ข่าวต่างประเทศล่าสุด

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหดปราบแก๊งค้ายา

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เพื่อเตรียมพร้อมบุกกวาดล้างแก๊งค้ายาเสพติดข้ามชาติกันแล้วนะครับ! หลังจากเพิ่งสร้างผลงานสุดยอดด้วยการปลิดชีพ “เอล เมนโช” ราชายาเสพติดชื่อดังหัวหน้าแก๊ง CJNG เมื่อเดือนที่แล้ว ตอนนี้เหล่าทหารเอลีทก็ไม่หยุดนิ่ง เริ่มซ้อมหนักหน่วงเพื่อรับมือศึกใหญ่ต่อไป

ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo
ภาพ: AP Photo/Eduardo Verdugo

เมื่อวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา สื่อต่างประเทศรายงานว่า กองกำลังทหารจาก กองพลรบพิเศษแห่งกองทัพเม็กซิโก (Cuerpo de Fuerzas Especiales) ซึ่งเป็นหน่วยที่แข็งแกร่งที่สุดในเม็กซิโก ได้เริ่มการฝึกคัดเลือกสุดโหด โดยต้องแบกเป้หนักกว่า 20 กิโลกรัม เดินเท้าผ่านเส้นทางชันชันยาวกว่า 25 กิโลเมตร เพื่อพิชิตยอดภูเขาไฟ “อิซตักซีอวตล์” (Iztaccíhuatl) ที่ตั้งตระหง่านรอบกรุงเม็กซิโกซิตี้ การฝึกแบบนี้ไม่ใช่แค่ทดสอบร่างกาย แต่ยังวัดจิตใจและความอดทนด้วยครับ

หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด: รายละเอียดภารกิจล่าสุด

หน่วยรบพิเศษชุดนี้คือสุดยอดของกองทัพเม็กซิโกเลยนะ ได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญในการปราบแก๊งค้ายาและองค์กรอาชญากรรมใหญ่ ล่าสุดเพิ่งปฏิบัติการสำเร็จ สังหารนาย เนเมซิโอ โอเซเกรา (Nemesio Oseguera) หรือ “เอล เมนโช” บอสใหญ่ของแก๊ง ฮาลิสโกนิวเจเนอเรชัน (CJNG) ในรัฐฮาลิสโก ซึ่งเป็นหนึ่งในแก๊งค้ายาที่อันตรายที่สุดในโลก

นายทหารผู้ควบคุมการฝึกบอกว่าการฝึกในสภาพสุดขีดแบบนี้คือสิทธิพิเศษสำหรับทหารที่คัดเลือกมา มันช่วยสร้างทักษะที่จำเป็นสำหรับปฏิบัติการทุกที่ ทุกเวลา หัวใจของหน่วยรบพิเศษอยู่ตรงนี้แหละครับ

ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo
ทหารเม็กซิกันทำพิธีตามความเชื่อก่อนเริ่มฝึก ภาพ:AP Photo/Eduardo Verdugo

พิธีขอขมาเจ้าพ่อขุนเขาก่อนเริ่มฝึก

น่าสนใจมากก่อนเริ่มเดิน ก็มีการทำพิธีตามความเชื่อท้องถิ่น เพื่อขอขมาและขออนุญาตจากขุนเขา รวมถึงขอพรให้ปลอดภัย แสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ผสมผสานกับการทหารได้อย่างลงตัว

หลักสูตรฝึก 8 เดือนสุดโหดของหน่วยรบพิเศษ

หลักสูตรการฝึกของหน่วยรบพิเศษเม็กซิโกขึ้นชื่อเรื่องความโหด ใช้เวลานานถึง 8 เดือน ครอบคลุมทุกภูมิประเทศ เพื่อรับมือกับสงครามยาเสพติดที่กำลังรุนแรง

  • กระโดดร่ม: ทดสอบความกล้าและความแม่นยำ
  • สู้รบในเมือง: เทคนิคต่อสู้ในพื้นที่แออัด
  • เอาชีวิตรอด: ในป่าดิบชื้น ภูเขาสูง ทะเลทราย
  • ปฏิบัติการใต้น้ำ: สำหรับภารกิจพิเศษ

ปัญหาแก๊งค้ายาในเม็กซิโกนั้นหนักหนา ทำให้มีผู้เสียชีวิตนับหมื่นคนต่อปี รัฐบาลเลยต้องทุ่มสุดตัวกับหน่วยแบบนี้ หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด ครั้งนี้จึงเป็นสัญญาณดีว่าจะมีปฏิบัติการใหญ่ตามมาแน่นอน

ในมุมมองผม การฝึกที่โหดขนาดนี้แสดงให้เห็นความมุ่งมั่นของเม็กซิโกในการต่อสู้กับยาเสพติดที่เป็นภัยคุกคามระดับโลก ถ้าทำสำเร็จจะเป็นตัวอย่างที่ดีให้ประเทศอื่นๆ ด้วย คุณคิดยังไงกับการฝึกแบบนี้ ลองคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ! และอย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่าน ติดตามข่าวต่างประเทศเด็ดๆ เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเราเลย

ที่มา – หน่วยรบพิเศษเม็กซิโกเริ่มการฝึกสุดโหด เตรียมความพร้อมทำสงครามกวาดล้างแก๊งค้ายา

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี

สวัสดีครับเพื่อนๆ ชาวบล็อกข่าวต่างประเทศ วันนี้เรามีอัพเดทสุดร้อนแรงจากตะวันออกกลางกันเลย อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังจากที่มีกระแสข่าวลือหนาหูว่าท่านได้รับบาดเจ็บจากสงครามที่กำลังโหมกระหน่ำ ข่าวนี้ทำให้หลายคนตื่นเต้นและกังวลไปตามๆ กัน แต่ล่าสุดมีคนในยืนยันแล้วว่าไม่เป็นไร!

