ข่าวการเมืองล่าสุด

“แก้วสรร” แนะวิธีค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดง

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้ หากถูกกรมที่ดิน–รฟท.ละเมิด โดยอ้างอิง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง ม.51–52

เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายแก้วสรร อติโพธิ นักวิชาการอิสระด้านกฎหมาย และอดีตกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ได้ออกมาแสดงความเห็นในประเด็นที่กระทรวงมหาดไทยเตรียมสั่งเพิกถอนโฉนดที่ดินเขากระโดงจำนวน 5,083 ไร่ โดยเน้นย้ำว่า ในฐานะประชาชนทั่วไปที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง กรมที่ดินไม่มีอำนาจเบ็ดเสร็จในการเพิกถอนที่ดินทั้งหมดได้ เนื่องจากคำตัดสินของศาลฎีกาผูกพันเฉพาะ 35 รายที่เป็นคู่ความในคดีแพ่งระหว่างการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กับประชาชนเท่านั้น

นายแก้วสรรอธิบายว่า ก่อนที่กรมที่ดินจะดำเนินการใดๆ จะต้องเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายได้ชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างละเอียด ทั้งในส่วนของแผนที่ เอกสาร และหลักฐานที่แต่ละฝ่ายใช้อ้างสิทธิ์ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีข้อยุติในเรื่องนี้ และจำเป็นต้องมีการพิสูจน์ตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ผู้ถือครองที่ดินประมาณ 900 ราย ได้มีโอกาสโต้แย้งว่าที่ดินที่ตนถือครองนั้นไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ

“แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

ชี้ช่องทางชาวบ้านสุจริตใช้สิทธิคัดค้านได้

นายแก้วสรรกล่าวว่า สิทธิของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริต มักจะไม่ได้รับความสำคัญจากภาครัฐ หน่วยงานต่างๆ มักดำเนินการในลักษณะที่ไม่คุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างเต็มที่ ดังนั้น หากกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใดๆ ก็ให้มองว่าเป็นการข่มขู่ แต่หากมีคำสั่งเพิกถอนโฉนดของชาวบ้านที่ได้มาโดยสุจริตจริง ประชาชนสามารถใช้สิทธิตามพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 51 และ 52 เพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหน่วยงานรัฐไม่สามารถแสดงเหตุผลความจำเป็นในการใช้ที่ดินได้อย่างชัดเจน

นอกจากนี้ นายแก้วสรรยังเสริมว่า ชาวบ้านอาจมีสิทธิได้รับการเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบตัวเงิน หรือในรูปแบบอื่นๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้

การรถไฟฯ ปล่อยปละละเลย

นายแก้วสรรยังวิพากษ์วิจารณ์การรถไฟฯ ว่า ที่ผ่านมาไม่เคยแสดงท่าทีหวงแหนที่ดิน ปล่อยให้ประชาชนเข้ามาใช้ประโยชน์ในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง แล้วเหตุใดจึงเพิ่งจะมาหวงแหนในตอนนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่สามารถชี้แจงได้ว่าจะนำที่ดินไปใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด นอกจากการอ้างว่าเป็นพื้นที่ของตนเองเท่านั้น

นายแก้วสรรระบุทิ้งท้ายว่า “หากประชาชนได้สิทธิ์มาโดยสุจริต และการรถไฟฯ ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ที่ดิน กรมที่ดินจะเพิกถอนเอกสารสิทธิ์ไม่ได้ เพราะไม่เพียงแต่เป็นการละเมิดสิทธิของชาวบ้าน แต่ยังเป็นการบั่นทอนหลักกฎหมาย และทำลายความเชื่อมั่นต่อระบบเอกสารสิทธิ์ที่ดินในประเทศไทย”

ในมุมมองของผู้เขียน การออกมาให้ความเห็นของนายแก้วสรรในครั้งนี้ ถือเป็นการจุดประกายความหวังให้กับชาวบ้านที่อาจกำลังกังวลใจเกี่ยวกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และยังเป็นการกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐตระหนักถึงความสำคัญของการคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง ก่อนที่จะดำเนินการใดๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขา

ที่มา – “แก้วสรร” แนะช่องทางชาวบ้านสุจริต สามารถใช้สิทธิ์คัดค้านเพิกถอนที่ดินเขากระโดงได้

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

“ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง  “นายกฯ อิ๊งค์” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน. เชื่อ มีเจตนาดีกับประเทศ  ทุกอย่างเป็นไปตามกระบวนการ มั่นใจ“รัฐบาล-เพื่อไทย” ไม่ระส่ำ

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 ที่กระทรวงมหาดไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญ นัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงคุยฮุนเซน 29 ส.ค.นี้ว่า เราเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี เราคิดว่าเรื่องนี้หากดูในเนื้อหาทั้งหมดไม่ได้มีเจตนา ที่จะนำไปสู่สิ่งนั้น ซึ่งคิดว่าเราอาศัยความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี แสดงให้ศาลพิจารณาว่าเราตั้งใจจริงอย่างไร และที่ผ่านมาการที่บอกว่าจะมีปัญหาและทำลายความมั่นคง ก็ยังไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้นอย่างที่หลายคนกังวลใจ เพราะหากฟังในเทปจริง ๆ กัมพูชามีการต่อรองให้เปิดด่านหลังเขาเปิด 5 ชั่วโมง และยืนยันว่าทำไม่ได้ และนายกรัฐมนตรีได้มีการพูดคุยกับผู้นำเหล่าทัพตลอดเวลา ว่าได้มีการพูดคุยอะไรกับฮุนเซนบ้าง เพราะฉะนั้นความจริงใจและความตั้งใจเป็นเรื่องที่สำคัญ 

ชี้แจงช้าเพราะชูข้อเท็จจริงสู้

นายภูมิธรรม กล่าวด้วยว่า หากพิจารณาในสิ่งที่เราทำมาทั้งหมด เราไม่ได้ทำอะไรเพื่อประเทศกัมพูชาเลย เรายังถือว่ากัมพูชาเป็นประเทศที่รุกรานเรา และเรายังสนับสนุนให้มีการรักษาเอกราชอธิปไตยของประเทศรวมถึงชีวิตความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน เพราะฉะนั้นนี่คือการแสดงออกที่ชัดเจน ส่วนสาเหตุที่เกิดความไม่เข้าใจบ้าง เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเรามองเห็นต่างกัน ซึ่งก็มีหน้าที่ในการชี้แจงความเข้าใจหลายเรื่องที่ช้าก็เป็นเรื่องของกระบวนการที่ช้าจริง ซึ่งเมื่อมีการวิพากษ์วิจารณ์มาก็จะรับฟังและแก้ปัญหา และหลายเรื่อง สิ่งที่ทำเราต้องการครองความเข้าใจของเวทีโลก เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะพูดออกมาแต่ละครั้งต้องยึดมั่นข้อเท็จจริงเป็นหลัก เพราะทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาล ก็จะนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

ลั่นไม่มีแผนสำรอง

เมื่อถามว่ามีแผนสำรองอย่างไรในเรื่องนี้หากเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองกับนายกรัฐมนตรี หรือลาออกก่อนในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม กล่าวว่า วันนี้เราแสดงความจริงใจ ตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรีให้ทุกส่วนเข้าใจ ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น ก็มีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยอยู่แล้วก็คงไม่ต้องเตรียมอะไร

