรดานักธุรกิจชั้นนำของออสเตรเลียต่างมีความเชื่อมั่นในเสถียรภาพและความมั่นคงของไทยอย่างมาก โดยถือเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในการตั้งฐานผลิตและลงทุนในภูมิภาคนี้ โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักจากนโยบาย “Thailand Fast Pass” ของบีโอไอ ที่ช่วยปลดล็อกความยุ่งยากและอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนได้อย่างเบ็ดเสร็จ ส่งผลให้ยอดการลงทุนในครึ่งปีแรกพุ่งสูงถึง 1.4 ล้านล้านบาทเลยทีเดียว

ก้าวสำคัญกับการเจรจาธุรกิจระดับประเทศ

สำหรับภารกิจสำคัญในวันพรุ่งนี้ นายอนุทินเตรียมเข้าพบหารือกับนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ณ กรุงแคนเบอร์รา โดยหนึ่งในหัวข้อสำคัญคือการที่ อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel เนื่องจากออสเตรเลียมีความต้องการน้ำมันอากาศยานสูงมาก ในขณะที่ไทยเรามีกำลังการผลิตส่วนเกินจากการผลิตน้ำมันดีเซล ทำให้การส่งออกครั้งนี้จะเป็นโอกาสในการสร้างรายได้เข้าประเทศมหาศาล พร้อมๆ กับการช่วยเหลือพันธมิตรในภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังมีการหารือถึงประเด็นแรงงานไทย โดยเฉพาะเชฟฝีมือดีที่ขาดแคลนในออสเตรเลีย ซึ่งรัฐบาลมุ่งเน้นการเจรจาเพื่อยกระดับสถานะแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างแดน

  • สร้างความร่วมมือแบบ Win-Win ให้ทั้งสองประเทศ
  • เพิ่มโอกาสการส่งออกน้ำมันอากาศยานของไทย
  • ยกระดับทักษะแรงงานฝีมือไทยในตลาดออสเตรเลีย

หากการเจรจาในประเด็นที่ อนุทิน จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี นี่จะเป็นก้าวสำคัญที่ยืนยันว่าประเทศไทยพร้อมที่จะก้าวสู่การเป็นผู้นำด้านการส่งออกพลังงานและแรงงานฝีมือคุณภาพในระดับสากล นับเป็นโอกาสทองที่นักลงทุนไทยควรจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นเช่นนี้จะนำมาซึ่งผลประโยชน์มหาศาลต่อพี่น้องชาวไทยทุกคนในระยะยาวอย่างแน่นอนครับ

ที่มา – ปลื้มบิ๊กทุนออสซี่เชื่อมั่นไทย “อนุทิน” จ่อถกนายกฯ ออสเตรเลีย คลายล็อกส่งออก Jet Fuel

“เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ด

เป็นประเด็นร้อนที่คอการเมืองต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก หลังจากที่ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านและหัวหน้าพรรคประชาชน ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลอย่างเผ็ดร้อนเกี่ยวกับการจัดการปัญหาทุจริตการสอบข้าราชการกว่า 5,925 คน

“เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก

เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจส่งเรื่องการถอดถอนข้าราชการที่ทุจริตให้เป็นหน้าที่ของท้องถิ่นดำเนินการ แต่ทางผู้นำฝ่ายค้านมองว่านี่คือการหนีปัญหา “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก โดยชี้ว่านายกรัฐมนตรีและกระทรวงมหาดไทยมีอำนาจเต็มมือ แต่กลับเลือกที่จะโยนเผือกร้อนให้คนอื่นทำแทน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความไม่กล้าหาญทางการเมืองอย่างชัดเจน

เบื้องลึกศึกซักฟอกที่รัฐบาลต้องหวาดหวั่น

นอกจากประเด็นทุจริตสอบแล้ว นายณัฐพงษ์ยังได้กล่าวถึงเรื่องการตรวจสอบการเลือก สว. ที่กำลังเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ โดยมองว่ารัฐบาลพยายามเบี่ยงประเด็นเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจสอบ พรรคประชาชนจึงได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มที่สำหรับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่จะถึงนี้

  • รัฐบาลถูกตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสในการตรวจสอบ สว.
  • พรรคประชาชนเตรียมช่องทางกฎหมายรับมือหากคดีถูกยกคำร้อง
  • ความร้าวฉานภายในขั้วรัฐบาลเริ่มชัดเจนขึ้นจากระบอบผลประโยชน์

ผู้นำฝ่ายค้านยังทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้รัฐบาลจะพยายามใช้วาทกรรมเบี่ยงเบนความสนใจ แต่ฝ่ายค้านยังมีข้อมูลเด็ดอีกหลายชุดที่เก็บไว้ใช้ในสภา การที่นายกฯ ออกมาตอบโต้ด้วยการกล่าวหาว่าฝ่ายค้านอยากเป็นรัฐบาลนั้น เป็นเพียงการเลี่ยงคำถามจากหลักฐานที่มีอยู่จริงเท่านั้น

ในมุมมองของเรา การเมืองไทยในยุคนี้ต้องการความชัดเจนและการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น การที่ฝ่ายค้านออกมาทำหน้าที่อย่างแข็งขันถือเป็นเรื่องที่ดีต่อระบอบประชาธิปไตย แต่สุดท้ายแล้วรัฐบาลจะพิสูจน์ตัวเองอย่างไรในศึกซักฟอก ต้องรอติดตามดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “เท้ง” ฉะนายกฯ ผลักภาระให้ท้องถิ่นสางโกงสอบ ลั่นมีไม้เด็ดในศึกซักฟอก

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน

กลายเป็นประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองสำหรับการแต่งตั้งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เมื่อ นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ออกมาเปิดใจถึงเหตุผลที่เลือก นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เข้ามาดำรงตำแหน่งท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์และคำถามจากสังคมว่านี่คือการเลือกคนจากโควตาบ้านใหญ่หรือสายตรงของ นายเนวิน ชิดชอบ หรือไม่

ในการให้สัมภาษณ์ล่าสุด นายเอกนัฏยืนยันว่าการตัดสินใจครั้งนี้เน้นที่ความเหมาะสมของงานเป็นหลัก โดยกล่าวว่า เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ว่าตนเองไม่ได้สนใจกระแสข่าวลือในอดีต แต่สนใจเพียงแค่ว่าใครที่มีศักยภาพพร้อมจะเข้ามาลุยงานหนักไปกับตนได้มากกว่า เพราะโจทย์ของกระทรวงพลังงานในขณะนี้มีภารกิจสำคัญมากมายที่รอการแก้ไข ทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

เปิดใจรัฐมนตรีพลังงานต่อข้อสงสัยเรื่องโควตาการเมือง

สำหรับประเด็นเรื่องความใกล้ชิดกับกลุ่มการเมือง นายเอกนัฏมองว่าเป็นคนละเรื่องกับการทำงาน พร้อมย้ำว่าตนเลือกคนที่สามารถพูดคุยเข้าใจตรงกันและพร้อมจะทำงานหนักไปด้วยกันได้ โดยเหตุผลหลักในการเลือกนายฉันทานนท์นั้นมีประเด็นสำคัญ ดังนี้:

  • ประสบการณ์และความมุ่งมั่น: นายฉันทานนท์ถูกมองว่าเป็นผู้มีความรู้ความสามารถและมีความตั้งใจที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานในกระทรวงพลังงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • วาระการดำรงตำแหน่ง: การเลือกบุคคลที่มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ถือว่าเหมาะสมกับวาระของปลัดกระทรวงพอดี
  • การทำงานเชิงรุก: รัฐมนตรีเน้นย้ำว่ากระทรวงพลังงานต้องการคนพร้อมลุย เพราะเส้นทางข้างหน้าไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ

นอกจากนี้ นายเอกนัฏยังยอมรับว่า นายณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม ก็เคยเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่อยู่ในใจ เพราะเคยร่วมงานกันมาก่อนและทำงานได้ดี แต่ในกระบวนการพิจารณาครั้งนี้ นายฉันทานนท์คือคนที่เหมาะสมที่สุดในสายตาของรัฐมนตรีสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายในปัจจุบัน