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

ที่มาของข่าวดีนี้มาจากนายยูเซฟ เปเซชเคียน บุตรชายของประธานาธิบดีอิหร่านและที่ปรึกษารัฐบาล ท่านโพสต์ข้อความผ่านแอปเทเลแกรมส่วนตัว โดยบอกว่า ได้ยินข่าวลือว่าคุณโมจตาบา คาเมเนอี ได้รับบาดเจ็บ เลยรีบสอบถามเพื่อนๆ ที่มีเส้นใน แล้วได้รับคำตอบว่า “ขอบคุณพระเจ้า ท่านยังปลอดภัยดี” เป็นการสยบข่าวลือได้อย่างรวดเร็วและชัดเจน ทำให้ชาวอิหร่านและคนติดตามสถานการณ์โล่งใจไปตามๆ กัน

ที่มาของกระแสข่าวลือเรื่องบาดเจ็บ

ความสับสนนี้เกิดขึ้นหลังจากสื่อรัฐบาลอิหร่านขนานนามนายโมจตาบา คาเมเนอี ว่าเป็น “จันบาซ” หรือ “นักรบผู้บาดเจ็บ” จากสงครามเดือนรอมฎอน ซึ่งอิหร่านใช้เรียกความขัดแย้งรอบนี้ แต่ก็ไม่ได้บอกรายละเอียดชัดเจน ขณะที่หนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่อิหร่าน 3 ราย ว่าผู้นำวัย 56 ปีบาดเจ็บที่ขา และกำลังพักในที่ปลอดภัยสุดๆ พร้อมจำกัดการสื่อสาร ทำให้ข่าวลือแพร่สะพัดไปทั่ว

ประวัติและบทบาทของโมจตาบา คาเมเนอี

นายโมจตาบา คาเมเนอี คือบุตรชายคนตรงของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดที่เสียชีวิตจากการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯ และอิสราเอล เมื่อ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา เหตุการณ์นี้จุดชนวนสงครามใหญ่ทั่วตะวันออกกลางเลยทีเดียว หลังจากนั้น สภาผู้เชี่ยวชาญประกาศแต่งตั้งท่านเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 8 มีนาคม แต่จนถึงตอนนี้ ท่านยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะหรือแถลงอะไรเลย ทำให้หลายคนสงสัย

สถานการณ์ตอนนี้ตึงเครียดมาก สงครามเดือนรอมฎอนทำให้ภูมิภาคปั่นป่วน นักวิเคราะห์มองว่าการขึ้นสู่อำนาจของโมจตาบา ท่ามกลางสงคราม สะท้อนการเปลี่ยนแปลงดุลกำลังภายใน โดยเฉพาะกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่มีอิทธิพลเหนือกว่าเดิม ชัดเจนจากที่ประธานาธิบดีมาซูด เปเซชเคียน ถูกกดดันหนักหลังขอโทษประเทศอ่าวอาหรับ

  • เหตุการณ์สำคัญล่าสุด:
  • 28 ก.พ.: อยาตอลเลาะห์อาลี คาเมเนอี เสียชีวิตจากโจมตีอากาศ
  • 8 มี.ค.: แต่งตั้งโมจตาบาเป็นผู้นำสูงสุด
  • บุตรชายประธานาธิบดีโพสต์ยืนยันความปลอดภัย
  • IRGC เพิ่มบทบาทในการตัดสินใจยุทธศาสตร์

อเล็กซ์ วาทันกา ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันตะวันออกกลางในวอชิงตัน ดี.ซี. วิเคราะห์ว่า “โมจตาบาเป็นหนี้บุญคุณ IRGC ในการขึ้นสู่อำนาจ ดังนั้นอำนาจของท่านอาจไม่เบ็ดเสร็จเหมือนบิดา” แปลว่าตอนนี้อิหร่านอาจถูกนำโดยผู้นำทหารมากขึ้น

สถานการณ์แบบนี้ทำให้เราเห็นว่าอิหร่านกำลังเข้าสู่ยุคใหม่ การเมืองผสมทหารชัดเจนขึ้น หาก อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี จริง ก็เป็นสัญญาณดีที่สงครามอาจคลี่คลายได้บ้าง แต่ก็ยังต้องจับตาดูต่อไป

ความเห็นส่วนตัวผมคิดว่าการเปลี่ยนผู้นำท่ามกลางสงครามแบบนี้เสี่ยงมาก แต่ถ้าโมจตาบาสามารถรวมชาติได้ อิหร่านอาจแข็งแกร่งขึ้น คุณล่ะคิดเห็นยังไง? มาคอมเมนต์บอกกันหน่อยนะครับ หรือติดตามบล็อกเราเพื่ออัพเดทข่าวตะวันออกกลางเพิ่มเติม!

อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี เป็นข่าวที่ทำให้โล่งใจ แต่สงครามยังไม่จบ อย่าลืมแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ ด้วยนะ

ที่มา – อิหร่านยืนยันผู้นำสูงสุดคนใหม่ “โมจตาบา คาเมเนอี” ยังปลอดภัยดี หลังมีรายงานบาดเจ็บจากสงคราม

รูปปั้นล้อเลียน ทรัมป์–เอปสตีน แบบ Titanic กลางวอชิงตัน

รูปปั้นล้อเลียน ทรัมป์–เอปสตีน โผล่กลางกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สร้างความฮือฮาให้ชาวอเมริกันและคนทั่วโลก เมื่อกลุ่มศิลปินติดตั้งรูปปั้นขนาดใหญ่จำลองฉากสุดคลาสสิกจากหนัง Titanic โดยให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กับเจฟฟรีย์ เอปสตีน มาเป็นคู่ ‘แจ๊ค-โรส’ ยืนโอบกอดกันที่หัวเรือ พร้อมตะโกน ‘KING OF THE WORLD’ แบบในหนังปี 1997 งานนี้ชวนขำแต่แฝงความเสียดสีหนักหน่วงเรื่องความสัมพันธ์เก่าๆ ของสองคนนี้