เชื่อ พท.เข้มแข็ง

ส่วนสภาพจิตใจของรัฐบาลและเพื่อไทย มีความระส่ำหรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า ตนรู้ว่าวันนี้ทุกคนมีความเข้มแข็งรู้ว่าวันนี้อะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่เกิดขึ้นบางเรื่องเป็นเรื่องที่เราไม่อาจควบคุมหรือกำหนดได้ เรามีหน้าที่อย่างเดียวคือทำความจริงให้ประจักษ์ แสดงความจริงใจ และความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาให้กับประชาชนเป็นสำคัญ

ไม่กังวลศาลไฟเขียวพยานแค่1 คน

เมื่อถามว่าการที่นายกรัฐมนตรี ขอเบิกพยานบุคคล 5 คน แต่ศาลให้เพียงแต่สวนพยานบุคคลเพียงหนึ่งคน เป็นผลบวกหรือผลลบกับนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่เป็นไร อยู่ในดุลพินิจของศาล ความมั่นคงท่านมุ่งเป้าไปที่เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ก็มีเหตุมีผล

เมื่อถามย้ำว่ายังคงเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีจะยังไม่ลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคมใช่หรือไม่ นายภูมิธรรม กล่าวว่า มันไม่เคยมีการคุยเรื่องนี้

“ภูมิธรรม” ย้ำ ไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” พิสูจน์

ภูมิธรรมย้ำ “ไร้แผนสำรอง” กรณีศาลรัฐธรรมนูญ

จากกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดฟังคำตัดสินคดีคลิปเสียงของนายกรัฐมนตรีในวันที่ 29 สิงหาคมนี้ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี ได้ออกมาให้สัมภาษณ์ย้ำว่ารัฐบาลไม่มีแผนสำรองใดๆ และยังคงเชื่อมั่นในการทำงานของนายกรัฐมนตรี

นายภูมิธรรมกล่าวว่า รัฐบาลเชื่อมั่นในความตั้งใจจริงของนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าจะสามารถแสดงให้ศาลเห็นถึงเจตนาที่ดีต่อประเทศชาติได้ นอกจากนี้ ยังเน้นย้ำว่าถึงแม้จะมีการวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้น รัฐบาลก็พร้อมรับฟังและนำไปปรับปรุงแก้ไข

ประเด็นสำคัญที่นายภูมิธรรมกล่าวถึงคือการที่รัฐบาลยึดมั่นในข้อเท็จจริงเป็นหลักในการสื่อสารกับต่างประเทศ เนื่องจากทุกคำพูดและท่าทีของรัฐบาลจะถูกนำไปประกอบในกฎหมายระหว่างประเทศ

เมื่อถูกถามถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองหรือการลาออกของนายกรัฐมนตรี นายภูมิธรรมตอบว่า รัฐบาลยังคงมุ่งมั่นที่จะแสดงความจริงใจและความตั้งใจจริงในการทำงาน และหากมีสถานการณ์เปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ก็จะมีกระบวนการตามระบอบประชาธิปไตยรองรับอยู่แล้ว

นอกจากนี้ นายภูมิธรรมยังแสดงความเชื่อมั่นในความเข้มแข็งของพรรคเพื่อไทย และยืนยันว่าสมาชิกพรรคทุกคนรับทราบถึงสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น และพร้อมที่จะร่วมมือกันแก้ไขปัญหาเพื่อประโยชน์ของประชาชน

แม้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะอนุมัติให้เบิกพยานบุคคลเพียง 1 คนจากที่ร้องขอไป 5 คน นายภูมิธรรมกล่าวว่ารัฐบาลเคารพการตัดสินใจของศาล และเชื่อมั่นว่าเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งเป็นพยานที่ได้รับการอนุมัติ จะสามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาคดีได้

โดยสรุปแล้ว นายภูมิธรรมได้ย้ำถึงความเชื่อมั่นในนายกรัฐมนตรี และยืนกรานว่าไม่มีการพูดคุยถึงความเป็นไปได้ในการลาออกก่อนวันที่ 29 สิงหาคม

สถานการณ์ทางการเมืองยังคงมีความไม่แน่นอน แต่สิ่งที่รัฐบาลเน้นย้ำคือความโปร่งใส ความตั้งใจจริง และการยึดมั่นในหลักการ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและนานาชาติ

ดังนั้น สิ่งที่เราควรติดตามคือการพิจารณาคดีของศาลรัฐธรรมนูญ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย การมีส่วนร่วมในการตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ จะช่วยให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้าได้อย่างมั่นคง

ที่มา – “ภูมิธรรม” ย้ำไร้แผนสำรอง เชื่อมั่น “แพทองธาร” ใช้ความตั้งใจจริงพิสูจน์ ศาล รธน.

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตลวดหนามหีบเพลง ลั่น แม่ทัพภาคที่ 2 ยึดความปลอดภัยกำลังพล แนะรัฐบาลลดขั้นตอนจัดซื้อให้ทันสถานการณ์ ตำหนิ “โรม” ใจแคบมีอคติ ย้อนดูพรรคตัวเองก็เปิดรับบริจาคทำกิจกรรม

วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ที่เปิดรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชนว่าไม่เหมาะสม ว่า ที่ผ่านมานายรังสิมันต์ก็ได้เห็นภาพความสูญเสียจากเหตุการณ์ปะทะกันบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชามาแล้ว ซึ่งขณะนี้มีบริเวณพื้นที่ครอบคลุมถึง 7 จังหวัดแล้ว ส่งผลให้พี่น้องประชาชนพลเรือนต้องบาดเจ็บล้มตายและอพยพหลายแสนคน

นายธนกร ระบุต่อไป การเปิดรับบริจาคของกองทัพภาคที่ 2 ครั้งนี้ เป็นการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงเพื่อใช้ในพื้นที่สำคัญที่เป็นอธิปไตยของไทยอย่างเร่งด่วน จึงเป็นเหตุผลในการเปิดรับการสนับสนุนลวดหนามหีบเพลงในครั้งนี้ เนื่องจากความเร่งด่วนฉุกเฉินเฉพาะหน้าที่จำเป็นต้องใช้ทันที หากจะต้องรอระบบราชการ ขั้นตอนการจัดซื้อที่มีความละเอียดรอบคอบซึ่งต้องใช้เวลาราว 1 เดือนจึงไม่ทันการที่จะป้องกันความสูญเสียหรือความเสียหายได้

แต่การออกมาตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าทำเรื่องไม่เหมาะสมนั้น ตนมองว่า นายรังสิมันต์ มองเรื่องนี้ด้วยใจคับแคบ มีอคติ ทั้งที่ควรจะมองถึงความปลอดภัยในชีวิตของเจ้าหน้าที่ทหาร การออกมาตำหนิลักษณะนี้ถือว่าไม่สร้างสรรค์ แต่กลับกันเมื่อมาเปรียบเทียบกับสิ่งที่พรรคประชาชนของนายรังสิมันต์ได้ขับเคลื่อนมาตลอดนั้น พบว่ามีการเปิดระบบรับบริจาคเงินจากประชาชนแบบรายเดือนเพื่อนำไปจัดกิจกรรมพรรคอยู่เป็นระยะ ทั้งที่ก็มีงบประมาณจากกองทุนเพื่อการพัฒนาพรรคการเมือง สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อยู่แล้ว จึงขอตั้งคำถามย้อนไปถึงนายรังสิมันต์ว่า การขอรับบริจาคจากพี่น้องประชาชนในลักษณะนี้เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่

