ข่าวการเมืองไทย

“ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา: เจาะลึกนโยบาย

“ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา พร้อม “ธนาธร” ลงพื้นที่สมุทรปราการ มั่นใจธงส้มยกจังหวัด! มาดูกันว่าพวกเขานำเสนอนโยบายอะไรที่น่าสนใจบ้าง

“ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา

เมื่อวันที่ 4 มกราคม 2569 นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน พร้อมด้วยนายเสกสิทธิ์ แย้มสงวนศักดิ์ ผู้สมัคร สส. กรุงเทพมหานคร เขต 2 พรรคประชาชน ได้ลงพื้นที่หาเสียงที่สยามสแควร์และบรรทัดทอง โดยนายพริษฐ์ได้ทักทายพูดคุยกับประชาชน พร้อมรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง

นายพริษฐ์กล่าวว่า การมาสยามครั้งนี้มี 2 ประเด็นหลักที่ต้องการสื่อสารในเชิงนโยบาย ประเด็นแรกคือ สยามเป็นพื้นที่รวมตัวของนักเรียน นักศึกษา ดังนั้นพรรคจึงต้องการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพทั้งในและนอกสถานศึกษา การเรียนรู้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในห้องเรียน แต่ต้องส่งเสริมให้เข้าถึงการเรียนรู้นอกห้องเรียนด้วย เช่น การมีพื้นที่ทำกิจกรรม พรรคจึงเสนอนโยบายคูปองเปิดโลก เพื่อให้เด็กและเยาวชนนำไปใช้กับกิจกรรมศิลปะหรือกีฬา เพื่อค้นพบตัวเองมากขึ้น

นอกจากนี้ นายพริษฐ์ยังกล่าวถึงปัญหาระดับชาติอย่างปัญหาการจราจรและฝุ่น PM 2.5 ในกรุงเทพฯ แม้ว่าชาวกรุงเทพฯ จะมีโอกาสเลือกผู้ว่าฯ แต่ผู้ว่าฯ ยังขาดเครื่องมือในการแก้ไขปัญหาได้อย่างรวดเร็วเท่าที่ควร พรรคจึงจะผลักดัน พ.ร.บ. กรุงเทพฯ เพื่อปลดล็อกให้ผู้ว่าฯ มีเครื่องมือแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น

นายพริษฐ์ยังเน้นย้ำว่า พรรคประชาชนต้องการรับใช้ประชาชนทุกรุ่น และนโยบายของพรรคครอบคลุมการยกระดับคุณภาพชีวิตของคนทุกกลุ่ม

นโยบายการศึกษาที่ “ไอติม” ขายที่สยาม

นโยบายหลักที่นายพริษฐ์เน้นย้ำคือการส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพและครอบคลุม ทั้งในและนอกห้องเรียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมอบโอกาสให้เยาวชนได้ค้นพบศักยภาพของตนเองผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย

นายเสกสิทธิ์กล่าวเสริมว่า เยาวชนไทยมีความสามารถมาก แต่ขาดโอกาส รัฐบาลใหม่ควรสนับสนุน T-POP ให้ก้าวสู่ระดับโลกเพื่อส่งเสริมศักยภาพของเยาวชน

“ธนาธร” เยือนถิ่นเก่าสมุทรปราการ เชื่อธงส้มยกจังหวัดเหมือนเดิม

ในส่วนของสมุทรปราการ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ได้ร่วมหาเสียงกับผู้สมัคร สส. พรรคประชาชนทั้ง 4 เขต โดยได้พบปะประชาชนในหมู่บ้านและตลาดต่างๆ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก มีประชาชนให้ความสนใจและขอถ่ายรูปเป็นจำนวนมาก

สมุทรปราการเคยเป็นพื้นที่ที่พรรคก้าวไกลประสบความสำเร็จอย่างสูงในการเลือกตั้ง 2566 โดยได้ สส. ครบทั้ง 8 เขต ในครั้งนี้ นายวุฒินันท์ บุญชู สส. เขต 4 ได้ตัดสินใจวางมือและส่งต่อให้คนรุ่นใหม่คือ นายชนสิษฎ์ ยอดฉิม ลงสมัครแทน

นายธนาธรกล่าวว่า สมุทรปราการยังคงต้อนรับพรรคประชาชนอย่างอบอุ่นเหมือนเดิม และเชื่อมั่นว่าครั้งนี้ธงส้มจะปักได้ครบทุกเขต เพราะชาวสมุทรปราการยังคงเชื่อมั่นในการเปลี่ยนแปลง

“ครั้งนี้ สมุทรปราการเปลี่ยนผู้สมัครคนใหม่มาให้ท่านเลือก 2 คน เป็นคนใหม่ แต่หน้าเดิม ชนสิษฎ์ เขต 4 และ เทพฤทธิ์ เขต 8 ลงสมัคร สส. สมัยแรก แต่ทั้งคู่เป็นทีมงานจังหวัดสมุทรปราการ ที่ร่วมทางกันมาตั้งแต่สมัยอนาคตใหม่ และทำงานกับ สส. มาโดยตลอด ธรรมเนียมของพรรคเราคือไม่ยึดติดกับคน แต่ยึดในอุดมการณ์และแนวทางการทำงานเดียวกัน ซื่อสัตย์สุจริต ไม่คอร์รัปชัน ตรงไปตรงมา เชื่อว่าพี่น้องสมุทรปราการจะเลือก สส. พรรคประชาชนทั้ง 8 เขต เพื่อจัดตั้งรัฐบาลประชาชน กาก้าวไกล ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมไปแล้ว รอบนี้ต้องกาประชาชนเพื่อจัดตั้งรัฐบาลของประชาชนให้สำเร็จเสียที”

โดยสรุปแล้ว ทั้ง “ไอติม” และ “ธนาธร” ต่างมุ่งมั่นที่จะนำเสนอนโยบายที่ตอบโจทย์และแก้ไขปัญหาให้กับประชาชน โดยเน้นการศึกษาที่มีคุณภาพและการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง

ที่มา – “ไอติม” หาเสียงสยาม ขายนโยบายการศึกษา-“ธนาธร” ไปสมุทรปราการ เชื่อธงส้มยกจังหวัด

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ผลสำรวจล่าสุดจากไทยรัฐออนไลน์ชี้ชัดว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนมากให้ความสำคัญกับอุดมการณ์ของพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล หาก สส. เขตเดิมย้ายพรรค โอกาสที่จะได้รับการเลือกตั้งซ้ำก็ลดน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นว่าพรรคประชาชนได้รับความนิยมอย่างมากในระบบบัญชีรายชื่อ