บริเวณลาน National Mall หน้าอนุสาวรีย์แห่งชาติที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญของวอชิงตัน ดี.ซี. กลายเป็นเวทีศิลปะการเมืองไปโดยปริยาย รูปปั้นนี้ถูกออกแบบมาอย่างละเอียด โดยใบหน้าทรัมป์เป็นแจ๊ค และเอปสตีนเป็นโรส ท่าทางโรแมนติกแต่พื้นฐานมาจากข่าวฉาวคดีค้ามนุษย์ทางเพศและล่วงละเมิดที่เอปสตีนเคยถูกกล่าวหา ฐานรูปปั้นสลักข้อความเสียดสีว่า ‘เรื่องราวความรักที่น่าเศร้าของแจ๊คและโรส เกิดจากงานเลี้ยงหรูหรา ภาพวาดนู้ดลับๆ และการเดินทางสุดหรู อนุสาวรีย์นี้เพื่อรำลึกสายสัมพันธ์ของทรัมป์และเอปสตีนที่คล้ายกัน’

รูปปั้นล้อเลียน ทรัมป์–เอปสตีน ชื่อ “KING OF THE WORLD”

องค์กรลึกลับชื่อ ‘Secret Handshake’ เป็นผู้อยู่เบื้องหลัง โดยบอกกับสื่อท้องถิ่น WUSA9 ว่าพวกเขาติดตั้งป้ายแบนเนอร์อีก 10 ผืนรอบๆ เพื่อ ‘ช่วย’ ทรัมป์ หลังจากที่เจ้าตัววางแผนติดป้ายรูปตัวเองยักษ์ตามอาคารรัฐในปี 2026 รูปปั้นนี้จะอยู่จนถึงวันศุกร์ที่ 13 มีนาคมเท่านั้น ก่อนถูกถอดออก แต่ระหว่างนั้นดึงดูดนักท่องเที่ยวและสื่อมวลชนมารุมล้อม ถ่ายรูปเซลฟี่กันเพียบ

รูปปั้นล้อเลียน ทรัมป์–เอปสตีน ไม่ใช่ครั้งแรก

กลุ่มนี้เคยสร้างสรรค์ผลงานเด็ดมาแล้วหลายชิ้น ลองดูประวัติกัน:

  • เดือนกันยายนปีที่แล้ว: รูปปั้นทองแดง ‘Best Friends Forever’ จำลองท่าทางเต้นรำของทั้งคู่ ตั้งจุดเดียวกันแต่โดนตำรวจสวนสาธารณะรื้อในเวลาไม่กี่ชั่วโมง
  • ต้นปีนี้: การ์ดอวยพรวันเกิดสูง 3 เมตร สีสันสดใส คัดลอกจากของจริงที่ทรัมป์ส่งให้เอปสตีนในปี 2003

ผลงานเหล่านี้จุดประกายให้คนพูดถึงความสัมพันธ์ทรัมป์-เอปสตีนที่เคยสนิทสนมกันในวงสังคมคนรวยนอกของนครนิวยอร์ก ทรัมป์เคยเรียกเอปสตีนว่า ‘คนสนุกสุดๆ’ ในสัมภาษณ์เก่า แต่หลังเอปสตีนถูกจับและเสียชีวิตในคุกปี 2019 ทรัมป์ก็ตีตัวห่าง

คดีฟ้องร้องที่ยังค้างคา

ข่าวนี้เด้งกลับมาอีกครั้งหลัง Wall Street Journal รายงานกรกฎาคม 2025 เรื่องข้อความและภาพวาดลับที่ทรัมป์ส่งให้เอปสตีนในวันเกิดครบ 50 ทรัมป์วัย 79 ปฏิเสธหมด ‘เรื่องลวงโลก!’ แล้วฟ้องสื่อยักษ์ใหญ่ทั้ง Rupert Murdoch และสำนักข่าวอื่นๆ เรียก damages 1 หมื่นล้านดอลลาร์ คดียังอยู่ในศาลกลาง ลุ้นกันยาว

ศิลปะแบบนี้ในอเมริกาไม่ใช่เรื่องแปลก มันคือเครื่องมือแสดงออกทางการเมืองที่ท้าทายอำนาจ ช่วยให้คนทั่วไปได้หัวเราะและคิดตามเรื่องอื้อฉาวของชนชั้นนำ แต่ก็เสี่ยงโดนถอดหรือถูกจับ ครั้งนี้รูปปั้นล้อเลียน ทรัมป์–เอปสตีน ทำให้ National Mall คึกคักสุดๆ

ส่วนตัวผมคิดว่านี่คือพลังของศิลปะที่ทำให้ประเด็นร้อนไม่จบแค่ข่าว แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ที่คนจำได้นาน คุณล่ะคิดยังไงกับ รูปปั้นล้อเลียน ทรัมป์–เอปสตีน ชิ้นนี้? มันเกินเลยหรือเป็นสิทธิเสรีภาพ? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง แล้วแชร์บทความนี้ให้เพื่อนๆ อ่านต่อด้วยนะ เพื่อติดตามข่าวการเมืองอเมริกาที่แซ่บที่สุด!

ที่มา – รูปปั้นล้อเลียน “ทรัมป์–เอปสตีน” โผล่กลางวอชิงตัน ดี.ซี. จับคู่เป็น “แจ๊ค-โรส” จาก Titanic

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี”

เฮฮือฮ่าเลยทีเดียวสำหรับแฟนๆ แฟชั่นและเพลงป๊อป! ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี” นักร้องซุปตาร์ชื่อดังจากอเมริกา ในประเด็นเครื่องหมายการค้าที่ดราม่ามาหลายปี ศาลสูงสุดออสเตรเลียตัดสินชัดเจนว่า ธุรกิจเสื้อผ้ากับการร้องเพลงต่างกันสิ้นเชิง ไม่ทำให้คนสับสนแน่นอน วันนี้เรามาเล่าเรื่องราวแบบเป็นกันเองกันดีกว่า

ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี” ปมชื่อแบรนด์ซ้ำ

เรื่องนี้เริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2008 เลยนะ Katie Perry ดีไซน์เนอร์สาวออสซี่คนนี้ (ใช่แล้ว ชื่อเหมือนกันเป๊ะ) เธอจดทะเบียนชื่อ “Katie Perry” เป็นแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเองตั้งแต่ตอนนั้น ก่อนที่ Katy Perry นักร้องดังจะบูมทั่วโลกด้วยเพลงฮิตอย่าง Firework หรือ Roar เสียอีก แต่พอ Katy Perry เริ่มดังปุ๊บ ก็พยายามแย่งสิทธิ์ชื่อนี้ จนยื่นคำร้องเพิกถอนเครื่องหมายการค้าของดีไซน์เนอร์