ขณะเดียวกัน นายธนกร ยังได้ขอบคุณพี่น้องคนไทยทุกภาคส่วน ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 ในการป้องกันอธิปไตยของไทยมาโดยตลอด ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่งที่คนไทยเราทุกคนจะลุกขึ้นร่วมแรงร่วมใจสามัคคีเป็นหนึ่งเดียวกับกองทัพ สิ่งไหนที่สามารถร่วมด้วยช่วยกันได้เราก็พร้อมยินดีสนับสนุน ส่งเสริมให้กองทัพได้ปฏิบัติหน้าที่ปกป้องพื้นแผ่นดินไทยอย่างเต็มกำลัง ตนในฐานะ สส. ขอเป็นอีกแรงสนับสนุนให้มีการปรับยุทธวิธีใช้อาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัยเข้ามาใช้แทนการเดินลาดตระเวนซึ่งมีความเสี่ยงสูงของเจ้าหน้าที่ทหาร ส่วนจุดไหนที่จะต้องมีการเดินลาดตระเวนก็ควรจะมีอุปกรณ์เคลียร์พื้นที่ก่อนเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีทุ่นระเบิด จึงขอฝากให้รัฐบาลสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ด้วยเช่นกัน

“กรณีนี้ถือเป็นกรณีสถานการณ์ฉุกเฉิน รัฐบาลเองควรมีส่วนเร่งช่วยหาช่องทางลดขั้นตอนการจัดซื้อที่ใช้เวลานานลง และแก้ปัญหาให้กับกองทัพภาคที่ 2 เป็นการเร่งด่วน เพราะแม่ทัพภาคที่ 2 เล็งเห็นความสำคัญของชีวิตกำลังพลทุกนายเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสูญเสียอีกต่อไป ถือว่าเหมาะสมแล้ว ไม่ควรที่จะมีบางพรรคการเมืองออกมาตำหนิ เพราะสิ่งที่กองทัพภาคที่ 2 ได้ทำ ไม่ได้ขอรับบริจาคเพื่อตัวเอง แต่เป็นการทำเพื่อปกป้องประเทศชาติ”

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ได้ออกมาแสดงความขอบคุณพี่น้องประชาชนชาวไทยที่ให้การสนับสนุนกองทัพภาคที่ 2 อย่างต่อเนื่องในการปกป้องอธิปไตยของชาติ พร้อมทั้งเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งลดขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างทันท่วงที

ทำไมนายธนกรถึงขอบคุณคนไทยที่ซัพพอร์ตกองทัพภาค 2

เนื่องจากสถานการณ์ชายแดนที่มีความตึงเครียด การสนับสนุนจากประชาชนเป็นกำลังใจสำคัญให้กองทัพ และยังสะท้อนให้เห็นถึงความรักชาติ ความสามัคคีของคนในชาติอีกด้วย การที่นายธนกร “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 จึงเป็นการแสดงความสำนึกในน้ำใจของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนกรยังวิพากษ์วิจารณ์การออกมาแสดงความคิดเห็นของนายรังสิมันต์ โรม ที่ตำหนิกองทัพภาคที่ 2 ว่าเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม โดยมองว่านายรังสิมันต์มีอคติและใจแคบ ควรจะมองถึงความปลอดภัยของเจ้าหน้าที่ทหารเป็นสำคัญ

นายธนกรยังกล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐบาลควรให้การสนับสนุนกองทัพอย่างเต็มที่ โดยเฉพาะในเรื่องของอาวุธยุทโธปกรณ์และนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อลดความเสี่ยงในการปฏิบัติหน้าที่ของทหาร และควรเร่งแก้ไขปัญหาขั้นตอนการจัดซื้อจัดจ้างที่ล่าช้า เพื่อให้กองทัพสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ฉุกเฉินได้อย่างรวดเร็ว

สิ่งที่ “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 นั้นแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสนับสนุนการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่ประเทศชาติต้องเผชิญกับความท้าทายต่างๆ การรวมพลังของคนในชาติเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้เราสามารถก้าวผ่านอุปสรรคไปได้

การที่นายธนกรออกมาชื่นชมและสนับสนุนการทำงานของกองทัพภาคที่ 2 รวมถึงการเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการปฏิบัติงานของกองทัพนั้น เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นตั้งใจในการทำหน้าที่ผู้แทนของประชาชนอย่างแท้จริง

“ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 เป็นการส่งสัญญาณว่าทุกภาคส่วนในสังคมจำเป็นต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างความมั่นคงและความเจริญก้าวหน้าให้กับประเทศชาติ และกองทัพก็เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า

ดังนั้นการสนับสนุนและให้กำลังใจแก่กองทัพจึงเป็นสิ่งที่สมควรทำอย่างยิ่ง เพื่อให้กองทัพสามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างเต็มกำลังความสามารถ และปกป้องรักษาอธิปไตยของชาติให้คงอยู่สืบไป

ที่มา – “ธนกร” ขอบคุณคนไทยซัพพอร์ตกองทัพภาค 2 ขอ รบ.เร่งลดขั้นตอน ติง “โรม” ใจแคบ-อคติ

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา! อย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

รัฐบาลย้ำกองทัพยังตรึงกำลังแนวที่มั่น 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา วางรั้วลวดหนามรักษาอธิปไตย หากถูกรุกล้ำตอบโต้ทันที อย่าเชื่อข่าวปลอมให้อพยพ เร่งสำรวจซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนเสียหาย

เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม 2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) เปิดเผยว่า กองทัพไทยยังคงวางกำลังตามแนวที่มั่นทั้ง 11 พื้นที่ 7 จังหวัดชายแดนไทย-กัมพูชา โดยวางรั้วลวดหนามอย่างต่อเนื่องเพื่อรักษาอธิปไตยของไทยไม่ให้ใครล่วงล้ำเข้ามาแม้แต่ตารางนิ้วเดียว และพร้อมตอบโต้ทันทีหากถูกรุกล้ำอธิปไตยของไทย ประเด็นสำคัญคือการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

ขณะที่หน่วยเก็บกู้ระเบิดยังตรวจพบกับระเบิดที่ลักลอบเข้ามาวางในพื้นที่อธิปไตยของไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากทหารไทยเหยียบกับระเบิดที่กัมพูชานำมาวางไว้ ซึ่งเป็นการผิดข้อตกลงหยุดยิงและขัดต่อสนธิสัญญาออตตาวาที่ห้ามใช้กับระเบิดบุคคล ถือเป็นการละเมิดระดับโลกอย่างร้ายแรง และรัฐบาลไทยจะดำเนินการต่อคณะกรรมการสนธิสัญญาออตตาวา เพื่อให้ดำเนินการกับกัมพูชาต่อไป

พร้อมกันนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐบาลกัมพูชารับข้อตกลงหยุดยิง 2 ข้อ ที่รัฐบาลไทยเคยเสนอไว้ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2568 ที่ประเทศมาเลเซีย คือ 1. การแก้ไขปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์และการค้ามนุษย์รวมทั้งยาเสพติด และ 2. การเก็บกู้ทุนระเบิดที่วางไว้