ท้ายที่สุดนี้ แม้จะมีคำถามเรื่อง เอกนัฏ แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง เนวิน ออกมาให้เห็นอยู่บ้าง แต่ในมุมมองของผู้บริหาร การเลือกข้าราชการระดับสูงย่อมขึ้นอยู่กับวิสัยทัศน์และการบริหารงานของรัฐมนตรีเจ้ากระทรวงเป็นสำคัญ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชนและประเทศชาติ เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าการแต่งตั้งครั้งนี้จะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงพลังงานไปในทิศทางใด

ที่มา – “เอกนัฏ” แจงดูความเหมาะสม หลังคนโยงปลัดพลังงานคนใหม่ สายตรง “เนวิน”

กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

เชื่อว่าหลายคนคงกำลังติดตามประเด็นร้อนทางการเมืองที่หลายฝ่ายให้ความสนใจอย่างใกล้ชิด สำหรับกรณีที่ กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก ซึ่งกลายเป็นประเด็นถกเถียงกันว่า การที่พรรคการเมืองเรียกเก็บข้อมูลส่วนบุคคลทั้งเลขบัตรประชาชน 13 หลัก และเลข Laser ID หลังบัตรนั้น เข้าข่ายผิดกฎหมายพรรคการเมืองหรือไม่

กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ออกมาชี้แจงผ่านเอกสารอย่างเป็นทางการ โดยย้ำชัดเจนว่ากรณีดังกล่าวขณะนี้ยังอยู่ระหว่างขั้นตอนการรวบรวมพยานหลักฐานและข้อเท็จจริงอย่างละเอียด การตรวจสอบนี้ครอบคลุมไปถึงการเชื่อมต่อระบบตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครอง เพื่อให้ได้ความชัดเจนที่สุดว่าการกระทำดังกล่าวเหมาะสมหรือเป็นไปตามระเบียบที่กฎหมายกำหนดไว้เพียงใด

รายละเอียดการตรวจสอบของ กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก

การทำงานของ กกต. ในรอบนี้เน้นความรอบคอบเป็นสำคัญ เนื่องจากเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคลของประชาชนและกฎหมายพรรคการเมืองที่เข้มงวด โดย กกต. ได้ให้ข้อมูลในประเด็นสำคัญดังนี้:

  • ขณะนี้ยังไม่มีการตัดสินว่ามีความผิดเกิดขึ้นแต่อย่างใด
  • สำนักงาน กกต. กำลังรวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพื่อความรอบด้าน
  • กระบวนการทั้งหมดต้องเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมายอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมเรื่องนี้ถึงได้รับความสนใจมาก? นั่นเพราะ Laser ID คือรหัสเฉพาะที่ใช้ยืนยันตัวตนในบริการรัฐและธุรกรรมออนไลน์สำคัญ การที่พรรคการเมืองมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนนี้ จึงกลายเป็นประเด็นที่สังคมตั้งคำถามถึงมาตรฐานความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ว่าพรรคการเมืองมีมาตรการป้องกันข้อมูลรั่วไหลอย่างไรบ้าง

ทางสำนักงาน กกต. ได้เน้นย้ำว่า การตรวจสอบที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่ข้อยุติและยังไม่สามารถสรุปได้ว่าผิดกฎหมายหรือไม่ จนกว่าการตรวจสอบข้อเท็จจริงจะแล้วเสร็จอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้ กกต. จะทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยความเที่ยงธรรม เพื่อให้เกิดความชัดเจนและสร้างความเชื่อมั่นให้กับทุกฝ่ายในอนาคต หากมีความคืบหน้าประการใดทางสำนักงานจะออกมาให้ข้อมูลแก่สาธารณชนทันที

สำหรับมุมมองส่วนตัวในเรื่องนี้ การที่หน่วยงานรัฐตรวจสอบความโปร่งใสของพรรคการเมืองถือเป็นเรื่องดี แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องมีความชัดเจนและรวดเร็ว เพื่อไม่ให้เกิดกระแสข่าวลือที่อาจสร้างความเข้าใจผิดแก่ประชาชน เราในฐานะพลเมืองก็คงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะออกมาในทิศทางใด ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสำคัญของการเมืองไทยในยุคดิจิทัลอย่างแท้จริง

ที่มา – กกต.ยังไม่มีข้อสรุปคดีพรรคประชาชนเก็บ Laser ID สมาชิก ย้ำอยู่ระหว่างตรวจข้อเท็จจริง