เส้นทางสู้คดี: จากแพ้ชั้นต้น สู่ชนะศาลสูงสุด

ศึกนี้ยาวนานมาก ในปี 2024 ศาลชั้นต้นตัดสินให้ยกเลิกสิทธิ์แบรนด์ของ Katie Perry ดีไซน์เนอร์ตามคำขอของ Katy Perry นักร้อง แต่ Katie Perry ไม่ยอมง่ายๆ อุทธรณ์ต่อจนถึงศาลสูงสุด ล่าสุดวันที่ 11 มี.ค. ศาลตัดสินย้อนกลับ! ให้เหตุผลว่าธุรกิจแฟชั่นกับเพลงต่างประเภท ไม่มีความเสี่ยงสับสนผู้บริโภค เพราะลูกค้าเสื้อผ้าจะไม่นึกถึงคอนเสิร์ตแน่นอน ดีไซน์เนอร์เลยขายของต่อได้สบายใจ

นึกภาพตามนะ สองคนชื่อ Katie Perry / Katy Perry (สะกดต่างนิดๆ แต่เสียงเหมือน) คนนึงแต่งตัวสวยๆ ขายเสื้อผ้า อีกคนเต้นร้องบนเวทีมิวสิควิดีโอ ถ้าซื้อเสื้อไปใส่ ก็ไม่น่าคิดว่าจะได้ตั๋วคอนเสิร์ตฟรีซะหน่อย ศาลมองแบบนี้แหละ ฉลาดมาก!

  • จุดเด่นคดีนี้: แสดงให้เห็นว่าการจดเครื่องหมายการค้าต้องพิจารณา ‘ประเภทธุรกิจ’ ไม่ใช่แค่นามสกุล
  • ดีไซน์เนอร์เริ่มก่อน celeb ดัง แต่ celeb มีชื่อเสียงมากกว่า
  • บทเรียน: จดทะเบียนให้ดีตั้งแต่เริ่มธุรกิจ!

ขยายความหน่อย เครื่องหมายการค้าคืออะไร? มันเหมือนชื่อแบรนด์ที่กฎหมายคุ้มครอง ถ้าคนอื่นใช้ซ้ำแล้วทำให้ลูกค้าสับสน ก็ฟ้องได้ แต่ที่นี่ศาลบอก ‘ไม่สับสน’ เพราะตลาดต่างกัน ดีไซน์เนอร์ขายเสื้อผ้าท้องถิ่น ออสเตรเลียเป็นหลัก ส่วน Katy Perry เป็น global star ใน entertainment

ข่าวนี้กระทบวงการยังไง? สำหรับเจ้าของแบรนด์เล็กๆ ที่ชื่อเหมือน celeb คือกำลังใจใหญ่เลย เพราะ celeb ไม่ใช่เจ้าของชื่อทั้งโลก สู้ได้! ในทางกลับกัน Katy Perry คงเซ็งนิดๆ แต่เธอมีแบรนด์อื่นๆ อยู่แล้ว

ส่วนตัวผมคิดว่าคดี ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้อง “เคที เพร์รี” นี้เป็นตัวอย่างดีเยี่ยมสำหรับนักธุรกิจไทยด้วย ถ้าคุณมีแบรนด์ชื่อคล้ายคนดัง อย่ารอช้า จดเครื่องหมายการค้าด่วนเลยนะ ไม่งั้นโดนแย่งเอานะ สุดท้าย ถ้าชอบข่าวแบบนี้ แชร์ต่อให้เพื่อนๆ ฟัง หรือคอมเมนต์เล่าเรื่องเครื่องหมายการค้าที่คุณเคยเจอมาสิ!

ที่มา – ดีไซน์เนอร์ชาวออสเตรเลียชนะคดีฟ้องร้อง “เคที เพร์รี” ปมใช้ชื่อจดเครื่องหมายการค้าซ้ำ

คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต ล่าสุดเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลี เมื่อเกาหลีเหนือยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” ขณะที่สหรัฐฯ และเกาหลีใต้กำลังซ้อมรบร่วมกัน สร้างความกังวลให้ชาติตะวันตกไม่น้อย

คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

สำนักข่าวกลางเกาหลี (KCNA) รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ได้ควบรวมการทดสอบยิงขีปนาวุธร่อนเชิงยุทธศาสตร์จากเรือพิฆาต “โช ฮยอน” อีกครั้ง โดยมีบุตรสาว “คิม จูแอ” เข้าร่วมสังเกตการณ์ด้วย ภาพจากสื่อรัฐบาลเผยให้เห็นทั้งคู่กำลังจับตาดูการยิงผ่านระบบวิดีโอเมื่อวันอังคารที่ 10 มี.ค. ที่ผ่านมา

การทดสอบนี้เกิดขึ้นหลังจากสัปดาห์ก่อนหน้าเกาหลีเหนือเพิ่งทดลองยิงจากเรือลำเดียวกันก่อนพิธีเข้าประจำการ คำว่า “เชิงยุทธศาสตร์” ในภาษาของเปียงยางมักบ่งชี้ถึงอาวุธที่ติดหัวรบนิวเคลียร์ได้ ทำให้โลกตื่นตัวทันที

รายละเอียดการทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

ขีปนาวุธร่อนที่ยิงออกไปบินเหนือทะเลเหลืองนาน 10,116-10,138 วินาที ก่อนลงจอดเป้าหมายอย่างแม่นยำ คิม จองอึน เน้นย้ำถึงการยับยั้งสงครามนิวเคลียร์ที่ “ทรงพลังและเชื่อถือได้” พร้อมประกาศว่าคลังแสงนิวเคลียร์เข้าสู่ระยะปฏิบัติการหลากหลายมิติแล้ว

ผู้นำเกาหลีเหนือแสดงความพอใจในระบบควบคุมบูรณาการและประสิทธิภาพของเรือพิฆาตลำนี้ ซึ่งมีขนาดราว 5,000 ตัน ติดตั้งขีปนาวุธร่อนความเร็วเหนือเสียง ขีปนาวุธพิสัยใกล้ และระบบโจมตีอื่นๆ