การสำรวจ “ส่องกระแสเลือกตั้ง: ความเชื่อมั่นต่อตัวบุคคลและพรรคการเมืองของคนไทย” โดยไทยรัฐโพล ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นจากผู้อ่านไทยรัฐออนไลน์ ตั้งแต่วันที่ 29 ธันวาคม 2568 ถึง 4 มกราคม 2569 โดยมีผู้เข้าชมโพลถึง 1.75 ล้านครั้ง และมีผู้ร่วมตอบแบบสอบถามมากถึง 11,419 คน ซึ่งผลสำรวจนี้สะท้อนให้เห็นถึงทิศทางทางการเมืองที่น่าสนใจในปี 2569

ไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ประเด็นสำคัญที่น่าจับตามองคือ ทัศนคติของประชาชนที่มีต่อ สส. ที่ย้ายพรรค คำถามสำคัญคือ “หาก สส. เขตเดิมของคุณย้ายพรรค ในการเลือกตั้งครั้งนี้คุณจะยังเลือกเขาอยู่หรือไม่?” คำตอบจากผลสำรวจนี้อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับนักการเมืองหลายท่าน

ผลสำรวจพบว่า 56.47% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าจะไม่เลือก สส. ที่ย้ายพรรคอีกต่อไป โดยให้เหตุผลว่า พวกเขาชื่นชอบที่พรรค เมื่อ สส. เปลี่ยนพรรค ก็ถือว่าสิ้นสุดความสัมพันธ์ทางการเมือง

ในขณะเดียวกัน 18.69% ยังไม่ตัดสินใจ 15.34% รอดูแนวนโยบายใหม่ และเพียง 9.49% เท่านั้นที่ยังคงสนับสนุน สส. ที่ย้ายพรรค

สัญญาณเตือน สส. ย้ายพรรค จากไทยรัฐโพล: สส.ย้ายพรรค? “อุดมการณ์” ชนะ!

ตัวเลขเหล่านี้ถือเป็นสัญญาณเตือนที่สำคัญสำหรับ สส. ที่คิดจะย้ายพรรค ไม่ว่าจะเป็นด้วยเหตุผลทางการเมือง ผลประโยชน์ส่วนตัว หรือความอยู่รอด เพราะฐานเสียงเดิมอาจไม่ได้ตามไปสนับสนุนเสมอไป ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในยุคปัจจุบันให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์และอุดมการณ์ของพรรคมากกว่าความสัมพันธ์ส่วนตัว

ในการเลือกตั้งระบบบัญชีรายชื่อ (Party List) พบว่าพรรคประชาชนได้รับความสนใจมากที่สุด โดยมีคะแนนนิยมสูงถึง 41.38% ทิ้งห่างพรรคเพื่อไทย (19.79%) และพรรคภูมิใจไทย (13.15%) อย่างเห็นได้ชัด นอกจากนี้ พรรคประชาธิปัตย์ (10.53%) พรรคเศรษฐกิจ (5.57%) พรรครวมไทยสร้างชาติ (2.06%) พรรคไทยสร้างไทย (1.5%) และพรรคไทยก้าวใหม่ (1.12%) ก็ได้รับความสนใจตามลำดับ

ข้อมูลประชากรของผู้ตอบแบบสอบถามพบว่า ส่วนใหญ่เป็นคนทำงานและวัยเกษียณ โดยผู้ที่มีอายุ 46-59 ปี ตอบมากที่สุด (34.34%) รองลงมาคือผู้ที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป (32.10%) กลุ่มอายุ 36-45 ปี (13.06%) กลุ่มอายุ 26-35 ปี (10.32%) และกลุ่มอายุ 18-25 ปี (10.18%)

ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล (41.93%) ภาคกลาง (18.72%) ภาคอีสาน (16.90%) ภาคเหนือ (11.91%) และภาคใต้ (10.54%)

จากการวิเคราะห์ผลสำรวจของไทยรัฐโพลชุดนี้ แสดงให้เห็นว่าประชาชนกำลังมองหาการเมืองที่ขับเคลื่อนด้วยนโยบายและอุดมการณ์ที่ชัดเจนของพรรค มากกว่าการพึ่งพาบารมีส่วนตัวหรือการย้ายพรรคเพื่อแสวงหาอำนาจ

ผลสำรวจนี้ย้ำเตือนนักการเมืองว่า การยึดมั่นในอุดมการณ์และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยนโยบายที่จับต้องได้ เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการสร้างความสำเร็จในระยะยาว

ที่มา – ไทยรัฐโพล: เมื่อ “อุดมการณ์” ชนะ “บารมีส่วนตัว” ปิดตายทางรอด สส. ย้ายพรรค

โพลคนสงขลา: เลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

นิด้าโพลเผยผลสำรวจความคิดเห็นของชาวสงขลาเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในปี 2569 โดยผลสำรวจชี้ว่าผู้คนในจังหวัดสงขลามีแนวโน้มที่จะเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกรัฐมนตรี

ผลสำรวจยังระบุว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล ติดอันดับ 3 ในขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ จากพรรคประชาชน ติดอันดับ 4 สำหรับพรรคการเมืองที่คาดว่าจะได้รับการเลือกตั้ง ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนในอันดับ 3

การสำรวจนี้ดำเนินการโดยศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ระหว่างวันที่ 20 – 25 ธันวาคม 2568 โดยเก็บข้อมูลจากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป และมีสิทธิเลือกตั้งในจังหวัดสงขลา จำนวน 1,067 หน่วยตัวอย่าง การสำรวจใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95.0

ผลสำรวจความคิดเห็น: ใครที่คนสงขลาอยากให้เป็นนายกฯ

เมื่อถามถึงบุคคลที่คนสงขลาจะสนับสนุนให้เป็นนายกรัฐมนตรี พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 40.67 ระบุว่าเป็น นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (พรรคประชาธิปัตย์)
  • อันดับ 2: ร้อยละ 24.18 ระบุว่า ยังหาคนที่เหมาะสมไม่ได้
  • อันดับ 3: ร้อยละ 12.56 ระบุว่าเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล (พรรคภูมิใจไทย)
  • อันดับ 4: ร้อยละ 11.43 ระบุว่าเป็น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ (พรรคประชาชน)
  • อันดับ 5: อื่นๆ

นอกจากนี้ ยังมีผู้ที่ระบุชื่อบุคคลอื่นๆ เช่น พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค และบุคคลจากพรรคเพื่อไทย พรรคไทยสร้างไทย และพรรคอื่นๆ รวมถึงผู้ที่ไม่ประสงค์ลงคะแนน