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

อัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ปลอดภัยแล้ว รอส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

เป็นข่าวที่สร้างความโล่งใจให้กับหลายๆ ฝ่าย เมื่อมีการรายงานอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ วงศ์ชนะ หรือ “จ่าโจ้” ทหารกล้าที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสจากเหตุการณ์เหยียบระเบิด PMN 2 ขณะปฏิบัติหน้าที่ ล่าสุดอาการปลอดภัยแล้วและกำลังอยู่ในช่วงการดูแลของทีมแพทย์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 17 สิงหาคมที่ผ่านมา ณ กองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ ซึ่งส่งผลให้จ่าโจ้วัย 37 ปี ได้รับบาดเจ็บรุนแรงที่ขาและมือทั้งสองข้าง โชคดีที่หน่วยเสนารักษ์และทีม Sky Doctor กองทัพภาคที่ 2 ได้รีบเข้าช่วยเหลือและลำเลียงส่งโรงพยาบาลค่ายสรรพสิทธิประสงค์อย่างรวดเร็ว

ทีมแพทย์ระดมกำลังช่วยชีวิตอย่างเต็มที่

ความซับซ้อนของบาดแผลทำให้ต้องมีการระดมทีมศัลยแพทย์ถึง 3 ทีม เพื่อผ่าตัดรักษาทั้งกระดูกนิ้วมือที่แตกและบาดแผลบริเวณขา การผ่าตัดกินเวลานานกว่า 3 ชั่วโมง 35 นาที ซึ่งถือว่าผ่านพ้นไปด้วยดี สำหรับการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ ล่าสุดเช้านี้ พบว่าเขาได้ย้ายเข้าสู่หอผู้ป่วยหนัก (ICU) เรียบร้อยแล้ว

  • ทีมแพทย์ผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกมือขวา 4 นิ้ว
  • ทำการดามเหล็กและซ่อมแซมมือซ้าย
  • รักษาบาดแผลบริเวณขาทั้งสองข้างและข้อเท้า

แพทย์ผู้ดูแลให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ขณะนี้คนไข้ยังคงมีอาการปวดบริเวณข้อเท้าซ้ายที่เพิ่งผ่านการผ่าตัด จึงต้องอยู่ภายใต้การดูแลของพยาบาลในห้อง ICU อย่างใกล้ชิด โดยแผนการรักษาในระยะยาว แพทย์ได้กำหนดให้พักฟื้นและเฝ้าประเมินอาการเป็นเวลา 2 สัปดาห์เต็ม เพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวมากที่สุดก่อนจะทำการส่งตัวไปรักษาต่อยังโรงพยาบาลพระมงกุฎเกล้าตามแผนที่วางไว้

การที่ได้ทราบว่าการอัปเดตอาการ จ.ส.อ.ชาญณรงค์ เป็นไปในทิศทางที่ดีขึ้นเช่นนี้ ถือเป็นกำลังใจสำคัญให้กับครอบครัวของทหารผู้เสียสละ รวมถึงเพื่อนร่วมงานที่ติดตามข่าวสารมาโดยตลอด เราทุกคนต่างร่วมส่งกำลังใจให้จ่าโจ้ผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้ด้วยดีและกลับมาแข็งแรงในเร็ววัน

ที่มา – อัปเดตอาการ “จ.ส.อ.ชาญณรงค์” ปลอดภัยแล้ว รอฟักฟื้น 2 สัปดาห์ ก่อนส่งต่อ รพ.พระมงกุฎฯ

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต

กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในแวดวงการเมืองไทย เมื่อนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ฝ่ายค้านเตรียมเดินเกมยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจ โดยเฉพาะเรื่องที่มีการพยายามยกประเด็น ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต มาเป็นหัวข้อในการตรวจสอบรัฐบาล

นายภราดรกล่าวถึงเรื่องนี้อย่างสบายๆ ว่า ฝ่ายค้านยังไม่มีความชัดเจนว่าจะเลือกยื่นตามมาตรา 151 หรือ 152 แต่ในส่วนของประเด็นที่หยิบยกมานั้น ตนมองว่ารัฐบาลชุดนี้เพิ่งเข้ามาบริหารประเทศได้เพียง 6 เดือน ซึ่งในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้นมุ่งเน้นไปที่การแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นหลัก ไม่ได้มีการทุจริตคอร์รัปชันตามที่ฝ่ายค้านพยายามกล่าวอ้างแต่อย่างใด