  • เรือพิฆาต “โช ฮยอน” เปิดตัวเมษายนปีที่แล้ว
  • เรือ “คัง กอน” ลำที่สอง เปิดตัวมิถุนายน 2025
  • สั่งสร้างลำที่สามให้เสร็จก่อน 10 ต.ค. ครบรอบพรรคแรงงาน

บริบทการซ้อมรบสหรัฐ-เกาหลีใต้

เหตุการณ์นี้ตรงกับการเริ่มซ้อมรบ “ฟรีดอม ชิลด์” ของสหรัฐฯ และเกาหลีใต้ เป็นเวลา 11 วัน เกาหลีเหนือกล่าวหาว่าเป็นการเตรียมรุกราน แม้ทั้งสองฝ่ายยืนยันว่าเป็นการฝึกป้องกัน

คิม จองอึน สั่งเร่งเสริมแสนยานุภาพทางเรือ โดยเสนอติดปืนอัตโนมัติบนเรือรบขนาดเล็ก (<3,000 ตัน) เพื่อต่อต้านเรือศัตรู และใช้ระบบอาวุธ hypersonic บนเรือใหญ่ 5,000-8,000 ตันในอนาคต

การปรากฏตัวของคิม จูแอ ถือเป็นสัญญาณที่น่าสนใจ อาจบ่งบอกถึงการสืบทอดอำนาจในอนาคต ขณะที่เกาหลีเหนือเร่งพัฒนากองทัพทะเลเพื่อท้าทายอำนาจสหรัฐในภูมิภาค

พัฒนาการเหล่านี้เพิ่มความเสี่ยงขัดแย้งในเอเชียตะวันออก คิม จองอึน ยังย้ำถึงการผนวกขีดความสามารถนิวเคลียร์เข้ากับระบบรบซับซ้อน สร้างสมดุลอำนาจใหม่

ในมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การทดสอบนี้ไม่เพียงพิสูจน์เทคโนโลยี แต่ยังเป็นข้อความ政治ต่อวอชิงตันและโซล ท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อน

คุณคิดอย่างไรกับ คิม จองอึน ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต ครั้งนี้? มันจะนำไปสู่ความสงบหรือยิ่งตึงเครียด? ติดตามข่าวสารล่าสุดและวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ที่บล็อกของเรา เพื่อไม่พลาดอัปเดตสำคัญ!

ที่มา – “คิม จองอึน” ควงบุตรสาวคุมทดสอบขีปนาวุธนำวิถีจากเรือพิฆาต

รู้จักเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

รู้จักเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน เกาะเล็กๆ ในอ่าวเปอร์เซียที่เป็นหัวใจสำคัญของการส่งออกน้ำมันดิบของอิหร่าน คิดเป็นเกือบ 90% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศ หากถูกโจมตีจากสหรัฐหรืออิสราเอล อาจทำให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงทันที สร้างความผันผวนให้ตลาดพลังงานทั่วโลก

เกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

เกาะคาร์กตั้งอยู่ห่างจากชายฝั่งอิหร่านประมาณ 24 กิโลเมตร ในอ่าวเปอร์เซีย แม้จะเป็นเกาะเล็กๆ แต่มีความสำคัญยิ่งใหญ่ต่อเศรษฐกิจอิหร่าน เพราะเป็นจุดศูนย์กลางในการส่งออกน้ำมันดิบเกือบทั้งหมดของประเทศ

อิหร่านเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่อันดับ 4 ของกลุ่ม OPEC โดยส่งออกน้ำมันดิบประมาณ 9 ใน 10 ส่วนผ่านเกาะคาร์กแห่งนี้ ปริมาณเฉลี่ยอยู่ที่ 1.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยผู้ซื้อหลักคือจีน นักวิเคราะห์ด้านพลังงานทั่วโลกต่างจับตาการเคลื่อนไหวของเรือบรรทุกน้ำมันจากเกาะนี้อย่างใกล้ชิด เพราะแม้การเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นให้ราคาน้ำมันโลกผันผวนได้ในทันที

โครงสร้างสำคัญบนเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน

น้ำมันดิบจากแหล่งผลิตต่างๆ ในอิหร่านจะถูกส่งผ่านท่อใต้ทะเลมายังเกาะคาร์ก จากนั้นเก็บไว้ในคลังน้ำมันขนาดใหญ่เพื่อรอการบรรทุกขึ้นเรือ

สถานีส่งออกบนเกาะมีโครงสร้างที่แข็งแกร่งและทันสมัย ดังนี้:

  • ถังเก็บน้ำมันขนาดใหญ่ รองรับได้ถึง 30 ล้านบาร์เรล
  • ท่าเรือที่สามารถเทียบบรรทุกน้ำมันได้พร้อมกัน 8 ลำเรือขนาดใหญ่
  • กำลังการบรรทุกสูงสุดกว่า 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน และสามารถเพิ่มเป็น 10 ล้านบาร์เรลในกรณีเร่งด่วน

ประชากรส่วนใหญ่บนเกาะคือแรงงานอุตสาหกรรมน้ำมันที่เดินทางเข้าออกผ่านสนามบินส่วนตัวซึ่งบริหารโดยบริษัทน้ำมันแห่งชาติอิหร่าน ทำให้เกาะแห่งนี้เป็นเหมือนเมืองน้ำมันลอยน้ำที่ขาดไม่ได้

ความเสี่ยงด้านความมั่นคงของเกาะคาร์ก

แม้เกาะคาร์กจะมีฐานทัพเรือของอิหร่านประจำการอยู่ แต่ตำแหน่งที่ห่างไกลจากแผ่นดินใหญ่นั้นทำให้การป้องกันจากการโจมตีทางอากาศค่อนข้างยากลำบาก ในอดีตระหว่างสงครามอิหร่าน-อิรัก เกาะแห่งนี้เคยถูกโจมตีมาแล้ว ซึ่งยืนยันถึงความสำคัญทางยุทธศาสตร์