ส่วนการเดินทางกลับภูมิลำเนาของพี่น้องประชาชนเป็นไปด้วยความเรียบร้อย หากมีเหตุการณ์ใดๆ รัฐบาลจะดำเนินการแจ้งให้ทราบ ผ่านเครือข่ายองค์กรปกครองท้องถิ่นและกองทัพทันที ทั้งนี้ ขอให้ตรวจสอบข่าวอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล เนื่องจากวานนี้ (13 สิงหาคม) มีการปล่อยข่าวปลอมออกมาอย่างต่อเนื่องว่า ให้อพยพออกจากพื้นที่

“รัฐบาลขอยืนยันว่าไม่มีสถานการณ์ใดๆ พี่น้องประชาชนที่กลับภูมิลำเนาสามารถดำรงชีวิตได้ตามปกติ ส่วนพี่น้องประชาชนเดินทางกลับภูมิลำเนา หากพบวัตถุต้องสงสัยในพื้นที่ขอให้แจ้งเจ้าหน้าที่ทันที”

ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

ทางด้าน นายอนุกูล พฤกษานุศักดิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลโดยกรมโยธาธิการและผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ดำเนินการตั้งศูนย์ตรวจสอบอาคาร เพื่อซ่อมแซมอาคารบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชาทั้ง 7 จังหวัด จากการสำรวจความเสียหายเบื้องต้นพบบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย 4 จังหวัด ได้แก่ อุบลราชธานี สุรินทร์ ศรีสะเกษ และบุรีรัมย์ จำนวน 307 หลัง, สถานที่ราชการ (โรงเรียน โรงพยาบาล โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล วัด) จำนวน 7 แห่ง, สถานที่เอกชน (ปั๊มน้ำมัน ร้านสะดวกซื้อ) จำนวน 2 แห่ง, ปศุสัตว์ (วัว กระบือ แพะ ไก่) จำนวน 39 ตัว และสิ่งสาธารณประโยชน์ (ถนน) จำนวน 1 แห่ง การดำเนินการเรื่องการตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นไปอย่างเข้มงวด

ทั้งนี้ กรมโยธาฯ และผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 7 จังหวัด ได้ประสานความร่วมมือมอบหมายให้โยธาธิการและผังเมืองจังหวัดเป็นประธานคณะทำงานตรวจสอบอาคารที่ได้รับความเสียหายจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา โดยกรมโยธาฯ ร่วมกับวิศวกรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และวิศวกรอาสาของเอกชนในพื้นที่ สำรวจตรวจสอบประเมินสภาพความเสียหายของโครงสร้างพื้นฐาน พร้อมออกแบบและประมาณราคาค่าซ่อมแซมตามระเบียบของราชการ เพื่อให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบให้ครอบคลุมอย่างเร่งด่วน โดยได้รับการอนุญาตจากหน่วยงานความมั่นคงเรียบร้อยแล้ว

สำหรับกรณีบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งหลัง กรมโยธาฯ ออกแบบอาคารไว้กว่า 10 แบบ เพื่อให้ประชาชนพิจารณาในการก่อสร้างทดแทนหลังเก่า ซึ่งทั้งราคาและขนาดจะมีความใกล้เคียงกับหลังเดิม คาดว่าจะต้องใช้ระยะเวลาอย่างน้อย 1 เดือน และเมื่อทำการสำรวจความเสียหายเสร็จสิ้น จะนำข้อมูลสรุปผลความเสียหายพร้อมประมาณราคาซ่อมแซมทั้งหลังให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดไปพิจารณางบประมาณเยียวยาต่อไป

“ภารกิจซ่อมแซมบ้าน มุ่งหวังให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุปะทะชายแดนไทย-กัมพูชา กลับมาใช้ชีวิตมีที่อยู่อาศัยตามปกติ โดยรัฐบาลเร่งเดินหน้าแก้ปัญหาอย่างให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ได้รับผลกระทบทั้ง 7 จังหวัดชายแดน ให้มีที่อยู่อาศัยอย่างมั่นคงและปลอดภัย”

สถานการณ์ล่าสุด: กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา

สถานการณ์ตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา ยังคงเป็นประเด็นที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด รัฐบาลและกองทัพกำลังทำงานอย่างหนักเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ชายแดน

(แฟ้มภาพ)

ที่มา – กองทัพตรึงชายแดนไทย-กัมพูชา หากรุกล้ำตอบโต้ทันที รัฐบาลขออย่าเชื่อข่าวปลอมอพยพ

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์” 21 ส.ค.นี้

ศาลรัฐธรรมนูญเตรียมพิจารณาคดีสำคัญ โดยได้นัดไต่สวนพยานบุคคลสำคัญสองท่าน ได้แก่ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร หรือ “อิ๊งค์” และเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการพิจารณาว่าความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงหรือไม่

ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. นี้

ตามกำหนดการที่ประกาศออกมา ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. หากพยานทั้งสองไม่มาตามนัด จะถือว่าไม่ประสงค์จะเป็นพยานในคดีนี้ นอกจากนี้ ศาลฯ ยังได้กำหนดวันลงมติและฟังคำวินิจฉัยในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคมนี้ เวลา 15.00 น. เป็นต้นไป

คดีนี้มีความเป็นมาจากการที่ประธานวุฒิสภา ได้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคสาม ประกอบมาตรา 82 ว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160 (4) และ (5) หรือไม่ สืบเนื่องจากกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนางสาวแพทองธารกับสมเด็จฮุน เซน ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568

สมาชิกวุฒิสภาจำนวน 36 คน ได้เข้าชื่อเสนอคำร้อง โดยอ้างว่าจากคลิปเสียงดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความไม่ซื่อสัตย์สุจริตของนายกรัฐมนตรี และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ทำให้ต้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า ความเป็นรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธารสิ้นสุดลงหรือไม่

ประเด็นสำคัญของการไต่สวน “อิ๊งค์” และเลขาฯ สมช.

การไต่สวนพยานบุคคลทั้งสองท่านในวันที่ 21 สิงหาคมนี้ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญในการพิจารณาคดี โดยศาลรัฐธรรมนูญจะรับฟังข้อมูลและข้อเท็จจริงจากทั้งสองฝ่าย เพื่อนำไปประกอบการพิจารณาและวินิจฉัยต่อไป ผู้ที่สนใจสามารถติดตามข่าวสารและความคืบหน้าของคดีนี้ได้อย่างใกล้ชิด

หากผู้ร้องหรือผู้ถูกร้องประสงค์จะแถลงการณ์ปิดคดี จะต้องยื่นเป็นหนังสือต่อศาลภายในวันพุธที่ 27 สิงหาคม 2568 หากไม่ยื่นภายในกำหนดจะถือว่าไม่ติดใจยื่น

ในวันศุกร์ที่ 29 สิงหาคม 2568 เวลา 09.30 น. จะมีการแถลงด้วยวาจา ปรึกษาหารือ และลงมติ ก่อนจะมีการนัดฟังคำวินิจฉัยในเวลา 15.00 น. เป็นต้นไป ณ ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา 5 ธันวาคม 2550 อาคารราชบุรีดิเรกฤทธิ์ โดยศาลรัฐธรรมนูญจะอนุญาตให้ผู้เข้าฟังการไต่สวนและฟังคำวินิจฉัยเป็นรายบุคคลเท่านั้น

การพิจารณาคดีนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน และผลการวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลกระทบต่ออนาคตของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. จึงเป็นที่จับตาของทุกฝ่าย

การที่ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใสและเป็นธรรม เพื่อให้เกิดความกระจ่างและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายในสังคม

ที่มา – ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวน “อิ๊งค์-เลขาฯ สมช.” 21 ส.ค. พร้อมนัดฟังคำวินิจฉัย 29 ส.ค.นี้