มุมมองต่อประเด็นคดีฮั้ว สว. และการทำงานของรัฐบาล

สำหรับข้อสงสัยที่ว่า ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้น เจ้าตัวได้อธิบายให้ฟังว่า คดีฮั้ว สว. ดังกล่าวเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นตั้งแต่ปี 2567 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่รัฐบาลปัจจุบันจะเข้ามารับหน้าที่ ดังนั้นจึงไม่เข้าใจว่าฝ่ายค้านจะนำประเด็นนี้มาอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลชุดนี้ได้อย่างไร นอกจากนี้ ในเรื่องของการทุจริตอื่นๆ เช่น การสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น นายภราดรย้ำชัดว่าเป็นปัญหาที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยกำลังเร่งจัดการแก้ไขปัญหาอยู่ ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นในยุคนี้

  • รัฐบาลเน้นการแก้ไขปัญหาเป็นหลักตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
  • คดีฮั้ว สว. เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปี 2567
  • นายภราดรยืนยันพร้อมรับมือหากฝ่ายค้านยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีกระแสกดดันจากฝ่ายค้าน แต่นายภราดรยังคงยืนหยัดว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด การที่ ภราดร เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือนไร้ทุจริต นั้นสะท้อนให้เห็นถึงความมั่นใจในการบริหารงานที่โปร่งใส โดยหากมีการยื่นอภิปรายอย่างเป็นทางการในอนาคต ทางทีมงานก็จะกลับมาศึกษาข้อมูลและเตรียมตัวชี้แจงตามกระบวนการของรัฐสภาต่อไป

ถือเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ว่าจะสามารถพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจและผลงานที่ผ่านมาเพื่อสยบข่าวลือความทุจริตได้หรือไม่ หรือนี่จะเป็นเพียงเกมการเมืองเพื่อสร้างคะแนนเสียงของฝ่ายค้านเพียงเท่านั้น คงต้องติดตามดูกันต่อไปครับ

ที่มา – “ภราดร” เมินฝ่ายค้านจั่วปมคดีฮั้ว สว. โวเข้ามา 6 เดือน ไม่เห็นมีเรื่องทุจริต

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่

สวัสดีครับแฟนข่าวทุกท่าน ช่วงนี้กระแสข่าวการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงในแวดวงกระทรวงต่างๆ กำลังได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะประเด็นที่หลายคนจับตามองคือเรื่อง วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในสัปดาห์นี้ ซึ่งวันนี้เราจะมาอัปเดตสถานการณ์ล่าสุดกันครับ

วราวุธ รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ เข้า ครม.

นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าเรื่องตำแหน่งปลัดกระทรวงฯ โดยระบุชัดเจนว่ายังไม่ได้มีการนำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม. เนื่องจากต้องรอให้นายกรัฐมนตรีปฏิบัติภารกิจจากต่างประเทศเสร็จสิ้นเสียก่อน เพื่อที่จะได้หารือถึงแนวทางที่เหมาะสมที่สุดร่วมกัน

ทำไมการเสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่ถึงต้องรอ?

สาเหตุหลักที่ทำให้เรื่องนี้ยังต้องชะลอออกไป เป็นเพราะความรอบคอบในการทำงานครับ เนื่องจาก:

  • ต้องรอการตัดสินใจและหารือร่วมกับนายกรัฐมนตรีหลังจากกลับจากต่างประเทศ
  • ต้องมีการตรวจสอบเอกสารให้ครบถ้วนสมบูรณ์ตามระเบียบราชการ
  • ต้องการสรรหาผู้ที่มีความเหมาะสมและมีองค์ความรู้ที่ตอบโจทย์ทิศทางอุตสาหกรรมของประเทศ