นักวิเคราะห์เตือนว่าหากเกิดความเสียหายรุนแรงต่อโครงสร้างส่งออกน้ำมัน อิหร่านอาจตอบโต้ด้วยกำลังทหารทันที สร้างความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น

สถานการณ์ตึงเครียดจากสหรัฐและอิสราเอล

ล่าสุด สถานการณ์ร้อนระอุหลังสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดปฏิบัติการโจมตีทางอากาศต่อเป้าหมายในอิหร่านตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ แม้เกาะคาร์กจะยังไม่ถูกโจมตีโดยตรง แต่โครงสร้างพลังงานบางแห่งในเตหะรานถูกกระทบแล้ว

อิหร่านจึงเร่งขนส่งน้ำมันจากเกาะคาร์กออกให้มากที่สุดก่อนสถานการณ์จะเลวร้ายลง โดยเรือบรรทุกน้ำมันต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญของน้ำมันโลก และปัจจุบันจำนวนเรือที่ผ่านลดลงมากเนื่องจากความเสี่ยง

หากเกาะคาร์กถูกโจมตี จะเกิดอะไรขึ้นกับตลาดโลก

หากเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน ถูกโจมตีจริง การส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่านจะหยุดชะงักนานหลายสัปดาห์หรือหลายเดือน ส่งผลให้อุปทานน้ำมันโลกขาดแคลนทันที

ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ได้แก่:

  • ราคาน้ำมันดิบ Brent และ WTI พุ่งสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลทันที
  • ช่องแคบฮอร์มุซอาจถูกปิดกั้น ส่งผลกระทบต่อการส่งออกน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียทั้งหมด ซึ่งคิดเป็น 20% ของโลก
  • เงินเฟ้อทั่วโลกเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในสหรัฐและยุโรปที่พึ่งพาน้ำมันนำเข้า
  • เศรษฐกิจอุตสาหกรรมใหญ่ชะลอตัวจากต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังอาจจุดชนวนสงครามภูมิภาคที่กว้างขึ้น สร้างความไม่แน่นอนให้กับนักลงทุนทั่วโลก

สรุปแล้ว เกาะคาร์กไม่ใช่แค่โครงสร้างพื้นฐานของอิหร่าน แต่เป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สามารถเขย่าตลาดพลังงานโลกได้ทั้งระบบ นักลงทุนและผู้สนใจเศรษฐกิจควรติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ คลิกอ่านข่าวต่างประเทศเพิ่มเติมเพื่ออัปเดตข้อมูลล่าสุด

ที่มา – รู้จัก “เกาะคาร์ก” ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันอิหร่าน หากถูกโจมตีอาจเขย่าตลาดพลังงานโลก

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย

ในสถานการณ์ที่ตึงเครียดของตะวันออกกลาง เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย อย่างดุเดือด โดยออกแถลงการณ์จากกระทรวงการต่างประเทศ ระบุว่าการกระทำดังกล่าวไม่เพียงแต่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังคุกคามเสถียรภาพของโลกทั้งใบอีกด้วย เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่รุนแรง โดยเฉพาะการเลือกตั้งผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ซึ่งเกาหลีเหนือยืนยันว่าสิทธิ์ในการตัดสินใจเป็นของประชาชนชาวอิหร่านเท่านั้น

เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย

กระทรวงการต่างประเทศเกาหลีเหนือได้ออกแถลงการณ์เมื่อวันพุธที่ผ่านมา ผ่านสำนักข่าวกลางเกาหลีเหนือ (KCNA) โดยโฆษกประณามการโจมตีของสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลต่ออิหร่านอย่างรุนแรง เรียกการกระทำนี้ว่า “ผิดกฎหมาย” และเป็นการยกระดับความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลางให้รุนแรงยิ่งขึ้น รัฐบาลเปียงยางมองว่าสหรัฐและอิสราเอลกำลังทำลายสันติภาพโลกด้วยการใช้กำลังทหารโดยไม่มีมูลเหตุ正当

แถลงการณ์ยังวิจารณ์การแทรกแซงจากภายนอกต่อระบบการเมืองภายในของอิหร่าน โดยเฉพาะการข่มขู่และปฏิบัติการทางทหารที่มุ่งบ่อนทำลายรัฐบาลอิหร่าน เกาหลีเหนือเตือนว่าพฤติกรรมเช่นนี้ไม่สามารถยอมรับได้ในเวทีระหว่างประเทศ และเรียกร้องให้ชาติต่างๆ เคารพอธิปไตยของแต่ละประเทศ

สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

นอกจากประเด็นการโจมตีแล้ว เกาหลีเหนือยังแสดงจุดยืนชัดเจนในการสนับสนุนการตัดสินใจของสภาผู้เชี่ยวชาญ (Assembly of Experts) ซึ่งเป็นสภานักบวชชั้นนำของอิหร่านในการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ โดยย้ำว่า สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน การเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนถึงเจตจำนงของประชาชน และไม่ควรถูกแทรกแซงจากมหาอำนาจภายนอก ผู้นำสูงสุดของอิหร่านถือเป็นตำแหน่งสำคัญสูงสุดทั้งด้านการเมืองและศาสนา มีอำนาจตัดสินใจในนโยบายหลักของประเทศ

บริบทและผลกระทบจากท่าทีของเกาหลีเหนือ

ท่าทีของเกาหลีเหนือครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจนัก เนื่องจากเปียงยางมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับอิหร่านมานาน ทั้งด้านการค้า การทูต และการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี โดยเฉพาะโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธ ทั้งสองประเทศมักยืนหยัดต่อต้านนโยบายของสหรัฐในเวทีโลก การออกมา เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย จึงเป็นการเสริมสร้างพันธมิตร และส่งสัญญาณถึงชาติอื่นๆ ที่ต่อต้าน hegemony ของวอชิงตัน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียดหลังการโจมตีทางทหารของสหรัฐและอิสราเอล ซึ่งถูกมองว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยอิหร่าน นักวิเคราะห์เห็นว่าการเลือกผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่านอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงนโยบายภายในและภายนอก โดยเฉพาะการตอบโต้ทางทหารที่อาจลุกลามเป็นสงครามใหญ่