สำหรับพรรคการเมืองที่คนสงขลามีแนวโน้มจะเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พบว่า:

  • อันดับ 1: ร้อยละ 45.45 ระบุว่าเป็น พรรคประชาธิปัตย์
  • อันดับ 2: ร้อยละ 19.49 ระบุว่า ยังไม่ตัดสินใจ
  • อันดับ 3: ร้อยละ 15.09 ระบุว่าเป็นพรรคประชาชน
  • อันดับ 4: อื่นๆ

ผลสำรวจยังแสดงให้เห็นถึงแนวโน้มในการเลือก ส.ส. แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง โดยพรรคประชาธิปัตย์ยังคงเป็นอันดับ 1 ตามมาด้วยพรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทย

โดยสรุปแล้ว ผลสำรวจของนิด้าโพลแสดงให้เห็นว่า “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” ยังคงได้รับความนิยมจากชาวสงขลาเป็นอย่างมากในการเลือกตั้งที่จะมาถึง อย่างไรก็ตาม ยังมีผู้ที่ไม่ตัดสินใจอีกจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งจริง

ทำไมผลโพลถึงชี้ไปที่ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์”?

เหตุผลที่พรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ยังคงได้รับความนิยมในสงขลาอาจมาจากปัจจัยหลายประการ เช่น ฐานเสียงเดิมที่แข็งแกร่ง ความผูกพันกับพรรคที่มีมายาวนาน และภาพลักษณ์ของความเป็นนักการเมืองที่มีประสบการณ์และความน่าเชื่อถือ

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยาก การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นจริงอาจมีปัจจัยอื่นๆ ที่ส่งผลต่อผลการเลือกตั้งได้ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าติดตามว่าผลการเลือกตั้งจริงจะเป็นไปตามผลสำรวจหรือไม่

การเลือก “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของประชาชนชาวสงขลาเอง โดยพิจารณาจากนโยบาย วิสัยทัศน์ และความสามารถของพรรคการเมืองและผู้สมัครแต่ละคน

ที่มา – โพลเผยคนสงขลาจะโหวตให้ “พรรคประชาธิปัตย์-อภิสิทธิ์” เป็นนายกฯ

ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน จำนำทรัพย์โรงรับจำนำรัฐ

รัฐบาลใจดี! ออกมาตรการ ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน จำนำทรัพย์โรงรับจำนำรัฐ วงเงินไม่เกิน 5,000 บาท, 1 คน 1 สิทธิ์ ต่อ 1 รอบตั๋วจำนำ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2569 ใครที่กำลังมองหาแหล่งเงินทุนระยะสั้น ห้ามพลาด!

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2568 นางสาวอัยรินทร์ พันธุ์ฤทธิ์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักงานธนานุเคราะห์ (สธค.) ในฐานะหน่วยงานภายใต้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ขานรับนโยบายของรัฐบาล มุ่งเน้นให้ประชาชนทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างเท่าเทียมกัน

“ขอเชิญชวนประชาชนใช้บริการจำนำทรัพย์ ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน วงเงินจำนำ ไม่เกิน 5,000 บาท, 1 คน 1 สิทธิ์ ต่อ 1 รอบตั๋วจำนำ สามารถใช้บริการได้ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2569 ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มสภาพคล่อง รับต้นปีแบบสบายใจ โปร่งใส และเป็นธรรม” นางสาวอัยรินทร์ กล่าว

สำนักงานธนานุเคราะห์ กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมดูแลประชาชนทุกคน โดยประชาชนสามารถใช้บริการได้ ณ สถานธนานุเคราะห์ทั่วประเทศ ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และสาขาส่วนภูมิภาค ในพื้นที่ที่ประชาชนสะดวก

ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน จำนำทรัพย์โรงรับจำนำรัฐ

เงื่อนไขและรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับ ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน

มาตรการ ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน นี้มีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้:

  • วงเงินจำนำ: ไม่เกิน 5,000 บาท
  • ระยะเวลา: 1 – 31 มกราคม 2569
  • สิทธิ์: 1 คน 1 สิทธิ์ ต่อ 1 รอบตั๋วจำนำ
  • สถานที่: สถานธนานุเคราะห์ทั่วประเทศ

ทำไมต้องโรงรับจำนำของรัฐ?

หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมต้องเป็นโรงรับจำนำของรัฐ? เพราะโรงรับจำนำของรัฐมีความน่าเชื่อถือ โปร่งใส และเป็นธรรม อีกทั้งยังมีอัตราดอกเบี้ยที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับโรงรับจำนำเอกชนบางแห่ง นอกจากนี้ การใช้บริการโรงรับจำนำของรัฐยังเป็นการสนับสนุนหน่วยงานภาครัฐในการช่วยเหลือประชาชนอีกด้วย

เตรียมตัวก่อนไปใช้บริการ

ก่อนที่จะเดินทางไปใช้บริการ ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน จำนำทรัพย์โรงรับจำนำรัฐ ควรเตรียมตัวให้พร้อมดังนี้:

  • ตรวจสอบทรัพย์สินที่จะนำไปจำนำว่ามีมูลค่าเหมาะสมหรือไม่
  • เตรียมบัตรประชาชนตัวจริง
  • ศึกษาเงื่อนไขและข้อกำหนดต่างๆ ของโรงรับจำนำ

ทรัพย์สินอะไรบ้างที่สามารถนำไปจำนำได้?

โดยทั่วไปแล้ว ทรัพย์สินที่สามารถนำไปจำนำได้ที่โรงรับจำนำของรัฐ ได้แก่ ทองรูปพรรณ เครื่องประดับ อัญมณี นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้า และเครื่องมือช่าง อย่างไรก็ตาม ควรตรวจสอบกับโรงรับจำนำแต่ละแห่งอีกครั้งเพื่อความแน่ใจ

มาตรการนี้ถือเป็นโอกาสที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนระยะสั้นในช่วงต้นปี อย่ารอช้า รีบตรวจสอบทรัพย์สินของคุณและเตรียมตัวไปใช้บริการ ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน จำนำทรัพย์โรงรับจำนำรัฐ ตั้งแต่วันที่ 1 – 31 มกราคม 2569 กันได้เลย!