จ่อพิสูจน์! “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกกัมพูชาอ้าง

ศบ.ทก. เผย เตรียมนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่พิสูจน์ว่า “กับระเบิด” ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่ฝ่ายกัมพูชากล่าวอ้าง ย้ำ ประท้วงต่อเวทีโลก กัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา

เมื่อเวลา 12.05 น. วันที่ 13 สิงหาคม 2568 พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ รองโฆษกกองบัญชาการกองทัพไทย ในฐานะโฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) แถลงผลการประชุม ศบ.ทก. ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า สถานการณ์โดยทั่วไปบริเวณชายแดนในห้วงเวลาที่ผ่านมาอยู่ในภาวะปกติ ฝ่ายไทยเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง การเสริมที่มั่นในพื้นที่ปฏิบัติการตามแนวชายแดนฝ่ายกัมพูชา ซึ่งยังอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้

นอกจากนี้ที่ประชุม ศบ.ทก. ยังได้หารือเรื่องการปฏิบัติของผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวของอาเซียน โดยการนำผู้ช่วยทูตทหารของสมาชิกอาเซียน นำโดยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารของมาเลเซียประจำประเทศไทย ลงพื้นที่เพื่อสังเกตการณ์ผลกระทบต่างๆ โดยในวันนี้จะมีการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย ซึ่งมีคณะผู้ช่วยทูตต่างๆ มาร่วมประชุม เพื่อกำหนดแผนงานในการลงพื้นที่ ซึ่งการลงพื้นที่กำหนดไว้ในวันที่ 14 สิงหาคม 2568 จะลงพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และพื้นที่ในส่วนของกองทัพภาคที่ 2 ที่เกี่ยวข้อง และเมื่อลงพื้นที่เสร็จเรียบร้อย ในวันที่ 15 สิงหาคม 2568 จะมีการสรุปผลการดำเนินการและทบทวนแผนการปฏิบัติที่จะทำแผนการปฏิบัติต่อเนื่องในห้วงเวลาต่อไป

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวต่อไปถึงเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิด พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบ.ทก. เร่งประสานเก็บกู้ แต่ยังไม่ได้รับการตอบรับจากกัมพูชาเท่าที่ควร ล่าสุดเร่งขอให้ศูนย์อาเซียนเพื่อความร่วมมือด้านการปฏิบัติการเก็บกู้ทุ่นระเบิดด้านมนุษยธรรม (ARMAC) ที่ปัจจุบันผู้อำนวยการบริหารของศูนย์ดังกล่าวเป็นกัมพูชา เราขอให้กัมพูชา และ ARMAC สนับสนุนการเก็บกู้ เนื่องจากยังพบว่ามีทหารกัมพูชายังลักลอบวางทุ่นระเบิดจำนวนมาก โดยกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้หารือกับกัมพูชา ล่าสุด กปช.จต. แจ้งมาว่าจะมีการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา (RBC) ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้ที่ จ.ตราด

ขอบคุณธารน้ำใจประชาชนช่วยจัดหาลวดหนามช่วงเร่งด่วน

สำหรับเรื่องการขอรับบริจาคลวดหนามให้กับหน่วยงานในพื้นที่ รัฐบาลกำลังเร่งรัดดำเนินการในการใช้งบส่วนกลางในการจัดหาลวดหนามอย่างเร่งด่วน และทาง รมช.กลาโหม จะเร่งรัดรวบรวมความต้องการของกองทัพเพื่อดำเนินการจัดหายุทโธปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ให้กองทัพ โดยเฉพาะหน่วยงานในพื้นที่ต่อไปอย่างเร่งด่วน

“ขอขอบคุณธารน้ำใจจากประชาชนทุกๆ คนที่รวมไทยใจเป็นหนึ่งในการช่วยจัดหาลวดหนามในช่วงเวลาที่เร่งด่วน นับว่าเป็นการร่วมกันแสดงออกถึงความรักความสามัคคี การสนับสนุนการปกป้องอธิปไตยของชาติ”

ทางด้าน นางมาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเสริมว่า ในที่ประชุม ศบ.ทก. ได้หารือถึงกรณีทุ่นระเบิด ซึ่งในช่วงวันหยุดยาวที่ผ่านมาเกิดเหตุการณ์ทหารไทยเหยียบกับระเบิดถึง 2 ครั้ง ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศได้ออกแถลงการณ์ประณามอย่างรุนแรงที่สุดต่อการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลของกัมพูชา เป็นการละเมิดอธิปไตยของไทยที่ขัดต่อหลักการพื้นฐาน ละเมิดพันธะกรณีภายใต้อนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล คือ อนุสัญญาออตตาวาอย่างชัดเจน โดยกระทรวงการต่างประเทศมีหนังสือประท้วงไปยังฝ่ายกัมพูชาเพื่อเรียกร้องให้รับผิดชอบ

สำหรับเวทีระหว่างประเทศ เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ ณ นครเจนีวา ได้มีหนังสือประท้วงถึงประธานที่ประชุมอนุสัญญาออตตาวาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เอกอัครราชทูต ผู้แทนถาวรไทยประจำสหประชาชาติ (UN) กำลังมีหนังสือถึงเลขาธิการ UN เพื่อประท้วงอีกครั้ง และวันที่ 15 สิงหาคม กระทรวงการต่างประเทศจะเชิญรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา รับฟังการบรรยายการสรุปเพื่ออธิบายข้อเท็จจริงถึงเหตุการณ์ดังกล่าวด้วย โดยเหตุการณ์ 2 ครั้งที่เกิดขึ้นล่าสุด สะท้อนถึงความไม่จริงใจของกัมพูชาในการแก้ไขปัญหาและขัดต่อมาตรการหยุดยิงในการประชุม GBC เมื่อวัน 7 สิงหาคม 2568 โดยฝ่ายไทยจะนำคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราวลงพื้นที่เร็วๆ นี้ เพื่อพิสูจน์ให้เห็นชัดว่ากับระเบิดในพื้นที่ที่พบเจอ ไม่ได้เป็นมรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่ฝ่ายกัมพูชาได้กล่าวอ้างมาโดยตลอด

นางมาระตี กล่าวว่า ศบ.ทก. ได้หารือกันถึงเรื่องการปฏิบัติต่อแรงงานกัมพูชาในประเทศไทย ตามที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจากแรงงานกัมพูชาที่ประสงค์จะเดินทางกลับประเทศ เนื่องจากกังวลเกี่ยวกับถูกปฏิบัติไม่เหมาะสมความรุนแรงและการข่มขู่จากกลุ่มหัวรุนแรงในประเทศไทย ขอย้ำว่าไทยยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน โดยคำนึงว่าแรงงานกลุ่มนี้มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจและสังคมไทย ในช่วงเวลานี้ฝ่ายไทยให้ความสำคัญกับการคุ้มครองแรงงานกัมพูชาเป็นพิเศษจากกลุ่มผู้ไม่ประสงค์ดี ด้วยการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานกัมพูชาในประเทศไทยจะดำรงชีวิตในประเทศไทยอยากได้อย่างปกติ

ต่อมา พล.ร.ต.สุรสันต์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณี นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ออกมาบอกว่าเตรียมยุติบทบาทของ ศบ.ทก. นั้น ยอมรับว่าอาจจะเป็นไปตามที่นายภูมิธรรมได้พูดไว้ที่จะมีแนวโน้มในการยุติบทบาท ศบ.ทก. ในเร็ววันนี้