  • การโจมตีของสหรัฐ-อิสราเอลถูกมองว่าเพิ่มความเสี่ยงสงครามภูมิภาค
  • เกาหลีเหนือใช้โอกาสนี้เสริมภาพลักษณ์ตัวเองในฐานะผู้ต่อต้านจักรวรรดินิยม
  • อิหร่านยืนยันระบบการเมืองภายในไม่ขึ้นกับแรงกดดันภายนอก
  • ผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่พุ่งสูง
  • ปฏิกิริยาจากชาติอาหรับและจีน-รัสเซียที่อาจสนับสนุนอิหร่าน

มุมมองนักวิเคราะห์ต่อเหตุการณ์นี้

นักวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศมองว่า การที่เกาหลีเหนือออกมาแสดงจุดยืนดังกล่าวเป็นกลยุทธ์เพื่อดึงดูดความสนใจและหาพันธมิตรใหม่ๆ ในขณะที่เผชิญแรงกดดันจากสหประชาชาติและสหรัฐเอง นอกจากนี้ ยังสะท้อนถึงความไม่พอใจต่อบทบาทของอิสราเอลในภูมิภาค ซึ่งเกาหลีเหนือเคยประณามมาแล้วหลายครั้ง หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจนำไปสู่การรวมตัวของชาติต่อต้านสหรัฐมากขึ้น

ในมุมเศรษฐกิจ การโจมตีอิหร่านส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกผันผวน ส่งผลกระทบต่อประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทย ซึ่งต้องจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

ท้ายที่สุด เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย เป็นเครื่องเตือนใจถึงความเปราะบางของสันติภาพโลก คุณคิดอย่างไรกับท่าทีของเกาหลีเหนือในครั้งนี้? เชิญแสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมติดตามข่าวต่างประเทศจากเราเพื่ออัปเดตสถานการณ์ล่าสุด!

ที่มา – เกาหลีเหนือประณามสหรัฐ–อิสราเอล โจมตีอิหร่านผิดกฎหมาย สิทธิเลือกผู้นำสูงสุดเป็นของชาวอิหร่าน

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ เป็นเหตุการณ์ที่สร้างความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างมาก กองทัพสหรัฐประกาศปฏิบัติการนี้หลังจากหน่วยข่าวกรองตรวจพบความเคลื่อนไหวอันตรายของอิหร่านในเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ช่องแคบฮอร์มุซซึ่งขนส่งน้ำมันดิบ 1 ใน 5 ของโลก กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่สหรัฐยืนยันว่าจะปกป้องอย่างเด็ดขาด

สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

กองบัญชาการกลางสหรัฐ หรือ CENTCOM ได้เผยแพร่วิดีโอการโจมตีผ่านโซเชียลมีเดีย แสดงภาพการทำลายเรือวางทุ่นระเบิดของอิหร่านอย่างน้อย 16 ลำใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ปฏิบัติการนี้เกิดขึ้นหลังพบว่าอิหร่านพยายามวางทุ่นระเบิดเพื่อขัดขวางการเดินเรือ ซึ่งอาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก

เหตุผลเบื้องหลังปฏิบัติการสหรัฐถล่มเรือรบอิหร่าน

หน่วยข่าวกรองสหรัฐรายงานว่าอิหร่านเริ่มวางทุ่นระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นคอขวดพลังงานสำคัญ น้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่วนใหญ่ต้องผ่านจุดนี้ไปยังเอเชีย ยุโรป และอเมริกา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์บน Truth Social ว่าสหรัฐจะไม่ยอมให้เกิดการคุกคามดังกล่าว และเรียกร้องให้อิหร่านนำทุ่นระเบิดออกทันที

รัฐมนตรีกลาโหม พีท เฮกเซธ ยืนยันผ่าน X ว่าปฏิบัติการนี้เป็นคำสั่งโดยตรงจากทรัมป์ โดยกองทัพสหรัฐลงมืออย่างแม่นยำ ทำลายเป้าหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหมด สหรัฐเน้นย้ำว่าจะไม่ปล่อยให้ช่องแคบฮอร์มุซถูกใช้เป็นตัวประกันต่อความมั่นคงพลังงานโลก

ผลกระทบจากเหตุการณ์สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่าน

สถานการณ์ในตะวันออกกลางยิ่งตึงเครียด นับตั้งแต่ความขัดแย้งลุกลาม ทหารสหรัฐกว่า 140 นายบาดเจ็บจากเหตุรบในภูมิภาค ช่องแคบฮอร์มุซมีความสำคัญยิ่ง เพราะเป็นเส้นทางหลักขนส่งน้ำมันดิบ หากเกิดการปิดกั้น ราคาน้ำมันโลกอาจพุ่งสูง ส่งผลต่อค่าครองชีพทั่วโลก

  • การโจมตีแม่นยำ: ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงทำลายเรือ 16 ลำ
  • คำเตือนจากทรัมป์: ไม่ยอมให้อิหร่านคุกคามเส้นทางสำคัญ
  • ผลต่อตลาด: นักลงทุนจับตาความเคลื่อนไหวอย่างใกล้ชิด
  • ประวัติศาสตร์ช่องแคบ: เคยถูกขู่อีกหลายครั้งในอดีต

ผู้เชี่ยวชาญวิเคราะห์ว่าปฏิบัติการนี้ช่วยรักษาความมั่นคง แต่ก็เสี่ยงจุดชนวนสงครามใหญ่ สหรัฐแสดงจุดยืนชัดเจนว่าจะปกป้องเสรีภาพการเดินเรือ ในขณะที่อิหร่านอาจตอบโต้เพื่อรักษาหน้า

นอกจากนี้ เหตุการณ์สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำยังสะท้อนถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานพลังงาน ประเทศนำเข้าน้ำมันอย่างไทยควรติดตามใกล้ชิด เพราะอาจกระทบราคาน้ำมันในประเทศ

ในมุมมองของผู้เขียน สหรัฐทำถูกแล้วที่ลงมือก่อน แต่ต้องหาทางเจรจาเพื่อลดความเสี่ยงสงครามใหญ่ ชวนผู้อ่านติดตามข่าวอัปเดต และแสดงความคิดเห็นในคอมเมนต์ว่าคุณมองสถานการณ์นี้อย่างไร จะกระทบเศรษฐกิจไทยมากน้อยแค่ไหน?