การที่รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือประชาชนในลักษณะนี้ แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจและความพยายามในการบรรเทาภาระทางการเงินให้กับประชาชนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ มาตรการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการเงินทุนหมุนเวียนอย่างเร่งด่วน

ที่มา – ฟรีดอกเบี้ย นาน 3 เดือน จำนำทรัพย์โรงรับจำนำรัฐ ตั้งแต่ 1 – 31 ม.ค. 69

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน หนุนสู้อำนาจเป็นของประชาชน

“ธนาธร” ลงพื้นที่หาเสียงที่ลำพูน ควงนายก อบจ. อ้อนขอคะแนนเสียงให้พรรคประชาชน บอกเปลี่ยนลำพูนยังไม่พอ ขอเป็นรัฐบาลเปลี่ยนประเทศ พร้อมโพสต์ภาพแฟนคลับเขียนจดหมายให้กำลังใจ บอกสักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ผู้ช่วยหาเสียงพรรคประชาชน ร่วมหาเสียงที่ลำพูน กับ นายวิทวิสิทธิ์ ปันสวนปลูก ผู้สมัคร สส. เขต 1 เบอร์ 1 และนายชัชพีร์ วรรณาพิรัชย์ ผู้สมัคร สส. เขต 2 เบอร์ 3 โดยมีนายกเฮง นายวีระเดช ภู่พิสิฐ นายก อบจ. ลำพูนช่วยหาเสียง บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก ได้รับการต้อนรับจากพ่อค้าแม่ขายและประชาชนอย่างอบอุ่น โดยนายธนาธรระบุว่าลำพูนมีปัญหาหลักคือเรื่องเกษตร และเรื่องสวัสดิการผู้สูงวัย

“สำหรับลำพูน นโยบายที่คนสนใจเยอะเป็นเรื่องลำไย พืชผลการเกษตรราคาตกต่ำ ซึ่งนโยบายของเรารอบนี้มีคูปองเพื่อเกษตรกร สนับสนุนการทำเกษตรทันสมัย ปรุงดิน ใช้ปุ๋ยแม่นยำ ลดเผา และยังมีคูปองอุดหนุนเกษตรกรที่นำสินค้าเกษตรไปแปรรูปอีกรายละ 50,000 บาท เป็นการอุดหนุนแบบตรงเป้า ไม่ใช่แจกเงินอย่างเดียว แต่เป็นการให้เงินอุดหนุนเพื่อสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทำการเกษตรอย่างได้ผล ลดต้นทุน เพิ่มมูลค่าผลผลิตได้ในระยะยาว”

นายธนาธรยังกล่าวอีกด้วยว่าตลอด 10 เดือนที่พรรคประชาชนได้รับโอกาสให้บริหารลำพูน นายกเฮงและทีมงาน รวมถึงตนเอง ได้ทำงานเต็มที่เพื่อเปลี่ยนคุณภาพชีวิตคนลำพูน ตอนนี้คนเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง เช่น การรับมือน้ำท่วมทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีระบบแจ้งเตือนและเฝ้าระวังน้ำที่ทันสมัย มีการเปิดเส้นทางขนส่งสาธารณะใหม่ๆ ในลำพูนโดยใช้รถ EV ให้บริการ และยังมีอีกหลายโครงการที่จะทยอยเสร็จในปีนี้ แต่เปลี่ยนแค่ลำพูนยังไม่พอ ขอโอกาสในการเลือกตั้งครั้งนี้ เลือก สส. เขตพรรคประชาชนทั้ง 2 เขตที่ลำพูน เพื่อให้รัฐบาลประชาชนได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงประเทศ

“ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

นอกจากนี้ นายธนาธร ยังโพสต์ภาพจดหมายที่แฟนคลับส่งให้ พร้อมระบุข้อความว่า ได้รับจดหมายฉบับนี้ระหว่างการเดินทางพบปะประชาชนรอบนี้ที่ภาคเหนือ (เชียงใหม่ ลำปาง และลำพูน) มีเวลาอ่านเมื่อขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯ

ขอบคุณทุกคนที่เข้าใจพวกเรา และยังยืนหยัดต่อสู้ร่วมกัน มาเดินทางร่วมกันต่อไป จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ขอบคุณจริงๆ

ขณะที่ข้อความในจดหมาย ระบุว่า ถึง คุณธนาธร และทุกคนตั้งแต่อนาคตใหม่จนถึงประชาชน

ขอบคุณครับที่พวกคุณได้ปลูกต้นไม้

ที่ชื่อว่าประชาธิปไตยนั้นมาอีกครั้ง ต้นไม้ต้นนี้

ยังค่อย ๆ เติบโตท่ามกลางพายุโหมกระหน่ำ

สักวันต้นไม้ต้นนี้จะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์

และสวยงาม

การเลือกตั้งหลังจากนี้ขอให้ทุกคน

อย่ายอมแพ้นะครับ มีผู้คนอีกมากมายที่จะคอย

เป็นกำลังข้างหลังพวกคุณและสู้ไปด้วยกัน

สู้ๆ ครับ

สักวันอำนาจสูงสุดจะเป็นของประชาชน

“ธนาธร” เดินหน้าหาเสียงที่ลำพูน มั่นใจอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

การลงพื้นที่หาเสียงของ “ธนาธร” ที่ลำพูนครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคประชาชนในการผลักดันนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาของประชาชนในระดับท้องถิ่น ควบคู่ไปกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงในระดับประเทศ การได้รับกำลังใจจากแฟนคลับผ่านจดหมายยิ่งเป็นแรงผลักดันให้ “ธนาธร” และทีมงานเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ “อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน” อย่างแท้จริง

สำหรับประชาชนชาวลำพูน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญที่จะตัดสินใจว่าจะเลือกผู้แทนที่สามารถผลักดันนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อท้องถิ่น หรือจะเลือกผู้แทนที่จะนำพาประเทศไปสู่การเปลี่ยนแปลงในทิศทางที่ประชาชนต้องการ “ธนาธร” และพรรคประชาชนหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสนับสนุนจากชาวลำพูน เพื่อร่วมกันสร้างอนาคตที่ดีกว่า

การที่ “ธนาธร” โพสต์ภาพจดหมายจากแฟนคลับที่ให้กำลังใจในการต่อสู้เพื่อให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการมีส่วนร่วมของประชาชนในการขับเคลื่อนประชาธิปไตย จดหมายฉบับนี้เป็นสัญลักษณ์ของการสนับสนุนและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อ “ธนาธร” และพรรคประชาชน

การเมืองไม่ใช่เรื่องของนักการเมืองเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่มีสิทธิมีเสียง ทุกคนมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตของประเทศ การเลือกตั้งจึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกคนจะได้แสดงพลัง และเลือกผู้แทนที่สามารถนำพาประเทศไปสู่ทิศทางที่ต้องการ

ดังนั้น อย่าปล่อยให้โอกาสนี้หลุดลอยไป ออกไปใช้สิทธิเลือกตั้ง และเลือกผู้แทนที่สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างแท้จริง มาร่วมกันสร้างสังคมที่เป็นธรรม และให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริงกันเถอะ

ที่มา – “ธนาธร” หาเสียงลำพูน โพสต์ภาพจดหมายแฟนคลับ หนุนให้สู้จนกว่าอำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน

เท่าพิภพ ซัดเปลืองเน็ต! ไอซ์เย้ยพวกเทา

“ไอซ์ รักชนก” เดินช่วย “เท่าพิภพ” หาเสียง ย้ำ “มีส้มไม่มีเทา” ตอนนี้ออกไปหมดแล้ว เย้ยดูไว้พวกอยากแทรกซึมเข้ามา ด้าน “เท่าพิภพ” ฉะ พรรคอื่นค้านเปลี่ยนตัว บอกไม่ใช่เขตแรกที่ทำ ไล่ไปถาม “เนวิน ชิดชอบ” บอกอ่านข่าวนี้แล้ว เปลืองเน็ตฉิบหาย

วันที่ 2 ม.ค. 2569 นางสาวรักชนก ศรีนอก หรือ ไอซ์ ผู้สมัคร สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน มาช่วยนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้สมัคร สส.พรรคประชาชน เขต 33 บางพลัด-บางกอกน้อย (ยกเว้นแขวงศิริราช) ที่หน้าวัดรวกสุทธารามท่ามกลางกระแสการตั้งคำถามถึงเรื่องดรามาการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร

นายเท่าพิภพ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ผู้สมัครพรรคอื่น ไปฟ้องเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สมัคร ว่า แน่นอนตนถอนหายใจหลายรอบ ว่าเรื่องนี้เป็นประโยชน์ต่อระบอบประชาธิปไตย แต่ว่านี่จะต้องขอสื่อมวลชนทุกท่าน ว่าการเสนอข่าวดังกล่าวเป็นเรื่องไม่ดี ข้อมูลในโลกใบนี้มี 4 อย่าง 1. ข้อเท็จจริงที่เถียงกันไม่ได้ 2. บางอย่างอาจจะเข้าใจผิด อาจจะเขลา 3. การสร้างเฟคนิวส์ใส่ร้าย

“แต่กรณีนี้เข้าข้อ 4 คือ ไม่ใช่เฟคนิวส์แต่เข้าข่ายไร้สาระ เป็นอะไรที่คุณเปิดเน็ตขึ้นมาแล้ว เปลืองเน็ตฉิบหาย เอาค่าอินเตอร์เน็ตของฉันกลับคืนมา ขอว่าอย่าไปนำเสนอข่าวพวกนี้เลย กกต. เขาก็บอกอยู่แล้ว และไม่ใช่เขตแรกที่ทำ บุรีรัมย์เคยมีเปลี่ยน คุณไม่ไปถามเนวินบ้างล่ะครับ” นายเท่าพิภพ กล่าว

ด้านนางสาวรักชนก ที่เดินทางมาช่วยหาเสียงในวันนี้ด้วย กล่าวว่า หลายคนอาจจะมองว่าเขต 33 เป็นจุดอ่อนของพรรคประชาชนที่ถูกโจมตีอยู่ ซึ่งเราก็น้อมรับ แต่ว่าสบายใจได้ตอนนี้ เราได้ตัวชัวร์มาแล้ว คือ นายเท่าพิภพ ตนเองเชื่อว่าการทำงานตลอดเจ็ดปีที่ผ่านมาของเท่าพิภพ ทั้งงานพื้นที่และงานสภา จะสามารถเรียกคืนความไว้วางใจการสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนได้

นอกจากนี้ นางสาวรักชนก กล่าวว่า เคสนี้ถูกโจมตีเยอะ และเวลาที่เราเจอนักการเมืองสีเทา หรือข้าราชการสีเทา เราก็อยากให้ ติดคุก หรือถูกกระบวนการยุติธรรมลงโทษ เพราะฉะนั้น “มีส้มไม่มีเทา” พวกเราเอาจริง ตั้งแต่ในพรรคของเราเอง ไม่ได้พูดเพื่อเอาเท่ แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง ยืนยันว่า เราเริ่มจากพรรคตนเองก่อน ซึ่งขณะนี้เราพิสูจน์ให้ประชาชนเห็น หลายคนอาจจะพูดว่า ใครบอกมีส้มไม่มีเทา แต่มีเยอะเลย ย้ำว่า ตอนนี้ทุกคนออกไปหมดแล้ว พร้อมยืนยันว่าหากเราเจอคนที่มีปัญหาทางข้อกฎหมาย การทำผิดกฎหมาย เราไม่นิ่งนอนใจ ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคประชาชน คัดคนที่ประวัติเครดิต และขอประวัติอาชญากรด้วย แต่หมายจับเพิ่งมาในวันที่ทุกคนได้ทราบ และหลังจากที่ได้ทราบ ก็ไม่ได้นิ่งเฉยดำเนินการให้ออกจากการเป็นผู้สมัครทันที

นางสาวรักชนก ยืนยันอีกครั้งว่า หากเราเจอในพรรคเรา เราไม่เอาไว้ เราไม่ให้เป็น สส. และไม่ให้เป็นรัฐมนตรีสีเทา สีเทาตรงไหนอยากเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของพรรคประชาชน ก็ดูเอาไว้ว่า การแทรกซึมอาจจะเข้าได้ แต่ว่าสุดท้ายเราก็ไม่เอาอยู่ดี และอาจจะติดคุกก่อนใคร ก่อนที่จะอยู่กับพรรคอื่น

ทั้งนี้ขณะช่วยหาเสียง นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ได้มาลงพื้นที่กรุงเทพมหานคร เขต 33 ช่วยหาเสียงให้กับนายเจตน์สฤษฏิ์ เลิศธนสาร ผู้สมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ด้วย โดยนายเท่าพิภพ และนายองอาจได้จับมือทักทายกันด้วย

เท่าพิภพ ซัดเปลืองเน็ต ข่าวร้องเรื่องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร “ไอซ์” เย้ยพวกเทาอย่าคิดเข้ามา

“เท่าพิภพ” มองประเด็นเปลืองเน็ตคืออะไร?