เมื่อถามอีกว่าตอนนี้หลายฝ่ายมองสถานการณ์ยังไม่นิ่ง ยังมีทหารที่เหยียบทุ่นระเบิด พล.ร.ต.สุรสันต์ ตอบว่า เท่าที่ตนทราบสถานการณ์ตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมได้ และมีหน่วยงานที่เป็นกลไกหลักที่รับผิดชอบ รู้หน้าที่ของตัวเองดำเนินการได้อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นกองทัพต่างๆ เรื่องการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนก็มีกระทรวงมหาดไทยและจังหวัดที่คอยดูแล ฉะนั้นบทบาท ศบ.ทก. อาจจะต้องค่อยๆ ถอยออกไป และเรายังมีกลไกที่เรียกว่าสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กำกับดูแลภาพรวมของความมั่นคงอยู่แล้ว ก็อาจจะเป็นไปได้ที่จะยุติบทบาทของ ศบ.ทก. ในเร็ววันนี้

อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 14 สิงหาคม ยังมีการประชุม ศบ.ทก. อยู่ และจะมีการเรียกประชุม สมช. ในวันที่ 15 สิงหาคม ส่วนการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. จะนำเข้าที่ประชุม สมช. ศุกร์นี้หรือไม่ ตนไม่แน่ใจ ต้องรอดูอีกครั้งหนึ่ง ยืนยันว่าการยุติบทบาทของ ศบ.ทก. ไม่ใช่การยุบไปเลย แต่สามารถกลับมาดำเนินการใหม่ได้อีกครั้งหากมีสถานการณ์เกิดขึ้น.

จ่อพิสูจน์! “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกกัมพูชาอ้าง

ทำไมต้องพิสูจน์ว่า “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดก?

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและทหารในพื้นที่ล่าสุด จากการแถลงการณ์ของ ศบ.ทก. พบว่ามีความพยายามที่จะนำคณะผู้ช่วยทูตทหารลงพื้นที่เพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงที่ว่า “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกทางประวัติศาสตร์ตามที่กัมพูชาอ้าง การดำเนินการนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้น

การที่กัมพูชาอ้างว่าทุ่นระเบิดเป็นมรดกทางประวัติศาสตร์นั้น เป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อหลักการด้านมนุษยธรรมและความปลอดภัย การวางทุ่นระเบิดส่งผลให้เกิดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของผู้คน การพิสูจน์ข้อเท็จจริงในครั้งนี้จึงเป็นการแสดงออกถึงความรับผิดชอบต่อสังคมและประชาคมโลก

นอกจากนี้ การประท้วงต่อเวทีโลกและการเน้นย้ำว่ากัมพูชาละเมิดอนุสัญญาออตตาวา เป็นการส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศ การดำเนินการเช่นนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นและความร่วมมือระหว่างประเทศในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

ดังนั้น การติดตามและสนับสนุนการดำเนินการของ ศบ.ทก. ในการพิสูจน์ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับ “กับระเบิด” จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้เกิดความโปร่งใส ความถูกต้อง และความเป็นธรรมในกระบวนการแก้ไขปัญหา

ที่มา – จ่อนำผู้ช่วยทูตทหารพิสูจน์ “กับระเบิด” ไม่ใช่มรดกทางประวัติศาสตร์ตามกัมพูชาอ้าง

ทบ. แจงเหตุ ขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

กองทัพบก (ทบ.) ชี้แจงเหตุผลความจำเป็นในการขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานในพื้นที่เร่งด่วนเฉพาะหน้าได้ทันที โดยเน้นย้ำว่าการจัดซื้อตามกระบวนการปกติอาจต้องใช้เวลานานถึงหนึ่งเดือน

ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง

พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก ได้กล่าวถึงกรณีที่ นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ขอให้กองทัพภาคที่ 2 ยุติการรับบริจาคลวดหนามหีบเพลงจากประชาชน และให้ดำเนินการขอรับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยตรง โดย พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าทั้งรัฐบาลและกองทัพมีงบประมาณเพียงพอสำหรับการจัดซื้อ แต่ปัญหาอยู่ที่กระบวนการจัดซื้อตามกฎหมายซึ่งต้องใช้เวลาอย่างน้อย 1 เดือน และอาจมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้หากไม่ปฏิบัติตามระเบียบอย่างเคร่งครัด

ในสถานการณ์ปัจจุบัน มีความจำเป็นเร่งด่วนในการใชลวดหนามหีบเพลง โดยเฉพาะในพื้นที่ 4 จังหวัดชายแดน ได้แก่ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และบุรีรัมย์ จึงจำเป็นต้องขอรับการสนับสนุนจากประชาชน การจัดซื้อตามระเบียบราชการยังคงดำเนินต่อไป แต่การจัดหาด้วยวิธีพิเศษก็ยังต้องใช้เวลาเป็นเดือน ที่สำคัญคือ ลวดหนามหีบเพลงที่มีคุณสมบัติตามที่กองทัพต้องการนั้นไม่มีจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด ต้องสั่งผลิตซึ่งต้องใช้เวลามากขึ้นไปอีก พล.ต.วินธัย ยืนยันว่าประเด็นนี้ไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ แต่เป็นเรื่องของระยะเวลาในการจัดหา

ทำไมต้องลวดหนามหีบเพลง?

ลวดหนามหีบเพลงถูกนำมาใช้เป็นเครื่องกีดขวางในบางจุดเพื่อความปลอดภัยของกำลังพล และเพื่อป้องกันการลักลอบเข้าออกของบุคคลที่ไม่ได้รับอนุญาต โดยเฉพาะในพื้นที่โล่งหรือพื้นที่ราบ ก่อนหน้านี้ กองทัพบกเคยขอความร่วมมือประชาชนในการชะลอการบริจาคสิ่งของ แต่ในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วนและไม่สามารถจัดหาได้ทันเวลา กองทัพบกจะแจ้งให้ทราบ

“ในส่วนของอาหารและสิ่งอำนวยความสะดวกในการดำรงชีวิตนั้นมีเพียงพอแล้ว กองทัพบกจึงเน้นการขอรับบริจาคเฉพาะอุปกรณ์เสริมงานทางยุทธวิธีเป็นหลัก” พล.ต.วินธัย กล่าวเพิ่มเติม การขอรับบริจาคมีข้อได้เปรียบในด้านความรวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องรอการผลิตและกระบวนการจัดซื้อตามระเบียบราชการ

ถึงแม้ว่าจะมีการขอรับบริจาค แต่กระบวนการจัดซื้อตามระบบราชการก็ยังคงดำเนินการควบคู่กันไป พล.ต.วินธัย ย้ำว่าไม่ใช่เรื่องของงบประมาณ เพราะระบบราชการสามารถสนับสนุนได้ แต่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ลวดหนามหีบเพลงแบบปกติที่ประชาชนทั่วไปใช้ จึงสามารถนำมาใช้ทดแทนได้ในช่วงเวลาเร่งด่วนเฉพาะหน้า

สถานการณ์ที่ต้องการลวดหนามหีบเพลงอย่างเร่งด่วนนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการบริหารจัดการทรัพยากรของกองทัพ ที่ต้องปรับตัวให้ทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป การพึ่งพาความช่วยเหลือจากประชาชนเป็นทางเลือกหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือร่วมใจของคนในชาติ