ทางด้านปลัดคนปัจจุบัน นายณัฐพล รังสิตพล ซึ่งกำลังจะครบวาระ 4 ปีนั้น นายวราวุธได้แสดงความชื่นชมว่าเป็นผู้ที่มีความสามารถสูงและมีองค์ความรู้ด้านอุตสาหกรรมและยานยนต์อย่างเชี่ยวชาญ อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการแต่งตั้งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่นั้น รัฐมนตรีฯ ยืนยันว่าคนในกระทรวงเก่งๆ มีอยู่มากมาย และหน้าที่ของท่านคือการเลือกคนที่เหมาะสมที่สุดมาขับเคลื่อนกระทรวงต่อไป

ไม่ว่าบทสรุปของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงต้องเดินหน้าทำงานเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง ส่วนตัวผมมองว่าการโยกย้ายตำแหน่งเป็นเรื่องปกติของระบบราชการเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถได้เติบโตในสายงานและใช้ศักยภาพใหม่ๆ พัฒนาประเทศให้ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพครับ เพื่อนๆ ล่ะครับมีความเห็นอย่างไรกับเรื่องนี้บ้าง?

ที่มา – “วราวุธ” รับยังไม่เสนอชื่อปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมคนใหม่เข้า ครม. ต้องรอคุยนายกฯ ก่อน

ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้มีประเด็นร้อนทางการเมืองที่น่าสนใจมาก เมื่อล่าสุดมีรายงานข่าวว่า ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ เป็นที่เรียบร้อยแล้วครับ หลังจากที่หลายคนจับตามองกันมาสักพักเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่งสำคัญในกระทรวงพลังงาน เพื่อแทนที่ตำแหน่งเดิมที่จะเกษียณอายุราชการในช่วงสิ้นเดือนกันยายนนี้

ทำความรู้จัก ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

การประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 18 สิงหาคมที่ผ่านมา ซึ่งมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีทำหน้าที่เป็นประธาน ได้มีมติเห็นชอบให้ นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เข้ามารับไม้ต่อในตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ แทนที่นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ที่กำลังจะเกษียณอายุราชการในวันที่ 30 กันยายนนี้ การตัดสินใจนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงพลังงานท่ามกลางความท้าทายด้านราคาพลังงานและนโยบายระดับประเทศที่ต้องเร่งขับเคลื่อน

เส้นทางก่อนมาเป็นปลัดกระทรวงพลังงาน

นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ไม่ใช่คนหน้าใหม่ในแวดวงข้าราชการระดับสูง โดยก่อนหน้านี้มีประสบการณ์ที่โดดเด่นมากมาย ไม่ว่าจะเป็น:

  • เคยดำรงตำแหน่งเลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.)
  • เคยดำรงตำแหน่งประธานกรรมการการประปานครหลวง (กปน.)

ด้วยประสบการณ์การบริหารงานในหน่วยงานที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ทำให้การที่ ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง ฉันทานนท์ วรรณเขจร นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่ ในครั้งนี้ ได้รับความสนใจจากหลายฝ่ายว่าเขาจะเข้ามาบริหารจัดการนโยบายพลังงานของไทยให้มีความมั่นคงและยั่งยืนได้อย่างไรในยุคเปลี่ยนผ่านนี้

ก่อนที่จะมาถึงบทสรุปนี้ มีกระแสข่าวมากมายเกี่ยวกับการโยกย้ายข้ามกระทรวง แต่สุดท้ายก็ได้ข้อสรุปที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม ในส่วนของตำแหน่งปลัดกระทรวงอุตสาหกรรมนั้นยังต้องรอการพิจารณาอีกครั้งหลังจากที่นายกรัฐมนตรีกลับจากการปฏิบัติภารกิจต่างประเทศครับ

ในฐานะประชาชนคนไทย เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่าภายใต้การนำของปลัดกระทรวงคนใหม่ ทิศทางของกระทรวงพลังงานจะเป็นอย่างไร จะมีโครงการใหม่ๆ หรือการปรับปรุงโครงสร้างราคาพลังงานให้เป็นธรรมกับประชาชนมากขึ้นหรือไม่ สิ่งเหล่านี้ถือเป็นโจทย์ใหญ่ที่น่าสนใจครับ

ที่มา – ครม. ไฟเขียวแต่งตั้ง “ฉันทานนท์ วรรณเขจร” นั่งปลัดกระทรวงพลังงานคนใหม่

Scroll to top