จากกรณีที่มีผู้สมัครพรรคอื่นไปร้องเรียนเรื่องการเปลี่ยนตัวผู้สมัครนั้น นายเท่าพิภพมองว่าเป็นประเด็นที่ “เปลืองเน็ต” เพราะมองว่าเป็นเรื่องไร้สาระที่ถูกนำเสนอต่อสาธารณชน นอกจากนี้ยังกล่าวถึงกรณีที่คล้ายคลึงกันในอดีตและตั้งคำถามถึงการเลือกปฏิบัติในการนำเสนอข่าว

ประเด็นนี้แสดงให้เห็นถึงมุมมองของนักการเมืองต่อการนำเสนอข่าวสารในปัจจุบัน ที่บางครั้งอาจให้ความสำคัญกับประเด็นที่ไม่สร้างสรรค์หรือเป็นประโยชน์ต่อสังคมเท่าที่ควร การตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้องก่อนการเผยแพร่จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันการสร้างความเข้าใจผิดและความสับสนในสังคม

การแสดงความเห็นของเท่าพิภพในครั้งนี้ ทำให้เกิดการถกเถียงในวงกว้างเกี่ยวกับบทบาทของสื่อมวลชนในการนำเสนอข่าวการเมือง รวมถึงความรับผิดชอบในการกลั่นกรองข้อมูลเพื่อนำเสนอต่อสาธารณชนอย่างถูกต้องและรอบด้าน

ในขณะที่ “ไอซ์ รักชนก” ได้กล่าวถึงจุดยืนของพรรคประชาชนที่ชัดเจนในเรื่องความโปร่งใสและไม่สนับสนุนนักการเมืองสีเทา โดยย้ำว่าพรรคได้ดำเนินการคัดกรองผู้สมัครอย่างเข้มงวดและพร้อมที่จะลงโทษผู้ที่กระทำผิด ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองให้เป็นไปในทิศทางที่ถูกต้อง

ทั้งนี้ การที่นักการเมืองออกมาแสดงความเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ในสังคม ถือเป็นสัญญาณที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวและความกล้าที่จะเผชิญหน้ากับปัญหา อย่างไรก็ตาม การแสดงความเห็นดังกล่าวควรอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริงและความรับผิดชอบต่อสังคม เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศชาติ

การเคลื่อนไหวของทั้งสองท่าน เท่าพิภพ และ ไอซ์ รักชนก แสดงให้เห็นถึงความพยายามที่จะสร้างการเมืองที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ ความคิดเห็นของพวกเขาสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับประเด็นสำคัญในสังคมและกระตุ้นให้ประชาชนคิดวิเคราะห์อย่างมีวิจารณญาณ

ที่มา – “เท่าพิภพ” ซัด เปลืองเน็ต ข่าวร้องเรื่องเปลี่ยนตัวผู้สมัคร “ไอซ์” เย้ยพวกเทาอย่าคิดเข้ามา

ไทยสร้างไทย ปล่อยป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ!


ไทยสร้างไทย ปล่อยป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ!

พรรคไทยสร้างไทย ฉีกทุกกฎป้ายหาเสียง ประเดิมปล่อยไอเดียป้าย “หวยบำเหน็จ” สุดครีเอทีฟ ให้ ผู้สมัคร สส.กทม. ขูดเลขที่ต้นไม้ เผยหลังปีใหม่มีเซอร์ไพรส์อีกชุดใหญ่

วันที่ 2 มกราคม 2568 พรรคไทยสร้างไทย ปล่อยป้ายหาเสียงสุดครีเอทีฟ ประเดิมด้วยนโยบายส่งเสริมการออมอย่าง “หวยบำเหน็จ” ที่นำเอาความชอบลุ้นโชคของคนไทยมาเปลี่ยนเป็นเครื่องมือการออม พร้อมชูคอนเซปต์เปลี่ยนเงินที่เคยเสียเปล่าจากการซื้อหวยให้กลายเป็นเงินฝากที่จะได้รับคืนพร้อมดอกเบี้ยเมื่อเกษียณ ถือเป็นการเริ่มต้นสื่อสารนโยบายที่เข้าใจง่าย ไม่น่าเบื่อ และฉีกกรอบการหาเสียงแบบเดิมๆ ที่มักเน้นแต่ตัวเลขทางเศรษฐกิจที่จับต้องยาก มาเป็นการใช้วิถีชีวิตที่ใกล้ตัวประชาชนมากที่สุด

โดยในภาพ คือ นายแทนรัก ศาตะมาน ผู้สมัคร สส.กทม. พรรคไทยสร้างไทย กำลังขูดเลขที่ต้นไม้ เป็นเลข 48 พร้อมระบุว่า “ขูดเข้าไป ยังไงก็มีเงินเก็บ” พร้อมระบุด้วยว่า หายเหนื่อย กับหวยบำเหน็จ คืนทั้งต้น คืนทั้งดอก เมื่ออายุครบ 60, 80 ปี

พรรคไทยสร้างไทย ยังระบุด้วยว่า นี่เป็นเพียงการอุ่นเครื่องเท่านั้น เพราะหลังปีใหม่ 2569 นี้ พรรคไทยสร้างไทยเตรียมสร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วย “ป้ายหาเสียงไอเดียสุดล้ำ” ชุดใหญ่ที่จะกระจายตัวไปทั่วพื้นที่ เพื่อตอกย้ำภาพลักษณ์พรรคที่คิดต่างและทำจริง ซึ่งป้ายชุดใหม่นี้จะยิ่งมีความครีเอทีฟและเข้าถึงปัญหาเชิงลึกของชาวบ้านในแบบที่คาดไม่ถึงแน่นอน

ไทยสร้างไทย กับนโยบาย “หวยบำเหน็จ” ที่น่าจับตา

แนวคิดเรื่อง “หวยบำเหน็จ” ของพรรคไทยสร้างไทย ถือเป็นนโยบายที่น่าสนใจ เพราะเป็นการผสมผสานความบันเทิงและความมั่นคงทางการเงินเข้าด้วยกันอย่างลงตัว คนไทยจำนวนมากชื่นชอบการเสี่ยงโชค และการซื้อหวยก็เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน การที่พรรคไทยสร้างไทยมองเห็นโอกาสตรงนี้ และนำมาพัฒนาเป็นนโยบายที่ช่วยส่งเสริมการออม จึงเป็นเรื่องที่น่าชื่นชม

ทำไมนโยบาย “หวยบำเหน็จ” ถึงโดนใจคนไทย?