ที่มา – ทบ.แจงเหตุขอรับบริจาคลวดหนามหีบเพลง เพื่อให้ทันใช้เร่งด่วนเฉพาะหน้า

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

“มาริษ” สายตรงเลขาธิการ UN – รมว.กต.ญี่ปุ่น ขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชาละเมิดอนุสัญญา พร้อมขอมาเลเซีย-สิงคโปร์กดดันให้ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด เมินฟ้อง UNSC อีกรอบ ชี้ไม่มีหลักฐานแน่ชัด

วันที่ 13 สิงหาคม 2568 นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงการดำเนินการภายหลัง กำลังพลกองร้อยทหารพรานที่ 2610 รวม 7 นาย ซึ่งทำการลาดตระเวนในพื้นที่ช่องจุบตะโมก จังหวัดสุรินทร์ บริเวณใกล้ปราสาทตาเมือนธม ประสบเหตุเหยียบทุ่นระเบิดสังหารบุคคลเมื่อวานนี้ (12 สิงหาคม 2568) ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากพฤติการณ์ที่ไม่สุจริตใจของฝ่ายกัมพูชา ขัดต่อกฎหมายระหว่างประเทศ กฎบัตรสหประชาชาติ และละเมิดพันธกรณีตามอนุสัญญาห้ามทุ่นระเบิดสังหารบุคคล (อนุสัญญาออตตาวา) และกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ ว่า เมื่อวานนี้ตนได้โทรศัพท์หารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นจะเป็นประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออตตาวา ในเดือนธันวาคมนี้ เพื่อขอให้ใช้กลไกในกรอบอนุสัญญาออตตาวา (Ottawa Convention) ไต่สวนการกระทำของกัมพูชา ซึ่งฝ่ายเลขาธิการของอนุสัญญาออตตาวา ได้มีหนังสือตอบกลับมาด้วยแล้ว

นายมาริษ ระบุต่อไปว่า ในวันศุกร์นี้ (15 สิงหาคม 2568) จะมีการพูดคุยกับประเทศผู้บริจาคในกรอบอนุสัญญาออตตาวา เพื่อให้เห็นการดำเนินการของกัมพูชา โดยเฉพาะในการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (General Border Committee : GBC) ไทย-กัมพูชา ซึ่งไทยเสนอเรื่องการเก็บกู้ทุ่นระเบิดแต่กัมพูชากลับปฏิเสธ พร้อมทั้งได้โทรศัพท์พูดคุยกับรัฐมนตรีต่างประเทศของมาเลเซียและสิงคโปร์ เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิด

สถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชายังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะเรื่องการวางทุ่นระเบิดที่ส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและเจ้าหน้าที่ การดำเนินการทางการทูตของนายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อกดดันให้กัมพูชาร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดถือเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง

“มาริษ” ใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา

การที่นายมาริษได้หารือกับเลขาธิการ UN และรัฐมนตรีต่างประเทศญี่ปุ่นเพื่อขอให้ใช้กลไกออตตาวาสอบสวนกัมพูชา แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างจริงจัง กลไกออตตาวาเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบและกดดันให้ประเทศต่างๆ ปฏิบัติตามพันธกรณีในการห้ามใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล การที่ไทยผลักดันให้มีการใช้กลไกนี้จึงเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าไทยจะไม่ยอมให้การละเมิดอนุสัญญาดังกล่าวเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ความสำคัญของกลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา

การใช้กลไกออตตาวาในการสอบสวนกัมพูชา จะช่วยให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างโปร่งใสและเป็นกลาง ซึ่งจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ การที่นานาชาติให้ความสนใจและเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยเพิ่มแรงกดดันต่อกัมพูชาให้ปฏิบัติตามพันธกรณีระหว่างประเทศ

นอกจากนี้ การพูดคุยกับมาเลเซียและสิงคโปร์เพื่อขอให้ใช้กลไกอาเซียนกดดันกัมพูชา เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากอาเซียนเป็นภูมิภาคที่มีความใกล้ชิดกับทั้งไทยและกัมพูชา การที่อาเซียนเข้ามามีบทบาทในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว จะช่วยให้การเจรจาเป็นไปอย่างราบรื่นและสร้างสรรค์

อย่างไรก็ตาม การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง การที่กัมพูชายังคงปฏิเสธที่จะร่วมมือในการเก็บกู้ทุ่นระเบิดเป็นอุปสรรคสำคัญในการแก้ไขปัญหาดังกล่าว แต่ไทยก็ไม่ควรย่อท้อและควรเดินหน้าผลักดันให้มีการแก้ไขปัญหาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ทุกช่องทางที่มีอยู่ ทั้งในระดับทวิภาคี ภูมิภาค และระหว่างประเทศ

การดำเนินการของนายมาริษในการผลักดันให้มีการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นก้าวสำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา แม้ว่าหนทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยอุปสรรค แต่ด้วยความมุ่งมั่นและตั้งใจจริงของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้อย่างยั่งยืนและสร้างสันติภาพและความมั่นคงให้กับภูมิภาคได้ในที่สุด

การที่นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้ดำเนินการอย่างแข็งขันในการขอความร่วมมือจากนานาชาติเพื่อใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา ถือเป็นความพยายามที่สำคัญในการแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดน แม้ว่าความสำเร็จจะยังไม่แน่นอน แต่การดำเนินการดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของไทยในการรักษาสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

สิ่งสำคัญคือการที่ไทยต้องยังคงเดินหน้าผลักดันประเด็นนี้ในทุกเวที และสร้างความเข้าใจกับนานาชาติให้เห็นถึงผลกระทบของการวางทุ่นระเบิดต่อพลเรือนผู้บริสุทธิ์ การได้รับความสนับสนุนจากนานาชาติจะเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้กัมพูชาหันมาร่วมมือในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง

สุดท้ายนี้ หวังว่าความพยายามของรัฐบาลไทยในการใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา จะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาทุ่นระเบิดตามแนวชายแดนได้อย่างยั่งยืน และสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชนทั้งสองประเทศ

ที่มา – “มาริษ” คุยเลขาฯ UN-กต.ญี่ปุ่นใช้กลไกออตตาวาสอบกัมพูชา เมินฟ้อง UNSC ชี้ไม่มีหลักฐาน

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

“ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ เตรียมยกหูคุย แม่ทัพภาค 2 หลังเพจกองทัพภาค 2 โพสต์รับบริจาคงบฯ ซื้อลวดหนาม ยืนยันรัฐบาลมีงบให้ ขอให้บอกมา

วันที่ 13 ส.ค. 2568 นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี รักษาราชการนายกรัฐมนตรีแสดงความเสียใจกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บในการทำหน้าที่ และเห็นใจ ส่วนที่ทหารมีความเห็นว่าจะต้องตอบโต้เพราะจะต้องปกป้องตัวเองนั้น ซึ่งตามสนธิสัญญากฎหมายระหว่างประเทศ สามารถทำได้ถ้าคิดว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่กระทบและเป็นปัญหาที่ผิดกับสัญญาต่างๆ โดยเฉพาะการใช้กับระเบิดโดยเฉพาะ ผิดอนุสัญญาออตตาวา ซึ่งมีขั้นตอนจะต้องไปดำเนินการยื่นเรื่องฟ้องร้องกับสหประชาชาติให้เห็นว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาและสหประชาชาติก็จะมีขั้นตอนแจ้งให้ทั้งสองฝ่ายทราบและมีกระบวนการดำเนินการต่อ ซึ่งเมื่อเช้าได้คุยกับกระทรวงการต่างประเทศก็พร้อมที่จะยื่นเรื่องและเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความระมัดระวังแต่เห็นว่าเป็นเรื่องที่ทำได้และควรจะทำเพราะสิ่งต่างๆ ก็เห็นได้ชัดว่าความประสงค์ของกัมพูชาไม่ได้มีเจตนาที่จะให้เกิดสันติภาพ ทั้งนี้กองทัพบก กระทรวงการต่างประเทศและรัฐบาลได้หารือกันแล้วไม่จำเป็นต้องแจ้งให้พื้นที่รับทราบ

ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่เพจกองทัพภาคที่ 2 ที่ออกมาโพสต์ข้อความขอรับบริจาคงบประมาณซื้อลวดหนามว่าอยากจะทำความเข้าใจกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดเพราะหากคิดว่างบประมาณไม่พอสามารถแจ้งมาที่ผู้บัญชาการทหารบกหรือกองทัพบกได้เพราะตนเองก็พูดตลอดเวลากับแม่ทัพทั้งสามเหล่าทัพว่าอะไรที่ขาดและจำเป็นให้ยื่นเรื่องเข้ามารัฐบาลจะใช้งบฯ กลางเต็มที่แต่ไม่เคยมีเรื่องเสนอมา และคิดว่ายังไม่จำเป็นที่จะไปขึ้นเพจขอให้ประชาชนมาช่วยซึ่งคิดว่าจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจรัฐบาลไม่ได้มีอะไรขัดขวางตนเองก็อยากจะเรียนให้แม่ทัพภาคที่ 2 ทราบซึ่งตนเองจะโทรศัพท์คุยเพราะถ้าขาดจริงแล้วบอกมาเรามีงบประมาณให้อยู่แล้วและก็ได้บอกไปแล้วว่าอะไรที่สามารถเอาจากที่ไหนมาได้ก็ให้เอามาก่อนแล้วถ้าขาดก็ให้บอกมาใช้วิธีพิเศษในการพิจารณาได้เลยขอให้ได้ของ เรื่องนี้ตนเองคิดว่าอาจจะทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันได้รัฐบาลยืนยันว่าอะไรที่ขณะนี้เป็นเรื่องที่ต้องสร้างความเข้มแข็งให้กำลังพลและประเด็นในการรักษาอธิปไตยของประเทศรัฐบาลไม่ได้ขัดวันนี้เปิดงบฯ กลางให้ใช้อยู่แล้ว

นายภูมิธรรมยังกล่าวถึงกรณีที่มีการเสนอให้การลาดตระเวนของทหารที่จะดูทุระเบิดจะต้องเปลี่ยนวิธีนั้นเรื่องนี้อยากจะขอความกรุณาและบอกกับประชาชนให้ช่วยกันแก้ปัญหาตนเองก็ไม่ได้รับความเป็นธรรมเหมือนกันแต่อยู่ในฐานะหน้าที่เราก็พยายามที่จะนิ่งให้มากที่สุดการที่บอกว่าตนเองไปเข้าข้างเขมร บอกว่าระเบิดที่โรงพยาบาลไม่ใช่อย่างโน้น อย่างนี้ ซึ่งมันไม่ใช่ ตนเองไม่ได้พูด ขอสื่ออย่าเอาไปบิดเบือนและทำลายรัฐบาลสร้างความแตกแยก และที่นักวิจารณ์การเมืองบางคนเอาไปพูดว่าให้ตัดขาผม จะได้รู้ว่าหัวอกทหารเป็นยังไง ซึ่งตนเองเตรียมจะฟ้องหมดซึ่งก็ไม่เคยคิดจะฟ้องใครแต่เรื่องนี้ต้องทำให้เป็นที่ประจักษ์เหมือนในอดีตที่เคยถูกโจมตี จากคณะของนายสนธิ ลิ้มทองกุล เรื่องนี้ก็เหมือนกันอย่าพูดอะไรพล่อยๆ และพูดอะไรที่ทำลายคนอื่น และอยากให้สื่อช่วยด้วยในสิ่งที่ตนเองได้พูดไปไม่อย่างนั้นจะพูดในสิ่งที่ควรพูดเท่านั้นจะไม่พูดอะไรที่มากไปกว่านี้แล้วเพราะพูดออกไปแล้วเอาไปทำร้ายกันและบิดเบือนตัดตอนบางส่วนเอาไปนำเสนอซึ่งคิดว่าไม่เป็นธรรมและจะให้ทนายความดำเนินการฟ้องทั้งหมดที่บิดเบือนข้อเท็จจริง

นายภูมิธรรมยังกล่าวกรณีชาวบ้านแตกตื่นเตรียมอพยพกลางดึกเมื่อคืน(12 ส.ค.2568)ว่าเห็นใจประชาชนที่มีความหวาดระแวงแต่เป็นหน้าที่ของทุกส่วนทั้งกองทัพและกระทรวงมหาดไทยที่จะต้องทำความเข้าใจกับประชาชนให้มากให้ไม่ตื่นตระหนกเกินไปแต่เพราะสื่อสมัยนี้เป็นสื่ออิสระจำนวนมากออกมาปั่นข่าวทำให้เกิดความไม่สบายใจขึ้นจึงอยากขอร้องให้ทุกคนช่วย โดยเฉพาะสื่อสาธารณะและสื่อที่มีสำนักชัดเจนช่วยกันทำความเข้าใจกับประชาชนก็จะช่วยได้เยอะ

ต้องเร่งชี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจเรื่อง ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา

ส่วนที่นายเศรษฐา ทวีสิน อดีตนายกรัฐมนตรีออกมาโพสต์ข้อความแสดงความเห็นอยากให้รัฐบาลยื่นเรื่องนี้ไปถึงศาลอาญาระหว่างประเทศนั้น  นายภูมิธรรมกล่าวว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ทำมาหลายเรื่องที่ผ่านมาได้คุยกับเลขาธิการสหประชาชาติ (UN) โดยเฉพาะคณะกรรมการออตตาวา ซึ่งเมื่อเช้าตนเองได้คุย ว่าได้ทำไปทุกอย่างก็ดีอยู่ทำอย่างเต็มที่แต่สิ่งที่สำคัญคือการชี้แจงหรือการทำความเข้าใจกับประชาชนและการทำให้นานาชาติได้รับรู้อาจจะช้าไปหรือเสียงดังไม่พอ  แต่ก็ยืนยันว่าส่วนที่เกี่ยวข้องกับการต่างประเทศเชื่อมั่นว่าต่างประเทศเข้าใจเรามากกว่ากัมพูชาเพราะทุกคนมองเห็น ซึ่งตนเองก็บอกไปว่าสิ่งที่สำคัญก็คือประชาชนในประเทศหากประชาชนในประเทศได้เข้าใจจะดียิ่งขึ้น

จากเหตุการณ์ ภูมิธรรมเสียใจ ทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชา นี้ แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการแก้ไขปัญหาชายแดนอย่างสันติวิธี และการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง เราหวังว่าทุกฝ่ายจะร่วมมือกันเพื่อสร้างสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาค

ที่มา – “ภูมิธรรม” แสดงความเสียใจทหารเหยียบกับระเบิด ซัดกัมพูชาไม่มีเจตนาให้เกิดสันติภาพ

Scroll to top