ที่มา – สหรัฐถล่มเรือรบอิหร่านใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ ทำลายเรือวางทุ่นระเบิด 16 ลำ

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

ข่าวใหญ่จากคาบสมุทรเกาหลี! “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หลังจากหยุดยาวนานถึง 6 ปี จากการระบาดของโควิด-19 การตัดสินใจครั้งนี้ไม่เพียงแต่ฟื้นฟูเส้นทางคมนาคมสำคัญ แต่ยังเป็นสัญญาณบวกในการกระตุ้นเศรษฐกิจระหว่างเกาหลีเหนือและจีน สองประเทศพันธมิตรใกล้ชิดกันมานาน

“เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้

กระทรวงรวมชาติของเกาหลีใต้รายงานว่า ทางการรถไฟเกาหลีเหนือและจีนเตรียมเปิดบริการรถไฟโดยสารเส้นทางเชื่อมกรุงเปียงยางกับกรุงปักกิ่งอีกครั้งในสัปดาห์นี้ โดยรถไฟเที่ยวแรกจะออกเดินทางในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2567 นี้ ถือเป็นก้าวแรกสำคัญในการสิ้นสุดมาตรการปิดพรมแดนเข้มงวดที่เกาหลีเหนือบังคับใช้ตั้งแต่ปี 2563 เพื่อป้องกันโควิด

เส้นทางรถไฟ “เปียงยาง-ปักกิ่ง” ถือเป็นเส้นทางหลักที่ใช้ขนส่งทั้งสินค้าและผู้โดยสารมานานหลายทศวรรษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการค้าขายและการเดินทางของเจ้าหน้าที่รัฐ จีนเป็นคู่ค้าหลักของเกาหลีเหนือ โดยคิดเป็นสัดส่วนกว่า 90% ของการค้าชายแดนทั้งหมด การหยุดชะงักครั้งนี้ส่งผลกระทบหนักต่อเศรษฐกิจเกาหลีเหนือที่พึ่งพาการส่งออกถ่านหิน แร่ธาตุ และสินค้าอุตสาหกรรมไปยังจีน

รายละเอียดการเปิดบริการรถไฟเปียงยาง-ปักกิ่ง

ทางการรถไฟจีนแจ้งว่า จะให้บริการสัปดาห์ละ 4 เที่ยวในช่วงเริ่มต้น โดยจำกัดผู้โดยสารเฉพาะ 2 ตู้สุดท้ายของขบวนเท่านั้น เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของโรค ผู้โดยสารหลักจะเป็นนักการทูตและเจ้าหน้าที่รัฐเป็นส่วนใหญ่ ตั๋วสำหรับประชาชนทั่วไปอาจเปิดขายภายหลัง หากที่นั่งเหลือ

  • วันที่เริ่ม: 12 มีนาคม 2567 (วันพฤหัสบดี)
  • ความถี่: 4 เที่ยวต่อสัปดาห์
  • จำนวนผู้โดยสาร: จำกัด 2 ตู้ต่อขบวน
  • กลุ่มเป้าหมาย: นักการทูตและเจ้าหน้าที่รัฐก่อน
  • ระยะทาง: ประมาณ 1,200 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางราว 24 ชั่วโมง

นอกจากนี้ เกาหลีเหนือยังคงรักษามาตรการเข้มงวดในการเข้าประเทศ โดยนักท่องเที่ยวต่างชาติส่วนใหญ่ยังเดินทางไม่ได้ ยกเว้นชาวรัสเซียที่ได้รับอนุญาตพิเศษตามข้อตกลงทวิภาคี ก่อนโควิด ชาวจีนเป็นนักท่องเที่ยวอันดับ 1 สู่เกาหลีเหนือ คิดเป็นกว่า 80% ของยอดรวม

ผลกระทบต่อเศรษฐกิจและการทูตเกาหลีเหนือ-จีน

การกลับมาเปิดเส้นทางนี้ไม่ใช่แค่เรื่องรถไฟ แต่เป็นกลยุทธ์ฟื้นฟูเศรษฐกิจที่ย่ำแย่ของเกาหลีเหนือ ท่ามกลางการคว่ำบาตรจากนานาชาติและภัยแล้ง การค้าขายกับจีนช่วยพยุง GDP ได้มาก โดยปีละหลายพันล้านดอลลาร์ นอกจากนี้ ยังช่วยเสริมสร้างสัมพันธ์ทางการทูต โดยคิม จองอึน เคยเดินทางเส้นทางนี้เยือนสี จิ้นผิงหลายครั้ง

อย่างไรก็ตาม มีข่าวลบควบคู่มาเช่นกัน สื่อเกาหลีเหนือประกาศยกเลิก “เปียงยาง มาราธอน” ที่จะจัดเดือนหน้า โดยไม่แจ้งสาเหตุชัดเจน กิจกรรมนี้เป็นหนึ่งในไม่กี่อีเวนต์ที่เปิดรับนักวิ่งต่างชาติ

จากมุมมองผู้เชี่ยวชาญ การเปิด “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ แสดงว่าเกาหลีเหนือเริ่มผ่อนคลายมาตรการโควิด อาจนำไปสู่การเปิดชายแดนมากขึ้นในอนาคต ช่วยให้เศรษฐกิจค่อยๆ ฟื้นตัว

คุณคิดว่าการเปิดเส้นทางนี้จะช่วยให้เกาหลีเหนือเปิดประเทศเต็มรูปแบบเมื่อไหร่? แสดงความเห็นในคอมเมนต์ด้านล่าง และอย่าลืมแชร์บทความนี้เพื่อติดตามข่าวอัปเดตต่างประเทศ!

ที่มา – “เปียงยาง-ปักกิ่ง” เตรียมกลับมาเดินรถไฟโดยสาร 12 มี.ค.นี้ หวังฟื้นสัมพันธ์เศรษฐกิจ

Scroll to top