  • เข้าใจง่าย: นโยบายนี้ไม่ได้ซับซ้อน เข้าใจง่าย และตรงไปตรงมา คนทั่วไปสามารถเข้าใจแนวคิดพื้นฐานได้ทันที
  • จับต้องได้: การเปลี่ยนเงินที่เคยจ่ายไปกับการซื้อหวยให้กลายเป็นการออมที่ได้ดอกผลตอบแทน เป็นสิ่งที่จับต้องได้และสร้างแรงจูงใจ
  • ตอบโจทย์: นโยบายนี้ตอบโจทย์ความต้องการของคนที่ต้องการออมเงิน แต่ยังอยากมีโอกาสลุ้นโชคไปพร้อมๆ กัน

นอกจากนี้ การที่พรรคไทยสร้างไทยเลือกใช้ป้ายหาเสียงที่ครีเอทีฟและแตกต่าง ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจที่จะสื่อสารกับประชาชนด้วยวิธีการใหม่ๆ ที่น่าสนใจ การขูดเลขที่ต้นไม้เพื่อสื่อถึงนโยบาย “หวยบำเหน็จ” เป็นไอเดียที่สร้างสรรค์และดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือการทำให้นโยบาย “หวยบำเหน็จ” เป็นจริงได้ และบริหารจัดการอย่างโปร่งใส เพื่อให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเงินออมของพวกเขาจะปลอดภัยและได้รับผลตอบแทนอย่างที่คาดหวังไว้ นอกจากนี้ การให้ความรู้และคำแนะนำเกี่ยวกับการวางแผนทางการเงินควบคู่ไปด้วย ก็จะช่วยให้ประชาชนสามารถตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

การเลือกตั้งครั้งนี้ เป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้พิจารณานโยบายของแต่ละพรรคอย่างละเอียด ถี่ถ้วน และเลือกพรรคที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตนเองได้ดีที่สุด นโยบาย “หวยบำเหน็จ” ของพรรคไทยสร้างไทย เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจ ซึ่งอาจเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่ต้องการเริ่มต้นการออมและวางแผนอนาคตทางการเงินของตนเอง

ที่มา – ไทยสร้างไทย ปล่อยป้ายหาเสียงสุดครีเอทีฟให้ผู้สมัครขูดเลขที่ต้นไม้ ชูนโยบาย “หวยบำเหน็จ”

พปชร.เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล


โอกาสใหม่ – พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง เพื่อความเป็นสิริมงคล “จตุพร” ควง “กนกนุช” ผู้สมัคร สส.กทม.เขตดอนเมือง ไหว้พระ สวดมนต์ข้ามปีวัดไผ่เขียว ด้าน “ตรีนุช” วางศิลาฤกษ์ วัดถวายเฉลิมพระเกียรติ จ.สระแก้ว

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 31 ธันวาคม 2568 พรรคโอกาสใหม่ นำโดยนายจตุพร บุรุษพัฒน์ หัวหน้าพรรคโอกาสใหม่ ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคลำดับที่ 1 พร้อม น.ส.อนุสรี ทับสุวรรณ รองหัวหน้าพรรค ในฐานะแกนนำดูแลการเลือกตั้ง สส.กทม.ของพรรค พร้อมนางกนกนุช กลิ่นสังข์ ผู้สมัคร สส.กทม.เขตดอนเมือง พรรคโอกาสใหม่ กราบไหว้พระ ขอพรให้คนไทยพบกับสิ่งดีๆ โอกาสดีๆ โอกาสใหม่ๆ ในชีวิตตลอดปี 2569 ที่วัดเวฬุวนาราม หรือวัดไผ่เขียว เขตดอนเมือง กทม. พร้อมเข้าชมถ้ำนาคาที่มีรูปปั้นสลักลายสวยงามของพญาอนันตนาคราช รวมถึงสวดมนต์ข้ามปีเพื่อความเป็นสิริมงคล

ในขณะที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ได้เริ่มต้นปีใหม่ด้วยความเป็นสิริมงคลเช่นกัน เนื่องในวันขึ้นปีใหม่ 2569 วันที่ 1 มกราคม 2569 น.ส.ตรีนุช เทียนทอง เลขาธิการพรรค พปชร. แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ลำดับที่ 1 ผู้สมัคร สส.สระแก้ว เขต 2 หมายเลข 6 โพสต์ภาพร่วมพิธีวางศิลาฤกษ์ วัดถวายเฉลิมพระเกียรติ เพื่อความเป็นสิริมงคล ร่วมกับพี่น้องชาว ต.วังทอง อ.วังสมบูรณ์ จ.สระแก้ว พร้อมขออนุโมทนาบุญในกุศลจิตของทุกท่านให้มีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขตลอดไป

โอกาสใหม่ – พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง

การทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานในสังคมไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างวันขึ้นปีใหม่ ผู้คนมักจะเดินทางไปวัดทำบุญ ตักบาตร ไหว้พระ เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว การทำบุญยังเป็นการเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส และเป็นการสร้างกุศลให้กับตนเองอีกด้วย

ทำไมต้องทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล?

  • เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิตและครอบครัว
  • เพื่อเริ่มต้นปีใหม่ด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์ ผ่องใส
  • เพื่อสร้างกุศลให้กับตนเอง อันจะนำมาซึ่งความสุขและความเจริญ
  • เพื่อเป็นขวัญและกำลังใจในการดำเนินชีวิต
  • เพื่อสืบสานวัฒนธรรมและประเพณีอันดีงามของไทย

การทำบุญในรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำบุญตักบาตร การบริจาคเงิน การช่วยเหลือผู้อื่น หรือการบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม ล้วนเป็นการสร้างกุศลและความดีงาม ซึ่งจะส่งผลให้ชีวิตมีความสุข ความเจริญ และประสบความสำเร็จในสิ่งที่ปรารถนา

นอกจากนี้ การทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง ยังเป็นการแสดงออกถึงความเชื่อมั่นในสิ่งศักดิ์สิทธิ์และการขอพรให้การเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม และได้คนดี มีความสามารถ เข้ามาบริหารประเทศชาติให้เจริญก้าวหน้า

ดังนั้น การ ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคล จึงเป็นกิจกรรมที่ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกคนได้มีส่วนร่วม เพื่อความเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต สังคม และประเทศชาติ

สำหรับพรรคการเมือง การทำบุญในช่วงเทศกาลสำคัญยังถือเป็นการแสดงออกถึงความใส่ใจในวัฒนธรรมและประเพณีของไทย รวมถึงเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับประชาชนอีกด้วย

ที่มา – โอกาสใหม่-พปชร. เอาฤกษ์เอาชัย ทำบุญขึ้นปีใหม่ เสริมสิริมงคลก่อนเลือกตั้ง

“พรรคพลวัต” ค้านเต็มที่! ผลักดันนิคมฯ จะนะ ไม่ทำตาม SEA

“พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต และนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์ฯ พรรค ลงพื้นที่ อ.จะนะ จ.สงขลา ชูเศรษฐกิจชุมชนเป็นโมเดล พร้อมประกาศเสียงดัง หากรัฐบาลใดผลักดันนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยไม่ทำตาม SEA จะเจอการคัดค้านอย่างถึงที่สุด!

เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2569 นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต เปิดเผยว่า ตนเองพร้อมด้วย นายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย พรรคพลวัต ลงพื้นที่บ้านนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา เพื่อพบปะเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และกลุ่มเต่าไข่ ที่ทำผลิตภัณฑ์ปลาเส้น และรองเท้าไหมพรม ซึ่งเป็นตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนที่เข้มแข็ง

นายกัณวีร์กล่าวว่า พรรคพลวัตมีนโยบายชัดเจนในการส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน จึงได้เชิญนายอภิสิทธิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ มาร่วมศึกษาดูงานที่เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น โดยได้ชมการสาธิตการทำปลาเส้นของกลุ่มเต่าไข่ และการผลิตรองเท้าถักไหมพรม ซึ่งสร้างรายได้ให้กลุ่มแม่บ้านเป็นอย่างดี จนกลายเป็นอาชีพหลักอีกอาชีพหนึ่งของพวกเธอ

นายอภิสิทธิ์กล่าวเสริมว่า ได้รับฟังข้อมูลจากนายรุ่งเรือง ระหมันยะ เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และภรรยา ซึ่งเป็นสมาชิกกลุ่มเต่าไข่ ทำให้เห็นว่าเศรษฐกิจสร้างสรรค์สามารถสร้างอาชีพและรายได้จากการทำงานควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและท้องทะเลได้อย่างลงตัว ผลิตภัณฑ์จากปลาตากแห้งแปรรูปเป็นปลาเส้นสร้างรายได้ให้ครอบครัวและชุมชน นอกจากนี้ ยังมีรองเท้าถักไหมพรมจากการฝึกอบรมในช่วงต่อต้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะและช่วงโควิด-19 ซึ่งปัจจุบันส่งไปขายถึงโคลอมเบียแล้ว

“ผลผลิตของชุมชนจะนะพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อนำสิ่งแวดล้อมและความคิดสร้างสรรค์มาต่อยอดและมีช่องทางการจำหน่าย ก็สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ทำให้สามารถทำงานที่บ้าน ดูแลครอบครัวได้สะดวกสบาย ซึ่งทราบว่าพวกเขามีรายได้ที่มั่นคงกว่าเดิมจากการขายของในตลาด นี่คือตัวอย่างเศรษฐกิจชุมชนขนาดย่อมที่ประสบความสำเร็จได้หากเราให้ความสำคัญกับมัน อย่างไรก็ตาม บางผลิตภัณฑ์ต้องการความรู้และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เช่น ตู้อบอนามัยสำหรับอบปลาแห้ง” นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวอีกว่า จะนะเป็นโมเดลเศรษฐกิจชุมชนที่น่าประทับใจอย่างยิ่ง การนำเทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนการผลิตเป็นอีกแนวทางหนึ่งของการใช้ Design Thinking เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ชุมชน

นายกัณวีร์กล่าวว่า เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่นและพี่น้องชาวจะนะเป็นสัญลักษณ์ของการต่อสู้เพื่อปกป้องพื้นที่จากนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นปลาเส้น ปลาเค็มฝังทราย หรือรองเท้า ล้วนมีประวัติศาสตร์ของนักรบผ้าถุงที่ต่อสู้หน้าทำเนียบรัฐบาล ซึ่งถูกจารึกไว้ในรองเท้า เป็นมูลค่าทางจิตใจและประวัติศาสตร์ของชุมชน

นายรุ่งเรืองกล่าวว่า พวกเขาต่อต้านการสร้างนิคมอุตสาหกรรมจะนะ เพราะอุตสาหกรรมเหล่านั้นไม่ได้แค่กลืนสินค้า แต่กลืนจิตวิญญาณของคนในพื้นที่ด้วย นิคมอุตสาหกรรมขนาด 20,000 ไร่ จะทำให้หาดใหญ่น้ำท่วมหนักกว่าเดิม และปัญหาน้ำท่วมในจะนะจะรุนแรงขึ้นอย่างมาก หากมีนิคมอุตสาหกรรมตั้งอยู่ปลายน้ำ เมืองจะนะคงจมอยู่ใต้น้ำมิดหลังคา เพราะภัยพิบัติเชื่อมโยงถึงกันทั้งหมด

“ขณะนี้พวกเราไม่ไว้วางใจ SEA ที่มีผลการศึกษาว่าพื้นที่จะนะไม่เหมาะกับการทำนิคมอุตสาหกรรม แม้จะเป็นยุทธศาสตร์ 15+1 ที่รวมสงขลาและปัตตานี และสภาพัฒน์ฯ จะสรุปมาแล้ว แต่เรายังไม่มั่นใจในรัฐมนตรีใหม่ หากใครเป็นรัฐบาลก็อยากฝากเรื่องนี้ไว้ด้วย” นายรุ่งเรืองกล่าว

พรรคพลวัต ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากไม่ฟังเสียง SEA

นายกัณวีร์ย้ำว่า พรรคพลวัตจะต่อต้านอย่างถึงที่สุด หากรัฐบาลใหม่ไม่นำผลการศึกษา SEA มาเป็นแนวทางในการพัฒนาพื้นที่ อ.จะนะ เพราะต้องยอมรับในกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน หากไม่ยึดถือหลักการนี้ แล้วจะศึกษาไปทำไม

“ถ้ารัฐบาลไหนมาผลักดัน ผมจะต่อสู้อย่างเต็มที่ เพราะ SEA มีเหตุผลในการตัดสินใจ เมื่อบอกว่าจัดตั้งไม่ได้เพราะจะมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิต ก็ต้องพิจารณาตามผลการศึกษา หากใครจะดันทุรังไม่ทำตาม เราจะต่อสู้ให้ถึงที่สุด”

นายกัณวีร์ยืนยันว่า พรรคพลวัตสนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนที่ใช้แนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์มาเป็นองค์ความรู้เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชน และเชื่อมั่นว่า หากชุมชนใช้ฐานทรัพยากรมาต่อยอดสร้างรายได้ได้ จะเป็นรากฐานเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย

การที่พรรคพลวัตออกมาแสดงจุดยืนอย่างแข็งขันเช่นนี้ แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะปกป้องผลประโยชน์ของชุมชน และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่น การผลักดันนิคมอุตสาหกรรมโดยไม่คำนึงถึงผลการศึกษา SEA อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ในภายหลัง

ที่มา – “พรรคพลวัต” หาเสียงจะนะ ประกาศคัดค้านเต็มที่ หากผลักดันนิคมอุตสาหกรรม ไม่ทำตาม SEA

Scroll to top